PDA

View Full Version : เกร็ดความรู้คู่ครัว


paang
31-12-2005, 10:49 AM
แกงส้มแสนอร่อย

http://www.malila.com/images/main20.gif

แกงส้มเป็นอีกเมนูที่คนไทยชื่นชอบ แต่สังเกตไหม เวลาไปทานแกงส้มที่ร้านอาหาร ผักจะกรอบอร่อย อยากทำเองให้ได้อร่อยอย่างนี้บ้าง ต้องใช้เทคนิคนี้ค่ะ

เริ่มจากต้มน้ำซุป ทำตามขั้นตอนที่ตำราระบุไว้แหละค่ะ แล้วใส่ผักที่ต้องการให้เปื่อย เช่น มะละกอ ลงไปในน้ำแกง และเคี่ยวจนเปื่อยได้ที่ พร้อมปรุงรสให้ได้รสชาติตามต้องการ โดยอาจจะเผื่อให้รสชาติเข้มกว่าที่ชอบเล็กน้อย เพราะเวลาใส่ผักแล้ว น้ำผักจะออกมาอีกนิดหน่อย ทำให้ได้รสชาติกำลังดี

หลังจากนั้น ต้มน้ำแกงส้มให้เดือดจัด พร้อมจัดผักที่ต้องการความกรอบ เช่น ผักกะเฉด ผักกาดขาว ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ใส่ถ้วย แล้วตักน้ำแกงส้มราด ลวก 2-3 ครั้ง จนผักสุกพอดี ก็จัดการยกเสิร์ฟ จะได้แกงส้มที่ผักกรอบอร่อยค่ะ

paang
31-12-2005, 10:50 AM
http://www.malila.com/images/orange2.gif น้ำผลไม้ยอดนิยมของคนไทย คงไม่พ้นน้ำส้ม รองลงมาก็น้ำมะนาว แต่ถ้าช่วงนี้ ส้มเขียวหวานแพงน่าดู แต่จะทำอย่างไรได้ ก็มันเกิดอยากทานน้ำผลไม้คลายร้อนขึ้นมานี่นา และแน่นอน ก็ของมันแพง ก็ควรใช้ทุกหยดให้เกิดคุณค่า จริงไหม

มาดูกันซิว่า จะคั้นน้ำผลไม้อย่างไรให้ได้น้ำมากๆ เริ่มจากล้างผลไม้ให้สะอาด แล้วนำไปแช่ในน้ำอุ่น ประมาณ 2-3 นาที จากนั้นจึงนำมาคั้น จะได้ปริมาณน้ำผลไม้มากขึ้น และรสชาติไม่เปลี่ยนแปลงด้วยค่ะ

paang
31-12-2005, 10:51 AM
http://www.malila.com/images/pakchee.gif

รากผักชีเป็นสิ่งคู่ครัวไทย ที่ถึงไม่มีก็ไม่ถึงตาย แต่ก็ทำให้ขาดความอร่อยไปเยอะ ดังนั้น ในยามที่ผักชีราคาถูก ก็ควรทำรากผักชีพร้อมใช้ ไว้ใช้ในยามที่ผักชีราคาแพง จนซื้อไม่ลงดีกว่า เพราะนอกจากจะทำให้สะดวกสบายแล้ว ยังช่วยประหยัดเงินอีกด้วยค่ะ

เริ่มจากนำรากผักชีมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง หรือหากมีเตาอบจะใช้วิธีการอบก็รวดเร็วทันใจดีค่ะ จากนั้นนำมาบดละเอียด แล้วเก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิดสนิท ง่ายๆ แค่นี้ ก็มีรากผักชีไว้ใช้ตลอดปีเชียวล่ะ

paang
31-12-2005, 10:52 AM
http://www.malila.com/images/lemon.gif

เมื่อปอกผัก หรือผลไม้ที่มียางมากๆ ยางมักจะติดซอกเล็บ ให้เหนียวเหนอะหนะ ดำ สกปรก ไม่น่าดู เรื่องนี้มีวิธีแก้ง่ายๆ ค่ะ

ลองใช้มะนาวที่บีบน้ำออกแล้ว ขัดตามซอกเล็บที่ยางติดดูซิคะ เล็บจะขาว สะอาด สดใสทีเดียวค่ะ

paang
31-12-2005, 10:53 AM
http://www.malila.com/images/frypan.gif

ใครที่ทำอาหารเป็นประจำ คงจะพบว่า หากวันไหนทอดอาหารแล้ว น้ำมันกระเด็น เตาจะเลอะเทอะน่าดู ทำความสะอาดก็แสนยาก ทำเอาไม่อยากจะทอดอาหารไปเสียเลย เราจึงมีเคล็ดไม่ลับในการทำความสะอาดเตามาฝากค่ะ

ให้ใช้ครีมออฟทาร์ทาร์ (หาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เกตทั่วไป) ผสมกับน้ำเล็กน้อย ให้มีลักษณะข้นๆ ทาลงบนคราบสกปรกเหล่านั้น ทิ้งไว้ให้แห้ง หลังจากนั้นจึงใช้ผ้านุ่มๆ เช็ดออก คราบสกปรกจะหลุดออกโดยง่าย แล้วค่อยใช้ผ้าสะอาดๆ เช็ดซ้ำอีกทีหนึ่งค่ะ

paang
31-12-2005, 10:54 AM
http://www.malila.com/images/food2.gif

สำหรับใครที่ชอบปั่นน้ำผลไม้ทานเอง มักจะเจอปัญหาว่า จะทำความสะอาดเครื่องปั่นอย่างไรดี จึงจะสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เนื่องจากบางครั้งกากผลไม้ก็ติดเยอะแยะไปหมด ลองนำวิธีนี้ไปใช้ซิคะ ง่ายจริงๆ ค่ะ

หลังจากปั่นน้ำผลไม้เสร็จ ให้ใส่น้ำยาล้างจานลงในโถปั่น 1-2 หยด แล้วเทน้ำใส่ลงไปเล็กน้อย หลังจากนั้น เปิดให้เครื่องทำงานสักครู่ แล้วปิด ล้างด้วยน้ำสะอาดอีก 2-3 ครั้ง จนเครื่องสะอาดหมดจดดี จึงผึ่งให้แห้ง ง่ายๆ แค่นี้เองค่ะ

paang
31-12-2005, 10:55 AM
http://www.malila.com/images/appet76.jpg

หัวปลีเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก นำไปทำเป็นทอดมันหัวปลี หรือยำหัวปลี ก็อร่อยไปหมด แต่ถ้าคุณนำหัวปลีมาทำอาหาร มักพบปัญหา 2 อย่าง คือ หัวปลีดำ เมื่อหั่นทิ้งไว้ แก้ไขโดย พอหั่นหัวปลีเสร็จ ให้รีบนำแช่น้ำและบีบมะนาวใส่ทันที ถ้ามะนาวแพง จะใช้น้ำมะขามเปียกแทนก็ได้ค่ะ
นอกจากนี้ ปัญหาต่อไปคือ ยางหัวปลียังทำให้มีดเป็นคราบเหนียวๆ สีดำ ล้างออกยาก เรื่องนี้ทำให้ง่ายขึ้นได้ โดยใช้มะนาวผ่าซีก ถูรอยเปื้อน ยางจะหลุดออก แล้วจึงล้างน้ำสะอาดอีกครั้งเป็นอันเสร็จค่ะ

paang
31-12-2005, 10:56 AM
http://www.malila.com/images/main21.gif

แกงเลียงเป็นอาหารที่อร่อย และมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะประกอบไปด้วยผักมากมายหลายชนิด หากคิดจะแกงเลียงทานที่บ้าน ทำทีละน้อย ก็ดูจะไม่คุ้ม ทำเยอะ ก็จะไม่อร่อย เพราะการอุ่นน้ำแกงบ่อยๆ จะทำให้ผักเปื่อยเกินไป เสียรสชาติ จะทำอย่างไรให้แกงเลียงอร่อยทุกถ้วย เรื่องนี้มีเทคนิคค่ะ

เริ่มจากการทำน้ำแกงไว้ต่างหาก และล้างผักให้สะอาดเตรียมไว้ค่ะ พอจะทานค่อยตักน้ำแกงให้พอกับ 1 ถ้วยแกงมาอุ่น และใส่ผักลงไป ต้มให้ผักสุก ยกเสิร์ฟ พอจะทานถ้วยใหม่ค่อยทำใหม่ ผักก็จะไม่เละ และแกงเลียงอร่อยทุกๆ ถ้วยเลยเชียวค่ะ

สำหรับแกงส้ม ก็สามารถนำเทคนิคนี้มาใช้ได้เช่นกันนะคะ

paang
31-12-2005, 10:57 AM
http://www.malila.com/images/fish4.jpg

เมื่อซื้อปลาเค็มมาประกอบอาหาร แล้วปลาเค็มเกิดเค็มสุดๆ ถ้ายังดันทุรังเอามาปรุงอาหาร ก็คงไม่อร่อย และเสียชื่อแม่ครัว/พ่อครัว มือโปรแย่.... เรื่องนี้มีวิธีค่ะ

โดยใส่เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ลงในน้ำ 1 ถ้วยตวง คนให้เกลือละลาย แล้วเอาปลาเค็มลงแช่ประมาณ 25-30 นาที ถ้าเป็นปลาชิ้นใหญ่ ให้หั่นก่อนนะคะ พอครบกำหนดเวลา ล้างปลาให้สะอาด และผึ่งให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นค่อยนำไปปรุงอาหาร จะได้ปลาเค็มที่รสชาติดีขึ้นค่ะ

paang
31-12-2005, 10:58 AM
http://www.malila.com/images/veget2.jpg

ไม่รู้เป็นอะไร ปอกหอมทีไร เป็นต้องเศร้า จนน้ำตาไหลทุกที... อภิโถ! เรื่องนี้แก้ง่ายนิดเดียว โดยการต้มน้ำให้เดือด แล้วเอาหัวหอมจุ่มลงไป แล้วรีบเอาขึ้น แช่น้ำเย็น แล้วลงมือปอกๆๆๆ นอกจากจะปอกง่ายขึ้นแล้ว ยังทำให้น้ำตาไม่ไหลด้วยค่ะ..

ความจริงที่ปอกหอมแล้วน้ำตาไหล เป็นเพราะในหัวหอมมีน้ำมัน ที่เมื่อระเหยออกมา จะมีกลิ่นฉุนจัด ทำให้แสบตาค่ะ

paang
31-12-2005, 10:59 AM
http://www.malila.com/images/food5.jpg

เวลาไปทานอาหารที่ร้านอาหาร สั่งน้ำพริกกะปิสักถ้วยมาทาน แล้วรู้สึกว่า ทำไมอร่อยจัง จนอดคิดไม่ได้ว่า ทำยังไงนะ น้ำพริกที่ตำเองจะอร่อยอย่างนี้บ้าง... เทคนิคการตำน้ำพริกกะปิน่ะ ไม่ซับซ้อนหรอกค่ะ เริ่มจากการเลือกเฟ้นหากะปิดีๆ สักขวด แล้วนำกะปิห่อใบตอง ปิ้งให้หอม จากนั้นให้นำไปโขลกกับกระเทียม แล้วจึงใส่เครื่องปรุงอื่นๆ จะทำให้น้ำพริกกะปิมีกลิ่นหอม และไม่ฉุนกระเทียม สำหรับกระเทียมที่ใช้ควรเป็นกระเทียมกลีบเล็ก เปลือกอ่อนๆ จะอร่อยกว่าค่ะ

paang
31-12-2005, 11:00 AM
http://www.malila.com/images/food7.gif

ผักดองเป็นเครื่องเคียงอย่างหนึ่งที่นิยมทานกัน เคยดองผักเองไหมคะ? ถ้าเคยบางคนอาจจะบอกว่า ไม่เห็นกรอบอร่อยเหมือนที่ไปทานตามร้านเลย
เคล็ดลับนี้ไม่ยากเลยค่ะ กล่าวคือ เวลาดองผักกับน้ำส้มสายชู ให้ใส่สารส้มลงไปในน้ำเล็กน้อย จะทำให้ผักดองกรอบอร่อยขึ้นค่ะ นิดเดียวเท่านั้นนะคะ อย่าใส่มากค่ะ

paang
31-12-2005, 11:01 AM
http://www.malila.com/images/seafood.jpg

ก่อนจะปลาหมึกนำมาปรุงอาหาร ต้องทำความสะอาดปลาหมึกให้สะอาด โดยเอาส่วนที่รับประทานไม่ได้ออกให้หมด ล้างให้สะอาด บั้งให้สวยงาม เพื่อให้น้ำปรุงรสซึมเข้าเนื้อ เพราะปกติแล้ว ปลาหมึกจะเนื้อแน่น ถ้าไม่บั้ง น้ำปรุงรสจะซึมเข้ายากค่ะ จากนั้น หั่นให้เป็นชิ้นตามต้องการ แล้วนำไปคลุกกับแป้งมันให้ทั่ว แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง จากนั้นนำไปลวกในน้ำเดือดจัด แป๊บเดียว เพราะปลาหมึกสุกง่าย ถ้าปล่อยให้ปลาหมึกสุกเกินไป เนื้อจะเหนียวค่ะ สุดท้ายนำไปคลุกกับน้ำยำ ใส่ผักต่างๆ จะได้ปลาหมึกที่กรอบ และรสชาติดีค่ะ

paang
31-12-2005, 11:01 AM
http://www.malila.com/images/food4.jpg

ควรหั่นไก่หรือหมูเป็นชิ้นๆ แล้วนำไปรวนให้แห้งก่อน เพื่อไม่ให้น้ำแกงใสจนเกินไป จากนั้น ใส่หัวกะทิลงในกระทะผัดให้แตกมันพอควร พอกะทิเริ่มกระเด็นนิดหน่อย จึงใส่เครื่องแกงลงผัดให้ มีกลิ่นหอม (เน้น) แล้วค่อยใส่ไก่ลงผัด จากนั้นค่อยทำตามกระบวนการที่ตำราบอกไว้ค่ะ แค่นี้น้ำแกงจะข้น แบบราดข้าวติด ทานกับขนมจีน ก็เข้มข้นอร่อยเชียว

PyDE
31-12-2005, 11:13 AM
เยอะแยะเลย

NoOTa
31-12-2005, 06:01 PM
http://otop.moc.go.th/images/pic_product/1/%C1%B4.jpg

กำจัดมดในครัว

ครัวนอกจากเป็นสถานที่ฝากท้องของคนแล้ว ยังเป็นสถานที่ชื่นชอบของมดและแมลงต่างๆ ที่จะมากินเศษอาหาร ครั้นจะใช้สารเคมีจะส่งผลถึงคนด้วย ใครเจอปัญหาดังกล่าวมีข้อแนะนำ "ใช้น้ำส้มสายชูเช็ดตรงทางเดินมด สัก 1-2 ครั้ง มดจะไม่เดินมาบริเวณที่เช็ดด้วยน้ำส้มสายชูอีก"

paang
02-01-2006, 04:09 AM
http://www.malila.com/images/yogurt3.gif

วิปปิ้ง ครีม ที่เป็นส่วนผสมในอาหารหลายอย่าง เช่น ไอศครีม วอฟเฟิล เค้ก ฯลฯ เป็นครีมที่มีส่วนผสมไขมันประมาณ 30% ดังนั้น การทานวิปครีมบ่อยๆ คงไม่ค่อยดีแน่ สำหรับใครก็ตามที่กลัวความอ้วนสุดขีด แต่ถ้ามีวิปครีมแบบไขมันต่ำล่ะ น่าสนใช่ไหมล่ะ ตามมาดูกันดีกว่าว่า เค้าทำกันยังไง...

ใช้กล้วยหอมฝานบางๆ ตีผสมกับไข่ขาว 1 ฟอง จะใช้เครื่องตี หรือใช้ส้อมก็ได้ ตีไปจนกระทั่งเป็นเนื้อเดียวกัน และขึ้นตั้งยอดแข็ง คือ เมื่อเอียงชาม ครีมจะแข็งตัวอยู่ ไม่ไหลไปมา แค่นี้ล่ะค่ะ ก็จะได้วิปปิ้ง ครีมแสนอร่อย แบบไขมันต่ำไว้ทานกับไอศครีมอร่อยๆ แล้ว

paang
02-01-2006, 04:16 AM
http://www.malila.com/images/honey.jpg

น้ำเชื่อมนับเป็นส่วนประกอบหลักของการทำขนมไทย และน้ำเชื่อมที่ใช้จะต้องทำขึ้นเอง ไม่เหมือนขนมฝรั่ง ที่อาจพึ่งน้ำเชื่อมเป็นขวดๆ (สบาย แต่แพงชะมัด) วิธีทำน้ำเชื่อมหรือ ก็ไม่ยาก คือ ต้มน้ำตาลกับน้ำ ให้น้ำตาลละลายหมด และเคี่ยวให้ได้ความเหนียวตามต้องการ เช่น หากจะใช้น้ำเชื่อมทำขนมทองหยิบ ฝอยทอง น้ำเชื่อมควรมีลักษณะคล้ายเส้นไหม คือ หยดเป็นสายยาว 2 นิ้ว ซึ่งความเหนียวของน้ำเชื่อมถือเป็นหัวใจของการทำขนมไทย เพราะเป็นตัวกำหนดลักษณะที่ดีของขนม

การทำน้ำเชื่อมจึงต้องใช้ประสบการณ์ และการสังเกต โดยปัญหาอย่างหนึ่งที่แม่ครัวมักจะเจอบ่อยๆ คือ น้ำเชื่อมไม่ใส ทำให้สีขนมไม่สวยอย่างที่ต้องการ เรื่องนี้มีเทคนิคง่ายๆ คือ ขณะเคี่ยวน้ำตาล ให้ใส่เปลือกไข่ลงไปด้วย จนเมื่อเคี่ยวได้ที่ จึงตักเปลือกไข่ออก แล้วกรองน้ำเชื่อม จะได้น้ำเชื่อมที่ใส น่าทานค่ะ

ส่วนในกรณีที่น้ำเชื่อมที่ทำมีความเข้มข้นมาก ปัญหาที่พบ คือ น้ำเชื่อมคืนตัว แบบนี้แก้ได้ด้วยการเติมน้ำมะนาว 2-3 หยด ลงไปขณะต้มน้ำเชื่อม และห้ามคนน้ำเชื่อมบ่อยๆ ค่ะ

เมื่อเตรียมน้ำเชื่อมได้ที่แล้ว หากต้องตวงด้วยถ้วยตวง ให้จุ่มถ้วยลงในแป้งเสียก่อน แล้วเคาะแป้งออก ให้แป้งเคลือบถ้วยบางๆ แล้วตวงน้ำเชื่อม พอเทออก จะไม่เสียน้ำเชื่อมเลยสักหยดเดียว

paang
02-01-2006, 04:17 AM
http://www.malila.com/images/frypan.gif


การทอดอาหารให้อร่อย จะต้องใส่น้ำมันในกระทะให้ร้อนเสียก่อน จึงจะใส่ของที่ต้องการทอดลงไป ไม่เช่นนั้น อาหารจะติดกระทะ และอมน้ำมัน แต่ปัญหาอย่างหนึ่งของแม่บ้านมือใหม่ คือ ไม่รู้ว่า ร้อนพอหรือยัง?
มีเทคนิคง่ายๆ ที่ช่วยเช็คว่า น้ำมันร้อนจัดพอที่จะทอดอาหารได้หรือยัง? โดยการใส่ขนมปังที่ตัดเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ขนาดกว้างยาวประมาณ 1 นิ้วลงไป แล้วคุณจะทราบว่า น้ำมันร้อนแค่ไหน โดยดูจากความเร็วในการเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลนั่นเอง

paang
02-01-2006, 04:20 AM
http://www.malila.com/images/frypan.gif

เคยไหม? ที่ทอดอาหารอะไรสักอย่างแล้วน้ำมันกระเด็นเหลือเกิน จนไม่อยากจะทอดอีกแล้ว เพราะขี้เกียจล้างครัว! ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ยังกระเด็นโดนผิวหนัง ทำเอาปวดแสบปวดร้อน และเสียสวยอีกต่างหาก เพราะฉะนั้น แม้อาหารจะอร่อยขนาดไหน... ก็รอไปเถอะ ไว้ทอดตอนชาติหน้าบ่ายแก่ๆ แล้วกัน
แต่ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ เพราะเรามีวิธีการง่ายๆ ที่ทำให้การทอดอาหารไม่ลำบากอีกต่อไป ก็แค่ใช้แป้งสาลีเล็กน้อย โรยลงในกระทะให้ทั่ว แล้วค่อยใส่น้ำมัน หลังจากนั้นก็ทอดๆๆๆ ก็จะช่วยได้เยอะทีเดียวค่ะ

แต่ถ้าพลาดท่าโดนน้ำมันร้อนๆ เข้า ให้ใช้ว่านหางจระเข้ปอกเปลือก ล้างยางให้หมดทา จะช่วยได้เยอะเลย แต่ถ้าไม่มี แนะนำให้รีบหามาปลูกดีกว่า ก็ออกจะมีประโยชน์นี่คะ และปลูกก็ง่าย หรือจะใช้น้ำแข็งประคบก็ได้


http://www.malila.com/images/tips2.gif (http://www.malila.com/tips.html)ยังมีอีกค่ะ

paang
02-01-2006, 04:23 AM
http://www.malila.com/images/dess41.jpg

เคยหรือเปล่า?... ที่ทานของอาหารทอดที่เลี่ยนสุดๆ จนแทบจะเลิกทานอาหารทอดไปเลย ด้วยความเข็ด ก็จะเพราะอะไร ถ้าไม่เป็นเพราะอาหารอมน้ำมัน... โดยเฉพาะขนมปังหน้าหมู ปาท๋องโก๋ กรอบเค็ม เต้าหู้ โดนัท พวกนี้ตัวดีนัก จอมอม (น้ำมัน) เลย แต่ต่อไปนี้ ไม่ต้องกลัวปัญหานี้อีกแล้ว เพราะเรามีเคล็ดลับง่ายๆ มาฝากค่ะ

เพียงแค่ใส่น้ำส้มสายชูเล็กน้อย ลงในน้ำมันที่ใช้ทอด แล้วก็ลงมือทอดๆๆๆ เหล่าจอมอมทั้งหลายก็จะสิ้นฤทธิ์ในบัดดล ทำให้อาหารอร่อยขึ้นอีกเพียบ ไม่เลี่ยน แถมไม่เปลืองน้ำมัน และอ้วนน้อยหน่อยด้วยค่ะ ลองเทคนิคนี้ดูนะคะ แล้วจะติดใจ

http://www.malila.com/images/flwr.gifhttp://www.malila.com/images/flwr.gifhttp://www.malila.com/images/flwr.gif

paang
02-01-2006, 04:26 AM
http://www.malila.com/images/tampura.jpg

เคยไหมคะ? ที่ทานอาหารจำพวกทอดๆ แล้ว พบว่า แป้งนั้นฟูกรอบ เป็นเม็ดเล็กๆ ดูน่ากินจังเลย อยากทำได้อย่างนั้นบ้าง เรื่องนี้หวานหมูค่ะ
ก่อนอื่นเลย ต้องหาเครื่องปรุงเหล่านี้ให้ได้เสียก่อน แล้วก็เริ่มลงมือได้เลยค่ะ

ไข่แดง 3 ฟอง
น้ำเย็นจัดๆ 2 ถ้วยตวง (ใช้น้ำใส่น้ำแข็ง พอเย็นจัดแล้ว ก็ตวงเฉพาะน้ำให้ได้ 2 ถ้วย)
แป้งสาลี 2 1/2 ถ้วยทีนี้ก็ผสมไข่แดงกับน้ำให้เข้ากัน โดยตะเกียบ หรือส้อม แล้วจึงค่อยๆ เทแป้งลงไป คนแป้งจากก้นชามขึ้นมาเบาๆ พอเข้ากัน อย่าคนให้มากเกินไป ให้มีผงแป้งลอยอยู่บนส่วนผสมบางๆ เมื่อผสมเสร็จแล้ว ทีนี้ล่ะ ก็ลงมือชุบทอด.. ชุบทอด.. ทอดเสร็จอย่าลืมซับน้ำมันด้วยนะคะ แล้วรีบหม่ำเสียขณะยังร้อนๆ ก็จะได้ลิ้มรสชาติความอร่อย แบบไม่ต้องพึ่งผงฟูทีเดียวล่ะ



http://www.malila.com/images/flwr.gifhttp://www.malila.com/images/flwr.gifhttp://www.malila.com/images/flwr.gif

paang
02-01-2006, 04:29 AM
http://www.malila.com/images/potsteaming.gif

อาหารตุ๋นจะอร่อยนั้น ซุปต้องหอม เนื้อต้องนุ่ม และที่สำคัญต้องไม่มัน จนเลี่ยน เพราะนอกจากไม่อร่อยแล้ว ยังไม่ดีกับสุขภาพด้วยค่ะ ในที่นี้ขอยกไก่ตุ๋นเป็นแนวทางก็แล้วกันนะคะ

วิธีตุ๋นไก่ให้อร่อย ต้องเริ่มจากสับไก่เป็นชิ้นใหญ่ หมักด้วยเกลือ ซอสปรุงรส พริกไทย และรากผักชีโขลกละเอียด ประมาณ 1-2 ช.ม. แล้วนำใส่กระทะ ยกขึ้นตั้งไฟ โดยไม่ต้องใส่น้ำมัน หรือน้ำ ผัดให้ไก่เหลือง และน้ำมันไก่ออก จากนั้นจึงตักไก่ที่เหลืองใส่หม้อ ใส่น้ำ และเครื่องปรุงต่างๆ ยกขึ้นตั้งไฟอ่อนๆ ค่อยๆ ตุ๋น จนได้ไก่ที่มีกลิ่นหอม เนื้อนุ่ม และยังได้น้ำซุปที่มีน้ำมันไม่มากด้วยค่ะ

สำหรับเนื้อสัตว์อื่นๆ อาทิ เป็ด หรือหมู ก็ทำได้ในลักษณะเดียวกันค่ะ

http://www.malila.com/images/flwr.gifhttp://www.malila.com/images/flwr.gifhttp://www.malila.com/images/flwr.gif

paang
02-01-2006, 04:32 AM
http://www.malila.com/images/food2.jpg

ทั้งสปาเกตตี มักกะโรนี ก่อนจะนำไปผัดต้องลวกให้เส้นสุกก่อน การลวกเส้นนี้ ดูเหมือนจะง่าย แต่ก็ไม่ง่ายนัก เพราะหากลวกไม่ดี เส้นจะเละ พอเอาไปผัด อาหารที่ได้จะดูแฉะๆ ไม่น่ากิน เรื่องนี้มีเคล็ดลับนิดหน่อยค่ะ
ด้วย 4 ขั้นตอนง่ายๆ ต่อไปนี้ คุณก็ได้เส้นสปาเกตตี้ที่เหนียวนุ่ม น่ารับประทานค่ะ

ต้มน้ำในหม้อใบพอประมาณ ใส่เกลือลงไปนิดหน่อย
พอน้ำเดือด ใส่เส้นสปาเกตตีลงไป ต้มจนเส้นอ่อนตัว และไม่ติดกัน ลองชิมดูเส้นยังกรุบๆ ตรงกลางนิดหน่อย
ปิดไฟ ตักเส้นขึ้น สะเด็ดน้ำ แล้วนำเส้นลงไปแช่ในน้ำเย็นทันที (น้ำใส่น้ำแข็ง) เพื่อให้เส้นหยุดสุก
พอเส้นเย็นแล้ว ตักขึ้นสะเด็ดน้ำ แล้วเคล้าด้วยน้ำมันเล็กน้อย หากใช้เส้นไม่หมด สามารถเก็บใส่กล่องไว้ในตู้เย็นได้นาน 4-5 วันแค่นี้ ก็มีเส้นสปาเกตตีไว้ปรุงอาหารอร่อยๆ ทานกันแล้วล่ะค่ะ

http://www.malila.com/images/flwr.gifhttp://www.malila.com/images/flwr.gifhttp://www.malila.com/images/flwr.gif

paang
02-01-2006, 04:34 AM
http://www.malila.com/images/chili2.gif

หากจะทำแกงสักถ้วย แม่บ้านหลายคนก็ยังนิยมโขลกเครื่องแกงเอง เพราะแน่ใจว่า ได้เครื่องแกงที่สด สะอาด ปราศจากสิ่งแปลกปลอม สำหรับแม่ครัวมือใหม่ ที่พึ่งลองหัดทำอาหาร อาจพบปัญหาว่า โขลกเครื่องแกงได้ไม่ละเอียดพอ เราก็เลยมีวิธีโขลกเครื่องแกงที่ถูกวิธีมาฝากค่ะ

เริ่มจากเอาพริกแห้งแช่น้ำให้นุ่ม แล้วหั่นเป็นท่อนเล็กๆ ใส่ครก โขลกกับเกลือให้ละเอียด แล้วจึงใส่ลูกผักชี ข่า ตะไคร้

http://www.malila.com/images/veget9.gif

ผิวมะกรูด โขลกจนละเอียดดี แล้วค่อยใส่หอมแดง กับกระเทียม พอโขลกละเอียดเข้ากันดีแล้ว สุดท้ายใส่กะปิ โขลกให้เป็นเนื้อเดียวกันอีกครั้ง เป็นอันเสร็จ และลงมือแกงได้เลยค่ะ

ที่ต้องใส่หอมแดง กับกระเทียมทีหลังนั้น เป็นเพราะทั้ง 2 อย่างนี้มีน้ำเยอะ หากใส่ก่อนแล้ว เครื่องแกงจะเฉอะแฉะ โขลกยาก กระเด็น เลอะเทอะ เข้าตา ยุ่งยากค่ะ หลักการก็มีง่ายๆ แค่นี้แหล่ะค่ะ

http://www.malila.com/images/flwr.gifhttp://www.malila.com/images/flwr.gifhttp://www.malila.com/images/flwr.gif

paang
02-01-2006, 04:36 AM
http://www.malila.com/images/omlete.jpg

บางครั้งอาหารหลายชนิดจำเป็นกลอกไข่เป็นแผ่นๆ เช่น ไข่ยัดไส้ ปอเปี๊ยะไข่ ก๋วยเตี๋ยวผัดไข่ห่อไข่ ฯลฯ การกลอกไข่นี่ ฟังดูเหมือนยากนะคะ โดยเฉพาะสำหรับแม่บ้านมือใหม่แล้วละก็... อาจเจอปัญหาไข่ติดกระทะนุงนัง เละเทะ แทนที่เป็นแผ่นสวยๆ กลับขยุกขยุย ดูไม่น่าทาน คราวนี้ก็เลยนำเคล็ด (ไม่) ลับ ของการกลอกไข่มาฝากค่ะ


เริ่มจากการใช้ไข่ไก่ หรือไข่เป็ดก็ได้ (หากอยากได้สีสวยควรใช้ไข่เป็ด) ตีพอเข้ากัน ใส่น้ำมันพืชเล็กน้อย แล้วตีให้เข้ากันอีกครั้ง (ย้ำ ตีพอเข้ากัน ห้ามตีให้ฟู) นำกระทะเหล็กใส่น้ำมันเล็กน้อย กรอกน้ำมันให้ฉาบทั่วกระทะ พอกระทะร้อน ก็เทไข่ แล้วกรอกไข่ให้เป็นแผ่นบาง พอไข่สุก ก็ค่อยแซะ ตักขึ้นใส่จานที่เตรียมไว้ แค่นี้ก็เรียบร้อย ได้อร่อยกับไข่แล้วค่ะ

หมายเหตุ: ไม่ต้องกลับด้าน เพราะถ้ากรอกได้บางพอ ไข่จะสุกทั้งสองด้าน
เองค่ะ

http://www.malila.com/images/egg2.gifhttp://www.malila.com/images/egg2.gif

paang
02-01-2006, 04:37 AM
http://www.malila.com/images/fish2.gif

ปลาเป็นอาหารที่มีคุณค่า แต่บางท่านก็ไม่นิยมที่จะซื้อปลามาปรุงอาหาร เพราะยุ่งยากสารพัด และหากปรุงไม่ดี ยังไม่อร่อย สู้ไปทานที่ร้านไม่ได้... ครั้งนี้เล็กๆ น้อยๆ จึงนำเทคนิคการปรุงปลามาฝากแม่ครัวมือใหม่ จะได้มั่นใจมากขึ้นค่ะ

เก็บปลาไม่ให้เหม็นคาว ถ้าซื้อปลามาแล้ว ยังไม่ได้ปรุงทันที จำเป็นต้องแช่เย็นไว้ก่อน ตามปกติแล้วกลิ่นปลาจะคลุ้งเต็มตู้เย็นไปหมด ทำเอากลิ่นติดอาหารอื่นๆ ไปด้วย ถ้าไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ มีวิธีง่ายๆ ค่ะ ให้โรยผงกาแฟ (ถูกๆ) ให้ทั่วตัวปลา จะไม่มีกลิ่นคาวปลาเลย
ต้มปลา ควรบีบน้ำมะนาวลงไปในน้ำต้มปลาเล็กน้อย จะทำให้เนื้อปลาขาวน่ากิน มีรสชาติดีขึ้น และหนังปลาไม่แตกเละด้วย


http://www.malila.com/images/lemon.gif

ทอดปลา ให้อร่อยยิ่งขึ้น โดยนำปลาไปแช่ในนมข้นจืดสัก 15 นาที (พอให้เข้าเนื้อนิดหน่อย) แล้วยกออกให้สะเด็ดน้ำ แล้วจึงนำมาทอด ปลาจะอร่อยขึ้น (อย่างบอกไม่ถูก)

หากคิดจะ ปิ้งปลา เพื่อไม่ให้ปลาติดตะแกรง ควรรองปลาด้วยผักกาดหอม หรือใบตอง เพราะนอกจากจะไม่ติดตะแกรงแล้ว ยังทำให้ปลาชุ่มชื้นไม่แห้งจนเกินไป และมีกลิ่นหอมด้วยค่ะ

อบปลา หรือนึ่งปลา ควรใช้ผ้าขาวบางรองก้นถาด หรือก้นรังถึง เมื่อปลาสุกก็ยกออกทั้งผ้า แล้วใส่จานเสิร์ฟ โดยเนื้อปลาจะไม่ปริแตกให้หายสวยเลยค่ะ

paang
02-01-2006, 04:41 AM
http://www.malila.com/images/microwave.gif

ปัจจุบันแม่บ้านสมัยใหม่นิยมใช้เตาไมโครเวฟมากขึ้น เพราะสะดวก รวดเร็ว ทันอกทันใจชีวิตสมัยใหม่ ที่ทุกอย่างดูจะเร่งรีบไปเสียหมด แต่ก่อนจะใช้ไมโครเวฟ เรามาทำความเข้าใจถึงการทำงานของ ไมโครเวฟกันก่อนดีกว่า เพราะจะทำให้คุณใช้เตาไมโครเวฟได้ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หลักการทำงาน ไมโครเวฟเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความเร็วเท่าแสง มีการแผ่รังสีเหมือนกัน แต่มีพลังงานน้อยกว่า โดยที่คลื่นไมโครเวฟถูกดูดกลืนได้ด้วยน้ำ และสามารถส่งผ่านวัสดุบางอย่าง เช่น กระเบื้อง แก้ว พลาสติค หรือกระดาษได้ ในขณะที่ไม่สามารถทะลุวัสดุที่เป็นโลหะ และนี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมจึงใช้ภาชนะที่เป็นโลหะกับเตาไมโครเวฟไม่ได้

เมื่อเราเปิดเตาไมโครเวฟ เตาจะปล่อยคลื่นไมโครเวฟออกมา ทะลุผ่านภาชนะใส่อาหาร ไปยังโปเลกุลของอาหาร และจะถูกดูดกลืนโดยน้ำในอาหาร เมื่อถูกสนามแม่เหล็กไฟฟ้าของไมโครเวฟ โมเลกุลของอาหารจะเกิดการสั่นเป็นล้านๆ ครั้งใน 1 วินาที เกิดการเสียดสีระหว่างโมเลกุล และทำให้เกิดความร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว อาหารจึงร้อนขึ้น จนกระทั่งสุก

เป็นที่น่าสังเกตว่า ลักษณะการให้ความร้อนของเตาไมโครเวฟ แตกต่างจากเตาธรรมดาทั่วไป คือ ความร้อนจะเกิดขึ้นที่อาหารก่อน แล้วค่อยแผ่กระจายมายังภาชนะบรรจุอาหาร ดังนั้น ในการปรุงอาหารด้วยไมโครเวฟ ภาชนะที่บรรจุอาหารจึงแทบจะไม่ร้อนเลย ยกเว้นการปรุงอาหาร ที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบมากๆ หรืออาหารที่มีไขมัน และน้ำตาลสูง ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิของอาหารสูงมาก และถ่ายเทมายังภาชนะ แต่การปรุงอาหารเตาทั่วไป ความร้อนจะถูกส่งผ่านจากภาชนะมายังอาหาร ทำให้ภาชนะร้อนมาก ก่อนที่อาหารจะเริ่มสุก


ข้อดีของเตาไมโครเวฟ

ผู้ประกอบอาหารสามารถทำอาหารที่จุดใดของบ้านก็ได้ เพราะเตาชนิดนี้ไม่มีความร้อนแผ่ออกมา
แม่ครัวไม่ร้อน
การปรุงอาหารด้วยไมโครเวฟจะใช้เวลาประมาณ 1 ใน 3 หรือน้อยกว่านั้น เมื่อเทียบกับเตาธรรมดาทั่วไป
การปรุงอาหารโดยใช้เวลาน้อย ทำให้คุณค่าของอาหารสูญเสียไปน้อย
ประกอบอาหารเสร็จ สามารถรับประทานในภาชนะนั้นได้เลย ไม่ต้องล้างกระทะ หม้อ ไห ให้เสียเวลา




ข้อควรระวังในการใช้เตาไมโครเวฟ

การรั่วของไมโครเวฟ อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ เพราะร่างกายของเรามีน้ำเป็นองค์ประกอบเช่นเดียวกับอาหาร ก่อนซื้อควรแน่ใจว่า ไมโครเวฟรุ่นนั้นมีการตัดไมโครเวฟโดยอัตโนมัติ เมื่อเปิดประตูเตาอบ
ในการปรุงอาหารหากต้องใช้ภาชนะที่มีฝาปิด ควรเป็นฝาปิดแบบหลวมๆ หรือมีรูระบายความร้อน มิเช่นนั้นจะทำให้เกิดแรงดันภายในภาชนะ ถ้าหากสะสมมากๆ อาจทำให้ภาชนะระเบิดได้



ภาชนะที่ใช้กับไมโครเวฟ เราสามารถนำภาชนะที่มีอยู่แล้วในครัวมาใช้กับไมโครเวฟได้ แต่สิ่งที่ต้องระวัง คือ ภาชนะนั้น ต้องไม่มีส่วนผสมของโลหะแม้แต่เล็กน้อย (เช่น ภาชนะขลิบเงิน ขลิบทอง เป็นต้น) เพราะคลื่นไมโครเวฟไม่สามารถทะลุผ่านวัตถุที่เป็นโลหะได้

http://www.malila.com/images/food8.jpg

ทำให้เกิดการสะท้อนกลับ เป็นเหตุให้อาหารไม่สุก และอาจทำให้เตาเสียหายได้ โดยภาชนะที่ใช้กับเตาไมโครเวฟได้ดี คือ กระเบื้อง เซรามิก แก้วทนไฟ พลาสติคบางชนิด นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์ที่ผลิตขึ้น สำหรับใช้กับเตา

ไมโครเวฟโดยเฉพาะ เช่น ถาดทำเกรียม หลุมสำหรับทอดไข่ดาว ตะแกรงย่าง พิมพ์เค้ก เป็นต้น ทั้งนี้มีข้อควรระวังในการใช้ภาชนะต่างๆ ดังนี้


เครื่องเคลือบ เซรามิก เครื่องปั้นดินเผา ใช้ได้ แต่ต้องไม่มีขลิบเงิน ขลิบทอง ดังกล่าว

พลาสติค ใช้ได้เฉพาะการอุ่นอาหาร หรือใช้ในระยะเวลาสั้นๆ ไม่ควรใช้กับอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมัน และน้ำตาลมาก เพราะอุณหภูมิของอาหารจะสูง จนอาจทำให้ส่วนผสมสีในพลาสติคละลายออกมาได้ สำหรับถุงพลาสติค หากจะนำเข้าไมโครเวฟ ควรเจาะรูให้น้ำระเหยออกได้ด้วย

เครื่องแก้ว เป็นภาชนะที่เหมาะสมที่จะใช้กับไมโครเวฟ แต่ต้องเป็นภาชนะทนไฟ

ภาชนะไม้ ใช้ได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ และไม่ควรใช้กับอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมัน และน้ำตาลมาก เพราะจะทำให้ภาชนะไหม้ได้

ภาชนะกระดาษ ใช้ได้กับการอุ่นอาหาร ที่ใช้เวลาสั้นๆ ถุงกระดาษที่นำเข้าไมโครเวฟ ควรเป็นถุงสีขาวเท่านั้น ถ้าเป็นกระดาษที่ไม่บริสุทธิ์ สีน้ำตาลอาจทำให้เกิดประกายไฟได้

ปัจจัยที่อาจมีผลกระทบต่อการปรุงอาหาร

http://www.malila.com/images/food7.jpg


ขนาด และความหนาบางของอาหาร อาหารชิ้นเล็ก จะสุกเร็วกว่าอาหารชิ้นใหญ่ การนำอาหารเข้าไมโครเวฟ จึงควรเรียงอาหารชิ้นใหญ่ไว้ขอบภาชนะ และชิ้นเล็กไว้กลางภาชนะ จะทำให้อาหารสุกอย่างทั่วถึง เพราะคลื่นไมโครเวฟจะเข้าจากข้างนอกมายังส่วนกลางของภาชนะ

ปริมาณน้ำ อาหารที่มีไขมัน น้ำ และน้ำตาลอยู่มาก จะดูดซับคลื่นไมโครเวฟได้ดี อาหารจึงสุกเร็ว อาหารประเภทผัก หากอยากให้สุกเร็ว ควรนำผักจุ่มน้ำก่อน นำเข้าไมโครเวฟ
การปิดฝาภาชนะ จะช่วยป้องกันการระเหยออกของน้ำ ทำให้อาหารไม่แห้งจนเกินไป แต่ในกรณีนี้ที่ต้องการให้อาหารแห้ง เช่น ในการย่างเนื้อ หรืออบเค้ก ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ภาชนะปิด
การเรียงอาหาร ควรเรียงให้มีความห่างกันพอประมาณ เพื่อให้ได้รับคลื่นอย่างทั่วถึง เช่น การตุ๋นไข่ควรเรียงแต่ละถ้วยให้ห่างกันเล็กน้อย
การพลิกกลับอาหาร หากอาหารมีความหนามาก ควรพลิกกลับอาหาร เพื่อให้อาหารสุกเร็วขึ้น เช่น การอบสเต๊กหมู เป็นต้น


กำจัดกลิ่นในเตาไมโครเวฟ

เตาไมโครเวฟใช้ไปนานๆ มักจะมีกลิ่นอาหารสะสมอยู่ พอหลายๆ กลิ่นปะปนกัน ทั้งกลิ่นเก่า กลิ่นใหม่ กลายเป็นกลิ่นแปลกๆ ไม่ต้องประสงค์ผู้ใช้สักเท่าไหร่ ดังนั้น จึงถึงเวลาต้องกำจัดกลิ่นกันซักที ไม่งั้นเดี๋ยวอบอาหารแล้ว กลิ่นไม่โสภาจะไม่รู้ด้วยนะ

วิธีการก็ง่ายๆ คือ ให้นำใบชาใส่น้ำพอท่วม เข้าตู้ไมโครเวฟ เปิดไฟให้น้ำร้อน แล้วปิดไฟ และปล่อยใบชาทิ้งไว้ในตู้ไมโครเวฟ ข้ามคืน รุ่งเช้าพอเปิดตู้ กลิ่นจะดีขึ้นเยอะเลยค่ะ แต่ถ้ากลิ่นยังไม่ถูกใจ ให้ทำซ้ำอีก จนกว่าจะพอใจ เพราะหากกลิ่นสะสมนานๆ จะทำให้กำจัดยากขึ้นค่ะ ดังนั้น ทางที่ดีต้องหมั่นทำความสะอาด และดูดกลิ่นเป็นประจำ

paang
02-01-2006, 04:42 AM
http://www.malila.com/images/kettle.gif

หลังจากพูดถึงเรื่องอาหารการกินมานาน คราวนี้เปลี่ยนบรรยากาศ เป็นเรื่องของข้าวของเครื่องใช้บ้างดีกว่า บ้านเรานี่ ยังนิยมต้มน้ำดื่มกันอยู่ ใช่ไหมคะ? และเชื่อว่า ปัญหาที่ทุกๆ บ้านเจอคือ ตะกอนหินปูนมักจับอยู่ที่ก้นกาต้มน้ำ นอกจากจะทำให้ไม่น่าดูแล้ว ยังทำให้กาน้ำเดือดช้ากว่าที่ควรจะเป็น เป็นผลให้เสียเวลา และสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยใช่เหตุ

จะขัดหรือก็ยาก แถมถ้าขัดไม่หมด น้ำที่ต้มออกมาอาจมีตะกอนลอยไปมา ยิ่งแย่ไปกว่าเดิมอีก ใครที่กำลังคิดหาวิธีกำจัดอยู่ละก้อ.... ทางนี้เลย...

ใช้น้ำส้มสายชู 1/2 ถ้วย ผสมกับน้ำ 1/2 ถ้วย ใส่ลงในกาต้มน้ำ ต้มจนเดือด แล้วยกลง ปล่อยทิ้งไว้ค้างคืน 1 คืน แล้วจึงนำมาล้าง ตะกอนก็จะหลุดไป ก็จะได้กาสดใสปิ๊งเหมือนใหม่ทีเดียวเชียวค่ะ

paang
02-01-2006, 04:44 AM
http://www.malila.com/images/noodles.gif

น้ำส้มสายชูเป็นเครื่องปรุงชนิดหนึ่งที่เราใช้กันบ่อยๆ โดยเฉพาะอาหารประเภทก๋วยเตี๋ยวนี่ ถ้าขาดแล้วเป็นไม่อร่อยทีเดียว บ่อยครั้งที่เราต้องบริโภคน้ำส้มสายชูภายนอกบ้าน แต่ข่าวน้ำส้มสายชูปลอม ที่ว่าทานแล้วอาจกัดกระเพาะสารพัด ทำเอาแหยงๆ ไม่กล้าทานน้ำส้มสายชูสักเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่ใจก็อยากน่าดู ก็เลยถือโอกาสนี้ แนะนำให้คุณๆ รู้จักน้ำส้มสายชูกันค่ะ
น้ำส้มสายชูมีอยู่ 3 ประเภท ดังนี้ค่ะ

น้ำส้มสายชูกลั่น เป็นน้ำส้มสายชูที่นิยมใช้มากที่สุด เพราะรสชาติใช้ได้ และราคาไม่แพง ได้จากการนำเอาแอลกอฮอล์กลั่นเจือจางมาหมักกับเชื้อน้ำส้ม แล้วนำไปกลั่นอีกครั้ง
น้ำส้มสายชูหมัก เป็นน้ำส้มสายชูที่กลิ่น และรสชาติดี แต่ราคาค่อนข้างแพง จึงไม่ค่อยนิยมใช้กันมากนัก ได้จากการนำธัญพืช ผลไม้ หรือน้ำตาลมาหมักกับส่าเหล้า แล้วหมักกับเชื้อน้ำส้มสายชูตามธรรมชาติ ทำให้อุดุมไปด้วยแร่ธาตุ และวิตามินต่างๆ ตามวัตถุดิบที่นำมาใช้ เช่น น้ำส้มสายชูแอปเปิล น้ำส้มสายชูสับปะรด หรือน้ำมะพร้าว เป็นต้น
น้ำส้มสายชูเทียม น้ำส้มประเภทนี้ราคาค่อนข้างถูก จึงนิยมใช้กันมากตามร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทาง ได้จากการนำกรดน้ำส้มมาเจือจางให้มีปริมาณกรดน้ำส้ม 4-7% และห้ามเจือสีใดๆ (น้ำส้มสายชูเทียม ไม่ใช่น้ำส้มสายชูปลอมนะ อันนี้อย่าสับสน) การเลือกซื้อน้ำส้มสายชู อย่างแรกควรสังเกตที่บรรจุภัณฑ์ก่อน กล่าวคือ น้ำส้มสายชูที่ดี ควรบรรจุในขวดแก้ว และฝาจุกไม่ใช่โลหะ ทั้งนี้เพราะน้ำส้มสายชูมีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อนพลาสติค หรือโลหะได้ สำหรับตัวน้ำส้มเองควรมีสีค่อนข้างใส หรือมีสีตามวัตถุดิบที่ใช้ผลิต มีตะกอนได้บ้างเล็กน้อย และเป็นตะกอนที่เขย่าแล้วกระจายตัว

ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่ขาก๋วยเตี๋ยวกังขา ก็คือ แล้ว น้ำส้มสายชูปลอมล่ะ คืออะไรกันแน่?... เรื่องนี้ฟังแล้วจะหนาว เพราะน้ำส้มสายชูปลอมนั้น ทำจากการนำกรดซัลฟูริค ที่มีฤทธิ์กัดกร่อนสูงมาก โลหะยังผุกร่อนได้สบายๆ แล้วอย่างนี้กระเพาะอาหาร และลำไส้จะเหลืออะไร ทานเข้าไปแล้วมีสิทธิ์ปวดท้องอย่างรุนแรง จนถึงขึ้นต้องส่งโรงหมอเชียวล่ะ

สำหรับวิธีการดูว่า น้ำส้มสายชูนั้น ปลอมหรือไม่ปลอม มีวิธีดูง่ายๆ อ่านแล้วจำไว้สังเกตให้ดีเชียวนะคะ วิธีแรก... ลองเอาผักชีจุ่มลงไปในน้ำส้ม หากภายใน 15 วินาที ผักชีตายนึ่ง (หากนึกไม่ออกว่า ตายนึ่งเป็นอย่างไร ให้นึกถึงเวลาเอาต้นไม้ไปใส่ไว้รถที่จอดตากแดดจัดๆ ซักครึ่งวัน เป็นอย่างนั้นล่ะ) อันนี้ชัดเจนว่า น้ำส้มสายชูปลอมแหง๋ๆ แต่บางคนอาจค้านว่า ก็ไปทานก๋วยเตี๋ยวน่ะ จะให้พกผักชีไปด้วยเหรอ... อันนี้ก็มีอีก 2 วิธี ค่ะ คือ ให้สังเกตน้ำส้มที่อยู่เหนือพริกดองว่า ควรจะใส ไม่ขุ่นคลั่ก และดมดูจะมีกลิ่นฉุนกึก! ก็มั่นใจได้ว่า มีเป็นน้ำส้มสายชูของแท้ ว่าแล้วก็ลงมือหม่ำก๋วยเตี๋ยวให้เอร็ดอร่อยได้เลยค่ะ

paang
02-01-2006, 04:46 AM
http://www.malila.com/images/soup2.gif

การต้มน้ำซุป หรือบางทีก็เรียกน้ำสต็อค ดูเหมือนจะง่าย แต่การต้มให้น้ำซุปดูใส น่ารับประทาน รวมทั้งรสอร่อย ต้องมีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ประกอบค่ะ ลองอ่านดูนะคะ ทีนี้ล่ะ แกงจืดของคุณก็จะอร่อย จนใครชิมแล้วต้องชมทีเดียวเลยล่ะ

น้ำซุปไก่

เริ่มจากล้างซี่โครงไก่ ลอกเอาหนังและไขมันออก สับเป็นชิ้นใหญ่ๆ ต้มน้ำให้เดือดจัด นำโครงไก่ลวกประมาณ 5-6 วินาที แล้วจึงนำมาใส่หม้อ ใส่น้ำพอให้ท่วมโครงไก่ไก่เล็กน้อย ใส่หัวไชเท้าประมาณครึ่งหัว ยกขึ้นตั้งไฟ โดยใช้ไฟปานกลางค่อนข้างอ่อน เมื่อน้ำเดือด จึงเปลี่ยนเป็นไฟอ่อน ใส่คึ่นฉ่าย 2 ต้น หมั่นคอยช้อนฟองทิ้ง เคี่ยวจนน้ำงวดลงเหลือประมาณ 2 ใน 3 ปิดไฟ ยกลงกรอง

น้ำซุปหมู

ทำเช่นเดียวกับน้ำซุปไก่ คือ ล้างกระดูกหมู และสับกระดูกหมูตรงข้อต่อให้แตก นำไปลวกในน้ำร้อนจัด แล้วต้มในหม้อที่ใส่น้ำพอท่วมกระดูกหมู ยกขึ้นตั้งไฟปานกลางค่อนข้างอ่อน ใส่หัวไชเท้า พอน้ำเดือด เปลี่ยนเป็นไฟอ่อน ใส่คึ่นฉ่าย เคี่ยวจนน้ำเหลือ 2 ใน 3 ปิดไฟ ยกลง กรอง

น้ำซุปผัก

โดยใช้ฟักเขียว 1 ลูก หัวไชเท้า 2 หัว เห็ดหอม 5 ดอก เริ่มจากปอกฟักเขียว หั่นเป็นชิ้นพอประมาณ หัวไชเท้าปอกเปลือก และหั่นเป็นแว่นหนาประมาณ 1 ซ.ม. ใส่ผักทั้งหมดลงในหม้อ ใส่น้ำพอประมาณ ต้มด้วยไฟปานกลาง จนความหวานจากฟัก และหัวไชเท้าออก ใส่เกลือ พริกไทยเม็ดบุบ เคี่ยวจนน้ำงวดเหลือประมาณ 2 ใน 3 ปิดไฟ ยกลงกรอง (เห็ดหอมที่เหลือนำไปปรุงอาหารต่อได้)

เคล็ดลับความอร่อย

การจะเลือกน้ำซุปชนิดไหน ควรพิจารณาจากเนื้อสัตว์ที่จะใส่ในอาหารชนิดนั้นๆ เช่น ถ้าแกงจืดหมูสับ ก็ควรใช้น้ำซุปหมู แต่ถ้าแกงจืดไก่สับ ก็ควรใช้น้ำซุปไก่ เป็นต้น

การเก็บซุป

ถ้าทำอาหารทุกวัน อาจทำน้ำซุปครั้งละมากๆ แล้วเก็บใส่ขวดที่มีฝาปิด เพื่อไม่ให้สัมผัสอากาศ เพราะจะทำให้เสียเร็ว แต่หากต้องการเก็บไว้นานๆ อาจตักใส่ถุงพลาสติค ขนาดพอใช้ 1 ครั้ง แล้วแช่ช่องแช่แข็ง เมื่อจะใช้ก็นำออกมาใช้ครั้งละ 1 ถุง

paang
02-01-2006, 04:48 AM
http://www.malila.com/images/shimp.gif

เมื่อไปเที่ยวทะเล สิ่งหนึ่งที่บรรดาแม่บ้านนิยมซื้อกัน ก็คือกุ้งแห้ง แต่แหม! นานๆ จะไปซักที จะซื้อแค่นิดๆ หน่อยๆ ก็ดูกระไร แต่พอซื้อมาเยอะ เก็บไว้นานๆ กลิ่นชักไม่ค่อยดี จะเก็บกุ้งแห้งอย่างไรให้เก็บได้นาน มาดูกันดีกว่าค่ะ
เมื่อซื้อกุ้งมาแล้ว ให้นำกุ้งออกผึ่งซัก 1 แดด ให้คลายกลิ่นอับ ขณะเดียวกัน ก็ทำให้กุ้งแห้งขึ้นอีกนิด หลังจากนั้น ให้เก็บลงในขวด หรือถุงพลาสติค ปิดฝาให้สนิท เอาเข้าแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดา แล้วค่อยๆ ทยอยนำมาใช้ แค่นี้ก็จะเก็บกุ้งแห้งได้นาน และไม่มีกลิ่นแปลกๆ ด้วยล่ะค่ะ

paang
02-01-2006, 04:49 AM
http://www.malila.com/images/egg3.gif

เมื่อซื้อไข่ ใครก็อยากได้ไข่สด เพราะหมายถึงการหม่ำได้อย่างอร่อย และเก็บได้นาน วิธีง่ายๆ ในการสังเกตไข่สด คือ ผิวจะมีนวลเคลือบอยู่ เมื่อจับ ผิวจะสากๆ และถ้าลองตอกออกดู ไข่แดงจะนูน ขณะที่ไข่ขาวจะเป็นลิ่มๆ ในทางตรงข้าม หากไข่ไม่สดผิวจะค่อนข้างมัน ลื่น เมื่อตอกออกดู ไข่แดงจะแบนราบ ถ้าใกล้เสีย ไข่แดงจะเละ ทำท่าจะมามารวมกับไข่ขาวท่าเดียว อย่างนั้นละก็ ทิ้งไปได้เลย

เมื่อซื้อไข่มาแล้ว ห้ามล้างค่ะ เพราะจะทำให้นวลที่เคลือบอยู่ ถูกล้างออกหมด คงไว้ซึ่งเปลือกไข่ที่มีรูพรุน ทำให้เชื้อโรคสามารถซึมผ่านทางรูพรุนนี้ เข้าไปภายในไข่ ทำให้ไข่เสียเร็วขึ้น

การเก็บไข่ควรเก็บในช่องเก็บไข่ในตู้เย็น โดยให้ด้านป้านอยู่ด้านบน เพราะด้านป้านจะมีฟองอากาศอยู่ภายใน พอพลิกขึ้นด้านบน จะทำให้ไข่แดงไม่แตกเร็ว จึงเก็บไข่ได้นานขึ้น

paang
02-01-2006, 04:51 AM
http://www.malila.com/images/chef3.gif

หมดหน้าฝนแล้ว หน่อไม้สดๆ เริ่มหายากขึ้นทุกที เมื่อหน่อไม้สดหมด ก็ต้องพึ่งหน่อไม้ปี๊บ ไม่ก็หน่อไม้อดอง หน่อไม้ปี๊บก็คือ หน่อไม้ที่เคยสด เอามาบรรจุกระป๋องให้เก็บได้นานขึ้น ทีนี้ทั้งหน่อไม้ปี๊บ และหน่อไม้ดองนี่จะมีปัญหาคือ มีกลิ่นเปรี้ยว เมื่อนำมาปรุงอาหารทำให้มีกลิ่นที่ไม่สุนทรีย์เท่าที่ควร จึงต้องกำจัดกลิ่นที่ว่าให้หมดไป ก่อนนำมาปรุงอาหาร ไม่งั้นอาหารก็เสียรสชาติแย่ซิจ๊ะ

วิธีการคือ สำหรับหน่อไม้ดองให้นำไปล้างด้วยน้ำซาวข้าวก่อนนำมาปรุงอาหาร สำหรับหน่อไม้ปี๊บนั้น ให้นำไปต้ม แล้วใส่น้ำตาลปีบ 1-1 1/2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1 ช้อนชา ลงในน้ำ ต้มให้เดือด แล้วเทน้ำทิ้ง แค่นี้ล่ะค่ะ กลิ่นเปรี้ยวก็จะหายไป นำไปหั่น ผัด ทอด ต้ม ได้ตามใจชอบเลย

paang
02-01-2006, 04:52 AM
http://www.malila.com/images/mushroom2.jpg

เห็ดเป็นอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ มีโปรตีนเล็กน้อย เห็ดจึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก แต่เห็ดก็เหมือนกับพืชอื่นๆ ที่เมื่อซื้อมาแล้ว เก็บไว้ในตู้เย็น เห็ดจะเจริญเติบโตต่อ จะมีการทิ้งสปอร์และย่อยสลายตัวเอง ทำให้รสชาติเปลี่ยน และเก็บไม่ได้นาน
การเก็บรักษาเห็ดทำได้ง่ายๆ ดังนี้

จะต้องไม่ให้เห็ดถูกน้ำ เพราะน้ำจะทำให้เน่าเสียเร็ว
ตัดรากและดินออกให้หมด
เก็บใส่ถุงกระดาษ หรือถุงพลาสติค เจาะรูเพื่อให้ไอน้ำระเหยออกได้บ้าง รัดปากถุง เก็บในตู้เย็นช่องธรรมดาวิธีนี้จะทำให้เก็บเห็ดได้นาน 1-2 วัน ยกเว้นเห็ดฟางที่เก็บข้ามคืนไม่ได้เลย ส่วนการปรุงอาหารเห็ดนั้น ระวังนิดเดียวว่า อย่าแช่เห็ดทิ้งไว้ในน้ำ เพราะจะทำให้เห็ดอมน้ำ ดูไม่น่ากินค่ะ ขอให้ปรุงเห็ดให้อร่อยนะคะ

paang
02-01-2006, 04:53 AM
http://www.malila.com/images/veget3.gif

เคยเจอไหมคะ? ที่ลวกผักทีไรก็เป็นสีน้ำตาล ดูไม่น่ากินเลย เห็นเขาลวกผักได้สวยๆ ก็สงสัยว่าทำยังไงน้า นี่มาทางนี้เลย เคล็ดลับนี้ไม่ยาก

ขั้นแรกเลย ต้องต้มน้ำให้เดือดพล่านก่อน แล้วใส่เกลือ 1 ช้อนชา น้ำมันพืช 1 ช้อนชา แล้วใส่ผักที่ล้าง และหั่นเรียบร้อยแล้ว หากเป็นผักที่มีก้านแข็ง เช่น คะน้า กวางตุ้ง ให้ใส่ก้านลงไปก่อน แล้วค่อยใส่ใบ กะเวลาพอสุก หรือดูจากสีของใบเริ่มเข้มขึ้น ก็ตักขึ้นแช่ในน้ำเย็นทันที เพื่อมิให้ผักสุกต่อ และหากลวกผักปริมาณมากๆ ต้องหมั่นเปลี่ยนน้ำ ให้เย็นอยู่เสมอด้วยนะคะ แค่นี้ ผักก็จะสวยสมใจค่ะ

paang
02-01-2006, 04:55 AM
http://www.malila.com/images/apple3.jpg


มีคำแนะนำให้กินแอปเปิ้ลวันละ 1 ผล สุขภาพจะแข็งแรง เพราะในแอปเปิลอุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันมะเร็ง และทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายสูงขึ้น เปลือกของแอปเปิลมีสารฟลาโวนอยด์ และกรดฟีโนลิค ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระเช่นกัน นอกจากนี้ แอปเปิลยังมีไฟเบอร์ครบทั้ง 2 ชนิด คือ ชนิดละลายน้ำ และไม่ละลายน้ำ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย รวมถึงการต้านมะเร็ง การทานแอปเปิลจึงให้สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง และเป็นเหตุผลว่า ทำไมนักโภชนาการจึงแนะนำให้ทานแอปเปิ้ล อีกทั้งเดี๋ยวนี้ราคาแอปเปิ้ลก็ไม่ได้แพงมากมายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ดังนั้น มาทานแอปเปิ้ลกันเยอะๆ ดีกว่า

การเลือกซื้อ

สำหรับการเลือกซื้อแอปเปิ้ล ควรเลือกซื้อลูกที่มีผิวเรียบ ไม่มีร่องรอยขูดขีดหรือถลอก เพราะอาจเป็นสาเหตุให้เนื้อข้างในเน่าเสีย

การเก็บรักษา

เมื่อซื้อมาแล้ว หากอยากเก็บให้ได้นานๆ ควรเก็บทั้งลูกใส่ถุงกระดาษ แล้วนำเข้าตู้เย็น วิธีนี้จะเก็บได้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ เมื่อจะรับประทานค่อยนำออกมาล้าง หั่น แล้วรับประทานทันที เพราะหากทิ้งไว้ เนื้อจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ทำให้ดูไม่น่ากิน แต่ถ้าจำเป็นต้องหั่นทิ้งไว้ ให้นำแอปเปิ้ลที่หั่นแล้ว แช่ในน้ำเกลือประมาณ 5 นาที แล้วจึงเก็บใส่กล่องที่มีฝาปิด

วิธีการเก็บแอปเปิ้ลอีกวิธีหนึ่ง คือ เตรียมน้ำเปล่า 3 ถ้วย ผสมกับน้ำมะนาว 1 ลูก จากนั้นนำแอปเปิ้ลที่ล้าง คว้านไส้ และฝานเป็นชิ้นบางๆ จุ่มลงไปในน้ำนั้น แล้วนำไปซับน้ำให้แห้งด้วยผ้าขาวบาง เรียบร้อยแล้ว ก็ใส่กล่อง ใส่ไว้ในช่องแช่แข็ง วิธีนี้เก็บไว้ได้นานถึง 6 เดือนทีเดียว

paang
02-01-2006, 04:56 AM
http://www.malila.com/images/seafood.jpg

ปลาหมึกที่เรานิยมรับประทานมีอยู่ 2 ชนิด คือ ปลาหมึกกล้วย และปลาหมึกกระดอง ปลาหมึกแต่ละชนิดมีหน้าตาอย่างไร ก็ให้นึกถึงหน้าตาของชื่อมันนั่นแหละ

ปลาหมึกกล้วย ตัวจะออกรีๆ ยาวๆ คล้ายกล้วย มีเยื่อหุ้มตัวสีออกน้ำตาล ส่วนด้านข้างจะมีปีกเล็กๆ 2 ปีก มีสีเข้มเป็นพิเศษ นิยมนำมาทำปลาหมึกยัดไส้
ปลาหมึกกระดอง ลักษณะตัวแบนใหญ่สีขาว นิยมนำมาทำปลาหมึกปิ้ง และอาหารอื่นๆ เช่น ผัด หรือยำลักษณะตัวแบนใหญ่สีขาว นึกไม่ออก ก็นึกถึงปลาหมึกปิ้งไว้แหละ
การเลือกซื้อ ควรเลือกซื้อปลาหมึกที่เนื้อแน่น ไม่เละ และลองดมดู ไม่มีกลิ่นฉุนๆ ของฟอร์มาลีน ส่วนจะเลือกปลาหมึกชนิดใด ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะอาหารที่ต้องการปรุง

การประกอบอาหาร ก่อนปรุงอาหาร ต้องล้างปลาหมึกให้สะอาด ลอกเยื่อบางๆ ออกให้หมด พร้อมกับกระดองด้านในออก ควักถุงหมึก และลูกตาออก นอกจากนี้ ควรบั้งปลาหมึกก่อน เพราะเนื้อปลาหมึกค่อนข้างแน่น หากไม่บั้ง เครื่องปรุงจะไม่ซึมเข้าเนื้อ ก็ไม่อร่อยนะซิจ๊ะ

paang
02-01-2006, 04:57 AM
http://www.malila.com/images/crab.jpg

ปูทะเลมีหลายชนิด ทั้งปูม้า ปูแสม ปูเนื้อ ฯลฯ การเลือกซื้อปู ควรเลือกซื้อปูตัวผู้ เพราะมีเนื้อเยอะกว่า โดยสังเกตจาก

ปูตัวผู้ จะมีก้ามใหญ่ ฝาปิดหน้าอกเรียวเล็ก และมีรูปคล้ายใบพาย
ปูตัวเมีย ฝาปิดหน้าอกใหญ่ มีรูปคล้ายกลีบดอกไม้
การเลือกซื้อปู ในปูมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่มาก เมื่อถูกจับขึ้นมา น้ำจะระเหยออกไปเรื่อยๆ น้ำหนักจึงลดลงเรื่อยๆ การเลือกซื้อปู จึงควรดูจากน้ำหนัก และความแน่นของเนื้อ กล่าวคือ ให้เลือกปูที่น้ำหนักมาก และเมื่อกดหน้าอกดู พบว่า เนื้อแน่น กดแล้วไม่บุ๋ม แสดงว่า สด

paang
02-01-2006, 04:59 AM
ปลามีหลายชนิด ทั้งปลาน้ำจืด ปลาทะเล นอกจากนี้ ยังอาจแยกปลาตามปริมาณไขมัน ที่ปลาแต่ละชนิด มีแตกต่างกันไป ทำให้รสชาติแตกต่างกันด้วย โดยเราอาจจำแนกปลาได้เป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ

ปลาที่ไม่มีไขมัน หรือมีไขมันน้อย คือ มีไขมันต่ำกว่า 2% เนื้อปลาพวกนี้จะมีสีขาว เช่น ปลาเนื้ออ่อน ปลากราย ปลาสำลี ปลาจาละเม็ด ปลากะพง ฯลฯ
ปลาไขมันปานกลาง มีไขมันตั้งแต่ 2-5% เช่นปลาตะเพียน ปลาดุก ปลาอินทรี ฯลฯ
ปลาไขมันสูง มีไขมันมากกว่า 5% ส่วนมากจะมีเนื้อสีเหลือง ชมพู หรือเทาอ่อน เช่น ปลาสวาย ปลาเทโพ ปลาไหลทะเล เป็นต้น
http://www.malila.com/images/fish1.jpg

ปลาจัดเป็นอาหารโปรตีนที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เพราะโปรตีนในปลาเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย และมีไขมันต่ำ นอกจากนี้ ปลายังอุดมไปด้วยวิตามินบี1 บี2 บี6 และวิตามินดี ปลาจึงเป็นอาหารที่เหมาะกับผู้สูงอายุ เด็ก ผู้มีความดันโลหิตสูง และผู้ป่วยโรคหัวใจ

ปลาจัดเป็นอาหารโปรตีนที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เพราะโปรตีนในปลาเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย และมีไขมันต่ำ นอกจากนี้ ปลายังอุดมไปด้วยวิตามินบี1 บี2 บี6 และวิตามินดี ปลาจึงเป็นอาหารที่เหมาะกับผู้สูงอายุ เด็ก ผู้มีความดันโลหิตสูง และผู้ป่วยโรคหัวใจ

สำหรับการเลือกซื้อปลา มีเคล็ดลับดังนี้ ตาปลาต้องใส เนื้อแน่น เมื่อกดดูไม่บุ๋มตามรอยนิ้วมือ เหงือกมีสีสด

เมื่อเลือกซื้อปลาได้แล้ว ควรทำความสะอาดปลาก่อน กล่าวคือ ต้องขอดเกล็ดออกให้หมด ถ้าไม่มีเกล็ดต้องขูดเมือกออก ดึงเหงือกและควักไส้ออก ล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้น ใส่กล่องพลาสติก ปิดฝา นำเข้าช่องแช่แข็ง แต่ถ้าจะให้สะดวก ให้แม่ค้าปลา ช่วยจัดการชำระล้างปลาให้ พอกลับถึงบ้าน ก็ล้างอีกนิดหน่อย แล้วเก็บเข้าตู้เย็น ชีวิตก็จะง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ

paang
02-01-2006, 05:00 AM
กุ้งเป็นอาหารอีกชนิดที่รสชาติอร่อย เป็นที่ติดใจของคนทั่วโลก ปัจจุบันมีทั้งกุ้งเลี้ยง และกุ้งที่เติบโตจากธรรมชาติ ทั้งกุ้งน้ำกร่อย และกุ้งทะเล หลากหลายพันธุ์ แต่ที่นิยมกันได้แก่

กุ้งก้ามกราม เป็นกุ้งขนาดใหญ่ มี 2 ชนิด คือ กุ้งเปลือกสีน้ำเงิน เนื้อจะนุ่ม และกุ้งเปลือกสีเทาปนน้ำเงิน เมื่อนำไปอบหรือย่าง เนื้อจะแข็ง

กุ้งกุลาดำ เป็นกุ้งเลี้ยง เปลือกสีน้ำเงิน เมื่อสุก เนื้อจะแข็ง มีสีชมพู บางครั้งอาจมีกลิ่นโคลนติดมากับกุ้งบ้าง

กุ้งชีแฮ้ เปลือกใสสีขาว หาง และขามีสีชมพู เนื้อมีสีชมพูอ่อนๆ

กุ้งตะเข็บ เปลือกสีดำออกเทาๆ เนื้อสีขาว

กุ้งมังกร เป็นกุ้งตัวใหญ่ ราคาแพง เปลือกสีเทา แข็งมาก เนื้อสีขาว การเลือกซื้อกุ้ง


http://www.malila.com/images/shimp2.gif

การซื้อกุ้งให้ได้กุ้งที่สด ต้องเลือกกุ้งที่ตัวโต หัวแน่นติดกับตัว ไม่หลุดง่าย เนื้อแข็ง ตาใส เปลือกใส เมื่อลองจับตัวกุ้งเหยียดให้ตรง แล้วปล่อย กุ้งจะงอม้วนกลับเข้าที่เดิม

การเก็บรักษา เมื่อซื้อกุ้งมาแล้วใช้ไม่หมด อาจนึ่งทั้งเปลือก แล้วแช่เย็น หรือถ้าขยันหน่อย แกะเปลือกอบในกระทะ ใส่เกลือนิดหน่อย โดยไม่ต้องใส่น้ำ ฝาปิดไว้ จนสุก แล้วใส่กล่อง แช่เย็น สามารถแบ่งมาทำ อาหารได้หลายอย่าง เช่น ข้าวต้มกุ้ง ข้าวผัดกุ้ง แซนวิช ฯลฯ

สำหรับเปลือกกุ้งสดที่เหลือจากการปรุงอาหาร อย่าเพิ่งทิ้งนะคะ นำมาต้มเป็นน้ำซุป สำหรับแกงจืด อร่อยอย่าบอกใครเชียวค่ะ

paang
02-01-2006, 05:01 AM
http://www.malila.com/images/chicken.gif

ไก่เป็นอาหารสดอีกประเภทที่ผู้คนนิยมซื้อหามารับประทาน เพราะปรุงง่าย และราคาไม่แพงจนเกินไปนัก การซื้อไก่ หากจะซื้อทั้งตัว นอกจากจะต้องพิจารณาความสดแล้ว ยังต้องดูว่า เป็นไก่แก่ หรือไก่อ่อนด้วย เพราะไก่แก่ หนังจะเหนียว ทำให้อาหารไม่อร่อยเท่าที่ควรค่ะ วิธีการเลือกซื้อดูจากสิ่งต่อไปนี้

ไก่แก่ ปลายเล็บจะมน (ประมาณว่า ใช้เท้าคุ้ยเขี่ยมาเยอะมาก) หนังใต้เท้าจะหนาและแข็ง เดือยยาว

ไก่อ่อน ก็ตรงข้ามกับไก่แก่ แต่ปัจจุบันนี้ มีไก่แยกเป็นส่วนๆ ขาย ซึ่งคนทั่วไปนิยมซื้อแบบนี้มากกว่า เพราะสะดวกกับการปรุงอาหาร สำหรับการจะเลือกซื้อส่วนไหนมาปรุงอาหาร ขึ้นกับความชอบ และลักษณะการปรุงอาหารเป็นสำคัญ ส่วนวิธีการเลือก มีดังนี้ ค่ะ

น่องไก่ เหมาะกับการย่าง หรือตุ๋น การเลือกซื้อควรหลีกเลี่ยง น่องที่มีสีซีด และมีน้ำสีแดงคล้ำไหลซึมออกมา เพราะแสดงว่า น่องไม่สดค่ะ


http://www.malila.com/images/chicken2.gif

ปีกไก่ เหมาะกับการย่าง ต้ม ตุ๋น ควรเลือกซื้อปีกที่มีหนังบางใส เมื่อจับดูไม่มีเมือก เพราะนั่นแสดงว่า ปีกไม่สดค่ะ

อกไก่ หรือสันในไก่ เนื้อส่วนนี้จะค่อนข้างนุ่ม และติดมันน้อย เหมาะกับการผัด หรือทอด การเลือกซื้อควรเลือกเนื้อที่มีสีชมพู อ่อนใส

โครงไก่ ใช้ทำน้ำซุป เป็นน้ำแกงจืด และใส่ผัดผักต่างๆ

สำหรับการปรุงอาหารที่ต้องการให้ไก่นุ่มเป็นพิเศษ อาจใช้วิธีหมักไก่กับน้ำมะนาวไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วจึงนำไปปรุงอาหาร หรือในกรณีที่หลวมตัวซื้อไก่แก่มา ก็อาจนำเทคนิคนี้มาใช้ เพื่อลดความเหนียวของเนื้อไก่ได้ค่ะ แต่ต้องหมักให้นานประมาณ 2-3 ช.ม.

paang
02-01-2006, 05:03 AM
http://www.malila.com/images/shopping.gif

ถ้าไปตลาดเพื่อซื้อหมูในการปรุงอาหาร ไปบอกแม่ค้าว่า "ซื้อหมูหน่อย" แม่ค้าก็คงจะถามว่า "จะเอาหมูส่วนไหน?" ถ้าคุณเป็นแม่บ้านมือใหม่ ก็คงเกิดอาการงงๆ ว่า จะเอาส่วนไหนดี เพราะในตำราส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยบอกว่า ต้องใช้หมูส่วนไหน เรามาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าจะปรุงอาหารแบบไหน ควรใช้หมูส่วนไหน ไปจ่ายตลาดคราวหน้า จะได้บอกแม่ค้าได้อย่างมั่นอกมั่นใจ เนื้อหมูแต่ละส่วนมีลักษณะเฉพาะตัว จึงเหมาะกับการปรุงอาหารแต่ละชนิดต่างกันไป การเลือกซื้อหมู จึงควรพิจารณาลักษณะการปรุงอาหารเป็นสำคัญ

http://www.malila.com/images/oned19.gif

ถ้าคุณจะปรุงอาหารประเภทอบ หรือย่าง ที่ต้องการความนุ่มเป็นพิเศษ เช่น หมูแดง หมูย่างน้ำตก 'เนื้อสันใน' ดูจะเหมาะที่สุด
แต่ถ้าต้องการปรุงอาหารอบ ย่าง ที่เป็นชิ้นใหญ่ และมีความนุ่มปานกลาง เช่น สเต๊ก หมูอบ 'เนื้อสันนอก' ดูจะเหมาะสมดี
สำหรับการผัด หรือทอด ที่ต้องการเนื้อหมูเป็นส่วนประกอบบ้าง 'เนื้อสะโพก' ที่มีความนุ่มปานกลาง จะทำให้อาหารคุณอร่อยกำลังดี และราคาไม่แพงจนเกินไป
แต่ถ้าคุณต้องการทำอาหารจำพวกหมูกรอบ หมูเค็ม หมูสับ 'เนื้อหมูสามชั้น' จะเหมาะสมดีค่ะการเลือกซื้อหมูควรเลือกหมูที่มีสีชมพู มันสีขาว หนังเกลี้ยงและขาว สำหรับหมูสามชั้นควรเลือกที่มีมันบาง มีเนื้อหลายชั้น หนังบาง ไม่ควรซื้อหมูที่มีเนื้อสีแดงเกินไป เพราะอาจใส่ดินประสิว หรือสารแปลกปลอมสารพัด หรือหมูสีซีด เพราะหมายถึงหมูค้างคืน

เมื่อซื้อหมูมาแล้ว ควรล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นตามขวาง หรือตามลักษณะการปรุงอาหาร แยกใส่กล่องพลาสติค เข้าช่องแช่แข็ง เมื่อจะนำมาปรุงอาหาร จึงนำออกจากช่องแช่แข็ง ทิ้งให้น้ำแข็งละลาย แล้วจึงนำไปปรุงอาหาร

สำหรับหมูสับ ขอแนะนำให้ซื้อหมูมาบดเองดีกว่า เพราะหมูสับที่ขายทั่วไป มักจะใช้เศษหมูมาบดรวมกัน และยังผสมมันหมูลงไปค่อนข้างมาก เพื่อลดต้นทุน และยังทำให้หมูบดนุ่ม ไม่แข็งจนเกินไป นอกจากนี้ ถ้าไม่แน่ใจความสะอาด ก็ไม่สามารถทำความสะอาดได้ ดังนั้น ถ้าไม่อยากให้หมูสับมันมากเกินไป ควรใช้หมูส่วนสะโพก ล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วจึงนำเข้าเครื่องบด ถ้าจะให้พร้อมใช้ยิ่งขึ้น หลังจากบดเสร็จอาจโรยเกลือนิดหน่อย และใส่ซอสปรุงรสไว้เลย แล้วค่อยนำใส่กล่องพลาสติค เข้าช่องแช่แข็ง เท่านี้ก็มีหมูพร้อมใช้สำหรับแกงจืดอร่อยๆ แล้วละค่ะ


ขอขอบคุณที่มาของข้อมูลทั้งหมดจาก
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=701 align=left border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top noWrap width=212 rowSpan=2>http://www.malila.com/images/malilalogo3.gif (http://www.malila.com/index.php)</TD><TD noWrap colSpan=2 height=18>http://www.malila.com/images/gif.gif</TD><TR><TD noWrap width=255>http://www.malila.com/images/gif.gif</TD></TR></TBODY></TABLE>

มะลิ
02-01-2006, 08:18 PM
ได้เรียนรู้เคล็ดลับดีๆในการทำอาหารเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลย ขอบคุณมากนะคะ t*•_•*I~

NoOTa
08-01-2006, 02:47 AM
<TABLE height=10 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=text-head-big>น้ำชามีประโยชน์มากกว่าที่คิด</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE height=10 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE height=130 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=text height=130>เดี๋ยวนี้หันไปทางไหน ก็มีแต่คนดื่มน้ำชาที่บรรจุอยู่ในขวดตามโฆษณานั่นแหละ ที่หลายคนลุกขึ้นมาดื่มน้ำชากันทั่วบ้านทั่วเมือง นั่นก็เพราะมีการศึกษาแล้วค้นพบว่าชานั้นมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเรื่องการลดไขมันในร่างกาย และป้องกันโรคมะเร็ง

http://www.bkkguide.com/content/Image_know_eat_036/1.jpgแล้วมีใครรู้บ้างหรือเปล่าว่า ความจริงแล้ว คุณประโยชน์ของน้ำชามีมากกว่านั้นอีกนะ เพราะน้ำชานอกจากจะเป็นเครื่องดื่มแล้ว ยังสามารถช่วยขจัดกลิ่นคาวเวลาที่ใช้มือแกะกุ้ง, ปู, ปลาได้ด้วย โดยให้ล้างมือในถ้วยน้ำชาอุ่นที่เตรียมไว้ แล้วเช็ดด้วยกระดาษเช็ดมือ แค่นี้มือก็ไม่เหม็นคาวแล้ว

ส่วนน้ำชาก้นกาที่เหลือในตอนเช้าก็มีประโยชน์เหมือนกัน อย่าเพิ่งเททิ้ง ให้ใช้เศษผ้าชุบแล้วนำมาเช็ดถูบานกระจกหน้าต่างหรือกระจกส่องหน้า จะทำให้กระจกใสสะอาดมองดูใหม่ และยังประหยัดเงินไม่ต้องซื้อน้ำยาล้างกระจกอีกด้วย

</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE height=14 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD height=14></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE height=10 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD>ที่มา มติชน (http://www.matichon.co.th/) หนังสือความรู้คู่บ้าน โดย พรรณิภา ต่วนโสภณ
</TD></TR></TBODY></TABLE>

paang
13-03-2006, 04:27 AM
คุณแม่บ้านหลายท่านอาจจะเคยมีปัญหาในการทำกับข้าว ประเภทแกงหรือน้ำซุปต่างๆ บางครั้งมือหนักเกินไปใส่เกลือหรือน้ำปลามากไป ทำให้อาหารเค็มจนแทบกินไม่ได้


วิธีแก้ไม่ยาก "ถ้าเป็นแกงหรือซุปให้ฝานมันฝรั่งดิบลงไป แล้วเคี่ยวจนมันฝรั่งสุก ถ้าเป็นพะโล้หรือตุ๋นที่เค็มไป ให้เติมน้ำส้มสายชูและน้ำตาลลงไปอย่างละ 1 ช้อนชาจะช่วยลดความเค็มได้"

paang
13-03-2006, 04:31 AM
เมนูที่ทำจากปลาล้วนแต่ปราบเซียนทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นโจ๊กปลาเก๋า/ข้าวต้มปลาจาระเม็ด/ต้มยำปลาช่อน แม้กระทั่งยำปลาสำลี ถ้าไม่เจ๋งจริงล่ะก็จอดทุกราย

ดังนั้น จะต้องศึกษาหาเคล็ดลับในการทำอย่างไรให้ทุกเมนูที่ต้องใช้วัตถุดิบที่เป็นปลามาทำต้องมีรสชาติที่อร่อย/เนื้อต้องนิ่ม และต้องไม่มีกลิ่นคาวปลา แต่ต้องเป็นกลิ่นหอมของความสดของปลา อีกทั้งเนื้อต้องหวานธรรมชาติไร้น้ำตาลนะคะ

เริ่มจากการดูปลาก่อนปรุง คือ

1.ตาต้องใส

2.เหงือกต้องแดงหรือชมพูเรื่อๆ

3.เกล็ดยังแข็งอยู่ ไม่ใช่เอามือจับก็หลุดตามมือออกมา

4.เอานิ้วจิ้มที่เนื้อปลาแล้วเนื้อต้องเด้งตามมากับมือไม่ใช่บุ๋มอย่างไร กว่าเนื้อปลาจะขึ้นตามมือมาอีกนาน

5.กลิ่นของเกลือทะเลที่ปลาได้กินอยู่ต้องยังคงมีกลิ่นไอโอดีนจากทะเล จึงเรียกว่าปลาสดค่ะ

เมื่อเราได้ปลาสดตาม 5 ข้อข้างบนแล้วขอบอกเคล็ดลับ วิธีการปรุงปลาให้อร่อยมากยิ่งขึ้น ขอแนะนำว่าไม่ต้องล้างน้ำมาก มิฉะนั้นปลาจะเหม็นคาวเพราะไปยุ่งกับเขามากเกินไป เคล็ดลับนี้มาจากการแร่เนื้อปลาซาซึมิ ที่เมืองฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่นค่ะ เชฟญี่ปุ่นแร่เนื้อปลาดิบที่เพิ่งนำกลับมาจากทะเลเลยล่ะค่ะ รสชาติเนื้อปลามีความหวาน และเวลาเคี้ยวเนื้อปลาก็จะเด้ง สูตรวิธีการจะทำปลานึ่งเกี้ยมบ้วย และเพื่อนึ่งเต้าเจี้ยว รวมทั้งเพื่อจะเตรียมปลาทำข้าวต้มปลา ก็ต้องมี 3 สิ่งประจำบ้าน คือ ขิง/ต้นหอม และข่าแก่ๆ ไว้ในกรณีที่จะนึ่งใส่ข้างล่างในน้ำที่รังถึง (ซึ้ง) ด้วยนะคะ แต่ถ้าจะทอดปลาให้อร่อยต้องห่มผ้าปลาด้วยแป้งอเนกประสงค์คลุกกับเกลือ และพริกไทย แล้วโปรยบนปลา ทอดในน้ำมันร้อนๆ มีข่าทุบใส่ในน้ำมัน หรีดขอรับประกันเลยว่าทุกเมนูที่ทำจากปลา รับรองไม่ผิดหวังแถมจะติดใจ เนื่องจากประโยชน์ของปลามีมากมายเช่น บำรุงสมอง/เป็นแหล่งไอโอดีน ช่วยป้องกันโรคคอพอก และวิตามินบี 2 ช่วยบำรุงสายตาให้ตาใสและหวานอีกด้วยค่ะ

paang
19-04-2007, 07:08 AM
หุงข้าวกล้องให้นุ่มน่าทาน

<TABLE style="WIDTH: 480px"><TBODY><TR><TD vAlign=top></TD><TD vAlign=top>ถ้าพูดถึง “ข้าวกล้อง” ใคร ๆ ก็คงรู้ถึงประโยชน์ต่าง ๆ และก็คงชอบทานข้าวกล้อง แต่เวลาหุงข้าวกล้องทานทีไรมักจะไม่นุ่ม วันนี้เกร็ดความรู้มีวิธีการหุงข้าวกล้องมาบอกกัน...

ข้าวกล้องนั้น เป็นข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากที่สุด เพราะเป็นข้าวที่ผ่านการกระเทาะเปลือกออกเพียงครั้งเดียว ทำให้จมูกข้าวและรำข้าว ซึ่งเป็นส่วนที่อุดมไปด้วยวิตามินยังติดอยู่ ข้าวกล้องนั้นจะมีสีน้ำตาล ส่วนความเข้มอ่อนนั้นจะแตกต่างกันไปตามพันธุ์ข้าว

สาเหตุที่ข้าวกล้องไม่ค่อยได้รับความนิยมมาก เนื่องมาจากเวลาที่ข้าวกล้องสุกแล้วจะมีความแข็งมากกว่าข้าวขาว

วิธีหุงข้าวกล้อง คือ อัตราส่วนในการหุงนั้นจะต้องใช้ข้าว 1 ส่วน ต่อน้ำ 3 ส่วน แช่น้ำทิ้งไว้อีกประมาณ 30 นาที จึงจะนำไปหุงได้ หรืออาจใช้วิธีใส่ข้าวขาวขัดผสมลงไปในอัตราส่วน 1 ต่อ 4 ทั้ง 2 วิธีนี้จะทำให้ข้าวกล้องนุ่มน่าทานมากขึ้น

ใครที่ยังทานหุงข้าวกล้องแล้วแข็งอยู่ ลองหันมาใช้วิธีที่แนะนำกันดูได้.
</TD></TR></TBODY></TABLE>

paang
26-04-2007, 06:23 AM
ต้มน้ำซุปให้อร่อย

<TABLE style="WIDTH: 480px"><TBODY><TR><TD vAlign=top></TD><TD vAlign=top>การที่จะทำอาหารประเภทน้ำให้อร่อยนั้น ต้องมีเคล็ดลับสำคัญอยู่ที่ความหอมหวานของน้ำซุป วันนี้เกร็ดรู้มีวิธีต้มน้ำซุปให้อร่อยมาฝากกัน...

วิธีต้มน้ำซุปให้อร่อย คือ ต้องเริ่มจากความสดของกระดูกซี่โครงไก่ โดยใช้สัดส่วนอยู่ที่ประมาณซี่โครงไก่ 1 กิโลกรัม ต่อน้ำประมาณ 7 - 8 ถ้วยตวง ให้สับซี่โครงเป็นชิ้นใหญ่ ๆ แล้วล้างเศษเลือดและสิ่งสกปรกออกก่อน ต้มน้ำให้เดือด ใส่ซี่โครงลงไป รอจนน้ำเริ่มเดือดอีกครั้ง แล้วให้หรี่ไฟอ่อน ๆ แล้วคอยช้อนฟองออก ถ้าน้ำเริ่มแห้งให้เติมน้ำลงไปบ้าง เคี่ยวประมาณ 40-50 นาที

ถ้าใครอยากทานน้ำซุปให้อร่อย ก็ลองนำวิธีนี้ไปปฏิบัติตามดูได้.
</TD></TR></TBODY></TABLE>

paang
26-04-2007, 06:24 AM
น้ำมันปลา

<TABLE style="WIDTH: 480px"><TBODY><TR><TD vAlign=top></TD><TD vAlign=top>ขึ้นชื่อว่า “ปลา” ทานแล้วก็มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ถ้าเป็น น้ำมันปลา บางคนอาจยังไม่รู้จัก วันนี้เกร็ดความรู้ก็เลยนำ ความรู้เกี่ยวกับ น้ำมันปลา มาบอกกัน....

"น้ำมันปลา" (fish oil) เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ได้รับความนิยมในการทานอย่างแพร่หลาย สารสำคัญที่เป็นสารออกฤทธิ์ในน้ำมันปลา คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงกลุ่มหนึ่ง มีชื่อเรียกว่า กรดไขมันโอเมก้าสาม น้ำมันปลาสกัดจากเนื้อและหนังของปลาทะเล เช่น ปลาทูน่า แซลม่อน แมคคาเรล เป็นต้น

น้ำมันที่สกัดได้นี้ จะมีกรดไขมันโอเมก้าสาม 2 ชนิด คือ Eicosapentaenoic Acid เรียกโดยย่อว่า EPA และ Docosahexaenoic Acid เรียกโดยย่อว่า DHA ส่วนน้ำมันตับปลาที่เรารู้จักกันดี สกัดจากตับของปลาทะเล เช่นปลาคอด แฮลิบัท เฮอร์ริ่ง มีสารสำคัญคือวิตามินเอ และดี

ประโยชน์ของน้ำมันปลา

- ช่วยโรคหัวใจขาดเลือด ( Coronary Heart Disease )
- ลดไขมันในเลือดชนิดไตรกลีเซอร์ไรด์ ( Triglyceride )
- ลดความรุนแรงของโรคปวดข้อ รูมาตอยด์ ( Rhematoid Arthritis )
- บำรุงสมอง เพราะเซลล์สมองมีกรดไขมันชนิดนี้มาก จึงช่วยเสริมสร้างเซลล์สมอง

ข้อควรระวัง

ผู้ป่วยที่เป็นโรคเลือดออกได้ง่ายห้ามทาน เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านเกร็ดเลือด หรือ แอสไพริน ผู้ที่มีเกร็ดเลือดต่ำ, มีจุดเลือดออกตามตัว, มีเส้นเลือดแตกในสมอง, เส้นเลือดแตกในจอตา จากโรคจอตาเสื่อมระยะสุดท้ายในเบาหวาน เป็นต้น ส่วนคนที่แพ้อาหารทะเล สามารถทานน้ำมันปลาได้ และมีความปลอดภัย

รู้อย่างนี้แล้ว ลองหันมาทานน้ำมันปลากันดีกว่า เพื่อสุขภาพที่ดี.
</TD></TR></TBODY></TABLE>

paang
03-05-2007, 06:05 AM
ล้างกระเพาะปลาไม่ให้มีกลิ่นน้ำมัน

<TABLE style="WIDTH: 480px"><TBODY><TR><TD vAlign=top></TD><TD vAlign=top>คิดจะทำอาหารเมนูเกี่ยวกับกระเพาะปลาทั้งที ก็ต้องมาเจอกับปัญหากลิ่นคาวน้ำมันของกระเพาะปลาที่ติดแน่นและล้างยาก วันนี้เกร็ดความรู้มีวิธีแก้มาฝาก...

การล้างกระเพาะปลาให้หมดกลิ่นน้ำมัน คือ เริ่มแรกให้แช่กระเพาะปลาให้นิ่มและล้างน้ำทิ้งสักหนึ่งรอบก่อน บีบกระเพาะปลาให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นต้มน้ำร้อน แล้วนำกระเพาะปลาใส่ลงไป ตามด้วยขิงแก่หั่นเป็นแผ่น ๆ ทุบพอแตก (ให้ใส่เยอะ ๆ) ต้มไปสักพัก พอกระเพาะปลาพองตัวใช้ได้ ค่อยยกลงเทใส่ตะกร้าหรือกระชอนเพื่อเป็นการถ่ายน้ำร้อนออก แล้วล้างตามด้วยน้ำเย็นอีกสัก 2 ครั้ง แล้วบีบกระเพาะปลาให้สะเด็ดน้ำ
เพียงเท่านี้ก็จะได้กระเพาะปลาที่ปราศจากกลิ่นคาวน้ำมันแล้ว.
</TD></TR></TBODY></TABLE>

บุษบากาญจ์
13-01-2008, 01:14 PM
โห้ถ้าอ่านแล้วจำได้หมดนี่เป็นแม่ศรีเรือนแน่เลย ต้องค่อย ๆ อ่าน ค่อย ๆ จำเผื่อจะได้เป็นแม่ศรีเรือนกะเค้ามั้ง (เป็นแม่ผีเรือนมานาน หุหุหุ)
http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=263949&stc=1&d=1200189171 http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=263949&stc=1&d=1200189171 http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=263949&stc=1&d=1200189171

อักขรสัญจร
13-01-2008, 01:52 PM
อยากมีผีเรือนง่ะ
อิอิ

:::เพชร:::
29-07-2008, 10:02 AM
เคล็ดลับเก็บกระเทียมได้นาน
<HR style="COLOR: #ffffff; BACKGROUND-COLOR: #ffffff" SIZE=1><!-- / icon and title --><!-- message -->http://www.hilunch.com/wp-content/uploads/2008/04/a1-c3-d0-e0-b7-d5-c2-c1-small.jpg
ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดีกันถ้วนหน้า มาเรียนรู้วิธีการประหยัดค่าใช้จ่าย กรณีที่ซื้อกระเทียมไว้จำนวนมากๆ สำหรับทำน้ำพริก ผัด หรือทอด กระเทียมที่เราซื้อมาตามห้างสรรพสินค้า มักจะเป็นถุงใหญ่ซึ่งเกินความต้องการ ก็มีหลายครั้งที่เก็บไว้นานจนกระเทียมแห้ง และกินไม่ได้ หรือที่เรียกว่า กระเทียมฝ่อนั่นเอง สำหรับปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ โดยการใช้มีดแกะเปลือกกระเทียมออก จากนั้นนำกระเทียมไปแช่ในน้ำมันมะกอก รับรองว่าเก็บได้นานเป็นปี แถมกลิ่นของกระเทียมจะไม่เสียหรือจางไป เวลาที่จะนำมาประกอบอาหารก็เพียงแค่ล้างน้ำสะอาดเท่านั้นเองครับ
<!-- / message --><!-- sig -->