PDA

View Full Version : ถ้าอดีตทำบาปมา แล้วศาสนาพุทธมีอะไรลบบาปบ้างไหมคะ?


NiZaNisA
13-12-2004, 05:34 PM
เคยคิดเหมือนกันว่าศาสนาคริสต์มีล้างบาป แล้วศาสนาพุทธของเรามีทางใดถึงจะลดบาปให้น้อยลงได้บ้างคะ? (one-eye)

ขอบคุณล่วงหน้าที่ตอบค่ะ

zipper
13-12-2004, 06:04 PM
ศาสนาคริสต์ที่ล้างบาปได้ก็เพราะเค้าเชื่อว่าพระเจ้านั้นเป็นผู้พิพากษาความผิดบาปของแต่ละคน และเมื่อเราไปสารภาพบาป สำนึกผิด พระเจ้าก็จะยอมยกโทษให้ เหมือนกับว่าเวลาเราขึ้นศาลแล้วยอมรับทุกข้อกล่าวหาแล้วศาลจะยกโทษให้ ก็ประมาณเดียวกันแหละ

แต่ศาสนาพุทธนั้นเวลาคนทำกรรมอะไรไว้จะเป็นไปตามกฏแห่งกรรม ใครทำยังไงก็ได้ผลอย่างนั้น แล้วเวลาทำผิดแล้วรู้สึกสำนึกผิด ยมบาลท่านก็ไม่ลดโทษให้

แตกต่างกันดังนี้ ฉะนั้นขอตอบว่าศาสนาพุทธคงไม่มีละมั้ง คงมีแต่ทำดีเข้าไว้ให้ผลแห่งกรรมชั่ววิ่งตามมาไม่ทัน
อันนี้ตอบตามความเข้าใจผมนะ

กระเจียว
13-12-2004, 06:16 PM
ทำบุญ หรือ ทำดี เพื่อให้กรรมชั่วตามมาสนองไม่ถึงเราได้ง่ายๆ หรือไม่ ก็ไม่มากเกินไป เอาความดีไปชะลอกรรมชั่วในอดีตที่จะมาสนอง

คนที่จะต้องตายก็อาจเหลือแค่เกือบตาย เพราะมีบุญใหญ่ๆช่วยชะลอกรรมไว้

บาปล้างไม่ได้ แต่เอาความดีมาเจือจางได้

ดื่มน้ำตะกอนข้นทีเดียวมันฝืดคอ ค่อยๆดื่มน้ำตะกอนน้อยๆ หมั่นใส่น้ำใสๆลงไปบ่อยๆ ก็จะไม่ขมขื่นมาก



ตอนนี้ถ้ามีอะไรไม่สบายใจ หากยังนั่งสมาธิภาวนาแล้วไม่ถนัดยังไม่อยากฝึก

ก็ทำบุญตามวัดตามแหล่งรับทานก็แล้วกัน

เช่น เจอขอทานก็ให้ไปตามกำลัง บริจาคได้เท่าที่มีกำลัง หมั่นถวายสังฆทาน---เพื่อชะลอความจน

ปล่อยสัตว์ ไถ่ชีวิตสัตว์ ถวายยาให้พระ ออกค่ารักษาให้พระสงฆ์ บริจาคเลือด บริจาคร่าง----ต่ออายุ --ชะลอโรคภัย


ถวายหนังสือพระให้วัดเพื่อเป็นธรรมทานแก่ญาติโยมที่แวะเวียนมาอ่าน บริจาคหนังสือให้เด็กๆ ให้ห้องสมุด อาสาสอนหนังสือ กราบไหว้เคารพครูบาอาจารย์ ให้ทานความรู้แก่ตนเองด้วยการอ่านและศึกษา---แก้โง่ เสริมปัญญา


และอื่นๆอีกมากมาย

แหะๆ

witt
13-12-2004, 09:36 PM
ถูกต้องเลย น้องกระเจียว บาปลบล้างไม่ได้ แต่เราหนีได้ อาศับศลี สมาธิ ปัญญา และ หมั่นสร้างบุญสร้างกุศล

Catwater
13-12-2004, 10:17 PM
อิ อิ อิ ทำคะแนน ทำคะแนน เอ้ยม่ายยช่ายยย ตอบกระทู้ ตอบกระทู้ อิ อิ อิ
อืมมม รู้สึกว่าบาปจะลบล้างอะไรไม่ได้นะ แต่ถ้าปัญญาถึงระดับหนึ่งแล้วจะสามารถพลิกแพลงวิธีรับบาปรับกรรมให้ตนเองไม่ต้องรับความทุกข์มากนักได้อ่ะ ประมาณว่าเล่นกับกฏแห่งกรรมได้อ่ะ อย่างเช่น ถ้ามีบาปมีกรรมบ้าบออะไรให้ตัวเองถูกทรยศหักหลัง แต่ว่าถ้ามันจะหลอกอะไรเราเราก็ทันมันหมด ( ดีไม่ดีรู้ด้วยซ้ำว่ามันจะหลอกอะไรเรา ) แบบนี้ถึงมันทรยศเราก็ไม่ทำให้เราเดือดร้อนได้ ( แต่นั่นต้องหมายความว่าถ้าเรารู้แล้วเรามีความสามารถที่จะแก้ไขได้ทันท่วงทีด้วยนะ ) หรือบาปบางบาปที่ทำให้มีแต่คนเกลียด แต่ถ้าเราสามารถอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งเหล่าคนทั้งหลายที่เกลียดเรา หรือเราเป็นหัวหน้าของคนที่เกลียดเรามีศักดิ์สูงกว่าคนที่เกลียดเรา แบบนี้ถึงจะมีใครเกลียดเรา เราก็สามารถอยู่ได้โดยที่ไม่เดือดเนื้อร้อนใจได้เงี้ย ( แต่บาปที่จะทำให้โดนตามฆ่านี่ มันจะพลิกแพลงอะไรยังไงได้ฟะ นึกไม่ออกเลยเหมือนกันแฮะ ) แต่ก็เล่นได้แค่บางบาปเท่านั้นแหล่ะ บาปหนักมากๆนี่บางทีก็ต้องลงนรกไปทำให้ความแรงของบาปลดลงก่อน เวลารับบาปจะได้ไม่โดนเต็มๆ โดนแค่เฉี่ยวๆแบบเนี้ย

Anonymous
14-12-2004, 01:06 AM
ไม่มีการล้างบาปในศาสนาพุ?ธ เพราะเหตุการณ์ที่ล่วงไปเป็นอดีตไปแล้ว ย่อมไม่มีใครกลับไปแก้ไขอะไรใดใดได้อีก นอกเสียจากจะนั่ง ไทม์ แมชชีน ย้อนเวลากลับไปแก้ไขให้ถูกต้องเท่านั้น แต่ถ้าไม่มีไทม์ แมชชีน ก็คงต้องมั่นทำบุญ ทำทาน ถือศีล ภาวนาเยอะๆ เพื่อให้กรรมที่จะตามมาสนองนั้นไล่ไม่ทัน กรรมน่ะมันตามมาแน่ แต่เรามั่นทำความดีก็เหมือนเติมเชื้อเพลิงให้ตัวเราพุ่งทะยานไปข้างหน้า จนกรรมมันไล่ไม่ทัน แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยก้เหมือนนั่งอยู่กับที่รอให้กรรมมันมาวิ่งชน แต่ถ้ายิ่งไม่สำนึก ยังคงประพฤติผิดบาปอยู่บ่อยๆ ก้เหมือนกับทำตัวเองให้ถอยหลัง วิ่งเข้าไปชนกฎแห่งกรรมเสียเอง

Mr.Nobody
14-12-2004, 06:22 AM
พระพุทธศาสนาที่แท้จริงนั้นไม่มีการล้างปาปนะครับ ปาปส่วนปาป บุญส่วนบุญ ลบล้างกันไม่ได้ แต่สามารถทำให้อำนาจปาปอกุศลเบาบางลงได้ ถ้าเราเปรียบปาปเหมือนเกลือ และบุญเหมือนน้ำ เอาเกลือมาหนึ่งกำมือละลายในน้ำหนึ่งแก้ว แล้วลองชิมดู เค็มปี๋แน่ๆ หากเราเอาน้ำเกลือแก้วนั้นไปเทลงในขันแล้วเติมน้ำลงไป(เปรียบเหมือนการเพิ่มเติมบุญกุศล) ลองชิมใหม่ เริ่มเค็มน้อยลง เอาน้ำในขันเทใส่ตุ่มเติมน้ำเพิ่มแล้วชิม อาจจะยังรู้สึกกร่อยๆ เทน้ำจากตุ่มใส่แท้งค์น้ำแล้วเติมน้ำเพิ่ม คราวนี้ชิมดูอาจไม่เหลือความเค็มเลยก็ได้

ถามว่าที่ไม่เค็มเพราะว่าเกลือหายไปหรือไม่
ไม่ใช่เลย เกลือหนึ่งกำมือที่ใส่ลงไปแต่แรก ยังคงอยู่เช่นเดิมและเท่าเดิมเสียด้วย หากนำน้ำในแท้งค์ไประเหยให้หมด รับรองได้เกลือหนึ่งกำมือกลับคืนมาแน่(ตรงตามหลักวิทยาศาสตร์100%)

ดั้งนั้น ถ้าหากว่าเราเคยผิดพลาดทำปาปอกุศลไปในอดีต ก็ให้รีบแก้ไข หมั่นทำบุญกุศลเพิ่มเติมซะ ทั้งทาน ศีลและภาวนา แล้วอย่าไปเผลอเติมเกลือเพิ่มอีกก็แล้วกัน!

โมฆบุรุษ
14-12-2004, 07:52 AM
พระเยซูท่านให้สารภาพบาปเพื่อที่จะให้คนทำผิดจำเอาไว้ จะได้ไม่ทำอีกครับ
คล้ายๆกับการแสดงอาบัติของพระ
แต่คนมาบันทึกผิดกันเองทีหลังครับ

บาปในศาสนาพุทธสามารถลดได้เหลือประมาณ ๓๐% ครับ
ส่วนใหญ่ก็คือ เป็นการลดในส่วนที่จะต้องตกนรก ลงอเวจี ครับ
ทำได้ด้วยการรักษาศีล ๕ และกรรมบท ๑๐ ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ครับ

กรรมที่ตามมาส่งผลตอนที่มาเกิดนั้นเป็นเพียงเศษกรรมแล้วนะครับ
คิดดูสิครับว่าน่ากลัวขนาดไหน
บางชาติที่เราไม่เกิดมาในพระพุทธศาสนานี่ โอกาสทำบาปโดยไม่รู้ตัวนี่มีเยอะมากครับ

ฉะนั้น "หนีนรก"ให้พ้นในชาตินี้กันให้ได้นะครับ

คนเก่า.
14-12-2004, 09:22 AM
ถ้าศึกษาดูที่พระพุทธองค์แสดงไว้เกี่ยวกับประเภทของกรรมต่างๆ เช่น คุรุกรรม อาจิณกรรม อาสัญญกรรม และอโหสิกรรม เป็นต้น

เน้นที่ อโหสิกรรมซึ่งแปลว่า กรรมที่ยุติการส่งผล อันเข้าประเด็นคำถาม จึงตอบได้ว่าศาสนาพุทธมีวิธีทำให้ไม่ต้องชดใช้บาปเหมือนกัน คือ การทำให้กรรมนั้นเป็นอโหสิกรรมไปเสีย

คุณโมฆบุรุษลองดูในกระโถนข้างธรรมมาสน์ ฉบับที่ผมส่งทาง G-mail ดูนะครับ รู้สึกว่าหลวงพี่ท่านแสดงไว้พอดี

การทำให้กรรมชั่วเป็นอโหสิกรรม ทำได้ 2 ลักษณะ คือ
1. โจทก์และจำเลย ยกโทษให้กันและกัน ให้อโหสกรรมต่อกัน
2. เข้าพระนิพพานอย่างพระองคุลิมาล ที่ฆ่าคนมาเป็นพัน กลับไม่ต้องชดใช้ ซึ่งอันที่จริงแม้เข้าถึงภูมิพระโสดาบันก็ปิดกั้นอบายได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ไม่ต้องไปเกิดในภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์อีกจนเข้าพระนิพพาน

นอกจากนี้ที่หลวงพ่อแสดงไว้ และที่มีหลายท่านกล่าวไว้ข้างต้น คือการทำบุญหนีบาป ซึ่งต้องฉลาดในการทำบุญนั้นด้วย มีหลากหลายวิธี ขึ้นอยู้กับจริตศรัทธาของแต่ละบุคคล หากหลักๆ ก็คือ รักษาจิตใจผ่องใสมากๆ แม้จะเจ็บป่วย มีทุกข์เวทนาขณะจะตาย จิตกำลังเปลี่ยนภูมิ ตรงนี้มีความสำคัญมาก จิตเป็นอย่างไรก็จะได้ภพภูมิใหม่อย่างนั้น

ในขณะที่เรายังมีขันธ์ 5 เป็นมนุษย์อยู่อย่างนี้ บางครั้งก็อาจมีวาระที่ต้องชดใช้กรรมจนจิตใจเป็นทุกข์มาก ซึ่งสำหรับผมแล้ว มีแอยู่ 4 วิธีหลักๆ เป็นที่พึ่งอาศัย ช่วยผ่อนปรนให้หนักเป็นเบา คือ
1. ไปถวายสังฆทานอย่างครบชุดกับท่านอาจารย์หลวงพ่อนพพร ที่เชียงดาว อาราธนาขอความเมตตาจากหลวงพ่อเรียกเจ้ากรรมนายเวร มาขออโหสิกรรมให้
2. ขอความเมตตาจากหลวงพี่เล็กทำบังสกุลเป็น-บังสกุลตาย
3. สวดมนต์ภาวนาด้วยพระคาถาต่างๆที่เชื่อมั่นในอานิสงส์ว่าจะทำให้ผ่อนคลายบาปเคราะห์ลงไปได้ หลายๆจบ(ให้เป็นฌาน) เช่น อิติปิโสฯทั้ง 3 ห้อง พาหุงฯมหากาฯ โมรปริตต ชินบัญชร อิติปิโสฯ 8 ทิศ(พระคาถาเกราะเพชร) อิติปิโสฯถอยหลัง พระคาถาต่างๆในสมบัติพ่อให้ เป็นต้น
4. ขอบารมีพระ ตลอดจนบนหลวงพ่อองค์ใดองค์หนึ่ง ที่หลวงพ่อเมตตาบอกไว้ว่าสามารถขอท่านสงเคราะห์ได้

อย่างไรก็ดีตามที่มีผู้เผยแพร่คำสอนของสมเด็จฯโตท่านใจความว่า หากไม่เคยทำบุญสร้างบารมีไว้เองเลย พระที่ไหนท่านก็ช่วยไม่ได้ ผมจึงพยายามสร้างบารมีในทาน ศีล ภาวนาไว้อย่างสม่ำเสมอมานานปี ขนาดว่าทำบุญในเขตพระศาสนาเท่าไรก็ไม่รู้จักอิ่ม เช้ามา-ค่ำมานึกจรดจ่ออยู่ว่าถึงเวลาจะสวดมนต์ภาวนาแล้ว บางครั้งร่างกายไม่ค่อยดี ผสมกับความขี้เกียจนึกจะสวดมนต์เพียงสั้นๆ พอเริ่มสวดก็เพลินไปด้วยปิติสุขในองค์ภาวนา กลับสวดเต็มที่ยาวเหยียด

และอาจด้วยเหตุนี้ที่หลายครั้งที่ประสพอุปสรรค ความทุกข์ อธิษฐานของพระท่านเมตตาสงเคราะห์ ก็ดูเหมือนจะมีผลอย่างรวดเร็วทันใจ ขนาดว่าเคยมีทุกขเวทนาทรมานจนตื่น และเจ็บปวดจนหลับไม่ลงกลางดึก ลุกขึ้นมาขอพระท่านสงเคราะห์แล้วล้มตัวลงนอนก็ผล่อยหลับไปเหมือนปกติ เช้าตื่นขึ้นมาก็ไม่หลงเหลือทุกข์เวทนานั้นแม้แต่น้อย

คนเก่า.
14-12-2004, 10:43 AM
มีบุญใหญ่สองประการ ที่หลวงพี่เล็กท่านเคยแสดงไว้ว่า ท่านลุงพระยายมราชบอกว่า กรณีผู้ที่เคยทำบุญใหญ่สร้างสมเด็จองค์ปฐม หรือถวายทองบูชาพระพุทธองค์ หากไม่เคยทำอนันตริยกรรมไว้ อย่างไรก็จะพยายามเข็ญให้ไปรับผลขอกุศลกรรมก่อน

Fat man
14-12-2004, 10:49 AM
เมื่อกลัวบาปที่เคยทำมา กลัวตกนรก ผมก็เคยคิดจะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นที่สามารถลบล้างบาปได้
แต่คิดดูแล้ว มันไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ครับ

กรุงเก่า
14-12-2004, 10:55 AM
ของคุณคนเก่าก็ o.k. ครับ บาปกรรมล้างไม่ได้แต่กรรมที่เกิดขึ้นสามารถลุกรรมลุเวรกันได้ด้วยการทำสังฆทานเฉพาะให้กับเจ้ากรรมนายเวรเป็นกรณีๆไปครับ ใช้หนี้เขาแล้วเขาพอใจก็จบกันครับ ส่วนมลทินมัวหมองที่ติดตัวมาจากการสร้างกรรมนั้นผู้รู้มองเห็นเป็นความดำมืดในส่วนต่างๆสามารถล้างออกจากสังขารวิญญาณได้ครับ อุปมาดั่งเอามีดไปฟันคนแล้วมีเลือดติดตัวเราเลือดนี้เราล้างออกได้แต่คดีฆ่าเขายังมีอยู่ คดีฆ่าหมดผลได้เมื่อวิญญาณที่ถูกฆ่าได้รับกุศลจนพอใจแล้วอโหสิกรรมให้ก็ลุเวรลุกรรมกันไปครับ

NiZaNisA
14-12-2004, 05:55 PM
เข้าใจกระจ่างมากๆเลยอ่ะค่ะ แต่...แล้วการทำบุญที่จะทำให้บาปลดลงเนี่ย ต้องเฉพาะเจาะจงหรือป่าวคะ อย่างเช่น

เราพูดปดกับพ่อแม่ ต้องทำบุญด้วยอะไร?
เราฆ่าสัตว์ แล้วจะทำบุญด้วยอะไร?

อย่างนี้เป็นต้นอ่ะค่ะ

ขอบคุณพี่ๆมากๆนะคะ

ศดานัน
14-12-2004, 10:28 PM
การพูดปด ฆ่าสัตว์ หรือลักขโมย เราสามารถจัดระเบียบกรรมปัจจุบันทั้งกายวาจาใจให้ดียิ่งๆขึ้นได้
ด้วยการตั้งจิตสมาทานศีลและรักษาศีลห้าหรือศีลแปดอย่างหนักแน่นเคร่งครัดค่ะ

แล้วน้ำหนักบุญอานิสงน์แห่งศีลซึ่งเสมือนน้ำบริสุทธิ์ จะละลายเกลือซึ่งเปรียบด้วยกรรมเก่าให้พอเจือจางลงยิ่งๆขึ้นเช่นกัน

กระเจียว
14-12-2004, 10:51 PM
แจ่ม

คนเก่า.
15-12-2004, 08:27 AM
ขอเสริมน้องแก้วว่า หากเราล่วงเกินผู้ใด ย่อมต้องขออโหสิกรรมผู้นั้น ต้องให้ผู้ถูกล่วงเกินให้อโหสิจึงจะเป็นการระงับโทษได้อย่างสมบูรณ์

ประเพณีไทยซึ่งมีพระพุทธศาสนาเป็นจิตวิญญาณมานับพันปี จึงมีพิธีขออโหสิกรรมแทรกอยู่หลายเรื่อง เช่น การขออโหสิกรรมก่อนบวช ขออโหสิกรรมด้วยการรดน้ำดำหัวตอนสงกรานต์ การลอยกระทงเพื่อบูชาพระ บูชาพระแม่คงคา และขออโหสิกรรม พิธีไหว้ครูซึ่งรวมการขออโหสิกรรมไว้ด้วย ตลอดจนการกราบศพเพื่อขออโหสิกรรม ฯลฯ

กรณีบุคคลที่เราเคยล่วงเกินยังมีชีวิตก็พยายามชดเชยกับเจ้าตัวเลย ทำดีให้เขาทุกอย่างตามสมควร เพื่อให้เขาพอใจและเห็นใจ ยกโทษให้อย่างจริงใจ

หากล่วงลับไปแล้ว ก็ต้องพยายาทำบุญใหญ่ อานิสงส์มากๆไปเรื่อยๆ อย่างสังฆทาน ธรรมทาน วิหารทาน สร้างพระพุทธรูป บวชพระ บวชเณร ทอดกฐิน ปฏิบัติพระกรรมฐาน อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรเพื่อขออโหสิกรรม

zipper
15-12-2004, 11:11 AM
แล้วถ้าคนที่เราไปทำร้ายเค้า เค้าให้อภัยไม่ถือโทษโกรธเรา เราก็ยังต้องรับผลกรรมนั้นด้วยหรือเปล่าคับ เพราะเห็นว่าบางเหตุการณ์ที่เกิดกับเราเพราะว่าเจ้ากรรมนายเวรของเราเค้ามาเอาคืน

คนเก่า.
15-12-2004, 11:38 AM
โดยทั่วไป ถ้าเขาให้อภัยแล้วก็แล้วกัน แต่จิตเป็นประธาน จิตใจของเราก็ต้องมีความมั่นใจด้วยว่าทุกข์โทษนั้นสิ้นไปจริงๆ

ข้อยกเว้น คือ อนันตริยกรรมครับ มีกรณีพระเทวทัตเป็นตัวอย่าง แม้พระพุทธองค์จะให้อโหสิกรรมแล้ว พระเทวทัตก็ยังต้องลงอเวจีอยู่ดี ถึงกระนั้นการขออโหสิ-ให้อโหสินี้ก็ยังมีผลมาก ทราบมาว่าเพราะเหตุนี้พระเทวทัตจะลงเวจีเพียงไม่ถึง 1 วันของอเวจี แล้วจะขึ้นมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อตรัสเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า

อีกประการหนึ่ง หลวงพ่อแสดงไว้ว่า การล่วงเกินพระอริยะเจ้านั้น ขอขมากับท่าน ผลยังไม่สมบูรณ์ เพราะความเป็นพระอริยะเจ้านั้นมีเหตุหลักจากพระพุทธองค์ จึงต้องขอขมากับพระพุทธองค์ด้วยจึงจะมีผลโดยสมบูรณ์

NiZaNisA
20-12-2004, 08:49 PM
กระจ่าง...

ขอบคุณมากค่ะ ^^

พฤติจิต
21-12-2004, 06:50 PM
อนุโมทนากับทุกท่านในกระทู้ทั้งหมดทั้งสิ้น สาธุ สาธุ อนุโมธนามิ
กราบขอขมาพระรัตนตรับ บิดา มารดา อุปัชฌาจารย์ ทุกท่านก่อนที่จะบังอาจตอบคำถามข้างบนเกี่ยวกับเรื่องการล้างบาป ตามความเข้าใจและเอกสารอ้างอิง เท่าที่ค้นมาได้ครับ
1.เข้าใจความหมายของคำว่า
1.1บาปคือ กรรมที่ทำด้วยเจตนาไม่ดี มีจิตเศร้าหมอง และจะส่งผลออกมาเป็นความทุกข์
1.2 บุญคือ กรรมที่ทำด้วยเจตนาดีมีจิตสะอาดผ่องใส ผลลัพธ์จะออกมาเป็นความสุข
1.3 กรรม คือ การกระทำ ซึ่งมี ทางออกหรือเกิดอยู่ 3 ทางด้วยกันคือ
- วจีกรรม
- กายกรรม
- มโนกรรม
ดังนั้นจึงอาจจะพูดได้ว่า บุญ-บาปเกิดได้จากการกระทำ โดยจะสั่งสมไว้ที่ ที่เดียวคือ จิต ตามธรรมชาติของจิต เมื่อมีอารมณ์มาปรากฏทางทวารใด จิตหรือวิญญาณจะเกิดขึ้นเพื่อรับอารมณ์ทางทวารนั้น เช่น เมื่อมีเสียงมาปรากฏทางหู โสตวิญญาณวิถีจะเกิดขึ้นเพื่อรับรู้เสียงนั้น โสตวิญญาณจะเกิดดับเร็วมากเป็นจำนวนนับครั้งไม่ถ้วน สลับกับมโนวิญญาณวิถีที่เกิดขึ้นทางใจ เพื่อตีความหมายของเสียงที่กำลังปรากฏอยู่ เมื่อรู้ความหมายว่าเป็นเสียงชมเชยก็จะมีความยินดีพอใจ แต่หากเป็นเสียงด่าก็จะเกิดโทสะ ถ้ามีสติยับยั้งไว้ได้ก็ดีไป แต่เมื่อใดที่ขาดสติก็จะเกิดการตอบโต้ทางกาย (กายกรรม) เช่น ไปชกหน้าผู้ที่กำลังด่าเรา หรือทางวาจา (วจีกรรม) เช่น ด่าตอบไปทันที ซึ่งเป็นการสร้างกรรมใหม่ที่จะต้องได้รับผลของกรรม (วิบาก) ในอนาคตต่อไปใจจะเป็นผู้สั่งให้เกิดการกระทำทางกายและทางวาจา ทั้งที่เป็นบุญ (กุศลกรรม) และที่เป็นบาป (อกุศลกรรม) บางครั้งก็เพียงแต่คิดไว้ในใจ (มโนกรรม) โดยที่ไม่ได้แสดงออกทางกาย หรือ ทางวาจาเลยก็มี การแสดงออกทางกายและทางวาจาที่เป็นบุญ เรียกว่า กายสุจริต วจีสุจริต ส่วนการแสดงออกทางกายและทางวาจาที่เป็นบาป เรียกว่า กายทุจริต วจีทุจริต
2.เราสั่งสมกรรมไว้ได้อย่างไร มีใครจดบันทึกบัญชีกรรมของเราไว้ เหมือนบัญชีเงินฝากในธนาคารหรือไม่ คำตอบก็คือบุญบาปที่เราทำไว้ ไม่ต้องมีใครมาติดตามจดบันทึกไว้ เพราะจิตมีอำนาจวิเศษอย่างหนึ่งในการสั่งสมบุญและบาป เมื่อเราได้กระทำกรรมใด ๆ ลงไปไม่ว่าจะดีหรือชั่ว แม้จะนานสักเพียงใดก็ตาม จะกี่ภพกี่ชาติก็ตาม ผู้กระทำย่อมจะต้องได้รับผลของบุญ และบาปเมื่อกรรมมีโอกาสส่งผล ถึงแม้จิตจะเกิดดับอยู่ตลอดเวลาก็ตาม แต่ผลกรรมที่ได้กระทำไว้ ไม่ว่าจะเป็นบุญ หรือเป็นบาป ก็จะไม่สูญหายไป พร้อมกับการดับของจิตแต่ละดวง ทั้งนี้ เพราะจิตดวงใหม่ ่มีเหตุปัจจัยมาจากจิตดวงเดิม และจิตดวงใหม่ที่เกิดขึ้นมานั้น ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้แก่จิตดวงต่อไปเช่นกัน
โดยสรุปแล้ว สำคัญสุดคือจิตนั่นเอง จิตเป็นความรับรู้อารมณ์ทั้งบุญและบาปโดยแท้ไม่มีล้าง ลด ไปมีแค่วิถีทางเดียวเท่านั้นคือ การทำอย่างไรที่จะไม่ให้มีตัวที่เรียกว่า จิต เจตสิก รูป นั่นเอง สภาวะนั้นคือ พระนิพพานโดยแท้


http://aphidham.mcu.ac.th/Images/Sect02B/P2_07.gif

casy99
23-12-2004, 11:24 AM
ขอมองต่างไปจากทุกคนหน่อย เชื่อคนเดียวว่า บาป และ บุญ เปรียบได้กับ น้ำ และ น้ำมัน ซึ่งผสมกันยังไงมันก็เข้ากันไม่ได้ เจือจางก็ไม่ได้ มีเพียงอย่างเดียวที่จะหนีกรรมให้พ้น คือ ต้องไปนิพพานเท่านั้น การที่จะได้ผลของอะไรก่อนก็เหมือน นำน้ำและน้ำมันผสมกันแล้วจุดไฟ เมื่อไฟเผาน้ำมันหมดก็จะเหลือเพียงน้ำเท่านั้น ขอให้ลองพิจารณาดู

พฤติจิต
23-12-2004, 11:33 AM
สาธุสาธุ กับคุณ casy 99 ครับผม ผมเห็นว่า(ความเห็น)ถูกต้องครับ ไม่มีการล้าง ไม่มีการลบ เพราะถ้ายัง ไม่ละซึ่ง ขันธ์ 5 เราจะหนีวงจรอุบาทว์ (วัฏฏะสงสาร)ได้มีทางเดียวครับ....แดนพระนิพพาน

ลีน่า
27-12-2004, 01:09 PM
ถ้าเรานับถือพุทธแล้วไม่มีการล้างบาปเราเปลี่ยนเป็นศาสนาที่มีการล้างบาปจะสามารถล้างบาปได้หรือเปล่าค่ะ ลีน่า ว่าถ้าคนเราได้ทำบาปโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจและเราก็รู้สึกสำนึกผิดก็น่าจะหาทางมาล้างบาปได้บ้างน่าจะดีนะค่ะ เพราะลีน่าคนหนึ่งที่เคยทำบาปโดยที่ลีน่าไม่ได้ตั้งใจ และคิดว่าคงมีคนที่คิดแบบลีน่าอีกนะ ช่วยตอบด้วยนะค่ะ

พฤติจิต
27-12-2004, 01:21 PM
(b-hmm) โนคอมเม้นท์ครับคุณลีน่า

บูริณ
27-12-2004, 01:51 PM
คำถามอาจดูไม่มีสาระนะครับ แต่อยากทราบจริงๆ คือว่า

1.ถ้าทำบาปไปแล้วเราจะได้รับผลของบาปนั้นเร็วแค่ไหนครับ หรือว่าต้องตายไปก่อนถึงค่อยไปชดใช้กรรม หรือใช้ชาติหน้าคับ ทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไร

2.ถ้าเราทำบาปโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ หรือ ว่าเราไม่รู้ว่ามันบาป จะผิดน้อยกว่าคนที่รู้ว่าที่ทำนั้นมันบาปหรือตั้งใจที่ทำ ใช่หรือไม่ครับ

กรุงเก่า
27-12-2004, 02:10 PM
คุณ"ลีน่า"เราล้างบาปไม่ได้ทั้งหมดก็จริงเพราะทำไว้เยอะมากและระหว่างที่ยังไม่ถึงพระนิพพานก็ต้องเสพผลของกรรมไปด้วย แต่ว่าเราสามารถลดผลของอกุศลกรรมนั้นได้ด้วยการสร้างกุศลกรรม สร้างสังฆทานสนองเจ้ากรรมนายเวรได้ลุกรรมลุเวรเป็นกรณีไปกรรมในกรณีนั้นๆก็หมดไปได้ พิมพ์หนังสือธรรมแจกหรือซื้อหนังสือธรรมถวายพระสงฆ์ บริจาคเงินร่วมกับผู้อื่นซื้อที่ดินให้วัด ทำได้อีกหลายอย่างตามที่คุณ"คนเก่า"บอกไว้ สร้างกุศลแล้วขอขมาต่อพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ที่เราอาจจะเคยล่วงเกินไว้ในอดีตก็ดี ปัจจุบันในชาตินี้ก็ดีขอให้ท่านอดโทษแก่เราด้วย........ฯลฯ ที่สำคัญหากได้ปฏิบัติธรรมด้วยก็จะเป็นกุศลมากๆเลยครับ ปฏิบัติไปทำสังฆทานไปวิบากกรรมที่จะต้องรับจะได้เบาลงหน่อย ถึงจะต้องรับบ้างท่านก็ให้รับในระดับที่เราจะทนได้ผ่านได้ อย่างงนะครับว่าทำสังฆทานแล้วทำไมต้องรับเขาไม่ลุเวรลุกรรมให้หมดหรือ บางทีเขาลุเวรลุกรรมให้แล้วในขณะนั้นแต่ต่อมาอาจจะไม่กี่วันเจ้ากรรมรายใหม่มาหากไม่มีกุศลสะสมพอที่จะให้เขาพอใจได้ก็ต้องเสพผลกรรมกันบ้างละครับ บางกรณีทำกุศลให้แล้วเขาก็รับแต่ทำไว้กับเขามากกว่าที่ทำให้เขาก่อนไปเขาอาจจะตีหัวเราสักที เอาอะไรเสียบพุงเราสักทีหรืออื่นๆเป็นของแถมครับ หากยังกังวลกรรมกรณีบางอย่างที่ได้ทำไปในชาตินี้ก็ต้องหาครูอาจารย์ผู้ที่จิตถึง เช่นหลวงพ่อจรัญ หลวงพี่เล็ก หรือท่านอื่นที่เรามีประสบการณ์ว่าจิตถึงจริง ท่านเหล่านี้จะไม่โกหกเรา จะไม่หวังลาภสักการะจากเรา แก้ตามที่ท่านแนะนำกรรมนั้นก็จะคลายไปได้ ที่สำคัญจิตเราเองอย่าไปยึดกับเรื่องอกุศลกรรมในอดีตแต่ก็ให้เข้าใจว่าสิ่งนั้นไม่ดีและเราจะไม่ทำมันอีก เมื่อพบผู้ที่จะช่วยให้สร้างกุศลชดใช้กันไปแล้วก็สร้างกุศลนั้นแล้วตั้งหน้าทำความดีต่อไป ก็จะมีแต่สิ่งที่ดีมาหาเราครับ ใครบอกว่าเป็นพุทธแล้วสร้างกรรมไปแล้วไม่มีทางจะเยียวยาได้ก็อย่าไปเชื่อครับหากจะหนีไปพระนิพพานอย่างเดียวโดยไม่สร้างกุศลใช้หนี้เวรกรรมก็คงจะไม่ได้ครับ ผมเชื่อว่าคนจะไปพระนิพพานยังไงก็ต้องผ่านการสร้างกุศล แล้วก็แผ่เมตตาให้กับเจ้ากรรมนายเวรมาแล้วทั้งนั้น (สมมุติฐานของผมนะ) ไม่ว่าจะหลังเสร็จจากการนั่งสมาธิ หรือสวดมนต์ หรือหลังการทำสังฆทาน หรือหลังการสร้างกุศลแบบอื่นๆ นี่แหละคือการส่งกุศลที่เรามีที่เราสร้างให้กับเจ้ากรรมนายเวรอย่างหนึ่งครับ ผมไม่เก่งเรื่องธรรมะพอจะเขียนได้เท่านี้ครับ ขอให้จิตเป็นกุศลตลอดไปนะครับ

ลีน่า
27-12-2004, 02:23 PM
ขอบคุณที่ตอบและไม่ได้มองข้ามผู้ที่ไม่รู้เรื่องบาปกรรมอะไรมากนัก ลีน่าเพิ่งเริ่มจะสนใจในการปฎิบัติธรรม และ ทำบุญตอนนี้คงยังไม่สายนะค่ะ ขอบคุณจริงๆค่ะถึงจะยังไม่เข้าใจมากนักแต่พอเป็นค่ะ

ผู้น้อย
27-12-2004, 02:28 PM
ถ้าไม่ทำบาปอันหนักทั้ง5 คือ ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าพระโลหิตห้อ ทำให้พระสงฆ์แตกแยกกัน แล้วเจริญวิปัสนากรรมฐานให้ได้โสดาบันขึ้นไป จะสามารถปิดกั้นอบายภูมิได้
จุติอีกไม่เกิน7ชาติ มีพระนิพพานแน่นอน บาปกรรมที่ทำมายังรอส่งผล ทางบรรเทาให้ทำความดีให้มากๆบาปก็ไม่มีโอกาศส่งผล

witt
27-12-2004, 09:32 PM
จะว่ายังไงดีจิงจิงแล้วที่ตอบมาทั้งหมดถือว่า ถูกต้องน่ะครับ จะอธิบายเป็นข้อๆ อาจจะง่ายกว่าน่ะ

1. กรรม มี 2 อย่าง คือ กรรมดี หรือ กรรมชั่ว กรรมดีเมื่อกระทำแล้ว ย่อมได้บุญ กรรมชั่วทำแล้วย่อมได้บาป

2. เมื่อเราทำบาปลงไปแล้ว ย่อมส่งผลให้ แต่ต่างกันว่าจะเร็วหรือจะช้า ไม่จำเป็นต้องตายแล้วหรือตกนรกชดใช้

3. บาปไม่สามารถล้างได้ แต่ทำให้เจือจางได้ โดยการทำบุญให้เยอะหว่าบาป เปรียบเสมือน เกลือ หนึ่ง ช้อนในน้ำ1แก้ว ย่อมเค็มกว่า เกลือ 1 ช้อน ที่อยู่น้ำ 1 โอ่ง ส่วนที่ว่า เปรียบเสมือน น้ำกับน้ำมัน ก็มีเหตุผลเหมือนกันครับ

4. การล้างบาป ของศาสนาคริสต์ จิงจิง แล้ว เป็นเหมือนการสารภาพ ว่าเราทำอะไรผิด แล้วเราตั้งใจว่าจะไม่ทำผิดอย่างเดิมอีก เปรียบ เหมือน พระปลงอาบัติ นั้นแหละ แต่เดียวนี้คนเข้าใจผิดว่า เข้าพิธีล้างบาป แล้วบาปหมดไป
ถ้าล้างแล้วหมดไปจิง คงมีคนขึ้นสวรรค์ทุกคนแล้วล่ะ

5 การทำบาปโดยไม่ตั้งหรือไม่มีเจตนา เช่น เราเดินหรือนั้งหรือนอน ทับ มด อันนี้ไม่ถือเป็นบาป ถ้าเราเห็นมดมาตอนขนมเรา เรานิ้วบี้มดให้มันคานิ้ว อันนี้ถือเป็นบาป

6 การทำบุญยิ่งทำได้เร็วยิ่งดี ยิ่งทำมากยิ่งดี แต่ต้องพอประมาณ ตามความสามารถของตัวเอง ตามศรัทธากำลังใจของเรา

7 การอโหสิกรรมย่อมเป็นการระงับการจองเวร แต่เศษกรรมนั้นอาจจะส่งในภายหลังได้

8 กรรมไม่ดีทั้งหลาย จะไม่สามารถส่งผลได้ จะกลายเป็นอโหสิกรรม หลังจาก เข้าพระนิพพานแล้ว กรณีนี้หมายถึงบรรลุพระอรหันต์ แล้ว เข้าสู่พระนิพพาน น่ะ ไม่ไช่ นั้ง มโนยิทธิ แล้วขึ้นไปนอนเล่น ที่พระนิพพาน

9 กรรมดี กรรมชั่ว ย่อมส่งผลแรงไม่เท่ากัน ถ้าอันใหนมากกว่า ย่อมส่งผลอันนั้นมากกว่า

นึกไม่ออกแล้ว ใครรู้ก็ต่อหน่อยล่ะกัน

Catwater
28-12-2004, 12:56 AM
9 กรรมดี กรรมชั่ว ย่อมส่งผลแรงไม่เท่ากัน ถ้าอันใหนมากกว่า ย่อมส่งผลอันนั้นมากกว่า

นึกไม่ออกแล้ว ใครรู้ก็ต่อหน่อยล่ะกัน

ไม่ใช่กรรมดีกรรมชั่วส่งผลตามอันที่มีมากนะ แต่ส่งผลตามจังหวะและโอกาสต่างหาก
ถ้าทำกรรมดีไว้ ก็ต้องได้รับผลของกรรมดีนั้นเท่าๆกับบุญที่มี และถ้าทำกรรมชั่วไว้ ก็ต้องได้รับผลของกรรมนั้นๆเท่าที่บาปมีอยู่เช่นกัน ซึ่งจะได้รับผลของบุญหรือบาปเมื่อใดนั้นจะขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาสที่จะให้กรรมนั้นๆแสดงผลออกมาต่างหากล่ะ ( ถ้ากรรมดีกรรมชั่วจะส่งผลอันไหนขึ้นอยู่กับว่าอันไหนมากมันก็คือเอาบุญมาหักล้างบาปได้สิ )

Catwater
28-12-2004, 01:02 AM
ถ้าบุญล้างบาปได้จริงนะ แม่งเอ้ยยย ชาตินี้ตูไม่ต้องทำอะไรแล้วววว 5555555555

ble2529
30-12-2004, 02:49 AM
ในความคิดของผม อยากจะบอกว่า..
กรรมต้องชดใช้....
ถ้าเราเป็นคนทำกรรมเอาไว้ด้วยตัวเอง
เราก็ควรที่จะยอมรับกรรมที่ตนเป็นคนก่อขึ้นนะครับ
เราทำกรรมได้เราก็ควรจะชดใช้กรรมได้สิ
ยกตัวอย่างเช่นผมเอง..
ผมก็เป็นคนนึงที่รู้สึกว่าตัวเองเคยทำกรรมเอาไว้เยอะ(ทั้งชาตินี้และชาติที่แล้ว)
แต่ก็ไม่รู้หรอกว่ากรรมที่เคยทำไว้นั้นคืออะไร
ตอนนี้ผมก็ใช้ชีวิตตามปกติ เหมือนทุกฯวัน
ไม่อยากจะไปล้างบาปหรือจะไปทำอะไรที่เป็นการแก้ตัว
เพราะผมเชื่อว่าถ้าวันนี้เราล้างบาปได้จริง
วันข้างหน้าเราก็คงทำบาปขึ้นมาใหม่อีก(กรรมซ้ำซาก)
เพราะฉะนั้นผมว่าทางที่ดีหากเรามีบาปก็ควรจะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติจะดีกว่า..
บางครั้ง บางอย่าง..มันอาจจะทำให้เรารับไม่ได้ก็จริง
แต่..เชื่อเถอะว่าถ้าเรารู้สึก และสำนึกได้ แล้วเราก็ทำแต่สิ่งที่ดีฯ เอาไว้
มันอาจจะช่วยชะลอการชดใช้กรรมที่เราก่อขึ้นได้
(ค่อยฯชดใช้กรรมไปเรื่อยฯจนกว่ากรรมที่เราก่อจะหมดไป)

ขอย้ำ..ขอย้ำ..กรรมใดใครก่อกรรมนั้นย่อมสนอง-ไม่มีใครหนีหรือล้างกรรมได้หรอกครับ

""ลองฟังเพลงนี้กันดูนะครับ เหมาะสำหรับคำว่า บาป ความชั่ว และกรรม""
(มีเนื้อเพลงให้อ่านด้วย)
http://www.palungjit.com/board/showthread.php?p=21155#post21155

นักรบ#นักรัก
30-12-2004, 01:10 PM
กระทู้นี้ดี มีสาระ เจิมให้ 1 จึ๊กกกกกก

witt
30-12-2004, 10:14 PM
ถึง คุณ แมวน้ำ ผม ไม่ได้บอกว่าล้างปาบได้ซะกะหน่อย ผมก็เห็นด้วยคามที่คุณว่ามาน่ะ กรรมจะส่งผลเป็นไปตามจังหวะ ถ้าช่วง ใหน อันใหน ให้ผล ก็ได้ส่งผลไปตามกรรม บางทีมันก็ให้ผลทั้งสองอย่างพร้อมกัน น่ะครับ และเกิดขึ้นออกจะบ่อย บางที บุญปาบส่งผล มาให้พอพอกัน จนไม่ค่อยรู้สึกก็มี

Kamen rider
31-12-2004, 01:37 PM
น้ำ กับ น้ำมัน ล้างกันไม่ได้ มีแต่ ทำให้เจอจางได้ ทำดีเยอะ ๆๆๆๆ แรงกรรม มันจะสู้ไม่ได้ ตามไม่ทัน

โบโบ้
05-01-2005, 05:10 PM
แบบนี้ซิ ครับ เท่าที่ศึกษามา
บาป คือ บาป
บุญ คือ บุญ แยก กัน โดยเด็ดขาด
ทำไรมากกับ รับแบบนั้นมาก
มีวิธี คือ ทำบุญ โดย การ 1. นั่งสมาธิ เป็น บุญ อย่างละอียด สูงสุด
2. สวดมนต์ เป็น บุญ ที่รองลง มา
3. ใส่บาตร ทำทาน เป็นบูญ ที่หยาบที่สุด ทำให้ ครบ 3 อย่าง
บาป ไม่ลด แต่บุญ เพิ่มขึ้น ไม่มีใครรู้ว่าจริง ไม่จริง จะรออีกที คุณ ก็ ตายไปแล้ว ทำไร ไม่ได้
เพราะฉะนั้น สร้างบุญ ให้มากที่สุด เมื่อมีลมหายใจ ทำด้วยใจบริสุทธิ์ มากน้อยไม่เกี่ยว
อีก 1 อย่าง คือ ทำบุญ กับ พระอรหันต์ (พระอรหันต์ คือ พ่อ แม่) ผล ทัน ตา ลองทำดู นะครับ

Jin
06-01-2005, 12:33 AM
try reading " the life of milarepa", it is very inspirational,
the book is based the transformation of an avenging black magician to an enlighten being.

KomAon11
13-01-2005, 12:39 PM
โอวว พราจ้าวว... อ่านไม่จบ โหะๆ

Catwater
14-01-2005, 01:09 AM
รู้สึกเหมือนกระทู้นี้น่าจะตกไปแล้ว แต่ถูกดันขึ้นมาข้างบนตลอดเลยนะครับ
ว่าแต่เจ้าของกระทู้ มีชายหนุ่มลูบหล่อคนหนึ่งคิดถึง เอ้ย ม่ายยยช่ายยย เพื่อนๆเค้าคิดถึง อิ อิ อิ

พ่อมดโลจิ
17-01-2005, 09:07 PM
ขอมองต่างไปจากทุกคนหน่อย เชื่อคนเดียวว่า บาป และ บุญ เปรียบได้กับ น้ำ และ น้ำมัน ซึ่งผสมกันยังไงมันก็เข้ากันไม่ได้ เจือจางก็ไม่ได้ มีเพียงอย่างเดียวที่จะหนีกรรมให้พ้น คือ ต้องไปนิพพานเท่านั้น การที่จะได้ผลของอะไรก่อนก็เหมือน นำน้ำและน้ำมันผสมกันแล้วจุดไฟ เมื่อไฟเผาน้ำมันหมดก็จะเหลือเพียงน้ำเท่านั้น ขอให้ลองพิจารณาดู
-------------------------------------------------------------------------
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ ขอคาราวะ 1จอกครับ (b-smile)

กรุงเก่า
18-01-2005, 09:40 AM
ผมนั้นต่างมุมสุดกู่เลยละ ผมคิดเอาเองไม่ต้องไปอ้างตำราที่ไหน ผมตีหัวคนอื่นแตกเขาก็จะมาเอาความกับผมบังเอิญผมมีเงินผมขอให้เงินค่าทำขวัญแทนครั้งแรกให้ไป ๕๐๐บาทเขาก็ไม่ยอมต่อมาให้อีก ๕๐๐บาทเขาก็ไม่ยอมครั้งสุดท้ายเพิ่มให้อีก ๑,๐๐๐บาทเขาจึงยอม ดังนั้นผมชดใช้ให้จนเขาพอใจเขาจึงไม่ต้องตีหัวผมคืนหรือไม่ต้องยกพวกมาทำร้ายผม เรื่องระหว่างผมกับเขาก็หมดไปผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ต้องจับผมส่งตำรวจ บางกรณีทำร้ายถึงบาดเจ็บสาหัสตามที่กฏหมายกำหนดเรื่องถึงตำรวจก็ไม่สามารถยอมความได้ต้องให้ศาลตัดสินรับโทษบ้างตามควร ในทางธรรมก็ไม่หนีกันมากถึงเจ้ากรรมมาทวงถ้ามีกุศลพอก็ให้เขาไปได้ถ้าเขาพอใจก็จบ หากกรรมต่อกันมากเขารับจริงแต่เศษกรรมยังมีก็ขอตีหัวคืนเบาๆหรือชกท้องสักหน่อยแล้วไปก็ได้ ดังนั้นในทางโลกรู้จักเก็บเงินฝากธนาคารบ้างเมื่อไปละเมิดคนอื่นก็สามารถใช้เงินจ่ายทำขวัญได้ลดโทษไปได้บ้างมากน้อยตามแต่กรณีไป มีเงินมากก็ให้ญาติเพื่อช่วยพวกเขาที่เดือดร้อนได้หรือจะให้ทานคนหรือสัตว์ก็ได้ ในทางธรรมสร้างกุศลเก็บไว้สม่ำเสมอเมื่อมีเจ้ากรรมมาทวงก็มีกุศลส่งให่ได้ลุกรรมลุเวรกันไป หากกรรมมากก็อาจจะรับผลของเศษกรรมนั้นบ้างแต่ก็จะไม่ถึงแก่ชีวิต กุศลมากก็ส่งไปเพื่อแผ่ให้ญาติหรือวิญญาณผู้มีพระคุณ หรือวิญญาณต่างๆที่เดือดร้อนแล้วเราอยากช่วยได้ การที่ผมขับเครื่องบินไม่เป็นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีคนขับเครื่องบินเป็น ดังนั้นกุศลกรรม อกุศลกรรม เจ้ากรรมนายเวร วิธีการชดใช้กรรมด้วยสังฆทานหรืออื่นๆผู้รู้จริงย่อมทำได้ คนยังไม่รู้จริงก็คาดเดากันไปตามแต่จริตที่ตัวเองมี ขอให้ทุกท่านพิจารณาให้ดีก็จะได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อย สวัสดีครับ

กรุงเก่า
18-01-2005, 10:12 AM
ที่กล่าวข้างต้นก็เพื่อให้คนเราสามารถปฏิบัติต่อไปได้โดยมีกรรมมาตัดรอนให้น้อยที่สุดจะได้ก้าวหน้าโดยเร็ว เพราะเราอยู่บนโลกย่อมต้องใช้ชีวิตแบบคนปกติทั่วไปต้องทำมาหากิน บางท่านก็ต้องมีครอบครัว ถ้ารู้จักเรื่องกุศลกรรม อกุศลกรรมและการชดใช้และนำไปปฏิบ้ติในชีวิตได้ ก็จะทำให้ทางโลกก็ไม่เสียหาย ทางธรรมก็ไม่เสียหายสามารถเดินไปพร้อมๆกันได้ เวลาปฏิบัติไปกรรมก็มามากกว่าคนธรรมดาหน่อยเพราะท่านปรารถนาพระนิพพานถ้ากุศลสร้างไม่พอจะใช้หนี้เขาเขาอาจจะทำให้ชีวิตเดือดร้อน การงานการเงินหรือครอบครัวเดือดร้อนไม่เป็นสุข ดังนั้นสร้างกุศลหรือให้ทานสม่ำเสมอทางปฏิบัติของท่านก็ค่อนข้างราบเรียบหน่อยไปสบายๆ หากท่านทำไม่พอทางเดินของท่านก็ขรุขระหน่อยก็เลือกกันเอาแต่ถ้าจะให้พ้นจากกรรมก็ต้องปฏิบัติให้สำเร็จจนพระนิพพานดังที่เพื่อนได้กล่าวไว้ข้างต้นผมก็เห็นด้วยไม่ค้าน แต่กว่าจะถึงตรงนั้นทุกคนต้องผ่านด่านแรกๆไปก่อนเราอยากเจอทางวิบากหรือทางสบายละเราเลือกได้ ดังนั้นสังฆทานและกุศลกรรมอื่นๆคือทางเลือก เราไม่จำเป็นต้องเอาตัวเข้าไปรับกรรมเสมอไป ไม่ต้องเอาครอบครัวไปลำบากในเมื่อมีวิธีที่จะรับปัญหาได้หรือมีวิธีที่จะทำให้ปัญหานั้นเบาลงได้ ลองเปิดใจแล้วจะพบว่ามันไม่ยากเกินกว่าที่จะทำได้ ผมไม่ได้บอกว่าแก้กรรมได้๑๐๐%นะผมว่ากรรมละเอียดอ่อนมากให้ผลมากขนาดขวางทางเดินได้ แต่ถ้ารู้จักรับมือไม่ประมาทสร้างกุศลสม่ำเสมอก็ไม่น่ากลัว สวัสดีครับ

กระสือข้างส้วม
18-01-2005, 03:37 PM
ไม่มีการล้างบาปในศาสนาพุ?ธ เพราะเหตุการณ์ที่ล่วงไปเป็นอดีตไปแล้ว ย่อมไม่มีใครกลับไปแก้ไขอะไรใดใดได้อีก นอกเสียจากจะนั่ง ไทม์ แมชชีน ย้อนเวลากลับไปแก้ไขให้ถูกต้องเท่านั้น แต่ถ้าไม่มีไทม์ แมชชีน ก็คงต้องมั่นทำบุญ ทำทาน ถือศีล ภาวนาเยอะๆ เพื่อให้กรรมที่จะตามมาสนองนั้นไล่ไม่ทัน กรรมน่ะมันตามมาแน่ แต่เรามั่นทำความดีก็เหมือนเติมเชื้อเพลิงให้ตัวเราพุ่งทะยานไปข้างหน้า จนกรรมมันไล่ไม่ทัน แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยก้เหมือนนั่งอยู่กับที่รอให้กรรมมันมาวิ่งชน แต่ถ้ายิ่งไม่สำนึก ยังคงประพฤติผิดบาปอยู่บ่อยๆ ก้เหมือนกับทำตัวเองให้ถอยหลัง วิ่งเข้าไปชนกฎแห่งกรรมเสียเองตอบได้ดีจัง ขอชม เข้าใจง่ายดี แรมสมองของกระสือน้อยฟังอะไรยากๆไม่ค่อยเข้าใจ หิ หิ

tim
19-01-2005, 01:46 PM
ปรารถนาร่วมสร้างสมเด็จองค์ปฐม มีวัดใดดำริสร้างแจ้งในเว็ปด้วย ขอบคุณค่ะ

witt
19-01-2005, 11:52 PM
ผมมีโครงการจะสร้างน่ะ กะจะสร้างวิหาร หรือ ศาลา ควบคู่พร้อมกันเลย

พฤติจิต
11-03-2005, 07:22 PM
คุณโนบอดี้นี่ตอบดีที่สุด.....ฉลาดที่สุดเลย

undeath13
20-03-2005, 12:04 PM
ยมบาลท่านใจดีออกครับหยวนๆ ได้อิอิ



แต่หยวน เรื่องให้เรานึกถึงกรรมดีที่เราเคยทำมานะครับ ถ้าคิดไม่ออก


จะแสดงเทวทูต ทั้ง4มห้ดูแล้วคิดยังไง


หากคิดไม่ออกอีก เออสมควรลงแล้ว= ='




ปล.ท่านบอกว่าท่านเมตตามากเลย ไม่ใช่โหดนะที่เอาสั่งเอาหอกมาจิ้มอ่ะ ท่าเปรียบเหมือน แม่ต่ลูก ครูตีศิษงับ ^^"

pongsiri
21-03-2005, 06:22 PM
ล้างบาปได้นั้นมันศริสต์นะ ความจริงการใช้คำ ๆ นี้มันเหมือนกับการหลอกคนเราน๊ะ ทำให้คนไม่กลัวบาป เพราะมันล้างได้

lert
10-05-2005, 10:27 PM
พระเยซูท่านให้สารภาพบาปเพื่อที่จะให้คนทำผิดจำเอาไว้ จะได้ไม่ทำอีกครับ
คล้ายๆกับการแสดงอาบัติของพระ
แต่คนมาบันทึกผิดกันเองทีหลังครับ

บาปในศาสนาพุทธสามารถลดได้เหลือประมาณ ๓๐% ครับ
ส่วนใหญ่ก็คือ เป็นการลดในส่วนที่จะต้องตกนรก ลงอเวจี ครับ
ทำได้ด้วยการรักษาศีล ๕ และกรรมบท ๑๐ ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ครับ

กรรมที่ตามมาส่งผลตอนที่มาเกิดนั้นเป็นเพียงเศษกรรมแล้วนะครับ
คิดดูสิครับว่าน่ากลัวขนาดไหน
บางชาติที่เราไม่เกิดมาในพระพุทธศาสนานี่ โอกาสทำบาปโดยไม่รู้ตัวนี่มีเยอะมากครับ

ฉะนั้น "หนีนรก"ให้พ้นในชาตินี้กันให้ได้นะครับ


เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ
ขอบคุณครับ
เลิศ

vibe
10-05-2005, 10:32 PM
ถูกต้องเลย น้องกระเจียว บาปลบล้างไม่ได้ แต่เราหนีได้ อาศับศลี สมาธิ ปัญญา และ หมั่นสร้างบุญสร้างกุศล

:cool:

tamsak
12-05-2005, 10:39 AM
"พระเยซูท่านให้สารภาพบาปเพื่อที่จะให้คนทำผิดจำเอาไว้ จะได้ไม่ทำอีกครับ
คล้ายๆกับการแสดงอาบัติของพระ
แต่คนมาบันทึกผิดกันเองทีหลังครับ"

เห็นด้วยครับคุณโมฆะบุรุษครับ เคยอ่านหนังสือของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ตอนหนึ่งว่า ท่านมีโอกาสได้พบกับพระเยซูบนสวรรค์ และได้ถามถึงเรื่องการล้างบาป จำได้คร่าวๆ ว่า พระเยซูท่านตอบหลวงพ่อว่า บรรดาสาวกนำไปปฏิบัติคลาดเคลื่อนจากคำสอน เจตนาจริงๆ คือ ต้องการให้สำนึกผิดในสิ่งที่กระทำ และไม่กระทำความผิดนั้นซ้ำอีก เหมือนกับการปลงอาบัติของพระน่ะครับ
(อันนี้ผมเพิ่มเติมตามความเข้าใจของผมเองครับ)...

telwada
15-06-2005, 09:38 AM
ก่อนอื่นคุณต้องทำความเข้าใจในความหมายและจุดประสงค์ใน 2 ประการ
ประการแรก คือคำว่า บาป คำว่า บาป หมายถึง การกระทำที่ไม่ดี ทั้งทางกาย วาจา และใจ เมื่อคุณเข้าใจความหมายของคำว่าบาปแล้ว ต่อไป ประการที่ 2 คุณต้องทำความเข้าใจจุดมุ่งหมายของศาสนาคริสต์ที่เขามีการสารภาพบาปเพื่อล้างบาปนั้น
การสารภาพบาป ในทางศาสนาคริสต์ คือการระบาย ความไม่ดีต่างๆตามความคิดของตัวเขาเองต่อพระเจ้า ความจริงแล้ว เป็นกุศโลบาย ที่จะทำให้ผู้สารภาพบาปมีความสบายใจ ไม่คิดมาก หากตัวเองได้กระทำสิ่งที่ไม่ดีลงไป
ในทางที่เป็นจริงนั้น คนที่กระทำสิ่งที่ไม่ดีลงไปคงไม่สามารถล้างการกระทำที่ไม่ดีของตัวเองได้
แต่ในทางศาสนาพุทธ ให้กระทำความดีเพื่อลบล้างการกระทำที่ตัวเราได้กระทำลงไป ก็คงไปคล้ายกับศาสนาคริสต์ ศาสนาคริสต์สารภาพบาปเพื่อความสบายใจและสร้างความคิดใหม่ให้กับตัวเองว่า สารภาพบาปแล้วล้างบาปแล้ว ไม่เป็นอะไรแล้ว ก็สบายใจไม่คิดมาก
ส่วนศาสนาพุทธก็มีกุศโลบายดังเช่นที่กล่าวไป คือกระทำความดีทั้งทางกาย วาจา และใจ เพื่อลบล้างบาปหรือกากระทำที่ไม่ดี เพื่อสร้างความสบายใจ สร้างความคิดใหม่ให้กับตัวเองว่า กระทำดีแล้ว บาปต่างๆก็ย่อมหายไป
ฉะนี้

kamollawatne
03-07-2005, 02:20 PM
พระโมคคัลลาน์ ด้วยเหตุที่อดีตชาติท่านเคย macroกรรมมารดาของท่านไว้ด้วยอุบายแห่งภรรยาของตน ก่อนนิพพานพระโมคคัลลาน์ยังต้องใช้กรรมอันหนักอึ้งก่อนนิพพานเลย แล้วเราผู้เป็นปุถุชนจะรอดเหรอ ทำให้พระพุทธเจ้าห้อพระโลหิต ยุยงสงฆ์แตกแยก มาตุฆาตุ ฯลฯ กรรมเหล่านี้ไม่น่าลบหรือล้างได้เลย
ภาชนะที่สะอาดเมื่อต้องเสียซึ่งของบูดเน่าซึ่งมีอุจจาระเป็นต้นแล้วก็ได้ชื่อว่าเป็นของดันน่ารังเกียจแม้นว่าจะล้างให้สะอาดเพียงใดก็หาได้เหมือภาชนะใบเดิมไม่
การจะประพฤติกรรมสิ่งใดนั้นเราจึงควรตั้งอยู่ในหิริโอตัปปะไว้

Palmnaraks
03-07-2005, 03:46 PM
ไม่มีการล้างบาปครับ มีแต่การทำดีให้มากๆเพื่อมาตัดรอนผลกรรมที่ไม่ดีครับ กรรมมีการตัดรอนกัน กรรมบางอย่างก็สนับสนุนกัน ทางที่ดีรีบๆทำดีให้มากๆ และรีบคลายกิเลสละกิเลสออกให้หมด ก่อนที่บาปกรรมจะให้ผลมาถึง เมื่อเราไม่มีกิเลสแม้ผลแห่งกรรมที่ไม่ดีมากระทบเรา เราก็ไม่หวั่นไหวแล้ว เพราะเราอยู่เหนือพ้นพวกเหล่านี้แล้ว ใจเราไม่เกี่ยวข้องกับมันแล้ว ผลกรรมทำอะไรเราได้เพียงธาตุขันธ์ภายนอก หากต้องแตกดับลงเมื่อสิ้นกิเลสแล้ว กรรมทั้งปวงก็กลายเป็นอโหสิกรรมไปเพราะเราเข้านิพพานไปเสียแล้ว แต่ตอนนี้หนะให้รีบๆ สำหรับคนที่ยังกิเลสอยู่ อย่าประมาท

วิศวกรม
06-07-2005, 11:59 AM
มีบาป ก็ เอาบุญมาล้าง โดยการ
- ไม่คิดถึงบาปที่ทำล่วงมาแล้ว
- ตั้งใจจะไม่ทำบาปนั้น ๆ อีก
- ตั้งใจทำบุญที่ตรงข้ามกับบาปนั้น ๆ เพื่อไม่ให้ผลของบาปนั้นตามมาทัน
- หากผลของบาปส่งผลให้ในปัจจุบัน ไม่ต้องคร่ำครวญ พร่ำเพ้อ ว่าบุญไม่ช่วย
เพราะผลบาปอาจมากจน บุญช่วยไม่ได้

ตัวอย่างเช่น เคยฆ่าสัตว์มา(บาป) ก็ตั้งใจใหม่ว่าจะไม่ทำการฆ่าอีก (ศีล 5)
และทำบุญที่ตรงข้ามกับบาปนั้น (ปล่อยนก ปลา ฯลฯ เจริญเมตตา พรหมวิหาร)
หากมีเคราะห์ เจ็บไข้ บาดเจ็บ ก็ถือว่าเป็นผลจากบาปที่ฆ่าสัตว์ทำให้ เจ็บป่วย
ชีวิตมีอันตราย ก็ทำใจรับผลของกรรม อย่างชื่นบาน

ถ้าผิดขอแนะนำด้วยธรรมครับ

clex
17-07-2005, 07:00 PM
บาปล้างได้ด้วยการอโหสิกรรม ก็คือการตอบแทนผู้เป็นเจ้ากรรมนายเวรเราด้วยการทำดีคืนแก่เขา เปรียบเหมือนกับการยืมตังเขามา ถ้าเราไม่คืนเขาด้วยเงิน เราก็อาตคืนเขาด้วยทองคำที่เทียบมูลค่ากันได้ ซึ่งเคยมีเรื่องเล่าว่า ในสมัยพระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์อยู่ มีสามเณรองค์หนึ่ง ถ้าจำไม่ผิดพระสารีบุตรได้ทำนายว่าจะต้องตายภายใน 7 วัน แต่พอดีว่าสามเณรองค์นี้ได้ไปเจอปลาซึ่งเป็นเจ้ากรรมนายเวร กำลังจะตาย เเละช่วยให้มันรอดชีวิต ก็ปรากฏว่าสามาเณรก็ไม่ได้ตายใน 7 วันดังที่พระอรหันต์ทำนายไว้ นั่นแสดงว่า กรรมต้องล้างด้วยกรรม ถ้าทำไว้กับใคร ก็ต้องไปใช้ให้คนนั้น ดังนั้นการล้างกรรมก็ไม่ใช่เรื่อง ง่ายๆที่จะทำได้ แต่จะง่ายกว่าถ้าเราทำความดีละเว้นความชั่ว เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปล้างกรรมชั่วของเราเพราะเราไม่มีให้ หรือมีก็มีน้อยมา
(ทุกอย่างที่ผมเขียนเป็นความคิดเห็นของผมเองอาจผิดหรือถูกประการใดบ้างก็ไม่ทราบได้ ถ้าผิดพลาดไปก็ขออภัยด้วยนะครับ)

Golf_Kung
25-07-2005, 08:40 PM
หากจะถามว่าบุญล้างบาปได้ไหม คำตอบก็คือไม่ได้ แต่ลดได้ เหมือนกะผ้าขาวที่เปื้อนเลือด ถามว่าคุณจะซักยังไงมันก็มีคราบเลือดติดอยู่ดี แต่ที่แน่ ๆ คราบนั้นมันจางไป การซักก็เหมือนการทำบุญน่านแหละครับ ส่วนบาปก็เหมือนกะคราบเลือด เราไม่สามารถทำให้มันหายไปได้หรอกครับ แต่เราสามารถที่จะทำให้มันจาง ๆ ไปได้

wit
06-08-2005, 01:43 AM
http://larndham.net/index.php?showtopic=15706&st=0]ลองอ่านดูจากในนี้นะครับ

บัณฑิตใหม่
08-08-2005, 06:29 AM
เห็นด้วยค่ะ คุณวิศวกรม บาปล้างไม่ได้ แต่ผลหนึ่งของบาปคือ ความทุกข์ใจ ละอายใจ ไม่สบายใจกับสิ่งที่ทำลงไป อันนี้ลดได้ โดยการไม่ต้องคิดถึงมันซะ แล้วก็ให้มันแล้วไป อดีตย้อนไม่ได้ ไปทุกข์ใจก็ไม่ฉลาดเปล่าๆ แต่ถ้ารู้แล้วว่าผลของการกระทำนั้นๆ ทำให้ใจไม่สบาย ก็อย่าทำอีก ในปัจจุบันให้มีสติระลึกรู้สึกใจบ่อยๆ เนืองๆ ต่อเนื่อง อะไรทำแล้วให้แล้วไป อะไรยังไม่เกิด ผลกรรมมันจะตามยังไง ตกนรกมั้ย คิดให้หัวแตกก็คิดไม่ออก รู้ไม่ได้ชัวร์ๆ อยู่แล้ว จะไปคิดทำไม ทำได้อย่างเดียว ทำปัจจุบันสิ อยู่กับปัจจุบัน มีสติ สำรวมกาย วาจา ใจ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดก็จะได้ไม่เกิด ขาดสติเมื่อไร ก็ต้องมานั่งกลุ้มกับคำถามนี้เรื่อยไปละค่ะ วนเวียนไม่มีที่สิ้นสุด

มีเหตุ ก็ต้องมีผล เหตุดี ผลดี เหตุไม่ดี ผลไม่ดี แต่ดับเหตุได้วันใด ก็ดับผลได้เช่นกันค่ะ (แม้เหตุดับไปแล้ว แต่ผลบางผลก็ยังตามทัน แต่ป่านนั้น ถึงตามทันก็ไม่ทุกข์อะไรแล้วววว...เพราะใจนิ่งและรู้ชัดในเหตุและปัจจัย ยอมรับอย่างไม่กระเพื่อมแล้ว)

เดินทางมรรคมีองค์แปด อย่าคลาดเคลื่อน อย่าท้อแท้ มีศรัทธา มีสติ มีความเพียรมั่น เดินตามเส้นทางพระพุทธองค์ ไม่ถึงจุดหมายปลายทาง (มันสักชาตินึง) บ้างให้มันรู้ไปค่ะ

เพียรต่อไปและเจริญในธรรมนะคะ

ชัย
08-08-2005, 07:33 AM
ถ้าเราไม่ได้ทำ...ก็ไม่ต้องรับสิครับ

penkonthai
08-08-2005, 09:38 AM
บาป บุญ แยกกันโดยสิ้นเชิง หากทำบาปแล้วก็ต้องรับผลกรรมที่กำลังจะตามมา หนีอย่างไรก็ไม่พ้น
หากเราเหยียบมดตาย 1 ตัวก็เป็นบาปแล้ว ฉะนั้นจงมีสติทุกย่างก้าวที่เดิน เพราะเราอาจทำบาปโดยที่ไม่รู้ตัว

Catwater
08-08-2005, 11:07 PM
นั่นสิ (cry) ไม่รู้ว่าพี่ไปทำกรรมอะไร... กะซิก กะซิก... ทำไม ทำไม น้องนิสาถึงหายไปจากเวปปปปป... ฮือ ฮือ ฮือ...[bw-cry]

อักขรสั จร
09-08-2005, 01:47 AM
บาปล้างไม่ได้ ไม่ว่าใครก็ล้างไม่ได้
ศาสนาพุทธสามารถช่วยให้ลดกรรมที่จะโดนได้
เลื่อนออกไปก็ได้

neomagic
20-10-2005, 02:39 PM
ผมสนับสนุนแนวคิดเรื่องบุญบาปก็เหมือนน้ำกะเกลือ. อีก 1 เสียงครับ
คือถ้าน้ำมากก็ชลอความเค็มลงไปได้ แต่ถ้ากินบุญเก่าหมด(น้ำละเหยหมด) แต่ยังใช้บาปไม่หมดก็ยังต้องรับบาปกรรม(กินเกล็ดเกลือ)อยู่ดี

ล้างไม่ได้แต่ชะลอให้มันเกิดช้าลงได้ คิดเหมือนกะทุกๆคนครับ


หากเราเหยียบมดตาย 1 ตัวก็เป็นบาปแล้ว

อันนี้ผมก็คิดเห็นเหมือนกับคุณครับ คือถ้าเราเผลอเหยียบมดตายนั้น ใช่ล่ะที่เราไม่ผิดศีล แต่ยังถือว่าบาปอยู่แต่เป็นบาปที่เบากว่าตั้งใจฆ่ามดตายอย่างมาก.

และก็เข้าใจเหมือนกะทุกคนครับที่ว่า ทางเดียวที่อกุศลกรรมจะตามเราไม่ได้คือ นิพพาน เท่านั้น.

ผมก็ลูกศิษย์หลวงพ่ออีกคนนึงครับ. แต่ยังมีกิเลสครบ พยายามให้มันเจือจางลงให้มากที่สุด ชาตินี้หวังพระโสดาบันให้ได้ครับ.

poramase
20-10-2005, 09:47 PM
กรรมสามารถเลื่อนการให้ผลได้ สามารถเจือจางได้จากที่มีผู้ตอบกระทู้ข้างต้น ด้วยการเติมบุญให้มากพอ ผลของกรรมอาจกลายเป็นการส่งผลที่น้อยลง แต่นานขึ้นจนกว่าจะหมด อาจชาติเดียวหรือหลายชาติภพ
การแผ่เมตตาจะช่วยแก้กรรมได้หากจิตพยาบาทของเจ้ากรรมนายเวรได้รับผลบุญและอนุโมทนา แต่จะหายได้หมดหากเขาให้อโหสิกรรม
กรรมจัดลำดับการให้ผลเสมอทั้งกรรมดีและชั่ว คนที่ทำชั่วแล้วยังเสวยสุขอยู่ได้ด้วยบุญเก่าเดิมให้ผลอยู่ กรรมชั่วจึงยังไม่แสดงผล ซึ่งอาจไม่ส่งผลให้เห็นในชาติภพนี้เลยก็ได้ แต่ ให้เชื่อเถอะว่า อย่างไรก็ยังต้องให้ผลอยู่ดี
การเหยียบมดโดยไม่ตั้งใจไม่ถือเป็นกรรม แต่เป็นกริยา อาจส่งผลได้เช่นกันหากผู้ถูกกระทำเกิดความเจ็บแค้น แต่การส่งผลจะน้อยกว่าการทำด้วยตั้งใจหรือครบองค์คือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ความหนักเบายังขึ้นอยู่กับชั้นของผู้ถูกกระทำเช่น สัตว์เล็กหรือสัตว์ใหญ่ คนมีศีลหรือคนทุศีล ก็ให้ผลกรรมแตกต่างกันด้วย จึงพึงระวังหากทำกรรมโดยไม่ตั้งใจกับผู้มีศีล เพราะผลที่กลับมา อาจจะเป็นเท่าทวีคูณ และคนเดินดินบางท่านอาจมองเผินๆว่าเป็นคนธรรมดา หากท่านเป็นอริยะบุคคลละ การทำกรรมกับบุคคลนั้นอาจเป็นบาปใหญ่หลวงแก่เราก็ได้

Attawat_Rx
20-10-2005, 10:17 PM
พระเยซูท่านให้สารภาพบาปเพื่อที่จะให้คนทำผิดจำเอาไว้ จะได้ไม่ทำอีกครับ
คล้ายๆกับการแสดงอาบัติของพระ
แต่คนมาบันทึกผิดกันเองทีหลังครับ


ครับเป็นเรื่องที่หลวงพ่อฤาษีท่านได้พบและพูดกับพระเยซูครับ....

atom16@chaiyo.com
01-11-2005, 08:05 PM
บาปเหมือนกับน้ำดำในแก้ว1ใบ
แต่ถ้าเราเติมน้ำบริสุทธิลงไปในแก้ว
น้ำสีดำก็เริ่มเจือจางลงไป..เหมือนกับการทำความดีนั่นแหล่ะ
ความชั่วก็ยังอยู่เหมือนเดิม...แต่มันน้อยจนแทบมองไม่เห็น
เหมือนกับการเติมน้ำสะอาดลงในแก้วครับ