Sukit
27-12-2005, 10:52 AM
ขอเชิญร่วมสร้าง
พระพุทธศาสนานุภาพ ลาภมงคลสมาธิรังษิธร
ณ แดนพุทธภูมิ สถานที่แสดงปฐมเทศนา ประเทศอินเดีย
คณะกรรมการมูลนิธิมฤคทายวันมหาวิหารกำลังสร้างพระพุทธรูปสลักหินปางยืนประทานพร สูง ๕๘ ฟุต ๙ นิ้ว ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง ด้านหน้าวัดไทยสารนาถ ทรงหันพระพักตร์สู่องค์เมกขสถูป ตำบลสารนาถ นครพารานสี ประเทศอินเดีย งบประ มาณ ๑๒ ล้านบาท
เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพ ฯ เดินทางไปเปิดสำนักวิปัสสนากรรมฐานที่ มฤคทายวันมหาวิหาร (วัดไทยสารนาถ) ได้มีจิตศรัทธาบริจาคปัจจัยสมทบการก่อสร้างจำนวน ๒ ล้านบาท และถวายพระนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า "พระพุทธศาสนานุภาพ ลาภมงคลสมาธิรังษิธร " ซึ่งแปลว่า "พระพุทธเจ้าผู้ทรงไว้ซึ่งรัศมีธรรม อันบังเกิดจากสมาธิภาวนา เป็นเหตุนำมาซึ่งลาภ และความเป็นสิริมงคล พร้อมมูลด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธศาสนา"
พระพุทธรูปองค์นี้ จำลองแบบพุทธศิลป์สมัยคุปตะ ในราวพุทธศตวรรษที่ ๙ ได้รับการขนานนามว่า "ยุคทองของศิลปะอินเดีย" ประติมากรรมสมัยนี้ ได้รับการพัฒนาต่อจากสมัย"คันธาระ"และ"มถุรา" ดังนั้นพระพุทธรูปในยุคนี้จึงประกอบด้วยพุทธลักษณะที่สมบูรณ์ที่สุดและงดงามที่สุด
การสร้างใช้วัสดุหินทรายสีชมพูจากเมืองจูนาร์ จึงนิยมเรียกหินชนิดนี้ว่า "Junar stone" เป็นหินทรายที่มีคุณภาพแข็งแกร่ง คงทนถาวรนับพันปี กษัตริย์ราชวงศ์โมกุลนิยมใช้หินชนิดนี้สร้างพระราชวังกันมาก เป็นต้นว่า "อัคระฟอร์ท" หรือ "ป้อมแดง"ใหญ่โตมาก สร้างกว่าจะเสร็จถึงสี่รัชสมัยแห่งราชวงศ์โมกุล
การสร้างแยกเป็น ๒ ส่วน
ส่วนที่หนึ่ง เป็นฐานพระสูง ๖.๒๕ เมตร สลักลวดลายวิจิตร เป็นพุทธสังเวชนียสถานทั้ง ๔ ตำบล ได้แก่ ลุมพินี สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระพุทธเจ้า สารนาถ สถานที่แสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ กุสินารา สถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน มีดอกบัวหงายอยู่ด่านบนรองรับพระบาททั้งของข้างสลักเสร็จเรียบร้อยแล้วงดงามประณีตมาก
ส่วนที่สอง เป็นองค์พระ สูง ๕๘ ฟุต ๙ นิ้ว (๑๗.๖๒ เมตร) ต้องใช้หินจำนวนกว่า๖๐๐ ก้อน ขนาดของหินกว้าง ๗๐ เซนติเมตร ยาว ๑ เมตร ขณะนี้ พระเศียร พระพักตร์ สูง ๑๓ ฟุต แกะสลักเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้ที่ได้เห็นพระพักตร์พระพุทธรูปองค์นี้แล้ว พากันกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า "งดงามประณีตเหลือเกิน" คณะกรรมการกำลังให้ดำเนินการสลักองค์พระต่อไป ซึ่งต้องใช้ทุนทรัพย์อีกเป็นจำนวนมาก
การแกะสลัก ใช้ช่างแกะสลัก ที่มีความชำนาญอันดับ ๑ ของอินเดีย
วัตถุประสงค์ เพื่อน้อมรำลึกนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระสัมมาสัม
พุทธเจ้า ที่ทรงมีต่อมวลมนุษย์
ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธา ปราถนาจะสร้างมหากุศล อันเป็นมงคลแก่ชีวิตในแดนพุทธ
ภูมิ บริจาคสมทบทุนหรือเป็นเจ้าภาพหินทรายก้อนละ ๑๕,๐๐๐ บาท
บริจาคที่
สำนักงานมูลนิธิมฤคทายวันมหาวิหาร
คณะ ๖ วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ 10220
ธนาณัติ สั่งจ่าย ปณ. หน้าพระลาน โทร 0-2221-4846
อานิสงค์การสร้างพระพุทธรูป
ในวัฏฏังคุลีชาดก กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า พระเจ้าปัสเสนทิโกศล ถวายนมัสการ
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทูลถามว่า "บุรุษสตรีผู้หนึ่งผู้ใด เมื่อได้สร้างพระพุทธปฏิมากร กระทำรูปเปรียบจำลองพระพุทธองค์ ขึ้นไว้ จะได้ประมาณอานิสงส์เช่นไร
พระพุทธเจ้าข้า"
สมเด็จพระบรมศาสดามีพระพุทธดำรัสว่า "ดูกร มหาบพิตร ผู้เป็นมหาราชบุรุษ
หรือสตรีผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยศรัทธา เมื่อได้สร้างพระพุทธปฏิมากรไว้ในพระพุทธศาสนา พระพุทธปฏิมากรนั้น บุคคลจะสร้างด้วยดินเหนียว หรือศิลาก็ตามหรือทำด้วยโลหะแลทองแดงก็ตาม จะทำด้วยไม้ แลสังกะสี ดีบุกก็ตาม จะทำด้วยรัตนะ เงินทองก็
ตาม ผู้ที่สร้างทำนั้น จักได้อานิสงส์ผลอันมากพ้นที่จะนับประมาณ การที่สร้างพระพุทธปฏิมากร หรือปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปก็ดี เป็นประเพณีของพระพุทธเจ้าทั้งหลายซึ่งยัง
เวียนว่ายในวัฏฏสงสาร ครั้งเมื่อตถาคตเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ ได้เห็นนิ้วพระหัตถ์พระพุทธปฏิมากรซึ่งทำด้วยดินเหนียวหักขาดไปนิ้วหนึ่ง จึงนำเอาดินเหนียวมาปั้น
ทำให้เป็นบริบูรณ์เป็นปกติ แล้วทำการสักการบูชาด้วยมาลาแลของหอม ครั้งทำลายเบญจขันธ์ ก็ได้เสวยสมบัติในสวรรค์ ได้เป็นบรมกษัตริย์ในมนุษย์โลก สิ้นกาลนาน ภาย
หลังเมื่อโพธิสมภารพุทธการกธรรมเต็มบริบูรณ์แล้วก็ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า" แล้วทรง
เทศนาถึงอดีตชาติของพระองค์ ดังนี้
ในอดีตกาล มีพ่อค้าคนหนึ่งชื่อ กุลภัทรกุมาร ดัชักชวนพ่อค้าทั้งหลายเดินทางไปค้าขายยังต่างเมือง ระหว่างทางเขาเห็นพระพุทธปฏิมากรทำด้วยดินเหนียวองค์หนึ่ง ซึ่ง
ประดิษฐานอยู่ในพระอาราม ในป่าชัฏ พระพุทธปฏิมากรนั้น มีนิ้วพระหัตถ์หักไปนิ้วหนึ่ง จึงเอาดินเหนียวมาขยำกับน้ำอ้อย ปั้นนิ้วพระหัตถ์พระพุทธปฏิมากรปฏิสังขรณ์ให้
เต็มบริบูรณ์ทั้ง ๕ นิ้ว แล้วเอาเงิน ๕ กหาปนะ ให้หญิงทาสีคนหนึ่ง คอยปฏิบัติรักษา พระพุทธปฏิมากรนั้น และให้มูลค่าประทีป เทียน แลมาลา ของหอม สำหรับบูชาพระปฏิมากรนั้นด้วย ครั้นบูชาแล้ว จึงตั้งความปรารถนาด้วยว่า "อานิสงค์ที่ข้าพเจ้าได้ปฏิสังขรณ์นิ้วพระหัตถ์นี้ ขึ้นชื่อว่าข้าศึกศัตรูทั้งปวง อย่าให้มีเฉพาะหน้าข้าพเจ้าเลย
อนึ่งขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นสัพพัญญูพระพุทธเจ้าในอนาคตด้วยเถิด"
นับแต่นั้นมา ข้าศึกศัตรูและสัตว์ร้ายทั้งหลายทั้งหลาย แม้แต่งู ตะขาบ และแมลง
ป่อง เป็นต้น ก็มิได้กล้ำกลายกุลภัทรกุมาร เมื่อตายไปได้เกิดเป็นเทพในสวรรค์ พวกอสูร
ในเทวโลกก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ พากันหนีหมด เมื่อปฏิสนธิในครรภ์พระอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี เทพบุตรซึ่งเป็นบริวารพันหนึ่งก็มาเกิดในครรภ์ของภรรยาพวกอำมาตย์
เมื่อประสูติพระกุมารแล้ว ในกาลนั้น สัตว์ทั้งหลายมีช้าง แลม้าเป็นต้น แม้จะดื้อเพียงใด เมื่อพระราชกุมารยกนิ้วพระหัตถ์ชี้มาในกาลใด สัตว์เหล่านั้นก็ซวนเซล้มลง
พระราชกุมารจึงได้พระนามว่า "วัฏฏังคุลีราชกุมาร" เมื่อได้ครองราชย์เป็น "พระเจ้าวัฏ
ฏังคุลีราชโพธิสัตว์" ประกอบด้วยเมตตากรุณา ไม่เคยเบียดเบียนชีวิตใดเลย ตั้งมั่นอยู่
ในศีล ในกาลนั้นพระยาร้อยเอ็ดทั้งหลายในชมพูทวีปจึงปรึกษากันจักไปชิงราชสมบัติ
ของพระเจ้าวัฏฏังคุลีราช เพราะเห็นว่าพระองค์ไม่ฆ่าสัตว์เลย คงได้เมืองมาโดยง่าย
เมื่อยกทัพมาประชิดเมืองของพระเจ้าวัฏฏังคุลีราช พระองค์เพียงชี้นิ้วพระหัตถ์ พวกพระยาร้อยเอ็ดและเหล่าทหารก็ตกจากยานพาหนะและหกล้มระเนระนาด พระยาร้อยเอ็ดจึงสวามิภักดิ์ยอมเป็นประเทศราชของพระโพธิสัตว์ สมเด็จพระทศพลจึงตรัส
พระคาถาว่า บุคคลผู้สร้างพระพุทธรูปนั้น จะได้เป็นพระอินทร์ ๘ ครั้ง จะได้เป็นสมเด็จบรมจักรพรรดิ ๘๐ ชาติหรือ ๑๐๐ ชาติ จะได้เป็นพระราชานับประมาณไม่ได้ ผลแห่งการปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมพระพุทธรูปนั้น ไม่ควรคิดว่ามีค่าเท่าใดเพราะเป็นอจินไตย ประมาณไม่ได้ บุคคลผู้ก่อสร้างพระพุทธรูปด้วยปีติเลื่อมใสแล้วจะเกิดในสวรรค์สิ้นกาลนาน ผู้ปลูกมหาโพธิ์ นรชนผู้บวชตน นรชนผู้สร้างพระปฏิมากร นรชนสามจำพวกนี้ จักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเที่ยงแท้.....
พระพุทธศาสนานุภาพ ลาภมงคลสมาธิรังษิธร
ณ แดนพุทธภูมิ สถานที่แสดงปฐมเทศนา ประเทศอินเดีย
คณะกรรมการมูลนิธิมฤคทายวันมหาวิหารกำลังสร้างพระพุทธรูปสลักหินปางยืนประทานพร สูง ๕๘ ฟุต ๙ นิ้ว ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง ด้านหน้าวัดไทยสารนาถ ทรงหันพระพักตร์สู่องค์เมกขสถูป ตำบลสารนาถ นครพารานสี ประเทศอินเดีย งบประ มาณ ๑๒ ล้านบาท
เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพ ฯ เดินทางไปเปิดสำนักวิปัสสนากรรมฐานที่ มฤคทายวันมหาวิหาร (วัดไทยสารนาถ) ได้มีจิตศรัทธาบริจาคปัจจัยสมทบการก่อสร้างจำนวน ๒ ล้านบาท และถวายพระนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า "พระพุทธศาสนานุภาพ ลาภมงคลสมาธิรังษิธร " ซึ่งแปลว่า "พระพุทธเจ้าผู้ทรงไว้ซึ่งรัศมีธรรม อันบังเกิดจากสมาธิภาวนา เป็นเหตุนำมาซึ่งลาภ และความเป็นสิริมงคล พร้อมมูลด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธศาสนา"
พระพุทธรูปองค์นี้ จำลองแบบพุทธศิลป์สมัยคุปตะ ในราวพุทธศตวรรษที่ ๙ ได้รับการขนานนามว่า "ยุคทองของศิลปะอินเดีย" ประติมากรรมสมัยนี้ ได้รับการพัฒนาต่อจากสมัย"คันธาระ"และ"มถุรา" ดังนั้นพระพุทธรูปในยุคนี้จึงประกอบด้วยพุทธลักษณะที่สมบูรณ์ที่สุดและงดงามที่สุด
การสร้างใช้วัสดุหินทรายสีชมพูจากเมืองจูนาร์ จึงนิยมเรียกหินชนิดนี้ว่า "Junar stone" เป็นหินทรายที่มีคุณภาพแข็งแกร่ง คงทนถาวรนับพันปี กษัตริย์ราชวงศ์โมกุลนิยมใช้หินชนิดนี้สร้างพระราชวังกันมาก เป็นต้นว่า "อัคระฟอร์ท" หรือ "ป้อมแดง"ใหญ่โตมาก สร้างกว่าจะเสร็จถึงสี่รัชสมัยแห่งราชวงศ์โมกุล
การสร้างแยกเป็น ๒ ส่วน
ส่วนที่หนึ่ง เป็นฐานพระสูง ๖.๒๕ เมตร สลักลวดลายวิจิตร เป็นพุทธสังเวชนียสถานทั้ง ๔ ตำบล ได้แก่ ลุมพินี สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระพุทธเจ้า สารนาถ สถานที่แสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ กุสินารา สถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน มีดอกบัวหงายอยู่ด่านบนรองรับพระบาททั้งของข้างสลักเสร็จเรียบร้อยแล้วงดงามประณีตมาก
ส่วนที่สอง เป็นองค์พระ สูง ๕๘ ฟุต ๙ นิ้ว (๑๗.๖๒ เมตร) ต้องใช้หินจำนวนกว่า๖๐๐ ก้อน ขนาดของหินกว้าง ๗๐ เซนติเมตร ยาว ๑ เมตร ขณะนี้ พระเศียร พระพักตร์ สูง ๑๓ ฟุต แกะสลักเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้ที่ได้เห็นพระพักตร์พระพุทธรูปองค์นี้แล้ว พากันกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า "งดงามประณีตเหลือเกิน" คณะกรรมการกำลังให้ดำเนินการสลักองค์พระต่อไป ซึ่งต้องใช้ทุนทรัพย์อีกเป็นจำนวนมาก
การแกะสลัก ใช้ช่างแกะสลัก ที่มีความชำนาญอันดับ ๑ ของอินเดีย
วัตถุประสงค์ เพื่อน้อมรำลึกนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระสัมมาสัม
พุทธเจ้า ที่ทรงมีต่อมวลมนุษย์
ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธา ปราถนาจะสร้างมหากุศล อันเป็นมงคลแก่ชีวิตในแดนพุทธ
ภูมิ บริจาคสมทบทุนหรือเป็นเจ้าภาพหินทรายก้อนละ ๑๕,๐๐๐ บาท
บริจาคที่
สำนักงานมูลนิธิมฤคทายวันมหาวิหาร
คณะ ๖ วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ 10220
ธนาณัติ สั่งจ่าย ปณ. หน้าพระลาน โทร 0-2221-4846
อานิสงค์การสร้างพระพุทธรูป
ในวัฏฏังคุลีชาดก กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า พระเจ้าปัสเสนทิโกศล ถวายนมัสการ
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทูลถามว่า "บุรุษสตรีผู้หนึ่งผู้ใด เมื่อได้สร้างพระพุทธปฏิมากร กระทำรูปเปรียบจำลองพระพุทธองค์ ขึ้นไว้ จะได้ประมาณอานิสงส์เช่นไร
พระพุทธเจ้าข้า"
สมเด็จพระบรมศาสดามีพระพุทธดำรัสว่า "ดูกร มหาบพิตร ผู้เป็นมหาราชบุรุษ
หรือสตรีผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยศรัทธา เมื่อได้สร้างพระพุทธปฏิมากรไว้ในพระพุทธศาสนา พระพุทธปฏิมากรนั้น บุคคลจะสร้างด้วยดินเหนียว หรือศิลาก็ตามหรือทำด้วยโลหะแลทองแดงก็ตาม จะทำด้วยไม้ แลสังกะสี ดีบุกก็ตาม จะทำด้วยรัตนะ เงินทองก็
ตาม ผู้ที่สร้างทำนั้น จักได้อานิสงส์ผลอันมากพ้นที่จะนับประมาณ การที่สร้างพระพุทธปฏิมากร หรือปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปก็ดี เป็นประเพณีของพระพุทธเจ้าทั้งหลายซึ่งยัง
เวียนว่ายในวัฏฏสงสาร ครั้งเมื่อตถาคตเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ ได้เห็นนิ้วพระหัตถ์พระพุทธปฏิมากรซึ่งทำด้วยดินเหนียวหักขาดไปนิ้วหนึ่ง จึงนำเอาดินเหนียวมาปั้น
ทำให้เป็นบริบูรณ์เป็นปกติ แล้วทำการสักการบูชาด้วยมาลาแลของหอม ครั้งทำลายเบญจขันธ์ ก็ได้เสวยสมบัติในสวรรค์ ได้เป็นบรมกษัตริย์ในมนุษย์โลก สิ้นกาลนาน ภาย
หลังเมื่อโพธิสมภารพุทธการกธรรมเต็มบริบูรณ์แล้วก็ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า" แล้วทรง
เทศนาถึงอดีตชาติของพระองค์ ดังนี้
ในอดีตกาล มีพ่อค้าคนหนึ่งชื่อ กุลภัทรกุมาร ดัชักชวนพ่อค้าทั้งหลายเดินทางไปค้าขายยังต่างเมือง ระหว่างทางเขาเห็นพระพุทธปฏิมากรทำด้วยดินเหนียวองค์หนึ่ง ซึ่ง
ประดิษฐานอยู่ในพระอาราม ในป่าชัฏ พระพุทธปฏิมากรนั้น มีนิ้วพระหัตถ์หักไปนิ้วหนึ่ง จึงเอาดินเหนียวมาขยำกับน้ำอ้อย ปั้นนิ้วพระหัตถ์พระพุทธปฏิมากรปฏิสังขรณ์ให้
เต็มบริบูรณ์ทั้ง ๕ นิ้ว แล้วเอาเงิน ๕ กหาปนะ ให้หญิงทาสีคนหนึ่ง คอยปฏิบัติรักษา พระพุทธปฏิมากรนั้น และให้มูลค่าประทีป เทียน แลมาลา ของหอม สำหรับบูชาพระปฏิมากรนั้นด้วย ครั้นบูชาแล้ว จึงตั้งความปรารถนาด้วยว่า "อานิสงค์ที่ข้าพเจ้าได้ปฏิสังขรณ์นิ้วพระหัตถ์นี้ ขึ้นชื่อว่าข้าศึกศัตรูทั้งปวง อย่าให้มีเฉพาะหน้าข้าพเจ้าเลย
อนึ่งขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นสัพพัญญูพระพุทธเจ้าในอนาคตด้วยเถิด"
นับแต่นั้นมา ข้าศึกศัตรูและสัตว์ร้ายทั้งหลายทั้งหลาย แม้แต่งู ตะขาบ และแมลง
ป่อง เป็นต้น ก็มิได้กล้ำกลายกุลภัทรกุมาร เมื่อตายไปได้เกิดเป็นเทพในสวรรค์ พวกอสูร
ในเทวโลกก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ พากันหนีหมด เมื่อปฏิสนธิในครรภ์พระอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี เทพบุตรซึ่งเป็นบริวารพันหนึ่งก็มาเกิดในครรภ์ของภรรยาพวกอำมาตย์
เมื่อประสูติพระกุมารแล้ว ในกาลนั้น สัตว์ทั้งหลายมีช้าง แลม้าเป็นต้น แม้จะดื้อเพียงใด เมื่อพระราชกุมารยกนิ้วพระหัตถ์ชี้มาในกาลใด สัตว์เหล่านั้นก็ซวนเซล้มลง
พระราชกุมารจึงได้พระนามว่า "วัฏฏังคุลีราชกุมาร" เมื่อได้ครองราชย์เป็น "พระเจ้าวัฏ
ฏังคุลีราชโพธิสัตว์" ประกอบด้วยเมตตากรุณา ไม่เคยเบียดเบียนชีวิตใดเลย ตั้งมั่นอยู่
ในศีล ในกาลนั้นพระยาร้อยเอ็ดทั้งหลายในชมพูทวีปจึงปรึกษากันจักไปชิงราชสมบัติ
ของพระเจ้าวัฏฏังคุลีราช เพราะเห็นว่าพระองค์ไม่ฆ่าสัตว์เลย คงได้เมืองมาโดยง่าย
เมื่อยกทัพมาประชิดเมืองของพระเจ้าวัฏฏังคุลีราช พระองค์เพียงชี้นิ้วพระหัตถ์ พวกพระยาร้อยเอ็ดและเหล่าทหารก็ตกจากยานพาหนะและหกล้มระเนระนาด พระยาร้อยเอ็ดจึงสวามิภักดิ์ยอมเป็นประเทศราชของพระโพธิสัตว์ สมเด็จพระทศพลจึงตรัส
พระคาถาว่า บุคคลผู้สร้างพระพุทธรูปนั้น จะได้เป็นพระอินทร์ ๘ ครั้ง จะได้เป็นสมเด็จบรมจักรพรรดิ ๘๐ ชาติหรือ ๑๐๐ ชาติ จะได้เป็นพระราชานับประมาณไม่ได้ ผลแห่งการปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมพระพุทธรูปนั้น ไม่ควรคิดว่ามีค่าเท่าใดเพราะเป็นอจินไตย ประมาณไม่ได้ บุคคลผู้ก่อสร้างพระพุทธรูปด้วยปีติเลื่อมใสแล้วจะเกิดในสวรรค์สิ้นกาลนาน ผู้ปลูกมหาโพธิ์ นรชนผู้บวชตน นรชนผู้สร้างพระปฏิมากร นรชนสามจำพวกนี้ จักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเที่ยงแท้.....