PDA

View Full Version : พลังจิตเหนี่ยวนำ


อารยเมตตรัยพุทธเจ้า
12-12-2004, 05:20 PM
พลังจิตเหนี่ยวนำ

การฝึกฝนจิตเพื่อบรรลุอรหัตผลของพระศรีอารย์ ใช้หลักการของพลังจิตเหนี่ยวนำ บังเกิดจากแรงดึงดูดระหว่าง ฌานสมาบัติและพุทธคุณ ฌานสมาบัติมีสถานะเป็นประจุไฟฟ้าบวก (โปร ตรอน) เป็นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าขั้วเหนือ เป็นพลังจิตขององค์อินทร์ พุทธคุณมีสถานะเป็นประจุไฟฟ้าลบ (อิเล็คตรอน) เป็นสนามแม่เหล็กขั้วใต้ เป็นพลังจิตของแม่พระธรณี พลังจิตทั้งสองชนิดคือโปรตรอนและอิเล็คตรอน ล้วนแล้วแต่ถูกนำมาใช้ยึดโยง โลกและจักรวาลไว้ด้วยกัน ทั้ง 10,000 สากลจักรวาล ทั่วทั้งมหาสากลจักรวาล ทั้งนี้โดยอาศัยแรงดูด แรงผลัก ของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าจากขั้วโลกเหนือ และขั้วโลกใต้ ในวงโคจรเดียวกัน ล้วนแล้วแต่บังเกิดจากแรงดึงดูดกันระหว่างขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ยึดโยงกันเป็นวงกลม ในแต่ละวงโคจรล้วนผลักกันด้วยแรงผลักจากสนามแม่เหล็กจากขั้วโลกซึ่งอยู่วงโคจรถัดไป ไขว้ประสานกันด้วยแรงดึงดูด ของขั้วโลกซึ่งแตกต่างกันในแนวทแยงมุม รายละเอียดทั้งหลายข้าพเจ้าได้อรรถาธิบายไว้ในหนังสือธรรมของพระศรีอารย์ ชื่อ “ธรรมจักรกัปวัฏสูตร” ชีวิตมนุษย์เปรียบเสมือนแบตเตอรี่ ซึ่งมีอายุการใช้งานแตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่าได้รับการประจุฌาน ณ ระดับชั้นฌานใด ของสวรรค์ชั้นอาภัสสรพรหม หากแม้นได้รับการประจุฌาน (ประจุไฟฟ้าบวกหรือโปรตรอน) ที่ระดับฌาน 6 ก็จักมีอายุขัยบนโลกมนุษย์เท่ากับ 60 พรรษา ทั้งนี้เนื่องเพราะฌาน หรือปราณ พลังลมปราณ จะหมุนวนภายในร่างกาย โดยวิ่งทวนกับกระแสเลือดทำหน้าที่คุ้มครองนิวเครียส คืออาหารซึ่งส่งไปตามกระแสเลือด เซลล์ซึ่งแบ่งตัวจักต้องมีโปรตรอนวิ่งวนรอบนิวเครียส โดยอาศัยตัวขับเคลื่อนพลังงานคือ อิเล็กตรอนตัวสุดท้ายซึ่งอยู่วงนอกสุดของเซลล์ ดังเช่นดาวพลูโต ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนกรงล้อแห่งจักรวาล นำพาโลกของพระผู้สร้างซึ่งอยู่ตรงกลางให้หมุนตามกันเป็นธรรมจักร เป็นต้นแบบของการสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมานับตั้งแต่ สัตว์เซลล์เดียว ซึ่ง กอรปขึ้นด้วยนิวเครียสอยู่ตรงกลาง ถัดมาเป็นโปรตรอนวิ่งวนรอบนิวเครียส วงโคจรถัดมาเป็นอิเล็กตรอนซึ่งมีหลายวงโคจร วงในสุดมีอิเล็คตรอนมากสุด จนกระทั่งวงโคจรสุดท้ายมีเพียงอิเล็คตรอนเพียงตัวเดียวเป็นตัวขับเคลื่อนพลังงานคือโอโซน หากขาดซึ่งอิเล็คตรอนตัวสุดท้ายซึ่งอยู่วงนอกสุดจักทำให้เซลล์นั้นตายลง เฉกเช่นกับจักรวาลหากแม้นขาดซึ่งดาวพลูโตซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนให้กรงล้อแห่งจักรวาลหรือธรรมจักรหมุนตามกัน บังเกิดฤดูกาลที่เปลี่ยนผันตามกันแล้วสิ่งมีชีวิตทั้งหลายย่อมต้องตายลง หากแม้นจักรวาลหยุดหมุนตรงกับฤดูร้อน โลกก็จักร้อนจนกระทั่งพืชพันธุ์เหี่ยวเฉาตายจนหมดสิ้น แม่น้ำลำธารแห้งขอด หากแม้นจักรวาลหยุดหมุนตรงกับฤดูฝน จักบังเกิดฝนตกจนกระทั่งน้ำท่วมโลกพืชพันธุ์ขาดอากาศหายใจล้วนต้องตายลงเฉกเช่นกัน หากแม้นกรงล้อแห่งจักรวาลหยุดหมุนตรงกับฤดูหนาวโลกก็จักหนาวเย็นจนบังเกิดหิมะปกคลุมไปทั่วทั้งโลก สิ่งมีชีวิตทั้งหลายมิอาจดำรงชีวิตอยู่ได้เฉกเช่นกัน สิ่งมีชีวิตรวมทั้งจักรวาล ยังดำรงอยู่ได้ล้วนแล้วแต่อาศัยพลังจิตเหนี่ยวนำของแม่พระธรณีและองค์อินทร์ทั้งสิ้น กล่าวคือทั่วทั้งมหาสากลจักรวาลล้วนยึดโยงกัน ดึงดูดกันด้วยแรงดึงดูดของสนามแม่เหล็กจากขั้วโลกเหนือซึ่งเป็นพลังจิตขององค์อินทร์ และแรงดึงดูดของสนามแม่เหล็กจากขั้วโลกใต้ซึ่งเป็นพลังจิตของแม่พระธรณี หมุนตามกัน ยึดโยงกันโดยอาศัยพลังจิตเหนี่ยวนำทั้งสิ้น ในสิ่งมีชีวิตก็เฉกเช่นกันดำรงค์ชีวิตอยู่ได้ล้วนต้องอาศัยธาตุไฟ คือฌาน คือปราณ คือโปรตรอน และธาตุลม คือพุทธคุณ คือโอโซน คืออิเล็กตรอนตัวสุดท้ายซึ่งวิ่งวนรอบเซลล์ เซลล์หลายๆเซลล์เมื่อนำมาต่อกันบังเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตขึ้นมา ฌานหรือปราณ คือพลังชีวิตหมุนวนภายในร่างกายโดยมีทิศทางตรงข้ามกับกระแสเลือด ทำหน้าที่คุ้มครองนิวเครียส คืออาหารซึ่งส่งไปตามกระแสเลือด เซลล์ซึ่งแบ่งตัวจักต้องมีโปรตรอนวิ่งวนรอบนิวเครียส โดยอาศัยตัวขับเคลื่อนพลังงานคือ อิเล็กตรอนตัวสุดท้ายซึ่งอยู่วงนอกสุดของเซลล์ ซึ่งก็คืออะตอมของออกซิเจนซึ่งแตกตัวเป็นโอโซน เรียกว่าอตอมมิกแมส คือประจุไฟฟ้าลบ คือพุทธคุณ คือโอโซน เป็นพลังจิตของแม่พระธรณีซึ่งทำงานประสานกับพลังลมปราณ หรือฌาน ซึ่งมีสถานะเป็นประจุไฟฟ้าบวก เป็นโปรตรอน เป็นพลังจิตขององค์อินทร์ ซึ่งคอยเติม โปรตรอนให้กับเซลล์ซึ่งแบ่งตัวขึ้นมาใหม่เพื่อทดแทนเซลล์เดิมซึ่งได้ตายลงไป ได้แก่ผิวหนังซึ่งแห้งขาดความชุ่มชื้น อีกทั้งการเจริญเติบโตของร่างกายมนุษย์ล้วนแล้วต้องอาศัยการแบ่งตัวของเซลล์ ซึ่งล้วนแล้วต้องอาศัยโปรตรอน จากฌาน หรือปราณ ซึ่งได้รับการประจุอายุขัยไว้เป็นพลังชีวิตของมนุษย์แต่ละบุคคล หากแม้นประจุฌานที่ระดับชั้นฌานบนสวรรค์ชั้นอาภัสสรพรหม เท่ากับ 6 อายุขัยบนโลกมนุษย์จักเท่ากับ 60 พรรษาด้วย ทั้งนี้เนื่องเพราะโปรตรอน ซึ่งได้จากพลังลมปราณหรือฌานซึ่งได้รับการประจุมาจะหมดลงไปเรื่อยๆ ตามอายุขัยและการเจริญเติบโต การทดแทนเซลล์ที่ตายไปของมนุษย์ การเจ็บป่วย ทำให้อายุขัยของมนุษย์สั้นลงกว่าอดีตกาลซึ่งสามารถน้อมนำพุทธคุณเข้ามาสู่ร่างกายได้โดยมิรู้สึกตัว กล่าวคือแทรกซึมเข้ามาทางผิวหนัง คือโอโซนบริสุทธิ์จากป่าเขาซึ่งเป็นพลังจิตของแม่พระธรณี อีกทั้งสามารถน้อมนำฌานสมาบัติเข้ามาสู่ร่างกายได้จากการแขวนวัตถุมงคลไว้คุ้มครองกาย เป็นการน้อมนำฌานสมาบัติเข้ามาสู่ร่างกายโดยมิรู้ตัว อิเล็คตรอนจากโอโซนซึ่งแทรกซึมเข้ามาสู่ร่างกายทำให้เซลล์ผิวหนังตายน้อยลง ร่างกายมิต้องสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาเพื่อทดแทนซึ่งในการสร้างเซลล์ใหม่เพื่อทดแทนเซลล์ผิวหนังซึ่งตายไปล้วนแล้วต้องอาศัยโปรตรอน คือฌาน คือพลังลมปราณ คือธาตุไฟ คือประจุไฟฟ้าบวกซึ่งได้รับการประจุมาจากบนสวรรค์ชั้นอาภัสสรพรหมทั้งสิ้น ฌานและพุทธคุณ ล้วนทำงานประสานกันคือฌานมีหน้าที่เติมโปรตรอนให้กับเซลล์พุทธคุณมีหน้าที่รักษาชีวิตของเซลล์ มิให้ตายลงช่วยยืดอายุขัยของมนุษย์ให้ยืนยาวขึ้น สุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ หากแม้นมนุษย์มิรู้จักวิธีการน้อมนำพุทธคุณเข้าสู่ร่างกาย ก็จักทำให้อายุขัยของมนุษย์สั้นลง บังเกิดโรคภัยไข้เจ็บ ติดตามมา ทั้งนี้เนื่องเพราะประจุไฟฟ้าบวก หรือฌาน ซึ่งก็คือพลังชีวิตของมนุษย์ มีพลังเหนี่ยวนำสามารถดึงดูดสรรพสิ่งให้เข้ามาสู่ร่างกายได้ มิว่าเชื้อ ไวรัส ซึ่งมีสถานะเป็นประจุไฟฟ้าบวก เชื้อแบคทีเรียซึ่งมีสถานะเป็นประจุไฟฟ้าลบ อีกทั้งสารพิษต่างๆ หากแม้นถูกดึงดูดเข้าสู่ร่างกาย เป็นสิ่งแปลกปลอมล้วนแล้วแต่ทำให้ร่างกายมนุษย์ต้องเจ็บไข้ทั้งสิ้น นั่นหมายถึงว่าหากแม้นเป็นพุทธคุณ ก็จักทำให้สุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง หากแม้นเป็นสิ่งปนเปื้อน ปะปนเข้ามาสู่ร่างกาย ก็จักเป็นสาเหตุให้เจ็บไข้ ขึ้นได้ ในเด็กทารกซึ่งเกิดมาใหม่ๆจักมิมีภูมิคุ้มกันโรคภัย เจ็บป่วยง่าย ทั้งนี้เนื่องเพราะภายในร่างกายมีเพียงฌานสมาบัติเป็นพลังชีวิต ขาดซึ่งพุทธคุณ ทำให้ร่างกายขาดสมดุล เป็นเหตุให้ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วยง่าย ฌานสมาบัติมีสถานะเป็นสนามแม่เหล็กขั้วเหนือ ย่อมดึงดูดทั้งเชื้อไวรัส ซึ่งมีสถานะเป็นประจุไฟฟ้าบวก และแบคทีเรีย ซึ่งมีสถานะเป็นประจุไฟฟ้าลบ เข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ทั้งทางผิวหนังและลมหายใจ เป็นสาเหตุให้เด็กทารกเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ซึ่งสามารถน้อมนำพุทธคุณเข้ามาสู่ร่างกายได้เองโดยมิรู้ตัว ตามอายุขัยซึ่งได้กำหนดไว้ ตั้งแต่ก่อนลงมาเกิดบนโลกมนุษย์ มนุษย์บางคนถูกกำหนดให้มีอายุขัยสั้นกว่า 50 พรรษา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบาปกรรม เนื่องเพราะการลงมาอุบัติบนโลกมนุษย์ ล้วนแล้วแต่ต้องผจญทุกเข็ญเพื่อชดใช้กรรมทั้งสิ้น หากแม้นประกอบกรรมดี จักได้นำไปอุบัติบนสวรรค์ชั้นดาวดึง มิต้องได้รับทุกเข็ญใดๆ สามารถดื่มกินด้วยโอสถทิพย์ ส่วนสวรรค์ชั้น อาภัสสรพรหม มิอาจดื่มกินได้ เป็นเพียงสถานที่สำหรับประจุพลังชีวิต คือฌานสมาบัติ เพื่อกำหนดอายุขัย ก่อนที่จะนำจิตขึ้นไปบนสวรรค์ชั้น 4 คือกุมารมารตรี เพื่อเล็งทิพย์จักษุ หาตำแหน่งของผู้ซึ่งมีความผูกพันกัน จักได้นำจิตลงไปเกิดเป็นลูกนั่นเอง

แบบแผนการฝึกฝนจิตของพระศรีอารย์ ใช้หลักการของพลังจิตเหนี่ยวนำ กล่าวคืออาศัยพลังดึงดูดระหว่าง ฌานสมาบัติ ซึ่งมีสถานะเป็นสนามแม่เหล็กขั้วเหนือ และพุทธคุณ ซึ่งมีสถานะเป็นสนามแม่เหล็กขั้วใต้ โดยอาศัยสื่อคือวัตถุมงคล พระเครื่อง ซึ่งได้รับการปลุกเสก ขึ้นมาอย่างถูกต้องเพรียบพร้อมไปด้วยพุทธคุณ เป็นการน้อมนำฌานสมาบัติเข้ามาสู่ร่างกาย ภายหลังจากได้รับการประทับฌานจากพระศรีอารย์ และผู้ซึ่งฝึกฝนจิตจนกระทั่งล่วงพ้นฌาน 8 เข้าสู่สูญญตฌาน แล้วนั่นเอง ภายหลังจากได้รับการประทับฌานจากพระศรีอารย์แล้วระดับฌานของผู้ซึ่งต้องการฝึกฝนจิต จักสูงขึ้นระดับฌาน 4 ภายหลังจากนั้นให้ผู้ฝึกฝนจิตน้อมนำพุทธคุณเข้าสู่ร่างกาย ด้วยการโน้มตัวไปข้างหน้า ใช้หน้าผากสัมผัสกับพื้น พุทธคุณจักพวยพุ่งขึ้นจากพื้นพสุธาเข้าสู่จุดฌานซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างคิ้ว ผู้ฝึกฝนจิตจักรู้สึกว่ามีพลังดึงดูดจากพื้นพสุธา มิอาจลุกขึ้นนั่งได้ ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องเพราะพลังดึงดูดระหว่างประจุไฟฟ้าบวกคือฌานขององค์อินทร์และประจุไฟฟ้าลบ คือพุทธคุณของแม่พระธรณีนั่นเอง ให้ผู้ฝึกฝนจิตโน้มตัวไปข้างหน้าใช้หน้าผากสัมผัสกับพื้นจนกว่าจะรู้สึกว่ามีพลังบางอย่างผลักให้ลุกขึ้น จึงน้อมจิตโอนอ่อนไปตามแรงผลักนั้น ภายหลังจากนั้น ให้ใช้มือข้างใดข้างหนึ่งกำวัตถุมงคล เพ่งกระแสจิต คือนึกคิดไปที่วัตถุมงคลซึ่งกำอยู่ พร้อมกับท่อง นะโม ตัสสะ ภควโต อะระหะโต สัมมา สัมพุท ธัสสะ จักปรากฎว่ามีพลังดึงดูดมือซึ่งกำพระเครื่อง หรือวัตถุมงคลนั้น ให้เคลื่อนที่ไปให้ผู้ฝึกฝนจิต น้อมจิตไปกับพลังดึงดูดนั้น โดยมิสติอยู่กับลมหายใจ เข้าออก มีสมาธิอยู่กับการเคลื่อนที่ของมือแขน โดยนึกคิดไปที่วัตถุมงคลซึ่งกำอยู่ การกระทำดังกล่าวเรียกว่าการทำ กายคตาสติ เป็นการน้อมนำ ฌานสมาบัติเข้ามาสู่ร่างกาย โดยผ่านสื่อคือพุทธคุณในวัตถุมงคลซึ่งกำอยู่ ภายหลังจากนั้น ให้น้อมนำพุทธคุณเข้าสู่ร่างกายด้วยการนำวัตถุมงคลนั้น มาแขวนคอไว้ วางมือไว้บนขาทั้งสองข้าง เพ่งกระแสจิตไปที่มือทั้งสองข้าง จะรู้สึกว่ามีพลังดึงดูดมือให้เคลื่อนที่ไป ฉวัดเฉวียนไปตามพลังสมาธิ เป็นการน้อมนำพุทธคุณเข้ามาสู่ร่างกาย ในอีกรูปแบบหนึ่ง ในทุกขั้นตอนของการฝึกฝนจิตจักต้องมีสติอยู่กับลมหายใจ โดยมิต้องท่อง บทสวดใดๆ เพียงแค่ให้รู้ว่าหายใจเข้า หายใจออก เฉพาะช่วงที่จิตใจฟุ้งซ่าน มิอาจรวบรวมสมาธิไว้ ณ จุดเดียวกันได้ เป็นธรรมชาติของจิตซึ่งจักครุ่นคิดตลอดเวลา มิอาจหยุดนิ่ง หากแม้นสามารถรวบรวมสมาธิไว้ ณ จุดๆเดียวได้ จักบังเกิดเป็นพลังจิต พลังความคิด การฝึกฝนจิตด้วยการทำกายคตาสติ ก็เฉกเช่นกัน ผู้ซึ่งฝึกฝนจิตล้วนได้รับผัสสะ คือพลังดึงดูดให้มือแขน เคลื่อนที่ไป เพียงแต่ผู้ซึ่งต้องการฝึกฝนจิตจักต้องเรียนรู้พื้นฐานการทำสมาธิด้วย อาณาปานสติ ให้ได้เสียก่อน ซึ่งกระทำได้มิยากเย็นแต่ประการใด สามารถฝึกฝนจิตควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิตมิว่าจักทำงาน เรียนหนังสือ นั่ง นอน ยืน เดิน อ่านหนังสือ ดูทีวี วิ่งออกกำลังกาย ทุกๆอิริยาบถของการดำเนินชีวิต ล้วนสามารถฝึกฝนสมาธิขั้นพื้นฐาน ได้ โดยอาศัย อาณาปานสติ คือมีสติอยู่กับลมหายใจ มีสมาธิอยู่กับกิจกรรมที่กระทำอยู่ มีสติสัมปชัญญะ ตลอดเวลา หมายถึงมีสติอยู่กับลมหายใจ เพียงแค่ให้รู้ว่าหายใจเข้า หายใจออก โดยมิต้องท่องบ่นใดๆ มีสติคือคิดได้ เมื่อความคิดฟุ้งซ่านไปคิดเรื่องอื่นซึ่งไม่เกี่ยวกับกิจกรรมซึ่งกระทำอยู่ มิว่าจักอ่านหนังสือ หรือทำงาน แม้กระทั่งเดินออกกำลังกาย การดึงความคิด คือจิตที่ฟุ้งกระจาย กลับมาคิด จดจ่ออยู่กับเรื่องเพียงเรื่องเดียว ทีละเรื่องสามารถกระทำได้โดย ดึงความคิดกลับมาไว้ยังที่ตั้งของจิตคือลมหายใจเข้าออก เมื่อความคิดฟุ้งซ่านออกไปให้กลับมาพิจารณาลมหายใจเข้าออก เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ภายหลังจากนั้นจึงเบี่ยงเบนสมาธิกลับมายัง กิจกรรมซึ่งกำลังกระทำอยู่ มิว่าจะเป็นอ่านหนังสือ ทำงาน คือตั้งใจทำงาน ตั้งใจอ่านหนังสือ ตั้งใจครุ่นคิด เพื่อหาหนทางแก้ไขปัญหา นี่คือการฝึกฝนจิต แบบ ถิรวัตร คือฝึกฝนจิตควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิต นั่นเอง นั่นหมายถึงมีสติอยู่กับลมหายใจ มีสัมปชัญญะอยู่กับกิจกรรมซึ่งกำลังกระทำอยู่ นั่นเอง

ธรรมชาติของจิตจักไม่หยุดนิ่ง ผู้ที่มีสมาธิ สามารถรวบรวมสมาธิไว้ ณ จุดๆเดียวได้ จักบังเกิดพลังความคิด พลังจิต สามารถครุ่นคิดหาหนทาง ในการแก้ไขปัญหา สามารถจดจำ สามารถพิจารณาแยกแยะ ผิดชอบชั่วดี ได้ การทำกายคตาสติ ก็เฉกเช่นกันล้วนต้องอาศัยพื้นฐานการฝึกฝนจิตแบบ ถิรวัตร คือการฝึกฝนจิตให้มีสติสัมปชัญญะ กล่าวคือมีสติการมีสติอยู่กับลมหายใจ มีสัมปชัญญะอยู่กับผัสสะ คือพลังดึงดูดซึ่งนำพามือแขนให้เคลื่อนที่ไปนั่นเอง เป็นการน้อมนำฌานสมาบัติ และพุทธคุณ ซึ่งหมายถึงพลังชีวิตเข้ามาสู่ร่างกาย ดังเฉกเช่นการนำแบตเตอรี่ซึ่งใช้งานมานานจนเกือบหมดประจุไฟฟ้ามาประจุไฟฟ้าเพิ่ม(Charger) เป็นผลให้แบตเตอรี่ลูกนั้นมีอายุการใช้งานได้นานขึ้น มิหมดพลังชีวิตไปก่อน หากแม้นฝึกฝนจิตจนกระทั่งบรรลุฌาน 8 จักทำให้อายุขัยยาวนาน 80 พรรษา ซึ่งเป็นอายุขัยมาตรฐานของมนุษย์ หากแม้นต้องการเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่ ซึ่งมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ถึง 100 พรรษา จักต้องฝึกฝนจิตจนกระทั่งบรรลุอรหัตผล น้อมนำฌานสมาบัติ และพุทธคุณเข้ามาสู่ร่างกาย ต่ออายุขัยให้กับตนเอง ดังเฉกเช่นบรรดาพระอรหันต์ได้กระทำเป็นตัวอย่าง อาทิ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโณ ซึ่งเป็นพระอรหันต์ซึ่งมีบารมีมาก สามารถน้อมนำฌานสมาบัติและพุทธคุณเข้ามาสู่ร่างกายได้มาก ทำให้อายุขัยยาวนาน ร่วม 100 พรรษา แล้วนั่นเอง
พลังจิตเหนี่ยวนำ พลังจักรวาล และฌานสมาบัติ

การน้อมนำพุทธคุณ และฌานสมาบัติเข้ามาสู่ร่างกาย สามารถกระทำได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง โดยใช้หลักการของการรับพลังจักรวาล ของปรมจารย์ เลือง มิน ด๋าง เพียงแต่ต้องกระทำควบคู่กับการทำกายคตาสติ เพื่อน้อมนำฌานสมาบัติเข้ามาสู่ร่างกาย กล่าวคือ ภายหลังจากได้รับการประทับฌานจนกระทั่งสัมผัสกับพลังจิตเหนี่ยวนำ สามารถน้อมนำฌานสมาบัติเข้าสู่ร่างกายโดยอาศัยสื่อคือวัตถุมงคลซึ่งกำอยู่ในมือ บังเกิดพลังดึงดูดมือแขนให้เคลื่อนที่ฉวัดเฉวียนไปมา (บางคนเรียกว่าการปลุกพระ) เป็นการน้อมนำฌานสมาบัติเข้ามาสู่ร่างกายด้วยการกำหนดจิตไว้ที่วัตถุมงคลซึ่งกำอยู่ กล่าวคือมีสติอยู่กับลมหายใจ มีสมาธิอยู่กับผัสสะ คือพลังจิตเหนี่ยวนำซึ่งนำพามือแขนให้เคลื่อนที่ไปนั่นเอง ภายหลังจากนั้นต้องน้อมนำพุทธคุณเข้ามาสู่ร่างกายด้วยการนำวัตถุมงคลนั้นมาคล้องคอไว้ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ นำมือทั้งสองข้างวางไว้บนตัก มีสติอยู่กับลมหายใจ มีสมาธิอยู่กับมือซึ่งวางอยู่บนตัก จักปรากฎพลังดึงดูดมือแขนให้เคลื่อนที่ไปได้เฉกเช่นกัน เป็นพลังดึงดูดระหว่างฌานสมาบัติซึ่งน้อมนำเข้ามาสู่ร่างกาย กับพุทธคุณซึ่งอยู่ภายนอก เป็นการน้อมนำพุทธคุณเข้ามาสู่ร่างกายนั่นเอง เป็นการฝึกฝนจิตโดยอาศัยหลักการของ พลังจิตเหนี่ยวนำ การทำกายคตาสติ ซึ่งเป็นธรรมขั้นสูง สามารถอรรถาธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิต เป็นวิศวกรรมศาสตร์ สาขาจิตศาสตร์ เป็นพลังจิต กระแสจิต
การน้อมนำพุทธคุณและฌานสมาบัติเข้ามาสู่ร่างกายด้วยหลักการของพลังจักรวาล โดยมิต้องอาศัยสื่อคือวัตถุมงคลกระทำดังนี้ มีสติอยู่กับลมหายใจ มีสมาธิอยู่กับผัสสะ คือความรู้สึกร้อนที่กลางศีรษะ เนื่องเพราะการรับพลังจักรวาลจักต้องกำหนดจิต คือรวมรวมสมาธิ รวบรวมฌานสมาบัติไว้กลางศีรษะ ซึ่งเรียกว่า จักรที่ 7 เป็นจุดรับพลังจักรวาล หรือพุทธคุณซึ่งถูกส่งมาจากสวรรค์ชั้นสุขาวดี บังเกิดจากพลังจิตเหนี่ยวนำจากการรวบรวมประจุไฟฟ้าบวกไปไว้ ณ ที่แห่งเดียวคือตรงกลางศีรษะ บังเกิดเป็นพลังดึงดูดสามารถน้อมนำพุทธคุณ ซึ่งมีสถานะเป็นประจุไฟฟ้าลบเข้ามาสู่ร่างกายได้เฉกเช่นกัน เพียงแต่กระทำตรงกันข้ามกับวิธีการฝึกฝนจิตโดยอาศัยสื่อคือวัตถุมงคลซึ่งเป็นการน้อมนำฌานสมาบัติเข้ามาสู่ร่างกายก่อนภายหลังจากนั้นจึงกระทำกายคตาสติ เพื่อน้อมนำพุทธคุณเข้ามาสู่ร่างกาย ในภายหลัง หากเพียงแต่ว่าการฝึกตามแบบของพลังจักรวาลเป็นการน้อมนำพุทธคุณเข้ามาสู่ร่างกายก่อนด้วยการรวบรวมฌานสมาบัติไว้กลางศีรษะ ภายหลังจากนั้นให้ย้ายจุดเพ่งไปที่มือทั้งสองข้างซึ่งวางอยู่บนตัก จักปรากฎพลังดึงดูดมือแขนให้เคลื่อนที่ฉวัดเฉวียนไปมาเฉกเช่นกัน เป็นการน้อมนำฌานสมาบัติเข้ามาสู่ร่างกายนั่นเอง

ภายหลังจากฝึกฝนจิตเพื่อน้อมนำฌานสมาบัติและพุทธคุณเข้ามาสู่ร่างกายได้แล้ว ให้ผู้ฝึกฝนจิตทำการแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์ สรรพเวสี นิรสัตว์ เปรต เจ้ากรรม นายเวร เพื่อส่งวิญญาณเร่รอนทั้งหลาย(สรรพเวสี) ขึ้นสู่สวรรค์ชั้นอาภัสสรพรหมกลับคืนสู่ที่ตั้งจิต ทั้งนี้เนื่องเพราะบรรดาสรรพเวสีทั้งหลาย ซึ่งหมายถึงจิตมนุษย์ซึ่งมิได้ตายเพราะหมดอายุขัย ตายเพราะโรคภัย แต่ตายเพราะถูกฆ่า ตายเพราะอุบัติเหตุ พญามัจจุราชมิได้เป็นผู้คร่าชีวิตตามกำหนดเวลา ท้าวเวสสุวรรณ มิอาจนำตัวไปพิจารณาคดีที่นิรภิมที่ 1 ได้จักต้องกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน สิงสถิตย์อยู่กับสัตว์สรรพวัฏชั้นต่ำได้แก่ สุนัขจรจัด แมวไร้เจ้าของ อีกทั้งรวมถึง ตุ๊กแก ค้างคาว เพื่อจักได้สามารถกัดกินอาหารได้นั่นเอง ดังนั้นผู้ซึ่งฝึกฝนจิตจนบรรลุฌานแล้วย่อมสามารถแผ่เมตตา พวยพุ่งพุทธคุณซึ่งเป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งให้กับจิตสรรพสัตว์ บังเกิดปิติสุข ได้รับกุศลผลบุญ จากการแผ่เมตตาด้วยเจโตสมาธิ ได้รับเจโตวิมุติ ล้วนได้รับการอโหสิกรรมจากบรรดาเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ซึ่งเคยก่อกรรมไว้นับตั้งแต่อดีตชาติ ก็ดีรวมทั้งชาติภิมปัจจุบัน ก็ดี หากแม้นการแผ่เมตตากระทำพร้อมกันหลายคนในหมู่กัลยาณมิตร ย่อมบังเกิดพุทธคุณพวยพุ่งเข้าหาจิตสรรพสัตว์สามารถส่งจิตสรรพเวสีซึ่งสิงสถิตย์อยู่กับสัตว์สรรพวัฏ ขึ้นสู่สวรรค์ชั้นอาภัสสรพรหมได้ มิอาจเป็นการกระทำผิดกฎแห่งกรรมเนื่องเพราะจิตซึ่งถูกส่งขึ้นสู่สวรรค์ชั้นอาภัสสรพรหม จักถูกท้าวเวสสุวรรณนำตัว ไปส่งต่อให้นายนิรบาลพิจารณาคดีที่นิรภิมที่ 1 ได้ นับว่าเป็นบุญกุศล ให้ผู้ซึ่งฝึกฝนจิตพึงรำลึกอยู่เสมอว่าจิตสรรพเวสีทั้งหลายมิได้มาทำร้าย เพียงแต่มาขอส่วนบุญ ด้วยการแสดงภาพลวงตาให้ผู้ซึ่งกำลังฝึกฝนจิตได้พบเห็น หากแม้นเห็นภาพนิมิตเหล่านั้นให้ผู้ซึ่งกำลังฝึกฝนจิตอยู่แผ่เมตตา โดยหงายมือขึ้นวางมือไว้บนตัก พร้อมกับสวดบทสวดพุทธคุณ ดังนี้ อิติปิโส ภควา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจาระนะสัมปันโน สุคะโตโลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภควา ติ พร้อมทั้งรำลึกแผ่เมตตาให้กับสรรพเวสีเหล่านั้น จักได้ไม่แสดงภาพลวงตาเหล่านั้นให้เห็นอีก ในขณะที่ทำการแผ่เมตตาจักปรากฎพลังดึงดูดจากภายนอกนำพามือให้เคลื่อนที่ตามตำแหน่งซึ่งจิตวิญญาณเหล่านั้นอาศัยอยู่ เป็นอาการ เป็นผัสสะ ซึ่งผู้ฝึกฝนจิตจักได้สัมผัสเฉกเช่นกันการแผ่เมตตาด้วยเจโตสมาธิ ได้รับเจโตวิมุติ คือปิติสุข มิใช่ความสุขจากการดื่มกิน เรียกว่า สัมมัปปทาน เป็นการให้ทานทางผัสสะคือความรู้สึก ได้บุญกุศลมาก สามารถแผ่เมตาคือพุทธคุณให้กับรุกข์เทวดา เป็นที่รักของมวลหมู่ทวยเทพ ได้รับการคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งชั่วร้ายมิกล้าเข้าใกล้เนื่องเพราะเกรงกลัวพุทธคุณ คือพลังจิตสามารถคุ้มครองผู้ประพฤติธรรมได้ นั่นเอง