View Full Version : ฉบับที่ ๒๒ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘
paang
20-12-2005, 03:39 AM
http://www.grathonbook.net/book/images2/name22.jpghttp://www.grathonbook.net/book/images/page1.jpg <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 height=21></TD><TD align=middle width="100%" background=images/up.gif height=21></TD><TD></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๔
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ
ถาม : ทุกวันนี้ยังมีดวงจิตที่เกิดขึ้นใหม่ไหมครับ ?
ตอบ : มีจ้ะ เมื่อเวลาถึงวาระที่เหมาะสม สามารถมีเกิดขึ้นมาได้อีกเรื่อย ๆ แต่ว่าเทวดาทั้งหมดรวมกันยังไม่เท่ากับนรกขุมเดียว ข้างล่างนี่รอขึ้นมามีเยอะเหลือเกิน น่าตกใจไหม ? เยอะขนาดนั้น สวรรค์แต่ละชั้นนี่ไม่ใช่เล็ก ๆ นะ เอาโลกมนุษย์หย่อนลงไปในสวรรค์ชั้นหนึ่งคงเหมือนเม็ดถั่วเม็ดหนึ่งในเข่งเบ้อเร่อเลย แต่เทวดาที่เยอะขนาดนั้นแล้ว รวมกันทุกชั้นแล้ว ยังไม่เท่ากับที่อยู่ในอบายภูมิขุมเดียว
ถาม : เขามีที่บรรจุหรือเจ้าคะ ?
ถ้าไม่มีคนทำดีทำชั่ว นรก สวรรค์ พรหม นิพพาน ไม่ต้องมีก็ได้ แต่คราวนี้เมื่อมีการกระทำขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ก็เกิดมารองรับการกระทำอันนั้น ผลการกระทำของเราจะดีจะชั่ว จะต้องการไม่ต้องการให้เป็นไปก็ตาม ผลการกระทำของเรานั้นเกิดขึ้นแน่ ในเมื่อเกิดขึ้นแน่ก็ต้องมีสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มา
ถาม : แล้วดวงจิตของคนเราเกิดขึ้นมายังไง ?
ตอบ : อันนี้พระพุทธเจ้ายังไม่ตอบเลย เอาเป็นอันว่าในจักรวาลของเราประกอบไปด้วยวัตถุธาตุจำนวนประมาณไม่ได้หลายต่อหลายอย่างเมื่อวนไปวนมา ชนกันเข้าก็เกิิดป็นแร่ธาตุต่าง ๆ ขึ้นมา สภาพของจิตที่เกิดขึ้นก็จะมีสภาพคล้าย ๆ กัน มันต้องรอระยะ รอเวลา รอจำนวนสสารต่าง ๆ ที่เหมาะสม เมื่อรวมกันเข้าด้วยจังหวะที่พอดีของมันก็จะเกิดขึ้นมาเอง อธิบายอย่างหยาบ ๆ เข้าใจง่ายกว่านะ อธิบายละเอียดนี่บ้ากันไปข้างหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านถึงได้บอกว่า อจินไตยไง ผู้ที่คิดพึงมีส่วนของความเป็นบ้า....ใกล้ ๆ แล้ว
ถาม : แล้วจิตที่เกิดขึ้นใหม่สามารถเกิดเป็นมนุษย์ได้เลยหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : ไม่แน่เหมือนกัน อาจเวียนว่ายอยู่ระยะหนึ่งจนกว่าจะหาจุดที่เหมาะสมได้ เพราะว่าการเกิดของมนุษย์ระยะแรก ๆ ก่อนที่จะมีกายทิพย์ก็ต้องรอเหมือนกันใช่ไหม ? ก่อนที่จะมีมนุษย์คู่แรกมันก็ต้องรอวาระรอเวลาเหมือนกัน จนกว่าดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ มาผสมกันในอันตราส่วนที่เหมาะสม ถึงจะเป็นร่างที่อาศัยได้ เพราะฉะนั้นเขาเองก็อาจต้องรอคิวยาวกว่าจะได้เกิด ถึงได้บอกว่าห้าร้อยปีเต่าตาบอดโผล่มาทีหนึ่ง ถ้าหัวสวมห่วงได้เมื่อไรก็มีโอกาสเกิด มันจะกี่ครั้งล่ะ ห่วงก็ดันลอยอยู่ในทะเลที่มีแต่คลื่น
ถาม : ลักษณะเช่นนี้ จิตวิญญาณดวงนั้นมีโอกาสแตกสลายได้ ?
ตอบ : อันนั้นไม่ทราบจ้ะ มองไม่ถึง อาจเป็นว่าแรงบุญแรงกรรมคอยรักษาเขาเอาไว้ก็ได้
ถาม : ......(คุัยเรื่องหิน).....?
ตอบ : อย่างนี้เอาไปแลกที่ดวงดาวสิปปังได้ ที่นั่นหินจะมีค่ามากเลย มันมีแต่เพชร เอาไปแลกมันสักกระสอบหนึ่ง ไปถึงก็โกย ๆ ไป ไม่มีใครว่าหรอก มันมีเต็มไปหมด ถึงขนาดเอามาประดับโต๊ะประดับเก้าอี้กัน
ถาม : ที่ไหนคะ ?
ตอบ : ดาวดวงหนึ่งจ้ะ ชื่อภาษาบาลีเขาเรียกว่าสิปปัง สิปปังนี้ก็คือ ศิลปะ พวกนี้เขาจะช่างแต่งตัว ประดับกันทีหนึ่งก็เป็นกุรุส
ถาม : แล้วอยู่ในสุริยะจักรวาลหรือเปล่า ?
ตอบ : อยู่กันคนละจักรวาลกัน แต่ว่ายังไงล่ะ ? พอไปไหวถ้าหากว่าเครื่องไม้เครื่องมือของเราเหมือนเขา เพราะว่าดวงดาวอื่น ๆ นี่เขาเจริญกว่าเราเยอะ
ถาม : ในจักรวาลอื่น ๆ นี้ มีพระอรหันต์หรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ก็ดูก่อน เพราะว่าถ้าหากว่าที่ไหนก็ตามที่ธรรมะของพระพุทธเจ้าคงอยู่และมีผู้ปฏิบัติตาม ที่นั่นก็จะมีพระอริยเจ้า สถานที่เหล่านั้นบางทีพระพุทธเจ้าก็เสด็จไปโปรด บางทีพระอรหันต์ก็เสด็จไปโปรดเหมือนกัน เพียงแต่ว่าของเขาเป็นลำบากอยู่ตรงจุดที่ว่าเขามันสบายเกินไป บอกว่าอนิจจังไม่เที่ยง ก็เขาอยู่กันเป็นหมื่น ๆ ปี บอกว่าทุกขัง เป็นทุกข์ มันก็สบายอยู่ด้วยบุญฤทธิ์เสียด้วยซ้ำไป บางดวงดาว อย่างดาวพุธของเราอย่างนี้ เวลาจะไปไหนก็ลอยไป จะกินข้าวก็....ข้าวมันก็ไม่ต้องมีเปลือกเสียด้วยนะ รูดมาก็ใส่หม้อได้เลยอย่างนี้ ถ้ายิ่งเป็นของอุตรกุรุทวีป เช่น ดาวพลูโต รูดมาถึงก็ตั้งบนแก้วมณี ดีกว่าไมโครเวฟอีก สุกพอดีไม่เคยไหม้เลย อยากได้กับข้าวก็นึกเอา อยู่สบายจนกระทั่งบอกว่าทุกข์ยังไม่รู้เลยว่าเป็นอย่างไร ก็เลยเข้าถึงธรรมได้ยากหน่อย
ถาม : แล้วเวลาเขาตายแล้วเขาไปที่ไหนกัน ?
ตอบ : ที่เดียวกันจ้ะ นรกเดียวกัน สวรรค์เดียวกัน พรหม นิพพาน เหมือนกัน จักรวาลไหน ก็ยังจัดอยู่ในพวกของมนุษย์โลกอยู่ มีดวงดาวน้อยมากที่มีสัตว์ อย่างสุริยะจักรวาลของเรา ดวงดาวที่คล้ายคลึุงกับเรามากที่สุดคือดาวศุกร์ เพราะว่าเขามีสัตว์ด้วย ดาวอื่น ๆ มีแต่มนุษย์ที่สบาย
ถาม : สัตว์เยอะแบบโลกเราไหมครับ ?
ตอบ : คล้าย ๆ กัน เพียงแต่ว่าของเขาอยู่ได้แค่ตรงบริเวณช่วงกลางเท่านั้น มันหมุนเข้าหาดวงอาทิตย์ด้านเดียว ด้านที่หมุนเข้าหาดวงอาทิตย์ก็ร้อนอยู่ไม่ได้ ด้านที่หันตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ก็หนาวอยู่ไม่ได้ อยู่ได้แค่เขตกลาง ๆ เท่านั้น คราวนี้อยู่ได้แค่เขตเงามัวของมัน ฝรั่งมันส่องกล้องทีไรก็เล่นแต่ด้านสว่าง ไม่เจออะไร
ถาม : แล้วดาวพุธนี้ยิ่งอยู่ไม่ได้ใหญ่เลย ?
ตอบ : ลักษณะเดียวกัน คือ ด้านที่หันออกมันก็อยู่ได้
ถาม : .....................
ตอบ : เห็นส่วนใดส่วนหนึ่งก็ได้ การเห็นพระพุทธเจ้าไม่จำเป็นจะต้องเต็มองค์ บางทีสมาธิไม่ดี อย่างอาตมาเวลาป่วยมาก ๆ บางทีเห็นแค่ปลายเกศนิดเดียว แต่ขอให้เรามั่นใจว่าพระองค์ท่านอยู่ตรงหน้าเราเป็นอันใช้ได้ สำคัญตรงความมั่นใจ
ถาม : แล้วจำเป็นมั้ยคะ อย่างสอนลูกสาวอายุ ๕ ขวบนี่ จำเป็นมั้ยที่เราให้เขาทำตามที่ครูฝึกสอน หรือเราให้ทำตามเราสอนและพยายามบอกด้วยตัวเอง ก็ว่าทำให้ถูกและดีที่สุด ?
ตอบ : ถ้าเรามั่นใจว่าเราสอนถูกก็ได้ แต่ถ้าไม่มั่นใจให้ครูฝึกเขาสอนหน่อย แต่ว่าสำหรับคนอื่นแล้วมันไม่คุ้นเคย บางทีเด็กเขาอาจไม่ทำตาม ฉะนั้นพ่อแม่จะดีกว่า
ถาม : เขาเคยนั่งแล้วเขาเห็นคุณป้าที่เสียไปแล้ว แล้วเขาบอกแทนที่จะเห็นเป็นคุณป้า เขาบอกว่า เห็นเป็นนางฟ้าแต่งชุดเหมือนนางสาวไทย ?
ตอบ : เด็กอธิบายไม่ถูก เขาบอกเหมือนนางสาวไทยก็นับว่าเก่งมากแล้วนะ เขาอาจจะเห็นนางสาวไทยแต่งชุดไทย ไม่ใช่แต่งชุดว่ายน้ำ
ถาม : แล้วอย่างนี้ถ้าก่อนจะนอน เราแนะนำให้สวดมนต์ นะโม ๓ จบ กับให้เขา พุทโธ ๓ ครั้ง ?
ตอบ : บอกให้พุทโธ นึกถึงภาพพระไว้ คิดว่าถ้าหากว่าเราตายเราจะไปอยู่กับพระพุทธเจ้าแล้วก็ให้เขาหลับไปเลย
ถาม : แล้วถ้าหากบอกว่าให้เขาไปอยู่กับหลวงตาฤๅษีนี่ ?
ตอบ : ก็ได้เหมือนกัน
ถาม : เขาก็คงจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่หรอกค่ะ บอกให้เขาอธิษฐานให้ไปอยู่กับพระ ?
ตอบ : ถ้า ๕ ขวบนี่มีพื้นฐานขนาดนี้ โตขึ้นนี่คนอื่นไล่ทันยาก
ถาม : ตัดความห่วงนี่มันยากกว่า ....?
ตอบ : มีใครเขาตัดได้ล่ะ ? พระพุทธเจ้ายังตัดไม่ได้เลย อาตมาพูดนี่ไม่ได้ลบหลู่พระพุทธเจ้านะ ความห่วงใยในครอบครัวเป็นเรื่องปกติ พระพุทธเจ้าท่านก็ห่วงเหมือนกับพวกเรา เพราะว่าถึงเวลาท่านก็เสด็จไปโปรดพระพุทธมารดา เสด็จไปโปรดพระประยูรญาติ เสด็จไปโปรดพระนางพิมพา พระราหุล ถ้าไม่ห่วงจะไปทำเกลืออะไรเพียงแต่ความห่วงของท่านน่ะท่านทำแค่หน้าที่ ปุตตะทารัสสะสังคะโห สงเคราะห์บุตร ภรรยาและหมู่ญาติเหล่านี้ คราวนี้ถ้าท่านสงเคราะห์ฺแล้วเกิดไม่ได้ผลขึ้นมา ท่านก็จะไม่ไปกังวลกับมัน แต่พวกเราถ้าสงเคราะห์แล้วไม่ได้ผลเราจะกังวล มันต่างกันตรงนี้เอง พระสารีบุตรจนกระทั่งวาระสุดท้ายแล้ว ถ่ายเป็นเลือดจะมรณภาพอยู่แล้ว รู้ว่าแม่เป็นมิจฉาทิฐิก็อุตส่าห์กลับไปโปรด ท่านก็ทำตามหน้าที่ของลูกที่ดีใช่มั้ย ? สงเคราะห์แม่ได้เท่าไหร่ก็แค่นั้น
ถาม : หน้าที่นี่ อะไรคือขอบเขตของหน้าที่ของเราที่เราคิดว่าไม่อกตัญญูแล้ว ดีที่สุดแล้ว เหมือนกับว่าเราอกตัญญูเกินไป เออ....ทิ้งพ่อเถอะ พ่อจะคิดยังไง ?
ตอบ : ถ้าหากว่าสงเคราะห์ได้ให้การสงเคราะห์ ถ้ายังสงเคราะห์ไม่ได้ปล่อยวางไว้แต่ตั้งจิตหวังไว้ว่า ถ้ามีโอกาสเราจะสงเคราะห์ท่านอีก
ถาม : แล้วเวลาพ่อว่าพระอริยะ แล้วเราโกรธ เราจะทำอย่างไรไม่ให้โกรธ ?
ตอบ : แล้วจะไปโกรธทำไมล่ะ ?
ถาม : กลัวเขาลงนรกค่ะ ?
ตอบ : เห็นพ่อลงแล้วเราก็โดดตามใช่มั้ย ? แหม ! ไอ้โกรธน่ะ เราโดดตามไปด้วยแล้ว
ถาม : ก็เฉย ๆ เหรอคะ ?
ตอบ : ก็วางอุเบกขา ถือว่ากรรมของเขา กัมมัง สัตเตวิภัชชะติ กรรมย่อมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ ใครทำใครได้ แต่ถ้าเราจะสงเคราะห์เพื่อให้พ่อได้รู้ได้เข้าใจว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นอย่างไร นาน ๆ ก็แหย่ไปหน่อย ถ้าเห็นว่าท่านยังรับไม่ไหว เราก็ถอยลงมาอีก การปฏิบัติของเราจะมีตัวทดสอบอารมณ์อยู่ตลอดเวลา ทุกวินาทีสามารถมาได้ตลอด สติสัมปชัญญะต้องสมบูรณ์จริง ๆ ไม่อย่างนั้นเราจะแพ้เขา ข้อสอบมาใน ๔ แง่ รัก โลภ โกรธ หลง แค่นี้ แต่มันออกมาได้เป็นแสนเป็นล้านข้อ อย่าคิดว่ามาแค่นี้เรารู้ทันแล้วเขาจะมาอีก เขาไม่มาอีกหรอก เขาไปอีกแง่หนึ่ง ถ้าเราตั้งหลักไม่ทันก็เสร็จเขาเป็นไงล่ะ ลองนึกถึงวันนั้นสอบแล้วเป็นไง ตกระเนระนาดเลยใช่มั้ย ?
ถาม : ที่ผ่านมา่ตัวผมเองเคยสวดมนต์นั่งสมาธิตอนกลางคืน ทีนี้เราตั้งขอบเขตเกินไปว่าเราจะต้องทำ ทีนี้ร่างกายเรา....(ไม่ชัด)....ก็เลยคิดว่าการที่เราอาจจะไม่ได้สวดมนต์นึกพระพุทธเจ้าหรือหลวงพ่อนี่ให้ตลอดวันดีกว่า น่าจะทำได้ ?
ตอบ : ดีกว่าเยอะเลย คือการที่จะทำอะไรเป็นแบบเป็นแผน มาทำตอนตื่นนอน เพราะร่างกายเราพักมาเต็มที่แล้ว เหนื่อยมาทั้งวันมันเพลียมาก บางทีร่างกายมันไม่เอาด้วย หลวงพ่อท่านบอกว่า ให้ตั้งใจว่าตอนนี้เราจะนอนแล้ว คนนอนลงเหยียดยาวมันก็เหมือนกับคนตาย ขอไปอยู่กับพระพุทธเจ้าบนนิพพาน ภาวนาแล้วหลับไปเลย อย่างนี้ง่ายกว่า
ถาม : การที่เราไม่ได้สวดมนต์นี่เป็นอะไรกับเราหรือเปล่า่ ?
ตอบ : สวดมนต์มันยาทา ภาวนามันยากิน อันไหนได้ผลเร็วกว่ากัน เดี๋ยวเจอยาฉีดหนักกว่านั้นอีก พอร่างกายมันดีแล้ว พอเช้ามืดตื่นขึ้นมาแล้วเรามาว่ากันใหม่ จะมีโอกาสปฏิบัติเต็มที่ได้ หลวงพ่อท่านไปช่วยสร้างโบสถ์ทางสมุทรสาคร งานมันเลิกดึกเพราะเขาจัดงานกัน ๗ วัน ๗ คืน หลวงพ่อท่านก็พายเรือกลับทั้งกลางคืนเพราะว่าท่านบอกว่าเดินทางกลางคืนเรือแจวมันสบายดี ไม่งั้นแดดมันร้อน ปรากฏว่าผ่านบ้านทายก ทายกประจำวัดนี่เขาสวดมนต์เก่ง เขาเล่นมหาสมัย เจ้าประคุณเถอะ เขาบรรยายถึงสมัยที่พระพุทธเจ้าท่านแสดงธรรมแล้ว เทวดากี่เหล่ามาฟัง เขาออกชื่อทีละองค์ ทีละเหล่า เล่าเรื่องกันยาวเหยียด คนสวดเก่ง ๆ ยังเป็นชั่วโมง แต่ทายากเขาขึ้น เอวัม เม สุตตัง เอกัง สมยัง พอได้สติขึ้นมาก็ เอวัม เม สุตตัง คือไอ้ใจมันอยากจะภาวนา แต่กายมันไม่ไหว เอมันอยู่นั่นแหละ จะตี ๒ อยู่แล้วยังเอไม่จบซะที หลวงพ่อท่านพายเรือผ่านไปพอดี เอาพายกระทุ้งข้างฝาเข้าปัง เฮ้ย ! สวดมนต์นั่นยาทา ภาวนานั่นยากิน พุทโธก็พอ หลับได้แล้ว ไม่อย่างนั้นคืนนั้นไม่ได้หลับหรอก
นั่นก็คือไปติดสัจจะ เคยทำทุกวัน ไม่ได้ทำไม่สบายใจ ไม่ได้รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำต้องตั้งใจ ถ้าตั้งใจจะสวดมนต์หรือภาวนามันทรงสมาธิได้เหมือนกัน ถ้าร่างกายมันไม่ไหว มันหิวมาก ๆ เหนื่อยมาก ๆ มันเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างนี้สมาธิมันจะไม่ทรงตัว จะไปภาวนาหรือสวดมนต์มันไม่ไหว ก็ใช้วิธีรวบรัด จะนึกถึงภาพพระ หรือว่า นึกภาวนาอะไรก็ได้ อาตมาเองระยะหลัง ๆ หากินเอาง่าย ๆ ไม่ค่อยภาวนาแล้ว นึกถึงภาพพระอย่างเดียวพอ
ถาม : การที่เราไปเสี่ยงทายดูว่าเราจะถึงนิพพานในชาตินี้มั้ย ?
ตอบ : นั่นกำลังใจมันต้องแน่มากเลย ไม่งั้นเดี้ยง
ถาม : อย่างนั้นผลมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนครับ ?
ตอบ : เป็นไปตามเฉพาะหน้า เหมือนอย่างคุณขับรถความเร็ว ๑๒๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ๓ ชั่วโมงครึ่งจะถึงทองผาภูมิ ถ้าหากว่าเราลดความเร็วลงมันจะเกิน ๓ ชั่วโมงครึ่ง แต่ถ้าเราเพิ่มความเร็วขึ้นมันจะไม่ถึง ๓ ชั่วโมงครึ่ง คำพยากรณ์ทุกอย่างจะเป็นไปตามกำลังใจเฉพาะหน้าตอนนั้น พอถึงเวลาถ้าหากว่าเราสร้างความดีเพิ่มขึ้นหรือความดีลดลง คำพยากรณ์นั้นก็จะเปลี่ยนแปลงไป อย่าไปทำอย่างนั้น ถ้ากำลังใจของเราไม่มั่นคงนี่โอกาสที่กำลังใจตกมันจะมีเยอะมาก
อาตมาเองเข้าไปในสถานที่หนึ่ง มันคล้าย ๆ กับเมืองลับแล คือมันเป็นพื้่นที่ ๆ ทางอำเภอเขาบอกว่าไม่มี ทางจังหวัดเขาก็บอกว่าไม่มี แต่เราเข้าไปตรงนั้นมันมี แล้วก็มีชาวบ้านอยู่เยอะ ไปคลุกคลีตีโมงอยู่กับเขาระยะหนึ่ง เขาเห็นว่าเราบ้าจริงเขาก็เลยเล่าโน่นเล่านี่ให้เราฟัง วันหนึ่งเขาก็เล่าว่าบนเขาในป่ามีรอยเท้ายักษ์อยู่ เราพอได้ยินก็เข้าใจเลยว่าเป็นรอยพระพุทธบาท ก็ตั้งใจอธิษฐานเลยว่า ถ้าเราจะเข้าถึงพระนิพพานในชาตินี้่จริง ขอขึ้นไปแล้วก็หาให้พบด้วย จะลองมั้ยล่ะ ? กี่แสนไร่ก็ไม่รู้ถ้าบ้าพอก็เอา แต่อาตมาขึ้นไปแล้วหาเจอ อาศัยฝีมือดีถามเจ้าที่ก่อนง่าย เดินดุ่ย ๆ ไปเลย ถามไปเรื่อยถามถึงหรือยัง ง่ายนิดเดียวเนอะ ถ้าเป็นเราแย่เลยเป็นแสน ๆ ไร่ ทากเป็นดง ๆ
ถาม : เรื่องของศัตรูคนที่มาอาศัยบ้านของเราเขาจะเข้ามาครอบครองปรปักษ์ อาศัยอยู่มาเป็น ๑๐ ปี แล้วก็ไม่ยอมออก ก็อธิษฐานว่าถ้าเขาจะออกไปปีนี้ ก็ขอนึกถึงอะไรสักอย่างก็เป็นรอยพระบาทคู่ เขาจะต้องออกในปีนี้ เขาออกพรุ่งนี้น่ะค่ะ คือไม่เคยจะออกเลยอยู่ ๆ ก็ออก แล้วสามีเขา....คือของหนูน่ะสำเร็จแล้วในเรื่องของคนออกไป แต่ว่ามีเรื่องใหญ่กว่าเยอะ เขาก็เลย....?
ตอบ : ชักลังเลใช่มั้ย ? อ๋อ ตอนนี้ที่ศาลหลักเมืองไม่รู้ยังอยู่หรือเปล่า ? ศาลหลักเมืองจะมีพระพุทธรูปอยู่องค์หนึ่ง ไม่ทราบว่าทำด้วยโลหะอะไร ไม่ทราบว่าเงินหรือตะกั่ว หน้าตักคงประมาณ ๙ นิ้ว เขาบอกว่าถ้าหากอธิษฐานเรื่องอะไร ถ้าสำเร็จจะยกพระขึ้น ถ้าไม่สำเร็จจะยกไม่ขึ้น ไอ้เราเอง เฮ้ย องค์แค่นี้เอง แรงเราขึ้นอยู่แล้วก็เลยตั้งใจอธิษฐาน ถึงเรื่องมันจะสำเร็จไม่สำเร็จยกขึ้นอยู่แล้ว ก็งัดเต็มที่เลย เกือบหงายท้อง มันหยั่งกับกระดาษไม่มีน้ำหนักเลย เราก็กะเต็มที่เลยว่า พระโลหะหน้าตัก ๙ นิ้วน้ำหนักคงเท่านี้ ไอ้เราก็ว่าซะเต็มที่ของเราเลย แล้วเราลองดูว่าของที่เราว่าน้ำหนักเท่านี้แล้วมันไม่มีน้ำหนักแล้วอะไรมันจะเกิดขึ้น แรงของเราเองมันจะงัดเราหงายท้องไปเอง
อีกที่หนึ่งก็ที่พระพุทธบาท สระบุรี ที่นั่นเขาจะมีช้ิางทองเหลืองหล่ออยู่ตัวหนึ่ง แล้วก็มีห่วงอยู่ ถ้าเป็นผู้ชายเขาใช้นิ้วก้อยเกี่ยว แต่ถ้าเป็นผู้หญิงเขาใช้นิ้วชี้ แต่ถ้าผู้ชายต้องนั่งคุกเข่าราบ ถ้าผู้หญิงคุกเข่าชันเท้าได้ เราก็เข้าไปถึงเห็นรูปหล่ออยู่ตรงหน้าผู้ที่เป็นแม่กองบูรณะพระพุทธบาทคือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดอนงค์ หลวงปู่เราเอง กำลังใจมันเหลือเฟือ เกี่ยวปุ๊บลอยขึ้นมาเลย มันไม่หนักเลยนี่ ก็วาง ตอนวางนี่มันไม่ลงที่เพราะพื้นมันเป็นพรม รอยบุบมันมีอยู่วางลงเสร็จ ๒ มือผลักไม่ไป มันหนักขนาดนั้นน่ะ เพราะฉะนั้นมันขึ้นอยู่กับกำลังใจ ถ้าหากว่ากำลังใจดี เรื่องบางอย่างมันก็สำเร็จลงง่าย แต่ขนาดบางอย่างกำลังใจดีแต่ว่าบุญมีกรรมมาบัง ก็ไม่สำเร็จได้เหมือนกัน
เพราะฉะนั้นของเรามันมาถึงระดับนี้มันหน้าด้านซะแล้ว สำเร็จไม่สำเร็จข้าก็จะทำ ก่อนหน้านี้ ๙๐% เราถึงจะทำตอนนี้ ๑: ๙๙ ก็เอา เพราะฉะนั้นมันขึ้นอยู่กับกำลังใจของเรา ถ้าไม่มั่นใจตัวเองอย่าเพิ่งไปเสี่ยงในลักษณะนั้น มันจะพาตัวเองฝ่อไปนาน เรื่องแปลก ๆ มันมีเยอะ ตั้งแต่อธิษฐานมายังไม่เจอเรื่องไหนที่ไม่สำเร็จเลย
ถาม : แล้วมีอะไรที่จะแนะนำส่วนตัวมั้ยครับ ?
ตอบ : ไม่มี จำเอาไว้ว่าถ้าจะปฏิบัติต้องทำจริง ๆ เท่านั้นเอง ส่วนใหญ่ที่ทำมันยังทำไม่จริง เจออุปสรรคเจอเรื่องอะไรลำบากนิดหน่อยก็เลิกกันหมด มันไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ หรอก ทุกอย่างต้องลำบาก เห็นคนอื่นเขาได้มาง่าย ๆ น่ะ มันแค่ที่เราเห็น แล้วชาติก่อน ๆ ที่เขาสร้างสมมามันเหน็ดเหนื่อยกันขนาดไหน เราไม่ได้เห็นตอนนั้น ก็ไปคิดว่าเขาได้มาง่าย ๆ กว่าจะได้แต่ละอย่างเลือดตาแทบกระเ็ด็น
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
paang
20-12-2005, 03:48 AM
http://www.grathonbook.net/book/images2/name22.jpghttp://www.grathonbook.net/book/images/page2.jpg <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 height=21></TD><TD align=middle width="100%" background=images/up.gif height=21></TD><TD></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : การที่เราซื้อรถใหม่นี่จำเป็นมั้ยคะที่เราจะต้องให้พระเจิม ?
ตอบ : ถ้าหากว่าท่านทำพิธีถูกต้อง มีเทวดารักษาก็ปลอดภัยหน่อย แต่อย่าไปให้หลวงพ่อลำใยวัด ลาดหญ้านะ ชาวบ้านเขาลือว่ามีรถให้เอาไปให้พระเล็กเจิมนะ อย่าเอาไปให้หลวงพ่อลำใยเจิม ถามทำไมล่ะ ? หลวงพ่อลำใยเจิมคันไหนชนคันนั้น รถหลวงพ่อเองยังชนเลย บอกพวกเอ็งมันไม่รู้เคล็ดลับ ออกมาแล้วก็หาชนอะไรที่มันทำให้รถไม่เสีย พุ่มไม้ ใบหญ้าอะไรสักพุ่มหนึ่ง ชนโครมมันเข้าไปแล้วก็โวยวายว่า รถชนแล้วมันก็เลิกกัน ไม่รู้เคล็ดมันก็ชนเอาจริง ๆ น่ะชิ
ถาม : บอกว่าไปหาหลวงพี่เล็กที่วัดท่าขนุน ที่เมืองกาญจน์ บอกทำไมไม่หาพระอะไรน้าที่มีตาทิพย์ เขาบอกคนกรุงเทพขึ้นกันมากเลย ?
ตอบ : วัดไหนจ๊ะ ? มีอาจารย์วัชระ วัดถ้ำแฝด อยู่อำเภอไหน ? มีหลายวัด อย่างหลวงพ่อมิตซูโอะเป็นสายหลวงพ่อชาวันหนองป่าพงพระดี เยอะจ้า แต่เอาจริง ๆ มันไม่ถึงคิวอาตมาหรอก ไม่รู้เหมือนกันว่าใครจัด เรื่องของพระปฏิบัติหลอกเขาได้เยอะ อันดับแรกก็ผมสั้น เห็นว่าผมสั้นก็เป็นเด็กไว้ก่อน อันดับที่สองกำลังใจดีหลอกเขาได้เยอะแก่เท่าไหร่ก็ไม่ยอมแก่กับเขา อารมณ์ดีทั้งวัน
ถาม : การถวายของ....(ไม่ชัด)......?
ตอบ : มันสำคัญอยู่ตรงกำลังใจของเรา ถ้ากำลังใจของเราคิดว่าดีมันก็ดี ถ้ากำลังใจของเราคิดไม่ดีก็เท่ากับว่าเราแช่งตัวเองพระพุทธเจ้าท่านบอกว่ามโนเศรษฐา มโนมยา สูงสุดที่ใจ สำเร็จที่ใจ มันก็เลยอยู่ที่ใจ ถ้าใจของเราว่าดี มันก็ดี คนเขาจะต้องเอาของดี ๆ ไปถวายพระใช่มั้ย ? ที่ชื่อดี ๆ อย่างนี้ต่อไปเราจะหา ละมุด มะไฟ หามังคุดที่ชื่อห่วยแตก มันอร่อยทั้งนั้นไปถวายท่าน
ถาม : (ถามเกี่ยวกันการฝึกมโน)
ตอบ : เคล็ดลับก็คือ นึกเป็นก็ฝึกได้ทุกคน แต่มีความสำคัญอยู่ที่ อันดับแรกต้องไม่กล้ว บางคนถ้ากลัวโดยเฉพาะถ้าจะฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลังมันจะไม่ได้ อันดับที่ ๒ ต้องไม่อยาก ๆ มากเกินไป มันยื่นคอเลยช่องมันมองอะไรไม่เห็นหรอก ส่วนใหญ่ของเรามันจะมาติดอีกตรงนี้ อันดับที่ ๓ อย่าทำตัวเป็นคนขี้สงสัย เพราะว่าสิ่งที่เรารับฟังมากับสิ่งที่เราพบเห็นบางที่คนละเรื่องกัน อาตมาขึ้น บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ครั้งแรก เจอลุงกำนันอ้วนพุงปลิ้นเลย นุ่งกางแกงขาสามส่วน มีผ้าขาวม้าคาดอยู่ผืนเดียว เราก็ไปนั่งเกาะ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ มอง ๆ นี่เหรอ พระอินทร์ ท่านลุกขึ้นนั่งถาม เอ็งอยากเห็นแบบไหน....?
ถาม : .................................
ตอบ : การรับยันต์เกราะเพชร ถ้าท้องแรก ๆ น่ะดี ถ้าคลอดออกมาเป็นผู้ชายยันต์จะติดตัวประมาณ ๗ วัน ถึงจะเข้ากระดูกหมด มันจะเห็นชัด ๆ ถ้าเป็นผู้หญิงจะเข้าหมดเลย ตายเผาแล้วจึงจะเห็น ยันต์มันจะติดอยู่ตรงกระดูก ถ้าใครรับยันต์เกราะเพชรไปแล้วรักษาไว้ได้ยันต์จะติดอยู่ที่กระดูกทุกคน เก็บกระดูกก็จะเห็น แต่ถ้าอยากพิสูจน์ระยะสั้น ๆ ก็หาคนท้องแรกไป หาไปหลาย ๆ คนหน่อย ถ้าคนไหนเป็นผู้ชายก็ได้เห็นเลย แสดงว่าผู้ชายสู้ผู้หญิงไม่ได้
ถาม : ...............................
ตอบ : การภาวนาคาถา สัมปฏิจฉามิ สัมปฏิจฉามิ แปลว่า สำเร็จทุกอย่าง ใช้ได้กับเรื่องที่ต้องการสำเร็จให้ว่าไปเลยได้ทั้งนั้น เรื่องของการทำไสยศาสตร์จริง ๆ ไม่น่ากลัวนะ เหตุที่ไม่น่ากลัวก็เพราะกำลังใจของเขามันตั้งใจจะเบียดเบียนคนอื่น ในเมื่อตั้งใจเบียดเบียนคนอื่นมันจะไม่เข้าถึงจุดสุดท้ายของตัวสมาธิเพราะว่าจุดสุดท้ายของตัวสมาธิมันจะมีตัวอุเบกขาอยู่ ถ้าตั้งใจจะเบียดเบียนคนอื่นกำลังใจไม่เป็นอุเบกขา ถ้าหากว่าเราตั้งใจภาวนาอยู่เป็นปกติ อารมณ์ใจแค่เกินอุปจารสมาธิไปนิดจะไม่มีไสยศาสตร์อะไรทำอันตรายเราได้เลย ต้องไม่เผลอ ทีนี้ถ้าหากแก้กันตามสาย ของหลวงพ่อท่านปลุกยันต์เกราะเพชรขึ้นมามันจะสะท้อนกลับหมด อีกอย่างหนึ่งท่านให้นึกถึงพระพุทธเจ้ามีพระนามว่า เรวัตตะ สมัยของท่านจะมีพวกทำไสยศาสตร์เหมือนกัน หนักอยู่เหมือนกันบางทีคนฟังเทศน์อยู่มันทำดิ้นพลาด ๆ กลางศาลาเลยก็มี
เพราะฉะนั้นพระองค์ท่านจะมีความชำนาญในด้านนี้อยู่มาก ท่านแนะนำว่าให้นึกถึงพระพุทธเจ้ามีนามว่า เรวัตตะ แล้วตั้งใจภาวนาว่า สัมปจิตฉามิใครกลั่นแกล้งเราก็จะมีอันเป็นไปเอง อย่าไปเสียเวลาไปทำเขาเลย เพราะฉะนั้นถ้าเจอวิธีนี้เขาก็คงเข็ดไปอีกนาน ทำเมื่อไหร่ตัวเองโดน สมเด็จพระพุทธเจ้าเรวัตตะทศพลสัมมาสัมพุทธเจ้า เรวัตโต รติวัทฒโน พระพุทธเจ้านามว่า เรวัตตะผู้มีราตรีอันเจริญ คือมีสติอยู่เสมอ ราตรีเจริญ ก็คือว่าทำสมาธิกันทั้งวันทั้งคืน พวกบรรดาสำนักต่าง ๆ ที่เขาแก้ให้นี่ไม่ค่อยไว้ใจเขา เพราะว่าเขาเอาออกได้ เขาก็ใส่คืนได้บางทีมันจะอยู่ในลักษณะที่ว่าให้เราหาประโยชน์ให้เขาตลอด
ถาม : อย่างนี้แล้วเราอยากทราบว่าใครทำได้มั้ยคะ ?
ตอบ : ต้องถามเขา เพราะโดยมารยาทแล้วเขาก็บอกไม่ได้ โดยมารยาทแล้วเขายอมช่วยเรานี่ถือว่าเต็มที่แล้ว ของพระเราต้องยอมรับกฏของกรรมใช่มั้ย ? ทางด้านโน้นเขายอมช่วยเราเขาก็เสี่ยงมากแล้วถึงขนาดไปเปิดเผยตัวนี่ถือว่าเป็นการประกาศศัตรูโดยตรง เดี๋ยวลำบาก มีอยู่เที่ยวหนึ่งไปหาพระที่ วัดเขาอ้อจะเอามาทำน้ำมนต์แก้พวกนี้ พวกไสยศาสตร์นี่เขามีความสามารถสูงจริง ๆ เลยถึงเวลาเราไปช่วยเขา ครั้ง , สองครั้งนี่เขาจะรู้เลยว่าเป็นเรา แล้วต่อไปมันจะทำใส่เราแล้วล่ะ ?
ถาม : โดยที่เราไม่ได้ทำคืนเขา ๆ จะทราบเลย ?
ตอบ : จ้าเขาจะรู้เลย ทีนี้พอเขาทำไม่ได้เพราะเราอยู่ ทีนี้เขาก็มีวิธีคือ ทำเราแทน ประเภทที่ว่าเบี่ยงประเด็น เอาพระของวัดอื่นมาทำน้ำมนต์ กระแสมันเป็นของสำนักนั้น ถึงเวลาเขาจับได้ก็ไปถล่มสำนักนั้นไม่เกี่ยวกับเรา แต่อันนั้นมันขี้โกงหน่อย ตั้งแต่เอาพระของสำนักเขาอ้อมานี่ยังไม่เคยใช้เลย เพราะว่ามันยังพอไหว
ถาม : การปฏิบัติจะทำแบบไหนดี มีหลายแนว ๆ ไหนถึงจะดี ?
ตอบ : จะยังไงดี แนวไหนมันก็ได้ผลดี พระพุทธเจ้าท่านสอนแต่ของจริง ถ้าทำได้จริงสำคัญอยู่ที่ว่าเราจริงหรือเปล่า ? ตรงนั้นสำคัญที่สุด แล้วคิดจะเอาแนวไหนดี สำคัญตรงที่เราทำ แนวไหนก็ได้ว่าไปเถอะ ไม่ถูกใจเปลี่ยนก็ได้ ยังทัน แนวการปฏิบัติมันเป็นไปตามวิสัย ความชอบของแต่ละคน มี สุกขวิปัสสโก ประเภทไปเรียบ ๆ ง่าย ๆ ใครว่ายังไงก็โอเค เตวิชโช ก็ขี้สงสัยหน่อย ๆ ฉฬภิญโญอันนี้ไม่ขี้สงสัยนิดหน่อยหรอก รื้อเลย ส่วน ปฏิสัมภิทัปปัตโต นี่ไม่รื้อเฉย ๆ หรอก แยกเลย ทำวิจัยอีกต่างหาก ก็นึกเอาว่านิสัยเราชอบแบบไหนก็เอาอันนั้นล่ะ ?
ถาม : แล้วแบบชอบลองเล่นโน่นเล่นนี่ ?
ตอบ : อย่างนี้วิสัยของอภิญญาแล้ว ปฏิสัมภิทาญาณนั้นความสามารถพิเศษ ครอบอภิญญาไปด้วย
ถาม : สมมติว่าปฏิบัติธรรมดาแล้วเวลาได้ผลนี่ ผลที่ได้มันจะมีผลแบบนั้นไปด้วยมั้ยครับ ?
ตอบ : ถ้าพื้นฐานเดิมในอดีตมีมา อดีตนี่ไม่ใช่ชาตินี้นะ ชาติที่แล้ว ๆ มา ถ้าพื้นฐานในอดีตมีมาแบบไหนผลจะเป็นแบบนั้น พวกนี้จริง ๆ แล้วเรียกว่าของแถมดีกว่า เพราะว่าหลักการปฏิบัติจริง ๆ พระพุทธเจ้าท่านสอนเราก็คือให้อยู่สุขในปัจจุบัน ปัจจุบันถ้ากำลังใจทรงตัวสมาธิมีเราเองก็จะเป็นผู้มีสติ อยู่ในท่ามกลางความวุ่นวายอย่างสงบ มีความสุขในปัจจุบันนี้ และถ้าหากว่าทรงความดีเอาไว้ เมื่อตายไปเป็น พรหม เทวดา หรือเข้านิพพานไปนั่นคือความสุขในอนาคต อันนี้คือหลักการจริง ๆ ว่าเพื่อความสุขในปัจจุบันและความสุขในอนาคต แต่ว่าความสามารถพิเศษต่าง ๆ มันเป็นของแถมซื้อรถต้องมีล้อ ถึงเวลาเราต้องการรถไม่ได้ต้องการล้อ มันก็ให้ล้อมา มันเป็นซะอย่างนั้น
เพราะอย่างนั้นของแถมพวกนี้เวลามันเกิดขึ้นมาแล้ว มันแปลก สังเกตมั้ยอะไรที่มีของแถมคนชอบซื้อ ของแถมนี่ก็เหมือนกันมันเกิดขึ้นก็ไปสนุกอยู่กับมัน ไอ้ไปสนุกอยู่กับมันนั่นมันเป็นหลงผิดทาง เขาจะล่อเราเหมือนกับหลอกเด็ก เอาของไปให้เล่นก็เงียบไม่ซน เราต้องการจะไปตรงโน้นแล้ว เขาล่อเราให้ติดอยู่ตรงนี้ก็จะผิดจุดมุ่งหมายไปเพราะฉะนั้นก็อย่าเผลอไปติดของแถมมันมากนัก
ถาม : อย่างนี้ผู้ปฏิบัติง่าย ๆ จะสบายกว่าใช่มั้ยครับ ?
ตอบ : ยากกว่า เพราะว่าสิ่งล่อใจมันไม่มี มันเหมือนกับคนเราเข้าร้านก๋วยเตี๋ยวเขาส่งมาให้ ลองไม่เติมอะไรดูสิ เจอไม่มีทีก็เซ็งแล้วใช่มั้ย ? เพราะฉะนั้น สุกขวิปัสสโก จริง ๆ แล้วทำยากที่สุด เพราะสิ่งล่อใจอื่น ๆ ทำให้เราสนตื่นเต้นมันไม่ค่อยมี
ถาม : เคยอ่านตำราว่าระบบฌานนี่จะได้ผลดี เพราะว่าจะมีอารมณ์จิต ?
ตอบ : จริง ๆ แล้ว ฌานนี่เป็นการเพาะกำลัง สำคัญตรงปัญญาที่เอาฌานไปใช้ ถ้าปัญญาไม่ถึงไม่เป็นก็เท่านั้นล่ะ มันเหมือนกับเพาะกายมาซะล่ำบึก ตัวใหญ่ยังกับนักมวยปล้ำฝรั่งแต่ว่าเอาแรงมาใช้ไม่เป็นก็เท่านั้นล่ะ ฌานเป็นการเพาะกำลังเอาไว้ ถ้าปัญญาเพียงพอใช้เป็นก็จะได้ผลเร็ว แต่ถ้าหากว่าเราไม่สามารถจะเอาไปใช้ได้ก็เหมือนกับว่าเป็นคนมีแต่แรงเฉย ๆ ก็จะไปติดอยู่ในระดับนั้นก็คือว่า กลายเป็นติดอยู่ในรูปฌาน อย่างเก่งก็เกิดเป็นรูปพรหม เป็นพรหมไม่ใช่ดีนะ ดีมากเลย แต่มันหนีทุกข์ได้ชั่วคราวไม่ช้าไม่นานก็กลับมาเดือดร้อนกับมันใหม่
ถาม : มันมีแบบสุขวิปัสสโก มันจะได้ฌานพร้อมกับภาวะนั้นเลยใช่มั้ยครับ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าได้เป็นพระโสดาบันตอนนั้นก็จะทรงปฐมฌานได้ตัดกิเลส สุกขวิปัสสโกนี่มีกำลังของฌานสมาบัติ ๘ เหมือนกัน แต่ว่ากำลังอันนั้นไม่ได้หรูหราฟู่ฟ่าแบบประเภทมีอิทธิฤทธิ์แบบคนอื่นเขา แต่มีกำลังจากการที่พิจารณาจนกำลังทรงตัวเป็นฌานไปเอง พอทรงตัวเป็นฌานเป็นเครื่องช่วย แต่สุกขวิปัสสโกนี่เป็นการบรรลุเขาเรียกว่า บรรลุแบบปัญญาวิมุติ ปัญญาวิมุติคือใช้ปัญญาพิจารณาธรรม การพิจารณามันได้เปรียบตรงที่ว่า พิจารณาไปเรื่อย ๆ แล้วกำลังของการพิจารณามันจะทรงตัว สมาธิมันดิ่งลึกเข้าไปเป็นฌานโดยไม่รู้ตัว
ถาม : พอเรากำหนดจนจิตดิ่งแล้วเรากระดุกกระดิกตัวไม่ได้เลยคะ ?
ตอบ : ตอนนั้นจิตกับประสาทร่างกายมันเริ่มแยกเป็นคนละส่วนกันบังคับมันยากแล้ว
ถาม : แล้วพอมันดิ่งปุ๊บสภาพจิตกับกายมันแยกกันทันที ไม่ทราบว่า ?
ตอบ : อันนั้นเราเริ่มคล่องในจุดนี้ แต่ถ้าเราต้องการความคล่องตัวมากกว่านี้เราต้องใช้ในลักษณะใช้งาน คือบังคับร่างกายให้ทำงานได้ด้วย ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาที่อัศจารย์ที่สุดต้องนับ หลวงปู่ชุ่ม วัดวังมุย หรือ วัดชัยมงคลที่ลำพูน ปกติแล้วพระระดับหลวงปู่นั้นถ้าหากว่าเข้านิโรธสมาบัติ เท่าที่เคยปรากฏแล้วมีอริยาบถเดียว ไม่นั่งก็จะนอน หลวงปู่ชุ่มเข้าได้ ๔ อริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอนได้หมดทีนี้ยืน นั่ง นอนเราไม่แปลกใจมันอยู่กับที่ แต่ใสภาพที่จิตกับประสาทแยกจากกันท่านบังคับสภาพร่างกายให้ยืนกับเดินได้อย่างไร ของเรามันทำไม่ถึงจุดนั้น มันจะเป็นการใช้กำลังอภิญญาอธิษฐานทับไว้ก่อนหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะหลวงปู่มรณภาพไปแล้วไม่ได้ตามไปถาม แต่ท่านทำได้จริง ๆ
ถาม : แล้วการที่ทำอยู่ตอนนี้ ภาวะร่างกายมันไม่ได้....?
ตอบ : หัดใหม่จ้าหัดใหม่ ต่อไปหัดเดินจงกรมแล้วทรงอารมณ์ก่อน ถ้าจับลม ๓ ฐานแล้วก้าวเดินได้ต่อไปจะสานต่อให้ สมัยที่อยู่วัดท่าซุงสอนน้อง ๆ แล้วมันโวยวายกันขรมเลย เพราะจับลม ๓ ฐานปุ๊บนี้ จิตกับประสาทมันแยกออกจากกัน เดิน ๆ ไปมันค้างเติ่ง ก้าวต่อไม่ได้ เดินให้คล่องก่อนแล้วเดี๋ยวจะบอกให้ มันจะหยุดเองโดยอัตโนมัติเพราะเรายังไม่ชิน ตอนแรกเขาก็แปลกใจว่าทำไมเราทำอะไรหลาย ๆ อย่างได้พร้อมกันก็เริ่มต้นอย่างนี้ ถึงเวลาคุณภาวนาแล้วจับลม ๓ ฐานก่อน ถ้าหากว่าคุณทำได้เดี๋ยวผมจะสอนต่อให้ พอเขาทำเสร็จมาโวยวายว่าเราหลอกเขา ความจริงเราไม่ได้หลอก เราทำแบบนั้นมาก่อนจริง ๆ
ถาม : เรื่องปัญญานะครับ ปัญญาทางโลกกับทางธรรมต่างกันอย่างไร
ตอบ : คนละเรื่องกันเลย ปัญญาทางโลก นี่ภาษาฝรั่งเรียกว่า ไอคิวมันเป็นหน่วยความจำเฉย ๆ ส่วน ปัญญาทางธรรมมันเป็นการรู้แจ้งเห็นจริงตามสภาพความเป็นจริง
ถาม : ถึงเวลาแล้วก็ได้ผลทางวัตถุใช่มั้ยครับ ?
ตอบ : ได้ผลทางวัตถุมากกว่า
ถาม : จะมีในแง่เดียว แง่ใจรักอย่างเดียวเลย หรือว่าจะมีแง่อื่นหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : เยอะ ไตรลักษณ์ นั่นมันเป็นแค่ส่วนเดียวเท่านั้น มันมีนัยตามของ วิปัสสนาญาณ ๙ อย่าง ตามนัยของ อริยสัจ วิปัสสนาญาณ ๙ อย่างก็อ่วมแล้ว
ถาม : แต่ว่าพอเราจับจุดหนึ่งได้ จุดอื่นจะมาเองใช่มั้ยครับ ?
ตอบ : คือว่าหากว่ามันได้ซะจุดหนึ่ง จุดอื่นจะง่ายขึ้น
ถาม : แต่ว่าไม่ใช่มาเอง ?
ตอบ : ถ้าเราไม่ตะกายไปหา มันไม่มาหรอก เรื่องของปัญญาเป็นสิ่งที่ละเอียด เราต้องตั้งใจค้นคว้าเข้าไปจริง ๆ
ถาม : จะพิจารณาอยู่แค่ระบบเดียวใช่มั้ยครับ ?
ตอบ : อันนี้มันเกิดอยู่ที่ว่าครูบาอาจารย์ เขาสอนอย่างไรลูกศิษย์ก็ทำอย่างนั้น แต่ถ้าหากว่าลูกศิษย์ใช้ความสามารถสูง พอมั่นใจว่าตัวเองชำนาญในสิ่งนั้นแล้วก็ขยับหาสิ่งอื่นต่อได้ อย่างหลวงพ่อท่านเล่นซะเกลี้ยงเลย กรรมฐาน ๔๐ กอง มหาสติปัฏฐานสูตรว่าครบบรรพ ปัพพะโตพมะพระสูตรอีกอันหนึ่ง คิริมานนทสูตรก็คล้าย ๆ กับวิปัสสนาญาณ ๙
ถาม : เราเข้าใจอะไรดีมากขึ้น ?
ตอบ : เป็นเหมือนกัน ปัญญามันมีทุกระดับชั้น ปัญญาของปุถุชนคือคนทั่ว ๆ ไปที่เกลือกกลั้วกับกิเลส ปัญญาของผู้ทรงฌาน ปัญญาของพระอริยเจ้าแต่ละระดับไม่เท่ากัน ความหยาบละเอียดต่างกัน พอเราทำถึงจุด ๆ หนึ่งเราจะคิดว่าเออดีแล้ว ถูกแล้ว แต่ความจริงมันไม่ใช่อันนั้นมันดีแค่นั้น มันถูกแค่นั้น พอเรามีปัญญามากขึ้น พิจารณาได้ลึกซึ้งกว่านั้น มันจะมีของที่ถูกกว่านั้น ดีกว่านั้นขึ้นมา พอเรามองย้อนไปที่เราเคยว่าถูกแล้วดีแล้วมันก็ผิดไป ดังนั้นถึงได้บอกว่า มันเป็นสมมติ ผิดถูกมันคือสมมติ สิ่งที่เราทำน่ะ ถ้าหากว่าในส่วนที่พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติขึ้นมานี่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ถ้าหากว่าเป็นทิฐิความเห็นของเราโอกาสผิดมันมีเยอะ
ถาม : อย่างที่คนเขาคิดแบบนี้ แต่ว่าเราทำแบบนี้ เราคิดแบบนี้ คือถ้าเราไปมองว่าเขาคิดแบบนั้นแล้วเขาคิดถูก มั่นใจแล้วถึงทำ ?
ตอบ : ก็ไม่แน่ การยึดหลักปฏิบัติของตัวเองมากเกินไปก็เป็นอุปาทานได้ เขาเรียกว่าสีลัพพัตตุปาทาน ยึดมั่นในศีลพรตของตนมันไม่แน่ว่าจะถูกต้อง เพราะว่าส่วนใหญ่ที่เราทำไม่แน่ว่าถึงที่สุดมันอดไม่ได้ที่จะมีทิฐิคือความเชื่อเฉพาะตนแฝงอยู่ จะกลายเป็นทิฐิเอาความเห็นส่วนตัว ความเชื่อส่วนตัวของตนไปปนกับธรรมะพระพุทธเจ้าพอเราก้าวไปถึงปฐมฌานก็ ฮือ... พระพุทธเจ้าท่านสอนที่แท้จริงมันเป็นอย่างนี้เอง แต่ความจริงมันไม่ใช่ที่ละเอียดกว่านั้นมันมี พอเราก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งก็เอาแล้ว ธรรมะของพระพุทธเจ้าที่แท้เป็นอย่างนี้ มันไม่ใช่จะก้าวล่วงลึกขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงที่สุด เพราะฉะนั้นที่เราสรุปมา เห็นคนอื่นทำแล้วคิดว่าผิดแล้วเราทำถูกหรือว่าคนอื่นทำถูกเราทำผิด มันไม่ใช่ทั้งนั้น เพราะว่ามันเป็นกำลังใจของเราปัจจุบันตอนนั้น ถึงเวลาพอมีการก้าวล่วงเข้าไปอีก สิ่งที่ดีกว่าถูกกว่ามันมี
ถาม : วิธีที่ช่วยลดปัญหาได้มีมั้ยครับ ?
ตอบ : ง่ายที่สุด ทำตามแบบพระพุทธเจ้าท่าน คือ อยู่ในกรอบของศีล ๕ เป็นอย่างน้อย ถ้าหากว่าเรามีศีลเป็นเครื่องป้องกันแล้ว มันเท่ากับว่าปิดอบายภูมิโดยปริยาย ไม่ต้องไปเกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสรุกาย สัตว์เดรัจฉานอีก มีแต่จะก้าวหน้าขึ้นอย่างเดียว มันจะง่ายที่สุด ถ้าหากจะให้เราค้นหาเองจริง ๆ แล้วนี่สมัยโบราณเขาเก่งนะ เขาหาได้มากต่อมากด้วยกัน เพียงแต่ว่า ส่วนที่จะทำแล้วดีเพียงส่วนเดียวแบบที่พระพุทธเจ้าท่านสอน คนอื่นเขาหาได้ไม่ครบ ศาสดานอกพระศาสนาเยอะต่อเยอะด้วยกัน
อย่างอารกะศาสดา อันนี้จะอยู่ในอังคุตตรนิกาย เขาเรียกว่าอารกสูตร อารกะเขาสอนลูกศิษย์ของเขาว่า ชีวิตเหมือนต่อมน้ำ ก็คือฟองน้ำที่ผุดขึ้นมาแล้วก็แตกโป๊ะไป เหมือนกับลำธารที่ไหลจากภูเขา พรวดผ่านมาแล้วก็เลยไป เหมือนรอยไม้ที่ขีดลงในน้ำวูบเดียวแล้วก็หายไป เหมือนโคที่เขานำไปฆ่า ตายแหง ๆ เหมือนชิ้นเนื้อเผาไฟ คือ รังแต่จะไหม้ในเวลาอันรวดเร็ว นั่นนอกศาสนาเขาสอนได้ขนาดนั้น สิ่งที่เขาสอนนั่นเป็นส่วนหนึ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเรา แต่ว่าอันนั้นเขาเห็นอนิจจัง ความไม่เที่ยงของมันเท่านั้นเองใช่้มั้ย ? ตัวทุกขังเป็นทุกข์ กับอนัตตาไม่มีอะไรมั่นหมายได้ เขาจับตรงนี้ไม่ติด เพราะฉะนั้นดูถูกกันไม่ได้
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
paang
20-12-2005, 03:55 AM
http://www.grathonbook.net/book/images2/name22.jpghttp://www.grathonbook.net/book/images/page3.jpg <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 height=21></TD><TD align=middle width="100%" background=images/up.gif height=21></TD><TD></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ...................
ตอบ : จริง ๆ ทุกอย่างมันอยู่ที่เรา ถ้าตั้งใจจริง ทำจริง ๆ มันง่าย แต่ถ้าหากไม่ตั้งใจจริง ไม่ทำจริงๆ เจออุปสรรคนิดหน่อยก็ถอย มันยากหมด
ถาม : ผมเคยอ่านของท่านกฤษณะ แล้วผมสงสัย ?
ตอบ : อ่านมาเยอะแล้วพวกนั้น ไม่ต้องเสียเวลาไปสงสัยหรอก มันคลำได้แค่เงาในน้ำ กฤษณะ มูรติ ก็ดี คาริล ยิบราน เฮอร์มาน เฮสสะ มันแค่เงาในน้ำ เขาเห็นอะไรบางอย่างแต่เขาจับต้องไม่ได้ เคยไปนั่งวิเคราะห์เขาอย่างละเอียดเลย มันเหมือนกับเขาเดินวน ๆ ไปจนจะถึงประตูแล้วเขาก็ออกมา เดินวน ๆ ไปจนจะถึงประตูแล้วก็ออกมา ไม่เชื่อลองไปอ่านดูก็ได้ มันเหมือนเข้าใกล้จุดหมายแล้ว แต่เสร็จแล้วเขาจับไม่ได้ว่าจุดหมายอยู่ตรงไหน แล้วก็วนหาอีก ส่วนใหญ่มันจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับปรัชญาเยอะแยะไปหมด มันเหมือนกับเงาในน้ำแหละ เขามองเห็นแล้ว พอเอื้อมมือไปมันก็แตกกระจาย จับไม่ติด
ถาม : เท่าที่ผมอ่านดูจะเป็นลักษณะที่ว่าจะเชื่อในสิ่งที่เห็นเท่านั้น อย่างพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เนี่ย อาจจะไม่เชื่อเลย อย่างนี้มันจะถือว่าเป็นอวิชชาหรือเปล่า ?
ตอบ : ก็เรียกได้เต็ม ๆ เลย
ถาม : เพราะว่าความจริงมันเป็นแบบนี้ แต่เขาพิสูจน์ด้วยตัวเองเลยว่า สิ่งที่เห็นนั้นมันไม่ใช่ ?
ตอบ : ก็อย่างนั้นล่ะ เขาเรียกทิฏฐปาทาน ยึดถือความคิดตัวเองเป็นใหญ่ เห็นคนเขาไล่ยิงกันมา เราก็โทรแจ้ง ๑๙๑ ก็โดนตำรวจเตะซิ เขากำลังถ่ายหนังกัน นั่นน่ะสิ่งที่ตัวเองกำลังเห็น เขากำลังถ่ายหนังกัน
ถาม : งั้นความคิดจะเอามาใช้ไม่ได้ ?
ตอบ : ใช้ไม่ได้ อันนี้มันความจริง ของเขามันเป็นปรัชญา คือ เทียบเทียมกับของจริง แต่ว่าศาสนาพุทธเป็นอริยสัจ คือความจริงแท้มันต่างตรงนี้ ฉะนั้นใครเริ่มต้นเอาพุทธศาสนาเป็นปรัชญามันเข้าป่าไปครึ่งตัวแล้ว เหลืออยู่อีกครึ่งหนึ่งจะรอดมั้ย ? พุทธศาสนาไม่ใช่ปรัชญา ไม่ต้องเสียเวลาตีความ เป็นอริยสัจ คือ ความจริงแท้ ตั้งหน้าตั้งตาทำตามก็พอแล้ว
ถาม : แสดงว่ามันเชื่อว่า มีที่ไหนมันก็ไปที่นั่น ?
ตอบ : ส่วนใหญ่ตะเกียกตะกายไปแล้วก็ไปผิด จิตเดิมแท้จริง ๆ ก็กำลังแค่อาภัสราพรหมใช่มั้ย ? ในเมื่ออาภัสราพรหมเป็นกำลังของฌาน ๒ เท่านั้นเอง ในเมื่อมาโดนย้อมด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน กิเลสต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้รัก โลภ โกรธ หลงมันทับถมจิตใจ จิตเดิมแท้ก็เลยหมองมัวลงไป ก็ต้องขัดเกลาเริ่มขึ้นมาใหม่ เพราะฉะนั้นย้อนกลับไปถึงจุดเดิมแท้ของมันจริง ๆ ก็ยังใช้ไม่ได้ มันต้องไปให้มากกว่านั้น
ถาม : วันหนึ่งพอไปกำหนดมรณานุสสติค่ะ พอกำหนดไปร่างกายมันก็ปล่อยวาง พอปล่อยวาง พอจิตวางแล้วมันวางหมดเลยค่ะ หนังสือหนังหาก็วางค่ะ ทำยังไงดีเจ้าคะ ?
ตอบ : แรก ๆ จะเป็นอย่างนั้น เพราะว่าพอกำลังทรงตัวเป็นฌานมันมีอุเบกขาอยู่ อย่าลืมว่าตัวเอกัคคตารมณ์นั่นก็คืออารมณ์เป็นหนึ่ง จะต้องประกอบไปด้วยตัวอุเบกขา เราต้องซ้อมบ่อย ๆ ให้เคยชิน ทีนี้เรากระจายออกเสร็จแล้วมันต้องเอาเข้าด้วย มันรวมเข้าย้อนกลับมาตรงจุดที่ว่าตอนนี้เรายังมีชีวิตอยู่ ในเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ สิ่งที่เราควรจะทำก็คือทำปัจจุบันของเราให้ดีที่สุด ถึงเวลามันจะตายเมื่อไหร่เราก็จะไปนิพพานของเรา เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าคนที่ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดนี่ ทุกสิ่งทุกอย่างมันกลับทำมันเหมือนกับคนที่มีเวลาตรงหน้าเท่านั้นเอง
อย่างไปพม่านี่ไปนั่งรออยู่ที่เรือ รอจนแดดเผาหัวแดง พวกนั้นมันก็ยื้ออยู่นั่นแหละ จะไปไม่ไป เราก็นั่งหัวเราะ คนอื่นเขาก็สงสัยไอ้นี่มันบ้าหรือเปล่าตากแดดหัวเราะ ความจริงไม่ใช่หรอก คือคนจะเกิดอีกนานเวลามันเยอะ ของเรามันไม่มีเวลาแล้วรีบลงเรือไปก่อน ก็เลยต้องไปนั่งตากแดดรอคนมีเวลา แล้วเราก็นั่งหัวเราะอยู่คนเดียว คนอื่นเขาสงสัยว่าพระองค์นี้บ้าหรือเปล่าตากแดดแล้วก็นั่งหัวเราะ ก็ใกล้เคียงบ้านะ
ถาม : เมื่อสองอาทิตย์ก่อนที่ผ่านมาท่านชีวกโกมารภัจจ์ท่านมาแล้วบอกว่าให้มาเป็นลูกศิษย์ท่าน ท่านจะทำให้สามารถช่วยไปรักษาคนเพื่อจะได้รักษาโรคให้คนได้ เราก็รับปากกับท่านว่าจะไปครอบครู แล้วหลังจากนั้นผ่านมาเกือบเดือนแล้วก็ยังเฉยอยู่ พอเฉยเข้าก็เลยป่วยเลย ป่วยไปป่วยมาก็เลยเสียงไม่มี พูดไม่ได้ เสียงเป็นเป็ดเลย ?
ตอบ : พวกเดียวกัน อาตมาอาทิตย์ก่อนก็ไม่มีเสียงเหมือนกัน แย่กว่าเป็ดเยอะ แต่นี่ไม่ได้ดื้อกับท่านนะ คนที่ท่านจะให้รักษามันดื้อ เราก็เลยแย่ไปด้วย
ถาม : ท่านเล่นงานหนักเจ้าค่ะ ขนาดหายใจไม่ได้หายใจไม่ถึงท้องกำลังจะแย่เลยค่ะ ?
ตอบ : อาการนั่นใกล้จะตาย จำไว้คนใกล้จะตายมันหายใจไม่ถึงท้อง
ถาม : ท่านเล่นจะตายเลยค่ะ จนต้องบอกกับท่านว่า ยอมแล้ว แล้วอาการเสียงที่เป็นเป็ด คือเพื่อนเขาว่าเป็นกะเทยควายเลยค่ะ น่าเกลียดมาก ๆ เลย เวลาเดินไปไหนแล้วพูดนี่เสียงเหมือนกะเทยเลย แต่พอรับปากท่านปุ๊บ เวลาไม่กี่นาทีนี่เสียงเปลี่ยนมาเป็นปกติเลย ?
ตอบ : นั่นยังดีนะ ยังดีที่ท่านไม่ให้ไปกินอะไรก่อน อาตมาเจอเทวดาหลอกมาแล้ว
ถาม : เสียงเปลี่ยนทันทีจนเพื่อนเขาบอกว่าเราเล่นละครเหรอ เมื่อกี้นี้เสียงยังเป็นกะเทยควายอยู่เลย ?
ตอบ : อาตมาก็เจอมา อันนั้นเทวดาเขาแกล้ง เป็นปอดอักเสบมาลักษณะอย่างนี้ ขยับตัวก็ไอ ไปถึงตอนนั้นเทวดาผู้หญิงชั้นจาตุมหาราชด้วย ผู้หญิงที่อยู่ชั้นจาตุมหาราชนี่หายาก ไม่แน่จริงอยู่ไม่ได้ เขาบอกว่าอยากหายมั้ย ? อยากหาย ๆ อาบน้ำเย็นซิ โอ้โหเชื่อดีมั้ย ? คนปอดอักเสบขนาดขยับตัวแล้วไอแบบนี้บอกให้อาบน้ำเย็นแล้วหาย มันจะบ้าหรือเปล่า พอเข้าห้องน้ำเขาตามเข้ามาอีก แหม ! ยายนี่ตื๊อจัง ปิดประตูแล้วยังตามมาอีก ไปบอกว่าอาบน้ำเย็นแล้วจะหาย เราก็นึกได้ว่า เออ...เทวดาเขาไม่โกหก ในเมื่อเขาไม่โกหกนี่อาบน้ำเย็นมันคงหาย ก็ราดโครมลงไปเลย ไอตัวมันออกชนิดควันกลบทั้งห้องเลย แล้วหายเดี๋ยวนั้นเลย นึกขึ้นมาได้มันหลอกเรานี่ หนาวจะตายชักอากาศแค่ ๗-๘ องศา หลอกให้เราอาบน้ำเย็น ความจริงถ้าเขาจะช่วย แค่นึกให้เราหายเราก็หายแล้ว เป็นไงโดนซะเต็ม ๆ ต้อนรับน้องใหม่ ดันหลงเข้าไปในถิ่นเขาโดนต้มซะเปื่อย
ถาม : เลยสงสัยว่าท่านทำำได้อย่างไร ?
ตอบ : ยังดีไม่ให้ไปกินมัสตาร์ดซะกำหนึ่ง ถ้าให้กินซะก่อนแล้วค่อยหายจะชอกช้ำกว่านี้ แสดงว่าของท่านยังมีจรรยาบรรณอยู่ เจ้าแม่แกเล่นหมดจรรยาบรรณเลย หลอกให้เราอาบน้ำเย็น
ถาม : พอเวลาเราจะเข้าไปร้องเพลงคาราโอเกะ พอย่างเท้าเข้าไปเสียงหายเสียงเป็นเป็ดเหมือนเดิม พอก้าวเท้าออกไปเสียงดีเหมือนเดิม ?
ตอบ : ถ้าไม่ทำอย่างนั้นเดี๋ยวมันเสียเวลาเยอะ แทนที่จะเอาเวลามานั่งศึกษาเรื่องช่วยคนดันไปร้องคาราโอเกะ ถ้าหากว่าเรื่องของพระเรื่องของเทวดาเราขัดความประสงค์ของท่านไม่ได้หรอก
ถาม : ทำไมท่านคอนโรลเราได้ขนาดนี้เลยเหรอคะ ?
ตอบ : จริง ๆ ไม่ได้คอนโทรลหรอก เป็นเรื่องที่ควรจะทำ ในเมื่อเราเหลวไหลท่านก็เอาซะหน่อย ของเราเองมันอย่างกับตุ๊กตาที่เขาใช้ชักใยเอา ชนาดเดียวกับหุ่นกระบอก ท่านจะบงการให้เราทำอะไรที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ เพียงแต่ว่าส่วนใหญ่ท่านจะยอมรับในกฎของกรรม เวรกรรมของใครของมัน ทำกันไปเถอะ ถ้าไม่มีอะไรเกี่ยวเนื่องกันมาจริง ๆ ท่านไม่ยุ่งกับเราหรอก
ถาม : ท่านบอกว่าเราไปรับปากท่าน แล้วไม่ทำตามที่สัญญา ?
ตอบ : อันนั้นเราผิดสัจจะเอง โดนแค่นั้นก็บุญมากแล้ว
ถาม : ก็รีบรับวันรุ่งขึ้นเลยค่ะ ทีนี้ไม่ทราบว่าต้องอยู่ในคอนโทรลท่านอีกนานมั้ยคะ ?
ตอบ : ก็จนกว่าเราจะชำนาญแบบท่านน่ะ ๑ โยชน์รอบบ้าน ถ้ามีสิ่งที่ทำยาไม่ได้ท่านจะปล่อยเรา
ถาม : ท่านบอกให้ไปเรียนสมุนไพรที่กระทรวงสาธารณสุข เรียนเวชกรรมค่ะ ?
ตอบ : โน่นไปศึกษากับพี่ีมุกดาโน่น ตำราเป็นกระตั๊ก ไม่รู้ว่าจะสอบปีนี้หรือปีหน้า นั่นเรียนเวชกรรมเหมือนกัน
ถาม : ท่านบอกว่าให้เรียนจนกว่าจะได้ใบรับรองแพทย์ ?
ตอบ : ท่านต้องการในจุดที่ว่าถ้ากฎหมายมันจะเล่นงานเรามันจะทำอะไรเราไม่ได้ เพราะว่าของเรามันผ่านมาจริง ๆ ถึงเวลามีสิทธิจ่ายยาได้ ไม่อย่างนั้นจะโดนแบบหมอน้อย อันนั้นจ่ายยารักษาโรคเอดส์ ปรากฏว่าไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ เสร็จ แง่กฎหมายเขาเอาคุณผิดเต็ม ๆ อยู่แล้ว
ถาม : เหมือนโดนควบคุมตัวยังไงไม่รู้ค่ะ มันแปลก ๆ ค่ะ ท่านดุจริง ๆ เลยค่ะ พูดคำไหนคำำนั้น ?
ตอบ : ไม่แปลกหรอก คนจริง ไม่ใช่ดุ โดยเฉพาะท่านหมอชีวก ท่านเป็นพระอรหันต์ ไม่ใช่เทวดาธรรมดา พอพระพุทธเจ้าปรินิพพาน?ท่านก็คิดว่าหน้าที่ ๆ ท่านคิดจะทำมันก็ไม่มีแล้ว คนไม่มีหน้าที่แล้วนี่น่ากลัวมั้ย ? มีแต่พระอรหันต์นะที่ไม่มีหน้าที่แล้ว ใจท่านปล่อยวางได้ขนาดนั้น เดินเข้าป่าไปเลย เจอถ้ำ ๆ หนึ่งก็นอนเขลงตายมันตรงนี้แหละ อยู่ไปก็ไร้ประโยชน์ เสร็จแล้วร่างกายมันก็แย่ลง ๆ มันไม่ได้กินอะไรนี่ นอนอย่างเดียว แล้วอยู่ ๆ ก็ได้ยินเหมือนกับฟ้าผ่าลงมาพร้อมกับพระพุืทธเจ้าท่านถามในลักษณะที่ว่าห่วงร่างกายมั้ย ? ท่านบอกท่านไม่ห่วงแล้ว พร้อมที่จะตาย มันก็ไปที่เดียวคือ พระนิพพานตรงนี้ไม่มีในตำราไม่ต้องไปค้นหาประวัติท่านหรอก ยกเว้นว่าพวกเราจะเอาคำพูดอาตมาไปเขียนต่อ
ถาม : ปัญญาทางโลกที่ต้องทบทวนเพื่อที่จะหาเหตุผล กับที่รู้ข้างในต่างกันอย่่าไร เมื่อก่อนผมต้องคิดใคร่ครวญ แล้วตอนนี้มันเกิดขึ้นเอง แล้วตรงนี้มันต่างกันอย่างไร ?
ตอบ : ต่างกันลิบโลกเลย ปัญญาที่เกิดจากการสั่งสมบารมีในทาน ศีล ภาวนามา ถ้าเกิดขึ้นจะรู้แจ้งเห็นจริงตลอดไปหมด แล้วจิตก็จะยอมรับด้วย แต่ว่าปัญญาทางโลกมันเป็นแค่ความจำของเราเอง ถ้าหากว่ามันผิดไปจากที่เคยชินของเรา เช่น เขาบอกว่า ๒ บวก ๒ เป็น ๔ ถ้าเขาบอกว่า ๒ บวก ๑ เราเริ่มค้านแล้ว เพราะฉะนั้นมันต่างกันอยู่ตรงนี้
ถาม : แสดงว่ามันเป็นปัญญา เป็นด้านไหน ?
ตอบ : มันเป็นอยู่ แต่ที่นี้ว่ามันเป็นปัญญาทางด้านไหนล่ะ มันเป็นโลกียปัญาหรือโลกุตระปัญญา ที่พูดมานี่ คำว่า ปัญญานี่ควรจะเป็นโลกุตระ ก็คือว่ารู้ในทางที่จะหลุดพ้น ถ้าอย่างนั้นเขา จะยอมรับสภาพความเป็นจริงที่รู้อยู่ แล้วก็ปล่อยวาง รับแล้วไม่แบกเอาไว้ มันเหนื่อย
คราวนี้ของเราที่พูดมาบางทีมันอาจจะปน ๆ ทั้ง ๒ อย่าง เพราะไปปล่อยให้รู้เองไง สิ่งที่รู้เองนี่ถ้ามันเกิดจากการสั่งสมบารมีมา มันอาจจะเป็นตัวปัญญาในทางธรรมก็ได้จริง ๆ แล้วเรามาเสียเวลาในการคลำ มันมัวแต่มาอย่างเช่นว่า นี่เขาเรียกว่าอะไร ถ้าหากว่ามีอยู่ตรงหน้าแล้วคุณใช้มันได้ก็ใช้ไปเถอะ ไม่ต้องมัวเสีย เวลาไปถามหรอกว่ามันเรียกว่าอะไร
ถาม : เวลาเรากำหนดดูสิ่งที่เราได้มา พอได้มาเราก็กำหนดดู เรารู้เลยว่าสิ่งที่เราได้มานี่ต้องทำอย่างไร อันนี้เป็นปัญญาอะไรคะ ?
ตอบ : อันนี้เขาเรียกว่า ความเป็นทิพย์ของจิต ส่วนใหญ่จะเป็นปัญญาในทางธรรม แต่ว่าขณะเดียวกัน ความเป็นทิพย์ของจิตนี่ไม่ว่าทางโลกทางธรรมจะอยู่ในลักษณะที่ว่าสมบูรณ์พร้อม คือ พอมันรู้ขึ้นนี่ความรู้สึกจะเกิดอาจจะไม่ถึงนาที แต่ถ้าให้อธิบายนี่หลายหน้ากระดาษ มันจะรู้พร้อมสมบูรณ์หมด เห็นภาพขึ้นมาจะรู้เลยว่ามันจะต้องจัดการอย่างไรตั้งแต่ต้นยันปลาย ความเป็นทิพย์นี่ใช้ได้ทั้งทางโลกและทางธรรม ถ้าหากว่าทางโลกเกิดเหตุการณ์อย่างนี้จะทำอย่างไร ทางธรรมเกิดเหตุนี้จะจัดการอย่างไรจะบอกไว้หมด ตัวนี้ภาษาพระเรียกว่า ญาณ คือเครื่องรู้มันเกิด ในเมื่อเครื่องรู้มันเกิดถ้าหากว่าเรายึดติดอยู่ตรงนั้นมันจะเป็นอุปกิเลส แต่ถ้าเราไม่ยึดติดแต่อาศัยเครื่องรู้นี่เสริมเพื่อความก้าวหน้าขึ้นไป
จำได้มั้ย อุปกิเลส ๑๐ อย่างมีอะไรบ้าง โอภาส นั่นมันแสงสว่างอย่างเดียว ปีติ ความอิ่มใจใช่มั้ย ปัสสัทธิ ความสงบ คิดว่าบรรลุแล้วทั้งนั้นล่ะ ไปถึงท้าย ๆ ยิ่งหนักเลย นิกกันติ ความใคร่น้อยลง อารมณ์ทางเพศเหมือนกับไม่มี คิดว่าบรรลุแล้ว ความจริงมันเต็ม ๆ เลย มันโดนกดไว้ชั่วคราว อุปัฏฐาน จิตตั้งมั่นเหมือนกับเสาที่ไม่เคลื่อน เหมือนก้อนหินใหญ่กลางน้ำ น้ำซัดมายังไงก็ไม่หวั่นไหว คิดว่าตัวเองบรรลุแล้ว คิดว่าก้าวไปถึงจุดที่จิตไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม ความจริงไม่ใช่ มันเป็นกำลังฌานล้วน ๆ
ถาม : แล้วปัญญาจริง ๆ แล้วพอถึงสำเร็จแล้วจะเป็นการเข้าใจทุกอย่าง ?
ตอบ : ทุกอย่างที่เข้าใจนั่นเอาเฉพาะที่หมดกิเลสอย่างเดียว อย่างอื่นถือเป็นข้อรุงรังเขาจะตัดหมด มันจะเหลือเฉพาะหน้า งานเฉพาะหน้าที่เท่านั้นอย่างอื่นจะไม่เอาเลย ต้องการรู้อะไรมันรู้แต่ว่าความต้องการไม่มีซะแล้ว สนใจขึ้นมาก็แวบไปหน่อยหนึ่งแต่ก็แวบไป ด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างสูง มันเหมือนกับนักมวยเปิดการ์ดเมื่อไหร่ คู่ต่อสู้ชกร่วง ต้องตั้้งการ์ดแน่นก่อนแล้วค่อยไปสนใจเขา
ถาม : อธิบายเรื่องพละ ๕ กับอินทรีย์ ๕ หน่อยซิครับ ?
ตอบ : อินทรีย์ ๕ กับพละ ๕ มันอันเดียวกัน อินทรีย์ ๕ มันเป็นการสะสม พละ ๕ มันเป็นการใช้งานแค่นั้น ฟังรู้เรื่องมั้ย ? ไม่มีพื้นฐานมึนตายเลย วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาอะไรเหล่านี้มัน ๒ อย่าง มันเหมือนกันเป๊ะเลย มีอยู่ ๕ อย่างเหมือนกันเขาเรียกอินทรีย์ คือความเป็นใหญ่อย่างหนึ่ง พละก็คือพลังอีกอย่างหนึ่ง แต่จริง ๆ แล้ว ๒ อย่างนี่มันเป็นตัวเดียวกัน เพียงแต่ว่าตัวหนึ่งมันอยู่ในระหว่างสะสมกำลังของมันเขาเรียกว่า อินทรีย์ คือค่อย ๆ เพิ่ม อย่างวิริยะ ความเพียรของมัน ส่วนพละที่มันเป็นวิริยะ คือ ใช้ความเพียรในการตัดกิเลส เพราะฉะนั้นมันต่างกันอยู่นิดเดียวเท่านั้น อันหนึ่งเป็นการสะสมกำลัง อันหนึ่งใช้ผลของการสะสมไปเท่านั้นเอง
ถาม : แล้วกับบารมีล่ะครับ ?
ตอบ : ลักษณะมันก็คล้ายกัน วิริยะในบารมี ๑๐ นี่เขาคลุมหมด วิริยะในอิทธิบาทก็ดี วิริยะในพละ ๕ อินทรีย์ ๕ ก็ดีมันตัวเดียวกัน แต่ถ้าหากว่าในบารมี ๑๐ นี่ตัววิริยะบารมีนี่คลุมหมดตั้งแต่ต้นยันปลายเลย ตัวอื่นอาจจะเป็นเฉพาะหน้าก็ได้ อาจจะเป็นต้น เป็นกลาง เป็นปลายก็ได้ แต่วิริยะในบารมี ๑๐ นี่เขาคลุมไว้หมด เหมือนกับพระพุทธเจ้าท่านบอก รอยเท้าช้างใช่มั้ย ? รอยเท้าสัตว์ทั้งป่าจะมีมากเท่าไหร่เหยียบลงในรอยเท้่าช้างก็ไม่ใหญ่เกินไปกว่านั้น
ถาม : อย่างนี้ก็หมายความว่า ในเรื่องของบารมีก็วิริยะในบารมีต่าง ๆ กำลัง ๕ ตัวนี้ก็มีส่วนที่จะเสริมกำลัง ?
ตอบ : ก็เป็นอันนั้น จริง ๆ แล้วที่พระพุทธเจ้าท่านเทศน์สวดบทใดบทหนึ่ง สูตรใดสูตรหนึ่ง บรรพใดบรรพหนึ่งถ้าตั้งใจทำตามมันได้ทั้งนั้น เข้าถึงมรรคผลทั้งนั้น แต่เพียงแต่ว่าที่ท่านต้องเทศน์เอาไว้เยอะต่อเยอะด้วยกัน ก็เพราะว่าจริตนิสัยของแต่ละคนไม่เสมอกัน คนหนึ่งพูดอย่างหนึ่งถึงจะเข้าใจ อีกคนหนึ่งต้องพูดอีกอย่างหนึ่งถึงจะเข้าใจ อย่างนี้เป็นต้น
ท่านก็เลยต้องว่าเอาไว้ถึง ๘๔,๐๐๐ แบบด้วยกัน แต่ว่า ๘๔,๐๐๐ แบบพระพุทธเจ้าท่านว่าไว้นี่ไม่ค้านกันเลย มันสอดคล้องกันไปหมด
ถาม : ..................
ตอบ : ทุกอย่างมันทำได้ ทางโลกกับทางธรรมมันไปด้วยกันได้ คนที่มีธรรมะอยู่เป็นปกติอยู่แล้วนี่ ถ้าหากไปปฏิบัติอยู่ในทางโลกคนเขาจะสบายใจกว่าด้วยซ้ำไป เพราะว่าของเราจะประเภทตรงไปตรงมา เพียงแต่ว่าเราเองจะรักษากำลังใจของเราให้ทรงตัวได้มั้ย
ตอนที่ไปเจอประเภทแรงกดดันกระทบกระแทกจากคนกิเลสมาก ๆ เราไม่คิดจะทำอย่างนั้น แต่เขาคิดแทนเรา แล้วถึงเวลาในเมื่อเขาคิดว่าเราจะทำ เขาก็จัดการบีบเราบ้างอะไรบ้าง จะเกิดปัญหาขึ้นมาอีก สำคัญอยู่ตรงที่ว่าเราสามารถรักษากำลังใจได้มั้ย ถ้ารักษาได้ลุยไปเถอะ ไม่มีใครว่าหรอก
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
paang
20-12-2005, 04:04 AM
http://www.grathonbook.net/book/images2/name22.jpghttp://www.grathonbook.net/book/images/page4.jpg <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 height=21></TD><TD align=middle width="100%" background=images/up.gif height=21></TD><TD></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : เนกขัมมะนี่เป็นกำลังใหญ่มั้ยครับ ?
ตอบ : สำคัญมากเลย เพราะว่าถ้าหากว่าตราบใดที่จิตของเรายังผูกพันกับกามฉันทะนี่โอกาสจะหลุดพ้นมันยาก มันเป็นวังวนใหญ่ที่จะดึงดูดเราให้หลุดพ้นได้ยากที่สุด พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ชัดเลยว่า เรื่องของการเสพกามอย่างหนึ่ง เรื่องของการอยู่ในอำนาจอย่างหนึ่ง เรื่องของการนอนอย่างหนึ่ง เรื่องของการกินอย่างหนึ่ง ทำอย่างไรคนก็ไม่เบื่อ เดี๋ยวมันก็หวนกลับไปอีกอยากอีก มีอีกเป็นอีก
หลักการของต่าง ๆ ของมันฟังดูดีอยู่นะ เคยได้ยินมั้ย ๕ ม. ของมันน่ะมี มังสะกินเนื้อ มัทนะกินเหล้า มันตรามีการท่องมนต์ มุทรามีการร่ายรำ เมถุนมีการเสพกาม เขาบอกว่าถ้าหากว่าทำจนถึงที่สุดมันจะเบื่อไปเอง เป็นไปไม่ได้ ถ้าหากไม่ใช่บุคคลที่เห็นภัยในวัฏฏะสงสารจริง ๆ จะไม่มีวันที่จะปลีกตัวออกจากกาม มีแต่จะขลุกอยู่กับมัน
ถาม : ยกเว้นว่าต้องมีของเก่าช่วยจริง ๆ ถึงจะออกมาได้ ?
ตอบ : ไม่งั้นรอดยาก ตำราของตันตระเขาบัญญัติขึ้นมาเลย แต่ว่าจะทำอย่างไรก็บรรลุไม่ได้ แต่ว่าคนมันชอบ ในเมื่อเป็นสิ่งที่คนชอบมันก็เอา ถึงเวลาก็สมัครเป็นลูกศิษย์กันเป็นแถว
ถาม : กิเลสมันก็จะมากขึ้นเรื่อย ๆ ?
ตอบ : ก็คนกินเหล้าจะหลุดพ้นได้อย่างไร สติสัมปชัญญะมันไม่มี โอกาสของมันมีอยู่อย่างเดียว ตัวมันตราการท่องบ่นภาวนา ทีนี้พอมันเลิกท่องบ่นภาวนาไปขลุึกอยู่กับ ๔ ตัวมันก็เจ๊งแล้ว ก็ยังดีมันมีความดีขึ้นมาเป็นพัก ๆ
ถาม : แล้วอย่างท่องบ่นภาวนานี่ ยิ่งท่องมันก็ยิ่งคล่องมันก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ ?
ตอบ : ตัวสมาธิมันมีนะ เมื่อสมาธิทรงตัวขึ้น ปัญญามันก็มี กูไม่น่าจะต้องมาเหนื่อยอยู่อย่างนี้เลย มันน่าจะมีวิธีที่ง่ายกว่านี้
ถาม : จริง ๆ กามก็มีประโยชน์เหมือนกันใช่มั้ยครับ ?
ตอบ : มีอยู่ ทุกอย่างถ้ามันพอดีมีประโยชน์ แต่คนเรามันไม่ค่อยพอดีหรอก มันไม่ขาดก็เกิน
ถาม : อย่างบางครั้งเราต้องอาศัยเสียงเพลงเพื่อคลายเครียดบ้าง อะไรบ้าง ?
ตอบ : ใช่ แต่คราวนี้มันก็ต้องระวังสุดขีด เผลอไม่ได้เผลอเมื่อไหร่ก็จะไหลตามเพลง อาตมาโดนถีบลงน้ำทั้ง ๆ ที่เป็นพระก็เพราะไหลตามเพลง
เข้าไปที่เมืองลับแล เข้าไปใหม่ ๆ ก็ไม่ีมั่นใจว่าจะมีอันตรายหรือเปล่า ใจมันทรงตัวเป๊ะเลย อยู่นั่นตลอด ๕ วันไม่มีคลายเลยแม้แต่นิดเดียว ทีนี้ตอนเดินทางกลับพอผ่านป่าใหญ่มาถึงจุด ๆ หนึ่งจำได้ว่า หลังจากตรงนี้ไปไม่นานจะมีหมู่บ้าน ใจมันก็คลาย สบายใจแล้วอีกนิดหนึ่งก็จะถึงบ้านคนยังไงรอดแน่ มันแทนที่จะภาวนามันก็ดูฟ้าดูดินเห็นบรรยากาศใจก็ไหลเป็นเพลงตามที่เคยได้ยินมา ไม่รู้ใครเมตตาถีบโครมเดียวหัวทิ่มลงห้วยไปเลย หน้าหนาวด้วยเปียกหัวถึงตีนเลย สั่นแหง็ก ๆ สมน้ำหน้า
ถาม : อย่างนี้ก็เลยไม่แน่ใจว่าดีมั้ย ถ้าเผลอไหลไปตามเพลงนี่ช่วยได้มั้ย ?
ตอบ : ก็มีการผ่อนสั้นผ่อนยาวไง ลักษณะของพระมีการเปลี่ยนอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน เอาท่าเดียวนาน ๆ ไม่ไหวร่างกายมันแย่ ถึงเวลาก็ไปเดินดูฟ้าดูดินบ้าง แทนที่เราจะไปประเภทนั่งภาวนาอย่างเดียว อาจจะไปรดน้ำต้นไม้บ้าง อาจจะไปกวาดลานวัดบ้าง จับอริยาบถต่อไป พอถึงเวลามันคลายขึ้นมาบ้าง หายเครียดก็ไปนั่งภาวนาของเราต่อ เดินจงกรมของเราต่อ
ถาม : ใ้ห้เราเข้าฌานได้ทุกสภาวะ แล้วเวลาเดินแล้วมันค้างเราจะทำอย่างไรคะ ?
ตอบ : ก็ถ้าหากว่ามันค้างก็ลดลงมาเหลือแค่ ๒ หรือ ๑ มันก็เดินต่อได้แล้ว
ถาม : คลายออกใช่มั้ยคะ ?
ตอบ : ถอยมันลงมาหน่อยแล้วก็เิดินต่อไป เสร็จแล้วก็ตั้งท่ายื้อกับมันหน่อย ดูซิจะไปได้มั้ย ? เหมือนกับเข้าเกียร์รถไว้แล้วลองพยายามเข็นดู ปกติรถเข้าเกียร์อยู่ ถ้าเครื่องมันติดมันไปได้ใช่มั้ย ? ทีนี้เราจะเข็นให้มันไปเครื่องมันติดน่ะซิ
ถาม : ทีนี้เข็นไปแล้วก็จอดใช่มั้ยคะ ?
ตอบ : ก็เข็นไปนี่เครื่องมันติดเลย จริง ๆ แล้วไม่ต้องมาต่อก็ได้ มันเป็นเองแล้ว ต่อไปมันจะรู้วิธีแล้วว่าแค่ไหนพอดี มีอยู่ช่วงที่ฝึกใหม่ ๆ ยังทำอยู่ เดินจงกรมทั้งวัน ภาวนาทั้งวัน นับลูกประคำทั้งวันหรือประเภทนั่ง ๆ นอน ๆ ทั้งวัน ประเภทใครเห็นต้องว่าบ้าแน่ ๆ นั่งลงไปแล้วก็นอน ๆ อยู่แค่นี้ แต่ความจริงแล้วเราก็ทรงสมาธิ่ตามลำดับของมัน พอเรานอนก็เต็มที่ของมันเลย เวลาคลายก็เต็มที่ของมัน โอ๊ะ...สนุกมากเลยช่วงนั้น แต่คนเห็นว่าเราบ้าทุกคน นั่ง ๆ นอน ๆ
ถาม : เหมือนคุณพ่อเลยค่ะ นั่ง ๆ นอน ๆ เหมือนคนบ้า จะพาไปโรงพยาบาล คุณพ่อบอกไม่ต้องไม่เป็นไร ไม่ต้องพาไปก็ไม่มีใครเชื่อ ?
ตอบ : ไม่มีใครเชื่อหรอก เพราะคนบ้าบอกตัวเองไม่บ้าสักราย
ถาม : คนเราเกิดมาจะมีกรรมใช่มั้ยครับ คือคนแวดล้อมที่จะทำกับเราจะเกิดกับเราในลักษณะนี้ ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร ?
ตอบ : เกิดจากเราทำเอาไว้เอง ทุกอย่างที่เราทำ ....เลิกเกิด....เป็นวิธีแก้ที่ง่ายที่สุด ถ้าเลิกเกิดก็ไม่มีปัญหาอะไร ทุกสิ่งที่เราทำไว้ไม่ว่าดีหรือชั่ว ถึงเวลาผลจะเกิดกับเรามันจะส่งผลกระทบมารอบด้านเลย
ถาม : จะมีทางบรรเทามั้ยในกรณีไม่ดี ?
ตอบ : ถ้ามันดีจะบรรเทาทำไม ในกรณีไม่ดีก็โดยการสร้างบุญใหญ่ขึ้นมาแทน ในเมื่อเราสร้างบุญใหญ่ขึ้นมาแทนกำลังบุญมันสูง มันก็จะห่างกรรมไปชั่วระยะหนึ่ง ถึงเวลากำลังบุญมันต่ำลงกรรมมันก็ตามทันอีก ก็ต้องทำใหม่ ที่เขาเรียกว่าสะเดาะเคราะห์ จริง ๆ คือหลอกให้เราทำบุญใหญ่ บุึญทั้งหมดก็อยู่ที่ทาน ศีล ภาวนานั่นแหละ บุญกิริยาวัตถุคือ สิ่งที่เราทำมี ๑๐ อย่างด้วยกันสำคัญที่สุดตรง ๓ ข้อแรก คือ ทาน ศีล ภาวนา เพราะเป็นบุญใหญ่ โดยเฉพาะทานนี่เขาจะเน้นในวิหารทาน ธรรมทาน
ถาม : แล้วต้องแผ่เมตตาด้วยใช่มั้ยครับ ?
ตอบ : ทำด้วยก็ดี
ถาม : ถ้าใช้ปัญญาทางโลกในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาไปเรื่อย ๆ นี่ก็ไม่รู้จบ ?
ตอบ : ก็ไม่รู้จบ วิชาโลกเรียนเท่าไรไม่รู้จบ
ถาม : คือกรรมมันก็จะสนองอยู่อย่างนั้น แก้ไปก็ไม่จบ ?
ตอบ : ตราบใดที่เรายังมีการกระทำอยู่ ตราบนั้นมันก็จะให้ผลไปเรื่อย ๆ เหมือนกับว่าที่เราไปนั่งหมุนกงล้อ ถ้ายังหมุนอยู่กงล้อมันก็วนไปเรื่อย ๆ เลิกเมื่อไรมันก็หยุด
ถาม : ขอยกเหตุการณ์จริง ๆ นะครับ สมมติถ้าเราพูดในแนวที่่ว่าใช้ความรู้มาก ซึ่งคนบางคนอาจจะไม่ชอบ แล้วถ้าเรารู้ว่าจุดนี้คือจุดปัญหา แล้วเราแก้ได้อย่างนี้จะตัดปัญหาได้มั้ยครับ นี่เราใช้ปัญญาทางโลก ?
ตอบ : ไม่ได้แล้ว สมมติว่ามีคนฟังอยู่ ๑๐ คน แล้วคนโน้นไม่ชอบพูด อีก ๙ คนเตะคุณเพราะมันจะฟัง มันมีแต่ปัญหาไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จบ
ถาม : ในเมื่อถูกหรือผิดก็เป็นสิ่งสมมตินี่แล้วเราจะยึดหลักอะไร ?
ตอบ : ก็ยึดตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน สิ่งที่ท่านว่ามาเป็นสิ่งที่ตรงและง่ายที่สุด สั้นที่สุดในการตัดกระแสกรรมให้มันน้อยลง
ถาม : ในการที่ต้องอยู่ในทางโลกล่ะครับ ?
ตอบ : ก็ศีลเป็นเครื่องวัด เราเอากรอบแค่ศีลไป อย่าให้มันล้นกรอบ
ถาม : เวลาเราต้องตัดสินใจทำในหน้าที่การงาน ?
ตอบ : ก็ต้องไม่ประกอบด้วยอคติ ๔ ต้องตรงไปตรงมาจริง ๆ อคติ ๔ ก็ลำเอียงเพราะรัก ลำเอียงเพราะโกรธ ลำเอียงเพราะกลัว ลำเอียงเพราะหลง มันจะอดไม่ได้หรอก อาตมานี่ลำเอียงไม่มีหรอก
สมัยเป็นฆราวาสฝึกมาดี หลวงพ่อท่านสอนไว้เยอะ พอถึงเวลาวันเกิดคนมันเยอะ เฝ้าประตูกั้นเอาไว้ โอ๊ย...สารพัดเลย คนโ้น้นก็เส้้นใหญ่ คนนี้ก็เส้นโต พอมาถึงก็ประกาศตนฉันเป็นคนนั้น ฉันเป็นคนนี้ต้องเข้าหาหลวงพ่อได้ บอกหันไปดูข้างหลังโน่นแน่ะ แม่ผมเองผมยังไม่ให้เข้าเลย ยังไม่ถึงคิว ขนาดแม่ตัวเองยังไม่ให้เข้า คนอื่นไม่ต้องอ้างเลย ฝึกเอาไว้ดีเรื่องอคติไม่ค่อยมี
ถาม : ฝึกยังไงล่ะครับ ?
ตอบ : จริง ๆ มันก็คือ ตัวสติ สมาธิมันต้องทัน ถ้าหากไม่ทันปุ๊บ มันก็อดไม่ได้ ระหว่างสมมติว่าผู้หญิง ๒ คนนั่งอยู่ตรงหน้าเราอย่างนี้ คนหนึ่งสวยคนหนึ่งไม่สวย นี่เจ๊งแล้วอย่างนี้ใจเราจะเริ่มลำเอียงแล้ว ตัวนี้เขาเรียก ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะรักก็จะไปลำเอียงว่าคิดว่าคนนี้ต้องดีแน่ กว่าจะรู้ตัวว่าแม่เจ้าประคุณไม่ดีก็หลงเมตตาสงเคราะห์ไปซะบานแล้ว
ถาม : ต้องประกอบไปด้วยสติเหรอครับ ?
ตอบ : สติปัญญาไปพร้อม ๆ กัน มีสติอย่างเดียวปัญญาไม่พอก็ไม่กล้าทำอะไร จด ๆ จ้อง ๆ อยู่นั่นแหละ กลัวผิดกลัวพลาด มีปัญญามากไป สติไม่พอก็โฉ่งฉ่าง เดี๋ยวก็หกล้มหัวแตก ๒ อย่างมันต้องไปพร้อมกันมันถึงจะเกิดประโยชน์
ถาม : ถ้าขาดทั้ง ๒ อย่างล่ะครับ ?
ตอบ : ขาดทั้ง ๒ อย่างก็เกิดอีกนาน
ถาม : พระแต่ละองค์นี่เลือกวัดอย่างไรครับ ว่าจะอยู่วัดไหน ?
ตอบ : อันนั้นไม่ต้องเลือกหรอก ถ้าหากว่าเราเป็นฆราวาส แล้วเราชอบวัดไหนก็บวชวัดนั้นก็อยู่วัดนั้นแหละ ยกเว้นถ้าถึงเวลาไม่ชอบก็มีเหมือนกัน ทำเรื่องโยกย้ายได้อยู่เหมือนกัน แต่มันลำบากหน่อย ถ้าหากว่าตามหนังสือสุทธิพระนี่คุณมีสิทธิย้ายได้ถึง ๑๐ ครั้ง ครั้งที่ ๑๑ มันย้ายไม่ได้แล้ว ช่องที่จะให้กรอกมันหมด คนเราถ้ามันย้ายได้ถึง ๑๐ ครั้งนี่มันคบยากแล้วนะ
ถาม : เคล็ดลับในการซ่อนความจำที่ไม่รู้ลืม ?
ตอบ : โอ้โห...จริง ๆ แล้วมันต้องลืมนะ ถ้าหากว่าไม่รู้ลืมนี่กำลังสมองมันไม่พอที่จะเก็บเอาไว้ ถ้าหากว่าสมาธิของเราดีนี่ความจำจะแม่นยำ ถึงเวลามันจะจัดหมวดหมู่เก็บของมันเองแต่ละไฟล์ของมันจะเก็บซุกเงียบไม่รู้อยู่ตรงไหน พอถึงเวลาปุ๊บ มันจะโผล่ขึ้นมาเอง
บางคนเขาจะแปลกใจว่าคนมาที่นี่ไม่รู้จักเท่าไหร่ ต่อเท่าไหร่ แต่ทำไมเราจำเขาได้ทุกคน ถึงเวลาทำบุญไม่ต้องไปถามชื่อถามเสียงใหม่ จดได้ถูกต้อง จริง ๆ แล้วเราจำคนเดียวคือ คนที่มาใหม่ที่เหลือมันจำได้แล้วนี่ เพราะฉะนั้นพอจำคนเดียวมันจำง่าย แต่พอบอกคนอื่นเขาหาว่าบ้าจำคนเดียวจริงมั้ยล่ะ ? จำคนเดียว คนมาใหม่
ถาม : จำคนมาใหม่แต่คนเก่าก็ยังต้องอยู่นี่คะ ?
ตอบ : ก็มันจำแล้วไง
ถาม : เคล็ดลับตรงจำคนที่อยู่นี่ค่ะ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าสมาธิดี พระพุทธเจ้าท่านกล่าวเอาไว้ว่า บุคคลที่ีมีสติตั้งมั่น บุคคลที่มีใจตั้งมั่นท่านใช้คำว่าระลึกถึงเรื่องที่ทำมานานแล้วได้ ระลึกถึงเรื่องที่พูดมานานแล้วได้ ถ้าหากว่ากำลังใจตั้งมั่นแล้ว ตัวความจำมันก็จะดีตามไปด้วย หรือถ้าหากว่าอยากจะอัจฉริยะจริง ๆ ก็ชาตินี้ถวายพระไตรปิฎกสักตู้หนึ่ง พอถึงเวลาเกิดใหม่ชาติใหม่ ทีนี้เรียนด๊อกเตอร์ ๓ ใบก็ยังไม่หายมันเลย อย่างอื่นมันง่ายไปหมด
ถาม : หาแนวร่วมได้มั้ยคะ ?
ตอบ : ได้จ้าได้ ถึงเวลาถ้ากำลังเราไม่พอ คนอื่นให้เขามีส่วนด้วย ถ้าไปฉลาดพร้อม ๆ กัน แล้วจะไปหลอกเขาอย่างไรล่ะ มันต้องฉลาดคนเเดียวสิ
ถาม : ต้องถวายฉบับไหนครับ ฉบับประชาชน ?
ตอบ : เลือกเอา จริง ๆ แล้วหนังสือทุกประเภทถือเป็นธรรมทานหมด เพียงแต่ว่าประโยชน์มันมากน้ิอยต่างกันทำให้อานิสงส์มันมากน้อยต่างกันไปด้วย ถ้าจะเอาให้ชัวร์ ๆ เลยก็พระไตรปิฎกนั่นแหละ เพราะเป็นการปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นจริง ๆ
ถาม : ต้องเป็นภาษาบาลีมั้ยครับ ?
ตอบ : บาลีมันทำให้ต้องลำบาก ต้องแปลอีก ภาษาไทยก็ได้ ฉบับของ ส.ธรรมภักดี สยามรัฐ อะไรก็ได้
ถาม : คน ๒ คนที่ีมีกรรมกันแล้วทะเลาะกันโกรธกัน สมมติว่าอีกคนยอมปรับตัว แต่ว่ายังมีกรรมกันอยู่นี่จะเกิดอะไรขึ้นครับหรือว่าจะมีเรื่องใหม่อีก ?
ตอบ : ถึงเวลาผลมันก็จะสนองไปอีก ถ้าหากว่าพูดถึงในปัจจุบัน ถ้าฝ่ายหนึ่งยอมปรับตัวอีกฝ่ายหนึ่งยอมรับได้มันก็ดีกันได้ แต่ว่าสิ่งที่ทำไปแล้วม้ันก็ส่งผล มันไม่ได้ส่งผลในปัจจุบัน แต่มันส่งผลในอนาคต สิ่งที่เราทำในปัจจุบันจะเป็นผลในอนาคต ถ้าไม่ได้เอ่ยขออโหสิกรรมต่อกัน ผลอันนั้นก็จะไปเกิดในอนาคตอีก
ถาม : เกิดเป็นคนอื่นหรือเป็นคนเดิม ?
ตอบ : อาจจะเป็นคนเดิมหรือคนอื่นอาจจะสร้างผลอันนี้ให้กับเรา ในลักษณะเดียวกันในแบบเดียวกันต้องรับแน่ ๆ จริง ๆ ถ้าขออโหสิกรรมได้ตรงที่สุดจะใช้วิธีไหนก็ได้ว่าสิ่งทั้งหมดที่เราได้ล่วงเำกินเธอมาทั้งหมด ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันขอให้เป็นอโหสิกรรมได้มั้ย ? ถ้าเขาโอเครับได้ก็จบเลย เพราะฉะนั้นไปหาทางหลอกให้เขาพูดให้ได้ก็แล้วกัน จะเต็มใจหรือไม่เต็มใจถ้าคุณหลุดปากออกมาก็เจ๊ํงแล้ว ไม่เต็มใจจะให้แต่เผลอไปเซ็นแล้วผลตามกฎหมายมันมีแล้วนี่
ถาม : คิดว่าเราไม่รู้จักกับเขาเลย ไม่อยากผูกกรรมกับเขา ?
ตอบ : ถ้าหากว่าเราไม่ต้องการผูกกรรม กำลังใจเราคลายฝ่ายเดียวก็โดนเขาตีฝ่ายเดียว เราเองจะทนไปได้กี่ชาติก็ไม่รู้ ให้เขาอโหสิกรรมนี่เป็นการแก้ไขโดยตรง หรือไม่อีกทีหนึ่งก็เป็นพระอรหันต์เสีย
ถ้าเป็นพระอรหันต์นี่ท่านบริสุทธิ์เสียจนกระทั่งกรรมต่าง ๆ มันจะตามไม่ทัน มันจะเป็นการอโหสิกรรมโดยอัตโนมัติ แต่ว่าตราบใดที่ท่านยังมีร่างกายอยู่กระแสกรรมมันก็เศษกรรมมันจะทวงได้ แต่ว่ากรรมใหญ่ที่ทำไว้จะจบลงหมดเกลี้ยง
ถาม : แล้วอย่างที่คนเสียชีวิตไปแล้วเราไปขออโหสิกรรมนี่ เป็นการขออโหสิกรรมของเรา ?
ตอบ : อันนี้เราฝ่ายเดียวแน่ ๆ ยกเว้นว่าเขาจะโผล่หน้าออกมาบอก เออ ยกโทษให้ แล้วเราก็ช็อก (พูดถึงการใช้มโนมยิทธิ) ความจริงก็น่าภูมิใจนะต่อหน้าครูเก่งเป็นบ้าเลย ลับหลังครูไปไม่เป็น มันก็สไตล์เดียวกันนั่นล่ะ เคล็ดลับมันมีอยู่แค่นั้น แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า สภาพของจิตเราไม่มีอะไรขวางได้
อย่างเช่นเรานึกถึงบ้านตอนนี้ ถ้าคนที่ได้อภิญญาหรือทิพจักขุญาณจะเห็นตัวเราไปยืนอยู่ที่บ้านเลย แค่นึกก็ถึงแล้ว ไม่ต้องเปิดประตู ไม่ต้องลงบันได ไม่ต้องขับรถ ไม่ต้องขึ้นรถเมล์ ไม่ต้องนั่งรถแท๊กซี่ แสงว่าเดินทางด้วยความเร็ว ๑๘๖,๐๐๐ ไมล์ต่อนาที แต่ว่าจิตมันเร็วกว่านั้น เรานึกถึงดวงอาทิตย์ นึกถึงแค่นั้นมันถึงแล้ว แสงมันใช้เวลา ๘ นาทีกว่า ๆ เ้พราะฉะนั้น มันไม่มีอะไรจะมาขวางความเร็วของจิตได้ แค่นึกก็ถึงแล้ว
เมื่อครูฝึกเขาบอกว่าให้ยกจิตขึ้นสู่จุึฬามณีเจดีย์สถาน ให้นึกเดี๋ยวนี้เลย ให้เราหยุดอยู่ตรงหน้าจุฬามณี ถ้าเขา่ถามว่าจุฬามณีมีสภาพอย่างไร ความรู้สึกแรกบอกว่ายังไงให้บอกตามนั้นเลย ไม่จำเป็นจะต้องเหมือนคนอื่นเขา โดยเฉพาะถ้าฝึกร่วมกันนี่ ถึงเวลาคนหนึ่งเขาตอบอย่างนี้่ แล้ว เอ๊ะ....เรารู้สึกไม่เหมือนเขาแล้วไปตอบอีกอย่างหนึ่งเจ๊งเลย คนที่ัมันจะรู้สึกเหมือนกันตอบเหมือนกันมันต้องลงที่เดียวกัน
สมมติว่าเรามาจากกรุงเทพมาลงบางแค อีกคนไปลาดพร้าว อีกคนไปพระโขนงโน่น มาจากกรุงเทพเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ ? แล้วมันจะเห็นเหมือนกันมั้ยล่ะ ? โลกของเราทั้งโลกหย่อนลงไปสวรรค์ชั้นหนึ่งมันเท่ากับส้มใบเล็ก ๆ ในเข่งเท่านั้นเอง สวรรค์มันใหญ่กว่านั้นเยอะ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าตอบไปคนละทิศคนละทางคนละเรื่้องคนละโลกกับเขาก็ไม่ต้องสงสัย เพราะว่านั่นคือที่ ๆ เราไป ขณะที่เขาตอบคือที่ ๆ เขาไป เราต้องมั่นใจในตัวของเราเอง เอาความรู้สึกแรกเป็นหลัก
แรก ๆ มันจะมองไม่เห็นเพราะว่าส่วนใหญ่แล้วสมาธิมันไม่ดี การตัดกิเลสมันก็ไม่คล่องตัว ก็เหมือนกับคลำของในที่มืด เขาส่งของให้เราชิ้นหนึ่ง เราก็ต้องหลับตา ไม่หลับตาก็มองไม่เห็น คลำไปคลำมาซักพักหนึ่งก็ตอบได้ สมมติว่าสมุดเล่มนี้พอถึงเวลาก็บอกว่าได้ว่าสมุด ถ้าคลำบ่อย ๆ จับบ่อย ๆ ก็บอกได้เลยว่าสมุด ความคล่องตัวมันจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ
คราวนี้ก็จะสู่ขั้นตอนที่ลำบาก เพราะว่าถึงเวลานั้นกำลังใจของเราจะมั่นคง เมื่อกำลังใจของเรามั่นคง สมาธิเริ่มทรงตัวภาพจะปรากฎ มันลำบากตรงไหน มันลำบากตรงความเคยชินของเรา เราเห็นภาพด้วยตาจนเคย พอถึงเวลาภาพปรากฏปั๊บ อยากจะให้ชัดมากกว่านั้นโดยที่ไม่นึกถึงข้อจำกัด
ข้อจำกัดก็คือว่ามีพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่มองเห็นอะไรชัดโดยตลอดไม่มีอะไำรปิดบังเหมือนอย่างกับยามเที่ยง พระปัจเจกพุทธเจ้าได้อย่างกับคืนวันเพ็ญ มันก็ยังมีที่หลบมุมได้บ้างอะไรได้บ้างใช่มั้ย ? พระอัครสาวกนี่เหมือนกับคบไฟดวงใหญ่ ถึงสว่างอย่างไรรอบข้างมันก็มืดเยอะ พระอริยเจ้าทั่ว ๆ ไป เหมือนแสงเทียนดวงน้อย ของเรานี่ถ้าได้มโนมยิทธิจริง ๆ ยังไม่ได้เป็นพระอริยเจ้าคือทรงฌานโลกีย์มันเหมือนกับพระอาิทิตย์โพล้เพล้ยามค่ำ ทีนี้โพล้เพล้ยามค่ำบางทีมันเหมือนค่ำสนิทจริง ๆ เราไม่นึกถึงข้อจำกัดตรงนี้ ก็จะใช้สายตาเพ่งเพื่อให้มันชัด เราต้องไปถึงสถานที่นั้น เราถึงเห็นภาพได้ การใช้สายตามันต้องนึกถึงตา นึกถึงตาคือนึกถึงตัว เท่ากับเราดึงจิตย้อนกลับ ภาพมันจะหายไป ทีนี้เราก็มานั่งกลุ้มซิ ทำไมถึงหายไปนะ ยิ่งฟุ้งซ่านก็ยิ่งหาภาพไม่เจอ พอใจสงบภาพมาปรากฎอีกเพ่งอีก ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่นักปฏิบัติติดกันมาก
อาตมาเองก็ติดอยู่เป็นปี ๆ จนกว่าเราจะทำใจได้ว่า ก่้อนหน้านี้ ความรู้สึกของเราก็ถูกต้องแม่นยำดีอยู่แล้ว ภาพนี้จะปรากฏหรือไม่ปรากฏก็ช่างเถอะ เราพอใจแค่นี้ล่ะ เห็นก็เอาไม่เห็นก็เอา ถ้าอย่างนั้นภาพจะปรากฏแล้วทรงตัวได้นาน คราวนี้นึกออกมั้ยว่าของเราผิดพลาดตรงไหนมันถึงไม่ได้ซะที อย่าบอกนะว่าทุกขั้นตอน จำไว้นะว่าอย่าอยาก
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
paang
20-12-2005, 04:10 AM
http://www.grathonbook.net/book/images2/name22.jpghttp://www.grathonbook.net/book/images/page5.jpg <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 height=21></TD><TD align=middle width="100%" background=images/up.gif height=21></TD><TD></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : เราตั้งใจมากเกินไป ?
ตอบ : ตัวตั้งใจมากเกินไปมันเป็นตัวอุทธัจจะ มันฟุ้งซ่าน ตัวทรงฌานนี่ลำบาก ถ้าหากว่าเราไม่สามารถทรงฌานได้คล่องตัวชนิดเข้าฌานไหนก็ได้เมื่อนั้นนะ มันก็จะเป็นตัวถ่วงทิพจักขุญาณ เพราะทิพจักขุญาณจะเกิดเมื่อ
๑. อยู่ในอุปจารสมาธิ อีกอันก็คือฌาน ๔ เต็มกำลัง คราวนี้อยากจะเปรียบว่ามันเหมือนกับห้อง ๒ ห้องชั้นล่างกับชั้นบน ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกันหมดแล้วมีบันไดอยู่ระหว่างกลางจากชั้นล่างไปชั้นบน ถ้าเราอยู่อุปจารสมาธิ คือ อยู่ชั้นล่าง ถ้าฌาน ๔ อยู่ชั้นบนเห็นได้เหมือนกัน ทุกอย่างเหมือนกันหมด ถ้าหากเราอยู่ระหว่างฌาน ๑ ๒ ๓ เจ๊ง ถึงอยู่ ฌาน ๔ ถ้าเป็นฌาน ๔ หยาบก็ยังไม่ถึงจุดของมัน
เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเรามีพื้นฐานการภาวนามาก่อนแล้ว ลดกำลังใจมาอุปจารสมาธิไม่เป็นหรือส่งกำลังใจขึ้นฌาน ๔ ละเอียดไม่เป็น ทำทิพจักขุญาณไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่าบุคคลผู้เห็นภัยในวัฏฏะสงสารตั้งใจปฏิบัติภาวนาทรงสมาธิได้ สร้างฌานสมาบัติให้เกิด บุคคลเป็นแสนคนจะทรงฌานได้สักคนก็แสนยาก บุคคลผู้ทรงฌานเป็นแสนคนจะทรงฌาน ๔ ได้สักคนก็แสนยาก บุึคคลผู้ทรงฌาน ๔ เป็นแสนคนจะได้ทิพจักขุญาณสักคนก็แสนยาก ล่อไปกี่แสนแล้วล่ะ
เพราะฉะนั้นเรื่องที่เราทำไม่ได้บางทีมันเป็นที่ว่าครูฝึกใช้คำพูดไม่ถูกต้องก็มี ขณะเดียวกันบางทีเราเองก็วางกำลังใจสูงเกินไป ลดกำลังใจต่ำเกินไปไม่ตรงช่องของมันก็มี ถ้ามันตรงของมันทีเดียวมันจะจำได้ลำบากครั้งแรกครั้งเดียว
อาตมาเองตอนฝึกใหม่ ๆ ครูฝึกเขาถามเห็นอะไรมั๊ย ? ไม่เห็นครับ สว่างมั้ย ? มืดครับ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพราะครูฝึกเขาใช้คำพูดผิด ไปได้อีกทีตอนที่ครูฝึกเขาหมดอารมณ์ไปนอนตีพุงที่ไหนไม่รู้ เราก็ดื้อภาวนาของเราต่อ ปรากฏว่าครูฝึกข้างหลังเขาถามลูกศิษย์ของเขาว่า สามารถนึกถึงพระพุทธรูปได้มั้ย องค์ใดองค์หนึ่งที่เรารักเราชอบมากที่สุด โอ๊ย...หวานหมูเลย ก็จับภาพพระเป็นกสิณได้ ๓ ปีเต็ม ๆ อธิบายได้ทุกเส้นขนก็ว่าได้ ก็อธิบายไปครูฝึกข้างหลังเขาก็ดี เขาเห็นว่าเราบอกได้ก็ดึงเราเข้าร่วมวงไป ก็ว่าไปเรื่อย แค่ใช้คำพูดผิดนิดเดียวเราก็ไม่สามารถจะทำได้
ส่วนอีกทีหนึ่งพาโยมแม่ไปฝึก เรื่องของคนครอบครัวเดียวกันนี่โดยเฉพาะผู้อาวุโสกว่านี่ มันจะเป็นเวรเป็นกรรมอยู่อย่างหนึ่งว่าเราสอนเขายาก เครดิตไม่พอ เป็นแม่ก็เป็นแม่เราใช่มั้ย ? เลี้้ยงเรามากับมือ เราจะเอาอะไรไปสอนท่านก็ต้องไปให้คนอื่นเขาสอน ก็ไปให้ครูสอนพอหายเข้าไปในห้องสักครึ่งชั่วโมง ครูก็เดินหัวเราะออกมา บอกท่านเล็กสอนแม่อย่างไร ถามว่าเกิดมาทุกข์มั้ย แม่บอกว่าไม่ทุึกข์ บอกว่าครูถามผิด กลับไปถามแม่ใหม่ว่า เกิดมาลำบากมั้ย รับรอง ๓ ชั่วโมงแกอธิบายไม่หมดหรอกว่าลำบากอย่างไรนั่นน่ะ ครูฝึกใช้คำพูดผิดนิดเดียว ทำให้เกิดผลเสียกับลูกศิษย์ขนาดนั้น
เพราะฉะนั้นมันก็หลายอย่างรวมกัน อาจจะเป็นได้เพราะครูฝึกไม่ชำนาญพอ และเราเองก็ทำกำลังใจไม่ตรงร่อง ใช้ความพยายามต่อไป อาตมาเองตอนที่พยายามทรงฌาน ปล้ำปฐมฌานอย่างเดียวใช้เวลา ๓ ปีเต็ม ๆ คิดว่ามีไอ้บ้าที่ไหนมันอึดขนาดนี้หรอก มันทำไม่ได้ผล ของเรา ๓ เดือนมันก็ทิ้งกันหมดแล้วเชื่อเถอะ ภาวนาไปก็ไปไล่ขั้นตอน ตอนนี้วิตกนะ เราก็นึกอยู่นะว่าจะภาวนา ตอนนี้วิจารณ์นะ ลมหายใจยาว-สั้น เข้าออกแรง-เบา คำภาวนาอย่างไรรู้อยู่ ตอนนี้ปีตินะ ขนมันชักจะลุกซ่า ๆ แล้ว มันก็หายจ้อยไปหมด เราตามจี้อาการมันมากจนเกินไป
เรื่องของกรรมฐานมันเหมือนกับคนขี้อาย ไปจี้จดจ่อกับมันมากเกินไป มันเป็นตัวอารมณ์อุทธัจจะ คือฟุ้งซ่าน เพราะฉะนั้นมันจะทรงเป็นฌานไม่ได้ เดือนก็แล้ว ปีก็แล้วไล่ไปเรื่อย ๆ มันก็ไม่ก้าวหน้าสักที มันก็ติดแหง็กอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งวันหนึ่งถึงวาระถึงเวลามันแล้วล่ะ มันเบื่อเต็มทีแล้ว ข้าจะภาวนาแล้วล่ะ วันนี้มันจะเป็นฌานหรือไม่เป็นฌานก็ช่างหัวมันเถอะ ป๊อกเดียวได้เลย คือกำลังใจมันปล่อยวางแล้ว ตรงจุดนี้ล่ะ ถ้าเราอยากเกินไปมันจะไม่ได้ แล้วมาถามอีกทีว่าไม่อยากแล้วมันจะไปปฏิบัติทำไม คือให้ตั้งกำลังใจเราไว้ว่า เราปฏิบัติครั้งนี้เราต้องการอะไร แล้วถึงเวลาภาวนาให้ลืมความตั้งใจนั้นเสียให้ใจจดจ่ออยู่กับการภาวนาอย่างเดียว
พอครูฝึกบอกอย่างไรให้ทำอย่างนั้น พอเขาบอกว่าคลายอารมณ์ออกมานะ ทำตัวสบาย ๆ เหมือนกับเรานั่งคุยกันหลับตาเบา ๆ สบาย ๆ เขาบอกอย่างไรทำอย่างนั้น เขาถามอย่างไรตอบไปตามความรู้สึกนั้นจะได้ง่าย ถ้าหากว่าเราเองกำลังเสียดาย กำลังภาวนาอารมณ์ทรงตัวเลย เขาถามไ่ม่ตอบคือว่าไม่ลดกำลังใจลงมา เราเสียผลเอง อันนี้เราโทษครูฝึกไม่ได้
ถาม : แล้วจากพรหมตัดเข้านิพพานเลยหรือครับ ?
ตอบ : จากพรหมตัดเข้านิพพานไปเลย ส่วนใหญ่สุทธาวาสพรหม ๕ ชั้นของท่านนี่จะเป็นพระอนาคามีขึ้นไป จะเริ่มตั้งแต่อันตราปรินิพพายีขึ้นไปจนถึงอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี แต่ละขั้นตอนจะดำรงอยู่เป็นเวลาระยะเท่าไหร่ ๆ ท่านจะบอกรายละเอียดไว้หมด ขออนุญาตไม่อธิบายนะ เพราะว่ามันจะฟุ้งซ่านเกินไป เคยได้ยินมั้ย อัตราปรินิพพายี สสังขารปรินิพพายี อสังขารปรินิพพายี ไล่ขึ้นไปเรื่อย พวกนี้ปล่อยให้คนแม่ตำราปล่อยเขาว่าไปเถอะ เราไม่จำเป็นต้องไปสอนใคร กองเอาไว้ตรงนั้นแหละ อุปปหัจจปรินิพพายี อัตราปรินิพพายี สสังขารปรินิพพายี อสังตารปรินิพพายี อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี เขาเรียกสุทธาวาสพรหม ๕ ชั้น
ถาม : .................................
ตอบ : แป้งเสน่ห์ถ้าเราไม่ได้ใช้มันก็ไม่มีผลใช่มั้ย ก็ทำเสน่ห์เอาดีกว่า หลวงพ่อท่านสอนวิธีทำเสน่ห์มา ท่านบอกว่าพระพุทธเจ้า้ท่านสอนมาอีกทีหนึ่ง ท่านบอกว่าถ้าใครทำตามมีเสน่ห์ทุกคน ท่านบอกว่า
๑. ต้องมีทาน คือการให้ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
๒. ปิยวาจา พูดดี ๆ กับเขา
๓. อัตถจริยา ทำประโยชน์ให้กับเขา ช่วยงานเขา
๔. สมานัตตตา ทำตัวเสมอต้น เสมอปลาย ท่านบอกว่าถ้าทำได้ ๔ ข้อนี้รับรองรองได้ติดหนับทุกคนน่ะ พระพุทธเจ้าสอนทำเสน่ห์ (หัวเราะ) คนได้ยินตอนแรกช็อคตาตั้งเลย หลวงพ่อขอคาถาท่านทุกบทให้หมด บอกขอคาถาทำให้ผู้หญิงรัก ท่านบอกข้าไม่มี ถามว่าทำไม ท่านบอกว่าสมัยก่อนเจอที่ไหนขยำทิ้งที่นั่น ท่านบอกว่าถ้าหากว่าเราตั้งใจทำดีกับเขา ๆ รักเอง แล้วจะเสียเวลาไปใช้คาถง คาถา ตื๊อเท่านั้นที่ครองโรค สมัยนี้โรคเอดส์มันเยอะ
ถาม : ท่านเคยบอกผมว่า คนที่ได้อภิญญานี่ .....(ไม่ชัด).....?
ตอบ : พระได้เยอะกว่า แต่ว่าของหลวงพ่อท่านมาเน้นที่ฆราวาส อยู่ในลักษณะที่ว่าพุทธศาสนาจะรุ่งเรืองขึ้นพุทธบริษัท ๔ จะต้องมาก คราวนี้ว่าถ้าเรื่องของการปฏิบัตินี่ อุึบาสก อุบาสิกาที่ว่ามาเน้นที่คนคลุกอยู่กับโลก คือเป็นโลกียะอยู่ ถ้าหากว่าจะมาเน้นการปฏิบัติให้ได้ผลจริง ๆ มันยาก
เพราะฉะนั้นถ้าจะเอาพุทธศาสนารุ่งเรืองขึ้นมา พุทธบริษัท ๔ มันจะต้องครบ แต่ของเราตอนนี้ภิกษุณีไม่มี ดีเสียว่าแม่ชี พอจะเป็นตัวแทนได้ เพราะฉะนั้นต้องมาเน้นที่อุบาสก อุบาสิกา หลวงพ่อท่านก็สร้างพื้นฐานมาอยู่ในจำนวนมากพอเป็นที่น่าพอใจหลายต่อหลายท่านสิ้นชีวิตไป ร่างกายก็ไม่เน่าไม่เปื่อยทั้ง ๆ ที่เป็นฆราวาส ใจเป็นพระไปนานแล้ว
ถาม : ตระกูลคอมันตร์ เจอที่อเมริกานี่ เจ็บป่วยทีไรก็.....?
ตอบ : ตระกูลคอมันตร์นี่ สงเคราะห์หลวงพ่อตั้งแต่แรก ๆ แล้วตั้งแต่สมัยยุค ดร.เดือน คุณหญิงเยาว์มาลย์ มายุคหลังนี่ก็พี่ต้อยเดือนฉาย คุณม่ำรัชดา ไล่มาเรื่อย ๆ เขาเหนียวแน่นดี เพราะว่าพระประธานในโบสถ์ สมเด็จพระพุทธพรมงคลที่วัดท่าซุงนี่ครอบครัวบุนนาคสร้างถวาย แล้วก็กระดูกของคุณหญิงเยาว์มาลย์กับดร.ก็อยู่ที่ฐานพระ
ขำอะไรไม่ขำ ขำพี่ต้อย พี่ต้อยไปวัด พระใหม่ ๆ ไม่รู้จัก ท่านก็ไปยืนรี ๆ รอ ๆ อยู่หน้าโบสถ์ พระท่านก็ถาม จะทำอะไรจ๊ะโยม ? พี่ก็บอกว่าขออนุญาตเข้าไปในโบสถ์หน่อยได้มั้ย ? พระก็บอกว่าปกตินี่โบสถ์นี่เขาจะไม่เปิดให้โยมเข้า ท่านก็บอกว่า โยมแค่อยากเข้าไปไหว้กระดูกพ่อแม่ที่ฐานพระเท่านั้น พระท่านได้ยินก็รีบเปิดให้ ขำตรงที่ท่านเป็นผู้ใหญ่ ท่านไม่ไปเบ่งกับเด็ก ขณะเดียวกันเด็กก็ไม่รู้เรื่องจริง ๆ มันก็ทำตามระเบียบ กว่าจะรู้ว่าเป็นขาใหญ่วัดท่าซุงก็ประเภทหน้าแตกไปแล้ว
ถาม : พูดถึงหลวงพ่อดำนี่ ท่านขึ้นไปทำหลังคาบนยอดโบสถ์หลวงพ่อวัดท่าซุงโทรศัพท์ไป ท่านรู้ปีนลงมาเลย ท่านบอกคนที่ถวายตัว คนใหม่คนเก่าไม่รู้ แล้วหลวงอาเวกวัดดาวดึงส์นี่....?
ตอบ : อันนั้นน้องชายหลวงพ่อ หลวงอาเวกเป็นน้องชาย น้องแท้ ๆ เลย พระครูพิศาลวุฒิธรรม ก็ของท่าน ๆ เอาทางเรียน หลวงพ่อเองพอท่านเรียนจบเปรียญ ๔ เสร็จท่านก็ไม่รู้จะเรียนต่อทำไม ยิ่งเรียนมันก็ยิ่งไกล ไอ้ยิ่งไกลก็คือ ไกลจากเป้าหมายที่ต้องการ ท่านก็เลิก แต่ว่าหลวงอาท่านก็ว่าของท่านไปเรื่อย แต่ว่าหลวงอาท่านไปอยู่วัดเล็ก วัดดาวดึงส์ วัดมันเล็ก พอวัดมันเล็ก ยศตำแหน่งมันก็ไม่ไปเสียที ได้พระครูชั้นเอกมานี่ถือว่าดีมากแล้ว เขาถึงได้พยายามวิ่งเต้นไปวัดใหญ่ ๆ กันเพราะว่า ยศตำแหน่งมันไปได้ง่าย ๆ ตอนที่จบนักธรรมเอกหลวงพ่อท่านถามว่าแกจะเรียนต่อมั้ย ถ้าแกจะเรียนต่อข้าจะส่งมากรุงเทพฯ ให้พรรคพวกเส้นสายใหญ่ ๆ มันยังพอมีอยู่ บอกไม่ไหวแล้วครับพ่อ ถ้าห่างพ่อผมเลวแหง ๆ เดี๋ยวก็ไปแย่งยศแย่งตำแหน่งกับเขา ท่านบอกเออก็ตามใจแก
ถาม : (ถามเกี่ยวกับการเดินทางไปอเมริกา)
ตอบ : ท่านพระครูปลัด ท่านก็ยังไปปกตินี่ ของอาตมาเองเกรงใจโยมเขา เพราะว่าระยะหลังนี่ทางกรมศาสนาโดยเฉพาะมหาเถรสมาคมออกกฎมาว่า บุคคลที่จะไปจะต้องประกอบไปด้วยคุณสมบัติอะไรบ้าง มันมีกฎอยู่ข้อหนึ่งคือว่า ค่าใช้จ่ายทั้งหมดญาติโยมทางฝ่ายโน้นต้องจ่าย คือช่วงเศรษฐกิจตก ท่านไม่อยากให้เอาเงินไปถมเมืองนอก ถ้ามันอยากได้จริง ๆ ให้มันจ่าย อาตมาก็เลยเกรงใจโยมว่า ถ้าหากว่าไปแต่ละที่นี่ไม่คุ้มค่าเครื่องบินเขา โยมลองนึกดูว่า ๑,๐๐๐ ดอลล์ของเขาน่ะ มันเป็นเงินเรามันล่อไปตั้งครึ่งแสนแล้ว ของเขามันแค่พันเดียว แล้วมันจะไม่คุ้มค่าเครื่องบินเขา
ถาม : แต่หลวงพ่อบอกว่าคณะหมอนั่นดีมาก ?
ตอบ : คณะหมอสุภรณ์ที่ชิคาโก คุณหมอสบสันต์ก็มาบวชแล้ว หมอสบสันต์บวชอยู่วัดท่าซุง ก็คงเห็นว่าเป็นเวลาที่สมควรแล้ว คนเก่า ๆ ล้มหายตายจากไปก็มี ประเภทเรียกว่าเบื่อโลก เก็บตัวปฏิบัติภาวนาไปเฉย ๆ ก็มี คนใหม่ ๆ ก็ขึ้นมาแทนมาเรื่อย ๆ บางทีไม่รู้จักหน้าไม่รู้จักตาหรอก แต่ถ้าหากว่าคนเก่าสมัยหลวงพ่อยังอยู่นี่รู้จัก เห็นหน้ายังรู้จักอย่างน้อย ๆ จำหน้าได้
ถาม : รู้จัก วัดหลวงปู่อินทรอยู่แถวบุรีรัมย์ ที่ท่านบอกว่าเคยเห็นหลวงพ่อลิงเล็กบ้าง หลวงพ่อลิงขาวบ้าง ....(ไม่ชัด)....ผมอยากจะถามว่ายังมีหลวงปู่อินทร์นี่อายุ ๑๑๖ ปี ?
ตอบ : อันนี้ไม่รู้จัก ระยะหลัง ๆ ครูบาอาจารย์โดนขุดกรุออกมาเยอะ สงสารจังเลยแต่ละองค์ออกมาเป็นร้อยปีทั้งนั้น อีกองค์หนึ่งก็หลวงปู่ดู่ หลวงปู่ดู่นี่พูดชัดเลยไปถึงเห็นท่านหมอบ ฟุบหลับอยู่กับพื้น หลับอยู่หน้าประตู ไปถึงก็กราบ ๆ ท่านลืมตามาถึงหลวงปู่ยังไหวมั้ย ? หลวงปู่ลืมตาบอกเออให้มันตายอยู่ตรงนี้ล่ะ ตอนหนุ่ม ๆ มันอยากดังนัก อีตอนนี้มันดังแล้วนี่ให้มันดังซะให้เข็ด หลวงพ่อท่านก็เหมือนกัน หลวงพ่อท่านบอก อีตอนเราหนุ่ม ๆ ยังพอมีเรี่ยวมีแรงมันไม่ใช้ อีตอนแก่ ๆ นี่มันใช้จังเลย เรื่องอย่างนี้ มันเป็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออกนะ ยิ่งแก่ยิ่งมันก็ยิ่งขลังนะ ในสายตาญาติโยม ยิ่งแก่มันก็ยิ่งขลัง
ถาม : มีหลวงพี่ที่วัดสะแก ที่โดนระเบิดลงหัวน่ะ ?
ตอบ : พี่สุทินนะ เก็บตกชีวิตมาได้จริง ๆ เพราะว่าตอนที่แกออกรบนั่น ปืนใหญ่มันลงแล้วตัวเองโดนปืนใหญ่ ก็อย่างที่ว่าน่ะ ไหล่ก็โดน หัวก็โดน เลือดเต็มเลย พวกก็นึกว่าตาย ทิ้งเลยล่ะ ชนิดว่าเน่าหนอนขึ้น แล้วแกสลบไป ๒ วัน ฟื้นขึ้นมากลับไปค่ายไปเรียก พวกตกใจนึกว่าผีหลอก ก็คนที่คิดว่าตาย มันเดิืนเลือดท่วมผ้าขาดกระุ่รุ่งกระริ่ง ใครมันก็นึกว่าผีหลอกใช่มั้ย ? กว่าจะอธิบายกันรู้เรื่องพวกแทบจะวิ่งหนีกันค่ายถล่ม แล้วจะทำยังไงได้ เขาจำหน่ายตายไปแล้ว ก็เลยตกลงว่าทางองค์การทหารผ่านศึกเลื่อนยศให้เป็นพันตรี แล้วก็ไปรับบำนาญ จริง ๆ แล้ว ท่านยศจ่าสิบเอก ไปรับบำนาญเพราะจะทำยังไงได้ จ่าสิบเอกสุทินตายไปแล้ว เหลือแต่พันตรีสุทินไปรับบำนาญอยู่
ท่านก็เลยไปบวชอยู่กับหลวงปู่ดู่ กลายเป็นพระสุทิน อายุวัฒฑโก แหมอายุวัฒฑโกจริง ๆ ไม่อย่างนั้นตายไปนานแล้ว ถ้าหากว่าสายหลวงปู่ดู่จะเอาดีได้ก็องค์นั้นแหละ เพราะว่าท่านไปหาหลวงพ่อเป็นประจำ
ถาม : หลวงพ่อสุทินท่านแจกคำสอนของหลวงพ่อฤๅษีตลอดเวลา .....(ไม่ชัด)....?
ตอบ : หลวงปู่วัดพลับ ยังอยู่ใช่มั้ย ? โอ้โห...ดีจังเลยป่านนี้ไม่ปาเข้าไป ๙๐ แล้วหรือ พระครูวิจิตร นั่นก็ของแท้อยู่มีโอกาสไปได้เลย อาตมาเองไม่ได้ติดต่อตั้งแต่ออกจากวัดมา ๑๐ กว่าปีแล้วก็เลยนึกว่าท่านมรณภาพไปแล้ว
ถาม : ........................
ตอบ : วิสาขะ เป็นวันที่อาตมาต้องแจกทุนนักเรียนทุกปีไปไหนไม่ได้ ยังนึกถึงท่านเลย หลับตาลงเมื่อไหร่เห็นอ้วน ๆ ขาว ๆ ยิ้มดีจริง ๆ รู้สึกว่าท่านรับสงเคราะห์ฺคนด้วยนะ ถ้าหากว่าร่างกายไหวใครให้ท่านดูหมอ ท่านรับดูหมด ท่านสงเคราะห์ให้ ดีใจว่าองค์นั้นของแท้แน่นอน ก็ดีใจจริง ๆ ที่ได้ข่าวว่าท่านยังอยู่นึกว่าไปแล้ว ก็ไม่นึกว่าท่านจะอายุยืนได้ขนาดนี้
ถาม : ปกติหลวงปู่ท่านเมตตาครับ ท่านอายุมากแล้วแต่ความจำยังดีครับ หลวงปู่วัดประยูรท่าน ?
ตอบ : ไปวัดท่าซุงทีไร พวกเราวิ่งตีนพลิก ท่านชอบจอดรถไว้ไกล ๆ แล้วเดินปนมากับคน โอ้โห...เราเหลือบไปเห็นวิ่งแทบตายทุกทีเลย พระผู้ใหญ่ขนาดนั้นท่านไม่ถือเนื้อถือตัวอะไรเลย ปกติของคนอื่นเขาจะขับรถลุยเข้ามาที่ ๑๒ ไร่เลย ของท่านให้คนขับรถไปทิ้งไว้ที่ไหนไม่รู้แล้วท่านเดินปนเข้ามากับคนเลย
แล้วก็สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์วัดสุวรรณารามอีกองค์หนึ่ง นั่นแหละลักษณะนั้นงานหลวงพ่อเมื่อไหร่ก็มา ถ้าเกิดวันงานติดก็จะไปก่อนวันงานวันหนึ่ง เป็นอย่างไรก็ต้องไปเพราะรักนับถือหลวงพ่อมากตั้งแต่สมัยเทศน์คู่กันมา
ถาม : .........................
ตอบ : พระผู้ใหญ่ที่ไม่ถือตัวนี่น่ากลัวมาก เพราะว่าการไม่ถือตัวถือตน การไม่มีมานะนี่มันน่าคิด หลวงพ่อวัดสุวรรณารามก็ร่วม ๑๐๐ แล้วซิปีนี้ ๙๗ หรือ ๙๘ ก็ไม่รู้ ถ้าว่างแล้วจะไป แต่ถ้าอยู่ที่นี่แล้วไปไม่ได้เพราะประกาศแล้วว่าจะอยู่ ถ้าญาติโยมเขามาแล้วไม่เจอเขาจะเสียกำลังใจ
ถาม : หลวงพ่อสพฤกษ์ท่านจะเททองหล่อสมเด็จองค์ปฐม ท่านให้นิมนต์หลวงพี่ไปด้วย ?
ตอบ : ถ้างานมันไม่กระชั้นกันจริง ๆ เต็มใจไปให้ เพราะว่างานใหญ่ โดยเฉพาะงานที่หล่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ ถ้าไปได้อยากจะไปทุกงาน
ถาม : หลวงพ่อสิงห์ ท่านอยากจะมาแต่ว่าท่านติดงาน ?
ตอบ : หลวงพ่อสิงห์ ปีนี้ก็ ๖๓-๖๔ แล้วนั่นน่ะ พี่คนแรกที่ออกจากวัดเลย ลูก ๆ พ่ออกไปเยอะเหมือนกันนะ รุ่นแรก ๆ อย่างหลวงพี่สิงห์ หลวงพี่ประดิษฐ์ ตอนนี้อยู่เกาะสีชังมั้ง ? หลวงพี่มานะ อยู่โน่น วัดทุ่งจันทร์ดำ อำเภอมะขาม จันทบุรี ถามหลวงพ่อสพฤกษ์ท่านรู้จักดี พี่มานะนี่ออกจากวัดไปนานเต็มทีแล้ว
อีกองค์ก็หลวงพี่วิชา นี่ไม่ทราบว่าไปอยู่ที่ไหน ช่วงคอมมิวนิสต์นี่หลวองพี่วิชาจะดังมาก มีคาถาอยู่บทหนึ่ง หยิบอะไรขึ้นมาเสกก็ยิ่งไม่ออกหมด ท่านเคยบอกเอาไว้ว่า อยากจะได้ให้ทำบายศรีไป ก็ไม่ได้ทำซะที ล่าสุดท่านไปอยู่วัดป่าหิมพานต์ที่ลานสัก แล้วก็โยกย้ายไปก็ไม่ได้ติดตามไม่ทราบว่าไปถึงไหน
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
paang
20-12-2005, 04:19 AM
http://www.grathonbook.net/book/images2/name22.jpghttp://www.grathonbook.net/book/images/page6.jpg <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 height=21></TD><TD align=middle width="100%" background=images/up.gif height=21></TD><TD></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ที่หลวงพ่อท่านบอกว่าให้ดูระหว่างพระศรีอริยเมตตรัยกับหลวงพ่อปานนี่หมายความว่าอย่างไร ?
ตอบ : เปรียบเทียบให้ดูว่าเนื้อท่านใกล้เคียงกันน่ะ เพราะว่าพระศรีอริยะเมตตรัยกับหลวงปู่ปานก็เป็นพระโพธิสัตว์บารมีเต็มเหมือนกัน ให้ดูว่าความสวยใกล้เคียงกันแบบนั้นแหล่ะ คือตอนที่จะหล่อรูปนี่ หลวงพ่อก็กราบอัญเชิญพระศรีอริยเมตตรัยมาให้เป็นแบบเลย เสร็จแล้วจะได้จำไปบอกช่างเขา ท่านเองท่านก็ทำให้ดูแบบนี้ ๆ จนกระทั่งมาแย่อีตรงที่ว่าเนื้อแก้วนี่จะให้ทำอย่างไร ท่านก็บอกให้ปิดเงินซิ
ถาม : มีคนทักผมว่าผมมีเจ้ากรรมนายเวรทำให้ผมทำอะไรทุกอย่างติด ๆ ขัด ๆ ?
ตอบ : คนทุกคนมีหมด ไม่มีใครหรอกที่ไม่เคยทำความชั่วมา เพราะฉะนั้นมันก็เป็นทุกคนล่ะ
ถาม : แล้วจะทำอย่างไรให้มันบางเบาลงได้ ?
ตอบ : อุทิศไปบ่อย ๆ ตื๊อเท่านั้นที่จะครองโลก ถึงเวลาเขาทนไม่ได้ก็อโหสิให้เอง พยายามทำบุญใหญ่ บุญใหญ่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะ บุญในสังฆทาน วิหารทาน สร้างพระชำระหนี้สงฆ์อย่างนี้เป็นต้น มีโอกาสร่วมกับเขาบุญใหญ่พวกนี้ก็เหมือนประเภทข้าวของราคาสูง ต่อให้คุณตงฉินขนาดไหนยื่นให้บ่อย ๆ เดี๋ยวมันเผลอรับเอง เพราะเจ้ากรรมนายเวรมันกลัวลูกตื๊อ ให้บ่อย ๆ มันใจอ่อน
ถาม : มีตรัสรู้ในจักรวาลอื่นมั้ยครับ ?
ตอบ : จักรวาลอื่นต้องใช้ว่า ส่วนมากนะ คนจะมีความสุขไปบอกเขาว่าโลกนี้มีความทุกข์ เขาไม่รู้เรื่องหรอก บางโลกเขาอายุเป็นหมื่น ๆ ปี ดูหน้าแล้วแก่น้อยกว่าเราตั้งเยอะ บอกว่าไม่เที่ยงก็ไม่รู้ก็หมื่นกว่าปีมาดูก็ยังอยู่อย่างนี้ จะทำให้การเข้าถึงธรรมลำบาก การเผยแพร่ธรรมลำบาก ในเมื่อเผยแพร่ไปแล้วมีผลน้อยได้ประโยชน์กับคนน้อย แทนที่จะได้เยอะ ๆ ก็ไปเกิดในที่ ๆ มันสมควรมากกว่า
ถาม : แล้วเวลาที่พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์นี่ ที่ตรัสรู้นี้ไม่ทราบว่าในจักรวาลนี้มีพระพุทธเจ้าเกิดซ้อนกันหรือเปล่า ?
ตอบ : ไม่มี มีที่นี่ที่เดียว เขาจึงเรียก มงคลจักรวาล คือมีที่ชมภูทวีปที่เดียว แต่ถึงเวลาเมื่อตรัสรู้แล้ว เวลาพระองค์จะทรงเสด็จไปโปรดที่อื่นเป็นเรื่องง่าย ของที่อื่นที่เขามีมนุษย์ก็มี แต่บุคคลที่เขาเข้าถึงธรรมได้ง่ายแล้วโอกาสมันน้อย ก็เลยเอาคนหมู่มากเป็นหลักก่อน แล้วที่เหลือคนอื่นก็ค่อยไปสงเคราะห์เขา พวกมนุษย์ตามจักรวาลต่าง ๆ ก็เกิดสลับกันไปสลับกันมา ไปนรกไปสวรรค์ ไปนิพพานได้เหมือนของเรานั่นแหละ
ถาม : มีคนเขาบอกว่า การสวดอาการวัฏฏสูตรเป็นการเร่งเจ้ากรรมนายเวรจริงหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : อันนี้ไม่ทราบเหมือนกันนะ เรื่องของเจ้ากรรมนายเวรนี่ โอกาสที่คุณจะไปเร่งรัดไปอะไรมันไม่มีทั้งนั้น เรื่องของกรรมมันแบ่งออกเป็น ๓ หมวด ๑๒ ประเภท ให้ผลตามวาระ ให้ผลตามลักษณะ ให้ผลตามเวลา จะแบ่งกันออกไปเป็นระยะ ๆ อันนี้มาอันโน้นไปอะไรอย่างนี้ของเขาก็จะจัดลำดับกันตามหนักเบาของเขากันเอง คุณไม่ีมีสิทธิ์จะไปนั่งเร่งเขาหรอก ยกเว้นอย่างเดียวเร่งความดี เพื่อหนีให้เยอะ ๆ ถ้ามีบทสวดประเภทชุมนุมเจ้ากรรมนายเวรได้ก็ดีนะ ว่าอะไรนะ อาการวัฏฏสูตรใช่มั้ย ? ถ้าเป็นไปได้ก็ดี จะได้ตกลงกันไปเสียทีเดียวเลย แน่จริงก็ทวงไปซิให้มันตาย ๆ ไป จะได้หมดเรื่องไม่ต้องเสียเวลามาทนอยู่
เขาว่าพยายามเอาธรรมะของพระพุทธเจ้าหรือของหลวงพ่อเข้าไปจับซิ สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ตามพระไตรปิฎกนั่นก็คือหลักเลย ตามหลักการนั่นแต่ว่าส่วนใหญ่พวกเรามันขี้เกียจค้นคว้าใช่มั้ย ? มันก็เดือดร้อนพระทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ให้ผลในปัจจุบัน แบ่งออกเป็นครุกรรมฝ่ายกุศลคือฝ่ายดี กับครุกรรมฝ่ายอกุศลคือฝ่ายชั่ว อุึปปัชชเวทนียกรรมให้ผลในชาติที่ ๒ อปราปรเวทนียกรรม ให้ผลในชาติที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ มันไล่ไปเรื่อย จนท้าย ๆ อโหสิกรรมเลิกแล้วต่อกัน
ฉะนั้นวาระเวลาของการให้ผลมันมีอยู่ จะไปเร่งรัดอะไรของเขาไม่ได้ทั้งนั้น ต้องเป็นไปตามหนักเบาของการกระทำ แต่อัศจรรย์อยู่อย่างหนึ่ง กรรมที่เรารู้สึกว่าหนัก ให้ผลแล้ว ๆ กัน แต่กรรมที่เรารู้สึกว่าเบา ให้ผลแล้วให้ไปเรื่อย ตลกดี
แต่ว่าสมมติว่าครุกรรมฝ่ายกุศลเราได้ถวายทานกับพระที่ออกนิโรธสมาบัติเราจะรวยวันนั้นเลย แต่ว่าได้ตอนนั้นทีเดียวได้แล้วเลิกกันเลยไม่มีผลต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกันถ้าหากว่าคุณถวายสังฆทานมันไม่หนักเท่านั้น แต่ว่าชาตินี้คุณรวย ชาติต่อไปคุณรวย เป็นพระเจ้ามหาจักรพรรดิ เป็นมหากษัตริย์ เป็นมหาเศรษฐีตามหลังยาวไปเรื่อย กลายเป็นว่าของหนักให้ผลครั้งเดียว
ถ้าเปรียบเหมือนกับพวกพืชผัก ให้ผลเร็วมากแต่เก็บทีเดียวหมด แต่ขณะเดียวกันถ้าเจอผลไม้ยืนต้นนี่มันให้ผลช้า อาจจะชาติที่ ๒ ๓ ๔ ๕ แต่ถ้าให้ผลมันให้ยาวไปเรื่อย ๆ เหมือนกับผลไม้ยืนต้น ผลของกรรมนี่ต้องศึกษายถากัมมุตาญาณให้ดี แล้วถึงเวลาแล้วจะรู้ว่ามันน่ากลัวขนาดไหน ประมาทไม่ได้แม้แต่นิดเดียว เราจะไปคิดว่าความชั่วมันนิดเดียวแล้วทำพลาดเมื่อไหร่เดี้ยงเมื่อนั้น ขนาดความดีความชั่วเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เรียกว่า กตัตตากรรมคือกรรมที่ทำโดยไม่เจตนา
ขนาดพระพุทธเจ้ามันยังสนองเลย วาระสุดท้าย หลังจากปลงอายุสังขารแล้ว พระองค์เดินจากปาวาลเจดีย์ไปยังกุสินารา ระหว่างทางเกิดเหน็ดเหนื่อยกระหายน้ำขึ้นมา ก็บอกพระอานนท์ ให้ปูผ้าสังฆาฏิใต้ต้นไม้แล้วไปตักน้ำมา พระอานนท์ก็เพิ่งเดินผ่านลำธารไปอยู่ก็รู้ ๆ อยู่ว่าใกล้แค่นั้นเองก็ย้อนกลับไปตัก ปรากฏว่าเกวียน ๕๐๐ เล่มเพิ่งจะลุยผ่านไป ขุ่นคลั่กเลยกรองยังไงก็ไม่ใส เดินกลับมารายงานพระพุทธเจ้าว่า ไม่มีน้ำเพราะเกวียนเพิ่งจะลุยผ่านไป พระพุทธเจ้าบอกกลับไปเถอะ ตถาคตกระหายน้ำ ๆ นั่นมีอยู่ พระอานนท์สงสัย แต่ว่าด้วยความเชื่อมั่นก็ย้อนกลับไปอีกทีปรากฏว่าน้ำใส
เกิดจากกรรมนิดเดียวว่า ในสมัยชาติหนึ่งท่านเกิดเป็นเด็กชาวนา ถึงเวลาปลดวัวออกจากไถก็รีบเอาไปกินน้ำ วัวมันหิวมาทัุ้้งวันนี่ ถึงเวลาก็พรวดพราดไปกินน้ำ มันไม่ได้สังเกต แต่ว่าพระพุทธเจ้าชาตินั้นท่านสังเกตเห็นแล้วว่า วัวมันจะกินน้ำขุ่นก็สงสารมันว่าน้ำมันขุ่นอย่ากินเลย ก็ดึงมันมาย้ายมากินน้ำใส ใกล้กันอยู่นิดเดียวนั่น กรรมที่ทำโดยเจตนาดี แล้วก็ไม่ได้มีเจตนาจะกลั่นแกล้งอะไรแท้ ๆ วาระสุดท้ายยังตามมาสนอง ขนาดพระพุทธเจ้ายังเล่นขนาดนั้น ของเรานั่นรอดยาก
ยิ่งศึกษาไปจะยิ่งเห็นความน่ากลัวของมัน ตราบใดที่ยังมีกรรมคือการกระทำตราบนั้นการเวียนตายเวียนเกิดยังมีอยู่ จนกว่าเราจะหยุดการกระทำนั่นลงได้อย่างสิ้นเชิง เป็นอรหันต์ถึงจะหยุดการเวียนตายเวียนเกิดได้ กรรมมันน่ากลัว พระพุทธเจ้าท่านถึงได้บอกว่า อย่าประมาทว่าเห็นความชั่วเพียงเล็กน้อยแล้วทำ แล้วอย่าประมาทว่าเห็นความดีเพียงเล็กน้อยแล้วไม่ทำ ทุกอย่างที่ทำให้ผลทั้งนั้น ต้องการหรือไม่ต้องการ ผลนั่นก็เกิด เราลงมือเมื่อไหร่ได้เรื่องเมื่อนั้น ฉะนั้นเราก็ต้องหยุดให้ได้
ของพระอรหันต์จะเห็นได้ว่าท่านก็มีการกระทำ แล้กระแสกรรมมันขาดอย่างไร ? ชักมึนเรื่องไกล ท่านเป็นการกระทำที่เหลือเพียงกิริยาเท่านั้น ตัวมายาไม่มี ขนาดศีลของพระ พระพุทธเจ้าท่านยังให้สติวินัยกับพระอรหันต์ว่าเป็นปาปมุึติ คือพ้นจากบาปแล้ว เจตนาที่จะล่วงศีลใหญ่ของท่านไม่มี แต่จริยาเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยความเคยชินเดิมของท่านมีอยู่ ก็เลยต้องให้สงฆ์สวดประกาศกับผู้เป็นอรหันต์ว่า ให้เป็นผู้ทรงสติวินัย จะได้ไม่ต้องให้ใครไปโจทก์ว่าท่านต้องอาบัติ ทำโดยกิริยาเฉย ๆ ตัวจิตที่จะปรุงแต่งให้เป็นทุกข์เป็นโทษเป็นบุญเป็นบาปมันไม่มีแล้ว มันเหนือบุญเหนือบาปไปแล้ว ฟังดูเหมือนเข้าใจมั้ย ? ถึงเวลาไปคลำเองหาไม่เจอหรอก
(เล่าเรื่ืองไปพม่า) ....สำหรับคนอื่นอย่างไรไม่รู้ แต่สำหรับเราแล้วมันสนุก สนุกอยู่ตรงว่า เราได้พิสูจน์กำลังใจของเราอยู่ตลอด ดูอยู่ตลอดเวลา ข้ามไปทางฝั่งโน้นต้องอาศัยพระท่านตลอดเวลาเพราะเราเข้าไปในลักษณะเหมือนกับหลบหนีเข้าเมือง ถึงเวลาจะผ่านได้ผ่่านไม่ได้ต้องถามท่านก่อน ถ้าท่านบอกผ่านได้ลุยเข้าไปเถอะ ไม่มีปัญหาอะไรหรอก
ตอนที่สำคัญที่สุดก็ไปติดด่านใหญ่ที่ข้ามแม่น้ำสาละวินตรงเมืองพะอาง เมืองหลวงของรัฐกะเหรี่ยงเขา จีนฮ่อมันขึ้นรถมาทั้งฝูงเลย เขาก็เลยต้องตรวจค้นเป็นพิเศษหน่อย ก็พวกนี้มันทำยาเสพติดขายนี่ ค้นไปค้นมาก็มาถึงเราไม่รู้จะทำยังไง นึกขึ้นมาได้หลวงพ่อท่านเคยบอกไว้ คาถานารายณ์แปลงรูป ก็เลยตั้งใจนึกภาวนาคาถานึกถึงหน้าหลวงปู่องค์หนึ่งที่เมืองมุด่งของรัฐมอญเขา ชอบใจตรงที่ท่านเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ยืมหน้าท่านมาใช้
พอยืมหน้าท่านมาใช้ ขำก็ขำมันสัมภาษณ์ท่านนาวิน มันถามว่าพูดพม่าได้มั้ย ? ท่านนาวินนึกว่าถามเรา ก็บอกได้นิดหน่อย ถามว่ามาทำอะไร มาธุระอะไร จนท่านนาวินนึกได้ว่า เอ้ย ....นี่มันถามกูนี่หว่า ก็เลยบอกไปเลยว่าเป็นพระที่นี่เอง เป็นเจ้าอาวาสด้วยมันถึงได้เลิกถาม ตัวเราเองต่างชาติแท้ ๆ เลยมันเห็นเป็นพวกของมัน ๆ ไม่ถามสักคำ คนพม่าแท้ ๆ โดนสอบซะแทบตาย อยู่ในคาถายันต์เกราะเพชรนั่นน่ะ ยันต์เกราะเพชรมี ๘ บท เขาเรียกอิติปิโส ๘ ทิศ จะมี กระทู้ ๗ แบกฝนแสนห่า นารายณ์เคลื่อนสมุทร นารายณ์ถอดจักร นารายณ์ขว้างจักร ตรึงไตรภพ ตวาดป่าหิมพานต์ นารยณ์พลิกแผ่นดิน แล้วก็นารายณ์แปลงรูป แต่ละบทจะมีการใช้แตกต่างกันไป แต่จริง ๆ ก็อยู่ในบทอิติปิโส
ไปเที่ยวนี้เจอพม่าคนหนึ่งเป็นอิสลามมาบวช น่าสนใจมั้ย เขามีอดีตเป็นนักกอล์ฟทีมชาติพม่า ทีนี้ตัวเองเป็นอิสลามดันเก่งขึ้นมา มันก็หลุดไปอยู่้กลางวงพุทธ ทางรัฐบาลก็เลยบังคับให้เปลี่ยนศาสนา เจ้าพระคุณก็เลยแหกค่ายเผ่นแน่บไปทางตะนาวศรีไปถึงเมืองเย ทีนี้มันต่างบ้านต่างเมืองไม่รู้จักใคร ถึงจะเป็นอิสลามมันก็ต้องหาที่พักก่อน ก็เข้าวัด ปรากฏไปเจอความอัศจรรย์ของเทวดา พอปฏิบัติเข้านุ่งขาวห่มขาวกลับย่างกุ้ง มาบอกเจ้านายช่วยบวชให้หน่อยได้มั้ย ? เจ้านายก็เซ่อรับประทาน ครั้งแรกบอกให้เปลี่ยนศาสนาเลยคราวนี้มาขอบวชก็เลยบวชชื่อท่านเตชะ ทางด้านพม่านี่ถ้าบวชเขาไม่เรียกชื่อ เขาใช้ฉายา เตชะนี่ ถ้าภาษาไทยก็เตโช...
กิจการของพระศาสนา งานที่เขาช่วยก็คือว่า ถ้าหากว่าเจอพระหรือว่าเจดีย์เก่าที่ไหนเขาก็จะบูรณะให้ใหม่ขึ้นมา เขาก็ทำมาเรื่อยจนปีนี้ ๘ พรรษาของเขา ๘ พรรษาเต็มขึ้นปีที่ ๙ มาถึงวัดกำมะไซ วัดกำมะไซนี่จะอยู่ห่างจากหนองบัวประมาณ ๔ ไมล์ ปรากฏว่าเจอเจดีย์โบราณปรักหัก พังอยู่ก็จะบูรณะ ทำยังไงก็ไม่สำเร็จจนท้อเลย ปกติทำอะไรมันก็จะสำเร็จทุกอย่าง มีคนสนับสนุนเยอะด้วย เพราะเห็นว่าท่านเป็นอิสลามอุตส่าห์มาบวชก็เลยศรัทธา
คราวนี้ท่านทำเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จเลยท้ัอ ก็นั่งทำกรรมฐานของท่านตามแบบ เทวดาท่านมาบอกให้ไปหาคนไทยคนหนึ่ง ถ้าคนไทยคนนี้มาเหยียบพื้นที่เมื่อไหร่นี่งานมันจะสำเร็จลุล่วงไปเลย ทีนี้พอได้ยินว่าคนไทยก็เลยแวะมาทางหนองบัว จ๊ะเอ๋กันเข้าพอดี เจอหน้าเขาถามเลยว่า ท่านอาจารย์เป็นพระไทยหรือเปล่า ? บอกว่าใช่ เขาก็เลยกราบขอร้องว่าช่วยไปเหยียบพื้นที่ให้เขาหน่อยเถอะ ไม่ต้องช่วยเหลืออะไรทั้งนั้น เดินไปเหยียบอย่างเดียวเท่านั้นก็พอ ก็เลยตกลงไปเหยียบให้เขาหน่อย ถึงเห็นก็เออ สถานที่มันดี มันน่าจะบูรณะก็เลยช่วยถวายเงินท่านไป ๓ หมื่นให้ไปบูรณะเจดีย์ แล้วบรรดาญาติโยมที่ตามไปกันก็ทำกันอีกเยอะ
เทวดาฉลาดรู้อยู่แล้วว่าถ้าเราไปนี่ได้ตังค์แน่ ใช้วิธีง่าย ต่อไปถ้าตามหาว่าให้ไปเหยียบที่นั่น ไปเหยียบที่นี่ ตายเลยเหนื่อยตาย ไปถึงก็ไปอธิษฐาน พระธาตุเสด็จนี่สว่างโร่เลย ขนาดพระอาทิตย์กำลังเที่ยง ๆ นี่นะสักประมาณ ๑๑ โมงครึ่ง นั่นน่ะพระธาตุเสด็จ สว่างกว่าดวงอาทิตย์อีก แสงอาทิตย์กลายเป็นไม่ร้อนเลย เราก็นั่งสวดมนต์สบายใจ คนอื่นเขาคงจะแปลกใจ มานั่งตากแดดทำไมวะ คือตอนนั้นมันไม่รู้สึกรู้สาอะไรแล้ว มันไม่ร้อนไม่อะไรทั้งนั้นแหละ เสร็จแล้วก็เลยขอบารมีพระว่าขอให้ท่านเตชะทำงานได้สำเร็จด้วยเพราะว่า ท่านชักท้อ ประเภทไม่เคยเจออุปสรรค พอมาเจอเข้าหน่อยหมดกำลังใจ ท่านปรารภว่า พวกคุณยังดี ยังมีพ่อแม่พี่น้องคอยหนุนหลังอยู่ ของผมนี่เขาตัดขาดเลย เขาถือว่าคนทรยศ เป็นอิสลามแล้วบวช
ถาม : (เรื่องการฝึกกสิน)
ตอบ : การฝึกกสินนี่มันจะมีนิมิตคำว่า นิมิตก็คือ ภาพที่ปรากฏอยู่นะมันจะเริ่มตั้งแต่ อุคคหนิมิต นิมิตเริ่มติดตา ถ้าหากว่าฝึกอะไรมันก็จะเห็นตามภาพนั้น จนกระทั่งว่า นิมิตนั้นทรงตัวอยู่ไม่ว่าเราจะหลับ จะตื่น จะยืน จะนั่งอย่างไร ต้องรักษาสภาพนิมิตนั้นไว้ให้ได้ แล้วมันจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ถึงปฏิภาคนิมิต นี่จากสีเดิมของมัน ๆ จะเปลี่ยนเป็นสีขาวสดใสจ้าสว่างไสวให้ใหญ่ได้ ให้เล็กได้ ให้มาได้ ให้หายไปเลยได้ ปรากฏขึ้นใหม่ก็ได้
ถาม : ที่ผมเห็นนี่ยังไม่เป็นภาพพระพุทธรูปนี่เป็นแค่อากาศเฉย ๆ ?
ตอบ : ก็ตั้งใจเอาใหม่ จับอันไหนก็ให้เอาอันนั้น เรื่องของกสินนี่สำคัญ
ถาม : มีส่วนได้บ้างหรือยังครับ ?
ตอบ : ถ้าตราบใดที่เรายังไม่ประเภทที่ว่า นึกขึ้นเมื่อไหร่เห็นได้เมื่อนั้นก็อย่าไปหวังผล ไม่มีทางเลย กสินนี่เห็นว่าหมูก็หมูหน่อย เพราะว่ามันเป็นของหยาบ แต่ถ้าว่าเป็นหมูก็หมูเขี้ยวตัน เขี้ยวยาวเป็นบ้าเลย....
ถาม : เรื่องทิพจักขุญาณนี่ ผมกำหนดอะไรมันก็จะรู้ขึ้นมาก่อนล่วงหน้า ?
ตอบ : อันนั้นพื้นฐานเดิมของเราอาจจะมีอยู่
ถาม : ตอนที่ผมมีเวลาอยู่ที่บ้านควรจะฝึกอะไรครับ ?
ตอบ : ชอบอันไหนก็ทำอันนั้น สิ่งที่เราชอบถ้าเราทำมันจะได้ผลง่าย
ถาม : อยู่ที่ใจอย่างเดียวใช่มั้ยครับ ?
ตอบ : ไม่ใช่อยู่ที่ใจอย่างเดียว อิทธิบาท ๔ ต้องมีครบ ฉันทะ พอใจอย่างเดียวมันไม่ได้ มันต้องมีวิริยะ พากเพียรในการทำ มีจิตตะมีจิตใจปักแน่วแน่ในการทำ วิมังสา หมั่นไตร่ตรองทบทวนผลมันอยู่เสมอ
ถาม : พระพุทธรูปนี่ครับ ที่มีไฟส่องอยู่ข้างหลัง มีแก้วใส ?
ตอบ : ดูว่าเราจับอะไร ถ้าเป็นแก้วใสก็เป็นอาโลกสิณ ถ้าเราไปจับแสงไฟมันก็เป็นเตโชกสิน
ถาม : ถ้าแสงไฟนี่ พอหลับตานี่แสงไฟมันจะติดตามาด้วย ?
ตอบ : ลักษณะนั้นมันก็เป็นแค่อุคคหนิมิตธรรมดา ถ้าหากว่าเราเผลอหน่อยมันก็หายไป นิมิตที่จะใช้ได้นี่มันต้องเป็นปฏิภาคนิมิตเต็มที่ มันจะเปลียนสีจากสีปกติเป็นสีขาวใสเจิดจ้าเลย เหมือนกับมองดวงอาทิตย์ก็ไม่ปานอย่างนั้น จะให้ใหญ่ก็ใหญ่ได้ จะให้เล็กก็เล็กได้ จะให้มาก็ได้จะให้ไปก็ได้ แล้วแต่เราสั่ง ถ้าเราบังคับได้อย่างนั้นก็เริ่มใช้ผลมันได้ ถ้ามันไม่สามารถจะทำได้ สั่งก็ไม่ได้ ไม่ต้องไปใช้ผลมันหรอก เสียเวลาเปล่าเพราะว่าผลมันยังไม่เกิดเต็มที่
ถาม : ....................
ตอบ : ขี้เกียจเหยียบ พระเขาไม่เหยียบผ้าขาวหาเรื่องให้พระโดนอาบัติน่ะซิ เขาไม่ให้เหยียบผ้าขาวจำเอาไว้ ที่ใครเหยียบน่ะ เขาอนุโลมให้เราแต่ศีลท่านขาดไปแล้ว มันเกิดจากพระโพธิราชกุมาร ปูผ้าขาวไว้แล้วอธิษฐานว่า ถ้าหากว่าพระพุทธเจ้าเหยียบแล้วเขาจะมีลูกได้ แต่เขาเองเขามีไม่ได้เพราะทำกรรมหนักเอาไว้ พระพุทธเจ้าสั่งรื้อผ้าขาวหมด แล้วสั่งห้ามพระภิกษุเหยียบผ้าขาวที่เขาปูลาดเอาไว้
ถาม : ถ้าผมสอบแล้วผมจะอธิษฐาน ถ้าได้แล้วผมจะขอช่วยพระศาสนาเต็มที่นี่จะได้มั้ยครับ ?
ตอบ : รอให้เรียนจบก่อน พอเราเรียนจบแล้วมีเวลาก็ค่อยมาทุ่มเทกันค่อย ๆ ทำค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป ใจเย็น ๆ เวลามันอีกเยอะ สำหรับพวกเราน่ะ ชีวิตฆราวาสนี่มันต้องคิดเสมอว่ามันไม่ตาย แต่ถ้าปฏิบัติทางธรรมนี่มันต้องคิดเสมอว่าเราต้องตาย
เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าชีวิตฆราวาสแล้วของเรามันอีกเยอะ แต่ถ้าหากว่านับทางธรรมแล้วมันก็น้อยไปทุกที เอาทางโลกมันให้สำเร็จก่อนคนมันจะได้ไม่ว่า พอเราได้ประสบความสำเร็จทางโลกแล้วเลี้ยวมาทางธรรมมันเรื่องเล็ก
(เรื่องธุดงค์)....การเดินทางจริง ๆ ในป่า มันไม่ต้องถ่ายทอดหรอก ที่เราจำเป็นต้องถ่ายทอดกันจริง ๆ คือประสบการณ์ในป่า แล้วก็ระยะทางใกล้ไกลที่ควรจะรู้ไว้ อาจารย์เป้าแกไม่รู้ว่า ทุ่งใหญ่ระยะทาง ๙๓ กิโลเมตร มันมีบ้านหัวท้ายกับตรงกลางกิโลเมตรที่ ๔๕ โน่น คราวนี้คนไม่รู้เวลากะออกเดินทางมันก็ผิดน่ะซิ ผ่านไปช่วงที่บิณฑบาตไม่ได้ แล้วก็อดไป ก็เดินไปอีก ๔๐ กว่ากิโลอย่างนี้ แกเองก็เดี้ยงน่ะซิ เราเิดินผ่านไปพอดี เจอแกปักกลดอยู่ไปสอบถามอะไรเสร็จเรียบร้อยก็แบ่งเสบียงให้
หลังจากนั้นอีก ๑๐ กว่าปีไปเจอท่านอยู่ที่ไกรเกรียง เป็นเจ้าอาวาสไปแล้ว ก็ไปฟื้นความหลังให้ท่านว่า เราไปเจอกันที่นั่น เวลานั้นจำได้มั้ย ท่านเองก็บอกนึกไม่ออก ก็ถามว่า พระปี๊ดอยุ่มั้ย ก็บอกอ๋อ....พระปี๊ดสึกไปแล้วไปทำงานอยู่ภูเก็ต แล้วท่านก็บ่น ๆ ผมว่าความจำแม่นแล้วนะ เจอท่านนี่ผมกลัวเลยจำแม่นอะไรขนาดนั้น ๑๐ กว่าปีเจอครั้งเดียว จำได้อีกนี่มันคงไม่รู้ว่าวันก่อนยายคิ้มเขามา มันรอซะปีที่ ๑๗ ให้หลังแล้วมันถึงมา ปรากฏว่าเราทักมันตั้งแต่แรกที่เขามา ตอนนี้มันอ้วนขึ้นเยอะ แต่ก่อนเขาผอม ๑๐ กว่าปีค่อยมาเจอกันแล้วจำไ้ด้นี่มันน่ากลัว ทีนี้อาจารย์เป้าแกไปก็เลยเข้าไปทางเดียวกัน ปรากฏว่าอาจารย์เป้าแกประเภทที่ว่าดวงแกเฮงน่ะ ควายป่ามันนอนอยู่แกไม่เห็น บุก ๆ เข้าไปถึงโี่น่นก็พรวดเข้าไป มันขวิดอาจารย์เป้ากระเด็นจมหายไปในพงหญ้าเลย โชคดีของแกที่จมหายไปในกองหญ้าไม่งั้นมันซ้ำตายแน่ ปรากฏว่ามันขวิดโดนแขน แขนหักไปข้างหนึ่ง ก็ลองนึกดู ถ้ามันโดนตัวก็คงกลวงโบ๋เลย
ถาม : ............................
ตอบ : คนเรากว่าจะถึงตรงนี้มันผ่านเวียนตาย เวียนเกิดมานับไม่ถ้วน สิ่งที่เราทำมาทั้งหมดเรียกว่ากรรม กรรมจะดีจะชั่วก็ตามมันเป็นกรรมทั้งนั้น ถ้ากรรมดีเรียก กุศลกรรม ถ้าหากว่ากรรมชั่วเรียกอกุศลกรรม
แต่ส่วนใหญ่แล้วของเรา กรรมดีเขาเรียกว่า บุญ ถ้าหากกรรมชั่วเรียกว่า กรรม ไม่ต้องห่วงหรอกชั่วมาเยอะ แต่คราวนี้ในเมื่อเรามาเกิดเป็นคนได้เพราะต้นทุนความดีของเราต้องพออย่างน้อย ๆ เราต้องมีศีล ๕ บริสุทธิ์เราถึงได้เกิดมาเป็นคน คราวนี้ในเมื่อต้นทุนของเราเพียงพอแล้ว เมื่อสำคัญว่าเราสามารถต่อทุนได้มั้ย ? จะสามารถที่จะต่อยอดแตกดอกแตกผลของมันออกไปมากกว่านี้มั้ย หรือจะอยู่อย่างขาดทุนลงนรกไป เลือกเอาเอง
ถาม : ที่เมื่อกี้บอกว่า อุทิศส่วนกุศลให้กับคนเป็น ผมอ่านในหนังสือหลวงพ่อเหมือนอย่างคนที่เป็นศัตรูกับเรา เราก็ไม่ถูกกันอยู่ตลอดเวลา เราก็อุทิศส่วนกุศลให้เขา แล้วเขาก็จะดี ทีนี้เขาก็ไม่ได้มาโมทนาแล้ว ?
ตอบ : ลักษณะนั้นเขาเรียกว่าแผ่เมตตา แผ่เมตตากับอุทิศส่วนกุศลมันคนละอย่างกัน อุทิศส่วนกุศลคือ เราทำอะไรเราตั้งใจให้เขามีส่วนด้วย ส่วนการแผ่เมตตาคือ การส่งกำลังใจที่ประกอบด้วยความดีถึงเขาอยู่ตลอดเวลา ขอให้อย่าได้มีเวรมีกรรมและเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย ลักษณะนี้มันเหมือนอย่างกับว่า เอาของเย็นไปดับของร้อน ดับไปเรื่อย ๆ ถ้าหากว่าของเย็นมีกำลังสูงของร้อนมันก็จะเย็นลงเอง เขาก็กลับมาตีกับเรา มันคนละอย่างกัน อุทิศส่วนกุศลคือทำอะไรแล้วอยากให้เขาได้ด้วย ส่วนแผ่เมตตาคือ ตั้งจิตที่ประกอบด้วยกรรมดีให้กับเขาไป
ถาม : พูดออกไปเลยใช่มั้ยคะ ว่าเราขอแผ่เมตตา ?
ตอบ : ไม่ใช่ พูดมันแค่คล่อง ๆ ปาก มันต้องจากความรู้สึกที่แท้จริงจากใจของเรา นึกด้วยความหวังดี ปรารถนาดี ขอให้เขาอยู่เย็นเป็นสุข อย่าได้มีความทุกข์เลย อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ที่เขาท่องปาว ๆ ผลมันน้อยเพราะบางทีใจมันไม่คิด เรื่องของการแผ่เมตตาเป็นสิ่งที่เกิดจากกำลังใจที่แท้จริง
ตอบ : จ้า ตัวนั้นแหละ
ถาม : (ถามเรื่องการอุทิศส่วนกุศลให้พวกที่ตายโหง)
ตอบ : พวกตายโหงนี่ยังไม่ได้รับการตัดสินหรอกนะ เพราะว่ายังไม่ถึงอายุขัยของเขา เขาก็รับบุญรับบาปอะไรในลักษณะที่ว่า การตัดสินไม่ได้จนกว่าจะรอถึงครบอายุขัยของเขาก่อน คราวนี้อายุขัยในการเป็นมนุษย์เปรียบกับสัมภเวสี ของสัมภเวสีแป๊บเดียว สมมติว่าเขาจะอายุ ๕๐ ปี แต่เขาตายตั้งแต่อายุ ๒๐ เขาก็รอที่โน่นประมาณครึ่งวันแค่นั้นเอง แต่ช่วงที่รออยู่ไม่มีอะไรทำอย่างที่เขาว่าน่ะ ก็เร่ร่อนไปเรื่อย ถ้าเราทำบุญให้เขา ๆ ได้รับความสุขสบายเขาก็สบาย ไม่งั้นก็อดอยากหิวโหยเร่ร่อนไปก็โดนหมอผีเรียกไปใช้บ้างอะไรบ้าง
ถาม : เขาจะได้ตลอดไปเลย ?
ตอบ : เราทำความดีสูงแค่ไหน เขาก็จะได้เท่านั้น ถ้าเราเป็นผู้ทรงฌาน ตั้งใจอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลจากกรรมฐานให้เขา บางทีเขาจะไปเกิดเป็นพรหมเลย หลวงพ่อบอกมีหลายรายไปนั่งรอไปนิพพานเลย เพราะมันดันมาขอข้าไว้ อย่างนี้ว่าเขาไม่ได้นะ เพราะว่าของเขาต้องมีบุญเนื่องกันมาจริง ๆ เพราะโอกาสที่จะพบหลวงพ่อนี้ไม่มีหรอก
http://www.grathonbook.net/book/images/end.jpg
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
vBulletin® v3.7.1, Copyright ©2000-2008, Jelsoft Enterprises Ltd.