View Full Version : วัดท่าซุง บวงสรวงประจำปี วัดพระธาตุดอยกิตติ และวัดพระธาตุดอยตุง
มหาหิน
19-12-2005, 08:43 PM
เรียนเชิญ ลูกหลานขององค์หลวงพ่อฯ ร่วมเดินทางตามรอยบาทองค์หลวงพ่อฯ
http://www.palungjit.com/buddhism/gallery/data/574/38.jpg
ในงานบวงสรวงประจำปี
ณ วัดพระธาตุดอยกิตติ และวัดพระธาตุดอยตุง
ร่วมกับคณะของทาง วัดท่าซุง
ตามกำหนดการ ดังนี้
วันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2549
เวลา 19.00 น. ออกเดินทางจาก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ถนนงานวงค์วาน เชิงสะพานข้ามถนนวิภาวดี รังสิต ตรงข้ามลาดยาว (โปรดตรงเวลา)
วันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2549
เวลา 08.00 น. เดินทางถึงพระธาตุดอยกิตติ เชียงราย และร่วมพิธีบวงสรวง
เวลา 12.00 น. พักผ่อน ตามอัธยาศัย ที่สามเหลี่ยมทองคำ และช็อปปิ้ง ที่แม่สาย(ท่าขี้เหล็ก)
เวลา 19.00 น. เดินทางสู่โรงแรมที่พักร่วมรับประทานอาหารเย็น(ฟรี)
วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม 2549
เวลา 05.30 น. รับประทานอาหารเช้า(ฟรี) แล้วเดินทางออกจากโรงแรม มุ่งสู่ดอยตุง
เวลา 07.00 น. ถึงท่ารถเชิงดอยตุง เพื่อเปลี่ยนเป็นรถเล็ก(ค่ารถฟรี) ขึ้นสู่ยอดดอยตุง
เวลา 09.00 น. ร่วมพิธีบวงสรวง
เวลา 11.30 น. เดินทางกลับจากดอยตุง มุ่งสู่เชียงใหม่ วัดโขงขาว
และกราบหลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนาเจ้า วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อำเภอลี้ ลำพูน
(ระหว่างการเดินทางจะมีการ แวะพักผ่อน ซื้อของฝาก ตามโอกาส และเวลา ที่จะอำนวย)
เวลา 17.39 น. เดินทางออกจากวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม มุ่งสู่กรุงเทพฯ
วันจันทร์ที่ 16 มกราคม 2549 (คืนวันอาทิตย์ เช้ามืดของวันจันทร์)
เวลา 03.39 น. เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ
เดินทางโดยรถบัสปรับอากาศ 2 ชั้น VIP
ค่าโดยสาร 1,600.- บาท
(รวมค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่ารถเล็ก ตามที่ระบุข้างบน ไว้แล้ว)
โปรดติดต่อ และสำรองที่นั่ง ได้ที่คุณวิชัย คุ้มวัน
โทร. มือถือ 09-6860043
โทร. ที่บ้าน 02-9215634
บัญชี คุณวิชัย คุ้มวัน
ธนาคารทหารไทย สาขาย่อยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 168-2-01636-3
<TABLE class=alt1 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD align=middle>http://www.palungjit.com/buddhism/gallery/data/574/AA_000099_004.jpg</TD></TR><TR><TD class=tcat align=middle>หลวงพ่อเดินทางมาถึงวัดโขงขาว</TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=1 bgColor=#000000 border=0><TBODY><TR><TD><TABLE class=alt1 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD align=middle>http://www.palungjit.com/buddhism/gallery/data/574/AA_000099_003.jpg</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE class=alt1 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD align=middle>http://www.palungjit.com/buddhism/gallery/data/574/AA_000099_008.jpg</TD></TR><TR><TD class=tcat align=middle>นมัสการพระธาตุดอยตุง</TD></TR></TBODY></TABLE>
ศูนย์รูปพุทธศาสนา (http://www.palungjit.com/buddhism/gallery/) » หมวด พระสาวก (http://www.palungjit.com/buddhism/gallery/index.php?cat=535) » พระสงฆ์ (http://www.palungjit.com/buddhism/gallery/showgallery.php?cat=543) » หลวงพ่อฤาษีลิงดำ (http://www.palungjit.com/buddhism/gallery/showgallery.php?cat=574)
tamsak
22-12-2005, 09:14 AM
สนใจครับ ไว้ใกล้ๆ ถึงวันเดินทาง และไม่ติดอะไรก็จะไปร่วมงานด้วยครับ
willy
29-12-2005, 07:06 PM
อยากไปครับ
อสงไขย
29-12-2005, 08:37 PM
อยากไปครับ
ไปด้วยครับ 1ที่ อนุญาตโอนเงินวันสุดท้ายเมื่อไหร่ครับ
มหาหิน
30-12-2005, 02:25 PM
ไปด้วยครับ 1ที่ อนุญาตโอนเงินวันสุดท้ายเมื่อไหร่ครับ
โปรดติดต่อ และสำรองที่นั่ง ได้ที่คุณวิชัย คุ้มวัน
โทร. มือถือ 09-6860043
โทร. ที่บ้าน 02-9215634
บัญชี คุณวิชัย คุ้มวัน
ธนาคารทหารไทย สาขาย่อยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 168-2-01636-3
กราบโมทนาอย่างยิ่งครับ....
http://www.palungjit.com/buddhism/gallery/data/564/Image13.jpg
__เรื่องการไปนมัสการพระธาตุดอยตุง-พระธาตุจอมกิตติ นั้น ผมเองก็ได้ไปมาสัก 2-3 ครั้ง แต่ด้วยเหตุที่สมองของผมไม่มีหยัก(เพื่อนมันบอก) ก็โง่นั่นเอง ยอมรับ ในหัวนั้นมันไม่มีอะไรจะเขียนบอกเล่าให้พวกท่านฟังเองได้ ได้อ่านกระทู้ของพี่มหามาก็หลายวันอยู่ วันนี้เกิดไปค้นตู้หนังสือก็ไปพบข้อเขียนของท่านอาจารย์ชาโดว์ เรื่องย้อนยุคที่พระธาตุดอยตุง-พระธาตุจอมกิตติ และต่อด้วยเรื่องประวัติพระธาตุดอยตุง ก็ตรงกับกระทู้ของพี่มหาหินและก็ใกล้กับที่ทางคณะวัดท่าซุงกำลังจะขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยตุง-พระธาตุจอมกิตติ เรียกว่าเป็นประเพณีของวัดท่าซุงก็น่าจะได้ ผมเห็นว่าชาวพลังจิตส่วนใหญ่ก็นับถือหลวงพ่อพระราชพรหมยานดี คิดว่าคงไม่มีใครปรามาสหลวงพ่อให้เป็นภัยแก่ตนเอง ส่วนท่านที่ผ่านมาขอความกรุณาให้คิดว่าอ่านเป็นนิทานหรือตำนาน ไม่ได้มีเจตนาชักจูงให้ใครเชื่อ เจตนาเพื่อลูกหลานหลวงพ่อได้อ่านเท่านั้น ความดีที่พึงมี ก็ต้องเป็นของครูชาโดว์(เจ้าของข้อเขียน) ของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน ของหลวงปู่ครูบาชัยวงศ์ษา ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ซึ่งเรื่องที่นำมาลงนั้นเป็นแค่บางส่วน ถ้าต้องการอ่านต่อก็สามารถหาซื้อได้ที่ซอยสายลม ผมเพิ่งไปมา หนังสือบันทึกของชาโดว์ ยังมีครบทุกเล่ม ท่านซื้อก็เป็นธรรมทาน เพราะครูชาโดว์ออกเงินในการพิมพ์เอง ส่วนรายได้ที่เกิดจากการขายหนังสือท่านบอกถวายวัดท่าซุงหมดไม่หักค่าใช้จ่าย(ผมก็ขอถือโอกาสนี้ขออนุญาติครูชาโดว์นำข้อเขียนของครูมาเผยแผ่ที่เว็ปพลังจิตณ.โอกาสนี้ขออนุญาติครับ)
บันทึกของชาโดว์ เล่ม 6 หน้า 175-178
เรื่อง ย้อนยุคที่พระธาตุดอยตุง-พระธาตุจอมกิตติ
__วันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2540 ไปเชียงรายกับพี่ชอ คุณเนียร คุณสุธี คุณพิมพา พิมพาจะไปเที่ยวบิรเวลา 10.30 น. ด้วยกันบังเอิญถึงช้าไม่ทันจึงต้องคอยไปเที่ยวบ่ายโมงคนเดียว ข้าพเจ้า พี่ชอ คุณสุธี คุณเนียร ถึงสนามบินเชียงรายด้วยความสะดวกสบาย เดรื่องไม่สั่นไม่คลอนบินเงียบตลอดทางจนลงจอดพื้นดิน ขอบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระอรหันต์ทุก ๆ พระองค์ หลวงพ่อท่านเป็นประธานแล้ว พรหม เทวดานางฟ้า อากาสเทวดา รุกขเทวดา ภูมิเทวดาและพระแม่ธรณี แม่พระพาย แม่พระเพลิง แม่พระคงคาอย่าให้ลมตีเครื่องบินสั่นสะเทือนหรือตกหลุมอากาศ แม่พระเพลิงอย่าให้ไฟไหม้เครื่อง พระแม่คงคาอย่าให้ฝนตกหรือเครื่องตกน้ำ พระแม่ธรณีก็ให้เครื่องลงพื้นด้วยความเรียบร้อย และลูกอยู่ที่ใดก็ตามขอท่านทั้งหลายช่วยคุ้มครอง อย่าให้เจ็บป่วย อย่ามีอุบัติเหตุ แข็งแรง ขอให้รู้โดยไม่ต้องกำหนดจิตและรู้เห็นตรงถูกต้องทุกประการ จงโมทนาบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำมาแล้วทั้งหมดมากมาย และจะทำต่อไปอีกจนกว่าจะตายเข้าถึงซึ่งพระนิพพานชาตินี้ ระหว่างบินก็นึกว่าเราอยู่สูงกว่าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่พื้นดิน ขอขมาพระรัตนตรัยด้วยและสมาทานพระกรรมฐานในใจ ขึ้นนิพพานบ้าง ดูโน่นดูนี่บ้าง เดี๋ยวนี้มันขี้เกียจรู้ขี้เกียจเห็นแล้ว ไม่เหมือนครั้งก่อน ๆ ที่ติดตามหลวงพ่อท่านไปต้องรู้ดูตลอดเวลา เมื่อมีสตินึกขึ้นได้ว่าไปกับท่านและท่านอาจถามเมื่อไรก็ได้ แบบท่านเคยคุยให้ฟังว่าถ้าท่านไปไหนกับหลวงปู่ปาน ท่านก็จะต้องดูรู้ตลอด หลวงปู่ปานจะถามหรือสั่งให้จด เป็นต้น เดี๋ยวนี้หลวงพ่อท่านสิ้นแล้วเลยสบายในข้อนี้ แต่เรื่องถวายกุศลหรือแผ่ส่วนบุญนี่ต้องทำเป็นประจำอยู่แล้วทำเต็มที่เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยสบายกายสบายใจของเราเอง เรียกว่าตาขาวตรงเผงเลย
__เมื่อถึงโรงแรมวังคำ โดยรถของโรงแรมไปรับ ทานข้าวกลางวันที่โรงแรมแล้ว ให้รถโรงแรมพาขึ้นไปกราบที่พระธาตุดอยตุงก่อนเลย คิดว่าวันรุ่งขึ้นมีรถหลายคัน รถบัสจากกรุงเทพฯ 24 คัน คณะคุณนราธิป 12 คัน คุณแดง 4 คัน คณะถาวร 5 คัน อาจารย์วิชชุ 1คัน คณะไฟฟ้าส่วนภูมิภาคโดยคุณวิชัย 1 คัน คณะบางบอน 1 คัน ต่างจังหวัดโดยคุณชนะท่าลาน 4 คัน ยังรถตู้รถเล็กอีกมากมาย เกือบทั่วประเทศภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ชลบุรี สัตหีบ จันทบุรี จะต้องเดินไกลเพราะบนนั้นถนนแคบ บริเวณพระเจดีย์ก็ไม่กว้างมากนัก เราคงจะเดินขึ้นหรือเบียดคนมาก ๆ ไม่ไหว จึงไปกราบก่อนดีกว่า รถจอดถึงยอดดอยเลย เมื่อก่อนดูว่าสูงใหญ่กว่านี้ วันนั้นดูเล็กลงมาก คงจะเป็นเพราะที่ฐานพระเจดีย์ถูกยกพื้นขึ้นมีกำแพง และสิ่งก่อสร้างใกล้ ๆ นั้นเกิดขึ้นใหม่ เลยทำให้เห็นเจดีย์เล็กลงกราบและปิดทองพระยืนหน้าเจดีย์ 5 องค์สร้างใหม่ตรงกำแพงพระเจดีย์นั้น แล้วไปกราบพระที่ศาลาเดิมใกล้ ๆ นั้น ศาลาหลังนี้ไม่เปลี่ยนเพียงแต่เก่าไปกว่าเดิมเท่านั้น ถนนขึ้นไปก็ทำดีสบายกว่าเก่า ผ่านหมู่บ้านชาวเขาที่อยู่ติด ๆ ถนนเห็นมีกางเกงยีนส์ตากอยู่ คุยกับคนขับรถของโรงแรมบอกว่าพวกชาวเขาเดี๋ยวนี้รวยแล้ว เพราะขายดอกไม้ขายผลไม้เมืองหนาวที่สมเด็จย่าและโครงการพระราชทาน มีโทรศัพท์มือถืออีกด้วย พูดไทยภาษากลางได้สบายที่ใกล้ ๆ บริเวณพระธาตุมีร้านขายของพื้นเมืองและของจีนหลายร้าน ของไม่แพง ข้าพเจ้าซื้อเห็ดหลินจือมา 2 ห่อ ๆ ละ 400 บาท ซื้อที่กรุงเทพฯขนาดนั้นประมาณ 1,000 บาท คนขายเป็นหญิงสาวชาวเขาพูดไทยภาคกลางเสียงน่าฟังดี ได้ทำบุญโดยเอาเงินหยอดในตู้ที่ตั้งไว้ 2-3 แห่ง อธิษฐานขอให้มีความดีหรือของดีเป็นยอดสุดเหมือนที่ลูกได้มาตั้งฉัตรบนยอดพระเจดีย์ 2 องค์นั้นด้วยความเต็มใจ เป็นปลื้ม ขอผลบุญจงสนองอย่างเต็มใจไม่มีอุปสรรคใด ๆ ทั้งสิ้น ฯลฯ
__ก่อนจะถึงพระธาตุดอยตุง ได้แวะไปชมความงามสวนดอกไม้ของสมเด็จย่าด้วย เห็นแล้วคล้ายกับที่สวิสเซอร์แลนด์มาก ระหว่างทางที่ขึ้นไปจากที่เป็นเขาหัวโล้น เต็มไปด้วยต้นไม้และข้างทางก็เป็นต้นสนแบบแถวยุโรปเลย ข้าพเจ้าติดตามหลวงพ่อท่านพระราชพรหมยาน หรือหลวงพ่อท่านฤๅษี ครั้งแรกดูเหมือนจะเป็น พ.ศ.2518 ครั้งหลังนี่ 2523 หรือ2525 ไม่แน่ใจ ยังไม่มีอะไรขาย มองไปทางไหนก็เป็นเขาหัวโล้นหมด เดี๋ยวนี้ข้างทางแถว ๆ ใกล้ตัวเมือง มีผลไม้ส้ม แอปเปิ้ล ลูกสาลี่เมืองจีนขายหลายร้านราคาถูก เกรงใจน้ำหนักขึ้นเครื่องบินจึงซื้อได้อย่างละกล่อง 15 กิโลกับ 10 กิโล ถึงโรงแรมค่ำพอดี เดินไปหาอาหารทานใกล้ ๆ โรงแรมนั้น ก่อนจะไปทำบุญย้อนยุคนี้อากาศหนาวมาก ก็เตรียมชุดใส่ให้พออุ่นได้ คือชุดผ้าไหม ผ้าไหมนี่ซับในมันก็หนาดี มีผ้าห้อยคอชายยาว ๆ ใหญ่ ๆ หนาหน่อยคงพอไหว เอาผ้าห่มจากเตอร์กีโน่น แต่พอใกล้ ๆ ถึงวันไปอากาศเริ่มร้อนหน่อย ๆ ก็ว่าดีไม่ต้องใส่เสื้อกันหนาว แต่ก็ยังคิดว่าบนเขาคงยังหนาวมากเอาโค๊ตยาวไปด้วย เมื่อถึงเชียงรายอากาศอุ่นเกือบจะเป็นร้อน ทำไงดีอุตุพยากรณ์อากาศบอกว่าอากาศจะอุ่นขึ้นอีก ดีว่าหน้าโรงแรมมีร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป ชุดไทย ชุดชาวเขา ไทยสมัยใหม่ ไทยโบราณ มีหมดเลยต้องไปซื้อกัน พี่ชอด้วย เอาไปจากบ้านใส่ไม่ได้ ได้ผ้าฝ้ายทอด้วยมือร้อนน้อยกว่าผ้าไหมซับในนะ ผ้าโพกผมไม่ต้องโพกแล้ว แค่ผ้าห้อยคอก็ร้อน เอาออกเอาพาดพับหลาย ๆ ชั้นให้ผืนไม่ใหญ่นัก ให้เป็นไทยแท้ดั้งเดิมแบบเมืองเหนือ เพื่อสมมุติเหตุการณ์ตอนที่กองทัพไทนกู้ชาติจากขอมดำ โดยพระเจ้าพรหมมหาราชเป็นผู้นำ เมื่อรบชนะไทยเป็นอิสระภาพมีความสุขจึงได้ฉลองชัยชนะ เมื่อครั้งที่หลวงพ่อท่านพาไปมีครั้งหนึ่งท่านบอกว่าพระท่านสั่งให้ฉลองชัยชนะหลังจากที่บวงสรวงเสร็จที่พระธาตุดอยตุง สั้งให้แต่งชุดแดง ที่ไม่มีชุดแดงเพราะรู้ก่อนเพียง 1 วัน เมื่อบวงสรวงที่พระธาตุจอมกิตติ จึงต้องไปซื้อผ้าแดงยกไม้เลย ตัดเป็นผ้าโพกหัวกันทุกคน หัวแดงเต็มลานพระธาตุดอยตุง และสั่งให้เอาหม้อหุงต้มเตาไฟเพื่อจะได้ทำอาหารเลี้ยงกันด้วย เมื่อบวงสรวงเสร็จก็เอาหัวหมู ไก่ ข้าวสารที่กระถางธูปใส่ในหม้อต้มใบใหญ่แล้วกินกันทั่วทุกคนโดยเติมรวมไปกับข้าวกล่องที่แจกกันกินมื้อกลางวันนั้นเป็นที่สนุกเบิกบานยิ่ง
__ปีนี้รู้ล่วงหน้าเป็นเดือนถึงพิธีกรรมจึงแต่งกายสวยงามพร้อมทั้งเครื่องประดับ เพื่อแสดงถึงความมั่งคั่งเกษมศรีทั้งหญิงชาย อยู่ดีกินดีมีความสุขเรียกว่า "ตัดไม่ข่มนาม" เพราะใกล้สงครามใหญ่จะเกิดขึ้นแล้ว (ที่เขียนนี้กุมภาพันธ์ 2540) ถึงแม้สงครามกู้ชาติไทยจะผ่านไปเกือบสองพันปีแล้วก็ตาม เราก็รู้ได้โดยพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านพระราชพรหมยาน หรือหลวงพ่อท่านฤๅษีลิงดำแห่งวัดท่าซุง ท่านบอกว่าพวกเราโดยเฉพาะที่ไปทำพิธีที่บนพระธาตุดอยตุง หรือพระธาตุจอมกิติเกือบทุกคนเคยเกิดในสมัยนั้น เมื่อมาเกิดสมัยนี้อีกหากเราจะประสบกับภัยที่จะเกิดขึ้น หรือจะทำให้ยากจนลง เราก็จะสามารถแก้ไขให้บรรเทาเบาบางลงไปได้บ้าง เมื่อพระเจ้าพรหมจะยกทัพไปรบกับขอม ท่านก็แต่งเครื่องประดับอย่างสวยงามทั้งแม่ทัพนายกองและทหารทั้งหลาย เป็นการแสดงความมั่นใจในชัยชนะเพื่อข่มขวัญข้าศึก หรือตัอไม้ข่มนาม ดีว่าข้าพเจ้า พี่ชอ คุณเนียร คุณสุธีตัดสินใจถูก คือไปกราบก่อนดีกว่า รู้แน่ว่าวันจริงคือเสาร์ที่ 18 มกราคม 2540 รถจะติดมากจอดกันยาวเหยียดคนก็จะต้องลงเดินเป็นกิโล ๆ เห็นว่าเดิน 2 กิโล เมื่อวันจะกลับถามเด็ก ๆ ว่าเป็นไงเหนื่อยมากไหม เขาตอบว่าเหนื่อยค่ะแต่คุ้มมากเลย ชื่นใจจริง ๆ เด็กรุ่นนี้คือรุ่นท่านพระครูปลัดอนันต์ ก็เก่งใจสู้ไม่แพ้สมัยหลวงพ่อท่านเหมือนกัน ยิ่งนานวันก็ดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้น ๆ
ประวัติพระธาตุดอยตุง
หลวงพ่อท่านเล่าให้ฟังและมีในหนังสือเรื่องฤๅษีทัศนาจรภาคเหนือ ท่านบอกมีผู้มาบอกท่าน (ผู้ที่ตายแล้ว) ว่าสมัยพระเจ้ามังรายมหาราชเสวยราชสมบัติได้ 37 ปี คือตั้งแต่ พ.ศ.100 ถึง พ.ศ.137 จึงสวรรคตเมื่อพระชนมายุได้ 89 พรรษา แล้วมีการสืบสันตติวงศ์ต่อมาจนถึงสมัยพระเจ้าพังคราชผู้เป็นพระราชบิดาของพระเจ้าพรหมมหาราชโดยนับตั้งแต่พระเจ้าสิงหนวัติผู้เป็นต้นวงศ์ มาจนถึงพระเจ้าพังคราชรวมทั้งสิ้น 37 รัชกาล ในเวลานั้นมีพระอรหันต์มาก พระราชาทุกพระองค์เป็นผู้ทรงธรรมไหว้พระสวดมนต์กันตลอดเวลา ท่านเล่าไว้สมัยที่ไปบวงสรวงที่พระธาตุดอยตุงเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2521 ผู้ที่ได้มโนมยิทธิแล้วท่านให้ดูด้วย ตอนนั้นท่านสอนมโนมยิทธิครึ่งกำลังเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2521 ท่านให้ดูและบันทึกให้ท่านด้วย ข้าพเจ้ามีเรื่องยาวจึงอัดเทปถวายท่าน เคยลงในหนังสือธัมมวิโมกข์เล่มไหนลืมแล้ว ครั้งนั้นพวกเราได้มโนมยิทธิใหม่ ๆ จึงอยากรู้อยากเห็นมาก รู้แล้วบางอย่างก็ดีใจ บางอย่างก็เศร้าใจน้ำตาไหล หลวงพ่อท่านก็ว่า "ลูกบางคนน้ำตาไหล บางคนมีการสะอื้น บางคนซึม" พ่อคิดว่าความรู้สึกของลูกเวลานั้น คงจะพบกับสภาพความเป็นจริงที่เรามีส่วนร่วมในการบูชาพระบรมสารีริกธาตุบนดอยตุง ซึ่งพระเจ้าอชุตราชและพระเจ้ามังรายมหาราชนำมาบรรจุไว้ในเจดีย์ที่ลูกเห็นอยู่เวลานี้เป็นเจดีย์ที่เขาสร้างขึ้นภายหลัง
__สำหรับเจดีย์องค์เดิมอยู่ภายในเป็นทองคำทั้ง 2 องค์ และในเจดีย์ทองนั้นบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่กษัตราธิราชเจ้าทั้ง 2 พระองค์คือพระเจ้าอชุตราชพระราชบิดา กับพระเจ้ามังรายมหาราช ราชโอรส นำมาบรรจุที่นี่ การบูชาคราวนั้นเป็นงานยิ่งใหญ่มาก ขณะนี้ลูกบางคนมีอำนาจธรรมปีติที่เห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายท่านไปอยู่นิพพานมีความสุข ฉะนั้นอารมณ์ของลูกทั้งหลายจงอย่าให้มีอารมณ์เป็นทุกข์ มีอย่างเดียวคือ "ธรรมสังเวช" ธรรมสังเวชตอนที่เราเลวเกินไป จะว่าเลวเกินไปก็ไม่ถูกเพราะการบรรลุธรรมต้องอาศัยความดีพอสมดวร เขามีกำหนดเวลา เช่นสาวกภูมิต้องบำเพ็ญบารมีมาแล้ว 1 อสงไขยกำไรแสนกัป เป็นต้น แต่พวกเราย่องมาถึง 16 อสงไขยกับแสนกัปแล้ว ก็แสดงว่าเราดีบ้างทำถูกบ้าง ทำผิดบ้างเป็นของธรรมดา การผิดในกาลก่อนถือว่าเป็นครู ในสมัยนี้ชาตินี้อย่าให้ผิดต่อไป
__หลวงพ่อท่านและหลวงปู่วงศ์ได้ทำพิธียกฉัตรเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2520 หลวงปู่วงศ์เป็นผู้จัดหาฉัตรมาสวมยอดพระเจดีย์ ท่านได้บรรจุพระธาตุข้าวไว้ในนั้นด้วย มีพวกเรา 10 กว่าคนเท่าที่จำได้ มีพี่ชอ คุณเนียร คุณแอ๊ยุพดี จักษุรักษ์ ข้าพเจ้า พี่เหม่เลิศลักษณ์ ศรีสิงหสงคราม เอ๊าะอายุธ นาครทรรพ เด็กหนุ่ม นั่งรถตู้ไปรับหลวงปู่ที่วัดจามเทวี ลำพูนนอนที่กองพันสัตว์ต่างเชียงใหม่ 1 วัน รุ่งขึ้นเช้าไปเชียงรายนอนที่วัดเม็งราย ถึงวัดเม็งรายเย็นแล้วฝนตกอีกด้วยจึงทำอะไรไม่ได้ รุ่งขึ้นอีกวันคือวันที่ 4 พ.ค. 2520 จึงทานข้าวแต่เช้านำฉัตรและบายศรีเครื่องบวงสรวงขึ้นดอยตุง โดยเปลี่ยนรถเป็นรถ 2 แถวเจ้าถิ่นนำขึ้นไป เพราะรู้และชำนาญทาง ทางยังขรุขระฝุ่นตลบไปหมด ทางแคบด้วยขึ้นลงชันมากกว่านี้เวลารถลงเขาเขาจะขับเร็วมากเพื่อจะได้มีกำลังส่งเมื่อรถขึ้นเขา ดีว่าข้าพเจ้านั่งรถคันเดียวกับหลวงปู่วงศ์จึงไม่กลัวเท่าไร ถึงวัดเชิงดอยตุงหลวงปู่วงศ์นั่งไหว้ตั้งนาน แล้วหาพะองคือบันไดที่เป็นไม้ไผ่ยาว ๆ ต้นเดียวแล้วเจาะรูเอาไม้เสียบเล็ก ๆ พอเหยียบขึ้นไปได้ หาและทำที่นั่นแหละ แล้วเอาขึ้นรถไปถึงยอดดอย ใกล้ ๆ จะถึงสูงชันคนต้องเดินรถพาขึ้นไม่หมด ถึงเจดีย์แล้วหลวงปู่ก็ขึ้นบันไดเองถึงยอดเจดีย์ เป็นว่ายอดตันไม่มีรูให้เอาฉัตรเสียบได้ ผู้ชายจัดการทางเจดีย์ ผู้หญิงข้าพเจ้า พี่ชอ คุณเนียร ประกอบบายศรีทำด้วยกระดาษทองข้าพเจ้าทำเองที่บ้านใส่ปี๊ปไป กระทงก็ระดาษทองหมด ดอกไม้ก็ใช้ดอกไม้แห้งประดับตัวบายศรี ส่วนกระทงเอาดอกไม้สด จัดไม่ทันเสร็จดีพวกผู้ชายบอกลงไปก่อน ฉัตรใส่ไม่ได้ ต้องไปหาช่างทำเป็นหมวกสวมเอา ถึงเชียงรายมืดแล้ว ช่างเหล็กก็แน่ทำทั้งคืน เช้ามืดคณะล่วงหน้าไปก่อนตื่นแต่เช้ามืดไปรับหมวกที่เขาทำฉัตรติดไว้ขึ้นดอยตุง จัดการไม่ทันเสร็จคณะหลวงพ่อท่านก็ไปถึง จึงช่วยกันใหญ่ หลวงปู่มหาอำพัน บุญ-หลง วัดเทพศิรินทร์ไปพร้อมหลวงพ่อท่าน ได้เอาทองคำเปลวไปติดฉัตรและแบ่งให้ข้าพเจ้า พี่ชอได้ติดด้วย ขณะที่พวกผู้ชายเอาฉัตรปีนขึ้นไปติดบนยอดเจดีย์ อากาศเป็นใจคือลมพัดเอาก้อนเมฆมาบังวิวข้างล่างไม่ให้เห็นความสูงจากยอดเจดีย์ลงไปที่เชิงเขา ไม่ต้องกลัวความสูง สวมฉัตรและห่มผ้าเจดีย์ 2 องค์เรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อท่านทำพิธีบวงสรวงแล้วนำเดินเวียนเทียนรอบเจดีย์ด้วย คณะหลวงพ่อท่านเสร็จแล้วกลับเลย คณะล่วงหน้าไปก่อนกลับทีหลัง คือนอนที่วัดเม็งรายอีก 1 คืน รุ่งขึ้นไปส่งหลวงปู่ชัยวงศ์ที่วัดท่าน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน หลวงปู่เอาบายศรีกระดาษทองไว้บูชาที่วัดท่าน นอนที่นั่นอีก 1 คืนจึงได้กลับกรุงเทพฯ ด้วยความเป็นปลื้มสุดขีด เห็นรูปเจดีย์พระธาตุดอยตุงมีฉัตรสวยงามที่ไหนก็นึกปลื้มใจมากทุกครั้ง ว่าเราได้ร่วมทำด้วย หลวงพ่อท่านบอกว่าการยกฉัตรพระธาตุดอยตุงกับพระธาตุจอมกิตินั้นเพื่อแก้เคล็ดหรือป้องกันไม่ให้คอมมูนิสต์หรือต่างชาติยึดครองแผ่นดินของเราได้ จึงรอดปลอดภัยเป็นไทยจนทุกวันนี้
http://lanna.mju.ac.th/Pages/LannaTemples/phatadjomkitti_cr.htm
http://www.palungjit.com/buddhism/gallery/data/574/PDVD_0121.jpg
หลวงพ่อถามว่าใครต้องการไปพระนิพพานบ้าง
http://www.palungjit.com/buddhism/gallery/data/574/PDVD_0151.jpg
พระธาตุดอยตุง ปูชนียสถานสำคัญของล้านนาอันเป็นที่เคารพสักการะของชาวล้านนา โดยเฉพาะชาวเมืองเชียงรายมาแต่โบราณ ขณะนี้ประดิษฐานอยู่บนเทือกเขานางนอนซึ่งมีความสูงถึง ๒ , ๐๐๐ เมตร และอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ ๔ , ๐๐๐ ฟุต โดยตั้งอยู่ในเขตตำบลห้วยใคร้ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ( คำว่าดอยตุงนี้ หากเขียนตามวิธีการปริวรรตแล้วจะเป็น ดอยทุง เพราะถ้าเขียนว่าดอยตุง แล้วจะอ่านเป็น ดอยตุ๋ง
ในหนังสือ ประวัติพระธาตุดอยตุง กล่าวถึงที่ตั้งของพระธาตุดอยตุงต่างกันไปเล็กน้อยว่า พระธาตุดอยตุง ประกอบด้วยเจดีย์ ๒ องค์ ตั้งเคียงคู่กันห่างจากยอดดอยตุงซึ่งสูง ๑ , ๓๖๔ เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ ๓๐๐ เมตร องค์พระธาตุอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ ๑ , ๓๐๐ เมตร นอกจากนี้ยังมีเนื้อความที่กล่าวถึงการเดินทางขึ้นสู่องค์พระธาตุไว้ว่า เริ่มจากห้าแยกอนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งราย ใกล้กับกำแพงเวียงที่สร้างขึ้นใหม่ในตัวเมืองเชียงราย ขับรถไปตามทางหลวงสาย เชียงราย - แม่สาย เป็นระยะทาง ๔๒ กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายไปตามถนนที่ตัดขึ้นภูเขาอีก ๒๔ กิโลเมตร เมื่อถึงวัดน้อยดอยตุงซึ่งห่างจากพระธาตุราว ๑ กิโลเมตร สามารถเดินขึ้นไปหรืออาจขับรถขึ้นไปก็ได้ หากเลือกเดินเท้าจะใช้เวลาประมาณ ๑๐ ๑๕ นาที สรุประยะทางตามถนนจากเชียงรายถึงองค์พระธาตุดอยตุง เป็นระยะทางประมาณ ๗๐ กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทางประมาณ ๑ ชั่วโมงครึ่ง
<TABLE cellSpacing=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD colSpan=4></TD></TR><TR><TD colSpan=4>ตำนาน พงศาวดารโยนก กล่าวถึงประวัติองค์พระธาตุดอยตุงไว้ว่า พระธาตุดอยตุงสร้างขึ้นเมื่อปีมะแม ซึ่งตรงกับ พ . ศ . ๑๔๕๔ ในรัชสมัยของพระเจ้าอชุตราช กษัตริย์องค์ที่ ๓ แห่งราชวงศ์สิงหนวัติ ผู้ครองโยนกนาคนคร ( ก่อนสมัยอาณาจักรล้านนา ) วัตถุประสงค์ที่สร้างคือเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุรากขวัญเบื้องซ้าย ( กระดูกไหปลาร้า ) ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพระมหากัสสปะเถระได้อัญเชิญมาจากประเทศอินเยเพื่อประดิษฐานที่ดอยดินแดง ( ชื่อเดิมของพระธาตุดอยตุง คือดอยดินแดง ซึ่งอยู่ในกลุ่มเขาสามเส้าอันเป็นที่อยู่ของลาวจก ) ซึ่งเชื่อกันว่าพระพุทธเจ้าเคยเสด็๗มาประทับที่ดอยตุงและทรงพยากรณ์ไว้ว่า สถานที่แห่งนี้จะเป็นที่ประดิษฐานพระมหาสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในภายภาคหน้า จึงนับเป็นครั้งแรกที่พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ได้ขึ้นมาประดิษฐานที่อาณาจักรโยนกนาคนครแห่งนี้ อนึ่ง การสร้างสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุได้กำหนดอาณาเขตจากองค์พระสถูปออกไปโดยรอบด้านละ ๑ , ๐๐๐ วา โดยที่ก่อนสร้างพระเจ้าอชุตราชได้โปรดให้ทำ ทุง ( อ่าน ตุง ) หรือธงตะขาบหนาดใหญ่และมีความยาวถึงพันวาปักไว้บนยอดภูเขา หากธงปลิวไปถึงไหนก็กำหนดหมายเป็นฐานพระสถูปเพียงนั้น ต่อมาสมัยพระญามังรายแห่งราชวงศ์ลวจักราช มีพระอรหันต์รูปหนึ่งนามว่าพระมหาวชิรโพธิเถระ ได้นำพระบรมสารีริกธาตุมาถวายถึง ๑๕๐ เม็ด ( บางตำรากล่าวว่า ๕๐ เม็ด ) พระญามังรายจึงโปรดให้สร้างเจดีย์พระธาตุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ ณ ดอยตุง บริเวณเดียวกับสถูปเก่า ดังนั้นพระธาตุดอยตุงจึงมีสถูป ๒ องค์มาตราบจนทุกวันนี้
ใน ตำนานดอยตุง ได้อ้างถึงชื่อบุคคลที่นำข้อมูลมาประกอบตำนาน ๒ คน คนแรกคือมหาวชิรโพธิ โดยมีข้อความดังนี้คือ ตามตำนาน ( ที่ ) มหาวชิรโพธิเจ้า ( หรือที่บางฉบับใช้ว่า มหาวชิรโพธิสัตต ) ได้แต่เมืองกุสินารายโพ้นมาไว้หื้อปรากฏมีดังนี้
จากนั้นเป็นคำอธิบายเกี่ยวกับบ่อน้ำทิพย์ทั้ง ๑๒ แห่ง มีข้อสันนิษฐานว่า ท่านอาจจะเป็นคนเดียวกับคนที่ปรากฏชื่อในตอนท้ายของตำนานดอยตุง ซึ่งเป็นผู้ที่นำเรื่องราวทั้งหมดมาโดยข้อความนั้นกล่าวว่า ตำนาน ( อัน ) มหาฤาษีเจ้าตนชื่อว่า กัมมโล มหาปัญญาณวรโพธิเจ้า เอา ( มา ) แต่เมืองกุสินารายมาไว้กับมหาธาตุเจ้า
สำหรับคนที่ ๒ คือปราชญ์กวิระ ( กวิรบัณฑิต ) เป็นผู้นำรายละเอียดเกี่ยวกับกุศลหรือบุญที่จะได้รับตามคำทำนายของพระพุทธเจ้า รวมทั้งเรื่อง สิ่งสัตตรูป
นอกจากนี้ในตำนานเมืองยอง ซึ่งกล่าวถึงประวัติศาสตร์เชิงนิทานของเมืองยอง ยังมีเนื้อความตอนต้นคล้ายกับตำนานดอยตุงอีกด้วย เพราะตำนานทั้งสองมีแก่นเรื่องเดียวกัน โดยสาระสำคัญของตำนานดอยตุงและตำนานเมืองยองที่เหมือนกัน คือ
พระพุทธเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ที่ล่วงลับมาแล้วในภัทรกัปนี้ต่างก็เสด็จมายังยอดเขาพร้อมกับนำภัตตาหารมาด้วย
ณ ที่นั้น ไม่มีน้ำดื่ม จึงต้องไปหามาจากที่อื่น
ชาวท้องถิ่นไม่ได้พบพระพุทธเจ้า
ลำห้วย ๒ สายที่ไหลมาจากภูเขา เกิดขึ้นได้โดยการใช้ไม้หรือไม้เท้าขีดให้เป็นรอย
หลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไม่นาน กระดูกด้ามมีดเบื้องซ้ายถูกนำมาบรรจุรวมกับพระธาตุอื่น ๆ
</TD></TR></TBODY></TABLE>
พระธาตุชุดที่ ๒ นำมาในภายหลัง
การบรรจุพระธาตุเกิดขึ้นด้วยอภินิหาร
การถวายคนในท้องถิ่นและที่ดินผืนใหญ่แด่พระธาตุ
การปลูกต้นโพธิ์ ซึ่งจะนำความรุ่งเรือง ฯลฯ มาสู่คนที่กราบไหว้บูชากิ่งของต้นโพธิ์
การกล่าวถึงบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์หรือบ่อน้ำทิพย์
การกล่าวถึงหินซึ่งเป็นที่ตั้งบาตรพระพุทธเจ้า
พญาอินทร์สั่งให้เทพบุตร ๑ องค์ ( ตำนานดอยตุง ) หรือเทพบุตรหลายองค์ ( ตำนานเมืองยอง ) ดูแลรักษาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
อนึ่ง เรื่องราวบางส่วนของตำนานดอยตุงยังปรากฏในนิทานและตำนานอื่น ๆ อีก เช่น ตำนานเมืองสุวัณณโคมคำและตำนานสิงหนวัติหรือตำนานสิงหนดี
ปัจจุบันนี้ องค์พระธาตุดอยตุงนอกจากจะมีความสำคัญในทางพุทธศาสนา คือเป็นสถานที่เคารพศรัทธาของทั้งชาวล้านนา และประชาชนในประเทศใกล้เคียง เช่น ไทใหญ่ในรัฐฉาน ชาวหลวงพระบางและเวียงจันทร์ ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวแล้ว ในสมัยที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมชาชนนียังทรงมีพระชนม์อยู่นั้น พระองค์ทรงมีความสนพระทัยที่จะพัฒนาดอยตุงให้เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ และเห็นสมควรที่จะจัดพื้นที่ในโครงการดอยตุงให้เป็นพื้นที่ทรงงานของพระองค์ด้วย จึงทรงจัดสร้างตำหนักที่ประทับขึ้นบนดอยตุงดังที่ปรากฏในปัจจุบัน ( ดูเพิ่มที่ พระตำหนักดอยตุง ) นอกจากนี้ยังมีประเพณีสักการบูชาองค์พระธาตุดอยตุง ซึ่งถือกำหนดเป็นประจำในวันเพ็ญ เดือน ๓ ของทุก ๆ ปี ( จากประวัติพระธาตุดอยตุงกล่าวว่า งานนมัสการพระธาตุดอยตุงจะจัดขึ้นในเดือน ๖ ขึ้น ๑๓ ๑๕ ค่ำ ซึ่งตรงกับเดือน ๔ ใต้ อาจจะเป็นวันใดวันหนึ่งของเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม สำหรับการสรงน้ำพระธาตุ นิยมกระทำในช่วงสงกรานต์ )
อนึ่ง พระธาตุดอยตุงยังมีความสำคัญต่อคนที่เกิดในปีกุน ( ปีไก๊ ในภาษาพื้นเมืองเหนือ ซึ่งหมายถึงปีหมูหรือปีช้าง ) อีกด้วย เพราะเชื่อกันว่าพระธาตุดอยตุงเป็นเจดีย์คู่ปีไก๊ ผู้ที่เกิดในปีดังกล่าว จึงนิยมไปนมัสการและปัดกวาดทำความสะอาดรอบ ๆ บริเวณที่ตั้งองค์พระธาตุเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองตลอดไป ทั้งนี้ตรงมุมด้านทิศตะวันออกของเจดีย์องค์ที่อยู่ทางทิศตะวันออกมีรอยพระพุทธบาทปรากฏบนหิน วัดขนาดได้ประมาณ ๑๐๒ http://lanna.mju.ac.th/Pages/LannaTemples/doitung3_cr_clip_image002_0000.gif๔๖ เซนติเมตร บางคนจึงมีความเชื่อว่าพระพุทธเจ้าเคยเสด็จมายังสถานที่แห่งนี้จริง นอกจากนี้ยังมีหลุมอยู่ใกล้มุมด้านทิศเหนือของเจดีย์องค์ที่อยู่ทางทิศตะวันออก ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นหลุมปักตุงในครั้งแรกที่สร้างองค์พระธาตุ เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงว่าพระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาที่แห่งนี้จริงเช่นกัน
ปัจจุบันนี้นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวชมที่พระธาตุดอยตุงกันเป็นจำนวนมาก และนักท่องเที่ยวเหล่านั้นนิยมโยนเหรียญเข้าไปในสะดือของพระพุทธรูปแบบจีน ( พระมหากัจจายนะ ) ซึ่งเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่หล่อขึ้นใหม่ ประดิษฐานห่างจากองค์พระเจดีย์เพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ยังมีระฆังแบบจีนหรือแบบรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีผู้นำมาแขวนไว้สำหรับนักท่องเที่ยวได้เคาะเล่น ซึ่งที่จริงแล้วกิจกรรมเหล่านี้ไม่ใช่วัฒนธรรมของล้านนา โดยเฉพาะการตีระฆังจะทำในเฉพาะโอกาสพิเศษเท่านั้นและผู้ที่ตีคือพระสงฆ์ ไม่ใช่นักท่องเที่ยวอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ( ดูเพิ่มที่ ตำนานดอยตุง ) ประวัติความเป็นมาของพระธาตุดอยเวาองค์เดิมตามตำนานกล่าวว่า สร้างขึ้นเมื่อปี พ . ศ . ๒๓๖๔ โดยขุนควักหรือพระองค์เวา กษัตริย์องค์ที่ ๑๐ แห่งราชวงศ์สิงหนวัติ ผู้ครองนาคพันธ์โยนก เพื่อเป็นที่บรรจุพระเกศธาตุ ดอยลูกนี้จึงถูกเรียกว่า ดอยเวา ตามพระนามของกษัตริย์พระองค์นี้ ต่อมาพระเจดีย์ธาตุเกิดความชำรุดทรุดโทรม แม้ว่าจะซ่อมแซมหลายต่อหลายครั้ง แต่ในที่สุดก็ชำรุดอีกจนเหลือเพียงฐานชั้นล่าง ซึ่งสูงจากพื้นดินประมาณ ๒ เมตร แล้วยังถูกขุดเป็นโพรงลึก ดังนั้น นายบุญยืน ศรีสมุทร์ คหบดีชาวอำเภอแม่สาย จึงร่วมกับพระภิกษุและเหล่าศรัทธาจัดสร้างเจดีย์องค์ใหม่ขึ้นคร่อมองค์เดิม อนึ่ง เจดีย์องค์ใหม่ได้รับการออกแบบโดยกรมศิลปากรตามแบบศิลปะล้านนา และในการขุดแต่งบูรณะองค์พระเจดีย์ครั้งนั้น มีการค้นพบพระบรมสารีริกธาตุในผอบหินดำจำนวน ๕ องค์ ตัวผอบมีขนาดใหญ่เท่าไข่เป็ด ซึ่งได้รับการบรรจุไว้ในฐานพระเจดีย์เดิมแล้ววางศิลาฤกษ์ก่อพระเจดีย์ใหม่ เมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ . ศ . ๒๔๙๔ แล้วเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี พ . ศ . ๒๔๙๘
ลักษณะของพระธาตุ คือฐานบัวลูกแก้ว ต่อด้วยหน้ากระดานรับเรือนธาตุ ทรงปราสาทสี่เหลี่ยมย่อมุมสิบสอง มีซุ้มจระนำทั้ง ๔ ทิศ ประดิษฐานพระพุทธรูป ต่อหน้ากระดานและฐานเขียงสี่เหลี่ยมย่อเก็จ มาลัยลูกแก้วแปดเหลี่ยม ๓ ชั้น บัวปากฐานรับองค์ระฆัง บัวถลา ๒ ชั้นสู่ปล้องไฉน ไม่มีปลียอดสุดด้วยเม็ดน้ำค้าง นอกจากนี้ในทุก ๆ ปี จะมีประเพณีสรงน้ำพระธาตุเป็นประจำในวันเพ็ญ เดือน ๘ เหนือ ( เดือน ๖ ใต้ )
http://lanna.mju.ac.th/Pages/LannaTemples/doitung1_cr.htm ที่มาข้อมูล
http://www.palungjit.com/buddhism/gallery/data/574/medium/193b1.jpg
--ลูกรักทั้งหลายจากรายงานผลการไปนมัสการปูชนียสถานพระธาตุจอมกิตติ และพระธาตุดอยตุง ตลอดจนบ้านเกิดเมืองเดิมที่เราตั้งประเทศไทยของบรรดาลูกรักทั้งหลายซึ่งสถานที่แห่งนี้เชียงแสน หรือโยนกนคร ในสมัยที่องค์สมเด็จพระชินวรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาประทับบนดอยน้อย สมัยนั้นยังเป็นป่าอยู่ไม่ใช่เมือง ยังไม่มีถิ่นฐานบ้านช่องเป็นเมือง มีแต่บ้านเล็กๆ เวลานั้นองค์สมเด็จพระภควันต์ทรงเสยพระเกศาอธิษฐานให้หลุดมา ๓ เส้น (พระเกศาพระพุทธเจ้าปกติไม่มีการร่วงหล่น) แล้วทรงอธิษฐานวางพระเกศาลง จมลงไปในหินบนยอดดอยน้อยแล้วทรงพยากรณ์ว่า เขตนี้ต่อไปจะสามารถรักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้ถึง ๕,๐๐๐ ปี เราจึงถือว่าสถานที่แห่งนี้มีความสำคัญสำหรับประเทศไทยทีเดียว*
-ตัดตอนมาจากเรื่องจริงอิงนิทานพิเศษ (เรื่อง ความสำคัญของพระธาตุจอมกิตติ)
ฝั่งแห่งภพ
05-01-2006, 11:59 AM
โมทนาครับ อานิสงส์บุญใดที่ท่านโยคาวจรทั้งหลายได้ขวนขวายในการเดินทางไปการะทำพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชาครั้งนี้ ข้าพเจ้าขอโมทนาโดยทั้งสิ้น
http://www.palungjit.com/board/attachment.php?attachmentid=61444&d=1138620625
บุญบันดาล
10-06-2007, 05:59 AM
อนุโมทนา สาธุ สาธุ สาธุ
munee
10-06-2007, 07:06 AM
ขออนุโมทนากับทุกท่านครับ...สาธุ
cheterk
27-07-2007, 05:02 PM
อนุโมทนาสาธุ
vBulletin® v3.7.1, Copyright ©2000-2008, Jelsoft Enterprises Ltd.