telwada
19-12-2005, 01:42 PM
หลักธรรมทางศาสนาคืออะไร หลักธรรมทางศาสนา ก็คือคำสอน หรือสิ่งที่ได้ถูกค้นพบโดยศาสดาแห่งศาสนานั้นๆแล้วว่า เป็นหลักธรรมชาติเป็นหลักความจริงแห่งสรรพสิ่งทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งหลักธรรมเหล่านั้น ย่อมเป็นต้นเหตุหรือเป็นสาเหตุแห่งความโลภ ความโกรธ ความหลง อีกทั้งยังเป็นหนทางแห่งการขจัดความโลภ ความโกรธ ความหลง ให้ทุเลาเบาบางลง จนถึงขั้นหมดสิ้นซึ่ง กิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง
สรรพสัตว์ สรรพสิ่งทั้งหลาย ย่อมหนีไม่พ้นหลักธรรมทางศาสนาต่างๆทั้งหลายเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นหลักธรรมทางศาสนาพราหมณ์ หลักธรรมทางศาสนาฮินดู หลักธรรมทางศาสนาพุทธ หลักธรรมทางศาสนาคริสต์ หลักธรรมทางศาสนาอิสลาม และหลักธรรมทางศาสนาส่วนแยกอื่นๆอีกมากมาย
แต่ทว่า กาลเวลาและความล้าหลังหรือความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และของการเรียนการศึกษา ตลอดจนสภาพแวดล้อมทางภูมศาสตร์ สภาพแวดล้อมทางสังคม สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ทางการเมืองการปกครอง และสภาพแวดล้อมทางสภาพอากาศ ย่อมทำให้ทุกสิ่งแปรเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงไป และแน่นอนหลักธรรมทางศาสนาที่มีอยู่ก็ย่อมถูกเปลี่ยนแปลงหรือถูกดัดแปลงแก้ไข หรือสูญหายไปตามกาลเวลาด้วย
ดังนั้น เมื่อข้าพเจ้าได้ทำการศึกษาค้นคว้า และวิจัย เกี่ยวกับศาสนา จึงได้พบว่า หลักธรรมทางศาสนาของทุกศาสนา ได้ถูกเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปเกือบทุกข้อ ทั้งนี้คงเป็นเพราะเหตุผลในการเรียนการสอน หรือเพื่อให้ง่ายต่อการนำไปคิดพิจารณา หรือถูกเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุผลทางการสังคม ทางการเมืองการปกครอง และอื่นๆอีกหลายประการ ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปแล้วนั้น เป็นข้อสันนิษฐานอันได้เปรียบเทียบกับหลักธรรมทางศาสนาของข้าพเจ้า หรือหลักธรรมแห่งวิชชา 3 วิชชา 8 ซึ่งท่านทั้งหลายควรได้ศึกษาคิดพิจารณา อีกทั้งไตร่ตรอง หาเหตุผล เพียงเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการที่จะศึกษาหรือฝึกปฏิบัติธรรมตามแนวทางแห่งวิชชา 3 วิชชา 8 ซึ่งหลักการหรือหลักธรรมทางศาสนาที่แท้จริง หรือหลักธรรมทางศาสนาที่เป็นหลักธรรมชาติ เป็นหลักความจริง อันไม่สามารถคัดค้าน ย่อมเป็นหลักธรรมทางศาสนาที่จะสถิตอยู่ตลอดไปนับต่อจากนี้ ซึ่งหลักธรรมทางศาสนาแห่งข้าพเจ้านี้ได้รวบรวมหลักธรรมในแต่ละศาสนาที่มีอยู่บนโลกมนุษย์ไว้ แต่หลักธรรมทางศาสนาแห่งข้าพเจ้านี้จะเป็นเพียงต้นตอ หรือเป็นแม่บทของศาสนาต่างๆ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าท่านทั้งหลายมีความศรัทธาเชื่อมั่นในศาสนาไหน หรือท่านทั้งหลายจะศรัทธาเชื่อมั่นในหลักธรรมแห่งศาสนาของข้าพเจ้า อันเรียกว่า วิชชา 3 วิชชา 8 ก็แล้วแต่ความต้องการของท่านเถิด
สำหรับหลักธรรมทางศาสนาของข้าพเจ้านี้ เป็นสิ่งที่จะแก้ไขศาสนาทุกศาสนาให้รู้จักต้นตอแห่งศาสนาที่ตัวเองนับถือหรือยืดถืออยู่ ศาสนาทุกศาสนาย่อมสามารถผสมรวมกันได้ เพราะแม่บทศาสนาของแต่ละศาสนาล้วนย่อมต้องอาศัย รูปหรือสรีระร่างกาย ทั้งภายในและภายนอก ซึ่งทุกศาสนาย่อมล้วนอาศัยปัจจัยแวดล้อมต่างๆทั้งภายในร่างกายและภายนอกร่างกายที่เหมือนกัน หรือที่คล้ายคลึงกัน และล้วนต้องอาศัยธรรมชาติต่างๆเฉกเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุที่ได้กล่าวไปแล้วนี้เองจึงทำให้ศาสนาทุกศาสนาสามารถผสมรวมกันได้ และการผสมรวมกันของทุกศาสนาจึงได้มี วิชชา 3 วิชชา 8 หรือจะกล่าวในทางกลับกัน ก็คือ วิชชา 3 วิชชา 8 เป็นการผสมรวมของศาสนาทุกศาสนา ซึ่งหลักการหรือหลักธรรมในวิชชา 3 วิชชา 8 นี้ ล้วนเป็นแม่บทแห่งศาสนาทุกศาสนา บางข้อบางบทก็ได้ถูกดัดแปลง หรือเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้ง่ายต่อการเรียนการสอนเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการสังคมเป็นอยู่ร่วมกัน เพื่อให้เหมาะสมกับสมองสติปัญญาของแต่ละสังคมหรือประชาคมนั้นๆ ซึ่งผู้เขียนจะได้อธิบายถึงต้นตอของศาสนาเท่าที่จะอธิบายได้ในบทเรียนที่เกี่ยวของกับศาสนาต่างๆ อันจักทำให้ท่านทั้งหลายได้เกิดความรู้ความเข้าใจใน
หลักธรรมเหล่านั้นอย่างถ่องแท้
สรรพสัตว์ สรรพสิ่งทั้งหลาย ย่อมหนีไม่พ้นหลักธรรมทางศาสนาต่างๆทั้งหลายเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นหลักธรรมทางศาสนาพราหมณ์ หลักธรรมทางศาสนาฮินดู หลักธรรมทางศาสนาพุทธ หลักธรรมทางศาสนาคริสต์ หลักธรรมทางศาสนาอิสลาม และหลักธรรมทางศาสนาส่วนแยกอื่นๆอีกมากมาย
แต่ทว่า กาลเวลาและความล้าหลังหรือความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และของการเรียนการศึกษา ตลอดจนสภาพแวดล้อมทางภูมศาสตร์ สภาพแวดล้อมทางสังคม สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ทางการเมืองการปกครอง และสภาพแวดล้อมทางสภาพอากาศ ย่อมทำให้ทุกสิ่งแปรเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงไป และแน่นอนหลักธรรมทางศาสนาที่มีอยู่ก็ย่อมถูกเปลี่ยนแปลงหรือถูกดัดแปลงแก้ไข หรือสูญหายไปตามกาลเวลาด้วย
ดังนั้น เมื่อข้าพเจ้าได้ทำการศึกษาค้นคว้า และวิจัย เกี่ยวกับศาสนา จึงได้พบว่า หลักธรรมทางศาสนาของทุกศาสนา ได้ถูกเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปเกือบทุกข้อ ทั้งนี้คงเป็นเพราะเหตุผลในการเรียนการสอน หรือเพื่อให้ง่ายต่อการนำไปคิดพิจารณา หรือถูกเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุผลทางการสังคม ทางการเมืองการปกครอง และอื่นๆอีกหลายประการ ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปแล้วนั้น เป็นข้อสันนิษฐานอันได้เปรียบเทียบกับหลักธรรมทางศาสนาของข้าพเจ้า หรือหลักธรรมแห่งวิชชา 3 วิชชา 8 ซึ่งท่านทั้งหลายควรได้ศึกษาคิดพิจารณา อีกทั้งไตร่ตรอง หาเหตุผล เพียงเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการที่จะศึกษาหรือฝึกปฏิบัติธรรมตามแนวทางแห่งวิชชา 3 วิชชา 8 ซึ่งหลักการหรือหลักธรรมทางศาสนาที่แท้จริง หรือหลักธรรมทางศาสนาที่เป็นหลักธรรมชาติ เป็นหลักความจริง อันไม่สามารถคัดค้าน ย่อมเป็นหลักธรรมทางศาสนาที่จะสถิตอยู่ตลอดไปนับต่อจากนี้ ซึ่งหลักธรรมทางศาสนาแห่งข้าพเจ้านี้ได้รวบรวมหลักธรรมในแต่ละศาสนาที่มีอยู่บนโลกมนุษย์ไว้ แต่หลักธรรมทางศาสนาแห่งข้าพเจ้านี้จะเป็นเพียงต้นตอ หรือเป็นแม่บทของศาสนาต่างๆ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าท่านทั้งหลายมีความศรัทธาเชื่อมั่นในศาสนาไหน หรือท่านทั้งหลายจะศรัทธาเชื่อมั่นในหลักธรรมแห่งศาสนาของข้าพเจ้า อันเรียกว่า วิชชา 3 วิชชา 8 ก็แล้วแต่ความต้องการของท่านเถิด
สำหรับหลักธรรมทางศาสนาของข้าพเจ้านี้ เป็นสิ่งที่จะแก้ไขศาสนาทุกศาสนาให้รู้จักต้นตอแห่งศาสนาที่ตัวเองนับถือหรือยืดถืออยู่ ศาสนาทุกศาสนาย่อมสามารถผสมรวมกันได้ เพราะแม่บทศาสนาของแต่ละศาสนาล้วนย่อมต้องอาศัย รูปหรือสรีระร่างกาย ทั้งภายในและภายนอก ซึ่งทุกศาสนาย่อมล้วนอาศัยปัจจัยแวดล้อมต่างๆทั้งภายในร่างกายและภายนอกร่างกายที่เหมือนกัน หรือที่คล้ายคลึงกัน และล้วนต้องอาศัยธรรมชาติต่างๆเฉกเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุที่ได้กล่าวไปแล้วนี้เองจึงทำให้ศาสนาทุกศาสนาสามารถผสมรวมกันได้ และการผสมรวมกันของทุกศาสนาจึงได้มี วิชชา 3 วิชชา 8 หรือจะกล่าวในทางกลับกัน ก็คือ วิชชา 3 วิชชา 8 เป็นการผสมรวมของศาสนาทุกศาสนา ซึ่งหลักการหรือหลักธรรมในวิชชา 3 วิชชา 8 นี้ ล้วนเป็นแม่บทแห่งศาสนาทุกศาสนา บางข้อบางบทก็ได้ถูกดัดแปลง หรือเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้ง่ายต่อการเรียนการสอนเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการสังคมเป็นอยู่ร่วมกัน เพื่อให้เหมาะสมกับสมองสติปัญญาของแต่ละสังคมหรือประชาคมนั้นๆ ซึ่งผู้เขียนจะได้อธิบายถึงต้นตอของศาสนาเท่าที่จะอธิบายได้ในบทเรียนที่เกี่ยวของกับศาสนาต่างๆ อันจักทำให้ท่านทั้งหลายได้เกิดความรู้ความเข้าใจใน
หลักธรรมเหล่านั้นอย่างถ่องแท้