บัวใต้น้ำ
19-09-2004, 11:03 AM
@@@ พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ได้สั่งสมบารมีสืบต่อกันมา จึงกล่าวสอนด้วยพระองค์เอง ดังต่อไปนี้ @@@
1.ทานบารมี
เธอจงบำเพ็ญทานบารมีเถิดว่า ภาชนะที่เต็มน้ำเมื่อวางคว่ำลง น้ำย่อมไหลออกหมด ไม่ขังติดอยู่ในภาชนะนั้น ฉันใด เธอเห็นผู้ยากไร้ทั้งหลายแล้วจงให้ทานอย่าให้เหลือ ดุจภาชนะที่คว่ำ ฉันนั้น
2.ศีลบารมี
เธอจงบำเพ็ญศีลบารมีเถิดว่า จามรีรักษาขนหางแม้ติดอยู่ในที่ใดก็ยอมตายอยู่ที่นั้น ไม่ยอมให้ขนหางเสียไป ฉันใด เธvจงบำเพ็ญศีล รักษาศีล๕ ศีล๘ ให้บริบูรณ์ทุกเมื่อ ดุจจามรีรักษาขนของตนฉันนั้น
3. เนกขัมมาบารมี
เธอจงบำเพ็ญเนกขัมมาบารมีเถิด คนที่ถูกขังในเรื่อนจำได้รับแต่ความทุกข์ทรมาน ปราศจากอิสรภาพ ย่อมไม่ปรารถนาที่จะอยู่ ไขว่คว้าแต่หาช่องทางให้พ้นออกนอก ฉันใด เธอจงเห็นภพทั้งปวงเหมือนเรือนจำ จงมุ่งหน้าต่อเนกขัมมะเพื่อแสวงหาทางหลุดพ้นไปจากภพ ฉันนั้น
4. ปัญญาบารมี
เธอจงบำเพ็ญปัญญาบารมีเถิด ภิกษุเที่ยวบิณทบาตมิได้เลือกหาทายก ทายิกา จะอยู่ในตระกูลต่ำ ชั้นกลาง หรือชั้นสูง ย่อมรับบิณทบาตพอยังอัตถภาพให้เป็นไป ฉันใด เธอจงเข้าไปหาบัณทิต สอบถามเรียนรู้กับบัณทิตผู้มีปัญญาทุกท่านโดยไม่เลือก ตลอดเวลากาลทั้งปวง เมื่อถึงฝั่งแห่งปัญญาแล้ว จักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้ ฉันนั้น
5. วิริยบารมี
เธอจงบำเพ็ญวิริยบารมีเถิด อันว่าราชสีห์ มีความเพียรไม่ย่อหย่อนในอิริยาบท นั่ง นอน ยืน เดิน ประคองใจไว้ให้องอาจ ผึ่งผายทุกเมื่อ ฉีนใด เธอจงประคองความเพียรให้มั่นคงในภพทั้งปวง เริ่มตั้งความเพียร ถึงฝั่งแห่งวิริยะ จักบรรุลพระสัมโพธิญาณ ฉีนนั้น
6.ขันติบารมี
เธอจงบำเพ็ญขันติบารมีเถิด อันว่า แผ่นดินย่อมอดทนต่อสิ่งของที่ทิ้งลงมา ซึ่งมีทั้งที่สะอาดไม่สะอาดบ้าง ก็ไม่รู้สึกยินดียินร้าย ฉันใด เธอจงอดทนต่อการยกย่อง นินทา สรรเสริญ ใส่ร้าย เหยียดหยามของชนทั้งปวง ฉันนั้น ถึงฝั่งแห่งขันติบารมี แล้วจักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้
7.สัจบารมี
เธอจงบำเพ็ญสัจบารมีเถิด มีวาจาเป็นหนึ่งไม่เป็นสอง อันว่าดาวประกายพรึกเป็นดาวนพเคราะห์ที่เที่ยงตรง ไม่โคจรหลุดออกนอกกรอบ นอกวิถีโคจร ไม่ว่า ฤดูร้อน ฤดูหนาว ฤดูฝน ฉันใด เธอจงอย่าเดินไปนอกวิถีทางในสัจจะทั้งมิได้มี เมื่อถึงฝั่งแห่งสัจจะบารมีแล้ว จักบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณได้
8. อธิษฐานบารมี
เธอจงบำเพ็ญอธิษฐานบารมีเถิด เป็นผู้ที่ไม่หวั่นไหว อันว่า ภูเขาตั้งมั่นดีแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยลมแรงกล้าแม้ปานใด ย่อมยังตั้งอยู่ฐานของตน โดยไม่ขยับเขยือน จากที่ ฉันใด เธอจงเป็นผู้ไม่หวั่นไหวอธิษฐานบารมีทุกชาติเมื่อไป ฉันนั้น
9.เมตตาบารมี
เธอจงบำเพ็ญเมตตาบารมีเถิด ฝนเมื่อตกแล้วย่อมไหลแผ่ความเย็นไปเสมอกันไม่เลือกที่ ฉันใด เธอจงเจริญเมตตาให้เสมอกันไม่เลือกทั้งคนดี คนชั่ว อริศัตรู ฉันนั้น
10.อุเบกขาบารมี
เธอจงบำเพ็ญอุเบกขาบารมีเถิด แผ่นดินย่อมวางเฉยต่ออุทุกกภัย ธรรมชาติ พายุ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ฉันใด เธอจงเป็นผู้ที่มีความมั่นคงดุจตรงชูชั่งในสุขและทุกข์ได้ทุกเมื่อ ฉันนั้น
____________________________________________________
พุทธกการธรรมทั้งหลายจะเกิดในดวงใจพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ผู้บำเพ็ญอยู่ในโลกนี้ ไม่มียิ่งขึ้นไปอีก บารมีทั้ง10 เหล่านี้ ไม่มีอันใดยิ่งหย่อนไปกว่ากัน มากน้อยไปกว่ากัน ทุกอย่างทรงไว้ด้วยอานุภาพแห่งบารมีแห่ง10 นี้เท่านั้น ในอากาศเบื้องบนมิได้มี ในแผ่นดินต่ำมิได้มี แม้ในทิศทั้งหลายทั้งปวงมิได้มี แต่ทว่าประดิษย์ฐานอยู่เฉพาะภายในใจของพระโพธิสัตว์นี้เอง
ธรรมะภายในใจของพุทธภูมินั้นจะมีอันใดยิ่งหย่อน ต่อกันไม่ได้เลย เพียบพร้อมด้วยบารมี10 เช่นนี้แล
1.ทานบารมี
เธอจงบำเพ็ญทานบารมีเถิดว่า ภาชนะที่เต็มน้ำเมื่อวางคว่ำลง น้ำย่อมไหลออกหมด ไม่ขังติดอยู่ในภาชนะนั้น ฉันใด เธอเห็นผู้ยากไร้ทั้งหลายแล้วจงให้ทานอย่าให้เหลือ ดุจภาชนะที่คว่ำ ฉันนั้น
2.ศีลบารมี
เธอจงบำเพ็ญศีลบารมีเถิดว่า จามรีรักษาขนหางแม้ติดอยู่ในที่ใดก็ยอมตายอยู่ที่นั้น ไม่ยอมให้ขนหางเสียไป ฉันใด เธvจงบำเพ็ญศีล รักษาศีล๕ ศีล๘ ให้บริบูรณ์ทุกเมื่อ ดุจจามรีรักษาขนของตนฉันนั้น
3. เนกขัมมาบารมี
เธอจงบำเพ็ญเนกขัมมาบารมีเถิด คนที่ถูกขังในเรื่อนจำได้รับแต่ความทุกข์ทรมาน ปราศจากอิสรภาพ ย่อมไม่ปรารถนาที่จะอยู่ ไขว่คว้าแต่หาช่องทางให้พ้นออกนอก ฉันใด เธอจงเห็นภพทั้งปวงเหมือนเรือนจำ จงมุ่งหน้าต่อเนกขัมมะเพื่อแสวงหาทางหลุดพ้นไปจากภพ ฉันนั้น
4. ปัญญาบารมี
เธอจงบำเพ็ญปัญญาบารมีเถิด ภิกษุเที่ยวบิณทบาตมิได้เลือกหาทายก ทายิกา จะอยู่ในตระกูลต่ำ ชั้นกลาง หรือชั้นสูง ย่อมรับบิณทบาตพอยังอัตถภาพให้เป็นไป ฉันใด เธอจงเข้าไปหาบัณทิต สอบถามเรียนรู้กับบัณทิตผู้มีปัญญาทุกท่านโดยไม่เลือก ตลอดเวลากาลทั้งปวง เมื่อถึงฝั่งแห่งปัญญาแล้ว จักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้ ฉันนั้น
5. วิริยบารมี
เธอจงบำเพ็ญวิริยบารมีเถิด อันว่าราชสีห์ มีความเพียรไม่ย่อหย่อนในอิริยาบท นั่ง นอน ยืน เดิน ประคองใจไว้ให้องอาจ ผึ่งผายทุกเมื่อ ฉีนใด เธอจงประคองความเพียรให้มั่นคงในภพทั้งปวง เริ่มตั้งความเพียร ถึงฝั่งแห่งวิริยะ จักบรรุลพระสัมโพธิญาณ ฉีนนั้น
6.ขันติบารมี
เธอจงบำเพ็ญขันติบารมีเถิด อันว่า แผ่นดินย่อมอดทนต่อสิ่งของที่ทิ้งลงมา ซึ่งมีทั้งที่สะอาดไม่สะอาดบ้าง ก็ไม่รู้สึกยินดียินร้าย ฉันใด เธอจงอดทนต่อการยกย่อง นินทา สรรเสริญ ใส่ร้าย เหยียดหยามของชนทั้งปวง ฉันนั้น ถึงฝั่งแห่งขันติบารมี แล้วจักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้
7.สัจบารมี
เธอจงบำเพ็ญสัจบารมีเถิด มีวาจาเป็นหนึ่งไม่เป็นสอง อันว่าดาวประกายพรึกเป็นดาวนพเคราะห์ที่เที่ยงตรง ไม่โคจรหลุดออกนอกกรอบ นอกวิถีโคจร ไม่ว่า ฤดูร้อน ฤดูหนาว ฤดูฝน ฉันใด เธอจงอย่าเดินไปนอกวิถีทางในสัจจะทั้งมิได้มี เมื่อถึงฝั่งแห่งสัจจะบารมีแล้ว จักบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณได้
8. อธิษฐานบารมี
เธอจงบำเพ็ญอธิษฐานบารมีเถิด เป็นผู้ที่ไม่หวั่นไหว อันว่า ภูเขาตั้งมั่นดีแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยลมแรงกล้าแม้ปานใด ย่อมยังตั้งอยู่ฐานของตน โดยไม่ขยับเขยือน จากที่ ฉันใด เธอจงเป็นผู้ไม่หวั่นไหวอธิษฐานบารมีทุกชาติเมื่อไป ฉันนั้น
9.เมตตาบารมี
เธอจงบำเพ็ญเมตตาบารมีเถิด ฝนเมื่อตกแล้วย่อมไหลแผ่ความเย็นไปเสมอกันไม่เลือกที่ ฉันใด เธอจงเจริญเมตตาให้เสมอกันไม่เลือกทั้งคนดี คนชั่ว อริศัตรู ฉันนั้น
10.อุเบกขาบารมี
เธอจงบำเพ็ญอุเบกขาบารมีเถิด แผ่นดินย่อมวางเฉยต่ออุทุกกภัย ธรรมชาติ พายุ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ฉันใด เธอจงเป็นผู้ที่มีความมั่นคงดุจตรงชูชั่งในสุขและทุกข์ได้ทุกเมื่อ ฉันนั้น
____________________________________________________
พุทธกการธรรมทั้งหลายจะเกิดในดวงใจพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ผู้บำเพ็ญอยู่ในโลกนี้ ไม่มียิ่งขึ้นไปอีก บารมีทั้ง10 เหล่านี้ ไม่มีอันใดยิ่งหย่อนไปกว่ากัน มากน้อยไปกว่ากัน ทุกอย่างทรงไว้ด้วยอานุภาพแห่งบารมีแห่ง10 นี้เท่านั้น ในอากาศเบื้องบนมิได้มี ในแผ่นดินต่ำมิได้มี แม้ในทิศทั้งหลายทั้งปวงมิได้มี แต่ทว่าประดิษย์ฐานอยู่เฉพาะภายในใจของพระโพธิสัตว์นี้เอง
ธรรมะภายในใจของพุทธภูมินั้นจะมีอันใดยิ่งหย่อน ต่อกันไม่ได้เลย เพียบพร้อมด้วยบารมี10 เช่นนี้แล