telwada
01-12-2004, 06:09 PM
กระทู้นี้ได้ความคิดมาจากกระทู้ของคุณ คชาธาร อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นกระทู้ขยายความ ของคำว่า แก่น ,กระพี้ ,และทางสายกลาง
แก่น คืออะไร แก่น ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานว่า น. ไม้เนื้อแข็งสีเข้มอยู่ถ้ดกระพี้เข้าไป หรือเนื้อแท้ หรือหลักสำคั_ เช่น แก่นพระศาสนา
แก่น ในความหมายทางศาสนาที่แท้จริงแล้ว ก็คือ เหล่าบรรดาหัวข้อหลักการหรือธรรมะ อันเป็นหัวข้อที่สำคั_ต่างๆ เช่นพรหมวิหาร 4 มี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ,หรืออื่นๆอีกหลายข้อ
และหัวข้อเหล่านั้นตามที่ได้กล่าวไป ก็จะประกอบไปด้วยส่วนอธิบาย หรือส่วนรายละเอียดซึ่งย่อมสามารถแยกแยะรายละเอียดได้มากมายมหาศาลตามแต่สมองสติปั__าหรือขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละบุคคลจะสามารถคิดพิจารณาได้ ซึ่งบรรดาคำอธิบายหรือส่วนรายละเอียดของหัวข้อหลักการหรือธรรมะ หรือจะเรียกว่าคำอธิบายหรือส่วนรายละเอียดของตัวแก่น ในทางศาสนาเรียกว่า กระพี้ และความหมายของคำว่า กระพี้ ในทางศาสนา กับ ความหมายในทางพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานนั้น ย่อมเป็นคนละอย่างกัน เพราะความหมายของคำว่า กระพี้ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายไว้ว่า น.ส่วนของเนื้อไม้ที่หุ้มแก่น,เนื้อไม้ที่อยู่ระหว่างเปลือกกับแก่น มีลักษณะอ่อนและยุ่ยง่าย (ว.) ไม่เป็นแก่นสาร
สำหรับคำว่าทางสายกลางนั้น พวกท่านทั้งหลายคงเข้าใจว่า หมายถึง ไม่ตึงไม่หย่อน อันได้รับการขัดเกลาทางสังคมวัฒนธรรมมานาน ซึ่งในทางที่เป็นความจริงนั้น ทางสายกลางมิใช่หมายความว่า ไม่ตึงไม่หย่อน แต่คำว่า ทางสายกลางนั้น หมายถึง หลักการหรือหัวข้อธรรมะทางศาสนา จะไม่เอนเอียงไปในทางที่ดี หรือไม่ดี คือจะอยู่กลาง ระหว่างความดีกับความเลว หากจะกล่าวให้เข้าใจง่าย และสามารถนำให้บุคคลที่เคยอ่านหลักการหรือธรรมะของข้าพเจ้า (หลักการหรือธรรมะของศรีอารย์) มีความเข้าใจ มีความรู้ อันจะทำให้เกิด เป็นผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เพราะ ในการคิดพิจารณาหัวข้อธรรมะต่างๆในทางศาสนานั้น จักต้องคิดพิจารณาทั้งในทางที่ค่านิยมของสังคมยอมรับว่าเป็นสิ่งดี ,และ จักต้องคิดพิจารณาในทางที่ค่านิยมของสังคมยอมรับว่าไม่ดี ดังนั้น หลักการหรือธรรมะแห่งศาสนาจึงอยู่กลางระหว่างความดี และไม่ดี นี้แหละคือทางสายกลาง ..........
หากจะมีใครกล่าวว่า คำว่าไม่ตึงไม่หย่อนนั้นหมายความถึงอะไรกัน คำตอบก็คือ คำว่าไม่ตึงไม่หย่อนก็คือความพอดี ซึ่งต่างกับทางสายกลาง เป็นคนละอย่างกันฉะนี้
แก่น คืออะไร แก่น ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานว่า น. ไม้เนื้อแข็งสีเข้มอยู่ถ้ดกระพี้เข้าไป หรือเนื้อแท้ หรือหลักสำคั_ เช่น แก่นพระศาสนา
แก่น ในความหมายทางศาสนาที่แท้จริงแล้ว ก็คือ เหล่าบรรดาหัวข้อหลักการหรือธรรมะ อันเป็นหัวข้อที่สำคั_ต่างๆ เช่นพรหมวิหาร 4 มี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ,หรืออื่นๆอีกหลายข้อ
และหัวข้อเหล่านั้นตามที่ได้กล่าวไป ก็จะประกอบไปด้วยส่วนอธิบาย หรือส่วนรายละเอียดซึ่งย่อมสามารถแยกแยะรายละเอียดได้มากมายมหาศาลตามแต่สมองสติปั__าหรือขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละบุคคลจะสามารถคิดพิจารณาได้ ซึ่งบรรดาคำอธิบายหรือส่วนรายละเอียดของหัวข้อหลักการหรือธรรมะ หรือจะเรียกว่าคำอธิบายหรือส่วนรายละเอียดของตัวแก่น ในทางศาสนาเรียกว่า กระพี้ และความหมายของคำว่า กระพี้ ในทางศาสนา กับ ความหมายในทางพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานนั้น ย่อมเป็นคนละอย่างกัน เพราะความหมายของคำว่า กระพี้ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายไว้ว่า น.ส่วนของเนื้อไม้ที่หุ้มแก่น,เนื้อไม้ที่อยู่ระหว่างเปลือกกับแก่น มีลักษณะอ่อนและยุ่ยง่าย (ว.) ไม่เป็นแก่นสาร
สำหรับคำว่าทางสายกลางนั้น พวกท่านทั้งหลายคงเข้าใจว่า หมายถึง ไม่ตึงไม่หย่อน อันได้รับการขัดเกลาทางสังคมวัฒนธรรมมานาน ซึ่งในทางที่เป็นความจริงนั้น ทางสายกลางมิใช่หมายความว่า ไม่ตึงไม่หย่อน แต่คำว่า ทางสายกลางนั้น หมายถึง หลักการหรือหัวข้อธรรมะทางศาสนา จะไม่เอนเอียงไปในทางที่ดี หรือไม่ดี คือจะอยู่กลาง ระหว่างความดีกับความเลว หากจะกล่าวให้เข้าใจง่าย และสามารถนำให้บุคคลที่เคยอ่านหลักการหรือธรรมะของข้าพเจ้า (หลักการหรือธรรมะของศรีอารย์) มีความเข้าใจ มีความรู้ อันจะทำให้เกิด เป็นผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เพราะ ในการคิดพิจารณาหัวข้อธรรมะต่างๆในทางศาสนานั้น จักต้องคิดพิจารณาทั้งในทางที่ค่านิยมของสังคมยอมรับว่าเป็นสิ่งดี ,และ จักต้องคิดพิจารณาในทางที่ค่านิยมของสังคมยอมรับว่าไม่ดี ดังนั้น หลักการหรือธรรมะแห่งศาสนาจึงอยู่กลางระหว่างความดี และไม่ดี นี้แหละคือทางสายกลาง ..........
หากจะมีใครกล่าวว่า คำว่าไม่ตึงไม่หย่อนนั้นหมายความถึงอะไรกัน คำตอบก็คือ คำว่าไม่ตึงไม่หย่อนก็คือความพอดี ซึ่งต่างกับทางสายกลาง เป็นคนละอย่างกันฉะนี้