@^น้ำใส^@
29-11-2005, 04:29 PM
" ความเชื่อ " กับ " ความจริง " หลายท่านอาจจะเคยได้ยินคำกล่าวทั้งสองคำนี้มาจนชินหู และรู้ดีในความหมาย
จะเป็นการรบกวนหรือไม่ถ้าผมขอแสดงทัศนะ ให้เห็นความแตกต่างในคำสองคำนี้อีกครั้งหนึ่ง และจะเป็นการรบกวนหรือไม่ถ้าหากผู้รู้ท่านได้ช่วยขยายความให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
" ความเชื่อ " หมายถึง สิ่งที่เราไม่ได้สัมผัสรับรู้ด้วยตนเองทางอายตนะทั้ง ๖ มีตา หู เป็นต้น
" ความเชื่อ " เป็นเหตุให้เกิดการแบ่งแยกเป็นฝักฝ่าย
" ความเชื่อ " เกิดขึ้นจากความคิด
ขอแสดงแถลงความเป็นข้อๆนะครับ
๑ " ความเชื่อ " หมายถึงสิ่งที่เราไม่ได้สัมผัสรับรู้เองทางอายตนะทั้ง ๖ อันมี ตา หู เป็นต้น ในข้อความนี้มีความชัดเจนอยู่ในระดับหนึ่ง ถ้าหากว่าสิ่งใดก็ตามท่านยังไม่ได้เป็นผู้เห็นเอง ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัส ได้ยิน หรือรับสัมผัสทางจิตใจด้วยตนเอง สิ่งนั้นก็เป็นได้แค่เพียงความเชื่อของท่านเท่านั้น
๒ " ความเชื่อ " เป็นเหตุให้เกิดการแบ่งแยกเป็นฝักฝ่ายนั้นขอยกตัวอย่างให้ท่านได้มองในทัศนะของผมดังนี้ครับ
หากว่าท่านบังเอิญกำเนิดเกิดมาในประเทศอังกฤษ ท่านก็จะมีความเชื่ออย่างคนอังกฤษ มีความเชื่อในศาสนาคริสต์ รวมถึงมีความเชื่อในขนบธรรมเนียมประเพณีเหมือนดังเช่นคนอังกฤษผู้เป็นบรรพบุรุษของตนได้สืบต่อกันมาเป็นมรดกแก่ชาติพรรณ
แต่หากว่าอีกท่านหนึ่งบังเอิญกำเนิดเกิดในประเทศอินเดีย บุคคลผู้นั้นก็จะมีความเชื่ออย่างคนอินเดีย มีความเชื่อในศาสนาฮินดู รวมถึงมีขนบธรรมเนียมประเพณีเหมือนดังเช่นบรรพบุรุษของตนได้สืบทอดกันมาสู่เราผู้เป็นชนรุ่นหลัง
และในขณะเดียวกันบุคคลผู้หนึ่งเกิดในประเทศปากีสถานท่านก็จะมีความเชื่ออย่างคนปากีสถาน มีความเชื่อในศาสนาอิสลาม รวมถึงมีขนบธรรมเนียมประเพณีเหมือนดังเช่นบรรพบุรุษของตนได้สืบทอดกันมาเช่นกัน
และตัวท่านเองที่เกิดมาในเมืองไทย ท่านรู้ดีว่าท่านมีความเชื่อเช่นใด
เมื่อทั้ง ๔ คนนี้ได้มาพบกัน แน่นอนว่าหากทั้ง ๔ คนนี้ได้สนทนากันในเรื่องของชีวิตและความเป็นจริงตามหลักศาสนา ก็เป็นที่แน่ใจได้เลยว่า จักต้องเกิดวิวาทะเป็นแน่แท้ ( ขนาดชาวพุทธด้วยกันเองยังเกิดขึ้นบ่อยๆ ) เพราะผู้นับถือศาสนาคริสต์จะบอกไปตามความเชื่อของตนว่าพระเจ้า ( พระยะโฮวาห์ ) คือผู้ที่บันดาลสิ่งต่างๆให้เป็นไปตามอำนาจของพระองค์ ชีวิตจะมีความสุขได้ถ้าเราอุทิศตนให้เป็นบุตรของพระเจ้า ทำตามที่พระเจ้าปรารถนา แน่นอนว่าชาวอินเดียย่อมไม่เห็นด้วยว่าทุกอย่างเกิดขึ้นจากพระเจ้าหรือพระยะโฮวาห์ เพราะว่าชาวอินเดียถูกปลูกฝังมาว่า พรหมณ์คือผู้บันดาลทุกสรรพสิ่งให้เป็นไป โลกอันพรหมณ์สร้างขึ้นรวมถึง พระพุทธเจ้าก็คือพระกฤษณะที่อวตารลงมายังโลกมนุษย์เพื่อทำการสั่งสอนมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์ และเป็นที่รู้กันดีว่าชาวพุทธเมื่อได้ยินได้ฟังเช่นนี้ก็ย่อมต้องแสดงเหตุผลปรับวาทะเพื่อแสดงความเชื่อของตนให้อีกฝ่ายได้เห็นอย่างแน่นอนว่าทุกอย่างกรรมเป็นผู้กำหนด ไม่มีครสามารถมากำหนดท่านได้ ไม่ว่าท่านจะเป็นใครก็ตามย่อมต้องหมุนไปตามหลักกรรม ทั้งหมดนี้ชาวปากีสถานอาจจะไม่เห็นด้วยกับคนใดคนหนึ่งก็ได้ หรืออาจจะเห็นด้วยกับคนใดคนหนึ่งก็ได้
สรุปว่าหากท่านบอกว่าท่านเป็นคนไทย ท่านไม่ได้กำลังแบ่งแยกตนเองออกจากบุคคลที่ไม่ใช่คนไทยอย่างนั้นหรือ ? หากท่านบอกว่าท่านเป็นชาวคริสต์ ท่านไม่ได้กำลังแบ่งแยกตนเองออกจากบุคคลที่ไม่ใช่ชาวคริสต์อย่างนั้นหรือ ? หากว่าท่านแบ่งแยกตนเองให้เข้าไปอยู่ในกรอบกรงแห่งการเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านไม่ได้กำลังก่อสงครามหรอกหรือ ? เพราะหลักแห่งสัจจะธรรมมีอยู่ว่าที่ใดมีการแบ่งแยกเป็นฝักฝ่าย ที่นั่นต้องมีความขัดแย้งตามมา
แต่ที่แน่ๆความเชื่อทำให้คนเราแบ่งแยกเป็นฝักฝ่าย และทำให้เกิดวิวาทะได้ง่าย เช่นเราเชื่อว่าเราเป็นชาวพุทธแต่ในความเป็นจริงนั้นเราเป็นชาวพุทธจริงหรือ ? หากว่าเราเป็นชาวพุทธจริงตรงไหนที่บอกว่าเราเป็นชาวพุทธ ? หรือเชื่อว่าเราเป็นคนไทย ในความเป็นจริงนั้น เราเป็นคนไทยตรงไหน ? อะไรมันเป็นเครื่องหมาย ?
๓ " ความเชื่อ " คือสิ่งที่เกิดมาจากความคิด คนเราเกิดมาพร้อมกับป้ายยี่ห้อบอกว่าเราเป็นคนไทย หรือป้ายยี่ห้อบอกว่าเราเป็นชาวพุทธเลยหรือไม่ ? และอะไรที่ทำให้เรามีความเชื่อว่าเราเป็นคนไทย ? การผัสสะก่อให้เกิด ประสบการณ์ ประสบการณ์ก่อให้เกิดความรู้ ความรู้ทำให้เกิดความทรงจำ ความทรงจำก็คือความคิดที่เราท่านมีอยู่ในปัจจุบันนี้ สภาพแวดล้อมที่ท่านอาศัยอยู่ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งปัจจุบัน เรื่องราวทั้งหมดนี้มันรวมอยู่ภายในสมองของเราที่เรียกว่าความคิด และความคิดนี่เองที่บอกว่าเราเคยเป็นอะไร เราเป็นอะไรอยู่ ? และเราจะเป็นอะไร ? ทั้งหมดนี้มันคือเสียงที่ออกมาจากความคิด และก่อตัวขึ้นมาจนเราเรียกกันว่า " ความเชื่อ " เช่นผม (เชื่อว่าผม ) เป็นคนไทย หรือ ผม ( เชื่อว่าผม ) เป็นชาวพุทธ และ " ผม " ก็คือ " ความคิด "
ทั้งหมดนี้คือเรื่องโดยสังเขปของสิ่งทีเรียกว่าความเชื่อและผลของความเชื่อ ดังนั้นเราจะมาดูกันถึงเรื่องของความเป็นจริงกันต่อ
ความจริงคือสิ่งที่เราสามารถสัมผัสรับรู้ได้ทางอายตนะทั้ง ๖ มี ตา , หู เป็นต้น
ความจริงคือเหตุแห่งสันติภาพ ปราศจากซึ่งการแบ่งแยกเป็นฝักฝ่าย
ความจริงคือ สิ่งที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสรับรู้โดยตรงทางอายะตนะ โดยไม่ผ่านความคิด (เห็น )
" ความจริง " คือสิ่งที่เราสามารถสัมผัสได้จริงทางอายตนะทั้ง ๖ ในปัจจุบันขณะ ( ไม่ต้องรอให้ความตายมาถึง ) สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์
คุณสมบัติของความจริง ๕ อย่างคือ
๑ สันทิฏฐิโก คือสามารถเห็นได้ด้วยตนเอง
๒ อกาลิโก ไม่ตกอยู่ในกาลเวลา
๓ เอหิปัสสิโก สามารถพิสูจน์ได้จริง
๔ โอปนยิโก มีสภาพเฉกเช่นเดียวกัน ( อกเขาอกเรา หรือใบไม้หนึ่งใบในต้นไม้ต้นใหญ่ หากเข้าใจในใบไม้ใบเดียวนั้นก็จะเข้าใจใบไม้ทั้งต้น หรือ เรียนรู้ตนเองให้เข้าใจ แล้วจะเข้าใจคนทั้งโลก รวมทั้งหมู่สัตว์ทุกชนิด )
๕ ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ อันบุคคลพึงต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่สามารถทำแทนกันได้ ไม่สามารถมีใครที่กินพริกแล้วให้เราเผ็ดได้ และเราก็ไม่สามารถหายใจแทนผู้อื่นได้เช่นกัน
" ความจริง " คือเหตุแห่งสันติภาพ หากท่านรู้ว่าคนเราทุกคนไม่ต่างกัน ( อกเขาอกเรา )ท่านจะทำร้ายผู้อื่นได้อีกหรือ ? หรือรู้ความจริงในเรื่องของกรรม ( หลักเหตุผล )ท่านจะกระทำอะไรที่เป็นโทษต่อไปอีกหรือ ? และสันติภาพจะก่อเกิดสำหรับบุคคลผู้เห็นแจ้งในความเป็นจริง เพราะเมื่อเห็นแจ้งในความเป็นจริงเมื่อนั้นจิตก็จะเป็นอิสระจากสังโยชน์ ๑๐ ( ละมานะสังโยชน์ หยุดการแบ่งแยก)
" ความจริง " คือ สิ่งที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสรับรู้โดยตรงทางอายะตนะ โดยไม่ผ่านความคิด (เห็น ) ในคำจำกัดความตรงนี้ ขอแสดงให้เห็นง่ายนะครับว่า มนุษย์เรามีการมองอยู่ ๒ อย่าง
๑ มองด้วยความรู้ความทรงจำ เรียกว่า " ความคิดเห็น " คือความคิดมันเห็น เห็นแล้วก็เอามาปรุงแต่ง ( สังขาร )
๒ มองด้วยอายตนะอันบริสุทธิ์ เรียกว่า " สักแต่ว่าเห็น " คือตาเห็น เห็นแล้วก็ไม่เอามาปรุงแต่ง ( วิสังขาร )
นี่เองคือความแตกต่างกันของความเชื่อ กับ ความเป็นจริง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า
ความแตกต่างกันละหว่าง " สิ่งที่เป็นอยู่จริง " กับ " สิ่งที่ควรจะเป็น "
หากผิดพลาดประการใดผู้รู้กรุณาช่วยแสดงทัศนะเพื่อเป็นธรรมทานแก่ผมและเพื่อนๆด้วยนะครับ
ขอให้เจริญในธรรมครับ
<TABLE width=540 align=center border=0><TBODY><TR><TD>------------------</TD></TR></TBODY></TABLE>
http://www.dhammathai.org/webboard/view.php?No=1450
จะเป็นการรบกวนหรือไม่ถ้าผมขอแสดงทัศนะ ให้เห็นความแตกต่างในคำสองคำนี้อีกครั้งหนึ่ง และจะเป็นการรบกวนหรือไม่ถ้าหากผู้รู้ท่านได้ช่วยขยายความให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
" ความเชื่อ " หมายถึง สิ่งที่เราไม่ได้สัมผัสรับรู้ด้วยตนเองทางอายตนะทั้ง ๖ มีตา หู เป็นต้น
" ความเชื่อ " เป็นเหตุให้เกิดการแบ่งแยกเป็นฝักฝ่าย
" ความเชื่อ " เกิดขึ้นจากความคิด
ขอแสดงแถลงความเป็นข้อๆนะครับ
๑ " ความเชื่อ " หมายถึงสิ่งที่เราไม่ได้สัมผัสรับรู้เองทางอายตนะทั้ง ๖ อันมี ตา หู เป็นต้น ในข้อความนี้มีความชัดเจนอยู่ในระดับหนึ่ง ถ้าหากว่าสิ่งใดก็ตามท่านยังไม่ได้เป็นผู้เห็นเอง ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัส ได้ยิน หรือรับสัมผัสทางจิตใจด้วยตนเอง สิ่งนั้นก็เป็นได้แค่เพียงความเชื่อของท่านเท่านั้น
๒ " ความเชื่อ " เป็นเหตุให้เกิดการแบ่งแยกเป็นฝักฝ่ายนั้นขอยกตัวอย่างให้ท่านได้มองในทัศนะของผมดังนี้ครับ
หากว่าท่านบังเอิญกำเนิดเกิดมาในประเทศอังกฤษ ท่านก็จะมีความเชื่ออย่างคนอังกฤษ มีความเชื่อในศาสนาคริสต์ รวมถึงมีความเชื่อในขนบธรรมเนียมประเพณีเหมือนดังเช่นคนอังกฤษผู้เป็นบรรพบุรุษของตนได้สืบต่อกันมาเป็นมรดกแก่ชาติพรรณ
แต่หากว่าอีกท่านหนึ่งบังเอิญกำเนิดเกิดในประเทศอินเดีย บุคคลผู้นั้นก็จะมีความเชื่ออย่างคนอินเดีย มีความเชื่อในศาสนาฮินดู รวมถึงมีขนบธรรมเนียมประเพณีเหมือนดังเช่นบรรพบุรุษของตนได้สืบทอดกันมาสู่เราผู้เป็นชนรุ่นหลัง
และในขณะเดียวกันบุคคลผู้หนึ่งเกิดในประเทศปากีสถานท่านก็จะมีความเชื่ออย่างคนปากีสถาน มีความเชื่อในศาสนาอิสลาม รวมถึงมีขนบธรรมเนียมประเพณีเหมือนดังเช่นบรรพบุรุษของตนได้สืบทอดกันมาเช่นกัน
และตัวท่านเองที่เกิดมาในเมืองไทย ท่านรู้ดีว่าท่านมีความเชื่อเช่นใด
เมื่อทั้ง ๔ คนนี้ได้มาพบกัน แน่นอนว่าหากทั้ง ๔ คนนี้ได้สนทนากันในเรื่องของชีวิตและความเป็นจริงตามหลักศาสนา ก็เป็นที่แน่ใจได้เลยว่า จักต้องเกิดวิวาทะเป็นแน่แท้ ( ขนาดชาวพุทธด้วยกันเองยังเกิดขึ้นบ่อยๆ ) เพราะผู้นับถือศาสนาคริสต์จะบอกไปตามความเชื่อของตนว่าพระเจ้า ( พระยะโฮวาห์ ) คือผู้ที่บันดาลสิ่งต่างๆให้เป็นไปตามอำนาจของพระองค์ ชีวิตจะมีความสุขได้ถ้าเราอุทิศตนให้เป็นบุตรของพระเจ้า ทำตามที่พระเจ้าปรารถนา แน่นอนว่าชาวอินเดียย่อมไม่เห็นด้วยว่าทุกอย่างเกิดขึ้นจากพระเจ้าหรือพระยะโฮวาห์ เพราะว่าชาวอินเดียถูกปลูกฝังมาว่า พรหมณ์คือผู้บันดาลทุกสรรพสิ่งให้เป็นไป โลกอันพรหมณ์สร้างขึ้นรวมถึง พระพุทธเจ้าก็คือพระกฤษณะที่อวตารลงมายังโลกมนุษย์เพื่อทำการสั่งสอนมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์ และเป็นที่รู้กันดีว่าชาวพุทธเมื่อได้ยินได้ฟังเช่นนี้ก็ย่อมต้องแสดงเหตุผลปรับวาทะเพื่อแสดงความเชื่อของตนให้อีกฝ่ายได้เห็นอย่างแน่นอนว่าทุกอย่างกรรมเป็นผู้กำหนด ไม่มีครสามารถมากำหนดท่านได้ ไม่ว่าท่านจะเป็นใครก็ตามย่อมต้องหมุนไปตามหลักกรรม ทั้งหมดนี้ชาวปากีสถานอาจจะไม่เห็นด้วยกับคนใดคนหนึ่งก็ได้ หรืออาจจะเห็นด้วยกับคนใดคนหนึ่งก็ได้
สรุปว่าหากท่านบอกว่าท่านเป็นคนไทย ท่านไม่ได้กำลังแบ่งแยกตนเองออกจากบุคคลที่ไม่ใช่คนไทยอย่างนั้นหรือ ? หากท่านบอกว่าท่านเป็นชาวคริสต์ ท่านไม่ได้กำลังแบ่งแยกตนเองออกจากบุคคลที่ไม่ใช่ชาวคริสต์อย่างนั้นหรือ ? หากว่าท่านแบ่งแยกตนเองให้เข้าไปอยู่ในกรอบกรงแห่งการเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านไม่ได้กำลังก่อสงครามหรอกหรือ ? เพราะหลักแห่งสัจจะธรรมมีอยู่ว่าที่ใดมีการแบ่งแยกเป็นฝักฝ่าย ที่นั่นต้องมีความขัดแย้งตามมา
แต่ที่แน่ๆความเชื่อทำให้คนเราแบ่งแยกเป็นฝักฝ่าย และทำให้เกิดวิวาทะได้ง่าย เช่นเราเชื่อว่าเราเป็นชาวพุทธแต่ในความเป็นจริงนั้นเราเป็นชาวพุทธจริงหรือ ? หากว่าเราเป็นชาวพุทธจริงตรงไหนที่บอกว่าเราเป็นชาวพุทธ ? หรือเชื่อว่าเราเป็นคนไทย ในความเป็นจริงนั้น เราเป็นคนไทยตรงไหน ? อะไรมันเป็นเครื่องหมาย ?
๓ " ความเชื่อ " คือสิ่งที่เกิดมาจากความคิด คนเราเกิดมาพร้อมกับป้ายยี่ห้อบอกว่าเราเป็นคนไทย หรือป้ายยี่ห้อบอกว่าเราเป็นชาวพุทธเลยหรือไม่ ? และอะไรที่ทำให้เรามีความเชื่อว่าเราเป็นคนไทย ? การผัสสะก่อให้เกิด ประสบการณ์ ประสบการณ์ก่อให้เกิดความรู้ ความรู้ทำให้เกิดความทรงจำ ความทรงจำก็คือความคิดที่เราท่านมีอยู่ในปัจจุบันนี้ สภาพแวดล้อมที่ท่านอาศัยอยู่ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งปัจจุบัน เรื่องราวทั้งหมดนี้มันรวมอยู่ภายในสมองของเราที่เรียกว่าความคิด และความคิดนี่เองที่บอกว่าเราเคยเป็นอะไร เราเป็นอะไรอยู่ ? และเราจะเป็นอะไร ? ทั้งหมดนี้มันคือเสียงที่ออกมาจากความคิด และก่อตัวขึ้นมาจนเราเรียกกันว่า " ความเชื่อ " เช่นผม (เชื่อว่าผม ) เป็นคนไทย หรือ ผม ( เชื่อว่าผม ) เป็นชาวพุทธ และ " ผม " ก็คือ " ความคิด "
ทั้งหมดนี้คือเรื่องโดยสังเขปของสิ่งทีเรียกว่าความเชื่อและผลของความเชื่อ ดังนั้นเราจะมาดูกันถึงเรื่องของความเป็นจริงกันต่อ
ความจริงคือสิ่งที่เราสามารถสัมผัสรับรู้ได้ทางอายตนะทั้ง ๖ มี ตา , หู เป็นต้น
ความจริงคือเหตุแห่งสันติภาพ ปราศจากซึ่งการแบ่งแยกเป็นฝักฝ่าย
ความจริงคือ สิ่งที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสรับรู้โดยตรงทางอายะตนะ โดยไม่ผ่านความคิด (เห็น )
" ความจริง " คือสิ่งที่เราสามารถสัมผัสได้จริงทางอายตนะทั้ง ๖ ในปัจจุบันขณะ ( ไม่ต้องรอให้ความตายมาถึง ) สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์
คุณสมบัติของความจริง ๕ อย่างคือ
๑ สันทิฏฐิโก คือสามารถเห็นได้ด้วยตนเอง
๒ อกาลิโก ไม่ตกอยู่ในกาลเวลา
๓ เอหิปัสสิโก สามารถพิสูจน์ได้จริง
๔ โอปนยิโก มีสภาพเฉกเช่นเดียวกัน ( อกเขาอกเรา หรือใบไม้หนึ่งใบในต้นไม้ต้นใหญ่ หากเข้าใจในใบไม้ใบเดียวนั้นก็จะเข้าใจใบไม้ทั้งต้น หรือ เรียนรู้ตนเองให้เข้าใจ แล้วจะเข้าใจคนทั้งโลก รวมทั้งหมู่สัตว์ทุกชนิด )
๕ ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ อันบุคคลพึงต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่สามารถทำแทนกันได้ ไม่สามารถมีใครที่กินพริกแล้วให้เราเผ็ดได้ และเราก็ไม่สามารถหายใจแทนผู้อื่นได้เช่นกัน
" ความจริง " คือเหตุแห่งสันติภาพ หากท่านรู้ว่าคนเราทุกคนไม่ต่างกัน ( อกเขาอกเรา )ท่านจะทำร้ายผู้อื่นได้อีกหรือ ? หรือรู้ความจริงในเรื่องของกรรม ( หลักเหตุผล )ท่านจะกระทำอะไรที่เป็นโทษต่อไปอีกหรือ ? และสันติภาพจะก่อเกิดสำหรับบุคคลผู้เห็นแจ้งในความเป็นจริง เพราะเมื่อเห็นแจ้งในความเป็นจริงเมื่อนั้นจิตก็จะเป็นอิสระจากสังโยชน์ ๑๐ ( ละมานะสังโยชน์ หยุดการแบ่งแยก)
" ความจริง " คือ สิ่งที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสรับรู้โดยตรงทางอายะตนะ โดยไม่ผ่านความคิด (เห็น ) ในคำจำกัดความตรงนี้ ขอแสดงให้เห็นง่ายนะครับว่า มนุษย์เรามีการมองอยู่ ๒ อย่าง
๑ มองด้วยความรู้ความทรงจำ เรียกว่า " ความคิดเห็น " คือความคิดมันเห็น เห็นแล้วก็เอามาปรุงแต่ง ( สังขาร )
๒ มองด้วยอายตนะอันบริสุทธิ์ เรียกว่า " สักแต่ว่าเห็น " คือตาเห็น เห็นแล้วก็ไม่เอามาปรุงแต่ง ( วิสังขาร )
นี่เองคือความแตกต่างกันของความเชื่อ กับ ความเป็นจริง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า
ความแตกต่างกันละหว่าง " สิ่งที่เป็นอยู่จริง " กับ " สิ่งที่ควรจะเป็น "
หากผิดพลาดประการใดผู้รู้กรุณาช่วยแสดงทัศนะเพื่อเป็นธรรมทานแก่ผมและเพื่อนๆด้วยนะครับ
ขอให้เจริญในธรรมครับ
<TABLE width=540 align=center border=0><TBODY><TR><TD>------------------</TD></TR></TBODY></TABLE>
http://www.dhammathai.org/webboard/view.php?No=1450