ผ่อนคลาย
28-11-2005, 09:22 PM
(b-angry)(b-no)(evil)(b-evil)
ว่าด้วยเรื่องความโกรธ
[๒๗] ๑. บุคคลพึงละความโกรธ สละความถือตัว ล่วง**สังโยชน์(เครื่องร้อยรัด)ทั้งสิ้นได้ ทุกข์ทั้งหลายย่อมไม่ตกต้องบุคคลนั้น ผู้ไม่ข้องในนามรูป ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล.
๒. ผู้ใดแล พึงสกัดความโกรธที่พลุ่งขึ้นเหมือนคนห้ามรถที่กำลังแล่นไปได้เราเรียกผู้นั้นว่าสารถี ส่วนคนนอกนี้เป็นเพียงผู้ถือเชือก.
๓. พึงชนะคนโกรธ ด้วยความไม่โกรธ พึงชนะคนไม่ดี ด้วยความดี พึงชนะคนตระหนี่ ด้วยการให้ พึงชนะคนพูดเหลวไหล ด้วยคําจริง.
๔. บุคคลควรกล่าวคำสัตย์ ไม่ควรโกรธ ถึงถูกเขาขอน้อย ก็พึงให้ บุคคลพึงไปในสำนักของเทวดาทั้งหลายได้ ด้วยฐานะ ๓ นั่น.
๕. มุนีเหล่าใด เป็นผู้ไม่เบียดเบียน สำรวมแล้วด้วยกายเป็นนิตย์ มุนีเหล่านั้นย่อมไปสู่ฐานะอันไม่จุติ ซึ่งเป็นที่คนทั้งหลายไปแล้วไม่เศร้าโศก.
๖. อาสวะทั้งหลายของผู้ตื่นอยู่ทุกเมื่อ มีปกติตามศึกษาทั้งกลางวันกลางคืนน้อมไปแล้วสู่พระนิพพาน ย่อมถึงควานตั้งอยู่ไม่ได้.
๗. อตุละ การนินทาและสรรเสริญนั่นเป็นของเก่า นั่นไม่ใช่เป็นเหมือนมีในวันนี้ ชนทั้งหลายย่อมนินทาผู้นั่งนิ่งบ้าง ย่อมนินทาผู้พูดมากบ้าง ย่อมนินทาผู้พูดพอประมาณบ้าง ผู้ไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก คนผู้ถูกนินทาโดยส่วนเดียวหรือว่าอันเขาสรรเสริญโดยส่วนเดียว ไม่ได้มีแล้ว จักไม่มี และไม่มีอยู่ในบัดนี้ หากว่าวิญญูชนใคร่ครวญแล้วทุก ๆ วัน สรรเสริญผู้ใด ซึ่งมีความประพฤติไม่ขาดสายมีปัญญา ผู้ตั้งมั่นด้วยปัญญาและศีล ใครเล่าย่อมควรเพื่อติเตียนผู้นั้น ผู้เป็นดังแท่งทองชมพูนุท แม้เทวดาทั้งหลายก็สรรเสริญเขาถึงพรหมก็สรรเสริญแล้ว.
๘. พึงรักษาความกำเริบทางกาย พึงเป็นผู้สำรวมทางกาย พึงละกายทุจริตแล้ว พึงประพฤติสุจริตทางกาย พึงรักษาความกำเริบทางวาจา พึงเป็นผู้สำรวมทางวาจา พึงละวจีทุจริต พึงประพฤติสุจริตทางวาจา พึงละความกำเริบทางใจ พึงเป็นผู้สำรวมทางใจ พึงละมโนทุจริตแล้ว พึงประพฤติสุจริตทางใจ ธีรชนทั้งหลายสำรวมทางกาย สำรวมทางวาจาสำรวมทางใจ ธีรชนเหล่านั้นแล ชื่อว่าสำรวมรอบคอบดีแล้ว.
จบโกธวรรคที่ ๑๗.
ที่มา
http://202.57.162.77/tripitaka/default.php?cat=4200100 (http://202.57.162.77/tripitaka/default.php?cat=4200100)
.......................................................
**สังโยชน์ กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์, ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ มี ๑๐ อย่าง คือ
ก.โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ได้แก่
๑.สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน
๒.วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย
๓.สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต
๔.กามราคะ ความติดใจในกามคุณ
๕.ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งในใจ
ข.อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง ๕ ได้แก่
๖.รูปราคะ ความติดใจในรูปธรรมอันประณีต
๗.อรูปราคะ ความติดใจในอรูปธรรม
๘.มานะ ความถือว่าตนเป็นนั่นเป็นนี่
๙.อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน
๑๐.อวิชชา ความไม่รู้จริง
พระโสดาบัน ละสังโยชน์ ๓ ข้อต้นได้
พระสกิทาคามี ทำสังโยชน์ข้อ ๔ และ ๕ ให้เบาบางลงด้วย
พระอนาคามี ละสังโยชน์ ๕ ข้อต้นได้หมด
พระอรหันต์ ละสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ข้อ
ในพระอภิธรรมท่านแสดงสังโยชน์อีกหมวดหนึ่ง คือ
๑.กามราคะ
๒.ปฏิฆะ
๓.มานะ
๔.ทิฏฐิ (ความเห็นผิด)
๕.วิจิกิจฉา
๖.สีลัพพตปรามาส
๗.ภวราคะ (ความติดใจในภพ)
๘.อิสสา (ความริษยา)
๙.มัจฉริยะ (ความตระหนี่)
๑๐.อวิชชา
ที่มา
http://www.dhammalife.com/dhamma/vocab/ (http://www.dhammalife.com/dhamma/vocab/)
ว่าด้วยเรื่องความโกรธ
[๒๗] ๑. บุคคลพึงละความโกรธ สละความถือตัว ล่วง**สังโยชน์(เครื่องร้อยรัด)ทั้งสิ้นได้ ทุกข์ทั้งหลายย่อมไม่ตกต้องบุคคลนั้น ผู้ไม่ข้องในนามรูป ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล.
๒. ผู้ใดแล พึงสกัดความโกรธที่พลุ่งขึ้นเหมือนคนห้ามรถที่กำลังแล่นไปได้เราเรียกผู้นั้นว่าสารถี ส่วนคนนอกนี้เป็นเพียงผู้ถือเชือก.
๓. พึงชนะคนโกรธ ด้วยความไม่โกรธ พึงชนะคนไม่ดี ด้วยความดี พึงชนะคนตระหนี่ ด้วยการให้ พึงชนะคนพูดเหลวไหล ด้วยคําจริง.
๔. บุคคลควรกล่าวคำสัตย์ ไม่ควรโกรธ ถึงถูกเขาขอน้อย ก็พึงให้ บุคคลพึงไปในสำนักของเทวดาทั้งหลายได้ ด้วยฐานะ ๓ นั่น.
๕. มุนีเหล่าใด เป็นผู้ไม่เบียดเบียน สำรวมแล้วด้วยกายเป็นนิตย์ มุนีเหล่านั้นย่อมไปสู่ฐานะอันไม่จุติ ซึ่งเป็นที่คนทั้งหลายไปแล้วไม่เศร้าโศก.
๖. อาสวะทั้งหลายของผู้ตื่นอยู่ทุกเมื่อ มีปกติตามศึกษาทั้งกลางวันกลางคืนน้อมไปแล้วสู่พระนิพพาน ย่อมถึงควานตั้งอยู่ไม่ได้.
๗. อตุละ การนินทาและสรรเสริญนั่นเป็นของเก่า นั่นไม่ใช่เป็นเหมือนมีในวันนี้ ชนทั้งหลายย่อมนินทาผู้นั่งนิ่งบ้าง ย่อมนินทาผู้พูดมากบ้าง ย่อมนินทาผู้พูดพอประมาณบ้าง ผู้ไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก คนผู้ถูกนินทาโดยส่วนเดียวหรือว่าอันเขาสรรเสริญโดยส่วนเดียว ไม่ได้มีแล้ว จักไม่มี และไม่มีอยู่ในบัดนี้ หากว่าวิญญูชนใคร่ครวญแล้วทุก ๆ วัน สรรเสริญผู้ใด ซึ่งมีความประพฤติไม่ขาดสายมีปัญญา ผู้ตั้งมั่นด้วยปัญญาและศีล ใครเล่าย่อมควรเพื่อติเตียนผู้นั้น ผู้เป็นดังแท่งทองชมพูนุท แม้เทวดาทั้งหลายก็สรรเสริญเขาถึงพรหมก็สรรเสริญแล้ว.
๘. พึงรักษาความกำเริบทางกาย พึงเป็นผู้สำรวมทางกาย พึงละกายทุจริตแล้ว พึงประพฤติสุจริตทางกาย พึงรักษาความกำเริบทางวาจา พึงเป็นผู้สำรวมทางวาจา พึงละวจีทุจริต พึงประพฤติสุจริตทางวาจา พึงละความกำเริบทางใจ พึงเป็นผู้สำรวมทางใจ พึงละมโนทุจริตแล้ว พึงประพฤติสุจริตทางใจ ธีรชนทั้งหลายสำรวมทางกาย สำรวมทางวาจาสำรวมทางใจ ธีรชนเหล่านั้นแล ชื่อว่าสำรวมรอบคอบดีแล้ว.
จบโกธวรรคที่ ๑๗.
ที่มา
http://202.57.162.77/tripitaka/default.php?cat=4200100 (http://202.57.162.77/tripitaka/default.php?cat=4200100)
.......................................................
**สังโยชน์ กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์, ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ มี ๑๐ อย่าง คือ
ก.โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ได้แก่
๑.สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน
๒.วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย
๓.สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต
๔.กามราคะ ความติดใจในกามคุณ
๕.ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งในใจ
ข.อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง ๕ ได้แก่
๖.รูปราคะ ความติดใจในรูปธรรมอันประณีต
๗.อรูปราคะ ความติดใจในอรูปธรรม
๘.มานะ ความถือว่าตนเป็นนั่นเป็นนี่
๙.อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน
๑๐.อวิชชา ความไม่รู้จริง
พระโสดาบัน ละสังโยชน์ ๓ ข้อต้นได้
พระสกิทาคามี ทำสังโยชน์ข้อ ๔ และ ๕ ให้เบาบางลงด้วย
พระอนาคามี ละสังโยชน์ ๕ ข้อต้นได้หมด
พระอรหันต์ ละสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ข้อ
ในพระอภิธรรมท่านแสดงสังโยชน์อีกหมวดหนึ่ง คือ
๑.กามราคะ
๒.ปฏิฆะ
๓.มานะ
๔.ทิฏฐิ (ความเห็นผิด)
๕.วิจิกิจฉา
๖.สีลัพพตปรามาส
๗.ภวราคะ (ความติดใจในภพ)
๘.อิสสา (ความริษยา)
๙.มัจฉริยะ (ความตระหนี่)
๑๐.อวิชชา
ที่มา
http://www.dhammalife.com/dhamma/vocab/ (http://www.dhammalife.com/dhamma/vocab/)