PDA

View Full Version : จิตกับการรักษาโรค


พัทธมน
29-11-2004, 03:37 PM
อยากทราบเรื่องราวของการรักษาโรคด้วยพลังจิตค่ะ
คือมีคนเจ็บที่ไม่สามารถช่วยเหลือได้ด้วยวิธีการแพทย์แผนปัจจุบัน อยากจะใช้รื่องของจิตรักษาค่ะ
รบกวนคุณอโณทัยให้ความรู้ด้วยนะคะ

สำเร็จ
29-11-2004, 03:38 PM
ถ้าใช้พลังจิตรักษาโรคได้...
พระที่ท่านมีพลังจิตสูง..คงไม่เจ็บป่วยแน่นอน
หรือเจ็บป่วยก็ทำให้หายด้วยพลังจิตได้เอง

เรื่องพลังจิตรักษาโรค...ควรวางใจให้หนักแน่น


เหตุของโรคบางอย่างเกิดแต่จิต...ปรับปรุงจิตใจ..โรคก็หาย
หากเป็นเหตุอื่นแล้ว....คงยากที่จะใช้พลังจิต

โรคบางอย่างเกิดแต่กรรม.....รักษายังไงก็ไม่หาย

โรคบางอย่างเกิดแต่ความร้อนเกินไป-ความเย็นเกินไป...รักษาหายได้ก็มี-รัษาไม่ได้ก็มี

โรคบางอย่างเกิดจากอาหาร......รักษาได้ก็มี-รักษาไม่ได้ก็มี

ควรพิจารณาเรื่องนี้ด้วยการแยกแยะ...จะดีกว่า
ถ้าฟันธงว่า....ได้........ไม่ได้......คิดว่าไม่ถูกต้อง

การรักษาโรคต้องใช้หลายวิธี.....ต้องใช้วิธีที่ถูกต้อง...ใช้ยาที่ถูกต้อง
เป็นหลักง่ายๆ.....แต่ทำยาก

พัทธมน
29-11-2004, 03:38 PM
ดิฉันต้องการความรู้เกี่ยวกับเรื่องพลังจิตรักษาโรค
ไม่ได้ถามถึงเรื่องสาเหตุ หรือการพิจารณา
คุณไม่ได้ตกอยู่ในสภาพอย่างที่ดิฉันเป็น คุณไม่รู้
ดิฉันอยากรู้การรักษา ไม่ใช่มานั่งอ่านคำอธิบายอะไร !

สำเร็จ
29-11-2004, 03:41 PM
ผมเคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาก่อน
_าต..พอรู้ว่าคนไข้เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย..
หมอมักบอกให้กลับบ้าน....ไม่ขอรักษาอีกต่อไป
คงเห็นว่า...รักษาก็ตาย...ไม่รักษาก็ตาย...เอาเตียงไว้ดูแลคนป่วยอื่น

มะเร็งระยะสุดท้าย..เป็นที่ทราบกันดี...มันกระจายทั่วร่างกาย
ผ่าตัดก็ไม่ได้ ...ฉายแสงก็ไม่ได้...ให้คีโมก็ไม่แน่ว่าจะชนะ
ทางเลือกของหมอคือ...บอกเรื่องราวทั้งหมดกับ_าต...แต่ไม่บอกคนไข้

_าตเมื่อรู้เรื่องจริงแล้ว..โดยธรรมชาติย่อมร้อนรนที่พยายามหาทางช่วย
เสียเท่าไรก็ยอม...หมดเท่าไรก็ไม่กลัว...ขอให้รักษาให้ดีขึ้น...ยื้อให้นานที่สุด
นาทีนี้ใครพูดอะไรไม่ได้...เป็นความหวังทั้งหมด..
ก็เป็นช่องทางของหมอเถื่อนเข้ามาหลอกลวง...
เอายาจีนชุดละ 2-3 หมื่นต้มให้กิน...กินแล้วก็ดีขึ้นทันที
เพราะมันเป็นสเตอร์รอย์...คนไข้ก็ดีใจ...กินข้าวได้มาก
พอยาหมด..อาการเก่าก็มาอีก......วนอย่างนี้ จนเงินหมด
บางคนหมดไป 4-5 แสนบาท....ก็ไม่หาย

_าตๆเอง....เมื่อตกอย่ในความกระวนกระวาย
จะให้ทำอะไร...จะรีบทำทันที...เป็นธรรมชาติที่แฝงในตัวมนุษย์
ที่มีความรัก_าตมิตร...เวลานี้รู้แล้ว..การมีชีวิตอยู่...มีคุณค่าเหลือเกิน

ทุกอย่างที่จะทำได้เพื่อต่อออายุ...ทำหมด...ปล่อยโค ปล่อยกระบือ
ทอดผ้าป่า...ปล่อยปลา...ปล่อยนก...ปล่อยเต่า.... บังสกุลเป็น....ฯลฯ
เจ้าที่ไหนดีไปบนบานหมด...ขอให้ช่วย...ขอให้หาย..
เวลาจะตาย..นึกถึงพระ...เวลาดีๆนึกถึงแต่เงิน
ที่พูดมานี่....ผมเองทำมาหมดแล้ว....สู้ทุกทาง...เพราะอยู่เฉยๆ...ก็ไม่รู้จะทำอะไร
คนไข้ก็พูดได้...หัวเราะได้....แต่_าตๆ...แอบร้องไห้..ทุกๆวัน

ทุกวันผมจะนั่งอ่านแต่หนังสือเกี่ยวกับโรคมะเร็ง..
หนังสือที่บอกว่าต่อสู้มะเร็งได้...ผมอ่านหมด

ไปศูนย์หนังสือจุฬา...อ่านตำราแพทย์ที่รักษามะเร็ง..
รู้บ้างไม่รู้บ้าง...ก็พยายามอ่าน
ก็ได้ความรู้ว่าในการรักษาของหมอปัจจุบัน
มีโอกาสไม่ถึงครี่งที่จะรักษาได้...ต้องรักษากันไปตามอาการเป็นวันๆไป
เมื่อมะเร็งมันกระจายไปแล้ว....หมอก็หมดปั__า...
ส่วนมากหมอจะแนะนำว่า...ถ้าคนไข้อยากกินอะไร...ก็ให้กิน
ซึ่งเป็นสั__าณว่า....ใกล้ตายเต็มทีแล้ว

โดยปกติคนไข้โรคมะเร็ง...จะมีความเจ็บปวดทรมานมาก..ในเวลาใกล้ตาย
ก่อนตาย 1-2 วัน..จะมีความร้อนรุ่มภายใน...กระวนกระวายมาก
_าตผม...เป็นผู้ห_ิง...บ่นว่าร้อนมาก...ขอให้ถอดเสื้อผ้าออกให้หมด.อยากเปลือยกายล่อนจ้อน...
เปิดแอร์เท่าไรก็เอาไม่อยู่..นี่คืออาการซ่านพิษของมะเร็ง
เป็นอยู่วันเดียวก็เสียชีวิต...ซึ่งถือว่าโชคดี...ยังตายด้วยความสงบ..ไม่ทุรนทุรายมาก
บางคนเป็นอยู่หลายวัน...เพราะพิษมะเร็ง.....เพราะไม่รู้จักวิธีล้างพิษ.
ทำให้คนไข้ได้รับการทรมานมาก...ทรมานจริงๆก่อนที่จะตาย

ถ้าอยากช่วยให้คนใข้ตายอย่างสงบ...ต้องล้างพิษทุกๆวัน..จนกว่าจะตาย
จะได้ตายสบายๆ...ไม่ทุรนทุราย

วิธีเดียวที่เหลืออยู่ตอนนี้ที่ผมอยากแนะนำ...คือใช้วิธีรักษาแบบชีวจิต
หรือวิธีธรรมชาติ ไม่ต้องไปฆ่ามะเร็ง...อยู่กับมะเร็ง..แล้วไม่ตาย

ตอนนี้มะเร็งมีอยู่ทั่วร่างกาย...ถ้ามันตาย..ศพของมันจะเป็นพิษ..ทำให้คนตาย
ถ้ามันต้องตายพร้อมกัน.....คนไข้จะตายด้วย
เราต้องให้มะเร็งค่อยๆตายทีละน้อยๆ

เชื้อมะเร็งมันอายุไม่ยืน...แต่มันมีลูกหลานโตเร็ว
อย่ากินอาหารไปบำรุงมะเร็ง..ซึ่งได้แก่ เนื้อสัตว์ ไขมัน..แป้ง..น้ำตาล...เกลือ
ควรกินพืชจำพวกข้าวกล้อง..ลูกเดือย.....ฯลฯ
ปรึกษาหมอดูหน่อยก็ดี....มีขายเป็นชุด

โรคมะเร็งอาจทุเลาลงได้...และหายได้ ...ถ้าปฏิบัติตัวใหม่
แต่ถ้าต้องตายจริงๆ...ก็จะตายอย่างสงบ

ส่วนการรัษาด้วยพลังจิต...เป็นการช่วยทางด้านกำลังใจ..ไม่ควรทิ้ง
ถึงแม้จะดูได้ผลบ้าง...ไม่ได้ผลบ้าง....คนไข้ก็ยังชื่นใจ...
ที่มีลูกหลานดูแล...ระยะนี้คนไข้จะหงุดหงิดง่ายมาก...
เป็นเพราะพิษของมะเร็งมันซ่าน.....ต้องเข้าใจ..และอดทน

ที่ผมเล่ามายืดยาวก็หวังให้คุณพัทมนได้เข้าใจว่า...
ผู้ที่มีชะตากรรมด้วยโรคมะเร็ง....มีไม่น้อย
ไม่ใช่คุณพ่อคุณคนเดียว...โรคนี้มันร้ายจริง
จะได้คลายความทุกข์กังวล...

อะไรมันจะเกิด...ไม่มีใครอยากให้เกิด
อะไรมันจะเกิด..ก็ปล่อยให้มันเกิด....
ถ้าเราไม่เข้มแข็ง....คนป่วยจะยิ่งทุกข์หนัก

มีอยู่อย่างเดียวที่ขอห้ามไว้...อย่าบอกคนไข้ว่าเป็นมะเร็ง
อาการจะทรุดลงทันที...และคนไข้จะตายด้วยจิตเศร้าหมอง

อารมณ์ที่เกิดในมรณาสันนกาลหรืออารมณ์ที่ใกล้จะตาย..จะเป็นอารมณ์ที่ไม่ดี
คติที่ไปก็จะ...เป็นทุคติ...ครับ

อโณทัย
29-11-2004, 03:42 PM
เรื่องการรักษาโรคด้วย "พลังจิต" นั้น มีมานานแล้วครับ เพราะความเป็นจริง โรคภัยไข้เจ็บนั้น ส่วนให_่มักมาจากเรื่องของ "จิต" เป็นตัวการสำคั_ (อย่างที่คุณ คนผ่านนมา บอก)
..... จิตป่วย กายก็มักป่วย แต่กายป่วย จิตไม่ป่วย ก็มีมาก
..... เหมือนครูบาอาจารย์ หลวงพ่อ หลวงปู่ ที่ท่านเป็นนักปฏิบัติ ท่านมักจะไม่สนใจอาการเจ็บป่วยทางร่างกายเท่าไหร่นัก บางทีท่านก็ไม่ใส่ใจเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยเลยด้วยซ้ำ
..... ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิตย์ (เรามักเรียกท่านท่านว่า ท่านเจ้าคุณนร ฯ) เป็นมะเร็งกรามช้าง แต่ท่านไม่ได้แสดงอาการเจ็บปวด คือมันสร้างความเจ็บปวดให้ร่างกายท่าน แต่ "จิต" ท่านไม่สนใจไม่รับรู้อาการเจ็บปวดนั้น
..... หลวงปู่บุดดา ท่านเดินไมได้ ด้วยสังขารท่านไม่ไหว ท่านก็ไมได้ใส่ใจเรื่องอาการเจ็บป่วยของร่างกายท่าน ตอนที่ผมไปถวายการนวดให้ท่าน เพื่อให้ท่านสบายเนื้อสบายตัวในวันที่มีคนมาร่วมงานเกิดของท่าน เห็นดวงตาท่านสุกใส ส่องสกาว ไม่มีอาการของคนสังขารไม่ดีเลย
..... และอีกหลายองค์หลายท่าน ไม่ได้สนใจเรื่องสังขาร (กาย) เลย เพราะ "จิต" ท่านดี
..... จึงน่าจะเป็นข้อสนับสนุนได้ว่า "จิต" นั้น มีความสำคั_มากกว่า
..... จิตป่วย กายก็มักป่วย แต่กายป่วย จิตมักไม่ป่วย

..... เรื่องของคุณพัทธมน นั้น ความจริงน่าเห็นใจ เพราะผู้อันเป็นที่รักกำลังจะจากไป
..... การที่จะทำให้โรคหายไปด้วย "พลังจิต" นั้น เป็นไปไม่ได้ ในกรณีของคุณพัทธมน เพราะเป็นมะเร็ง
..... มะเร็งไม่มีทางหาย ผมย้ำนะครับว่า....ไม่มีทางหาย
..... ที่เราพบเราเห็นว่าคนเป็นมะเร็งแล้วไปทำการรักษาอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วหายนั้น ความจริงไม่หาย แต่เป็นการ "ดีขึ้น" เท่านั้น
..... ผมไม่เคยเห็นหรือได้ข่าว (ที่เป็นความจริง) เลยว่า คนเป็นมะเร็งแล้วหาย
..... มีแต่ "ดีขึ้น" และ "ยืดเวลา" ออกไประยะหนึ่งเท่านั้น

..... คุณพ่อของผมเองก็เป็นมะเร็ง
..... ผมได้ช่วยคุณพ่ออย่างเต็มที่ ได้ "ยืด" เวลาให้ท่านได้ในระยะหนึ่ง
..... แล้วท่านก็ไป

..... "พลังจิต" เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง
..... ถ้า "พลังจิต" มีพลังงานที่เข้มข้นเพียงพอ ก็สามารถนำ "พลังงาน" นั้นมาใช้ได้
..... เช่น นำมาเป็นสื่อกลางในการเปลี่ยนแปลง แปรเปลี่ยนเป็นพลังงานต่างๆ ได้
..... เหมือนการเปลี่ยนแปลงของพลังงานบางอย่าง เช่น พลังงานคลื่นเปลี่ยนแปลงเป็นเสียง ฯลฯ
..... โดยเฉพาะการ "อธิษฐาน" ซึ่งก็คือ "ความตั้งมั่น" และ "ความมุ่งมั่น" ในการที่จะทำสิ่งใด้สิ่งหนึ่ง
..... ถ้านำเอา "พลังจิต" และ "การอธิษฐาน" มารวมเป็นหนึ่งเดียวกัน สิ่งที่ "ต้องการ" ก็มีสิทธิจะเป็นไปได้
..... ซึ่งความเป็นจริงนั้น ต้องมีอีกหนึ่งส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เป็นส่วนที่สำคั_มากที่สุด
..... นั่นก็คือ "กรรม"
..... ไม่มีอะไรยิ่งให_่ไปกว่า "กรรม" ได้ ไม่ว่าจะมี "พลังจิต" มากขนาดไหน หรือมีการ "อธิษฐาน" แรงกล้าขนาดใด
..... ถ้า "กรรม" จะให้ท่านหรือใคร "ชดใช้" ก็ต้องเป็นไปตาม "กรรม" นั้น ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้

..... พูดมามาก พูดมาเยอะ คงไม่ทำให้คุณพัทธมนสบายใจไปได้ เพราะ "ใจ" ของคุณพัทธมนสนใจแต่เพียงว่า ในกรณีคุณพ่อของคุณต้องทำอย่างไร เพราะไม่ว่าใครจะอธิบายอย่างไร คุณพัทธมนก็คงไม่สนใจที่จะอ่าน
..... เอาเป็นว่า ลองอ่านคำแนะนำที่ตรงที่สุดอย่างนี้นะครับ อ่านดีๆ นะครับ
..... 1.ต้องเข้าใจเรื่อง "ไตรลักษณ์" คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป และต้องเข้าใจกฎธรรมชาติว่าสิ่งมีชีวิตต้องมี เกิด แก่ เจ็บ ตาย
..... ไม่มีใครหนีพ้นไปได้เลย ไม่มีจริงๆ เพียงแต่ว่า คนไหนจะ "ไป" ก่อนเท่านั้น
..... เข้าใจก่อนนะครับว่า การตายก็คือความเป็นปรกติของทุกๆ ขีวิต (ทั้งคน สัตว์ พืช ฯลฯ)
..... 2.คุณถามตัวเองก่อนว่า คุณพ่อคุณเป็นมะเร็งแล้ว ถ้าจะให้เลือกเอา ระหว่างให้คุณพ่อไปอย่างสงบ กับการให้คุณพ่อมีชีวิต แต่ร่างกายต้องเจ็บปวด ทุกข์ทรมานกับการเน่าเสียของอวัยวะภายในที่โดนมะเร็งทำร้าย อยู่ไปกับการรับความเจ็บปวด
..... แล้วถ้าคุณอยากให้คุณพ่ออยู่ โดยมีความเจ็บปวดทนทุกข์ทรมานติดตัวตลอดเวลา คุณเคยถามคุณพ่อมั้ยว่า อยากอยู่หรืออยากไป
..... บางทีบางครั้ง เราก็ตัดสินใจอะไรไปโดยลำพัง โดยที่ไม่ได้ถามคนเจ็บเลย ทั้งๆ ที่คนเจ็บนั้นเป็นเจ้าของชีวิตนั้น
..... คุณเลือกข้อนี้ก่อน ว่าอยากให้อยู่ (แต่ทรมาน) กับการให้ท่านไป แต่สบายทั้งกายและจิตของคนเจ็บ (จากไปอย่างไม่ทรมาน)

..... ถ้าคุณเลือกให้ท่านจากไปอย่างสงบ....ไม่ยาก
..... หาอะไรที่ท่านรับรู้แล้วสบายใจให้ท่านได้รับรู้ เข้าใจว่าอายุท่านคงไม่น้อย ท่านคงสนใจเรื่อง "ธรรมะ" บ้างไม่มากก็น้อย
..... ให้คุณพ่อคุณ "ฟัง" ธรรมะ (ขนาดนี้แล้ว คงอ่านไม่ไหว หรือไม่มีกะจิตกะใจจะอ่าน)
..... จะเป็นเทปหรือใครก็ได้พูดให้ฟัง
..... ผมว่าท่านเป็นขนาดนี้แล้ว คงรู้ตัวแล้วล่ะครับว่า หนัก
..... ให้ท่านยอมรับความเป็นจริงดีกว่า จะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็ได้
..... ผมเคยแนะนำให้คนหัวดื้อคนหนึ่งพยายามเข้าใจกฎธรรมชาติ เรื่องการเกิด แก่ เจ็บตาย แต่เจ้าตัวไม่ฟัง อาจจะเป็นเพราะความมี "ทิษฐิ" ในตัวสูง
..... ผมเลยแนะนำให้_าติพี่น้องแอบเปิดเทปธรรมะโดยเป็นแบบไม่ตั้งใจให้คนเจ็บได้ยิน (ความจริงตั้งใจเปิด)
..... พอคนเจ็บ (แอบ) ได้ยินบ่อย ก็เริ่มเข้าใจความเป็นจริง แล้วก็ทำใจได้ "จิต" ก็จะสงบขึ้น และจากไปอย่างสงบ
..... ผมก็ตามไปดูเวลาที่คนนั้นจากไป ปรากฎว่าไปสู่ "สถานที่ดี"
..... เพราะการตายในขณะที่จิตมีสมาธิ จะไปสู่ที่ "สถานที่ดี" ก่อน (บางคนเรียก สถานที่ดี นี้ว่า สวรรค์)
..... (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ต้องรับกรรมที่ไม่ดีนะครับ คือไปรับกรรมดีก่อน ถ้าตายตอนที่จิตมีสมาธิ)
..... นี่เป็นการเลือกให้คุณพ่อคุณพัทธมนจากไปอย่างดี เพื่อไปพบสิ่งที่ดี

..... ถ้าคุณเลือกข้อ 2 คือมีชีวิตอยู่ แต่ทนทุกข์ทรมานกับการเจ็บปวด
..... คุณก็ใช้ "พลังจิต" ของใครก็ได้ที่มีความบริสุทธิ์ หรือผู้ที่มี "พลัง" มากมายมาช่วย
..... มันอยู่ที่ว่าบุคคลนั้นอยากจะช่วยคุณหรือไม่ ?
..... เพราะคนที่มี "พลัง" บริสุทธิ์นั้น น่าจะเป็นผู้ที่มี "การปฏิบัติ" ดี ผู้ปฏิบัติดีก็ย่อมเข้าใจลึกซึ้งถึงกฎของธรรมชาติ คือเรื่อง เกิด แก่ เจ็บตาย
..... อีกอย่างหนึ่งก็คือ "การขอชีวิต"
..... ผู้ที่จะ "ขอชีวิต" คนอื่นได้นั้น ต้องเป็น "ผู้ที่มีบุ_บารมีและมีจิตที่บริสุทธิ์" ในระดับหนึ่ง
..... พระโพธิสัตว์ ท่านก็สามารถ "ขอชีวิต" คนอื่นได้
..... แต่ "คนอื่น" นั้นต้องมีความเกี่ยวพันกันในระดับมากมาย แนบแน่น เช่น พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย คนรัก ลูก ฯลฯ
..... เคยมีคนรู้จักกับผมคนหนึ่ง ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น คนๆ นี้ทำความดี ช่วยเหลือคนอื่นมาตลอด ด้วยใจที่บริสุทธิ์
..... ผมเคยถามเค้าว่า ทำอย่างนี้เพื่ออะไร
..... เค้าตอบว่า เผื่อว่าวันหนึ่งข้างหน้า บุคคลอันเป็นที่รักต้องการความช่วยเหลือ เค้าจะได้ใช้ "อานิสงส์" จากการกระทำความดีมาช่วยบุคคลอันเป็นที่รัก
..... แล้วเค้าคนนั้น ก็ได้ใช้ "อานิสงส์" ของคุณความดีได้จริงๆ
..... เพราะฉะนั้นต้องถามก่อนว่า คุณได้ทำความดีมากพอกับการจะนำ "อานิสงส์" นั้นไปช่วยคุณพ่อคุณหรือเปล่า

..... การให้คุณพ่อคุณมีชีวิตอยู่ (แต่ทรมานกับการเจ็บป่วย) นั้น ใช้
..... 1.พลังจิต จากผู้ที่มี "พลังงาน" หรือ "จิต" ที่บริสุทธิ์ ส่วนมากจะเป็น "พระ" ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ
..... (ถ้าไม่รู้ โทรมาหาครับ จะบอกให้)
..... 2.อาหารที่เป็นประโยชน์ ไม่มีส่วนในการสร้างเซลมะเร็งเพิ่ม จะเป็นอาหารชีวจิตก็ได้
..... 3.สถานที่ ต้องอยู่ในสถานที่ดี ไม่อบอ้าว ไม่อุดอู้ มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
..... 4.กำลังใจ ต้องให้กำลังใจคนเจ็บมากๆ อย่าให้เครียด อย่าให้มีความทุกข์
..... 5.หาความสงบให้คนเจ็บฟัง เช่น ให้ฟังให้ได้ยิน "ธรรมะ" เพราะ "ธรรมะ" นั้นเป็นของเย็น ฟังแล้วจะสบายใจ เย็นใจ
..... 6.ทำข้อ 5 ให้หนัก ให้สม่ำเสมอ ทำให้เป็นปรกติวิสัยในชีวิตประจำวัน
..... 7.ทำข้อ 6 ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที
..... 8.แล้ว....คุณพ่อคุณจะเข้าใจเรื่อง "ธรรมะ" ได้มากขึ้น ถึงเวลานั้นคุณพ่อคุณก็จะสบายใจ จิตจะสงบ แล้วคุณพ่อคุณก็จะบอกคุณเองว่า "พ่ออยากจากไปอย่างสงบ" เอง

พลังไฟ
02-12-2004, 07:17 AM
ผมมี_าติ เป็น มะเร็งที่ปอด ระยะที่ 4
หลังจากตรวจด้วยวิธี MRI พบว่า

1. พบมะเร็ง 2 จุดที่ปอด จุดแรกมีขนาด 9 คูณ 6 ซม.
จุดที่สองมีขนาด 4 คูณ 3 ซม. กดทับกระดูกสันหลังข้อที่ 1-2 ทำให้เป็นอัมภาตครึ่งตัว

2. ปอดด้านช้าย ถูกทำลายไป 30% ปอดด้านขวาถูกทำลายไป 20%

3. มะเร็งลามเข้าใขสันหลังลงไปที่ท้อง ท้องบวมเหมือนคนท้องมาน

4. ไตเริ่มมีปั_หา ติดเชื้อ

5. ตับเริ่มมีปั_หา ติดเชื้อ

6. คอเร็สเตอรัล สูงถึง 300 , ไตรกลีเซอลายสูงถึง 350

7. เลือดข้นมากอย่างน่าเป็นห่วง

คุณ อโนทัย และ คุณสำเร็จ คุณคิดว่ามีทางรอดไหม?
สิ่งที่คุณหมอทำคือให้ทำใจอย่างที่คุณบอก

“มะเร็งระยะสุดท้าย..เป็นที่ทราบกันดี...มันกระจายทั่วร่างกาย
ผ่าตัดก็ไม่ได้ ...ฉายแสงก็ไม่ได้...ให้คีโมก็ไม่แน่ว่าจะชนะ
ทางเลือกของหมอคือ...บอกเรื่องราวทั้งหมดกับ_าติ...แต่ไม่บอกคนไข้”

หมอให้ระยะเวลา 2 เดือน โดยจะฉายแสง ให้ 10 ครั้งเพื่อเป็นการ บรรเทา ไม่ใช้เป็นการรักษา
เพื่อไม่ให้มะเร็งลามขึ้นสมองและหายใจไม่ออก 2 เดือนที่เหลือ ให้ไปทำในสิ่งที่อยากทำและยังไม่ได้ทำ

นี่คือข้อสรุปโดยทั่วๆไป และคำพูดที่เป็นสั__าเจื่อยแจ้ว ของผู้รู้ทั้งหลาย
คุณพัทธมน ผมเป็นกำลังใจให้คุณ มันยังมีทางรักษา ถ้าคุณพ่อคุณมีบุ_มากกว่ากรรม มาจุนเจือ

ประหลาดใจครั้งที่ 1.
_าติผมเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2547 เริ่ม ฉายแสงไป 3 ครั้งคนใข้ไม่มีอาการแพ้ หรือเจ็บปวด
กินอาหารได้ปรกติ หมอฉายแสงรู้สึกประหลาดใจมากเพราะคนใข้มะเร็งรายอื่นๆ ทานอาหารไม่ได้เลย
และที่สำคั_ทำไมคนไข้ไม่แพ้อะไรเลย ตลอดการฉายแสง 10 ครั้ง

ประหลาดใจครั้งที่ 2.
หมอฉายแสงอยากขอดูฟิมล์ เอ็กเรย์ หลังฉายแสงครบ 10ครั้งแล้ว แต่สิ่งแรกที่หมอมะเร็ง
อุทานกับพยาบาล “ปอดมันดีขึ้นมาได้ยังไงวะ” ผล สรุปว่าคนไข้ มีการตอบสนองที่ดีกับการฉายแสง

ประหลาดใจครั้งที่ 3.
หมอให้กลับไปตายที่บ้าน แต่_าติไม่อยากกลับเพราะแบกสามีไม่ไหว สามีเป็นอัมพาตครึ่งตัวทอนล่างด้วย หมอขอทำ CT Scan ซึ่งสามารถ ตรวจมะเร็งได้ละเอียดกว่า วิธี MRI
ผลของการตรวจด้วย CT Scan ออกมา หมอก็ประหลาดใจอีก มะเร็งที่ลามไปที่กระดูกสันหลังและลงไขสันหลังไปที่ท้องหายไปหมด เหลืออยู่ที่ปอดเท่านั้น มันเกิดขึ้นได้อย่างไร
ไต ตับ คอเร็สเตอรอล ไตรกลีเซอลาย เลือดที่ข้น กลับมาสู่ภาวะปรกติ
และที่สำคั_ ตัวมะเร็งที่ปอด จุดที่ 1 ฝ่อลง 30% ทีจุดที่ 2 ฝ่อลง 40% อย่างน่าประหลาดใจ
และที่ประหลาดใจมากๆ แต่ไม่กล้าพูด เพราะการฉายแสง คือการบรรเทาอาการ ไม่ใช่การรักษาให้มะเร็งดีชึ้น ในระยะที่ 4 แต่ผลออกมาผิดคาด (หมอสรุป เป็นเพราะคนใข้แข็งแร็ง รู้ทั้งรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ก็หาสาเหตุทางการแพทย์ไม่ได้)
แถมหมอฉายแสงก็ประหลาดใจ เพราะปรกติการฉายแสงในมะเร็ง ระยะที่ 4 ไม่เคยเห็นมะเร็งฝ่อตัวลงไปมีแต่ลามมากขึ้นในระยะต่อมา

ประหลาดใจครั้งที่ 4.

หมอเปลี่ยนใจหลังจากผลของ CT Scan ออกมาดี ไม่ให้กลับบ้าน แต่จะทำ คีโม ให้ในวันที่ 6 กันยายน แต่เที่ยวนี้หลังการให้ คีโม เกิด ปอดบวมแทรก ติดเชื้อ เป็นงูสวัด มีแผลกดทับ มีการติดเชื้อ ถึง 2 ครั้งแต่หมอหาเชื้อไม่เจอ เอาหมอติดเชื้อมารุมกันเป็น 10 คน เจาะเลือดทุกวันก็หาเชื้อไม่เจอ ใข้ขึ้น 39 องศาตลอด
ต้องร้อนถึงท่านท้าวพยายมให้ช่วยเหลือระยะนี้เป็นเรื่องกรรมที่เจ้ากรรมนายเวรไม่ยอม หลังจากบอกท่าน ท้าวพยายม หมอก็เจอเชื้อในวันนั้นทั้ง 2 ครั้งอย่างน่าประหลาดใจ หมอบอกว่า เชื้อที่เจอ ปรกติจะหาง่ายมาก แค่เจาะเลือดครั้งก็เจอ แต่นี้หาร่วม 3 อาทิตย์ไม่เจอ ไม่รู้เพราะอะไร (งงๆ)

หลังจากรักษาอาการแทรกซ้อนร่วม 2 เดือนกว่าหมอมาบอกให้ทำใจเรื่องอัมพาตครึ่งตัวท่อนล่าง
โอกาสหายไม่มี ….100% เป็นอัมพาตแน่นอน ให้ซื้อวินแชร์มาใช้
โชคดีที่ผู้รักษา เป็นทั้งพอรักษาทางด้านพลังจิตเป็นบ้าง และพอรู้เรื่องวิชาหมอนวดบ้าง
หลังจากหมอพูดได้ 1 อาทิตย์ ก็เริ่มรักษาอาการอัมพาต เพราะเบาใจเรื่องมะเร็งที่ดีขึ้น ไม่น่าเชื้อหลังจากรักษา 2วัน นิ้วเท้าเริ่มกระดิกได้ ความรู้สึกรู้ไปถึงหัวเข่า จากเดิมรู้แค่สะดือ
หมอบอกว่าโอกาสแบบนี้มีแค่ 1 ในล้าน (งง ๆๆๆ หมายถึงหมอ)
หมอบอกว่าแสดงว่ามะเร็งที่กดทับบริเวณใกล้กระดูกสันหลังฝ่อตัวลงไปอีกชึ่งเป็นผลดี


ประหลาดใจครั้งที่ 5.

หมอขอเจาะเนื้อบริเวณที่เป็นมะเร็งตรงปอดไปตรวจ 2 จุด ผลการตรวจไม่พบเชื้อมะเร็ง
(หมอ งง นักเข้าไปให_่ ไม่อยากเชื้อ) ทำอะไรไม่ถูก หาข้อสรุปไม่ได้ case นี้เป็นที่ฮือฮามากของหมอ
วันนี้ วันที่ 1 ธันวาคม 2547 หมอเปลี่ยนใจไม่ทำ คีโม ครั้งที่ 2 จะทำ CT Scan อีก เพื่อดู่ผลก่อนจะทำอะไรต่อไป เห็นหมอศัลยกรรมมาดูหลังคนใข้ว่ามี แผลเป็นหรือไม่ เห็นบอกว่าดีไม่มีแผลเป็นเลย ดีมาก
หมอมาดูเพราะอะไรไม่รู้ เพราะหมอยังไม่บอก แต่เราคาดว่า ถ้าผลของ CT Scan ออกมาแล้ว เนื้อมะเร็งยุบลงไปมากพอ ที่พอจะผ่าตัดได้ และเชื้อมะเร็งไม่มีแล้ว หมอคงผ่าตัดทิ้ง ทุกอย่างก็จบ ไม่อย่างนั้นหมอศัลยกรรมคงไม่มาดูหลังคนใข้และ พวกทีมหมอๆ คงปรึกษากันแล้ว

เหตุที่ยกมายืดยาวเพราะคำพูดเหล่านี้

“เรื่องของคุณพัทธมน นั้น ความจริงน่าเห็นใจ เพราะผู้อันเป็นที่รักกำลังจะจากไป
..... การที่จะทำให้โรคหายไปด้วย "พลังจิต" นั้น เป็นไปไม่ได้ ในกรณีของคุณพัทธมน เพราะเป็นมะเร็ง
..... มะเร็งไม่มีทางหาย ผมย้ำนะครับว่า....ไม่มีทางหาย”

คุณอโนทัย คุณเป็นใครถึงกล้าฟันธงลงไปอย่างนั้น
พลังจิตคุณแค่น้ำจากสายยางน้ำประปา ก็คงไปไม่สามารถไปล้างคราบสิ่งสกปรกบนถนนได้
เฉกเช่นเดียวถ้าคุณมีพลังจิตเหมือนรถดับเพลิงหรือรถล้างถนนคราบสิ่งสกปรกอะไรจะเหลือ
ถ้าไม่กรรมหนักจริงๆ อย่างกรณีที่ผมเล่ามาให้ฟัง คุณว่าเขากรรมหนักไหม

ผมขอแนะนำคุณพัทธมน ให้ไปที่ เรียนวิชานี้กับสถาบันพลังกายทิพย์เพื่อสุขภาพ ของคุณย่าเยาเรศ บุนนาค ...
ตามที่คุณปาริสสชาแนะนำ

“เรียนแล้วมีประโยชน์ดีมากจริงๆครับ ไม่เป็นหวัด และภูมิแพ้ก็หาย สามารถรักษาโรคตัวเอง และผู้อื่นได้ด้วยครับ ...อาคารพรสวรรค์ ถนนเทศบาลนิมิตรใต้ ม.ประชานิเวศน์ ๑ มาทางวัดเสมียนนารี ใกล้ๆกับ สนง.น.ส.พ.ข่าวสด ดูได้ที่ www.khunya.org นะครับ...

การเรียนไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ แบ่งออกเป็น ๓ ระดับ คือ
๑. ปฐมจักระ ใช้เวลาเรียน ๖ วันติดต่อกันช่วงเวลาประมาณ ๑๘.๓0-๒0.00 น.
๒. พัฒนาจักระ ใช้เวลาเรียน ๒ วัน (จะสามารถฟอกเลือดได้, ใช้พลังของสีร่วมกับพลังของหินอั_มณีในการบำบัด, และจับพลังแฝง(ด้านลบ) ออกได้)
๓. กายทิพย์ แสง สี เสียง ใช้เวลาเรียน ๔ วัน (เป็นระดับสูงสุด)

ผมเรียนถึงระดับพัฒนาจักระ ก็ช่วยรักษาโรคให้กับคนรอบข้างได้ด้วย ไว้ผมจะเข้ามาเล่าอีกนะครับ เรื่องรักษาปลาที่กำลังจะตาย และถ่ายพลังปราณช่วยกันได้... เดี๋ยวจะขอเข้ามาใหม่นะครับ (ต้องรีบพิมพ์เดี๋ยวเครื่องแฮงค์)”

ถ้ามีอะไรพอแนะนำได้ ผมเข้ามาช่วย

พฤติจิต
23-12-2004, 12:24 PM
ขอตอบคำถามในฐานะที่เป็น แพทย์ นะครับ(ให้เป็นความเห็นของแพทย์นะครับอย่าเอาเป็นหลักนะครับแพทย์ไม่ใช่เทวดา ดังนั้นย่อมมีความเห้นที่ผิดได้ ....อยากให้ผู้อ่านใช้สติ เข้ามาอ่านและ ประมวลเอาเองนะครับ)
1.ขอตอบคำถามเกี่ยวกับการใช้พลังจิตในการรักษาโรคนะครับ
เพราะมีเหตุการณืหลายเหตุการณ์ที่ได้รู้ ได้ฟัง ได้ เห็นจากประสบการณืตรง ในฐานะที่ทำงานกับผู้ป่วยเรื้อรังมาก็มากพอสมควร (ไม่ว่าจะเป็น ไตวายเรื้อรัง มะเร็ง โรคสร้างภูมิคุ้มกันกับเนื้อเยื่อเกี่ยวพันตนเอง โรคเลือด ผู้ป่วยอัมพาต เป็นต้น) อยากจะจัดกลุ่มให้เห็นภาพชัดเจนว่าผู้ป่วยเหล่านี้มีการแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าว อย่างไร
กลุ่มที่ 1 มากที่สุดเป้นผู้ป่วยที่รับรู้ว่าตนเองจะต้องตายแน่ๆ มักเอาไม่คิดสู้ คิดแต่เพียงถอย เอาใจไปไว้กับโรค เฝ้ากังวลว่า ลูกหลาน บิดามารดา จะเป็นอย่างไร คิดซ้ำไปซ้ำมาจนเกิดอากรที่เรียกว่า major depression คิดฆ่าตัวตาย บางครั้ง ลงมือทำเลย ปัญหากลุ่มนี้มักมีจิตแพทย์ เข้ามาช่วย เหลือ โดยทางจิตแพทย์จะมีวิธีการหลัก ๆในการรักษา คือ
- การให้ผู้ป่วยได้ระบายความในใจ และก็ ให้เหล่าเกี่ยวกับว่ารู้สึกอย่างไร คิดอะไรอยู่แล้ว (ventilated)ซึ่งก็จะเป็นเกือบทุกราย เลย คือ ร้องไห้ เป็นปฏิกิริยา ที่เกิดขึ้น
-การแก้ไขถ้าผู้ป่วยมีอารมณ์เศร้าจนคิดฆ่าตัวตาย ....โดยการให้ยากล่อมประสาท คลายกังวล คลายเครียด เป็นต่น
- การนำผู้ป่วยเหล่านี้มาเข้า group therapy ให้มีการแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน อันนี้ ผมเห็นว่ามีประโยชน์มากๆๆ เพราะจะมีคนไข้บางคนที่มีกำลัง ใจ เข้มแข็งและก็ให้วิธีและแนวความคิดกับผุ้ป่วยที่ซึมเศร้ามีกำลังใจขึ้นมา
- การใช้ family support จากญาติๆก็เป็นวิธีการที่ดีอีกวิธีหนึ่งเช่นกัน
- ตอนนี้มีหนังสือ เป็นฉบับ ภาษาอังกฤษ ที่เขียนเกี่ยวกับพุทธวิธีในการรักษา ปัญหาทางจิตใจออกมามากมายในเชิง วิจัย วิชากการ และก็การรักษา เห็นว่ากำลังบูม
กลุ่มที่2 กลุ่มนี้ เป้นคนไข้ที่ทนทุกขเวทนาจาก ความเจ็บปวดที่เกิดจากตัวโรค มักมีอาการซึมเศร้ารุนแรงไม่อยากที่จะอยู่อีกต่อไป อันนี้ ยากมากๆ จิตแพทย์มักจะถือเป็นเคสพิเศษ ต้องการการดูแลใกล้ชิด และเข้าประชุมอยู่บ่อยๆๆแต่ท้ายที่สุด.......มักไม่เกิดประโยชน์มากนัก
กลุ่มที่3 กลุ่มนี้มีน้อยที่สุด แต่อยู่ยาวนานที่สุด กระผมสมัยเมื่อยังเป็นนักศึกษาแพทย์และแพทย์ฝึกหัด เจอคนไข้กลุ่มนี้แล้วประทับใจมากๆ รู้สึกว่า เป็นคนไข้ที่เก่งมากๆ เยี่ยมมากๆ ดีมากๆ ดีเสียกว่าพวกเราๆที่แข็งแรงเสียอีก
กลุ่มนี้มักจะ ใช้การแก้ปัญหต่างๆโดย พุทธวิธี เกือบ 99 % มักอยู่ได้นานมากๆแม้ทนทุกขเวทนาแสนสาหัสยังยิ้มได้ ยังพูดกับหมอ ว่า "ไม่เป็นไรทนได้สบายมาก" และคนไข้กลุ่มนี้แม้จะไม่มีญาติมาเยี่ยมหรือมาดูแลพวกเค้า เค้า ก็อยู่ได้แถมหนำซ้ำยังดูแลและช่วยเหลือให้กำลังใจคนอื่นๆ ได้ ถามหลายคนนะครับ เกือบทุกคนใช้ พุทธวิธี กุศโลบายทาง จิต และสมาธิเข้าช่วยทั้งสิ้น โดยรวมๆผมพอจะสรุปได้ว่า พวกเค้า เหล่านั้นมักจะใช้ วิธี เจริญ มหาสติปฐานสูตรเกือบทุกคนเลยแม้แนวทางจะแตกต่างแต่ก็จะสรุปได้เลยว่า ใช้วิธีนี้เท่านั้น ดีที่สุด ประเสริฐที่สุด และได้ผลที่สุดยิ่งกว่า เคมี รังสี บำบัด ผ่าตัด ยาหม้อ ยาหมอ ยาผีบอก ยาจีน ไหนๆก็สู้ไม่ได้เลย การเจริญ มหาสติปฐานสี่ นั้น บางคน ยึดเอา กายในกาย เวทนาในเวทนา อาทิ ปวดนะตอนนี้เราปวดนะก็ ปวดหนอๆ ไปเรื่อยๆบางครั้งก็ปวดมาก บางครั้งก็ไม่ปวด เป้นๆ หายอย่างนี้ อ้อเกิดรู้หละ นี่น้า แม้แต่อาการปวด อันเป็นทุกขเวทนา มันยังมี เป็นๆ หายๆเลย นับภาษาอะไรกับชีวิตเราหนา จะดับ จะตายไปมันก็เรื่องธรรมดา.....เกิดอารมณ์(จิตรับรู้)ว่าเฉยๆทำไปเรื่อยๆๆเกิดสมาธิขึ้น เกิดขึ้นไปเรื่อยๆๆแล้วก้จะรู้เอง เห็นเอง อาการนั้นไม่ได้หาไปนะ อาการยังอยู่แต่ ใจที่ไปรับรู้มันนั้น ไม่อยู่แล้ว ใจมันเข้าใจแล้ว ใจมันรู้แล้ว ก็เลยไม่เกิด ทุกข์นี่แหละ ดีมากๆ
และแปลก การที่คนไข้ทั้งหลายแหล่ทำอย่างนี้ล้วนแล้วแต่ อาการต่างๆดีขึ้นๆเป็นลำดับ เงินก็ไม่ต้องใช้ ยาก็ไม่ต้องกิน ผ่าก็ไม่ต้องผ่า ดีมากๆ บางคน ใช้ สมถภาวานา อาณาปานสติธรรมดาที่ไม่ธรรมดาโดยกำหดลมหายใจเข้าออกและพุทธานุสติกำกับอีกทีพุทโธๆๆๆๆ ไปเรื่อยๆและก็จะรู้เองว่ามหัศจรรย์แห่งสมาธินั้นดีเลิศขนาดไหน .....เป็นยามหาวิเศษ เอาจิตไปไว้ กับ ที่ใดที่หนึ่งแล้วก็เกิดสมาธิขึ้น อันนี้ก็ดีมากๆ บางคนกำหนดดวงแก้วตั้งศูนย์กลางกายฐานที่ 7 เกิดได้เป็นดวงปฐมมรรค แล้วต่อๆไปก็จะรู้วิธีแก้ไขและรักษาบรรเทาอาการได้เอง .....ไม่ได้นั่งเทียนเขียนนะครับ เอามาจากประสบการณ์จริงๆเพราะผู้ป่วยแต่ละรายนั้นก็มีวิธีการแก้ปัญหาได้หลากหลายมากๆเยี่ยมมากๆ ดีท่สุด ประเสริฐที่สุด ย้ำว่า !!!!!!ดีมากๆ ไม่ต้องโฆษณา ไม่ต้องถามหาที่ไหนไปเอาที่จิตเราเอง เราจะได้รู้ได้เห็นวิธีแก้ทั้งหลายทั้งปวง
2. อยากให้แพทย์ทุกๆท่านหันมาใช้พุทธวิธี เหล่านี้ ช่วยผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื้อรัง เรารักษาเค้าทั้งตัวไม่ได้รักษาเฉพาะ "โรค" เรารักษา คนเป็นโรค ครับ ดังนั้นการใช้ การเจริญพระกรรมฐานผมเห็นว่าเป็นวิธีการรักษาได้ทุกโรค ไม่ต้องไปทำหลอกไอ้ 30 บาทหนะ มาทำกรรมฐานรักษาทุกโรคดีกว่า



หมายเหตุ: ถ้าการเขียนตอบกระทู้นี้มีประโยชน์แก่ผู้ที่นำไปใช้จริงขอให้กุศลที่ได้จงมีแด่ บิดามารดา ครูอุปัฌาญาติมิตร เพื่อนสนิท ทั้งหลาย
แต่ถ้าการตอบกระทู้นี้ทำให้เกิดความไม่พอใจแก่ท่านผู้ใดหรือมีผลในทางที่ไม่ดี เป็น บาปอกุศล ขอจงมีแต่กระผมคนเดียวทั้งหมดทั้งสิ้น
ผู้รู้น้อย(พฤตอจิต)

เติมบุญ
28-12-2005, 09:48 PM
คุณอยากช่วยคุณพ่อคุณต้องเตรียมท่านให้รับความจริงกับการเจ็บป่วย...และความจริงของชีวิต...ให้ท่านใช้เวลาที่เหลืออย่างคุ้มค่าด้วยการสร้างสติและคิดถึงสิ่งดีงามทุกๆอย่าง....และคุณก็อย่าเศร้าหมอง..ลองสวดโพชงคปริตรคาถานะคะ...แล้วแผ่เมตตาให้ท่านตั้งจิตให้ดีอย่างร้องไห้...ดิฉันเคยทำเคยสวดให้คุณพ่อตอนท่านป่วยหนักไม่รู้สึกตัวนอนไอซียู 7วัน 7คืน แล้วท่านก็ฟื้นขึ้นมาอยู่กับลูกๆได้อีกประมาณ 4 - 5 ปี แต่ครั้งสุดท้ายก่อน ท่านนอนโรงพยาบาล นาน หกเดือนเต็มทั้งไอซียูและหอผู้ป่วยพิเศษ ก่อนที่ท่านจะจากไปดิฉันไม่สวดคาถานี้อีก เพราะทบทวนดูแล้วการที่เราดึงรั้งท่านไว้เท่ากับเราสนองตัณหาตนเองรักษาแต่อารมณ์และหน้าตาของตนเองไม่ให้ใครด่าว่าไม่ดูแลพ่อแม่ทั้งๆจริงๆแล้วท่านทุกข์ทรมาณเหลือเกิน..ซึ่งท่านเองก็ปลงกับสังขาร..คุณพ่อป่วย 20 ปีเต็มตั้งแต่ดิฉันเป็นนักศึกษาจนจบมาทำงานใช้เงินหลวงรักษาท่านไม่รู้กี่ล้านต่อกี่ล้าน...ซึ่งพระคุณอันนี้ยิ่งใหญ่เหลือเกิน....ระยะหลังดิฉันพาท่านไปทุกที่ที่ท่านอยากไป...ท่านเป็นสุขและคุยเรื่องธรรมะเตรียมความพร้อมในการเดินทางสู่โลกแห่งความตาย...โชคดีที่ครอบครัวเรายึดหลักคำสอนของพุทธองค์เป็นสรณะ.....วินาทีที่ท่านจากไปท่านจากไปอย่างสงบและมีความสุข.....อยากบอกว่าถ้าคุณพ่อไม่หมดกรรมท่านก็ต้องยังอยู่แต่เมื่อท่านหมดกรรมท่านก็จากเราไปเพื่อจุติใหม่ในร่างที่สมบูรณ์แทนร่างเก่าที่ผุพัง.....เช่นกันอยากบอกคุณว่า.....ขอให้เชื่อในโลกหน้าและเตรียมความพร้อมให้ท่านขณะเดียวกันเร่งสร้างกุศลให้ท่านอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรให้หมดถ้าหากคุณพ่อของคุณท่านกรรมไม่หนักก็จะทุเลาแต่ถ้ากรรมหนักต้องชดใช้ด้วยชีวิตเราต้องยอมรับความจริง.....ใครก็ช่วยท่านไม่ได้ต้องเริ่มจากฝึกท่านทำสมาธิแบบง่าย....ให้ท่านฟังบทสวดมนต์ที่ท่านชอบ....พูดคุยให้ท่านระบายความทุกข์กังวล...ถ้าคุณไม่กล้าก็ขอให้คุณหมอหรือคุณพยาบาลที่มีทักษะและทัศนคติที่ดีมารับฟังแทนคุณทีจะช่วยได้เยอะ....แล้วตั้งสติให้ดี....ขอให้คุณโชคดี....ขอคุณพระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสากลโลกโปรดช่วยอำนวยพรให้คุณพ่อของคุณปลอดภัยจากโรคร้ายและมีสุขภาพแข็งแรงโดยเร็ววันด้วยเถิด

T D-Da
29-12-2005, 08:23 AM
ขอแนะนำค่ะ ฝึกพลังกายทิพย์ของคุณย่าเยาวเรศ ไม่รับรองผลนะคะ ว่าจะหายขาดหรือไม่ เพราะที่ทำเองยังฝึกไม่ถึงขั้นมาก ขี้เกียจอยู่บ่อยๆ แต่ช่วงที่ทำจริงจังสามารถช่วยรักษาได้จริงๆ แฟนปวดหลังเพราะหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท ทำให้ปวดหลังและชา ต้องกินยาระงับปวดทุกวัน พอใช้พลังช่วยจับให้ สามารถลดอาการปวดลงมาเหลือแค่พอทนได้ ไม่ต้องกินยา วันไหนไม่ได้จับจะกลับมาเจ็บเหมือนเดิม จับให้ลูกๆ ทำให้หายป่วยได้ หายหวัด หายคัดจมูก ทำให้สุขภาพคนจับแข็งแรงพอ ไม่ต้องไปหาหมอทั้งๆ ที่ปกติทุกหน้าหนาวต้องไปหาหมอกันตลอด ลองดูนะคะ กายกับจิตเป็นของคู่กัน อีกทั้งการใช้สมาธิแล้วขออโหสิกรรมจากเจ้ากรรมนายเวรก็น่าจะช่วยบรรเทาได้เยอะค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ
ผลบุญอันใดที่ได้ทำขอให้หลวงปู่ดาสิรา คุณย่าเยาวเรศ หลวงสุวิชาญแพทย์ ได้มาอนุโมทนาบุญด้วยค่ะ