PDA

View Full Version : โอวาทพระสุปฏิปันโน


vacharaphol
28-11-2005, 04:47 AM
โอวาทพระสุปฏิปันโน

1. สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร
อำนาจของกรรมใหญ่ยิ่งที่สุดในโลก ไม่มีอำนาจใดอาจมาทำลายได้ แม้อำนาจของกรรมดีก็ไม่อาจทำลายอำนาจของกรรมชั่ว และอำนาจของกรรมชั่วก็ไม่อาจทำลายอำนาจของกรรมดี อย่างมากที่สุดที่มีอยู่คืออำนาจของกรรมดี แม้ทำให้มากให้สม่ำเสมอในภพภูมินี้ ก็อาจจะทำให้อำนาจของกรรมชั่วที่ได้ทำมาแล้ว ตามมาถึงได้ยาก
ธรรมสำคัญประการหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญคือ เมตตาธรรม ใครทั้งหลายก็สรรเสริญบรรดาผู้มีเมตตาธรรม ในขณะเดียวกันก็มีผู้ต้องเป็นทุกข์เพราะมีเมตตา ด้วยหลงเข้าใจว่า เมื่อมีเมตตา มีความสงสารก็ต้องมีใจไม่เป็นสุข ซึ่งที่จริงหาถูกต้องไม่
มีเมตตาต่อเขาผู้เป็นทุกข์นั้นดีนัก แต่ อย่าลืมเมตตาตน ตนเองปล่อยให้ใจตัวเองเป็นทุกข์เพราะเมตตาเขา ไม่มีอำนาจใดจะไปสู้กับอำนาจธรรมของใครได้ เมื่อเชื่อในเรื่องอำนาจกรรมเช่นนี้ ใจที่มีเมตตาก็จะเป็นการมีเมตตาอย่างถูกต้อง อย่างมีปัญญา ไม่พาใจตนเองไปสู่ความเร่าร้อนด้วยความเมตตาที่ไม่ถูกต้อง

2. หลวงปู่ทวด (เหยียบน้ำทะเลจืด)
วัดช้างให้ จ.ปัตตานี
<CENTER>พูดมาก เสียมาก
พูดน้อย เสียน้อย
ไม่พูด ไม่เสีย
นิ่งเสีย โพธิสัตว์
<DIR></DIR><DIR></DIR><DIR></DIR><DIR></DIR>“มนุษย์ผู้ใดเห็นแก่งานส่วนตัว…
<DIR></DIR><DIR></DIR>…มนุษย์ผู้นั้นจะไม่มีงานทำในไม่ช้า
มนุษย์ผู้ใดเห็นแก่ทรัพย์ส่วนตัว
…มนุษย์ผู้นั้นจะไม่มีทรัพย์ครองในไม่ช้า
มนุษย์ผู้ใดเห็นแก่นอนมาก
…มนุษย์ผู้นั้นจะไม่ได้นอนในไม่ช้า”
“นะโมโพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา”

</CENTER>3. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)
วัดระฆังโฆสิตรามวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร

“หมั่นสร้างบารมีไว้…แล้ฟ้าดินจะช่วยเอง”
“ลูกเอ๋ย…ก่อนจะเที่ยวไปขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเองคือบารมีของตนลงทุนไปก่อน เมื่อบารมีของเจ้าไม่พอจึงค่อยขอยืมบารมีคนอื่นมาช่วย…หากไม่เช่นนั้นแล้วเจ้าจะเอาตัวไม่รอดเพราะหนี้สินในบุญบารมีที่เที่ยวไปขอยืมมาจนพ้นตัว…เมื่อทำบุญทำกุศลได้บารมีมาก็ต้องเอาไปผ่อนใช้หนี้เขาจนหมด ไม่มีอะไรเหลือติดตัวแล้วเจ้าจะมีอะไรไว้ในภพหน้า…หมั่นสร้างบารมีไว้แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง
จงจำไว้นะ…เมื่อยังไม่ถึงเวลาเทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้…ครั้นถึงเวลา…ทั่วฟ้าจบดินก็ต้านเจ้าไม่อยู่…จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดิน เมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลยจะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า”

4. สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทธสิริ)
วัดโสมนัสวิหาร
แขวงนาเลิ้ง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

<CENTER>เพ่งอัฐิเป็นกรรมฐาน
เยี่ยมป่าช้าหาอรรถธรรม
พิจารณาความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
</CENTER>
5. หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ
วัดหิรัญญาราม (วัดวังตะโก)
ต.บางคลาน อ.โพทะเล จ.พิจิตร

“การศึกษากรรมฐานควรทำให้แจ้งและถูกต้องตามหลักธรรมวินัย…เพราะเมื่อคิดผิด สอนผิด พิจารณาด้วยสัญญาผิดๆ ก็จะทำให้เสียเวลา ทั้งยังเป็นผู้ทำลายคำสอนของพระพุทธเจ้าอีกด้วย”

กรรมเก่าของเราเคยทำไว้อย่างไร…ก็ตายด้วยโรคเก่านั้น…”

6. พระอุบาลีคุณูปมาจารย์
(จันทร์ สิริจันโท)
วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร ยศเส กรุงเทพมหานคร

“…ควรพวกเราทั้งหลายคิดดูให้เห็นโทษและคุณแห่งความตายเสียให้ชัดใจ…ผู้มีปัญญาไม่ควรประมาทความตาย…ให้เห็นว่าเป็นสมบัติสำหรับตัวเรา เราจะต้องการในกาลอันสมควร…คือความตายมาถึงเราสมัยใด สมัยนั้นแหละชื่อว่ากาลอันสมควร ไม่ควรจะเกลียด ไม่ควรจะกลัว…
สังขารทั้งหลาย คือสัตว์ที่เกิดมาในไตรภพจะหลีกหลบให้พ้นจากความตาย ไม่มีเลย…เมื่อมีความเกิดเป็นเบื้องต้นแล้ว ย่อมมีความตายเป็นเบื้องปลายทุกคน นัยหนึ่งให้เอาความเกิดความตายซึ่งมีประจำอยู่ทุกวันเป็นเครื่องหมาย
เมื่อพิจารณาถึงความตาย ก็ต้องพิจารณาถึงความป่วยไข้ และความแก่ ความชรา เพราะเป็นเหตุ เป็นผลกัน…ให้พิจารณาถึงพยาธิความป่วยไข้ว่า พยาธิ ธมฺโมมหิ พยาธิ อนตีโต เรามีความป่วยไข้เป็นธรรมดา จะข้ามล่วงพ้นไปจากความป่วยไข้หาได้ไม่…ถ้าแลพิจารณาเห็นความชราอันเป็นปัจจุบันได้ก็ยิ่งประเสริฐ
ความระงับสังขารทั้งหลายนั้น ท่านมิได้หมายถึงความตาย…ท่านหมายถึงวิปัสสนาญาณ และอาสวักขยญาณ คือปัญญารู้เท่าสังขาร รู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะเป็นชื่อของ…พระนิพพาน…เป็นยอดแห่งความสุข”
7. หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล
วัดเลียบ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

“การให้ทานอันใดๆ ก็ให้กันมามากแล้ว ย่อมมีผลานิสงส์มากเหมือนกัน แต่ยังสู้ผู้เข้ามาบวชเป็นตาผ้าขาว เป็นแม่ชีแล้วรักษาศีลอุโบสถไม่ได้มีอานิสงส์มากกว่าให้ทานนั้นเสียอีก
ถ้าใครอยากได้บุญมาก ๆ ได้ไปสวรรค์ ไปพระนิพพาน เพื่อการพ้นทุกข์แล้วละก้ควรบวชเป็นตาผ้าขาว เป็นแม่ชีรักษาศีลอุโบสถเสียในวันนี้…
การปฏิบัติสมาธิภาวนานั้น เป็นชื่อแห่ความเพียรที่ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายในบวรพระพุทะศาสนา ได้ถือเป็นข้อปฏิบัติชอบเป็นอย่างยิ่ง ธรรมะที่จะนำมนุษย์ให้พ้นทุกข์นี้ ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา เท่านั้น…”

การปฏิบัติสมาธิภาวนานั้น เป็นชื่อแห่งความเพียรทีผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายในบวรพระพุทธศาสนา ได้ถือเป็นข้อปฏิบัติชอบเป็นอย่างยิ่ง ธรรมะที่จะนำมนุษย์ให้พ้นทุกข์นี้ ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา เท่านั้น”

“…กรรมนี้แหละจะจำแนกสัตว์ ให้เป็นไปต่าง ๆ นานา ทำให้เลว ให้ดี ให้ชั่ว ให้ประเสริฐ ก็เป็นผลของกรรมที่ทำไว้ทั้งสิ้น…เราเกิดเป็นมนุษย์มีความสูงศักดิ์มาก แต่อย่านำเรื่องของสัตว์มาประพฤติ มนุษย์ของเราจะต่ำกว่าสัตว์ และจะเลวกว่าสัตว์อีกมากเวลาตกนรก และตกหลุมที่ร้อนกว่าสัตว์มากมาย อย่าพากันทำ…ให้พากันละบาปและบำเพ็ญบุญอย่าให้เสียชีวิตลมหายใจไปเปล่า ที่ได้มีวาสนาเกิดมาเป็นมนุษย์…”
8. หลวงปู่มั่น ภูริทัตตะเถระ
วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร
“ผู้ปฏิบัติพึงใช้อุบายปัญญาฟังธรรมเทศนาทุกเมื่อ ถึงจะอยู่คนเดียวก็ตาม…คืออาศัยการสำเหนียก กำหนดพิจารณาธรรมอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน…
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เป็นรูปธรรมที่มีอยู่ปรากฎอยู่…รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สัมผัส) ก็มีอยู่ปรากฏอยู่…ได้เห็นอยู่ ได้ยินอยู่ ได้สูดดม ลิ้มเลีย และสัมผัสอยู่…จิตใจเล่า ก็มีอยู่ ความคิดนึกรู้สึกในอารมณ์ต่าง ๆ ทั้งดีและร้ายก็มีอยู่…ความเสื่อม ความเจริญ ทั้งภายนอกภายในก็มีอยู่…ธรรมชาติอันมีอยู่โดยธรรมดาเขาแสดงความจริง คือ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ให้ปรากฏอยู่ทุกเมื่อ…เช่น ใบไม้มันเหลือง หล่นร่วงลงจากต้น ก็แสดงความไม่เที่ยงให้เห็นดังนี้เป็นต้น
เมื่อผู้ปฏิบัติมาพินิจพิจารณาด้วยสติปัญญา โดยอุบายนี้อยู่เสมอแล้วชื่อว่าได้ฟังธรรมอยู่ทุกเมื่อ ทั้งกลางวันและกลางคืนแลฯ”
9. หลวงพ่อปาน โสนันโท
(พระครูวิหารกิจจานุการ)
วัดบางโคนม อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา
“ในชีวิตฉันไม่เคยฆ่าสัตว์เลย…ตัวเล็กตัวใหญ่ก็ตาม ถ้าฆ่าโดยเจตนาแล้วเคยทำ แม้แต่ยุงก็ไม่เคยตบ”
“ในงานศพ…ที่มาไหว้ศพน่ะ เขามาไหว้สัจจธรรมของพระพุทธเจ้านะ คือ ท่านตรัสว่าร่างกายของคนนะมันเป็นอนิจจัง…ไม่เที่ยง เวลาอยู่ก็เป็นทุกข์ในที่สุดก็อนัตตาคือตาย ใครบังคับบัญชาไม่ได้ เวลากราบทีแรกเขานึกถึงพระพุทธเจ้าว่าทรงเทศน์ไว้ถูก เทศน์ไว้ตรง ข้าพระพุทธเจ้าขอยอมรับนับถือ เป็นมรณานุสสติกรรมฐาน กราบครั้งที่ ๒ เขานึกถึงพระธรรมคำสอนของพระองค์จากพระโอษฐ์ เหมือนดอกมะลิแก้วแพรวพราวไปด้วยความจริงอันประเสริฐ ทำบุคคลทั้งหลายไม่ให้เมามัน และทำให้เข้าถึงความสุข กราบครั้งที่ ๓ นึกถึงพระสงฆ์ พระอริยสงฆ์ทั้งหลายที่ท่านร้อยกรองพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้แล้วไม่ปล่อยให้อันตรธานสูญไป รวบรวมเข้าไว้…นี้กราบความดีของพระ ๓ พระนะ เขาไม่ได้กราบผีกราบศพ !”
“ถึงแม้เราจะมีคาถาอาคมของดีอะไรก็ตาม เราก็ต้องตาย…ก่อนตายควรเลือกทางเดินเอา อย่างน้อยที่สุดเราควรไปสวรรค์ชั้นกามาวจรให้ได้…ขอให้ทุกคนนะ เวลาก่อนจะหลับ ให้นึกถึงความดีที่ตนเคยทำไว้ ทรัพย์สินที่สละเป็นวิหารทาน ธรรมทาน สังฆทานเลี้ยงพระ นึกถึงศีลที่ตนเคยรักษา เทศน์ที่ตนเคยฟัง แล้วหมั่นภาวนาถึง พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ พระพุทธโธ ธัมโม สังโฆ แล้วจะรู้ว่าฉันหวังดีกับลูกหลานเพียงใด คนไหนทำดีมากไม่ได้ก็ให้สร้างความดี ๒ อย่างที่ฉันต้องการ คือ ๑. อย่าดื่มสุราเมรัย ๒. อย่าลักขโมย อย่าเป็นโจร”
เมื่อจะเจริญกรรมฐาน ให้ตั้งอยู่ในพรหมวิหาร ๔ ให้เป็นญานสมาธิแน่วแน่ ให้แผ่เมตตาไปทั่วจักรวาล แล้วจึงพิจารณาตามอารมณ์วิปัสสนาหรือภาวนาตามแบบสมถะ…ทุกคนตายแล้วจงไปสวรรค์..จงไปพรหมโลก..จงไปนิพพาน”
10. หลวงปู่เครื่อง ธัมมจาโร
วัดเทพสิงหาร ต.นายูง อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี
“จิตมนุษย์มีพลังมหาศาล จะทำอะไรก็มักสำเร็จ ก็เพราะมีดวงจิตที่เป็นกำลังสำคัญ จิตดวงเดียวสำคัญที่สุด…จิตมันบอกลักษณะไม่ได้ แต่มันก็มีความรู้สึกอยู่ภายใน…เว้นแต่ว่ามนุษย์เกิดมาแล้ว จะเอาดีหรือเอาชั่วเท่านั้น มันเป็นขั้นตอนอยู่ตรงนี้ถ้าเอาดีก็ต้องได้ของดีมาประดับตัวแน่นอน…”
“มนุษย์ควรเจริญด้วยธรรม ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมเจริญแก่ผู้มีปกติในข้อวัตรปฏิบัติธรรม คือ ความดีมีศีลธรรมนั้นเองจะช่วยได้…”

11. หลวงปู่จันทร์ เขมิโย

วัดถ้ำคูหาสวรรค์ อ.เมือง จ.ลพบุรี
“…เดิน นั่ง ยืน เดิน ในทุกอิริยาบถ ทรงไว้ด้วย สติ-สัมปชัญญะ ตลอดเวลา สองอย่างนี้เคลื่อนจากกันไม่ได้ ถ้าแยกจากกันในวินาทีใด ก็หมายความว่าความรู้แจ้งเห็นจริงพลอยดับหายไปเหมือนกัน เหมือนเครื่องยนต์ ถ้าน้ำมันขาดตอน เครื่องก็จะสะดุดหยุดลงชั่วขณะเหมือนกัน…
เกิดเป็นคน อย่าทิ้งความดีนะลูกหลานนะ เราเป็นฆาราวาส คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณมารดา บิดานี่ ถ้าทำดีปฏิบัติถูกแล้ว สิ่งที่ไม่ปรากฎ นาม-รูป จะมาอนุโมทนา จำไว้นะลูกหลานนะ…คำพูดนี้สำคัญ…ลูกไอ้…ลูกอี…ก็อย่าว่า…อย่าได้ทำ…ถ้าทำถ้าพูด พระจะหนีหมดเลย…ไม่ดีนะ…”

12. หลวงพ่อสด จนฺทสโร (พระมงคลเทพมุนี)

วัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร
“ว่าในด้านภาวนา…กายนี้มีซ้อนกันเป็นชั้น ๆ มีกายทิพย์ซ้อนอยู่ในกายมนุษย์กายรูปพรหมซ้อนอยู่ในกายทิพย์ กายอรูปพรหมซ้อนอยู่ในกายรูปพรหม กายธรรมซ้อนอยู่ในกายอรูปพรหม…คนเราที่ว่าตายนั้นคือ กายทิพย์กับกายมนุษย์หลุดพรากออกจากกัน เหมือนมะขามกะเทาะล่อนจากเปลือกฉะนั้น กายทิพย์ก็หลุดจากกายมนุษย์ไปฯ”
“สุขในฌานอะไรจะไปสู้ ในภพนี่ไม่มีสุขเท่าถึงดอก สุขในฌานนะ…สุขลืมสมบัตินั่นแหละ สมบัติกษัตริย์ก็ไม่อยากได้ สุขในฌานนะ สุขนักหนาทีเดียว เต็มส่วนความสุขก็หนึ่ง เฉยวิเวกวังเวงเปลี่ยวเปล่า เรามาคนเดียว ไปคนเดียวหมดทั้งสากลโลก คนทั้งหลายไปคนเดียวทั้งนั้น ไม่มีคู่สองเลย จะเห็นว่าลูกสักคนหนึ่งก็ไม่มี สามีสักคนหนึ่งก็ไม่มี ภรรยาสักคนหนึ่งไม่มี ต่างคนต่างมา ต่างคนต่างไป ต่างคนต่างเกิด เป็นอย่างนี้ ปล่อยหมด ไม่ว่าอะไรไม่ยึดถือทีเดียว เรือกสวนไร่นา ตึกร้านบ้านช่องก่อนเราเกิดเขาก็มีอยู่อย่างนี้ หญิงชายเขาก็มีกันอยู่อย่างนี้ เราเกิดแล้วก็มีอยู่อย่างนี้ เราตายไปแล้วมันก็มีอยู่อย่างนี้ เห็นดิ่งลงไปทีเดียว เข้าปฐมฌานเข้าไปแล้ว เห็นดิ่งลงไปเช่นนี้ฯ”
“การปฏิบัติ…ไม่หยุดไม่ถึงพระ…ตัวหยุดนี่แหละเป็นตัวสำเร็จ”
“พระรัตนตรัยเป็นแก้วจริง ๆ หรือเปรียบด้วยแก้ว ถ้าเป็นทางปริยัติเข้าใจตามอักขระแล้ว เป็นอันเปรียบด้วยแก้ว…ถ้าเป็นทางปฏิบัติแล้ว เป็นแก้วจริง ๆ ฯ…”
ภาวนํ ตาเวติ ทำให้จริงให้หยุด ให้นิ่ง ทำให้มี ให้เป็นขึ้น กี่ร้อย กี่พันคนก็นอนหลับสบาย กี่คน ๆ ก็สงบนิ่ง เมื่อสงบนิ่งแล้ว มีคนสักเท่าไร ก็ไม่รกหูรกตา ไม่รำคาญไม่เดือดร้อน เป็นสุขสำราญเบิกบานใจเป็นนิจ นี่เขาเรียกว่า ภาวนา ทำให้ใจหยุดสงบ ฯ
ในการบำเพ็ญภาวนาความเพียรเป็นข้อสำคัญยิ่ง ต้องทำเสมอ ทำเนือง ๆ ในทุกอิริยาบถไม่ว่า นั่ง นอน เดิน ยืน และทำเรื่อยไป อย่าหยุด อย่าละ อย่าทอดทิ้ง อย่าท้อแท้ มุ่งรุดหน้าเรื่อยไป ผลจะเกิดวันหนึ่ง ไม่ต้องสงสัย ผลเกิดอย่างไร ท่านรู้ได้ด้วยตัวของท่านเอง ฯ
13. พ่อท่านคลิ้ง จันทสิริ

วัดถลุงทอง
ต.หินตก อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช
<CENTER>“…เมื่อบวชเข้ามา
ก็ต้องเอาดีให้ได้
แล้วไม่คิดสึก…
ถ้าบวชแล้วคิดสึก…
ก็ไม่ควรจะบวช
ให้เปลืองผ้าเหลือง! </CENTER>
”

14. หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวัณโณ

(พระราชสังวราภิมณฑ์)
วัดประดู่ฉิมพลี เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร
“ทางไปสู่ความไม่เกิด…เอ้อ แล้วทำไมจึงจะพ้นจากขันธ์ ๕ เหล่านั้นนะ… ก็พระท่านว่าไม่เกิดแหละดี ไม่เกิดเป็นตัวเหตุ…ไม่เกิด เออ ไม่เกิดนี่ แล้วทำอย่างไรจึงจะไม่เกิด…ทานบ้าง ศีลบ้าง ภาวนาบ้าง ปัญญาบ้าง และอื่น ๆ…ท่านทำทานของท่านจบแล้วหรือยัง ? ท่านรักษาศีลของท่านจบแล้วหรือยัง ? ปัญญาของท่านเกิดขึ้นแล้วหรือยัง ?!

15. หลวงปู่ดี ฉันโน

วัดภูเขาแก้ว
ต.พิบูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี
“การภาวนาธรรม มีสติกับจิตนี้แหละคือ พุท-โธ ที่แท้จริง…ท่านแปลว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน…ถ้าไม่มีสติ จิตใจก็ไม่อยู่ที่…จะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานไม่ได้…จะกลายเป็นความโง่เซ่อไปเท่านั้น…ขอรักษาสติกับจิตจงดี ๆ จะเกิดภูมิปัญญาธรราขึ้นเอง

16. หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

(พระราชวุฒาจารย์)
วัดบูรพาราม อ.เมือง จ.สุรินทร์
“จิตนี้คือพุทโธ จิตนี้คือธรรม เป็นสภาวะพิเศษที่ไม่ไป ไม่มาเป็นความบริสุทธิ์ล้วน ๆ จิตนี้เหนือความดีและความชั่วทั้งปวงซึ่งไม่อาจจัดเป็นลักษณะรูปหรือนามได้
หลักธรรมที่แท้จริงคือจิต…จิตของเราทุกคนนั้นแหละคือหลักธรรมสูงสุดที่อยู่ในจิตใจเรา นอกจากนั้นแล้ว มันไม่มีหลักธรรมใด ๆ เลย
จิตนี้แหละคือหลักธรรม ซึ่งนอกไปจากนั้นแล้วก็ไม่ใช่จิต แต่จิตนั้นโดยตัวมันเองก็ไม่ใช่จิต ดังที่ท่านปรารภว่า จิตนั้นมิใช่จิตดังนี้ นั่นแหละย่อมหมายถึง สิ่งบางสิ่งซึ่งมีอยู่จริง
ขอให้เลิกละการคิดและการอธิบายเสียให้หมดสิ้น เมื่อนั้นเราอาจกล่าวได้ว่าคลองแห่งคำพูด ได้ถูกตัดขาดไปแล้ว พิษของจิตก็ได้ถูกถอนขึ้นจนหมดสิ้น จิตในจิตก็จะเหลือแต่ความบริสุทธิ์ ซึ่งมีอยู่ประจำอยู่แล้วในทุกคน”
คติประจำใจ = “…อย่าส่งจิตออกนอก…”
ปริศนาธรรม = “…หยุดคิด…หยุดนึก…!”
ธรรมะ… “จงเข้าไปสู่สิ่งสงบเงียบให้ได้ลึกซึ้ง โดยการลืมต่อสิ่งนี้ด้วยตัวเราเอง. สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรานี้แหละ (สติ) คือ สิ่ง ๆ นั้นในอัตราที่เต็มทั้งหมด ทั้งสิ้น และสมบูรณ์ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรนอกไปจากนี้เลย…!”

17. พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม

(พระญาณวิสิษฎ์สมิทธิวีราจารย์)
วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา
“กายนี้คือก้อนทุกข์…กายนี้เป็นที่หมายให้พ้นเสียจากทุกข์…ฝึกสติปัญญาให้ดีแล้วมาพิจารณากายนี้ให้แจ้ง ก็จะพ้นทุกข์ได้”
“นักปฏิบัติพึงทราบดังนี้ว่า “มรรค” ก็ดี “อริยมรรค” ก็ดี ตกแต่เอาเองได้ “ผล” ก็ดี “อริยผล” ก็ดี ตกแต่งเอาเองไม่ได้ เป็นของเป็นเอง หรือสำเร็จเอง มาจากมรรคและอริยมรรคที่ตกแต่งถูกต้องแล้ว
เมื่อบุคคลต้องการผลประโยชน์ทางโลกีย์ ก็ให้พึงตกแต่งมรรคในทางโลกีย์ให้ถูกต้อง เช่นต้องการเดินไปมาสะดวก ก็ให้ตกแต่งถนนหนทางให้เรียบร้อย…ต้องการมีวิชาความรู้ ก็ให้ศึกษาเล่าเรียนวิชาความรู้ต่อครูอาจารย์…ถ้าต้องการความมั่งคั่งบริบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติมาก ๆ ก็ให้ตกแต่งการค้าขายให้ถูกต้องในทางสุจริตธรรม…ถ้าต้องการเป็นคนดี ก็ให้ตกแต่งการประพฤติปฏิบัติของตนให้เป็นคนซื่อสัตย์สุจริตธรรม…ถ้าต้องการเป็นคนมีชื่อเสียงยศฐาบรรดาศักดิ์ ก็ให้ตกแต่งตนเป็นคนทำราชการแผ่นดินให้ถูกต้องในทางราชการนิยม
เมื่อบุคคลต้องการโลกุตตระ ให้ตกแต่งอริยมรรคให้ถูกต้องตามพระพุทธพจน์เดิมของพระพุทธเจ้า”

18. หลวงปู่คำแสน (ทิม) อินทจักโก

(พระครูสุคันธศีล)
วัดสวนดอกเก้าตื้อ ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
“ศีลบริสุทธิ์ ถือสัจจะบริสุทธิ์ ถือหลักพรหมวิหารธรรม ๔ ประการอันบริสุทธิ์ เพื่อเสริมสร้างบารมีธรรม…สัจจะบารมีนี้สำคัญ ถ้ามีสัจจะแล้วทำอะไร ปฏิบัติอะไร ก็จะได้ผลเสมอ แม้เรากำลังน้อยทำไม่ไหว ก็ยังมีสิ่งที่มองไม่เห็นตัวท่านช่วยประคองให้จนได้พบกับความสำเร็จนะเออ…เออ…สร้างให้ดีสร้างให้จบมันก็จะสิ้นทุกข์ ไม่ยากไม่ลำบากอีกต่อไปทำดีไปเถิดดีเองแหละ
ศีลเป็นรากแก้วของชีวิต จะทำดีมีชื่อเสียงได้ก็ด้วยศีลธรรมนี้เอง…ใครมีศีลผู้นั้นเป็นเทวดา…ผู้ใดรักษาศีลได้มั่นคงผู้นั้นมีสติสัมปชัญญะแล้วเพราะศีลนี้ทำให้กาย วาจา ใจ ของมนุษย์สูงขึ้น…ถ้ายังมุ่งหวังอยากได้สมาธิ ก็ต้องมีศีล…อยากได้ปัญญาก็รักษาศีลเสียก่อน ได้ศีลแล้วธรรมะจะเกิดขึ้นในตัวเราเอง
ธรรมะอยู่ที่ไหนล่ะ…อยู่ที่ใจ อยู่ที่ตัวเรานี่…ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ มันเป็นเรื่องเฉพาะตัว…มีเป็นธรรมดา จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ของใครของมันนะ
ธรรมอยู่ในกายเรานี้แล้วทุกอย่าง…สติปัญญา เอามาเป็นเครื่องวัด วัดมันไปทุก ๆ วัน เราจะได้รู้ว่าอะไรตกต่ำบ้าง เมื่อตกต่ำเราก็รีบสร้างให้ปกติอย่าพร่อง บุญกุศลเป็นของดีบริสุทธิ์…จำไว้นะ”

19. พระอาจารย์มหาปิ่น ปัญญาพโล

วัดแสนสำราญ
ต.ธาตุ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
“ธรรมปัญญา”……ท่านพระบรมครูเจ้าทรงตรัสรู้…”อะไรในโลกที่ชื่อว่า อาวุธแล้วไม่สามารถจะนำมาต่อสู้กับกิเลสได้เลย นอกเสียจากธรรมะและปัญญา เท่านั้น”

ดังนั้น ผู้ที่จะมีอาวุธวิเศษเช่นนี้ได้ แล้วรักษาให้อยู่กับตัวได้แล้วต้องอาศัยหลักรักษาเสมอด้วยชีวิต นั่นคือ…ต้องมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา…เท่านั้น ซึ่งจะรวมมาอยู่ที่จิตใจภายในของเรา เป็นคลังอาวุธ
ดังนั้น กิเลสมาร ที่ฉลาดแหลมคม จึงมักแอบเข้ามาเผาจิตใจ คือที่เก็บคลังอาวุธนี้เสีย เพราะมันเกรงกลัวนัก
…บุคคลที่เร่าร้อนกระวนกระวาย ทุกข์ยากลำบากลำเค็ญอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็เพราะถูกกิเลสมารแอบเข้ามาเผาจิตใจได้นั่นเอง ไฟกิเลสนี้ยากนักหนาที่จะดับมันได้ ถ้าไม่ได้พระธรรมคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าเข้าสู่จิตใจ…
พระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลาย ทรงเตือนว่า…”ให้มนุษย์ทุกผู้ทุกนามจงรีบเร่งลงมือปฏิบัติฝึกฝนจิตใจให้แก่กล้าด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา เสียแต่บัดนี้จึงจะไม่เสียทีกิเลสทั้งภายนอกและภายใน”

20. หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม

วัดป่าอรัญวิเวก
ต.บ้านป่า อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม
“เมื่อเป็นพระเจ้าแผ่นดินโลกุตรมนุษย์ได้เป็นพระอรหันต์เข้าพระนิพพานไปแล้วพระนิพพานก็ยังมีอยู่ไม่เสื่อมสูญ… พระพุทธเจ้าเข้าพระนิพพานก็มีอยู่ในพระนิพพานนั้นแล พระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร พระอนุรุทธ พระอานนท์เข้านิพพานก็มีอยู่ในพระนิพพานนั้นแล นางภิกษุณีทั้งหลายได้บวชกาย วาจา ใจ ใจก็เป็นพระนิพพานแล้ว เข้าพระนิพพานได้ด้วย เหมือนกับพระจันทร์…พระจันทร์ไม่มีวันแก่พระจันทร์ไม่มีวันเจ็บ พระจันทร์ไม่มีวันร้อนไม่มีวันหนาว ดาวไม่มีเกิดไม่มีตาย
คนเรานี้เป็นบ้าเป็นบอ คอยาว ตาขาว ลิ้นยาว ใช้ไม่ได้…ส่วนพระธรรมคำสั่งสอนเกิดจากหัวใจของพระพุทธเจ้า เกิดจากหัวใจของพระอรหันต์ทั้งหลาย ทำไมพวกเราทั้งหลายและพวกท่านทั้งหลายจึงไม่รู้ ทำไมเราจึงไม่เห็น…ถ้าเราเป็นพระอรหันต์ เป็นพระโสดาบัน เป็นพระอนาคาเมื่อใด ก็เมื่อนั้นแหละจึงจะเห็น จะรู้ที่อยู่พระพุทธเจ้าที่อยู่ของพระอรหันต์ทั้งหลาย”

21. หลวงปู่ขาว อนาลโย
</B>
วัดถ้ำกลองเพล อ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี
“ศึกษาอบรมธรรม ก็จงตั้งใจจริง ๆ อย่านำความเหลาะ ๆ แหละ ๆ มาสังหารตน แทำลายเพื่อนฝูงผู้ตั้งใจปฏิบัติธรรม…ขึ้นชื่อว่ากิเลสแล้วมันจะไม่ไว้หน้าใคร มันทำลายทั้งสิ้น ไม่ว่าพระหรือเณร อย่าเข้าใจว่ามันจะมาถวายตัวเป็นศิษย์ก้นกุฏิ หรือให้ความสะดวกในการบำเพ็ญธรรมอย่าเข้าใจว่าเป็นอาจารย์ของมัน…แท้จริง กิเลสมันขึ้นมาอยู่บนหัวเรา ตั้งแต่เป็นฆราวาส จนมาบวชเป็นพระเป็นเณรแล้ว มันยังไม่ยอมลงจากหัวเราเลย…นี่แหละพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทัตโต สอนถ่ายทอดกันมาแก่บรรดาศิษย์ให้ใส่เกล้าเอาไว้ !”
“แก่นแท้ของธรรมอยู่ที่ สติ จงหมั่นทำสติให้แก่กล้า สติทำอย่างไรไม่ผิดพลาด… กุศลและธรรมทั้งหลาย คุณงามความดีทั้งหลาย เกิดขึ้นได้เพราะบุคคลมีสติอย่างเดียว… จะคิด จะพูด จะทำ ให้มีสติระลึกนึกเสียก่อนมันผิดก็ให้รู้ มันถูกจึงค่อยทำ…
…ผู้อื่น ไม่ได้ทำให้จิตของเราเศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว… เราเองเป็นผู้ทำให้จิตของตนเศร้าหมอง…ผู้อื่นช่วยไม่ได้ แม้พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้… ท่านทรงเป็นผู้บอกทางให้เท่านั้น ผู้ปรารถนาความเจริญความสุขต้องหมั่นฝึกฝนอบรมตนเอง ทำเอง-รู้เอง-ได้เอง…ใครทำ-ใครได้
ผู้ทำคุณงามความดี มีศีล ศีลที่บริสุทธิ์แล้วย่อมเป็นที่มาแห่งโภคทรัพย์…จิตดี จิตไม่อิจฉาริษยาพยาบาทเบียดเบียน เป็นดวงจิตที่บริสุทธิ์ผุดผ่องทำให้คนบริสุทธิ์ ทำให้คนมีศีลมีโภคทรัพย์”
22. หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ

วัดดอกแม่ปัง
อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
“คนเรามันรักสุข เกลียดทุกข์นี่ หนักก็หนักอยู่ตรงนี้แหละ ไม่รับความจริง”เราเกิดมา นินทา สรรเสริญก็ดี อย่าไปรับเอามาหมักไว้ในใจ ปล่อยผ่านไปเสีย…ความรัก ความชัง ความโลภ ความหลง เกิดขึ้นก็เพราะกิเลสมันเสวนากันอยู่…จาโค ปฏินิสฺสคฺโค สละคืนถอนออกจากใจนี้เสีย… ตัณหาทั้งหลายก็ไหลมาจากเหตุ ให้ละวางเสียให้หมด ให้ตั้งอยู่ในศีล ในทาน ในการบำเพ็ญกุศล ละบาปเสียให้หมดทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ ที่ทุจริตละเสียให้หมด…รักษากาย วาจา ใจที่สุจริตไว้ เมื่อนำทุจริตออกหมดแล้ว จะเหลือแต่สุจริตธรรมตั้งอยู่ในศีล กายก็เป็นศีล วาจาก็เป็นศีล ใจก็เป็นศีล เป็นธรรม เป็นมรรค เป็นผล ตั้งขึ้นในจิตใจ สุจริตธรรมตั้งอยู่แล้วจิตก็เบาสบาย…”
“…อดีตเป็นธรรมเมา อนาคตเป็นธรรมเมา จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน รู้ในปัจจุบัน ละในปัจจุบัน ตัดตัณหา ตัดกิเลส ตัดมานะทิฏฐิ ตัดความยึดมั่นถือมั่นของตนให้เสร็จลงก็สงบได้…”
23. หลวงปู่สีโห เขมโก

วัดป่าวิเวกธรรม
ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น
“การอยู่วัดวาอารามนี้ย่อมใกล้ชิดกับชาวบ้าน ทำให้ใกล้ความประมาท ถ้าแม้ทรงจิตไม่ได้ กิเลสจะเข้าเกาะกุมทำให้จิตใจกำเริบ จึงควรหลีกหนีสิ่งเหล่านี้ เข้าป่าดงพงไพรในภาคต่าง ๆ อยู่เป็นนิตย์…”


24. หลวงปู่เกตุ จันทสุวัณโณ

วัดศรีเมือง
ต.ไกรกลาง อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย
“พระอาจารย์องค์แรกของอาตมาที่สอนพระกรรมฐาน ๔๐ ให้ คือ หลวงพ่อเพา พุทธสโร นี่แหละท่านให้พิจารณาให้แจ้งเรื่อง…พระอริยสัจ ๔ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค…เพราะการบวชเป็นพระสงฆ์นั้น ต้องดำเนินตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าแม้ทำไม่ได้ ก็เสียทีไปชาติหนึ่ง…ทั้งนี้มีจิตดวงเดียวเท่านั้น ท่านให้ฝึกฝนด้วยวิริยะอุตสาหะพยายาม เมื่อกำลังสติ กำลังจิตแก่กล้าแล้วความจริงจะปรากฏเด่นชัดนะ…นี่ท่านสอน”
ฉะนั้น ให้ตั้งมั่นในอารมณ์ที่เป็นหนึ่ง !…เพราะศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อย่อลงมาแล้ว จะเหลือเพียงหนึ่งเท่านั้น ถ้าเป็นหนึ่งเมื่อใด เมื่อนั้นแหละ…เราจะรู้ที่มา…ที่ไปอย่างสมบูรณ์…จำไว้นะ !
“จงพิจารณากายเรานี้ สภาพสังขารที่มีอยู่เป็นอยู่ มันแสดงอาการอยู่ทุกขณะจิตมันค่อย ๆ ตายไปทีละน้อย ๆ…มันไม่มีอะไรในโลกนี้เลยจะยั่งยืน มันเป็นอนัตตา มันอยู่กับเราไม่ได้ เราอยู่กับมันไม่ได้…อย่าหลงมันนะ !…นะบุญมี มีบุญมา นะสัมมา สัมมามี ถึงวิมุติเลย !”

25. หลวงปู่คำแสน

วัดป่าดอนมูล
อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่
“การเจ็บป่วยของเรา…ไม่สามารถหยุดการภาวนาไปได้เลยนอกเสียจากความตายเท่านั้น…ลมหมด ก็หมดเรื่อง ไม่ภาวนา…แม้ไม่จบ หรือจบสุด แต่ความดี จะทำไป ไม่หวังอะไรเลย”

26. หลวงพ่อโอภาสี

(พระมหาชวน มลิพันธ์)
เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร
“ฉันน้อยทำความเพียรมาก ขัดเกลากิเลสออกจากจิตใจ ไม่คำนึงถึงลาภสักการะยศฐาบรรดาศักดิ์ …ขอกำจัดพญามาร และเสนามารน้อยใหญ่ ที่คอยมารบเร้าจิตใจ ให้ราบคาบสิ้นไปเท่านั้น…!”

27. หลวงปู่กินรี จนฺทิโย

วัดกัณตศิลาวาส
ต.ฝั่งแดง อ.เมือง จ.นครพนม
“พุท-โธ อยู่ที่ไหน ?… ไม่ต้องไปมองที่อื่นอยู่ที่ใจเรานี่เอง…”
“พุท-โธ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน… ตื่น,รู้ เบิกบานในใจเมื่อไร…เมื่อนั้น จิตใจก็งดงาม !”
“งาม..แปลว่า ดีถ้ามันดีแล้ว มันก็เกิดความพอ…ถ้ามันพอแล้วก็ดี ให้พากันเข้าใจอย่างนี้ ในความดีงามให้มันบริสุทธิ์จริง ๆ เพราะนั่นเป็นทางมนุษย์ สวรรค์ และพระนิพพาน”

28. ครูบาอินทจักรรักษา

(พระสุธรรมยานเถร)
วัดวนาราม (วัดน้ำบ่อหลวง)
ต.สันกลาง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่
“พระพุทธเจ้าสอนไว้แจ่มแจ้ง…กินน้อย นอนน้อย ปฏิบัติมาก เป็นความจริง…เพราะบางวันมีข้าว ๒ ก้อน เอาเกลือเหน็บก็กิน โอ…มีรสชาติดี…นั่งสมาธิก็ไม่ง่วง เดินจงกรมก็ไม่เมื่อย…กินน้อย นอนเพียงชั่วโมง…สองชั่วโมงก็ตื่น…เร่งภาวนาต่อไปอีก…”
“จงรักษาจิตอย่างเดียว อะไร ๆ ก็ดีหมด”

29. หลวงปู่โทน กันตสีโล

(พระครูพิศาลสังฆกิจ)
วัดบูรพา
ต.สะพือ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี
“…การปฏิบัติบูชานั้น ไม่มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับเลย ใครจะทำอย่างไรก็ได้ไม่ว่า…แต่ถ้าจะให้ดี ก็ต้องอย่าให้ผิดไปกว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า และสามารถจะนำตนเองเข้าหมู่คณะได้…นั่นสำคัญกว่า!… เออ…ใครจะชอบปฏิบัติอย่างไรก็ดี จะอยู่วัดก็ได้ จะอยู่ป่าดงก็เยี่ยม ขอให้ปฏิบัติตามหลักศีล-สมาธิ-ปัญญา…ภาวนา พุท-โธ หรืออะไรก็ได้ ในแน่วแน่ มีสติรู้พร้อม ใช้ได้หมดเลย”

30. หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ

วัดราษฎรสงเคราะห์
บ้านหนองแซง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
“การปฏิบัติมี สติ ตัวเดียวเท่านี้… มันจะแจ้งหมดโลก”
“ผีมันนอนดูเราทำบาป…เราฆ่าหมูฆ่าไก่ให้มันกิน สังเวยมัน มันไม่มีบาปเพราะมันไม่ใช่คนทำ…เราเองเป็นคนฆ่า บาปกรรมก็ตกอยู่ที่เรา!”

vacharaphol
28-11-2005, 04:47 AM
31. หลวงปู่พระพุทธบาทตากผ้า

(พระสุพรหมยานเถร)
วัดพระพุทธบาทตากผ้า ต.มะกอก อ.ป่าซาง จ.ลำพูน
“คนเราเกิดมา มีร่างกายเป็นที่อยู่อาศัย อุปมาเป็นบ้านที่กำลังไหม้ไฟ เพราะการเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นเหตุ บัดนี้ไฟกำลังไหม้บ้านเรือนเราอยู่เสมอ ๆ ตลอดเวลา…ผู้มีสติ ผู้มีปัญญา นำสมบัติอันมีค่าค่อย ๆ ขนออกจากบ้านที่กำลังไหม้ไฟอยู่นี้…สมบัติอันมีค่านั้น ก็คือ การกระทำคุณงามความดี สร้างบุญกุศล… ความดีที่ทำลงไปแล้วอย่างไร ๆ ก็ไม่มีวันสูญหาย…จงจำใสใจไว้ ไม่มีสิ่งใดที่ไหนที่จะนำทางชีวิตของเราให้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ได้ มีแต่บุญกุศลเท่านั้น
พวกเราทุกคน เมื่อจะรักการภาวนาธรรม ก็ต้องดูเยี่ยงอย่างของพระพุทธเจ้านี้เป็นแนวทางให้น้อมไว้เป็นสรณะ …สมัยการเดินทางธุดงค์กรรมฐานของอาตมา ต้องสละทุกสิ่งทุกอย่างแม้ชีวิตเลือดเนื้อต้องสละหมดสิ้น ไม่เห็นกังวล ถ้าจะตาย ก็ต้องให้ตายไป…พวกเราเชื่อในการทำความดี เมื่อถึงคราวตาย ก็ถวายหมดสิ้นแล้ว อย่างไม่มีความสงสัยเลย…
การปฏิบัติธรรม… ต้องอาศัยปัญญาภายใน เป็นดวงธรรมอันสว่างไสวนี้ จึงจะรู้แจ้งในธรรมนั้น ๆ …จงรีบขวนขวายพยายามอย่าประมาททอดทิ้งเป็นอันขาด…”
32. หลวงปู่บุดดา ถาวโร

วัดกลางชูศรีเจริญสุข
อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี
“ขันธ์ ๕ ของกิเลสมันเกิดเป็นทุกข์ ตายเป็นทุกข์อยู่แล้ว เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้ว…คนไทยนี่อะไร ๆ ไม่เสียดายหรอก ในโลกนี้ให้หมดนะอามิสน่ะ ! …แต่…แต่มีข้อแม้ว่า… “ผัวดิฉันนะ!!…ใครแตะไม่ได้นะ เอาตายเชียวนะ !!” …จะไปนิพพานจะเอาผัวไปด้วย…ปัดโธ่ !… เขาไปนิพพานเอาผัวเมียไปที่ไหนกัน เขาเอาธรรมะไปต่างหากล่ะ !”
“คนมันเขียนท้ายรถยนต์…ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป !…ไอ้นั่นนะมันไม่รู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มันเอาข้อวัตรของมันมาเอากิเลสอวด…โอโธ่ ! พระพุทธเจ้าไม่ได้พูดอย่างนั้น…!”

33. หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

วัดป่าอุดมสมพร
อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
“ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ ผู้ที่เห็นทุกข์เท่านั้น จึงขวนขวายหาหนทางพ้นทุกข์ เมื่อเห็นทุกข์แล้ว จงเร่งความเพียรภาวนาเรื่อยไปเพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเอง

ให้เชื่อเรื่องบุญ เรื่องบาป ว่าเป็นของมีจริง โดยมากคนมักไม่ค่อยเชื่อศาสนา ศาสนาก็คือคำสอน สอนให้ละชั่ว ทำความดี เพื่อขจัดทุกข์ให้ประสบความสุข ถ้าผลบุญ ผลบาปไม่มีจริงแล้ว จะมีคนร่ำรวยมียศถาบรรดาศักดิ์ และมีคนทุกข์ยากกระจอกงอกง่อย ขี้ทูดกุดถัง ได้อย่างไร ของมันเห็น ๆ กันอยู่ แต่ไม่รู้จักพิจารณาก็ย่อมไม่เข้าใจ
ให้เข้าใจว่า ที่มีศาสนา ที่มีผู้สอนให้ ก็เพื่อประโยชน์ของผู้ศรัทธาปฏิบัติตาม จะได้พ้นทุกข์พ้นยาก แต่ถ้าไม่เชื่อก็แล้วแต่ ให้รู้จักภาวนา ”พุทโธ” ทำดวงจิตให้ผ่องใส จะได้เป็นที่พึ่งของเราที่แน่นอน
ให้ทราบว่าโลกนี้ไม่มีแก่นสารอันใด เกิดมาแล้วก็ตาย เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง ที่จะเอาได้ก็เป็นเรื่องของดวงจิตเท่านั้น ฉะนั้น จึงให้รู้จักทำจิตใจคลายความชั่ว ความเศร้าหมอง ทำจิตใจให้เป็นบุญเป็นกุศลเป็นจิตใจที่สงบผ่องใสเป็นสมาธิ ให้รู้จักใช้ปัญญา พิจารณารูปนามให้เห็นตามความเป็นจริงของสังขาร จนสามารถละวางตัณหาอุปาทานทั้งหลายได้”
34. หลวงปู่อ่อน จักกธัมโม

(พระราชธรรมานุวัตร)
วัดป่าประชานิยม
ต.ในเมือง อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์
“การเรียนรู้เป็นการสะสม เรียนไม่สามารถจบสิ้นได้…แต่การปฏิบัติเป็นการเรียนที่สามารถจบกิจพ้นกิเลส พ้นทุกข์ได้…ให้ทุคนรักษาศีล ๕ ศีล ๘ อย่างเคร่งครัด พยายามให้สงบเท่านี้เป็นพอ ให้ทุกคนท่องบ่นอยู่เป็นประจำ จะได้พบกับความสุขความเจริญ อันตรายไม่เข้าใกล้ ไม่มีการก่อเวรทั้งหลายทั้งปวง”


35. หลวงปู่บุญมา ฐิตเปโม

วัดป่าสิริสาลวัน
บ้านโนนทัน อ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี
“รูป รส กลิ่น เสียง เหล่านี้ เราทั้งหลายจงพยายามมองดูให้ลึกซึ้งเข้าไปในต้นเหตุของมัน…เพราะสิ่งเหล่านี้ แม้ไม่มีรูปร่างหน้าตาแล้ว ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไปหลงนะ…ทำไมไม่ทำความรู้สึกเหมือนกับเราหายใจเอาลมเข้าไปบ้างล่ะ
ลมมันไม่มั่นหมายอะไรเลยนะ มันพัดไปมาของมันเท่านั้น ไม่มีกลิ่น ไม่มีรูป ไม่มีน้ำหนัก บางทีเรายุ่ง ๆ…ลืมเสียด้วยซ้ำไปว่าเราได้หายใจเอาลมเข้าไป…!
ลมนี่ก็เหมือนกัน ถ้ามันทรยศกับเรา มันเข้าแล้วไม่ยอมออก…มันออกแล้วไม่ยอมเข้าจะลำบากนะ…
…นี่แหละพระพุทธเจ้าของเราจึงสอนว่า…ควรกำหนดรู้ รู้กับอารมณ์ต่าง ๆ นั้นไม่ว่าอะไรมากระทบ เราควรกำหนดรู้ให้ชัด ให้มีสติ ให้มีสัมปชัญญะซี…
เกิดมามีจิตใจย่อมปฏิบัติได้เสมอภาคทุกคน อย่าไปติดสิ่งภายนอกเพียงอย่างเดียว จิตก็จะก้าวหน้าได้แน่นอน”
36. หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

(พระราชนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาวิศิษฎ์)
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
“ข้าศึกใด ๆ ในโลกนี้…ไม่มีอำนาจลึกลับร้ายกาจ แหลมคม เหมือนข้าศึกภายในใจเรา”
“ศีลห้า…เป็นรากฐานของการกระทำกรรมต่าง ๆ ไม่ว่ากรรมดีและกรรมชั่วกรรมดีต้องเว้นจากโทษห้าข้อนี้ ข้ออื่น ๆ เป็นเรื่องปลีกย่อยออกไปจากศีลห้าทั้งนั้น…เมื่อไม่มีศีลห้าข้อนี้กำกับอยู่กับใจแล้ว ความชั่วนอกนั้นทั้งหมดจะหลั่งเข้ามาครอบครองใจ ความดีทั้งปวงไม่สามารถจะทำให้เกิดขึ้นมาได้…ถึงทำให้เกิดมีขึ้นมาได้ ก็ไม่สามารถจะตั้งอยู่ได้นาน ไม่ต้องพูดถึงสมาธิ สมาบัติ ปัญญาหรอก…เครื่องกลั่นกรองของธรรม เพื่อให้ใสสะอาดจากโลกนั้นนอกเหนือไปจาก ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วไม่มี”
“ศาสนา…ตั้งต้นที่กายกับใจ เทวดา อินทร์ พรหม ไม่สามารถที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ เพราะเหตุว่ามันสุขเกินไป… เราเกิดมาเป็นมนุษย์นับว่าดีอักโขแล้ว ขอให้รักษามนุษยธรรมไว้ก็แล้วกัน ถ้ารักษาไว้ไม่ได้ มันจะเลวลงไปกว่ามนุษย์นี้อีก ไปเกิดเป็นสิงห์สาราสัตว์ แต่ละภพชาติมันนานแสนนาน…”
“ผู้ไม่เข้าใจในเหตุผลของความตาย เมื่อถึงความตายจึงเป็นทุกข์ เพราะอาลัยในความตายแต่ผู้ตายกลับสบายแฮ เพราะไม่ต้องตายอีก…คนที่ตายไปแล้วเท่านั้นเป็นผีที่น่าเกลียด !…?…แต่หาได้รู้ไม่ว่าตัวของเราก็เป็นผีสดศพหนึ่งดี ๆ นี่เอง นอกจากจะเป็นผีสดแล้ว ยังเป็นป่าช้าที่ฝังผีของสัตว์ต่าง ๆ มีหมู วัว เป็ด ไก่ เป็นต้น ซึ่งเราขนมาฝังอยู่ทุก ๆ วัน…คนที่ตายแล้ว เขาไม่ได้เป็นป่าช้าของสัตว์อื่นอีกต่อไปแล้ว…”

37. หลวงปู่อ่อนสี สุเมโธ

(พระครูสีลขันธ์สังวร)
วัดพระงามศรีมงคล ต.น้ำโมง อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย
“หลวงปู่มีความเห็นและจะเตือนลูกหลานว่า…เหตุของโลก มันมักจะเกิดขึ้นอยู่เสมอและบ่อย ๆ ผู้ปฏิบัติจะต้องมีสติ มีสมาธิให้แนบแน่นกับจิตใจตนเองเสมอ อย่าไปตื่นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานั้น โลกนี้นั้นหนาแน่นไปด้วยกิเลสความร้อนรน…ฉะนั้นถ้าโลกธรรมมันมีมาปรากฏก็จงพิจารณาด้วยสติปัญญาว่านั่น คือ…กิเลส-ตัณหา มันจะพาทุกข์มาให้เรานะ
อะไรก็ตามมันมากระทบ ก็จงพิจารณาความไม่เที่ยง อย่าว่าแต่อาการภายนอกหรือเหตุการณ์ภายนอกเลยที่มันไม่เที่ยงนั้น แม้แต่ตัวเราที่กำลังพูดอยู่นี้ ยังจะนั่งพูดกันอีกกี่นาน มันก็จะแสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนเสียแล้ว คือ…ตาย
ดังนั้น…พวกเราทุกคนที่นั่งอยู่นี่ จงเจริญภาวนาให้จิตใจสงบทำจิตให้วิเวก…ในความสงบของจิตนั้นแหละลูกหลานเอ๋ย…จะได้พบกับความเป็นจริงอย่างชัดเจนในธรรมะของพระพุทธเจ้า
บุคคลที่ไม่เห็น ก็เพราะจิตใจมันไม่มีคลื่นกระแทกกระทั้น จิตใจไม่อยู่คงที่ จิตมันขุ่นมัวเลยเสียผล… คนตาบอดตาใสมันจะเห็นอะไรชัดล่ะเขาลืมตาก็ลืมตาบ้าง เขาหลับตาก็หลับตาบ้าง มันไม่เกิดผลหรอกนะ จงจำไว้ให้ดี อย่าประมาทนะลูกหลานทุกคน…”
38. หลวงปู่คำดี ปภาโส

(พระครูญาณทัสสี)
วัดถ้ำผาปู่นิมิต ต.นาอ้อ อ.เมือง จ.เลย
“สำหรับผู้ปฏิบัติธรรม…มารที่เข้ามาผจญนั้นมีมาก ต้องระวังด้วยสติปัญญา จึงจะพ้นวิสัยได้…
อวิชชานี่สำคัญ มันค่อยส่งสมุนเข้าล่าล้อมเมืองไว้ทุกประตู ถ้าเราเผลอ (สติ) มันโจมตีทันที…พวกสมุนมารนี่ ชำนาญวิธีกองโจรที่สุด ว่องไวเฉียบพลัน ไม่มีการอืดอาด ไม่รอช้า…ถ้ามีโอกาสก็เข้าโจมตีล่าเมือง จับจิตใจของเราเป็นเชลย บงการให้เป็นไปตามใจชอบ ให้โลภหลงไปตามคำสั่งของมัน…
ทางเข้าออกของสมุนมาร คือ…ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ถ้าแม้เราอ่อนแอ เราสู้ไม่ได้ ชาตินี้เราก็หมดที่พักพิง…เพราะอวิชชาเป็นเหตุ”

39. พระอาจารย์จันทร์ เขมปัตโต

วัดจันทราราม อ.เมือง จ.หนองคาย
“การปฏิบัติทางจิต ถือเป็นเรื่องสำคัญ…การทำจิตให้สงบ ถือเป็นกำลังการพิจารณา…อริยสัจ ถือว่าเป็นการถูกต้อง…การปฏิบัติข้อวัตร มีการฉันหนเดียว เป็นทางพระอริยะ…ผู้คนเดินทางผิดย่อมไม่ถึงที่หมาย...คือ พระนิพพาน !”
…เพียงเท่านี้…ทำให้กิเลสทั้งปวงภายในจิตใจสะดุ้ง เลื่อนลั่นด้วยความหวาดหวั่น…หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้แสดงแก่ลูกศิษย์ทุกองค์ได้ยินกันนำมาพิจารณา…
เมื่อมาอยู่ใกล้ท่าน ความพากเพียรมีกำลังมากเหลือเกิน และได้รับการอบรมทุกวัน จนได้ถือเป็นนิสัยมาโดยตลอด…
40. หลวงปู่ชอบ ฐานฺสโม

วัดป่าสัมมานุสรณ์
บ้านโคกมน ต.ผาน้อย อ.วังสะพุง จ.เลย
“อวิชชามันพาให้เกิด…เมื่อถึงจะต้องตาย ก็ขอปลดอวิชชาไว้ข้างหลังให้เข้าป่าเข้าดงไป เราไม่ต้องการอีกต่อไป…ขอให้เชื่อจิเชื่อธรรมนั้นเถิด เป็นเอกในโลกทั้งสามนี้แน่นอน”

vacharaphol
28-11-2005, 04:48 AM
41. หลวงปู่หลุย จันทสาโร
วัดถ้ำผาบิ้ง ต.ทรายขาว อ.วังสะพุง จ.เลย
“อย่าส่งจิตออกไปข้างนอก ให้ดูอยู่ที่กาย…ให้รื้อค้นร่างกายนี้ให้ชัดแจ้ง…ให้รู้ว่าก็เพราะร่างกายมันมีอยู่ จึงทำให้เกิดทุกข์…ก็ร่างกายนี้แหละที่ทำลายความสงบสุข มันทำให้เกิดเป็นรังโรครังหนอนอย่างใหญ่หลวง ไม่เลือกละว่าร่างกายของใคร…ถ้าพิจารณามองให้เห็น ตัดให้ขาดจากร่างกายนี้จริง ๆ แล้ว จะพบกับความสงบสุขถาวรตลอดไป…
การเกิดเป็นคน…ต้องรู้จักหน้าที่ของตน เป็นคนมีความคิด หัดภาวนา..อย่านอนอย่างวัวอย่างควาย สัตว์ประเภทนั้นมันนอนอย่างเดียว ไม่ภาวนา…เราต้องไม่ประมาท…!
พวกที่เป็นพระสงฆ์องค์เณร…ก็ควรฝึกหัดทำภาวนา อย่าอยู่โดยเปล่าประโยชน์…กินข้าวปลาของชาวบ้านแล้ว อย่าขี้ทิ้งเปล่า…! …ข้าวเม็ด น้ำหยด ต้องทดแทนคุณของเขาให้ได้… ทำภาวนาให้ถึงที่สุด จะได้สงบกาย สงบวาจา สงบใจ ตามสติกำลังของตน ๆ…”
“ผู้ที่ไม่ได้ทำบุญไว้แต่ชาติก่อน ความสมหวังแห่งผู้นั้นไม่มี ย่อมคลาดแคล้วแห่งสมบัติหลายประการ ทำนาข้าวตาย ค้าขายขาดทุน หาคนค้ำจุนไม่ค่อยได้ คนนั้นป่วยไข้ไปหาหมอก็ขัดข้องรักษาไม่ได้ ให้ตกอับทุกหน้าที่ ตกลงคนนั้นต้องกอดเข่าเจ่าจุก เพราะไม่ได้ทำบุญไว้แต่ชาติปางก่อน ไม่ชวนให้คนอื่นเมตตา…
ที่พวกเราได้พากันเกิดมาในโลกนี้ ล้วนมีชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ และมรณะทุกข์ประจำชาติที่เกิดมา…เพราะฉะนั้น ขอคณะอุบาสก-อุบาสิกาทั้งหลาย จงพากันให้ทาน รักษาศีลบำเพ็ญภาวนา ให้เต็มไม้เต็มมือ เพื่อความสุขในอนาคตข้างหน้า เป็นอริยทรัพย์ที่ติดตามตนของเราไปได้…”




42. เจ้าคุณนรรัตนราชมานิต
(ธมฺมวิตกฺโก ภิกฺขุ)
วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร
“ไม่มีความสุขใด ๆ ในชีวิตฆราวาส ที่จะไม่มีความทุกข์ ที่แทรกซ้อนอยู่ในความสุขนั้น ๆ”
ทำอะไรไม่ผิดเลย ก็คือไม่ทำอะไรเลย
“DO NO WRONG IS DO NOTHING”
จงระลึกถึงคติพจน์ว่า “Do no wrong is do nothing” “ทำอะไรไม่ผิดเลยก็คือไม่ทำอะไรเลย!” ความผิดนี้แหละ เป็นครูอย่างดี ควรจะรู้สึกบุญคุณของตัวเองที่ทำอะไรผิดพลาด และควรสบายใจที่ได้พบกับอาจารย์ผู้วิเศษ คือความผิดจะได้ตรงกับคำว่า “เจ็บแล้วต้องจำ!” ตัวทำเอง ผิดเองนี่แหละ เป็นอาจารย์วิเศษ เป็น Good example ตัวอย่างที่ดี เพื่อจะได้จดจำไว้สังวรระวังไม่ให้ผิดต่อไป แล้วตั้งต้นใหม่ด้วยความไม่เลินเล่อเผลอประมาท อดีตที่ผิดไปแล้วก็ผ่านพ้นล่วงเลยไปแล้ว แต่อาจารย์ผู้วิเศษยังคงอยู่คอยกระซิบเตือนใจอยู่เสมอทุกขณะว่า “ระวัง!” อย่าประมาทนะ! อย่าให้ผิดพลาดเช่นนั้นอีกนะ !”
<DIR><DIR><DIR><DIR><DIR><DIR>ผิดหนึ่งพึงจดไว้ ในสมอง
<DIR><DIR><DIR><DIR><DIR><DIR>เร่งระวังผิดสอง ภายหน้า
สามผิดเร่งคิดตรอง จงหนัก เพื่อนเอย
ถึงสี่อีกทีห้า หกซ้ำอภัยไฉน !
</DIR></DIR></DIR></DIR></DIR></DIR></DIR></DIR></DIR></DIR></DIR></DIR>จงสังเกตพิจารณาดูให้ดีเถิด จะเห็นได้ว่านักค้นคว้าวิทยาศาสตร์ทางโลกก็ดี และท่านผู้วิเศษที่เป็นศาสดา อาจารย์ ในทางธรรมทั้งหลายก็ดี ล้วนแต่ผ่านพ้นอุปสรรคความผิดพลาดนับครั้งไม่ถ้วยมาแล้วด้วยกันทุกท่าน
43. ท่านพ่อลี ธมฺมธโร
(พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์)
วัดอโศการาม อ.เมือง จ.สมุทรปราการ
“คนที่กำลังจะตายนั้น…ถ้าจิตไปเกาะยึดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง วิญญาณที่ออกจากร่างไปก็วนเวียนไปเกาะอยู่กับสิ่งนั้น…เหมือนกับผลไม้ที่ห้อยอยู่กับกิ่งบนต้นของมันถ้ากิ่งมันเอนไปอยู่ตรงที่ที่ดี ผลของมันก็หล่นลงมางอกตรงที่ที่ดี ถ้ากิ่งมันเอนไปอยู่ตรงที่ที่ไม่ดี ผลที่หล่นลงมาก็จะงอกตรงที่ที่ไม่ดีนั้น …คนที่ไม่มีสมาธิ จิตใจมีนิวรณ์ความกังวล ห่วงลูก ห่วงหลาน ห่วงคนโน้นคนนี้ เวลาที่ตายวิญญาณก็ไปเกาะอยู่ที่ลูกที่หลาน บางคนกลับไปเกิดเป็นลูกของลูกตัวเองก็มี… บางคนที่พ่อแม่ทิ้งมรดกที่สวนไร่นาไว้ให้ ก็เป็นห่วงทรัพย์สมบัติของตน พอตายไปก็ไปเกิดเป็นสัตว์อยู่ในสวนในนาก็มี…บางคนก็ไปเกิดเป็นผีสางนางไม้เฝ้าทุ่งนาป่าเขาก็มี พวกนี้เป็นพวก สัมภเวสี คือ วิญญาณลอยไปเที่ยวหาที่เกาะ… ถ้าจิตของเราตั้งอยู่ในบุญกุศล เราก็จะมีสุคติเป็นที่ไป ถ้าจิตของเราตั้งอยู่ในบาป อกุศลวิญญาณของเราก็จะต้องไปสู่ทุคติ ไม่ได้ไปเกิดในโลกที่ดี…โลกที่ดีนั้น คือ โลกที่ไม่มีภัย เป็นโลกสวรรค์ที่มีแต่เทวบุตร เทวดา นางฟ้า ไม่มีความทุกข์ภัยใด ๆ ในโลกของเทวดานั้นมีแต่เกิดกับตาย…ไม่มีแก่ไม่มีเจ็บ…โลกมนุษย์มีทั้งเกิด แก่ เจ็บ ตาย…โลกนิพานไม่มีทั้งเกิด ไม่มีทั้งตาย…”
“ทุกคนต้องการความสุขไม่ต้องการความทุกข์…แต่อะไรเล่าเป็นความสุขที่แท้จริงของตัวเรา? คิดว่ากินนี่แหละ…ก็พยายามหามาให้มันกิน พอกินมากก็อึดอัด…คิดว่านอน…ก็นอนจนหลังแข็งไม่สบายอีก…คิดว่าเงินทองทรัพย์สมบัติ ก็ไปหามาใช้จนเต็มที่ ก็ยังไม่สุขอีก…แล้วอะไรเล่าที่เป็นความสุขแท้จริง ?
ความสุขที่แท้จริงนั้น…ย่อมเกิดจากบุญกุศล คือ ความสงบที่เกิดขึ้นในจิตใจพ้นจากทุกข์โทษความดิ้นรนไม่มีกระสับกระส่ายเดือดร้อนกระวนกระวาย…เพราะฉะนั้นจงพากันตั้งใจประกอบบุญกุศล เพื่อจะให้เป็นทางที่พ้นไปจากโลกนี้ นั่นแหละจะเป็นหนทางที่ถูกต้อง”
44. หลวงพ่อแพ เขมังกโร
(พระสุนทรธรรมภาณี)
วัดพิกุลทอง ต.ถอนสมอ อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี
“อาสวะกิเลส เปรียบเหมือนกับความมืดที่เราจมอยู่ มันเป็นการตัดหนทางดีของเราที่สำคัญที่สุด…เราจึงต้องมานั่งภาวนากำจัดมันเสียให้ได้โดยเด็ดขาด เมื่อนั้นจิตจึงจะผ่องแผ้วสว่างไสว แล้วจะเห็นแจ้งในธรรมทั้งปวง
ดังนั้น…เมื่อเรารู้หนทางบ้างแล้ว ก็ควรระงับกรรมเวร มิให้สืบต่อไปอีกเลย”
45. ท่านพุทธทาส อินทปัญโญ
(พระธรรมโกศาจารย์)
วัดธารน้ำไหล สวนโมกขพลาราม จ.สุราษฎร์ธานี
“การทำจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาด ปราศจากสิ่งเศร้าหมองนั้นหมายความว่าทำจิตให้เป็นอิสระจากสิ่งทั้งปวง…ถ้าจิตใจยังไม่เป็นอิสระจากอำนาจครอบงำของสิ่งทั้งปวง จะเป็นจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ไปไม่ได้เลย…คนเรามีแต่ความยึดมั่นถือมั่นกันอยู่ คล้ายกับว่าเป็นมรดกที่ตกทอดมาตั้งแต่ไม่รู้ว่าครั้งไหน…เราจะเห็นได้ว่า พอเกิดมาก็ได้รับการอบรมแวดล้อมโดยเจตนาบ้าง ไม่เจตนาบ้าง ให้เป็นไปแต่ในทางยึดมั่นว่าตัวตนว่าของตนทั้งนั้น…การอบรมให้รู้ถึงโทษของความยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ทำกันเลย
เมื่อเห็นโทษของความยึดมั่นถือมั่นเมื่อใด จิตก็จะคลายจากความยึดมั่นถือมั่นเมื่อนั้น…จิตที่ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน ว่าของตนเท่านั้น ที่จะมั่นคงเป็นสมาธิได้อย่างแท้จริงและสมบูรณ์”
46. พระอาจารย์มหาทองสุก สุจิตฺโต
(พระครูอุดมธรรมคุณ)
วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร
“ถ้าจะตาย ก็ขอตายในสมาธิ ขอถวายชีวิต”
“ผู้บวชเป็นพระครองผ้าเหลือง…ได้ชื่อว่า สมณศากยบุตร ต้องรักษาพระวินัยยิ่งกว่าชีวิต…พระภิกษุนั้น จะต้องปฏิบัติตามพระธรรมวินัย จึงจะเป็นพระที่ดี ถ้าล่วงพระวินัยแล้ว เป็นพระเลว !”
47. หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
(พระครูสันติวรญาณ)
วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
“อัตตาหิ อัตตโนนาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน” ตนทำบาปตนก็ได้รับทุกข์เอง ตนทำบุญก็ให้ความสุขแก่บุคคลผู้นั้น บุญ-บาป เป็นของเที่ยงแท้แน่นอน ใครทำบาป บาปย่อมให้ผล ใครทำบุญกุศล บุญกุศลย่อมตามให้ผล แต่ว่าบางอย่าง บางประการนั้น ไม่ทันกับใจกิเลสมนุษย์ ก็เลยเข้าใจว่าทำบุญก็ไม่เห็นผล แต่ว่าบาปนั้นไม่ทำก็เห็นผล…
“…ใครจะมาว่าเราก็เป็นเรื่องปากเขาว่า จิตเรามีหน้าที่ภาวนาไม่ต้องไปมัวว่าให้คนโน้นคนนี้ ติคนโน้น ชมคนนี้ได้ประโยชน์อะไร ภาวนาในใจดีกว่า สงบกาย สงบวาจา สงบจิต ให้มีสติอยู่ทุกเวลา ยืนให้มีสติ เดินให้มีสติ ทำอะไรให้มีสติ พูดอะไรให้มีสติ อย่าเพียงแต่ว่า พูดอะไรพูดได้ ก็พูดไปขาดสติ จิตใจเลื่อนลอย ฟุ้งซ่าน ไม่มีเวลาจบ ไม่มีเวลาสิ้น นั่นแหละชื่อว่าตัณหาดิ้นรนวุ่นวายไปตาม กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา จิตใจไม่สงบระงัง ไม่ตั้งมั่นเป็นสมาธิภาวนา เพราะหลงไหลไปตามอาการภายนอก จิตไม่หยุด จิตไม่อยู่ จิตไม่รู้ภายใน รู้ภายนอก รู้ไปทำไม รู้ภายใน รู้กาย รู้จิตของตัวเองดีกว่า”
หมายเหตุ - กามตัณหา หมายถึง ความอยากในกาม
- ภวตัณหา หมายถึง ความอยากเป็น อยากมี
- วิภวตัณหา หมายถึง ความไม่อยากเป็น ไม่อยากมี
48. หลวงปู่ซามา อาจุตฺโต
วัดป่าอัมพวัน อ.เมือง จ.เลย
“การปฏิบัติธรรมความดีบริสุทธิ์ เป็นกำไรของจิตใจเราจะได้หมดทุกข์เสียที”
“อาตมาเคยใช้กรรมครั้งหนึ่งเกือบตายมาแล้ว คือ รถไปคว่ำ…การไปให้รถคว่ำได้นี้มีพระอาจารย์หลายองค์ มีอาจารย์ท่อนเป็นต้น…ความสำคัญมั่นหมายไม่ได้อยู่กับตอนรถคว่ำนั่นหรอก เพราะเป็นเรื่องธรรมดาเชิงขบขันมากกว่า…แต่ความสำคัญในทางธรรมะนี้ซี ทำให้อาตมารู้ซึ้งถึงแก่นใจเลยทีเดียวจึงมาแนะนำญาติโยมว่า…ปฏิบัติไปเถิดธรรมสมาธินี้ เมื่อใครได้ปฏิบัติแล้ว แม้เมื่อถึงคราววิบัติธรรมะก็ช่วยได้ ธรรมะเป็นเกราะแก้วเกราะขวัญของพวกเราเป็นอย่างดียิ่ง เป็นอะไรล่ะ…เป็นพุทธรักษา ธรรมรักษา สังฆรักษา รักษาให้พ้นความตายได้จริง ๆ …ภูมิธรรมเกิดขึ้นมากในช่วงนั้น ขณะเจ็บอยู่นะ…อมตมารู้วิธีตอนที่เราจะตายควรไปฝากกับใคร…แล้วพวกโยมก็ควรปฏิบัติบ้างจึงจะรู้ชัดเจนนะ”
49. หลวงปู่ผาง
วัดอุดมคงคาคีรีเขต
อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น
“เป็นครูสอนคนอื่นก็ดีอยู่ หากสอนตัวเองด้วยก็จะดีมากขึ้น เราตรวจคะแนนให้คนอื่น ข้อนี้ถูกข้อนั้นผิด เราเคยตรวจดูตัวเองบ้างหรือเปล่า…วันเวลาผ่านไปตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน คะแนนฝ่ายดีกับคะแนนฝ่ายชั่วนั้น ข้างไหนมันมากน้อยกว่ากันกลับไปตรวจตัวเองเด้อ…
ศีลมีมากหลายข้อ ไม่ต้องรักษาหมดทุกข้อดอก…รักษาแต่ใจของเจ้าให้ดีอย่างเดียว กาย วาจา ก็จะดีไปด้วยกันนั่นแหละ”
50. หลวงพ่อกัสสปมุนี
วัดปิปผลิวนาราม ต.หนองบัว อ.บ้านค่าย จ.ระยอง
“การที่เราทำความดีใส่จิตใจแล้ว…ขอให้เชื่อเถิดว่า ความดีนั้นต้องสนองเราเสมอและจงเชื่อใจตนเอง ผู้ปฏิบัติไม่เชื่อตนเองว่าปฏิบัติอยู่ มันจะได้ความอะไร… เรารู้ตัวอยู่นี่ว่าเราทำความดีอะไรไว้หรือทำความชั่วอย่างไม่น่าให้อภัย อันนี้เข้าใจตนเองดีอยู่แล้วนี่
อาตมาออกเดินธุดงค์ในครั้งโน้นอาตมาก็เชื่อความดีที่มีศีลมีธรรม แม้จะบวชเข้ามาในสมัยชราแล้วก็ตามคือ พ.ศ. ๒๕๐๕ อาตมาก็เชื่อว่าเราต้องทำได้ ปฏิบัติได้แน่นอนอะไรจะมาขวางทางแห่งความดีงามเราไม่ได้…
อาตมาเคยไปผจญอยู่ในป่าในถ้ำมาหลาย ๆ แห่งเช่น… ภูกระดึง ฯลฯ พวกสัตว์ป่า เช่น เสือ งูพิษ…ที่พูดนี่ขอพูดเพื่อให้มีกำลังใจในการปฏิบัติธรรมะนะ…สัตว์พวกนี้มาอยู่กับอาตมาได้อย่างสบาย…นั่งภาวนาอย่างปกติไม่มีความระแวงต่อกัน เขาอยู่ของเขาเราก็อยู่ภาวนาของเราไป ทำอยู่อย่างนี้ทุกวันก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น นอกจากอาตมาเกิดสงสาร แผ่เมตตาให้เขาได้พ้นชาติกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อทำคุณงามความดีต่อไป…ทีนี้เรื่องวิญญาณ เรื่องนี้อาตมาได้รับรู้บ่อยครั้งเลยทีเดียว เราก็สอนเขาบ