vacharaphol
28-11-2005, 04:44 AM
พระมงคลรังษี หรือหลวงปู่ธรรมรังษี เป็นพระสงฆ์นักปฏิบัติวิปัสสนาเคร่งครัด และเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสุรินทร์ มีศิษยานุศิษย์อยู่ทุกภูมิภาค เป็นที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาของชาวสุรินทร์และคนไทยทั่วประเทศ นับเป็นพระสงฆ์อีกรูปหนึ่งที่เคยปฏิบัติธรรมอยู่ในประเทศกัมพูชานานหลายสิบปีก่อนที่จะเดินทางมาตั้งวัดพระพุทธบาทพระนมดิน ที่ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ จนถึงปัจจุบัน จึงมีชื่อเสียงในด้านเรื่องของเครื่องรางของขลัง
นามเดิม สุวัฒน์ ฉิง เกิดเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2460 ที่ตำบลเกีย อำเภอโมงฤษี จังหวัดพระตะบอง พระราชอาณาจักรกัมพูชา เมื่อปฐมวัย ได้ศึกษาจนจบการศึกษาภาคบังคับ (เทียบเท่าชั้น ป.4 ของไทย) เมื่ออายุได้ 14 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร 1 พรรษา แล้วลาสิกขาออกมาช่วยบิดา มารดา ทำงานจนอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์ จึงได้อุปสมบท ณ วัด เวฬุวนาราม ตำบลเกีย อำเภอโมงฤษี จังหวัดพระตะบอง เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2481
หลวงปู่เป็นพระที่มีใจใฝ่ปฏิบัติสมาธิภาวนา และกรรมฐานได้ ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานควบคู่กับการศึกษาพระเวทวิทยาคมจากพระอาจารย์หลายรูปในประเทศกัมพูชา พร้อมทั้งเดินทางเข้ามาศึกษาภาษาไทย ณ วัดมหาธาตุ กรุงเทพมหานคร จนสามารถอ่าน เขียน พูดภาษาไทยได้เป็นอย่างดี ท่านเคยได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอโมงฤษี มีสมณศักดิ์เป็น พระครูธรรมรังษี ก่อนที่จะเดินทางมาพำนักอยู่ในประเทศไทย
เมื่อปี พ.ศ.2517 ประเทศกัมพูชาเกิดสงครามสู้รบกันอย่างรุนแรง หลวงปู่ได้ตัดสินใจเดินทาง เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเดินทางจากอรัญประเทศเข้ามายังกรุงเทพมหานคร ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดเพลงวิปัสปัสนาในปี 2518 เป็นเวลา 1 พรรษา เพื่อฝึกฝน
วิปัสปัสนากรรมฐานแต่เนื่องจากการอยู่ในเมืองไม่ถูกกับจริตของท่านซึ่งต้องการความเงียบสงบ จึงได้เดินทางมาจำพรรษาที่วัดป่าขี้เหล็ก อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ จนถึงปี 2524 ได้เดินทางไปจำพรรษาที่บ้านโนนสูง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์
ในปี 2526 หลวงปู่ได้เดินทางผ่านมาที่อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ได้ปักกลดที่ป่าเขาพนมดิน ชาวบ้านแถบนี้มาพบเข้าจึงได้นิมนต์ท่านให้พำนักอยู่ ณ บริเวณที่ตั้งวัดป่าพนมดินในปัจจุบัน ท่านได้ตัดสินใจอยู่พัฒนาบุกเบิกเป็นสำนักวิปัสสนากรรมฐาน สร้างศาลาการเปรียญ เสนาสนะและสิ่งก่อสร้างต่างๆ เพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมจนเจริญรุ่งเรือง ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
หลวงปู่ธรรมรังษี นับเป็นพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงทางด้านวิปัสสนากรรมฐานอีกรูปหนึ่ง เป็นพระนักพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง เริ่มตั้งแต่ก่อสร้างสำนักสงฆ์จนได้รับอนุญาตให้จัดตั้งเป็นวัดพระพุทธบาทพนมดิน และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2541 ท่านได้ปรับปรุงก่อสร้างกุฏิสงฆ์ หอสวดมนต์ พระอุโบสถ รั้วคอนกรีตรอบวัด ประตูวัด บูรณะปฏิสังขรณ์อาคารอื่นๆทั้งของวัดและของส่วนราชการต่าง ๆ อีกมากมาย บริเวณวัดสะอาด เป็นระเบียบ แลดูร่มรื่นและสวยงาม
หลวงปู่เป็นพระที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรม ให้ความเมตตาแก่คนทุกชั้นไม่ว่าจะเป็นคนรวยคนจน ต่ำหรือสูงศักดิ์ก็ตามท่านจะปฏิบัติอย่างเสมอกันหมด สมกับเป็นพระฝ่ายวิปัสสนาธุระ เป็นตัวอย่างที่ดีของพระสงฆ์ สามเณรและพุทธบริษัททั่วไป มีใบหน้าอิ่มเอิบด้วยบุญบารมี ท่านได้ปวารณาตัวว่า จะขอบำเพ็ญตนเผยแพร่พระพุทธศาสนาอยู่ในเมืองไทยจนกว่าจะสิ้นอายุขัย
นามเดิม สุวัฒน์ ฉิง เกิดเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2460 ที่ตำบลเกีย อำเภอโมงฤษี จังหวัดพระตะบอง พระราชอาณาจักรกัมพูชา เมื่อปฐมวัย ได้ศึกษาจนจบการศึกษาภาคบังคับ (เทียบเท่าชั้น ป.4 ของไทย) เมื่ออายุได้ 14 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร 1 พรรษา แล้วลาสิกขาออกมาช่วยบิดา มารดา ทำงานจนอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์ จึงได้อุปสมบท ณ วัด เวฬุวนาราม ตำบลเกีย อำเภอโมงฤษี จังหวัดพระตะบอง เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2481
หลวงปู่เป็นพระที่มีใจใฝ่ปฏิบัติสมาธิภาวนา และกรรมฐานได้ ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานควบคู่กับการศึกษาพระเวทวิทยาคมจากพระอาจารย์หลายรูปในประเทศกัมพูชา พร้อมทั้งเดินทางเข้ามาศึกษาภาษาไทย ณ วัดมหาธาตุ กรุงเทพมหานคร จนสามารถอ่าน เขียน พูดภาษาไทยได้เป็นอย่างดี ท่านเคยได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอโมงฤษี มีสมณศักดิ์เป็น พระครูธรรมรังษี ก่อนที่จะเดินทางมาพำนักอยู่ในประเทศไทย
เมื่อปี พ.ศ.2517 ประเทศกัมพูชาเกิดสงครามสู้รบกันอย่างรุนแรง หลวงปู่ได้ตัดสินใจเดินทาง เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเดินทางจากอรัญประเทศเข้ามายังกรุงเทพมหานคร ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดเพลงวิปัสปัสนาในปี 2518 เป็นเวลา 1 พรรษา เพื่อฝึกฝน
วิปัสปัสนากรรมฐานแต่เนื่องจากการอยู่ในเมืองไม่ถูกกับจริตของท่านซึ่งต้องการความเงียบสงบ จึงได้เดินทางมาจำพรรษาที่วัดป่าขี้เหล็ก อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ จนถึงปี 2524 ได้เดินทางไปจำพรรษาที่บ้านโนนสูง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์
ในปี 2526 หลวงปู่ได้เดินทางผ่านมาที่อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ได้ปักกลดที่ป่าเขาพนมดิน ชาวบ้านแถบนี้มาพบเข้าจึงได้นิมนต์ท่านให้พำนักอยู่ ณ บริเวณที่ตั้งวัดป่าพนมดินในปัจจุบัน ท่านได้ตัดสินใจอยู่พัฒนาบุกเบิกเป็นสำนักวิปัสสนากรรมฐาน สร้างศาลาการเปรียญ เสนาสนะและสิ่งก่อสร้างต่างๆ เพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมจนเจริญรุ่งเรือง ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
หลวงปู่ธรรมรังษี นับเป็นพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงทางด้านวิปัสสนากรรมฐานอีกรูปหนึ่ง เป็นพระนักพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง เริ่มตั้งแต่ก่อสร้างสำนักสงฆ์จนได้รับอนุญาตให้จัดตั้งเป็นวัดพระพุทธบาทพนมดิน และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2541 ท่านได้ปรับปรุงก่อสร้างกุฏิสงฆ์ หอสวดมนต์ พระอุโบสถ รั้วคอนกรีตรอบวัด ประตูวัด บูรณะปฏิสังขรณ์อาคารอื่นๆทั้งของวัดและของส่วนราชการต่าง ๆ อีกมากมาย บริเวณวัดสะอาด เป็นระเบียบ แลดูร่มรื่นและสวยงาม
หลวงปู่เป็นพระที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรม ให้ความเมตตาแก่คนทุกชั้นไม่ว่าจะเป็นคนรวยคนจน ต่ำหรือสูงศักดิ์ก็ตามท่านจะปฏิบัติอย่างเสมอกันหมด สมกับเป็นพระฝ่ายวิปัสสนาธุระ เป็นตัวอย่างที่ดีของพระสงฆ์ สามเณรและพุทธบริษัททั่วไป มีใบหน้าอิ่มเอิบด้วยบุญบารมี ท่านได้ปวารณาตัวว่า จะขอบำเพ็ญตนเผยแพร่พระพุทธศาสนาอยู่ในเมืองไทยจนกว่าจะสิ้นอายุขัย