Kob
27-11-2005, 11:06 AM
พระอภิธรรมสังคิณีมาติกา บท ๗ วิปากา ธัมมา
ณ บัดนี้จะได้แก้ไขติกมาติกาบทที่ ๗ ตามลำดับสืบไป โดยนัยพระบาลีว่า วิปากา ธัมมา แปลว่า ธรรมทั้งหลายอันสุขต่างๆ กัน คือกรรมวิบากที่เป็นส่วนบุญนั้นเรียกว่ากุศลวิบาก กรรมวิบากที่เป็นส่วนบาปนั้นเรียกว่าอกุศลวิบากหนึ่ง ยังมีขันธวิบากหนึ่ง และปัญญาวิบากหนึ่ง กรรมวิบากนั้นเป็นสองประการ คือ อกุศลวิบาก ได้แก่ผลทุจริต ๓ ทุจริต ๓ นั้นคือกายทุจริต๑ วจีทุจริต ๑ มโนทุจริต ๑ ทุจริตทั้ง ๓ เหล่านี้เป็นฝ่ายอกุศลวิบาก กุศลวิบาก ได้แก่ผลสุจริต ๓ คือ กายสุจริต ๑ วจีสุจริต ๑ มโนสุจริต ๑ สุจริตทั้ง ๓ เหล่านี้เป็นฝ่ายกุศลวิบาก เมื่อเสวยแล้วก็มีผลต่างๆ กัน ทุจริตทั้ง ๓ นั้นได้แก่ สัตว์ได้เสวยทุกข์ยากลำบากต่างๆ หลายอย่างหลายประการ เป็นต้นว่าให้โรคาพยาธิเบียดเบียนมาก แลให้เป็นคนยากจนเข็ญใจไร้ทรัพย์อับปัญญา และยังสัตว์ให้ตกไปในอบายภูมิทั้ง ๔ ฉะนี้ ชื่อว่า อกุศลวิบากทั้ง ๔ กรรมที่ ๒ คือสุจริตทั้ง ๓ นั้นได้แก่สัตว์ได้เสวยความสุขสนุกสบายต่างๆ หลายอย่างหลายประการ เป็นต้นว่าให้ปราศจากโรคาพยาธิ และให้ทรัพย์สมบัติมากสมบูรณ์บริบูรณ์ และยังสัตว์ให้เสวยสมบัติในฉกามาพจรสวรรค์เป็นต้น ฉะนี้ชื่อว่ากุศลวิบาก ขันธวิบากนั้นคือยังร่างกายสัตว์ให้โทษถอยน้อยกำลังไป แลให้ฟันหัก ผมหงอก เนื้อหนังเหี่ยวแห้ง หูตึง ตามืดไป ทั้งสรีระกายนั้นไซรืก็คดค้อมน้อมไปในเบื้องหน้า ให้ทรมาทรกรรมด้วยโรคาพยาธิต่างๆ ฉะนี้ชื่อว่า ขันธวิบาก ปัญญาวิบากนั้น คือยังสัตว์ให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์และใช้ประโยชน์ทั้งปวงได้และให้มีปัญญาสามารถรู้จักสรรพเญยยธรรมที่เป็นโลกีย์และโลกุตรได้ ฉะนี้ชื่อว่า ปัญญาวิบาก พระสกวาทีได้ฟังชอบใจ จึงขอบุคคลต่อเป็นนิทัศนนัยอีก ๘ คน ว่าอกุศลวิบากนั้นจะได้แก่ บุคคลผู้ใด กุศลวิบากจะได้แก่บุคคลผู้ใด ขันธวิบากจะได้แก่บุคคลผู้ใด ปัญญาวิบากจะได้แก่บุคคลผู้ใด พระปรวาทีจึงตอบว่าอกุศลวิบากนั้นก็ได้แก่ อุบาสกที่ถูกตัดคอนั้นเอง กุศลวิบากก็ได้แก่ ท้าวมหาชมพูบดีนั้นเอง ขันธวิบากนั้นก็ได้แก่พระปูติกติสสเถระนั้นเอง ปัญญาวิบากนั้นก็ได้แก่ พระจุฬบันถกนั้นเอง แก้ไขมาในติกมาติกาบทที่ ๗ ก็ยุติแต่เพียงนี้
ณ บัดนี้จะได้แก้ไขติกมาติกาบทที่ ๗ ตามลำดับสืบไป โดยนัยพระบาลีว่า วิปากา ธัมมา แปลว่า ธรรมทั้งหลายอันสุขต่างๆ กัน คือกรรมวิบากที่เป็นส่วนบุญนั้นเรียกว่ากุศลวิบาก กรรมวิบากที่เป็นส่วนบาปนั้นเรียกว่าอกุศลวิบากหนึ่ง ยังมีขันธวิบากหนึ่ง และปัญญาวิบากหนึ่ง กรรมวิบากนั้นเป็นสองประการ คือ อกุศลวิบาก ได้แก่ผลทุจริต ๓ ทุจริต ๓ นั้นคือกายทุจริต๑ วจีทุจริต ๑ มโนทุจริต ๑ ทุจริตทั้ง ๓ เหล่านี้เป็นฝ่ายอกุศลวิบาก กุศลวิบาก ได้แก่ผลสุจริต ๓ คือ กายสุจริต ๑ วจีสุจริต ๑ มโนสุจริต ๑ สุจริตทั้ง ๓ เหล่านี้เป็นฝ่ายกุศลวิบาก เมื่อเสวยแล้วก็มีผลต่างๆ กัน ทุจริตทั้ง ๓ นั้นได้แก่ สัตว์ได้เสวยทุกข์ยากลำบากต่างๆ หลายอย่างหลายประการ เป็นต้นว่าให้โรคาพยาธิเบียดเบียนมาก แลให้เป็นคนยากจนเข็ญใจไร้ทรัพย์อับปัญญา และยังสัตว์ให้ตกไปในอบายภูมิทั้ง ๔ ฉะนี้ ชื่อว่า อกุศลวิบากทั้ง ๔ กรรมที่ ๒ คือสุจริตทั้ง ๓ นั้นได้แก่สัตว์ได้เสวยความสุขสนุกสบายต่างๆ หลายอย่างหลายประการ เป็นต้นว่าให้ปราศจากโรคาพยาธิ และให้ทรัพย์สมบัติมากสมบูรณ์บริบูรณ์ และยังสัตว์ให้เสวยสมบัติในฉกามาพจรสวรรค์เป็นต้น ฉะนี้ชื่อว่ากุศลวิบาก ขันธวิบากนั้นคือยังร่างกายสัตว์ให้โทษถอยน้อยกำลังไป แลให้ฟันหัก ผมหงอก เนื้อหนังเหี่ยวแห้ง หูตึง ตามืดไป ทั้งสรีระกายนั้นไซรืก็คดค้อมน้อมไปในเบื้องหน้า ให้ทรมาทรกรรมด้วยโรคาพยาธิต่างๆ ฉะนี้ชื่อว่า ขันธวิบาก ปัญญาวิบากนั้น คือยังสัตว์ให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์และใช้ประโยชน์ทั้งปวงได้และให้มีปัญญาสามารถรู้จักสรรพเญยยธรรมที่เป็นโลกีย์และโลกุตรได้ ฉะนี้ชื่อว่า ปัญญาวิบาก พระสกวาทีได้ฟังชอบใจ จึงขอบุคคลต่อเป็นนิทัศนนัยอีก ๘ คน ว่าอกุศลวิบากนั้นจะได้แก่ บุคคลผู้ใด กุศลวิบากจะได้แก่บุคคลผู้ใด ขันธวิบากจะได้แก่บุคคลผู้ใด ปัญญาวิบากจะได้แก่บุคคลผู้ใด พระปรวาทีจึงตอบว่าอกุศลวิบากนั้นก็ได้แก่ อุบาสกที่ถูกตัดคอนั้นเอง กุศลวิบากก็ได้แก่ ท้าวมหาชมพูบดีนั้นเอง ขันธวิบากนั้นก็ได้แก่พระปูติกติสสเถระนั้นเอง ปัญญาวิบากนั้นก็ได้แก่ พระจุฬบันถกนั้นเอง แก้ไขมาในติกมาติกาบทที่ ๗ ก็ยุติแต่เพียงนี้