ผ่อนคลาย
25-11-2005, 10:13 AM
ว่าด้วยเรื่องตน
[๒๒] ๑. ถ้าบุคคลทราบตนว่าเป็นที่รัก พึงรักษาตนนั้นให้เป็นอันรักษาด้วยดีบัณฑิตพึงประคับประคอง(ตน)ตลอดยามทั้งสาม ยามใดยามหนึ่ง.
๒. บัณฑิตพึงตั้งตนนั่นแล ในคุณอันสมควรก่อนพึงสั่งสอนผู้อื่นในภายหลังจะไม่พึงเศร้าหมอง.
๓. ถ้าผู้อื่นพร่ำสอนผู้อื่นอยู่ฉันใด พึงทำตามฉันนั้น บุคคลผู้มีตนฝึกดีแล้วหนอ (จึง) ควรฝึก(ผู้อื่น) เพราะว่าได้ยินว่า ตนฝึกฝนได้โดยยาก.
๔. ตนแลเป็นที่พึ่งของตน บุคคลอื่นใครเล่าพึงเป็นที่พึ่งได้ เพราะบุคคลมีตนฝึกฝนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่บุคคลได้โดยยาก.
๕. บาปอันตนทำไว้เอง เกิดในตน มีตนเป็นแดนเกิด ย่อมย่ำยีบุคคลผู้มีปัญญาทราม ดุจเพชรย่ำยีแก้วมณี อันเกิดแต่หินฉะนั้น.
๖. ความเป็นผู้ทุศีลล่วงส่วน รวบรัด (อัตภาพ)ของบุคคลใด ดุจเถาย่านทรายรัดรึงต้นสาละฉะนั้นบุคคลนั้น ย่อมทำตนอย่างเดียวกันกับที่โจรหัวโจกปรารถนาทำให้ตนฉะนั้น.
๗. กรรมอันไม่ดี และไม่เป็นประโยชน์แก่ตนคนทำง่าย กรรมใดแลเป็นประโยชน์แก่ตน และดี กรรมนั้นแลทำยากอย่างยิ่ง.
๘. บุคคลใดปัญญาโฉด อาศัยทิฏฐิอันชั่วช้าคัดค้านคำสั่งสอนของพระอริยบุคคลผู้อรหันต์ มีปกติเป็นอยู่โดยธรรม บุคคลนั้นย่อมเกิดมาเพื่อมาฆ่าตนเหมือนขุยแห่งไม้ไผ่.
๙. บาปอันผู้ใดทำแล้วด้วยตนเอง ผู้นั้นย่อมเศร้าหมองด้วยตน บาปอันผู้ใดไม่ทำด้วยตน ผู้นั้นย่อมบริสุทธิ์ด้วยตนเอง ความบริสุทธิ์ไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตน คนอื่นทำคนอื่นให้บริสุทธิ์ไม่ได้.
๑๐. บุคคลไม่พึงยังประโยชน์ของตนให้เสื่อมเสียเพราะประโยชน์ของคนอื่นแม้มาก รู้จักประโยชน์ของตนแล้ว พึงเป็นผู้ขวนขวายในประโยชน์ของตน.
จบอัตตวรรคที่ ๑๒
ที่มา
http://202.57.162.77/tripitaka/default.php?cat=4200043 (http://202.57.162.77/tripitaka/default.php?cat=4200043)
[๒๒] ๑. ถ้าบุคคลทราบตนว่าเป็นที่รัก พึงรักษาตนนั้นให้เป็นอันรักษาด้วยดีบัณฑิตพึงประคับประคอง(ตน)ตลอดยามทั้งสาม ยามใดยามหนึ่ง.
๒. บัณฑิตพึงตั้งตนนั่นแล ในคุณอันสมควรก่อนพึงสั่งสอนผู้อื่นในภายหลังจะไม่พึงเศร้าหมอง.
๓. ถ้าผู้อื่นพร่ำสอนผู้อื่นอยู่ฉันใด พึงทำตามฉันนั้น บุคคลผู้มีตนฝึกดีแล้วหนอ (จึง) ควรฝึก(ผู้อื่น) เพราะว่าได้ยินว่า ตนฝึกฝนได้โดยยาก.
๔. ตนแลเป็นที่พึ่งของตน บุคคลอื่นใครเล่าพึงเป็นที่พึ่งได้ เพราะบุคคลมีตนฝึกฝนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่บุคคลได้โดยยาก.
๕. บาปอันตนทำไว้เอง เกิดในตน มีตนเป็นแดนเกิด ย่อมย่ำยีบุคคลผู้มีปัญญาทราม ดุจเพชรย่ำยีแก้วมณี อันเกิดแต่หินฉะนั้น.
๖. ความเป็นผู้ทุศีลล่วงส่วน รวบรัด (อัตภาพ)ของบุคคลใด ดุจเถาย่านทรายรัดรึงต้นสาละฉะนั้นบุคคลนั้น ย่อมทำตนอย่างเดียวกันกับที่โจรหัวโจกปรารถนาทำให้ตนฉะนั้น.
๗. กรรมอันไม่ดี และไม่เป็นประโยชน์แก่ตนคนทำง่าย กรรมใดแลเป็นประโยชน์แก่ตน และดี กรรมนั้นแลทำยากอย่างยิ่ง.
๘. บุคคลใดปัญญาโฉด อาศัยทิฏฐิอันชั่วช้าคัดค้านคำสั่งสอนของพระอริยบุคคลผู้อรหันต์ มีปกติเป็นอยู่โดยธรรม บุคคลนั้นย่อมเกิดมาเพื่อมาฆ่าตนเหมือนขุยแห่งไม้ไผ่.
๙. บาปอันผู้ใดทำแล้วด้วยตนเอง ผู้นั้นย่อมเศร้าหมองด้วยตน บาปอันผู้ใดไม่ทำด้วยตน ผู้นั้นย่อมบริสุทธิ์ด้วยตนเอง ความบริสุทธิ์ไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตน คนอื่นทำคนอื่นให้บริสุทธิ์ไม่ได้.
๑๐. บุคคลไม่พึงยังประโยชน์ของตนให้เสื่อมเสียเพราะประโยชน์ของคนอื่นแม้มาก รู้จักประโยชน์ของตนแล้ว พึงเป็นผู้ขวนขวายในประโยชน์ของตน.
จบอัตตวรรคที่ ๑๒
ที่มา
http://202.57.162.77/tripitaka/default.php?cat=4200043 (http://202.57.162.77/tripitaka/default.php?cat=4200043)