PDA

View Full Version : *-*คนดีมียางอาย*-*


@^น้ำใส^@
22-11-2005, 10:57 PM
คนดีมียางอาย

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 ตุลาคม 2548 11:34 น.



สิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเกิดในแห่งหนใดในโลกนี้ ล้วนเป็นพระประสงค์ ของอัลลอฮ์เพียงผู้เดียว” โต๊ะบิล้าล คอเต็บกล่าวด้วย เสียงอันสั่นเครือในการทำละหมาดวันศุกร์ที่ ๒๓ กันยายน ๔๘ ณ มัสยิดของหมู่บ้านตันหยงลิมอ พร้อมทั้งยกถึงวจ นะของอัลลอฮ์จากคัมภีร์อัลกุรอาน ในโองการที่ ๒๒ บท อัล หะดีด ความว่า “ไม่มีความ ยากลำบาก หรือภัยพิบัติครั้งใด ที่เกิดขึ้นบนหน้าแผ่นดินและประสบกับพวกเจ้าทั้งหลาย นอกจากเป็นสิ่งที่ถูกบันทึกเตรียมไว้แล้ว ก่อนที่เรา(อัลลอฮ์)จะทำให้ มันปร ากฏขึ้นมา และมันเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับอัลลอฮ์ที่จะทำให้มันเกิดขึ้นมา” โองการที่ ๑๕๖ ในบทอัล บากอเราะฮ์ ที่ความว่า “เมื่อผู้ใดผู้หนึ่งประสบกับความยากลำบาก พวกเขาก็จะกล่าวว่าแท้จริงเรานั้นเป็นของอัลลอฮ์ และจะกลับไปสู่อัลลอฮ์เท่านั้น ”หลังจากละหมาดวันศุกร์เสร็จสิ้น การละหมาดฮาญัตจึงดำเนินต่อเนื่อง และสิ้นสุดลงด้วยคำขอพรให้คืนความสงบสุขคืนสู่หมู่บ้าน

“พอรู้ว่าทหาร ๒ คนเสียชีวิตแล้ว เข่าอ่อนเลย หมดอาลัยตายอยาก ทำไมต้องทำกันอย่างนี้ด้วย นึกถึงว่าเป็นเราโดนทำอย่างนั้นบ้างน่าอนาถ” เป็นเพียง คำพูดสะท้อนความคิดบางประโยคของชาวบ้านตันหยงลิมอ
(ข้อความข้างต้นทั้งหมดนี้มาจากส่วนหนึ่งของข่าวจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ๒๔ ก.ย. ๔๘)

การเสียชีวิตของ ร.ต.วินัย นาคะบุตร และ จ.อ. คำธร ทองเอียด สังกัดกองพันทหารราบที่ ๙ กรมทหารราบที่ ๓ รักษาพระองค์กองพลนาวิกโยธิน ค่ายจุฬาภรณ์ ณ บ้านตันหยงลิมอ ม.๗ ต.ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อวันพุธที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ทำให้สังคมไทยมีคำถามที่ต้องหาคำตอบอีกมากมาย อัลลอฮ์สอนให้ฆ่าคนบริสุทธิ์ด้วยหรือ? สำนึกแห่งความเป็นคนไทย สำนึกแห่งความเป็นคนดี สูญสิ้นไปจากจิตใจชาวบ้านตันหยงลิมอแล้วหรือ ทุกคนจึงร่วมกันทำเหตุการณ์นี้ภายใต้การชี้นำของทุรชนได้? ข้อคิดหนึ่งจากเหตุการณ์นี้คือ การศึกษาคำสอนในศาสนาสามารถสร้างคนดีและคนเลวได้

สามัญสำนึกแห่งความเป็นคนดี ไม่ได้เกิดจากการ เรียนรู้วิถีทางของคนดีตามหลักคำสอนในศาสนาเท่านั้น ต้องอาศัยการปฏิ บัติตนเป็นคนดีตามวิถีทางนั้นด้วย สามัญสำนึกแห่งความเป็นคนดีย่อมมีอำนาจ ในการต่อสู้กับคนเลวได้ตามสถาน การ ณ์เสมอ เพราะมันจะสร้างยางอาย(ความกระดากใจ ความละอายใจ) เป็นภูมิคุ้มกันให้สามารถดำรงความเป็นคนดีได้ตลอดไป


พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมสอนพุทธศาสนิกชน ให้เกิดความละอายใจ ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก อังคุต ตรนิกาย ทุกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ว่าด้วยธรรม ๒ อย่าง ๙ ประเภท ความว่า

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมฝ่ายขาว คือ หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ ย่อมคุ้มครองโลก ถ้าธรรมฝ่ายขาว ๒ อย่างนี้ ไม่พึงคุ้มครองโลกใครๆ ในโลกนี้จะไม่พึงบัญญัติว่ามารดา ว่าน้า ว่าป้า ว่าภรรยาของอาจารย์ หรือว่าภรรยาของครู โลกจักถึงความสำส่อนกัน เหมือนกับพวกแกะ ไก่ หมู สุนัขบ้าน และสุนัขจิ้งจอก ฉะนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะธรรมฝ่ายขาว ๒ อย่างนี้ ยังคุ้มครองโลกอยู่ ฉะนั้น โลกจึงบัญญัติคำว่า ว่ามารดา ว่าน้า ว่าป้า ว่าภรรยาของอาจารย์ หรือว่าภรรยาของครูอยู่”

หิริ หมายถึงความละอายใจต่อบาป ความละอายใจต่อการทำความชั่ว เป็นเหตุให้เกิดการงดเว้นไม่ทำบาป ด้วยสำนึกละอายใจต่อการเกิดขึ้นของอกุศลธรรม โอตตัปปะ หมายถึงความกลัวบาป เกรงกลัวต่อความชั่ว กลัวต่อการเกิดแห่งอกุศลกรรม คนมีสติ สัมปชัญญะเท่านั้น จึงสามารถทำตนให้มีหิริโอตตัปปะได้

สติ หมายถึงความระลึกได้ นึกได้ มีสามัญสำนึกอยู่ ไม่เผลอปล่อยตนไปตามอำนาจกิเลสที่ครอบงำจิตใจตนเองสัมปชัญญะ หมายถึงความรู้ชัด รู้ชัดถึงสิ่งที่นึกได้ ตระหนัก เข้าใจชัดตามความเป็นจริง ผู้มีสติสัมปชัญญะ หมายถึงผู้ที่ไม่เผลอปล่อยตนไป ตามอำนาจกิเลสที่ครอบงำจิตใจตนเองด้วยเข้าใจชัดถึงสภาวการณ์ขณะนั้นตามความเป็นจริง การเห็น โทษของบาปที่เป็นความชั่วร้าย ทำให้บุคคลผู้มีสติ-สัมปชัญญะ เกิดความละอายใจที่จะทำความชั่วนั้น และมีความเกรงกลัวต่อผลของการทำความชั่วนั้น นี้คือหิริโอตตัปปะที่เกิดขึ้นในจิตใจของผู้นั้น

การชักนำให้หิริเกิดขึ้นในตนเอง ต้องพึงปฏิบัติตนให้เป็นคนมีสติสัมปชัญญะ ตามนัยนี้

พึงระลึกถึงชาติของตนเอง ชาติ โดยศัพท์หมาย ถึง การเกิด, กำเนิด, เหล่ากอ, เทือกเถา, ประเทศ, ประชาชนที่เป็นพลเมืองของประเทศ, กลุ่มชนที่มี ความรู้สึกในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ประวัติศาสตร์ความเป็นมา ขนบธรรมเนียมประ เพณี และวัฒนธรรมอย่างเดียวกัน หรืออยู่ในปกครองของรัฐบาลเดียวกัน คนที่เกิดบนแผ่นดินไทยจึงมีชาติไทยโดยกำเนิดขนบ ธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย เป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับและถือปฏิบัติสืบเนื่องต่อไป คุณธรรมจริย ธรรมอันบรรพชนได้อบรมสั่งสอนไว้ว่าเป็นสิ่งดีงาม สิ่งนั้นเป็นจารีตที่คน ไทยต้องปฏิบัติตาม ชาติไทยได้รับการยกย่องว่าเป็น ชาติที่มีอารยธรรมของตนเอง ดังนั้นเมื่อระลึกถึงชาติ ของตนเอง พึงสำเหนียกรู้ในจิตใจว่าสิ่งใดที่เป็นความ ประพฤติชั่ว การกระ ทำชั่ว สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นและสังคม สิ่งนั้นไม่ควรกระทำ เพราะถ้ากระทำแล้ว จะทำให้ผู้พบเห็นดูแคลนชาติของตน เพียงความ รู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้น ก็เท่ากับว่าได้สร้างหิริให้เกิดขึ้นใน จิตใจแล้ว

พึงระลึกถึงตระกูลของตนเอง ตระกูลที่สืบเนื่อง ต่อกันมาจนได้รับการยอมรับจากสังคม ย่อมเกิดจากลูกหลานในตระกูลนั้นหมั่นทำความดีให้เกิดขึ้นแก่ตนเองและครอบครัว ความผาสุกในการดำเนินชีวิต ของครอบครัวเป็นสิ่งพึงปรารถนาของทุกคน ดังนั้นถ้าตนไปทำความชั่วสร้างความเดือดร้อนให้เกิดขึ้นแก่บุคคลอื่น ย่อมนำมาซึ่งการทำลายชื่อเสียงที่ดีงามของ ตระกูล เหตุนี้บรรพชนต้นตระกูลจึงพร่ำสอนลูก หลานให้หมั่นทำความดีสร้างชื่อเสียงให้แก่วงศ์ตระกูล เพียงคิดจะรักษาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลไว้ ก็ทำให้ผู้ นั้นมีหิริเกิดขึ้นในจิตใจแล้ว

พึงระลึกถึงวัยของตนเองคนเราย่อมมีวัยเด็กเป็นเบื้องต้น วัยหนุ่มเป็นท่ามกลางวัยชราเป็นที่สุด ธรรมชาติของแต่ ละวัยย่อมแตกต่างกัน วัยเด็กเป็นวัยแห่งการเรียนรู้หาประสบการณ์ วัยหนุ่มเป็นวัยแห่งการทำงาน วัยชราเป็นวัยที่มีประสบการ ณ์และเตรียมเข้าสู่วาระสุดท้ายของชีวิต หลายชีวิตก็มีไม่ครบ ๓ วัย ชีวิตที่โชคดีเท่านั้นจึงมีครบ ๓ วัย ดังนั้นผู้ที่ไม่ประมาทในวัยของตน จึงต้องขวนขวายทำวัยของ ตนให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิตของตนให้มากที่สุด การกระทำที่ทำความเดือดร้อนให้แก่วัยของตน ตนก็ไม่ปรารถนาจะทำการนั้น เพียงความรู้สึกละอายที่จะกระทำเช่นนั้น หิริก็จะบังเกิดขึ้นในจิตใจของผู้นั้นแล้ว

พึงระลึกถึงความเป็นผู้กล้าของตนเอง ความกล้า ในการทำประโยชน์แก่ตนเองและสังคมเป็นคุณธรรม ที่น่ายก ย่อง ผู้กล้าเช่นนี้จึงเป็นผู้ที่รู้จักใช้ชีวิตของตน ให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองและสังคม เขาย่อมดำเนิน ชีวิตไปอย่างมีคุณค่า สิ่งใดที่เป็นการทำความเดือดร้อนให้เกิดขึ้นแก่ตนเองและสังคมทั้งต่อหน้าและลับหลัง สิ่งนั้นเขาย่อมไม่กล้าที่จะประพฤติเลย เมื่อเขาระลึกถึงความเป็นผู้กล้าที่ตนมี เขาจะเกิดความละอายใจที่จะทำความชั่วขึ้นมาทันที นี้คือหิริที่เกิดขึ้นในตัวเขา

พึงระลึกถึงความเป็นบัณฑิตของตนเอง บัณฑิต หมายถึง ผู้ทรงความรู้, ผู้มีปัญญา, ผู้มีความสามารถ เป็นพิเศษโด ยกำเนิด, นักปราชญ์ บุคคลที่ได้รับการ ศึกษาในรูปแบบใดก็ตาม ย่อมได้ชื่อว่าผู้ทรงความรู้ตามการศึกษาที่ตนได้รับ เมื่อนำคว ามรู้นั้นมาใช้ในการดำรงชีวิต จนเกิดความชำนาญเฉพาะตนขึ้น ย่อม ทำให้ตนเป็นผู้มีปัญญา สำหรับผู้ที่มีความสนใจในศาสตร์ใดเป็นพิเศษ ศึกษาค้นคว้าจนมีความเชี่ยวชาญชำนาญจนได้รับการยอมรับยกย่องจากสังคม ย่อมเป็นนักปราชญ์ในศาสตร์นั้น คนที่เป็นบัณฑิตย่อมเป็นผู้รู้จักความประพฤติที่สรรสร้างประโยชน์แก่ตนเองและสังคม เขาย่อมประพฤติตนให้สมกับความเป็นบัณฑิต ดังนั้นความประพฤติที่สร้างความ เดือดร้อนแก่ตนเองและสังคม อันเป็นนิสัยของคนพาลสันดานชั่ว เขาย่อมไม่ปรารถ นาที่จะทำ เมื่อระลึก ถึงความเป็นบัณฑิตของตนเองได้ ความละอายใจที่ประพฤติเป็นพาลชนจึงเกิดขึ้น หิริได้เกิดขึ้นแล้วในตัวเขา

พึงระลึกถึงสถานะของตนเอง คนทุกคนย่อมมีสถานะประจำตัวตั้งแต่ถือกำเนิดมาบนโลกนี้ สถานะจะเปลี่ยนแป ลงไปตามการเจริญเติบโตของผู้นั้น ลูกเป็นสถานะแรกที่ทุกคนที่ได้รับ แล้วพัฒนามาเป็นสถานะในสังคม เช่น นักเรียน นักศึก ษา ตำแหน่งตามสายงาน ทุกสถานะย่อมมีขอบเขตหน้าที่แตกต่าง กันไปตามความรับผิดชอบ บุคคลที่ทำหน้าที่ดีสมฐานะ ย่อมได้รับการยกย่องสรรเสริญจากสังคม ดังนั้นการกระทำใดที่เป็นความทุจริต สร้างความมัวหมองแก่สถานะของตน เขาย่อมเกิดความละอายใจที่จะกระทำการเช่นนั้น เพียงเท่านี้หิริย่อมเกิดขึ้นในตัวของเขาแล้ว

พึงระลึกถึงพระศาสดาของตนเอง ในแต่ละศาสนา ย่อมมีผู้เป็นศาสดา ที่เป็นต้นกำเนิดของศาสนา การเคารพพระศาสดาจึงเป็นกิจเบื้องต้นของศาสนิกชน ทุกคน การปกป้องเกียรติยศของพระศาสดาเป็นหน้า ที่ที่ศาสนิกชนต้องปฏิบัติให้ปรา กฏแก่สาธารณชน การกระทำใดที่จะทำให้เกิดความมัวหมองต่อเกียรติยศของพระศาสดา ศาสนิกชนที่ดีย่อมไม่กล้าประพฤติ การนั้น เพียงความคิดละอายที่จะทำการณ์ให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพระศาสดา หิริก็เกิดขึ้นในจิตใจผู้ นั้นแล้ว

นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการฝึกปฏิบัติตนให้มีหิริในจิตใจ หิริย่อมเกิดจากการถือตนเป็นใหญ่ คือนึกถึงเรื่องของตนเองเป็นพิเศ ษ คนที่มีหิริย่อมเป็นผู้ ที่รักศักดิ์ศรีของตนเอง และมุ่งมั่นให้ตนเองประพฤติแต่กุศลกิจอันเป็นความดีเพื่อดำรงศักดิ์ศรีของตนให้คงอยู
่ได้ในสังคม ดังนั้น หิริจึงมีความละอายต่อบาปเป็นสภาวะกำหนด

การทำตนให้มีโอตตัปปะเกิดขึ้น พึงปฏิบัติตนให้ เป็นคนมีสติสัมปชัญญะ ตามนัยนี้

นึกถึงภัยที่เกิดจากการที่ตนเองต้องตำหนิตนเอง ภัย หมายถึง สิ่งที่น่ากลัว, อันตราย การทำความชั่ว สร้างความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ย่อมมีผลต่อมโนสำนึกของผู้กระทำ พฤติกรรมที่ทำไปแล้วนั้นจะตราตรึงฝังใจไปตราบนานเท่านาน ยากที่จะลบให้เลือนหายไปจากจิตใจ แม้จะได้รับการลงโทษตามความผิดที่ประพฤตินั้นแล้วก็ตาม ความรู้สึกผิดจึงหลอนจิตใจผู้นั้นอยู่ตลอดเวลา เขาย่อมเห็นข้อผิดพลาดของตนเอง ทำให้เขาตำหนิสิ่งที่ตนได้กระทำไปอยู่เสมอ ที่สุดเขาก็แสวง หาการบรรเทาความรู้สึกเหล่านี้ด้วยการดื่มสุรา เสพยาเสพติด หรือพาตนเข้าหาอบายมุข ภัยที่ได้รับจึงเป็นอันตรายต่อการดำเนินชีวิตของเขาในกาลต่อมา เมื่อนึกถึงภัยอันจะเกิดขึ้นจากการทำความชั่วเช่นนี้ เขาย่อมเกรงกลัวต่อการทำความชั่ว และพยายามหลีกหนีไม่พาตนเข้าใกล้การทำความชั่วอีกต่อไป นี้คือ โอตตัปปะที่เกิดขึ้นในจิตใจของเขา

นึกถึงภัยที่เกิดจากการตำหนิติเตียนจากผู้อื่น การสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นด้วยอำนาจของกิเลสในจิตใจของตนเอง จะด้วยวิธีใดก็ตาม ย่อมทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือพบเห็นตำหนิติเตียนได้ เสียงตำหนิติเตียนย่อมเป็นเหมือนตราบาปที่กระจายไปทั่วสังคมที่ตนอาศัย การดำเนินชีวิตของเขาย่อมมีแต่อุปสรรค ความเดือดร้อน ทั้งต่อตนเองและครอบครัว ภัยที่เกิดขึ้นย่อมสร้างทุกข์ให้แก่เขาตลอดไป เมื่อนึก ถึงภัยที่เกิดขึ้นจากคำตำหนิติเตียนเช่นนี้ ความเกรง กลัวต่อการทำความชั่วย่อมเกิดขึ้น ด้วยความปรารถนา ความผาสุกในการดำเนินชีวิตของตน ทำให้เขาไม่กล้า ที่จะทำความชั่วที่นำให้เกิดการตำหนิติเตียนเลย นี้คือ โอตตัปปะที่เกิดขึ้นในจิตใจของเขา

นึกถึงภัยที่เกิดจากการถูกลงอาญา คนที่ทำความ ชั่วความเดือดร้อนที่ผิดกฎหมาย ย่อมต้องได้รับโทษ ทัณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด ตั้งแต่โทษปรับ จำคุก จนถึงประหารชีวิต ดังนั้นความทุกข์ทรมานในการ ถูกลงโทษตามกฎหมาย นอกจากตน เองเดือดร้อนแล้ว ครอบครัวก็ได้รับความเดือดร้อนด้วย เมื่อนึก ถึงภัยที่เกิดจากการถูกลงโทษเพราะทำผิดกฎหมายบ้านเมือง เขาย่อมเกิดความเกรงกลัวต่อการลงโทษตามกฎหมายนั้น ทำให้เขาไม่กล้าที่จะทำตนให้ผิด กฎหมายเลย นี้คือโอตตัปปะที่เกิดขึ้นในจิตใจของเขา

นึกถึงภัยที่เกิดจากทุคติ ทุคติ หมายถึง ภูมิที่ถือ ว่าไปเกิดแล้วมีแต่ความทุกข์ความลำบาก, นรก คนที่ทำความชั่วความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น ทุกศาสนาล้วนมีคำสอนเหมือนกันว่าเมื่อตายจากอัตภาพมนุษย์ย่อมต้องไปรับโทษทัณฑ์ในทุค
ติ ตามโทษานุโทษ ทุคติในทุกศาสนาล้วนพรรณนาไว้เหมือนกันคือดินแดนที่มีแต่ความยากลำบาก มีแต่การทรมาน คนไทยจะคุ้นเคยกับทุคติมาตั้งแต่สมัยพระยาลิไท กษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัยทรงรจนาไตรภูมิพระร่วง ซึ่งจิตรกรผู้มีความสามารถได้แปรเนื้อความในหนังสือเล่นนั้นมาเป็นจิตรกรรมฝาผนังตาม
อุโบสถ วิหาร ให้เห็นถึงภาพความทุกข์ทรมานในมหานรก ๘ ขุม อุสสทนรก ๑๖ ขุม ด้วยความเกรงกลัวถึงภัยของการ เกิดในนรก ทำให้บุคคลละเว้นที่จะประพฤติกระทำความชั่วที่พาให้ไปเกิดในนรก นี้คือโอตตัปปะที่เกิดขึ้นในจิตใจของเขา

นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการฝึกปฏิบัติตนให้มีโอตตัปปะในจิตใจ โอตตัปปะย่อมเกิดจากการถือโลก เป็นใหญ่ คือให้ความสำ คัญแก่สังคมที่ตนอาศัยอยู่ สิ่งใดที่สังคมว่าเป็นการกระทำความชั่ว มีผลนำ ความทุกข์ร้อนมาสู่ผู้กระทำ นำให้เกิดมโนสำนึกต่อภัยอันพึงมีจากการทำความชั่วนั้น จึงทำให้เกิดความ เกรงกลัวที่จะประพฤติความชั่วนั้น ดังนั้นโอตตัปปะ จึงมีความเกรงกลัวในภัยเป็นสภาวะกำหนด

หิริโอตตัปปะทำให้สังคมมีสันติสุขและเสรีภาพ เพราะคนผู้มีหิริโอตตัปปะย่อมรู้จักขอบเขตหน้าที่ของตนเอง ดังนั้นการล่วงละ เมิดสิทธิส่วนบุคคลเหมือนสัตว์เดรัจฉานจึงไม่เกิดขึ้น การล่วงละเมิดกฎหมายหรือจารีตประเพณีจึงไม่ปรากฏในสังคม หิริโอต ตัปปะจึงปกป้องคุ้มครองสังคมให้ดำเนินไปด้วยความผาสุกอยู่เสมอ เหตุนี้พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “เพราะหิริโอตตตัปปะ ยังคุ้ม ครองโลกอยู่ ฉะนั้น โลกจึงบัญญัติคำว่า ว่ามารดา ว่าน้า ว่าป้า ว่าภรรยาของอาจารย์ หรือว่าภรรยาของครูอยู่”

หิริโอตตัปปะ เป็นธรรมที่ถูกเรียกว่าเทวธรรม ธรรมประจำตัวของเทวดา เพราะเทวดาย่อมเป็นผู้ละอายต่อบาป และเกรงกลัวภัยอันเกิดจากการทำ บาปด้วย สังคมของเทวดาตามจินตนาการของทุกศาสนาจึงเป็นสังคมแห่งสันติสุขและเสรีภาพ


ขอสรรเสริญทหารนาวิกโยธินผู้กล้าหาญทั้งสอง ที่เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องยางอายของตนให้เป็นแบบ อย่างแก่อนุชนรุ่นหลัง ท่านได้ทำให้สัจธรรมที่บรรพชนพร่ำสอนว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ให้ปรากฏอีกครั้งหนึ่ง ชีวิตของท่านไม่สูญเปล่าเลย ขอแสดงความ สลดใจต่อภัยที่จะฝังในจิตใจของชาวบ้านตันหยงลิมอ ม.๗ ไปตราบชั่วลูกหลานนานเท่านาน เหตุการณ์นี้ได้ สะท้อนให้ทราบว่า คนดีต้องมียางอาย แล.
----------------------
http://www.manager.co.th/Dhamma/viewnews.a...D=9480000148206 (http://www.manager.co.th/Dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9480000148206) <!--IBF.ATTACHMENT_180010-->
<!-- THE POST -->