NoOTa
21-11-2005, 06:19 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" border=0><TBODY><TR bgColor=#ffffff><TD class=body vAlign=top align=left>คำถาม
การที่พระสงฆ์เทศนาวิพากษ์วิจารณ์การเมือง เหมาะสมหรือครับ ผมเข้าใจว่าพระสงฆ์ต้องห้ามเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองนะ
สมชัย สุขสวัสดิ์
</TD></TR><TR bgColor=#f1f1f1><TD class=body vAlign=top align=left>คำตอบ
จริงอยู่ละครับที่กฎหมายไทยกำหนดไม่ให้พระสงฆ์มายุ่งเกี่ยวกับการเมือง
เพราะห้ามไม่ให้สมัครส.ส. ไม่ให้ลงคะแนนเสียง การลงชื่อถอดถอนหรือเสนอญัตติสาธารณะใด ๆ ตามที่กฎหมายเปิดให้ประชาชนทั่วไป ก็ไม่ได้กำหนดให้สิทธิดังกล่าวต่อพระสงฆ์
แต่นี่เป็นคำตอบตามนิยามของ การเมือง อย่างแคบ
ซึ่งถ้าจะให้ตอบตามความเป็นจริง ก็จะต้องตอบว่าพระสงฆ์หรือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองมาโดยตลอด
ถึงพระสงฆ์ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ฝ่ายการเมืองก็ข้ามมายุ่งเกี่ยวกับพระสงฆ์
และก็ยังรวมไปถึงการเมืองในวงการสงฆ์เองด้วย
สังคมไทยนับถือพระสงฆ์ โดยถือกันว่า โลกของสงฆ์เป็นโลกอีกโลกหนึ่งที่แยกออกมาจากโลกของปุถุชน ถือเป็นโลกประเสริฐที่อยู่เหนือคนธรรมดาทั่วไป
อย่างไรก็ตาม หาได้หมายความว่า อาณาจักร กับ ศาสนจักร ต้องแยกจากกันเด็ดขาด ทั้ง 2 ฝ่ายไม่ยุ่งเกี่ยวกันเด็ดขาด
ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรกับศาสนจักร เป็นไปในรูปของการอุปถัมภ์ซึ่งกันและกัน
การควบคุมฝ่ายศาสนจักรของพระมหากษัตริย์ในยุคโบราณ จะเข้าไปควบคุมในระดับเท่าที่จำเป็น อาจจะเรียกว่าในลักษณะประนีประนอม
ขณะที่ฝ่ายศาสนจักรก็ควบคุมพระมหากษัตริย์ในทางอ้อม เช่น การสร้างบรรทัดฐานของมหากษัตริย์ในอุดมคติที่ต้องถือทศพิธราชธรรม
รวมถึงเป็นฝ่ายที่สร้างระบบคุณค่าหรือคุณธรรมในสังคมฝ่ายอาณาจักร
ทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็เป็นสถาบันหลักในสังคมไทยเป็นเช่นนี้มายาวนาน การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ของอีกสถาบันหนึ่งก็มีผลกระทบต่ออีกฝ่ายหนึ่งด้วย
อย่างเช่น โครงสร้างการปกครองสงฆ์ในแต่ละยุคได้ปรับเปลี่ยนตามระบบของฝ่ายอาณาจักร เช่น เมื่อมีการปฏิรูปการปกครองแผ่นดินสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งมีลักษณะการรวมศูนย์อำนาจมาสู่กรุงเทพฯ ก็มีการตราพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 ขึ้นมาเพื่อจัดระบบการปกครองฝ่ายศาสนจักรให้รวมศูนย์มาสู่กรุงเทพฯเช่นกัน
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 โครงสร้างใหม่ที่เข้าแทนที่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็มีผลกระเทือนมาสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองของคณะสงฆ์ไทยเช่นกัน
นำมาสู่การตราพ.ร.บ.การปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484
สาระสำคัญของการเปลี่ยนแปลงก็คือ ได้เกิดธรรมเนียมใหม่ให้พระราชาคณะ มหานิกาย ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชได้
จากเดิมที่ตำแหน่งนี้จำกัดเฉพาะพระราชาคณะ ธรรมยุตินิกาย อันเป็นธรรมเนียมที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4
กว่าที่จะได้กฎหมายสงฆ์ฉบับใหม่ในยุคประชาธิปไตยฉบับนี้คลอดออกมาสำเร็จ ขบวนการสงฆ์ฝ่ายมหานิกายซึ่งเป็นพระส่วนใหญ่ที่ผลักดันวาระนี้ ต้องผ่านการต่อสู้ เรียกร้อง เคลื่อนไหว ต่อสังคมยาวนานหลายปี ตั้งแต่ปี 2477 มาสำเร็จเอาในปี 2484 เพื่อคัดง้างกับพระราชาคณะในเถรสมาคม และรัฐบาล
สมัยนั้นเป็นเรื่องใหญ่เลยนะครับ
เพราะเป็นการแก้ธรรมเนียมการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช และ แก้รวมไปถึงโครงสร้างการปกครองสงฆ์ทั้งประเทศที่ถือกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4
คำว่า สงฆ์ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง คงจะเกิดมาไม่นานนัก
เพราะคำว่า การเมือง ในความหมายของกิจกรรมการแย่งชิงอำนาจ กระบวนการเชิงอำนาจ กติกาของการได้อำนาจและการใช้อำนาจ รวมไปถึงกฎหมาย ฯลฯ เพิ่งจะเป็นที่รู้จักของประชาชนในระดับล่างกันมาในระยะไม่เกิน 100 ปีหลังนี้เอง
ทั้ง ๆ ที่ในอดีต เราได้พบตัวอย่างมากมายของกิจกรรมที่ฝ่ายการเมือง หรือฝ่ายอาณาจักร เข้ามากระทบกับสงฆ์ หรือฝ่ายศาสนจักร และเช่นเดียวกัน สงฆ์เองก็เคยมีการข้ามไปเกี่ยวข้องกับอาณาจักรเหมือนกัน
มาย้อนประวัติศาสตร์ดูกันนะครับ ไม่ต้องไปไกลถึงยุคกรุงศรีอยุธยาหรอก ขอย้อนเพียงแค่ยุคกรุงธนบุรีต่อกรุงเทพฯก็พอ.....
เป็นช่วงหลังกรุงแตก บ้านเมืองระส่ำระสายเพราะภัยสงคราม
เมื่อตั้งกรุงธนบุรีใหม่ ๆ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงฟื้นฟูกิจการพระศาสนาเป็นการด่วน อาราธนาพระที่แตกสานซ่านเซ็นมาอยู่ในนคร ต่อมา สถาปนาพระเถระรูปหนึ่งขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช
พร้อม ๆ กันกับการฟื้นฟูพุทธจักร สมเด็จพระเจ้าตากสินก็ทำศึกกับพระสงฆ์ไปด้วย
ก็คือการต่อสู้ทางการเมืองถึงขั้นสงครามกับก๊กเจ้าพระฝาง เมืองสวรรคโลก ที่ตั้งตนเป็นเจ้าเมืองทั้งที่อยู่ในผ้าเหลือง คุมกองทัพออกรบทัพจับศึก
เมื่อทรงปราบก๊กเจ้าฝางได้แล้ว ทรงให้มีการสอบสวนพระสงฆ์ ในหัวเมืองฝ่ายเหนือ ถึงกับมีการดำน้ำพิสูจน์ความบริสุทธิ์ นัยว่ามีพระถูกจับสึกคราวนั้นจำนวนนับพันทีเดียว
การล่มสลายของราชอาณาจักรธนบุรีก็มีเรื่องพระศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องชัดเจน
ครั้นสิ้นรัชกาลพระองค์ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ในปี 2325 ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดให้ถอดยศสมเด็จพระสังฆราชในยุคกรุงธนบรี และสถาปนาพระเถระที่ถูกถอดยศให่กลับมาดำรงสมณศักดิ์
เป็นเสมือนขนบการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินแต่ละครั้ง ที่ต้องเปลี่ยนขุนนาง
นอกจากนั้น ยังทรงตรากฎพระสงฆ์ออกมารวม 10 ฉบับ เพื่อเป็นมาตรการควบคุมและลงโทษพระสงฆ์ ที่มักล่วงละเมิดพระธรรมวินัยอยู่เป็นอาจิณ
เรียกได้ว่าทรงใช้ อำนาจรัฐ กำกับ พระธรรมวินัย ด้วย !
ทั้งนี้ก็โดยทรงเห็นว่า ลำพังพระธรรมวินัยไม่สามารถจะบังคับพระสงฆ์ในยุคหลังกรุงแตกที่ไม่เคร่งครัดในสมณสารูป
แต่เหตุการณ์สำคัญจริง ๆ ของประเด็นพระสงฆ์กับการเมืองไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็คือ กรณีเจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) ทรงผนวชอยู่ต่อไป เพื่อสละราชบัลลังก์ให้กับกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 3 เมื่อปี 2356
ระหว่างที่ทรงผนวชนั้น พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎหรือพระวชิรญาณเถระได้ตั้งธรรมยุตินิกายขึ้นมาเมื่อปี 2372
ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัตินับจากสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมาจนถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่ให้สิทธิพิเศษแก่ธรรมยุติกนิกายในการปกครองคณะสงฆ์ไทย
การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชจะต้องมาจากพระราชาคณะในธรรมยุติกนิกายเท่านั้น
ในรัชกาลต่อมา การปฏิรูปการปกครองแผ่นดินครั้งใหญ่เมื่อปี 2435 เพื่อรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง หรือ Centralization มีผลต่อโครงสร้างการปกครองของคณะสงฆ์ไทยด้วย
มีการตราพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 ขึ้นมาเพื่อจัดระบบการปกครองฝ่ายศาสนจักร ให้รวมศูนย์มาสู่กรุงเทพฯ แต่ยังคงธรรมเนียมให้สิทธิคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติเหนือกว่าฝ่ายมหานิกายตามที่รัชกาลที่ 4 กำหนด
นี่เป็นประเด็นต้นเหตุการณ์เคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งสำคัญในหมู่คณะสงฆ์ไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เรียกกันว่าคณะปฏิสังขรณ์การพระศาสนา (ปี 2477 - 2484)
ยุคนั้นเป็นช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ ๆ แนวคิดเรื่องสิทธิ เสรีภาพ การปกครองระบอบประชาธิปไตย เริ่มแพร่หลาย และมีผลให้พระสงฆ์รุ่นหนุ่มเริ่มก่อตัวเพื่อเคลื่อนไหวขอเปลี่ยนแปลงพ.ร.บ.สงฆ์ฉบับเดิมที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แต่ก็มีเสียงคัดค้านจากพระชั้นผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม
ถือเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพระสงฆ์ครั้งแรกในสมัยประชาธิปไตย
เป็นประเด็นการต่อสู้เรียกร้องที่ใหญ่มาก ในระดับขอเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และปฏิรูปการปกครองสงฆ์ใหม่ทั้งระบบ
บรรดาพระสงฆ์ที่เข้าร่วมแรก ๆ มาจากพระหนุ่ม ๆ ในกรุงเทพฯ ต่อมาขยายตัวออกไปถึงต่างจังหวัด ทั้งภาคกลางและภาคใต้
ในที่สุดก็มีการตราพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 ขึ้นมา เปลี่ยนแปลงประเพณีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชสกล จากเฉพาะธรรมยุตินิกายมาสู่ผู้ที่มีความเหมาะสมโดยไม่คำนึงถึงนิกาย
นอกจากนั้นยังมีระบบ สังฆสภา เลียนแบบระบบรัฐสภาทางฝ่ายอาณาจักร
แต่ใช้อยู่ไม่นาน เมื่อถึงยุคเผด็จการทหาร ก็ยกเลิกและตราพ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับใหม่ในปี 2505 ล้มระบบสังฆสภา และแก้ไขมาเป็นฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535
นับจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมา การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพระสงฆ์ส่วนมากเป็นประเด็น กฎหมาย เป็นหลัก
แม้จนกระทั่งปัจจุบัน
พายัพ วนาสุวรรณ
</TD></TR></TBODY></TABLE>
ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์
การที่พระสงฆ์เทศนาวิพากษ์วิจารณ์การเมือง เหมาะสมหรือครับ ผมเข้าใจว่าพระสงฆ์ต้องห้ามเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองนะ
สมชัย สุขสวัสดิ์
</TD></TR><TR bgColor=#f1f1f1><TD class=body vAlign=top align=left>คำตอบ
จริงอยู่ละครับที่กฎหมายไทยกำหนดไม่ให้พระสงฆ์มายุ่งเกี่ยวกับการเมือง
เพราะห้ามไม่ให้สมัครส.ส. ไม่ให้ลงคะแนนเสียง การลงชื่อถอดถอนหรือเสนอญัตติสาธารณะใด ๆ ตามที่กฎหมายเปิดให้ประชาชนทั่วไป ก็ไม่ได้กำหนดให้สิทธิดังกล่าวต่อพระสงฆ์
แต่นี่เป็นคำตอบตามนิยามของ การเมือง อย่างแคบ
ซึ่งถ้าจะให้ตอบตามความเป็นจริง ก็จะต้องตอบว่าพระสงฆ์หรือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองมาโดยตลอด
ถึงพระสงฆ์ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ฝ่ายการเมืองก็ข้ามมายุ่งเกี่ยวกับพระสงฆ์
และก็ยังรวมไปถึงการเมืองในวงการสงฆ์เองด้วย
สังคมไทยนับถือพระสงฆ์ โดยถือกันว่า โลกของสงฆ์เป็นโลกอีกโลกหนึ่งที่แยกออกมาจากโลกของปุถุชน ถือเป็นโลกประเสริฐที่อยู่เหนือคนธรรมดาทั่วไป
อย่างไรก็ตาม หาได้หมายความว่า อาณาจักร กับ ศาสนจักร ต้องแยกจากกันเด็ดขาด ทั้ง 2 ฝ่ายไม่ยุ่งเกี่ยวกันเด็ดขาด
ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรกับศาสนจักร เป็นไปในรูปของการอุปถัมภ์ซึ่งกันและกัน
การควบคุมฝ่ายศาสนจักรของพระมหากษัตริย์ในยุคโบราณ จะเข้าไปควบคุมในระดับเท่าที่จำเป็น อาจจะเรียกว่าในลักษณะประนีประนอม
ขณะที่ฝ่ายศาสนจักรก็ควบคุมพระมหากษัตริย์ในทางอ้อม เช่น การสร้างบรรทัดฐานของมหากษัตริย์ในอุดมคติที่ต้องถือทศพิธราชธรรม
รวมถึงเป็นฝ่ายที่สร้างระบบคุณค่าหรือคุณธรรมในสังคมฝ่ายอาณาจักร
ทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็เป็นสถาบันหลักในสังคมไทยเป็นเช่นนี้มายาวนาน การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ของอีกสถาบันหนึ่งก็มีผลกระทบต่ออีกฝ่ายหนึ่งด้วย
อย่างเช่น โครงสร้างการปกครองสงฆ์ในแต่ละยุคได้ปรับเปลี่ยนตามระบบของฝ่ายอาณาจักร เช่น เมื่อมีการปฏิรูปการปกครองแผ่นดินสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งมีลักษณะการรวมศูนย์อำนาจมาสู่กรุงเทพฯ ก็มีการตราพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 ขึ้นมาเพื่อจัดระบบการปกครองฝ่ายศาสนจักรให้รวมศูนย์มาสู่กรุงเทพฯเช่นกัน
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 โครงสร้างใหม่ที่เข้าแทนที่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็มีผลกระเทือนมาสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองของคณะสงฆ์ไทยเช่นกัน
นำมาสู่การตราพ.ร.บ.การปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484
สาระสำคัญของการเปลี่ยนแปลงก็คือ ได้เกิดธรรมเนียมใหม่ให้พระราชาคณะ มหานิกาย ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชได้
จากเดิมที่ตำแหน่งนี้จำกัดเฉพาะพระราชาคณะ ธรรมยุตินิกาย อันเป็นธรรมเนียมที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4
กว่าที่จะได้กฎหมายสงฆ์ฉบับใหม่ในยุคประชาธิปไตยฉบับนี้คลอดออกมาสำเร็จ ขบวนการสงฆ์ฝ่ายมหานิกายซึ่งเป็นพระส่วนใหญ่ที่ผลักดันวาระนี้ ต้องผ่านการต่อสู้ เรียกร้อง เคลื่อนไหว ต่อสังคมยาวนานหลายปี ตั้งแต่ปี 2477 มาสำเร็จเอาในปี 2484 เพื่อคัดง้างกับพระราชาคณะในเถรสมาคม และรัฐบาล
สมัยนั้นเป็นเรื่องใหญ่เลยนะครับ
เพราะเป็นการแก้ธรรมเนียมการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช และ แก้รวมไปถึงโครงสร้างการปกครองสงฆ์ทั้งประเทศที่ถือกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4
คำว่า สงฆ์ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง คงจะเกิดมาไม่นานนัก
เพราะคำว่า การเมือง ในความหมายของกิจกรรมการแย่งชิงอำนาจ กระบวนการเชิงอำนาจ กติกาของการได้อำนาจและการใช้อำนาจ รวมไปถึงกฎหมาย ฯลฯ เพิ่งจะเป็นที่รู้จักของประชาชนในระดับล่างกันมาในระยะไม่เกิน 100 ปีหลังนี้เอง
ทั้ง ๆ ที่ในอดีต เราได้พบตัวอย่างมากมายของกิจกรรมที่ฝ่ายการเมือง หรือฝ่ายอาณาจักร เข้ามากระทบกับสงฆ์ หรือฝ่ายศาสนจักร และเช่นเดียวกัน สงฆ์เองก็เคยมีการข้ามไปเกี่ยวข้องกับอาณาจักรเหมือนกัน
มาย้อนประวัติศาสตร์ดูกันนะครับ ไม่ต้องไปไกลถึงยุคกรุงศรีอยุธยาหรอก ขอย้อนเพียงแค่ยุคกรุงธนบุรีต่อกรุงเทพฯก็พอ.....
เป็นช่วงหลังกรุงแตก บ้านเมืองระส่ำระสายเพราะภัยสงคราม
เมื่อตั้งกรุงธนบุรีใหม่ ๆ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงฟื้นฟูกิจการพระศาสนาเป็นการด่วน อาราธนาพระที่แตกสานซ่านเซ็นมาอยู่ในนคร ต่อมา สถาปนาพระเถระรูปหนึ่งขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช
พร้อม ๆ กันกับการฟื้นฟูพุทธจักร สมเด็จพระเจ้าตากสินก็ทำศึกกับพระสงฆ์ไปด้วย
ก็คือการต่อสู้ทางการเมืองถึงขั้นสงครามกับก๊กเจ้าพระฝาง เมืองสวรรคโลก ที่ตั้งตนเป็นเจ้าเมืองทั้งที่อยู่ในผ้าเหลือง คุมกองทัพออกรบทัพจับศึก
เมื่อทรงปราบก๊กเจ้าฝางได้แล้ว ทรงให้มีการสอบสวนพระสงฆ์ ในหัวเมืองฝ่ายเหนือ ถึงกับมีการดำน้ำพิสูจน์ความบริสุทธิ์ นัยว่ามีพระถูกจับสึกคราวนั้นจำนวนนับพันทีเดียว
การล่มสลายของราชอาณาจักรธนบุรีก็มีเรื่องพระศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องชัดเจน
ครั้นสิ้นรัชกาลพระองค์ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ในปี 2325 ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดให้ถอดยศสมเด็จพระสังฆราชในยุคกรุงธนบรี และสถาปนาพระเถระที่ถูกถอดยศให่กลับมาดำรงสมณศักดิ์
เป็นเสมือนขนบการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินแต่ละครั้ง ที่ต้องเปลี่ยนขุนนาง
นอกจากนั้น ยังทรงตรากฎพระสงฆ์ออกมารวม 10 ฉบับ เพื่อเป็นมาตรการควบคุมและลงโทษพระสงฆ์ ที่มักล่วงละเมิดพระธรรมวินัยอยู่เป็นอาจิณ
เรียกได้ว่าทรงใช้ อำนาจรัฐ กำกับ พระธรรมวินัย ด้วย !
ทั้งนี้ก็โดยทรงเห็นว่า ลำพังพระธรรมวินัยไม่สามารถจะบังคับพระสงฆ์ในยุคหลังกรุงแตกที่ไม่เคร่งครัดในสมณสารูป
แต่เหตุการณ์สำคัญจริง ๆ ของประเด็นพระสงฆ์กับการเมืองไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็คือ กรณีเจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) ทรงผนวชอยู่ต่อไป เพื่อสละราชบัลลังก์ให้กับกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 3 เมื่อปี 2356
ระหว่างที่ทรงผนวชนั้น พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎหรือพระวชิรญาณเถระได้ตั้งธรรมยุตินิกายขึ้นมาเมื่อปี 2372
ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัตินับจากสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมาจนถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่ให้สิทธิพิเศษแก่ธรรมยุติกนิกายในการปกครองคณะสงฆ์ไทย
การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชจะต้องมาจากพระราชาคณะในธรรมยุติกนิกายเท่านั้น
ในรัชกาลต่อมา การปฏิรูปการปกครองแผ่นดินครั้งใหญ่เมื่อปี 2435 เพื่อรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง หรือ Centralization มีผลต่อโครงสร้างการปกครองของคณะสงฆ์ไทยด้วย
มีการตราพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 ขึ้นมาเพื่อจัดระบบการปกครองฝ่ายศาสนจักร ให้รวมศูนย์มาสู่กรุงเทพฯ แต่ยังคงธรรมเนียมให้สิทธิคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติเหนือกว่าฝ่ายมหานิกายตามที่รัชกาลที่ 4 กำหนด
นี่เป็นประเด็นต้นเหตุการณ์เคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งสำคัญในหมู่คณะสงฆ์ไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เรียกกันว่าคณะปฏิสังขรณ์การพระศาสนา (ปี 2477 - 2484)
ยุคนั้นเป็นช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ ๆ แนวคิดเรื่องสิทธิ เสรีภาพ การปกครองระบอบประชาธิปไตย เริ่มแพร่หลาย และมีผลให้พระสงฆ์รุ่นหนุ่มเริ่มก่อตัวเพื่อเคลื่อนไหวขอเปลี่ยนแปลงพ.ร.บ.สงฆ์ฉบับเดิมที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แต่ก็มีเสียงคัดค้านจากพระชั้นผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม
ถือเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพระสงฆ์ครั้งแรกในสมัยประชาธิปไตย
เป็นประเด็นการต่อสู้เรียกร้องที่ใหญ่มาก ในระดับขอเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และปฏิรูปการปกครองสงฆ์ใหม่ทั้งระบบ
บรรดาพระสงฆ์ที่เข้าร่วมแรก ๆ มาจากพระหนุ่ม ๆ ในกรุงเทพฯ ต่อมาขยายตัวออกไปถึงต่างจังหวัด ทั้งภาคกลางและภาคใต้
ในที่สุดก็มีการตราพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 ขึ้นมา เปลี่ยนแปลงประเพณีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชสกล จากเฉพาะธรรมยุตินิกายมาสู่ผู้ที่มีความเหมาะสมโดยไม่คำนึงถึงนิกาย
นอกจากนั้นยังมีระบบ สังฆสภา เลียนแบบระบบรัฐสภาทางฝ่ายอาณาจักร
แต่ใช้อยู่ไม่นาน เมื่อถึงยุคเผด็จการทหาร ก็ยกเลิกและตราพ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับใหม่ในปี 2505 ล้มระบบสังฆสภา และแก้ไขมาเป็นฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535
นับจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมา การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพระสงฆ์ส่วนมากเป็นประเด็น กฎหมาย เป็นหลัก
แม้จนกระทั่งปัจจุบัน
พายัพ วนาสุวรรณ
</TD></TR></TBODY></TABLE>
ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์