@^น้ำใส^@
21-11-2005, 05:16 PM
ปุจฉา
เพื่อนชวนไปบริจาคร่างกายให้เป็นการกุศลแก่โรงพยาบาล เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาของนักเรียนทางด้านแพทยศาสตร์ ใจจริงก็เห็นดีเห็นงามไปกับเพื่อน เพราะเชื่อว่าคงได้บุญมาก แต่พี่ชายท้วงติงว่าคนที่บริจาคอวัยวะเป็นทาน เกิดมาชาติหน้าจะมีอวัยวะไม่สมบูรณ์ ฟังแล้วชักใจคอไม่ดีเลย อยากทราบว่าข้อเท็จจริงในเรื่องเป็นอย่างไร?
วิสัชนา
การบริจาคอวัยวะเป็นทานถือว่าได้บุญมาก เพราะเป็นการทำบุญชั้นสูงอย่างหนึ่งที่เรียกว่าเป็นการบำเพ็ญ 'บารมี' (คุณธรรมอันยิ่งยวดที่จะเป็นเหตุให้ได้บรรลุผลที่พึงประสงค์) ในพระพุทธศาสนาจัดเอาการบริจาคไว้เป็นหนึ่งใน 'บารมี 10 ประการ' (คือทานบารมี) ที่พระโพธิสัตว์จะต้องบำเพ็ญให้บริบูรณ์ จึงจะบรรลุสู่ความเป็นพระพุทธเจ้าได้
การบำเพ็ญความดีที่ถือว่าเป็นบารมี มีอยู่ 3 ขั้น
ขั้นที่ 1 เรียกว่า ขั้นสามัญ เช่น ให้วัตถุหรือปัจจัย 4 เป็นทาน
ขั้นที่ 2 เรียกว่า ขั้นปานกลาง เช่น ให้อวัยวะ (บริจาคดวงตา เป็นต้น) เป็นทาน
ขั้นที่ 3 เรียกว่า ขั้นสูงสุด เช่น ให้ชีวิตเป็นทาน
การบริจาคเป็นคุณธรรมอันสำคัญอย่างยิ่งยวดที่ชาวพุทธควรฝึกทำให้ประณีตยิ่งๆ ขึ้นไปตามลำดับ ในพระไตรปิฎกมีพุทธศาสนสุภาษิตที่สอนให้ชาวพุทธฝึกการบริจาคให้สูงขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพจิตให้ประเสริฐ กล่าวคือ
"พึงสละทรัพย์ เพื่อรักษาอวัยวะ
พึงสละอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต
พึงสละทรัพย์ อวัยวะ และชีวิตสิ้นทุกอย่าง เพื่อรักษาธรรม"
ความเชื่อที่ว่า หากบริจาคอวัยวะแล้วเกิดมาอีกชาติหนึ่งจะมีอวัยวะที่ไม่สมบูรณ์นั้น เป็นความเชื่อที่ผิดไปจากความเป็นจริง เพราะหากเป็นเช่นนั้นแล้ว พระพุทธองค์ก็คงมีพระลักษณาการที่ไม่สมประกอบเป็นแน่แท้ เนื่องเพราะในพระชาติหนึ่ง ขณะยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ พระองค์เสวยพระชาติเป็น 'สิวิราชกุมาร' ในพระชาตินั้น ทรงควักดวงพระเนตร (ตา) ทั้งสองข้างถวายเป็นทาน ผลแห่งมหาทานครั้งนั้นทำให้พระองค์ทรงได้ทิพยจักษุเป็นการตอบแทน มาในปัจจุบันชาติเล่า พระพุทธองค์ก็ทรงมีดวงพระเนตรสีดำสนิทและใสแจ๋วดังหนึ่งดวงเนตรของลูกโคที่เพิ่งคลอด ทั้งยังทรงมี 'เบญจพิธจักษุ' (จักษุ 5 อย่าง) กล่าวคือ
1.มังสะจักษุ คือทรงมี (ตาเนื้อ) พระเนตรอันงาม มีอำนาจ แจ่มใส ไว และเห็นได้ไกล
2.ทิพยจักษุ คือทรงมีพระปรีชาญาณที่ล่วงรู้ความเป็นไปของสรรพสัตว์ด้วยอำนาจของกฎแห่งกรรม
3.ปัญญาจักษุ คือทรงมีพระปัญญาเฉียบแหลมอันเป็นเหตุให้ได้ตรัสรู้อริยสัจธรรม เป็นต้น
4.พุทธจักษุ คือทรงมีพระปรีชาสามารถล่วงรู้อัธยาศัย และพื้นฐานความถนัดของสรรพสัตว์ อันทำให้พระองค์ทรงสามารถที่จะเลือกวิธีการและคำสอนที่เหมาะสมสำหรับสัตว์ (คน) นั้นๆ ได้เป็นอย่างดี
5.สมันตจักษุ คือทรงประกอบด้วยพระสัพพัญญุตญาณ (ญาณหยั่งรู้ธรรมทั้งปวง)
ในทัศนะของผู้เขียน เห็นว่า คนที่บริจาคอวัยวะเป็นทาน จัดว่าได้ทำบุญอันยิ่งใหญ่ ควรได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เสียสละที่หาได้ยาก ถือว่าเป็นผู้ดำเนินอยู่ในวิถีทางของพระมหาโพธิสัตว์ เขาเสียสละสิ่งสามัญเพื่อจักได้เสวยผลที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นหลายเท่านัก ไม่ใช่สละอวัยวะเป็นทานแล้วจะกลายเป็นคนพิกลพิการในชาติหน้าก็หาไม่ (ถ้าผลแห่งมหาทานบารมีเป็นอย่างนี้ พระพุทธองค์จะทรงสอนให้คนสละอวัยวะเป็นทานไปเพื่ออะไร) ใครที่เข้าใจอย่างนี้ ควรรู้เอาไว้เสียด้วยว่าตนกำลังเข้าใจผิด ถือผิด ซ้ำยังคอยขัดขวางทางมหากุศลของคนอื่นเขาอีกด้วย
ว.วชิรเมธีภิกขุ
From Nationweekend
---------------
http://www.bbznet.com/scripts2/view.php?user=ppbbz&board=2&id=2&c=1&order=numtopic
เพื่อนชวนไปบริจาคร่างกายให้เป็นการกุศลแก่โรงพยาบาล เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาของนักเรียนทางด้านแพทยศาสตร์ ใจจริงก็เห็นดีเห็นงามไปกับเพื่อน เพราะเชื่อว่าคงได้บุญมาก แต่พี่ชายท้วงติงว่าคนที่บริจาคอวัยวะเป็นทาน เกิดมาชาติหน้าจะมีอวัยวะไม่สมบูรณ์ ฟังแล้วชักใจคอไม่ดีเลย อยากทราบว่าข้อเท็จจริงในเรื่องเป็นอย่างไร?
วิสัชนา
การบริจาคอวัยวะเป็นทานถือว่าได้บุญมาก เพราะเป็นการทำบุญชั้นสูงอย่างหนึ่งที่เรียกว่าเป็นการบำเพ็ญ 'บารมี' (คุณธรรมอันยิ่งยวดที่จะเป็นเหตุให้ได้บรรลุผลที่พึงประสงค์) ในพระพุทธศาสนาจัดเอาการบริจาคไว้เป็นหนึ่งใน 'บารมี 10 ประการ' (คือทานบารมี) ที่พระโพธิสัตว์จะต้องบำเพ็ญให้บริบูรณ์ จึงจะบรรลุสู่ความเป็นพระพุทธเจ้าได้
การบำเพ็ญความดีที่ถือว่าเป็นบารมี มีอยู่ 3 ขั้น
ขั้นที่ 1 เรียกว่า ขั้นสามัญ เช่น ให้วัตถุหรือปัจจัย 4 เป็นทาน
ขั้นที่ 2 เรียกว่า ขั้นปานกลาง เช่น ให้อวัยวะ (บริจาคดวงตา เป็นต้น) เป็นทาน
ขั้นที่ 3 เรียกว่า ขั้นสูงสุด เช่น ให้ชีวิตเป็นทาน
การบริจาคเป็นคุณธรรมอันสำคัญอย่างยิ่งยวดที่ชาวพุทธควรฝึกทำให้ประณีตยิ่งๆ ขึ้นไปตามลำดับ ในพระไตรปิฎกมีพุทธศาสนสุภาษิตที่สอนให้ชาวพุทธฝึกการบริจาคให้สูงขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพจิตให้ประเสริฐ กล่าวคือ
"พึงสละทรัพย์ เพื่อรักษาอวัยวะ
พึงสละอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต
พึงสละทรัพย์ อวัยวะ และชีวิตสิ้นทุกอย่าง เพื่อรักษาธรรม"
ความเชื่อที่ว่า หากบริจาคอวัยวะแล้วเกิดมาอีกชาติหนึ่งจะมีอวัยวะที่ไม่สมบูรณ์นั้น เป็นความเชื่อที่ผิดไปจากความเป็นจริง เพราะหากเป็นเช่นนั้นแล้ว พระพุทธองค์ก็คงมีพระลักษณาการที่ไม่สมประกอบเป็นแน่แท้ เนื่องเพราะในพระชาติหนึ่ง ขณะยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ พระองค์เสวยพระชาติเป็น 'สิวิราชกุมาร' ในพระชาตินั้น ทรงควักดวงพระเนตร (ตา) ทั้งสองข้างถวายเป็นทาน ผลแห่งมหาทานครั้งนั้นทำให้พระองค์ทรงได้ทิพยจักษุเป็นการตอบแทน มาในปัจจุบันชาติเล่า พระพุทธองค์ก็ทรงมีดวงพระเนตรสีดำสนิทและใสแจ๋วดังหนึ่งดวงเนตรของลูกโคที่เพิ่งคลอด ทั้งยังทรงมี 'เบญจพิธจักษุ' (จักษุ 5 อย่าง) กล่าวคือ
1.มังสะจักษุ คือทรงมี (ตาเนื้อ) พระเนตรอันงาม มีอำนาจ แจ่มใส ไว และเห็นได้ไกล
2.ทิพยจักษุ คือทรงมีพระปรีชาญาณที่ล่วงรู้ความเป็นไปของสรรพสัตว์ด้วยอำนาจของกฎแห่งกรรม
3.ปัญญาจักษุ คือทรงมีพระปัญญาเฉียบแหลมอันเป็นเหตุให้ได้ตรัสรู้อริยสัจธรรม เป็นต้น
4.พุทธจักษุ คือทรงมีพระปรีชาสามารถล่วงรู้อัธยาศัย และพื้นฐานความถนัดของสรรพสัตว์ อันทำให้พระองค์ทรงสามารถที่จะเลือกวิธีการและคำสอนที่เหมาะสมสำหรับสัตว์ (คน) นั้นๆ ได้เป็นอย่างดี
5.สมันตจักษุ คือทรงประกอบด้วยพระสัพพัญญุตญาณ (ญาณหยั่งรู้ธรรมทั้งปวง)
ในทัศนะของผู้เขียน เห็นว่า คนที่บริจาคอวัยวะเป็นทาน จัดว่าได้ทำบุญอันยิ่งใหญ่ ควรได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เสียสละที่หาได้ยาก ถือว่าเป็นผู้ดำเนินอยู่ในวิถีทางของพระมหาโพธิสัตว์ เขาเสียสละสิ่งสามัญเพื่อจักได้เสวยผลที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นหลายเท่านัก ไม่ใช่สละอวัยวะเป็นทานแล้วจะกลายเป็นคนพิกลพิการในชาติหน้าก็หาไม่ (ถ้าผลแห่งมหาทานบารมีเป็นอย่างนี้ พระพุทธองค์จะทรงสอนให้คนสละอวัยวะเป็นทานไปเพื่ออะไร) ใครที่เข้าใจอย่างนี้ ควรรู้เอาไว้เสียด้วยว่าตนกำลังเข้าใจผิด ถือผิด ซ้ำยังคอยขัดขวางทางมหากุศลของคนอื่นเขาอีกด้วย
ว.วชิรเมธีภิกขุ
From Nationweekend
---------------
http://www.bbznet.com/scripts2/view.php?user=ppbbz&board=2&id=2&c=1&order=numtopic