ผ่อนคลาย
20-11-2005, 08:57 PM
ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นบัณฑิต
[๑๖] ๑. บุคคลพึงเห็นผู้มีปัญญาใด ซึ่งเป็นผู้กล่าวนิคคหะชี้โทษ ว่าเป็นเหมือนผู้บอกขุมทรัพย์ให้ พึงคบผู้มีปัญญาเช่นนั้น ซึ่งเป็นบัณฑิต เพราะว่าเมื่อคบท่านผู้เช่นนั้น มีแต่คุณอย่างประเสริฐ ไม่มีโทษที่ลามก.
๒. ผู้ใดพึงว่ากล่าว พึงสอน และพึงห้ามจากธรรมของอสัตบุรุษ ผู้นั้นแลย่อมเป็นที่รักของสัตบุรุษทั้งหลาย ไม่เป็นที่รักของพวกอสัตบุรุษ.
๓. บุคคลไม่ควรคบบาปมิตร ไม่ควรคบบุรุษต่ำช้า ควรคบกัลยาณมิตร ควรคบบุรุษสูงสุด.
๔. บุคคลผู้เอิบอิ่มในธรรม มีใจผ่องใส ย่อมอยู่เป็นสุข บัณฑิตย่อมยินดีในธรรมที่พระอริยเจ้าประกาศแล้วทุกเมื่อ.
๕. อันคนไขน้ำทั้งหลายย่อมไขน้ำ ช่างศรทั้งหลายย่อมดัดศร ช่างถากทั้งหลายย่อมถากไม้ บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกตน.
๖. ภูเขาศิลาล้วน เป็นแท่งเดียว ย่อมไม่สะเทือนด้วยลมฉันใด บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่เอนเอียงในเพราะนินทาและสรรเสริญฉันนั้น.
๗. บัณฑิตทั้งหลาย ฟังธรรมแล้ว ย่อมผ่องใสเหมือนห้วงน้ำลึก ใสแจ๋ว ไม่ขุ่นมัวฉะนั้น.
๘. สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมเว้นในธรรมทั้งปวงแล สัตบุรุษทั้งหลาย หาใช่ผู้ปรารถนากามบ่นไม่ บัณฑิตทั้งหลาย อันสุขหรือทุกข์ถูกต้องแล้ว ย่อมไม่แสดงอาการขึ้นลง.
๙. บัณฑิตย่อมไม่ทำบาปเพราะเหตุแห่งตนย่อมไม่ทำบาปเพราะเหตุแห่งบุคคลอื่น บัณฑิตไม่พึงปรารถนาบุตร ไม่พึงปรารถนาทรัพย์ ไม่พึงปรารถนาแว่นแคว้น ( และ) ไม่พึงปรารถนาความสำเร็จเพื่อตนโดยไม่เป็นธรรม บัณฑิตนั้นพึงเป็นผู้มีศีล มีปัญญา ตั้งอยู่ในธรรม.
๑๐. บรรดามนุษย์ ชนผู้ถึงฝั่งมีจำนวนน้อย ฝ่ายประชานอกนี้เลาะไปตามตลิ่งอย่างเดียว ก็ชนเหล่าใดแล ประพฤติสมควรแก่ธรรมในธรรมที่เรากล่าวชอบแล้ว ชนเหล่านั้นล่วงบ่วงมารที่ข้ามได้ยากอย่างเอกแล้วจักถึงฝั่ง.
๑๑. บัณฑิตละธรรมดำแล้ว ออกจากอาลัย อาศัยธรรม อันหาอาลัยมิได้แล้วควรเจริญธรรมขาว ละกามทั้งหลายแล้ว หมดความกังวล พึงปรารถนาความยินดียิ่งในวิเวก อันเป็นที่ซึ่งประชายินดีได้ยาก บัณฑิตควรทำตนให้ผ่องแผ้วจากเครื่องเศร้าหมองชนเหล่าใดอบรมจิตดีแล้ว โดยชอบ ในองค์ธรรมแห่งความตรัสรู้ ( และ) ชนเหล่าใดไม่ถือมั่นยินดีในการละ เลิกความถือมั่น ชนเหล่านั้น ฯเป็นพระขีณาสพ รุ่งเรื่อง ดับสนิทแล้วในโลก.
จบบัณฑิตวรรคที่ ๖
ที่มา
http://202.57.162.77/tripitaka/default.php?cat=4100035 (http://202.57.162.77/tripitaka/default.php?cat=4100035)
[๑๖] ๑. บุคคลพึงเห็นผู้มีปัญญาใด ซึ่งเป็นผู้กล่าวนิคคหะชี้โทษ ว่าเป็นเหมือนผู้บอกขุมทรัพย์ให้ พึงคบผู้มีปัญญาเช่นนั้น ซึ่งเป็นบัณฑิต เพราะว่าเมื่อคบท่านผู้เช่นนั้น มีแต่คุณอย่างประเสริฐ ไม่มีโทษที่ลามก.
๒. ผู้ใดพึงว่ากล่าว พึงสอน และพึงห้ามจากธรรมของอสัตบุรุษ ผู้นั้นแลย่อมเป็นที่รักของสัตบุรุษทั้งหลาย ไม่เป็นที่รักของพวกอสัตบุรุษ.
๓. บุคคลไม่ควรคบบาปมิตร ไม่ควรคบบุรุษต่ำช้า ควรคบกัลยาณมิตร ควรคบบุรุษสูงสุด.
๔. บุคคลผู้เอิบอิ่มในธรรม มีใจผ่องใส ย่อมอยู่เป็นสุข บัณฑิตย่อมยินดีในธรรมที่พระอริยเจ้าประกาศแล้วทุกเมื่อ.
๕. อันคนไขน้ำทั้งหลายย่อมไขน้ำ ช่างศรทั้งหลายย่อมดัดศร ช่างถากทั้งหลายย่อมถากไม้ บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกตน.
๖. ภูเขาศิลาล้วน เป็นแท่งเดียว ย่อมไม่สะเทือนด้วยลมฉันใด บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่เอนเอียงในเพราะนินทาและสรรเสริญฉันนั้น.
๗. บัณฑิตทั้งหลาย ฟังธรรมแล้ว ย่อมผ่องใสเหมือนห้วงน้ำลึก ใสแจ๋ว ไม่ขุ่นมัวฉะนั้น.
๘. สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมเว้นในธรรมทั้งปวงแล สัตบุรุษทั้งหลาย หาใช่ผู้ปรารถนากามบ่นไม่ บัณฑิตทั้งหลาย อันสุขหรือทุกข์ถูกต้องแล้ว ย่อมไม่แสดงอาการขึ้นลง.
๙. บัณฑิตย่อมไม่ทำบาปเพราะเหตุแห่งตนย่อมไม่ทำบาปเพราะเหตุแห่งบุคคลอื่น บัณฑิตไม่พึงปรารถนาบุตร ไม่พึงปรารถนาทรัพย์ ไม่พึงปรารถนาแว่นแคว้น ( และ) ไม่พึงปรารถนาความสำเร็จเพื่อตนโดยไม่เป็นธรรม บัณฑิตนั้นพึงเป็นผู้มีศีล มีปัญญา ตั้งอยู่ในธรรม.
๑๐. บรรดามนุษย์ ชนผู้ถึงฝั่งมีจำนวนน้อย ฝ่ายประชานอกนี้เลาะไปตามตลิ่งอย่างเดียว ก็ชนเหล่าใดแล ประพฤติสมควรแก่ธรรมในธรรมที่เรากล่าวชอบแล้ว ชนเหล่านั้นล่วงบ่วงมารที่ข้ามได้ยากอย่างเอกแล้วจักถึงฝั่ง.
๑๑. บัณฑิตละธรรมดำแล้ว ออกจากอาลัย อาศัยธรรม อันหาอาลัยมิได้แล้วควรเจริญธรรมขาว ละกามทั้งหลายแล้ว หมดความกังวล พึงปรารถนาความยินดียิ่งในวิเวก อันเป็นที่ซึ่งประชายินดีได้ยาก บัณฑิตควรทำตนให้ผ่องแผ้วจากเครื่องเศร้าหมองชนเหล่าใดอบรมจิตดีแล้ว โดยชอบ ในองค์ธรรมแห่งความตรัสรู้ ( และ) ชนเหล่าใดไม่ถือมั่นยินดีในการละ เลิกความถือมั่น ชนเหล่านั้น ฯเป็นพระขีณาสพ รุ่งเรื่อง ดับสนิทแล้วในโลก.
จบบัณฑิตวรรคที่ ๖
ที่มา
http://202.57.162.77/tripitaka/default.php?cat=4100035 (http://202.57.162.77/tripitaka/default.php?cat=4100035)