NoOTa
17-11-2005, 04:29 PM
เอี่ยม ทองดี และคณะสงฆ์ผู้ร่วมวิจัย (สันติกโรภิกขุ , พระครูปลัดสุวัฒนพรหมคุณ , พระมหาสมชัย กุสลจิตโต , และ พระมหาเจิม สุวโจ)
พุทธศาสนากับอุดมการณ์ทางสังคม
เมื่อพิจารณาความเป็นมาของสังคมที่มีพระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐาน ทั้งสังคมในสมัยพุทธกาลและสังคมไทยที่รับพระพุทธศาสนามาเป็นพื้นฐานเป็นเวลานาน พบว่ามีลักษณะต่างๆ ที่เป็นธรรมชาติของสังคม ดังนี้
(๑) ชุมชนสังฆะ ชุมชนสังฆะในพระพุทธศาสนากระจายกันอยู่ตามท้องถิ่นต่างๆ ทั้งในเมือง และชนบทอย่างหลากหลาย ในสมัยพุทธกาลชุมชนสังฆะมีเอกภาพได้โดยไม่ได้อาศัยระบบการปกครองใดๆ มาช่วย ซึ่งพูดแบบไม่ลำเอียงก็จะเห็นว่า พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ดำริที่จะปกครองชุมชนของท่านเท่าไรนัก ดังพุทธพจน์ที่ว่า ดูกรอานนท์ จิตของตถาคตจะไม่บริหารปกครองภิกษุสงฆ์ และจะไม่กังวลยกย่องภิกษุสงฆ์ เพราะพระองค์มิได้ทรงยึดมั่นว่าเป็นตัวตนตามความเห็นของพระองค์(อัตตานุทิฏฐิ)ดังนั้นคณะสงฆ์จึงมีความหลากหลายแต่ละคณะก็อิสระพอสมควร
พระพุทธศาสนาในอดีตไม่มีระบบรวมศูนย์อำนาจ ไม่มีระบบอำนาจในการปกครอง แต่มีธรรมเป็นอำนาจในการปกครองคือพระธรรมวินัย พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงปกครองสงฆ์แบบระบบราชการอย่างที่เป็นอยู่ในคณะสงฆ์ไทยปัจจุบัน พระองค์ไม่ให้มีระบบสายงานการปกครองอะไรเลย รูปแบบคณะสงฆ์สมัยนั้นใกล้เคียงกับรูปแบบของสังคมเล็กๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ในอินเดีย และไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจของศาสนาพราหมณ์
(๒) กฏระเบียบของชุมชน ในสมัยแรกๆ ชุมชนสังฆะยังไม่มีวินัย มีแต่ขนบธรรมเนียมของสมณะตามที่มีกันอยู่แล้วในสมัยนั้น ผู้บวชก็มีประสบการณ์ มีความรู้ มีความตั้งใจที่จะศึกษาปฏิบัติธรรม และทราบซึ้งในพุทธธรรมอยู่แล้ว พระองค์จึงไม่มีความจำเป็นที่จะบัญญัติพระวินัยเพื่อปกครองคณะสงฆ์ และภิกษุ ภิกษุณีก็สามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องมีพระวินัย หรือกฎระเบียบมากนัก ต่อมาเมื่อมีผู้มาบวชมากขึ้นและเข้ามาบวชโดยเหตุปัจจัยอาจไม่ตรงกับจุดมุ่งหมายของการบวชในพระพุทธศาสนาคือศึกษาปฏิบัติธรรมเพื่อดับทุกข์ก็คือปัญญา พระองค์จึงทรงบัญญัติพระวินัยเฉพาะเรื่อง เฉพาะหน้าขึ้น โดยที่อำนาจรัฐไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องก้าวก่ายแม้แต่น้อย และพระพุทธศาสนาก็เป็นศาสนาของประชาชนส่วนใหญ่ก่อนที่รัฐจะให้การยอมรับนับถือ ซึ่งก็เป็นลักษณะพิเศษของพระพุทธศาสนาสมัยนั้น
ต่อมาเมื่อพระพุทธศาสนาได้รับความสนับสนุนจากฝ่ายรัฐในประเทศต่างๆ ในเอเชียมากขึ้น ศาสนาพุทธก็กลายเป็นศาสนาแห่งรัฐ (State religion) ดังนั้น การออกกฎหมายและระเบียบแบบแผนของคณะสงฆ์จึงเริ่มที่จะมีทฤษฎีในการปกครองแบบสมบูรณ์เด็ดขาดมากขึ้น
(๓) ภาครัฐ หรือพระราชาหรือผู้ปกครองแผ่นดินในยุคแรกๆ เข้าใจบทบาทหน้าที่ตนเองดีว่า มีหน้าที่ที่จะเอื้อเฟื้อ อุปถัมภ์ และคุ้มครองสมณพราหมณ์ หรือนักบวชทุกลัทธิ ทุกศาสนา ช่วยป้องกันภัยจากภายนอก พร้อมทั้งจัดสถานที่พักที่เหมาะสมให้ และแตกต่างอย่างมากกับสมัยนี้ก็คือ นอกจากสนับสนุนและช่วยป้องกันแล้ว ยังไม่คิดจะครอบงำศาสนา หรือใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการเมืองการปกครอง อันนี้เป็นลักษณะบางอย่างของพุทธศาสนาในอินเดีย
ถ้าจะเปรียบเทียบกับประชาสังคมน่าจะมองได้ว่า พระพุทธศาสนาสมัยนั้น ไม่คิดว่าจะไปบงการหรือสั่งการกับสังคม การเผยแผ่คำสอนก็ไม่ใช้วิธีการบังคับให้เชื่อเหมือนบางลัทธินิกาย ในบางเมืองในแคว้นวัชชี พระราชาและสภาก็ยอมทำตามคำแนะนำและเหตุผลของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ให้คำแนะนำหลากหลายกรณี แต่ท่านก็ไม่มีอำนาจ ไม่ใช้สิทธิที่จะบังคับใครแม้จะอยู่ในวิสัยที่ทำได้ก็ตาม พระองค์ไม่มีอำนาจหรือมีสิทธิในทางการเมือง ซึ่งแล้วแต่ฝ่ายปกครองในสมัยนี้จะฟังหรือไม่ฟัง จะสนใจหรือไม่สนใจ แต่เนื่องจากความบริสุทธิ์ของพระองค์ ที่บริสุทธิ์ในเรื่องศีล สมาธิ และปัญญารวมทั้งความเรียบร้อยของคณะสงฆ์ที่คนพอมองเห็นได้ ซึ่งก็มีพระราชาบางพระองค์ เมื่อไปพบความสงบเรียบร้อยของคณะสงฆ์ ก็ทรงเกิดความเลื่อมใส
อำนาจเหล่านี้ทำให้พระพุทธศาสนา ยุคแรกๆ มีอิทธิพลต่อสังคม โดยเป็นอิทธิพลที่ขึ้นอยู่กับธรรมะโดยตรง ธรรมะที่เป็นคำสั่งสอนและธรรมะที่พระพุทธองค์และสาวกได้ปฏิบัติอยู่ ให้สังคมมองเห็นได้
พระพุทธศาสนากับแนวคิดเรื่องอำนาจ
จากการศึกษาพบว่า อุดมการณ์ทางพระพุทธศาสนาด้านสังคม / ประชาสังคมที่เกี่ยวข้องกับอำนาจของบุคคลและสังคม อำนาจที่สำคัญซึ่งพระพุทธศาสนาเน้นมาก คือ อำนาจแห่งทางสายกลาง ซึ่งถ้าหากพิจารณาแยกแยะองค์ประกอบของอำนาจดังกล่าวแล้วจะเห็นความเป็นประชาสังคมอย่างชัดเจน ดังนั้น อำนาจทางสายกลางนี้จึงควรจะเรียกได้ว่าเป็น ประชาสังคมตามอุดมการณ์ทางพระพุทธศาสนา เป็นสังคมทางเลือกที่ ๓ (Third Sector) ที่ไม่ไปอิงอาศัย และส่งเสริมอำนาจโลภะ อำนาจโทสะ และอำนาจโมหะ
อำนาจของบุคคลและสังคมในพุทธศาสนาแบ่งออกไปเป็น 2 ประการ คือ อำนาจฝ่ายกุศล กับอำนาจฝ่ายอกุศล กล่าวคือ อำนาจฝ่ายกุศล เป็นอำนาจสายกลางตามทัศนะของชาวพุทธ แบ่งเป็น ๓ ส่วน ส่วนแรก คือ อำนาจศีลธรรม ส่วนที่ ๒ คือ อำนาจแห่งเมตตาความรัก และส่วนที่ ๓ คือ อำนาจแห่งปัญญา ๓ อย่างนี้ คือ หลักพุทธธรรม ที่เรียกว่า ไตรสิกขา ดังกล่าวข้างต้น
ส่วนอำนาจฝ่ายอกุศล เป็นอำนาจที่สุดโต่งทั้งสองฝ่าย คือ ไม่เป็นกามสุขัลลิกานุโยค ก็ต้องเป็น อัตถกิลมถานุโยค อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยมีอยู่ ๓ ประการคือ อำนาจแห่งโลภะ เป็นการใช้อำนาจหลอกคนอื่นเพื่อแสวงหาประโยชน์จากคนเหล่านั้น นี้ก็คือโลกธุรกิจปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจทุนนิยม หรือบริโภคนิยม อำนาจแห่งโทสะ เป็นอำนาจที่ใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะใช้ศาสตรา อาวุธ หรื่อกฎหมายเป็นเครื่องมือไปควบคุมบังคับคนอื่นโดยไม่ยุติธรรม ตรงนี้ขอให้เรานึกถึงว่า กฎหมายทั้งหลายที่ใช้ในปัจจุบัน ไม่ได้มาจากประชาชน และประชาชนแทบไม่มีส่วนร่วมเลย ทั้งๆ ที่เรื่องที่มีผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง กฎหมายส่วนมากจึงมาจากฝ่ายราชการ หรือข้าราชการการเมืองอันเป็นชนกลุ่มน้อยที่ใช้อำนาจทางการเมืองแทบทั้งสิ้น และวัตถุประสงค์ทางกฎหมายที่ออกมาก็เป็นไปเพื่อควบคุมประชาชนอันเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม ขาดความชอบธรรมไม่น้อย ไม่ใช่ว่าไม่ชอบธรรมโดยส่วนเดียว แต่ไม่ชอบธรรมตามระบบประชาธิปไตยอีกด้วย และอำนาจแห่งโมหะ คือความหลง ความมัวเมา ความโง่เขลาเห็นผิดเป็นถูก ที่เรียกว่าเป็นอวิชชา
อำนาจที่บังคับโดยใช้ความรุนแรงก็ดี อำนาจที่บังคับโดยการหลอกก็ดี ล้วนเป็นอกุศลทั้งสิ้น ดังนั้น ชาวพุทธที่ดีควรจะหาทางขจัด หรือดับทุกข์อำนาจเหล่านี้ หรืออย่างน้อยก็รู้วิธีเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับอำนาจเหล่านั้นโดยไม่ตกเป็นเครื่องมือหรือถูกครอบงำ และชาวพุทธที่ดีก็ไม่ควรที่จะใช้อำนาจต่อสู้โดยใช้อาวุธ ใช้ความรุนแรง หรือโดยการหลอกผู้อื่นเพราะมิใช่กระบวนการสันติวิธีของชาวพุทธ อำนาจที่แท้จริงของชาวพุทธ ต้องเป็นอำนาจแบบไม่บังคับให้ใครเชื่อ เป็นอำนาจฝ่ายกุศล ได้แก่
(๑) อำนาจศีลธรรม กรณีท่านอาจารย์พุทธทาส จะสังเกตได้ว่า ที่ท่านมีอิทธิพลต่อสังคมไทยนั้น ท่านไม่ได้มีอิทธิพลเพราะว่าท่านร่ำรวย ท่านไม่มีอิทธิพลเพราะว่าเป็นนายธนาคาร หรือนายทุนที่สามารถใช้เงินใช้การโฆษณาแบบลงทุนให้คนเชื่อถือหรือฟัง และท่านก็ไม่มีทั้งอำนาจทั้งอาวุธ ไม่มีอำนาจทางการเมือง แม้แต่อำนาจอื่นๆ เช่น อำนาจศีลธรรม เพราะว่าท่านดำรงชีวิตอยู่ในศีลธรรมอย่างชัดเจน อยู่อย่างมีสมณสารูปที่สมบูรณ์ มีชีวิตเรียบง่าย สันโดษ
คนก็นับถือท่านอาจารย์พุทธทาส ไม่ได้นับถือเพราะถูกหลอกหรือถูกบังคับ อย่างที่ชาวบ้านเขานับถือข้าราชการ เจ้าพ่อผู้มีอิทธิพล แต่นับถือเพราะว่าท่านอาจารย์มีความดีความงาม คือท่านมีอำนาจที่เรียกว่า อำนาจศีลธรรม (อำนาจแห่งศีล) ตรงนี้เป็นอำนาจที่สำคัญอย่างยิ่งของกระบวนการประชาสังคม ถ้าผู้ที่เคลื่อนไหวประชาสังคมยังขาดอำนาจนี้ ความเคลื่อนไหวนั้นจะกลายเป็นการไปแย่งชิงอำนาจ ทั้งอำนาจทุนและอาวุธ ซึ่งจะทำให้เกิดความรุนแรงและขัดแย้งกันในระดับสูง แต่ถ้าเป็นชาวพุทธที่ดำเนินอยู่ในศีลธรรมสามารถเรียกร้องหรือดึงดูดความนับถือของคนอื่นโดยไม่บังคับ โดยเอาความสะอาด ความดีงามของศีลธรรม ซึ่งไม่เป็นการบังคับ แต่กระบวนการเชื่อถือจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ เพราะมนุษย์จะยอมนับถือสิ่งที่ดีงาม ที่สะอาดบริสุทธิ์อยู่แล้ว
(๒) อำนาจเมตตา เป็นอำนาจที่ขึ้นกับสายจิตตสิกขา ประชาสังคมแบบพุทธจะไม่ไปบังคับ สั่งการ แต่จะเกิดขึ้นจากความรัก โดยตระหนักในการที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างที่เราสวดกันทุกวัน แทนที่จะทำอะไรเพื่อตัวเอง เมื่อเมตตา ความรักเกิด กรุณา ความเห็นใจผู้อื่น หรือใช้เรี่ยวแรง ความรู้ความสามารถ และทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อประโยชน์ผู้อื่น ดังที่ท่านอาจารย์พุทธทาส ปฏิบัติเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้
ประชาสังคมของชาวพุทธเป็นอำนาจที่เกิดขึ้นโดยการฝึกฝนในด้านจิตตสิกขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเมตตาภาวนา ที่ใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ภาวนาแบบหลับตาอย่างเดียว
(๓) อำนาจพลังแห่งปัญญา ประชาสังคมแบบชาวพุทธจะอาศัยพลังหรืออำนาจแห่งปัญญา ใช้จิตที่สงบที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นดูความเป็นจริงของชีวิต ของโลก ของธรรมชาติ ของสังคม เมื่อเห็นสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริง เห็นปรากฏการณ์ต่างๆ ในความที่ไม่เที่ยง ไม่แน่นอน เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เห็นสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย เปลี่ยนแปลงตามเหตุตามปัจจัย แล้วก็ต่ำลงตามเหตุตามปัจจัย เมื่อเห็นอย่างนี้ พลังแห่งปัญญาก็เกิดขึ้น
ดังนั้น ประชาสังคมตามอุดมการณ์พระพุทธศาสนาจึงเป็นสังคมที่ใช้พลังศีลธรรม พลังเมตตา และพลังแห่งปัญญา เว้นการใช้พลังแห่งกิเลส การเคลื่อนไหวประชาสังคมของกลุ่มหรือองค์กรจึงต้องที่ไม่คำนึงถึงอำนาจอันบริสุทธิ์ทั้ง ๓ เหล่านี้ ก็จะเป็นการง่ายที่การเคลื่อนไหวนั้น จะถูกแทรกแซง และถูกครอบงำโดยอำนาจแห่งโมหะ
ความพยายามประยุกต์อุดมการณ์พระพุทธศาสนาด้านประชาสังคมมาใช้ในสังคมไทย
บทสรุปที่ว่าสังคมไทยไม่ได้นำหลักการพุทธศาสนามาใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตด้านต่างๆ ทั้งในระดับบุคคลและสังคม เป็นสิ่งที่ชาวพุทธส่วนหนึ่งตระหนักดีมาตลอด และได้พยายามแสวงหาแนวทางประยุกต์หลักการพุทธศาสนามาใช้ในสังคมไทยอย่างจริงจัง เพื่อเป็นแบบอย่างแก่สังคม เพื่อนำสังคมไปสู่ความดีงาม ความถูกต้องตามหลักการที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น สร้างสังคมชาวพุทธให้เป็นแบบอย่าง อบรมสั่งสอนอธิบายแนะนำหลักการที่ถูกต้องและทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ใช้ธรรมะมาพัฒนาและแก้ปัญหาต่างๆ แก่ชุมชน นำหลักธรรมมาสอนให้เป็นหลักในการดำรงชีพ เป็นต้น เช่น กรณีพระธรรมโกษาจารย์หรือที่รู้จักกันในนามของท่านพุทธทาสภิกขุ กรณีพระธรรมโกษาจารย์หรือที่รู้จักกันในนามของท่านปัญญานันทภิกขุ กรณีหลวงพ่อนาน (พระครูพิพิธประชานาถ) จังหวัดสุรินทร์ กรณีพระอาจารย์บัญญัติ อนุตฺตโร (วัดป่าธรรมดา อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา) กรณีพระอุดมกิตฺติมงคล (รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ อดีตเจ้าคณะอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่) กรณีพระธรรมดิลก (จันทร์ กุสโล) ประธานคณะที่ปรึกษามูลนิธิศึกษาพัฒนาชนบท วัดป่าดาราภิรมย์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ กรณีผู้ใหญ่ผาย สร้อยสระกลาง จังหวัดบุรีรัมย์ กรณีมหาอยู่ สุนทรชัย จังหวัดสุรินทร์ กรณีผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม กรณีนายเคียง คงแก้ว จังหวัดพัทลุง กรณีพระครูศีลวราภรณ์ วัดโนนเมือง จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้น
กรณีสวนโมกขพลาราม เป็นชุมชนที่ท่านพุทธทาสภิกขุมุ่งสร้างให้เป็นตัวอย่างแก่สังคมชาวพุทธโดยตรง โครงสร้างและหลักการของสังคมสวนโมกขพลารามคือการดำรงอยู่ของชุมชนที่อาศัยพระธรรมและวินัยเป็นกฏเกณฑ์สำคัญในความสัมพันธ์ทางสังคม เช่น การปกครองการบริหารจัดการ ฯลฯ ไม่มีกฏเกณฑ์ใดๆ หรืออำนาจใดๆ ของบ้านเมืองเข้ามามีบทบาทหรืออิทธิพลเหนืออำนาจแห่งธรรมและวินัย ซึ่งปรากฏว่าชุมชนสวนโมกขพลาราม สมาชิกมีความเป็นกัลยาณมิตร อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข เป็นชุมชนที่เข้มแข็ง เป็นชุมชนแห่งการการเรียนรู้ เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันทั้งภายในและภายนอกชุมชน นำพาชีวิตไปสู่เป้าหมายตามหลักการพุทธศาสนาตามภูมิธรรมของสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันที่นั้นมีวัดธารน้ำไหล ซึ่งเป็นสถาบันหรือเป็นองค์กรสงฆ์ที่จัดตั้งขึ้นตามหลักการอื่นหรือตามอำนาจรัฐ ไม่เกี่ยวข้องกับธรรมและวินัย กิจกรรมของวัดธารน้ำไหลดำเนินไปตามโครงสร้างและหน้าที่ตามกฏเกณฑ์ของบ้านเมือง โดยอำนาจเหล่านั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคหรือมีอิทธิพลเหนือหลักการพุทธศาสนาในชุมชนสวนโมกขพลารามแต่อย่างใด เมื่อหลักการบ้านเมืองดังกล่าวเป็นความจำเป็นทางสังคม ก็สามารถอยู่รวมกันได้ ตำแหน่ง "พระธรรมโกษาจารย์" ซึ่งเป็นผลของระบบนั้นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อพระธรรมวินัยแต่อย่างใด สังคมชาวพุทธที่เกิดขึ้นที่สวนโมกข์จึงเป็นสังคมที่เข้มแข็ง มีความสามัคคี มีความสุขสงบเป็นแบบอย่างสำคัญของสังคมชาวพุทธแห่งหนึ่ง
กรณีพระธรรมดิลก (จันทร์ กุสโล) วัดป่าดาราภิรมย์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิศึกษาพัฒนาชนบท ท่านได้นำพุทธธรรมมาประยุกต์เป็นหลักการของมูลนิธิดังกล่าวเพื่อใช้ในการดำเนินงานพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมแก่ชุมชน หลักการของมูลนิธิ คือ ส่งเสริมกสิกร มุ่งสอนวิทยา ดำรงศาสนาและพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งแต่ละประการประกอบด้วยหลักธรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น การส่งเสริมกสิกร ใช้หลักประโยชน์ปัจจุบัน คือการหมั่นขยันแสวงหาทรัพย์ รู้รักษาทรัพย์ รู้จักคบมิตรที่ดี มีชีวิตที่เสมอต้นเสมอปลาย โดยเน้นให้ชุมชนรู้ เข้าใจในหลักการเหล่านี้อย่างชัดเจน รู้เหตุรู้ผลต่างๆ รู้วิธีการนำธรรมะไปใช้ในการประกอบหน้าที่การงานในชีวิตประจำวัน แล้วจึงส่งเสริมอาชีพและโครงการกิจกรรมต่างๆ ให้ชุมชน ผลการดำเนินงานของท่านช่วยให้ชุมชนหลายชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้ รู้จักนำหลักการในพุทธศาสนาไปใช้ในวิถีชีวิตได้มากขึ้นในหลายๆ รูปแบบ รวมทั้งการพัฒนาประเพณีพิธีกรรมบางอย่างให้เกิดประโยชน์ยิ่งๆ แก่ชีวิตและสังคม เช่น พิธีทำบุญสืบชะตา ซึ่งเป็นประเพณีพื้นบ้าน แต่เดิมมุ่งทำบุญเลี้ยงพระ นิมนต์พระสงฆ์เจริญพุทธมนต์อวยพรเจ้าภาพแต่เพียงอย่างเดียว พระธรรรมดิลกท่านได้พัฒนาให้กลายเป็นการไถ่ชะตาที่เกื้อกูลชีวิตและสังคม คือ ให้ผู้ไถ่ชะตาที่มีฐานะดีรวบรวมเงินที่จะทำบุญถวายพระนำไปซื้อวัวควายที่กำลังถูกนำไปฆ่าจากโรงฆ่าสัตว์นำมาถวายพระสงฆ์เป็นการไถ่ชีวิตเอาอานิสงส์ พระสงฆ์นำวัวควายนั้นมอบให้ชาวนายากจนนำไปใช้งาน เมื่อวัวควายเกิดลูกก็แบ่งปันให้และหมุนเวียนให้ผู้อื่นเอาไปเลี้ยงต่อ เมื่อมีวัวควายมากขึ้นจึงจัดตั้งเป็นธนาคารควาย ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมช่วยเหลือชาวบ้านให้มีวัวควายใช้งาน ทั้งยังมีโอกาสเป็นเจ้าของวัวควายและธนาคารควายได้ค่าเช่าควายเป็นข้าวเปลือกมาใส่ไว้ในธนาคารข้าวของหมู่บ้านสำหรับคนยากจนกู้ยืมไปบริโภคต่อไป ผลการดำเนินงานดังกล่าวสามารถช่วยให้เกิดการพึ่งพาอาศัยเกื้อกูลกันในสังคมอย่างเป็นระบบน่าภาคภูมิใจ จึงเป็นกรณีตัวอย่างกรณีหนึ่งที่นำธรรมะหรือหลักการในพุทธศาสนามาใช้ในการพัฒนาชุมชน ส่งเสริมให้ชุมชนนำธรรมะไปใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งทำให้ชีวิตมีปกติสุขขึ้น
กรณีหลวงพ่อนานหรือพระครูพิพิธประชานาถ วัดสามัคคี ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ที่พัฒนาหมู่บ้านจนทำให้ชาวบ้านสามารรถนำธรรมมาแก้ปัญหาสำคัญๆ ของตนเองและของหมู่บ้านได้ หลวงพ่อเริ่มต้นพัฒนาโดยการสอนธรรมและวินัย (ศีล) ให้อุบาสกอุบาสิกาที่มาทำบุญที่วัด ให้พวกเขาได้รู้ ได้เข้าใจธรรมอย่างแท้จริง จากนั้นจึงสอนให้ปฏิบัติ สอนให้นำธรรมะไปใช้ในชีวิตประจำวัน และเริ่มรวมกลุ่มทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น สหบาลข้าว กลุ่มซื้อปุ๋ยมาใช้ในนาข้าว ต่อมาครอบครัวอื่นต้องการเข้าร่วมด้วย จึงค่อยๆ ขยายผล ขยายฐานธรรมะให้กว้างออก จนกระทั่งเกิดเป็นกิจกรรมอื่นๆ เพิ่มขึ้นครอบคลุมทั้งชุมชน เช่น กิจกรรรม สหกรณ์ กิจกรรมการทำนาสามัคคี ขณะเดียวกันการเน้นย้ำหลักการเรื่องธรรมและวินัยหรือการอบรมสั่งสอนพระธรรรมวินัยก็ดำเนินการควบคู่ไป การนำธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวันจึงเป็นเรื่องปกติ การปฏิบัติธรรมกับการปฏิบัติหน้าที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ปัญหาต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นเป็นอยู่ในชุมชนจึงคลี่คลายลง สังคมกลับสู่ความปกติ สามารถทำมาหากินเลี้ยงชีพได้ตามสมควรแก่อัตภาพได้อย่างทั่วถึง หมู่บ้านพึ่งตนเองได้และจัดการกับปัญญาต่างๆ ได้
กรณีพระธรรมโกษาจารย์รูปปัจจุบันหรือท่านปัญญานันทภิกขุ เป็นพระสงฆ์รูปหนึ่งที่ยืนหยัดปลูกฝังหลักการพุทธศาสนาสู่สังคมไทยมาตลอดชีวิต ท่านเริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่าประเพณีวัฒนธรรมหลายประการที่คนไทยประพฤติปฏิบัติอยู่ทั้งคฤหัสถ์และพระสงฆ์ ไม่ใช่หลักการพุทธศาสนาที่แท้จริง เช่นการฟังเทศน์ฟังธรรมที่พระสงฆ์เทศก์ไปตามใบลานปล่อยให้ผู้ฟังหลับแล้วเชื่อว่าจะได้บุญหนักหนานั้น หรือกรณีงานศพ งานบวช งานแต่งงาน ที่นิยมนำอบายมุขชนิดต่างๆ มาเสพย์จนกล่าวได้ว่าเป็นงานที่รวมอบายมุขทั้งหลาย ท่านปัญญานันทภิกขุได้พัฒนาสิ่งเหล่านี้โดยการชี้ถูกชี้ผิด ชี้เหตุชี้ผล ว่าไม่ดีอย่างไร ผิดหลักการพุทธศาสนาอย่างไร จากนั้นจึงสอนให้ทำตามหลักการพุทธศาสนา และทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ดังที่ปรากฏอยู่ในชุมชนวัดชลประทานรังสฤษดิ์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นกรณีหนึ่งที่พยายามสร้างสรรค์ให้เกิดการกระทำที่มีเหตุผล ก่อให้เกิดความถูกต้องและความสุขมาให้ ตามหลักการพุทธศาสนา และเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม
กรณีผู้ใหญ่ผาย สร้อยสระกลาง จังหวัดบุรีรัมย์ กรณีพ่อมหาอยู่ สุนทรชัย จังหวัดสุรินทร์ กรณีผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม จังหวัดฉะเชิงเทรา กรณีนายเคียง คงแก้ว จังหวัดพัทลุง กรณีเหล่านี้เป็นฆราวาสที่เคยดำรงชีพตามหลักการอื่นๆ มาก่อน จนกระทั่งแทบเอาตัวไม่รอด ครอบครัวเกือบจะล้มละลายทางเศรษฐกิจ แต่เมื่อตั้งสติได้ค่อยๆ ใช้หลักธรรมะมาทบทวนเหตุปัจจัย เริ่มพัฒนาซักฟอกจิตใจตนเองให้ลดละสละกิเลส จึงเริ่มเห็นแสงสว่าง พบแนวทางใหม่ จึงยึดเป็นหลักมาใช้ในการดำเนินชีวิต จนกระทั่งสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ ทำให้ครอบครัวมีความสุขสงบ พึ่งตนเองได้ เป็นที่พึ่งคนอื่นได้ เป็นแบบอย่างการแก้ปัญหาสังคมได้ อันที่จริงท่านเหล่านี้ได้ชื่อว่าเป็นชาวพุทธมาตั้งแต่กำเนิด แต่ไม่เคยได้สัมผัสกับหลักการที่แท้จริงของพุทธศาสนา แม้ว่าแต่ละท่านได้ผ่านกระบวนการอบรมสั่งสอนถ่ายทอดของสังคมและวัฒนธรรมไทยมาตลอดก็ตาม
กรณีตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะนำเอาหลักการพุทธศาสนามาใช้ในสังคมไทย และเป็นภาพสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตและสังคมที่ใช้หลักการพุทธศาสนาเป็นกฏเกณฑ์ในการดำเนินชีวิตที่ค่อนข้างชัดเจนว่า เป็นสังคมที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลชีวิต และสังคมให้เกิดพลัง มีความเข้มแข็ง มีความสามัคคี สามารถพัฒนาสิ่งต่างๆ ไปสู่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อุปสรรคในการเกิดประชาสังคมตามอุดมการณ์พุทธศาสนาในสังคมไทย
ประเด็นสำคัญประการหนึ่งในกระบวนการประชาสังคม คือ วัฒนธรรม เพราะว่าวัฒนธรรมเป็นหัวใจของสังคมแต่ละสังคม ซึ่งรวมความถึงระบบศาสนาบางส่วน ระบบสติปัญญา ระบบขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมในการแบ่งแยกสังคมออกเป็นด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมืองการปกครอง และด้านวัฒนธรรม โดยไม่อธิบายให้ชัดเจนว่า องค์ประกอบทั้ง ๓ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร และมีการแบ่งแยกปฏิบัติการต่างๆ ออกจากกันเป็นกรม กอง ต่างๆ ที่มีโครงสร้างหน้าที่ชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่แย้งต่ออุดมการณ์พระพุทธศาสนาด้านประชาสังคมโดยตรง เพราะพระพุทธศาสนายึดหลักการแบบอิทัปปัจจยตา คือแม้จะมีโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม แยกจากกันก็จริง แต่เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์ที่คิดนึกได้ เป็นสัตว์ที่สื่อสารกันได้ เป็นสัตว์ที่สร้างโครงสร้างต่างๆ ที่จะเป็นครอบครัว เป็นชุมชน เป็นองค์กร จนกระทั่งเป็นประเทศชาติ การแบ่งแยกดังกล่าวจึงเป็นปัญหาอุปสรรคต่ออุดมการณ์พระพุทธศาสนาด้านประชาสังคมโดยตรง นอกจากนี้ยังมีปัญหาต่างๆ อีกหลายประการ เช่น
(๑) วัฒนธรรมที่สัมพันธ์แบบเครือญาติ สังคมในหมู่บ้านไทยที่เป็นอยู่ปัจจุบันเป็นสังคมที่มาจากเผ่าพันธุ์ หรือชาติพันธุ์ที่หลากหลายมาก เช่น ส่วย ภู่ไท ไทลื้อ มอญ เขมร (ดูชนเผ่าในประเทศไทย) ซึ่งมักจะอยู่เป็นหมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านก็อาจจะไม่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากนัก นอกจากความสัมพันธ์กันในแวดวงของเครือญาติเป็นส่วนใหญ่แล้ว ก็ไม่มีความสัมพันธ์ในระดับที่สูงกว่านั้นมากนัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้มิได้แปลว่ามันไม่ดี แต่ความเป็นจริงคือ เมื่อคนไทยสัมพันธ์ในระบบเครือญาติเป็นใหญ่แล้ว ความรู้สึกในความเป็นคนไทย ในเอกลักษณ์ไทย (Identity) หรือความเป็นพลเมืองไทย จะอยู่ในบริบทเล็กๆ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการร่วมมือในระดับที่ใหญ่กว่า เช่น ระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับชาติ
(๒) วัฒนธรรมแบบตัวใครตัวมัน ที่เป็นไปในทำนองเห็นแก่ตัว มือใครยาวสาวได้สาวเอา หรือประเภทตัวเองดี ถูกต้อง แม้กระทั่งความเป็นอยู่ในวัดก็ยังเป็นแบบตัวใครมัน แทบไม่ต้องอธิบายว่ามันตรงกันข้ามกับอุดมการณ์พระพุทธศาสนา หรือหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างไร
(๓) วัฒนธรรมแบบบนลงล่าง(Top-Down) หมายถึงปฏิบัติการต่างๆ ที่มักเกิดจากการสั่งการของผู้ที่อยู่เบื้องบนหรือผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นพระราชาในอดีตหรือระบบเผด็จการทหารที่เคยมีมาหรือข้าราชกาหรือแม้แต่นายทุน ซึ่งนิยมใช้ระบบสั่งการจากบนลงล่างซึ่งคนไทยส่วนใหญ่นิยมใช้ กาสั่งการไม่ใช่อุดมการณ์พระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาสอนให้ตนเองพึ่งตนเอง คนอื่นจะยังคนอื่นให้เป็นทุกข์หรือสุขไม่ได้ การสั่างการจึงเป็นอุปสรรคต่อประชาสังคม และที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือ บางคนกำลังเสนอว่าฝ่ายรัฐควรจัดตั้งประชาสังคมขึ้น ความจริงฝ่ายรัฐจะมาสั่งการให้เกิดประชาสังคมไม่ได้ แต่ฝ่ายรัฐก็อาจเอื้อเฟื้อ หรือเปิดโอกาสได้ คือถ้าฝ่ายรัฐยอมทำให้ตัวเองเบาลง หรือทำตัวตนให้เล็กลง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สร้างสรรค์ประชาสังคมขึ้น อันนี้ทำได้ แต่ฝ่ายรัฐ หรือเบื้องบนจะมาสั่งการให้เกิดนั้นไม่ได้
(๔) เป็นวัฒนธรรมที่ค่อนข้างขาดความสัมพันธ์ในแนวราบ คนส่วนมากจะยังให้ความสนใจกับความสัมพันธ์ในแนวดิ่ง(Vertical) ที่เป็นสายอำนาจมากกว่าสายที่มีความสัมพันธ์ที่เสมอภาคกัน ภาษาที่เน้นระดับคนก็บ่งบอกลักษณะนี้ ซึ่งตรงกันข่มกับหลักการที่ว่าสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงล้วนเป็นเพื่อเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นที่พระพุทธศาสนาสอนไว้ สิ่งที่จะถักทอให้เกิดประชาสังคมก็คือ องค์กร ชมรม สมาคม วัด หรืออะไรที่คนรู้จักกัน มีความสัมพันธ์กันในแนวราบ เพราะฉะนั้น จึงเป็นอุปสรรคได้ แต่อีกด้านหนึ่งมันก็บอกยุทธศาสตร์ไว้ชัดเจนว่า เราต้องพัฒนาความสัมพันธ์ในแนวราบ แล้วลดความสำคัญของแนวดิ่ง สังคมจึงจะไปรอด
(๕) เป็นวัฒนธรรมที่ชอบใช้อำนาจและสยบยอมต่ออำนาจ เป็นสิ่งที่คนไทยนิยมอ้างกันอยู่เรื่อย การที่ชอบใช้อำนาจเมื่อทำได้ ก็ควบคู่กับการสยบยอมต่ออำนาจเมื่อเขามีอำนาจเหนือกว่า ระบบอย่างนี้ สังคมแบบนี้ คนจะกล้าคิด กล้าแสดงออก กล้ารับผิดชอบได้อย่างไร ? อย่างที่เราเห็นกันอยู่ ระบบราชการก็ไม่มีการรับผิดชอบและระบบคณะสงฆ์ซึ่งเป็นระบบราชการยิ่งขึ้นไปก็ไม่มีผู้รับผิดชอบ มีแต่อ้างเจ้านาย ฉะนั้น เราต้องมีระบบสังคมซึ่งแทนที่จะใช้อำนาจ ก็หันมาใช้ความรับผิดชอบ หรือใช้ธรรมะแทน ซึ่งระบบอุปถัมภ์ก็อยู่ในระบบนี้ คือแทนที่ตัวเองจะคิดรับผิดชอบเอง ก็ต้องรอแบมือขอจากฝ่ายเบื้องบน หรือผู้มีอำนาจอยู่เบื้องบน อันนี้เราต้องปรับให้คนกล้าคิด กล้ารับผิดชอบมากขึ้น เป็นต้น แม้แต่ในเรื่องธรรมะผมเสนอว่า เหตุหนึ่งที่การปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้าก็เพราะว่า ระบบความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์ยังเป็นระบบอำนาจแบบอุปถัมภ์ เมื่อเป็นระบบอำนาจเช่นนี้การปฏิบัติธรรมก็ก้าวหน้าลำบาก
(๖) ระบบอุปถัมภ์หรือระบบศักดินา สังคมแบบนี้จะสร้างระบบการศึกษาแบบที่ เปาโล แฟร์ (Paolo Freire) เรียกว่า Banking Education คือ เอาความรู้มาฝากในสมองของเด็ก แต่ไม่ได้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ หรือ (Learning Society) เป็นสังคมแห่งการถ่ายทอดข้อมูลความรู้จากผู้รู้ไปสู่ผู้ไม่รู้คือเด็ก ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นระบบการท่องจำ และก็ถือว่า ความรู้เป็นสิ่งตายตัว เป็นแบบเบ็ดเสร็จ
เมื่อเชื่อว่า ความรู้เป็นเรื่องเบ็ดเสร็จตายตัวแล้ว คนก็มีหน้าที่จดจำ แล้วถ่ายทอดให้ผู้อื่น จึงคล้ายๆ กับเอาของมาฝากในสมองคนอื่น แต่เมื่อประชาสังคมหรือสังคมปัจจุบันมันหลากหลายและเปลี่ยนแปลงเร็ว มันก็ไม่ยากที่จะชี้ให้เห็นว่า สิ่งสำคัญก็คือ การเรียนรู้ เพราะฉะนั้น เราจะต้องแก้ระบบการศึกษาจากระบบการฝากของมาสู่ระบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นทันต่อเหตุการณ์ ว่องไว เป็นต้น
ในที่สุด ทำอย่างไรจึงจะมีสังคมที่ประชาชนทุกคนกล้าคิด สามารถคิดเป็น และคิดอะไรแล้วก็กล้ารับผิดชอบในสิ่งที่ตนคิด ? ไม่ใช่คิดแบบนักวิชาการบางคนชอบคิดอะไรแปลกๆ แต่เนื่องจากการคิดกับการกระทำมันไม่ต่อเนื่องกัน มันไม่เป็นการแสดงความรับผิดชอบ แต่การคิดที่ไปด้วยกันกับการปฏิบัติ หรือการประพฤติ หรือที่เรามีหลัก วิชชา และจรณะสัมปันโน เป็นต้น
(๗) เป็นวัฒนธรรมที่ขาดการคิดและการรับผิดชอบ มนุษย์เราทุกคนมีสิทธิที่จะคิดได้และรับผิดชอบได้ ถ้าสังคมและวัฒนธรรมไทยยังประกอบด้วยเงื่อนไข ๗ ประการเหล่านี้อยู่ การเกิดขึ้นของประชาสังคมคงจะลำบากมาก
บทสรุปและข้อเสนอแนะ
โดยสรุปสังคมมนุษย์ตามอุดมการณ์พระพุทธศาสนาด้านประชาสังคม ซึ่งหมายถึงเรื่องราวของบุคคลและสังคมตามหลักการพุทธศาสนาที่แท้จริงนั้น เป็นสิ่งที่สมบูรณ์ เป็นสังคมในอุดมคติที่เพียบพร้อมด้วยความดีงาม ความสุข ความสงบ คุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม จึงเป็นสังคมที่สามารถครอบคลุมคุณลักษณะและองค์ประกอบของความเป็นประชาสังคมได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอยู่ในสังคมไทยนับแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบันกล่าวได้ว่าไม่ได้เป็นไปตามหลักการที่แท้จริงเหล่านั้น หากแต่เป็นสิ่งที่บูรณาการขึ้นจากอำนาจของลัทธิพื้นบ้าน ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพุทธ ลัทธิบริโภคนิยม เสรีนิยมและทุนนิยมที่เข้ามาในสังคมไทยในแต่ละยุคสมัย สังคมไทยจึงยังไม่เป็นสังคมที่ครอบคลุมคุณลักษณะและองค์ประกอบของความเป็นประชาสังคมได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ยังเป็นสังคมที่ยังขาดความเข้มแข็ง ขาดความสำนึกสาธารณะ ขาดคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ความเอื้ออาทร ขาดเหตุผลอยู่หลายประการ
การส่งเสริมให้บุคคลและสังคมไทยนำหลักการพุทธศาสนาที่แท้จริงมาใช้ในวิถีชีวิต ในการปฏิบัติหน้าที่การงานในชีวิตประจำวัน ในการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม ในการกำหนดโครงสร้างสังคม ในการวางแผนปฏิบัติการต่างๆ ในการประกอบการธุรกิจการค้าการลงทุน ในการกำหนดเป้าหมายชีวิต ในการดำรงชีพ ฯลฯ เช่น เดียวกับกรณีตัวอย่างที่ยกมากล่าวข้างต้น น่าจะเป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้บุคคลและสังคมไทยมีความน่าอยู่ มีพลังในการพัฒนาสร้างสรรค์ประเทศชาติ เป็นสังคมที่เข้มแข็ง มีคุณธรรม จริยธรรม ก้าวไปสู่เป้าหมายชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ จนสามารถกล่าวได้ว่าเป็นประชาสังคมที่ยิ่งกว่าประชาสังคมทั้งปวงได้
<HR width="100%">ที่มา:thaitopic.com
พุทธศาสนากับอุดมการณ์ทางสังคม
เมื่อพิจารณาความเป็นมาของสังคมที่มีพระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐาน ทั้งสังคมในสมัยพุทธกาลและสังคมไทยที่รับพระพุทธศาสนามาเป็นพื้นฐานเป็นเวลานาน พบว่ามีลักษณะต่างๆ ที่เป็นธรรมชาติของสังคม ดังนี้
(๑) ชุมชนสังฆะ ชุมชนสังฆะในพระพุทธศาสนากระจายกันอยู่ตามท้องถิ่นต่างๆ ทั้งในเมือง และชนบทอย่างหลากหลาย ในสมัยพุทธกาลชุมชนสังฆะมีเอกภาพได้โดยไม่ได้อาศัยระบบการปกครองใดๆ มาช่วย ซึ่งพูดแบบไม่ลำเอียงก็จะเห็นว่า พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ดำริที่จะปกครองชุมชนของท่านเท่าไรนัก ดังพุทธพจน์ที่ว่า ดูกรอานนท์ จิตของตถาคตจะไม่บริหารปกครองภิกษุสงฆ์ และจะไม่กังวลยกย่องภิกษุสงฆ์ เพราะพระองค์มิได้ทรงยึดมั่นว่าเป็นตัวตนตามความเห็นของพระองค์(อัตตานุทิฏฐิ)ดังนั้นคณะสงฆ์จึงมีความหลากหลายแต่ละคณะก็อิสระพอสมควร
พระพุทธศาสนาในอดีตไม่มีระบบรวมศูนย์อำนาจ ไม่มีระบบอำนาจในการปกครอง แต่มีธรรมเป็นอำนาจในการปกครองคือพระธรรมวินัย พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงปกครองสงฆ์แบบระบบราชการอย่างที่เป็นอยู่ในคณะสงฆ์ไทยปัจจุบัน พระองค์ไม่ให้มีระบบสายงานการปกครองอะไรเลย รูปแบบคณะสงฆ์สมัยนั้นใกล้เคียงกับรูปแบบของสังคมเล็กๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ในอินเดีย และไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจของศาสนาพราหมณ์
(๒) กฏระเบียบของชุมชน ในสมัยแรกๆ ชุมชนสังฆะยังไม่มีวินัย มีแต่ขนบธรรมเนียมของสมณะตามที่มีกันอยู่แล้วในสมัยนั้น ผู้บวชก็มีประสบการณ์ มีความรู้ มีความตั้งใจที่จะศึกษาปฏิบัติธรรม และทราบซึ้งในพุทธธรรมอยู่แล้ว พระองค์จึงไม่มีความจำเป็นที่จะบัญญัติพระวินัยเพื่อปกครองคณะสงฆ์ และภิกษุ ภิกษุณีก็สามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องมีพระวินัย หรือกฎระเบียบมากนัก ต่อมาเมื่อมีผู้มาบวชมากขึ้นและเข้ามาบวชโดยเหตุปัจจัยอาจไม่ตรงกับจุดมุ่งหมายของการบวชในพระพุทธศาสนาคือศึกษาปฏิบัติธรรมเพื่อดับทุกข์ก็คือปัญญา พระองค์จึงทรงบัญญัติพระวินัยเฉพาะเรื่อง เฉพาะหน้าขึ้น โดยที่อำนาจรัฐไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องก้าวก่ายแม้แต่น้อย และพระพุทธศาสนาก็เป็นศาสนาของประชาชนส่วนใหญ่ก่อนที่รัฐจะให้การยอมรับนับถือ ซึ่งก็เป็นลักษณะพิเศษของพระพุทธศาสนาสมัยนั้น
ต่อมาเมื่อพระพุทธศาสนาได้รับความสนับสนุนจากฝ่ายรัฐในประเทศต่างๆ ในเอเชียมากขึ้น ศาสนาพุทธก็กลายเป็นศาสนาแห่งรัฐ (State religion) ดังนั้น การออกกฎหมายและระเบียบแบบแผนของคณะสงฆ์จึงเริ่มที่จะมีทฤษฎีในการปกครองแบบสมบูรณ์เด็ดขาดมากขึ้น
(๓) ภาครัฐ หรือพระราชาหรือผู้ปกครองแผ่นดินในยุคแรกๆ เข้าใจบทบาทหน้าที่ตนเองดีว่า มีหน้าที่ที่จะเอื้อเฟื้อ อุปถัมภ์ และคุ้มครองสมณพราหมณ์ หรือนักบวชทุกลัทธิ ทุกศาสนา ช่วยป้องกันภัยจากภายนอก พร้อมทั้งจัดสถานที่พักที่เหมาะสมให้ และแตกต่างอย่างมากกับสมัยนี้ก็คือ นอกจากสนับสนุนและช่วยป้องกันแล้ว ยังไม่คิดจะครอบงำศาสนา หรือใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการเมืองการปกครอง อันนี้เป็นลักษณะบางอย่างของพุทธศาสนาในอินเดีย
ถ้าจะเปรียบเทียบกับประชาสังคมน่าจะมองได้ว่า พระพุทธศาสนาสมัยนั้น ไม่คิดว่าจะไปบงการหรือสั่งการกับสังคม การเผยแผ่คำสอนก็ไม่ใช้วิธีการบังคับให้เชื่อเหมือนบางลัทธินิกาย ในบางเมืองในแคว้นวัชชี พระราชาและสภาก็ยอมทำตามคำแนะนำและเหตุผลของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ให้คำแนะนำหลากหลายกรณี แต่ท่านก็ไม่มีอำนาจ ไม่ใช้สิทธิที่จะบังคับใครแม้จะอยู่ในวิสัยที่ทำได้ก็ตาม พระองค์ไม่มีอำนาจหรือมีสิทธิในทางการเมือง ซึ่งแล้วแต่ฝ่ายปกครองในสมัยนี้จะฟังหรือไม่ฟัง จะสนใจหรือไม่สนใจ แต่เนื่องจากความบริสุทธิ์ของพระองค์ ที่บริสุทธิ์ในเรื่องศีล สมาธิ และปัญญารวมทั้งความเรียบร้อยของคณะสงฆ์ที่คนพอมองเห็นได้ ซึ่งก็มีพระราชาบางพระองค์ เมื่อไปพบความสงบเรียบร้อยของคณะสงฆ์ ก็ทรงเกิดความเลื่อมใส
อำนาจเหล่านี้ทำให้พระพุทธศาสนา ยุคแรกๆ มีอิทธิพลต่อสังคม โดยเป็นอิทธิพลที่ขึ้นอยู่กับธรรมะโดยตรง ธรรมะที่เป็นคำสั่งสอนและธรรมะที่พระพุทธองค์และสาวกได้ปฏิบัติอยู่ ให้สังคมมองเห็นได้
พระพุทธศาสนากับแนวคิดเรื่องอำนาจ
จากการศึกษาพบว่า อุดมการณ์ทางพระพุทธศาสนาด้านสังคม / ประชาสังคมที่เกี่ยวข้องกับอำนาจของบุคคลและสังคม อำนาจที่สำคัญซึ่งพระพุทธศาสนาเน้นมาก คือ อำนาจแห่งทางสายกลาง ซึ่งถ้าหากพิจารณาแยกแยะองค์ประกอบของอำนาจดังกล่าวแล้วจะเห็นความเป็นประชาสังคมอย่างชัดเจน ดังนั้น อำนาจทางสายกลางนี้จึงควรจะเรียกได้ว่าเป็น ประชาสังคมตามอุดมการณ์ทางพระพุทธศาสนา เป็นสังคมทางเลือกที่ ๓ (Third Sector) ที่ไม่ไปอิงอาศัย และส่งเสริมอำนาจโลภะ อำนาจโทสะ และอำนาจโมหะ
อำนาจของบุคคลและสังคมในพุทธศาสนาแบ่งออกไปเป็น 2 ประการ คือ อำนาจฝ่ายกุศล กับอำนาจฝ่ายอกุศล กล่าวคือ อำนาจฝ่ายกุศล เป็นอำนาจสายกลางตามทัศนะของชาวพุทธ แบ่งเป็น ๓ ส่วน ส่วนแรก คือ อำนาจศีลธรรม ส่วนที่ ๒ คือ อำนาจแห่งเมตตาความรัก และส่วนที่ ๓ คือ อำนาจแห่งปัญญา ๓ อย่างนี้ คือ หลักพุทธธรรม ที่เรียกว่า ไตรสิกขา ดังกล่าวข้างต้น
ส่วนอำนาจฝ่ายอกุศล เป็นอำนาจที่สุดโต่งทั้งสองฝ่าย คือ ไม่เป็นกามสุขัลลิกานุโยค ก็ต้องเป็น อัตถกิลมถานุโยค อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยมีอยู่ ๓ ประการคือ อำนาจแห่งโลภะ เป็นการใช้อำนาจหลอกคนอื่นเพื่อแสวงหาประโยชน์จากคนเหล่านั้น นี้ก็คือโลกธุรกิจปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจทุนนิยม หรือบริโภคนิยม อำนาจแห่งโทสะ เป็นอำนาจที่ใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะใช้ศาสตรา อาวุธ หรื่อกฎหมายเป็นเครื่องมือไปควบคุมบังคับคนอื่นโดยไม่ยุติธรรม ตรงนี้ขอให้เรานึกถึงว่า กฎหมายทั้งหลายที่ใช้ในปัจจุบัน ไม่ได้มาจากประชาชน และประชาชนแทบไม่มีส่วนร่วมเลย ทั้งๆ ที่เรื่องที่มีผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง กฎหมายส่วนมากจึงมาจากฝ่ายราชการ หรือข้าราชการการเมืองอันเป็นชนกลุ่มน้อยที่ใช้อำนาจทางการเมืองแทบทั้งสิ้น และวัตถุประสงค์ทางกฎหมายที่ออกมาก็เป็นไปเพื่อควบคุมประชาชนอันเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม ขาดความชอบธรรมไม่น้อย ไม่ใช่ว่าไม่ชอบธรรมโดยส่วนเดียว แต่ไม่ชอบธรรมตามระบบประชาธิปไตยอีกด้วย และอำนาจแห่งโมหะ คือความหลง ความมัวเมา ความโง่เขลาเห็นผิดเป็นถูก ที่เรียกว่าเป็นอวิชชา
อำนาจที่บังคับโดยใช้ความรุนแรงก็ดี อำนาจที่บังคับโดยการหลอกก็ดี ล้วนเป็นอกุศลทั้งสิ้น ดังนั้น ชาวพุทธที่ดีควรจะหาทางขจัด หรือดับทุกข์อำนาจเหล่านี้ หรืออย่างน้อยก็รู้วิธีเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับอำนาจเหล่านั้นโดยไม่ตกเป็นเครื่องมือหรือถูกครอบงำ และชาวพุทธที่ดีก็ไม่ควรที่จะใช้อำนาจต่อสู้โดยใช้อาวุธ ใช้ความรุนแรง หรือโดยการหลอกผู้อื่นเพราะมิใช่กระบวนการสันติวิธีของชาวพุทธ อำนาจที่แท้จริงของชาวพุทธ ต้องเป็นอำนาจแบบไม่บังคับให้ใครเชื่อ เป็นอำนาจฝ่ายกุศล ได้แก่
(๑) อำนาจศีลธรรม กรณีท่านอาจารย์พุทธทาส จะสังเกตได้ว่า ที่ท่านมีอิทธิพลต่อสังคมไทยนั้น ท่านไม่ได้มีอิทธิพลเพราะว่าท่านร่ำรวย ท่านไม่มีอิทธิพลเพราะว่าเป็นนายธนาคาร หรือนายทุนที่สามารถใช้เงินใช้การโฆษณาแบบลงทุนให้คนเชื่อถือหรือฟัง และท่านก็ไม่มีทั้งอำนาจทั้งอาวุธ ไม่มีอำนาจทางการเมือง แม้แต่อำนาจอื่นๆ เช่น อำนาจศีลธรรม เพราะว่าท่านดำรงชีวิตอยู่ในศีลธรรมอย่างชัดเจน อยู่อย่างมีสมณสารูปที่สมบูรณ์ มีชีวิตเรียบง่าย สันโดษ
คนก็นับถือท่านอาจารย์พุทธทาส ไม่ได้นับถือเพราะถูกหลอกหรือถูกบังคับ อย่างที่ชาวบ้านเขานับถือข้าราชการ เจ้าพ่อผู้มีอิทธิพล แต่นับถือเพราะว่าท่านอาจารย์มีความดีความงาม คือท่านมีอำนาจที่เรียกว่า อำนาจศีลธรรม (อำนาจแห่งศีล) ตรงนี้เป็นอำนาจที่สำคัญอย่างยิ่งของกระบวนการประชาสังคม ถ้าผู้ที่เคลื่อนไหวประชาสังคมยังขาดอำนาจนี้ ความเคลื่อนไหวนั้นจะกลายเป็นการไปแย่งชิงอำนาจ ทั้งอำนาจทุนและอาวุธ ซึ่งจะทำให้เกิดความรุนแรงและขัดแย้งกันในระดับสูง แต่ถ้าเป็นชาวพุทธที่ดำเนินอยู่ในศีลธรรมสามารถเรียกร้องหรือดึงดูดความนับถือของคนอื่นโดยไม่บังคับ โดยเอาความสะอาด ความดีงามของศีลธรรม ซึ่งไม่เป็นการบังคับ แต่กระบวนการเชื่อถือจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ เพราะมนุษย์จะยอมนับถือสิ่งที่ดีงาม ที่สะอาดบริสุทธิ์อยู่แล้ว
(๒) อำนาจเมตตา เป็นอำนาจที่ขึ้นกับสายจิตตสิกขา ประชาสังคมแบบพุทธจะไม่ไปบังคับ สั่งการ แต่จะเกิดขึ้นจากความรัก โดยตระหนักในการที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างที่เราสวดกันทุกวัน แทนที่จะทำอะไรเพื่อตัวเอง เมื่อเมตตา ความรักเกิด กรุณา ความเห็นใจผู้อื่น หรือใช้เรี่ยวแรง ความรู้ความสามารถ และทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อประโยชน์ผู้อื่น ดังที่ท่านอาจารย์พุทธทาส ปฏิบัติเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้
ประชาสังคมของชาวพุทธเป็นอำนาจที่เกิดขึ้นโดยการฝึกฝนในด้านจิตตสิกขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเมตตาภาวนา ที่ใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ภาวนาแบบหลับตาอย่างเดียว
(๓) อำนาจพลังแห่งปัญญา ประชาสังคมแบบชาวพุทธจะอาศัยพลังหรืออำนาจแห่งปัญญา ใช้จิตที่สงบที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นดูความเป็นจริงของชีวิต ของโลก ของธรรมชาติ ของสังคม เมื่อเห็นสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริง เห็นปรากฏการณ์ต่างๆ ในความที่ไม่เที่ยง ไม่แน่นอน เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เห็นสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย เปลี่ยนแปลงตามเหตุตามปัจจัย แล้วก็ต่ำลงตามเหตุตามปัจจัย เมื่อเห็นอย่างนี้ พลังแห่งปัญญาก็เกิดขึ้น
ดังนั้น ประชาสังคมตามอุดมการณ์พระพุทธศาสนาจึงเป็นสังคมที่ใช้พลังศีลธรรม พลังเมตตา และพลังแห่งปัญญา เว้นการใช้พลังแห่งกิเลส การเคลื่อนไหวประชาสังคมของกลุ่มหรือองค์กรจึงต้องที่ไม่คำนึงถึงอำนาจอันบริสุทธิ์ทั้ง ๓ เหล่านี้ ก็จะเป็นการง่ายที่การเคลื่อนไหวนั้น จะถูกแทรกแซง และถูกครอบงำโดยอำนาจแห่งโมหะ
ความพยายามประยุกต์อุดมการณ์พระพุทธศาสนาด้านประชาสังคมมาใช้ในสังคมไทย
บทสรุปที่ว่าสังคมไทยไม่ได้นำหลักการพุทธศาสนามาใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตด้านต่างๆ ทั้งในระดับบุคคลและสังคม เป็นสิ่งที่ชาวพุทธส่วนหนึ่งตระหนักดีมาตลอด และได้พยายามแสวงหาแนวทางประยุกต์หลักการพุทธศาสนามาใช้ในสังคมไทยอย่างจริงจัง เพื่อเป็นแบบอย่างแก่สังคม เพื่อนำสังคมไปสู่ความดีงาม ความถูกต้องตามหลักการที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น สร้างสังคมชาวพุทธให้เป็นแบบอย่าง อบรมสั่งสอนอธิบายแนะนำหลักการที่ถูกต้องและทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ใช้ธรรมะมาพัฒนาและแก้ปัญหาต่างๆ แก่ชุมชน นำหลักธรรมมาสอนให้เป็นหลักในการดำรงชีพ เป็นต้น เช่น กรณีพระธรรมโกษาจารย์หรือที่รู้จักกันในนามของท่านพุทธทาสภิกขุ กรณีพระธรรมโกษาจารย์หรือที่รู้จักกันในนามของท่านปัญญานันทภิกขุ กรณีหลวงพ่อนาน (พระครูพิพิธประชานาถ) จังหวัดสุรินทร์ กรณีพระอาจารย์บัญญัติ อนุตฺตโร (วัดป่าธรรมดา อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา) กรณีพระอุดมกิตฺติมงคล (รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ อดีตเจ้าคณะอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่) กรณีพระธรรมดิลก (จันทร์ กุสโล) ประธานคณะที่ปรึกษามูลนิธิศึกษาพัฒนาชนบท วัดป่าดาราภิรมย์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ กรณีผู้ใหญ่ผาย สร้อยสระกลาง จังหวัดบุรีรัมย์ กรณีมหาอยู่ สุนทรชัย จังหวัดสุรินทร์ กรณีผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม กรณีนายเคียง คงแก้ว จังหวัดพัทลุง กรณีพระครูศีลวราภรณ์ วัดโนนเมือง จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้น
กรณีสวนโมกขพลาราม เป็นชุมชนที่ท่านพุทธทาสภิกขุมุ่งสร้างให้เป็นตัวอย่างแก่สังคมชาวพุทธโดยตรง โครงสร้างและหลักการของสังคมสวนโมกขพลารามคือการดำรงอยู่ของชุมชนที่อาศัยพระธรรมและวินัยเป็นกฏเกณฑ์สำคัญในความสัมพันธ์ทางสังคม เช่น การปกครองการบริหารจัดการ ฯลฯ ไม่มีกฏเกณฑ์ใดๆ หรืออำนาจใดๆ ของบ้านเมืองเข้ามามีบทบาทหรืออิทธิพลเหนืออำนาจแห่งธรรมและวินัย ซึ่งปรากฏว่าชุมชนสวนโมกขพลาราม สมาชิกมีความเป็นกัลยาณมิตร อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข เป็นชุมชนที่เข้มแข็ง เป็นชุมชนแห่งการการเรียนรู้ เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันทั้งภายในและภายนอกชุมชน นำพาชีวิตไปสู่เป้าหมายตามหลักการพุทธศาสนาตามภูมิธรรมของสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันที่นั้นมีวัดธารน้ำไหล ซึ่งเป็นสถาบันหรือเป็นองค์กรสงฆ์ที่จัดตั้งขึ้นตามหลักการอื่นหรือตามอำนาจรัฐ ไม่เกี่ยวข้องกับธรรมและวินัย กิจกรรมของวัดธารน้ำไหลดำเนินไปตามโครงสร้างและหน้าที่ตามกฏเกณฑ์ของบ้านเมือง โดยอำนาจเหล่านั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคหรือมีอิทธิพลเหนือหลักการพุทธศาสนาในชุมชนสวนโมกขพลารามแต่อย่างใด เมื่อหลักการบ้านเมืองดังกล่าวเป็นความจำเป็นทางสังคม ก็สามารถอยู่รวมกันได้ ตำแหน่ง "พระธรรมโกษาจารย์" ซึ่งเป็นผลของระบบนั้นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อพระธรรมวินัยแต่อย่างใด สังคมชาวพุทธที่เกิดขึ้นที่สวนโมกข์จึงเป็นสังคมที่เข้มแข็ง มีความสามัคคี มีความสุขสงบเป็นแบบอย่างสำคัญของสังคมชาวพุทธแห่งหนึ่ง
กรณีพระธรรมดิลก (จันทร์ กุสโล) วัดป่าดาราภิรมย์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิศึกษาพัฒนาชนบท ท่านได้นำพุทธธรรมมาประยุกต์เป็นหลักการของมูลนิธิดังกล่าวเพื่อใช้ในการดำเนินงานพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมแก่ชุมชน หลักการของมูลนิธิ คือ ส่งเสริมกสิกร มุ่งสอนวิทยา ดำรงศาสนาและพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งแต่ละประการประกอบด้วยหลักธรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น การส่งเสริมกสิกร ใช้หลักประโยชน์ปัจจุบัน คือการหมั่นขยันแสวงหาทรัพย์ รู้รักษาทรัพย์ รู้จักคบมิตรที่ดี มีชีวิตที่เสมอต้นเสมอปลาย โดยเน้นให้ชุมชนรู้ เข้าใจในหลักการเหล่านี้อย่างชัดเจน รู้เหตุรู้ผลต่างๆ รู้วิธีการนำธรรมะไปใช้ในการประกอบหน้าที่การงานในชีวิตประจำวัน แล้วจึงส่งเสริมอาชีพและโครงการกิจกรรมต่างๆ ให้ชุมชน ผลการดำเนินงานของท่านช่วยให้ชุมชนหลายชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้ รู้จักนำหลักการในพุทธศาสนาไปใช้ในวิถีชีวิตได้มากขึ้นในหลายๆ รูปแบบ รวมทั้งการพัฒนาประเพณีพิธีกรรมบางอย่างให้เกิดประโยชน์ยิ่งๆ แก่ชีวิตและสังคม เช่น พิธีทำบุญสืบชะตา ซึ่งเป็นประเพณีพื้นบ้าน แต่เดิมมุ่งทำบุญเลี้ยงพระ นิมนต์พระสงฆ์เจริญพุทธมนต์อวยพรเจ้าภาพแต่เพียงอย่างเดียว พระธรรรมดิลกท่านได้พัฒนาให้กลายเป็นการไถ่ชะตาที่เกื้อกูลชีวิตและสังคม คือ ให้ผู้ไถ่ชะตาที่มีฐานะดีรวบรวมเงินที่จะทำบุญถวายพระนำไปซื้อวัวควายที่กำลังถูกนำไปฆ่าจากโรงฆ่าสัตว์นำมาถวายพระสงฆ์เป็นการไถ่ชีวิตเอาอานิสงส์ พระสงฆ์นำวัวควายนั้นมอบให้ชาวนายากจนนำไปใช้งาน เมื่อวัวควายเกิดลูกก็แบ่งปันให้และหมุนเวียนให้ผู้อื่นเอาไปเลี้ยงต่อ เมื่อมีวัวควายมากขึ้นจึงจัดตั้งเป็นธนาคารควาย ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมช่วยเหลือชาวบ้านให้มีวัวควายใช้งาน ทั้งยังมีโอกาสเป็นเจ้าของวัวควายและธนาคารควายได้ค่าเช่าควายเป็นข้าวเปลือกมาใส่ไว้ในธนาคารข้าวของหมู่บ้านสำหรับคนยากจนกู้ยืมไปบริโภคต่อไป ผลการดำเนินงานดังกล่าวสามารถช่วยให้เกิดการพึ่งพาอาศัยเกื้อกูลกันในสังคมอย่างเป็นระบบน่าภาคภูมิใจ จึงเป็นกรณีตัวอย่างกรณีหนึ่งที่นำธรรมะหรือหลักการในพุทธศาสนามาใช้ในการพัฒนาชุมชน ส่งเสริมให้ชุมชนนำธรรมะไปใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งทำให้ชีวิตมีปกติสุขขึ้น
กรณีหลวงพ่อนานหรือพระครูพิพิธประชานาถ วัดสามัคคี ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ที่พัฒนาหมู่บ้านจนทำให้ชาวบ้านสามารรถนำธรรมมาแก้ปัญหาสำคัญๆ ของตนเองและของหมู่บ้านได้ หลวงพ่อเริ่มต้นพัฒนาโดยการสอนธรรมและวินัย (ศีล) ให้อุบาสกอุบาสิกาที่มาทำบุญที่วัด ให้พวกเขาได้รู้ ได้เข้าใจธรรมอย่างแท้จริง จากนั้นจึงสอนให้ปฏิบัติ สอนให้นำธรรมะไปใช้ในชีวิตประจำวัน และเริ่มรวมกลุ่มทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น สหบาลข้าว กลุ่มซื้อปุ๋ยมาใช้ในนาข้าว ต่อมาครอบครัวอื่นต้องการเข้าร่วมด้วย จึงค่อยๆ ขยายผล ขยายฐานธรรมะให้กว้างออก จนกระทั่งเกิดเป็นกิจกรรมอื่นๆ เพิ่มขึ้นครอบคลุมทั้งชุมชน เช่น กิจกรรรม สหกรณ์ กิจกรรมการทำนาสามัคคี ขณะเดียวกันการเน้นย้ำหลักการเรื่องธรรมและวินัยหรือการอบรมสั่งสอนพระธรรรมวินัยก็ดำเนินการควบคู่ไป การนำธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวันจึงเป็นเรื่องปกติ การปฏิบัติธรรมกับการปฏิบัติหน้าที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ปัญหาต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นเป็นอยู่ในชุมชนจึงคลี่คลายลง สังคมกลับสู่ความปกติ สามารถทำมาหากินเลี้ยงชีพได้ตามสมควรแก่อัตภาพได้อย่างทั่วถึง หมู่บ้านพึ่งตนเองได้และจัดการกับปัญญาต่างๆ ได้
กรณีพระธรรมโกษาจารย์รูปปัจจุบันหรือท่านปัญญานันทภิกขุ เป็นพระสงฆ์รูปหนึ่งที่ยืนหยัดปลูกฝังหลักการพุทธศาสนาสู่สังคมไทยมาตลอดชีวิต ท่านเริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่าประเพณีวัฒนธรรมหลายประการที่คนไทยประพฤติปฏิบัติอยู่ทั้งคฤหัสถ์และพระสงฆ์ ไม่ใช่หลักการพุทธศาสนาที่แท้จริง เช่นการฟังเทศน์ฟังธรรมที่พระสงฆ์เทศก์ไปตามใบลานปล่อยให้ผู้ฟังหลับแล้วเชื่อว่าจะได้บุญหนักหนานั้น หรือกรณีงานศพ งานบวช งานแต่งงาน ที่นิยมนำอบายมุขชนิดต่างๆ มาเสพย์จนกล่าวได้ว่าเป็นงานที่รวมอบายมุขทั้งหลาย ท่านปัญญานันทภิกขุได้พัฒนาสิ่งเหล่านี้โดยการชี้ถูกชี้ผิด ชี้เหตุชี้ผล ว่าไม่ดีอย่างไร ผิดหลักการพุทธศาสนาอย่างไร จากนั้นจึงสอนให้ทำตามหลักการพุทธศาสนา และทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ดังที่ปรากฏอยู่ในชุมชนวัดชลประทานรังสฤษดิ์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นกรณีหนึ่งที่พยายามสร้างสรรค์ให้เกิดการกระทำที่มีเหตุผล ก่อให้เกิดความถูกต้องและความสุขมาให้ ตามหลักการพุทธศาสนา และเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม
กรณีผู้ใหญ่ผาย สร้อยสระกลาง จังหวัดบุรีรัมย์ กรณีพ่อมหาอยู่ สุนทรชัย จังหวัดสุรินทร์ กรณีผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม จังหวัดฉะเชิงเทรา กรณีนายเคียง คงแก้ว จังหวัดพัทลุง กรณีเหล่านี้เป็นฆราวาสที่เคยดำรงชีพตามหลักการอื่นๆ มาก่อน จนกระทั่งแทบเอาตัวไม่รอด ครอบครัวเกือบจะล้มละลายทางเศรษฐกิจ แต่เมื่อตั้งสติได้ค่อยๆ ใช้หลักธรรมะมาทบทวนเหตุปัจจัย เริ่มพัฒนาซักฟอกจิตใจตนเองให้ลดละสละกิเลส จึงเริ่มเห็นแสงสว่าง พบแนวทางใหม่ จึงยึดเป็นหลักมาใช้ในการดำเนินชีวิต จนกระทั่งสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ ทำให้ครอบครัวมีความสุขสงบ พึ่งตนเองได้ เป็นที่พึ่งคนอื่นได้ เป็นแบบอย่างการแก้ปัญหาสังคมได้ อันที่จริงท่านเหล่านี้ได้ชื่อว่าเป็นชาวพุทธมาตั้งแต่กำเนิด แต่ไม่เคยได้สัมผัสกับหลักการที่แท้จริงของพุทธศาสนา แม้ว่าแต่ละท่านได้ผ่านกระบวนการอบรมสั่งสอนถ่ายทอดของสังคมและวัฒนธรรมไทยมาตลอดก็ตาม
กรณีตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะนำเอาหลักการพุทธศาสนามาใช้ในสังคมไทย และเป็นภาพสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตและสังคมที่ใช้หลักการพุทธศาสนาเป็นกฏเกณฑ์ในการดำเนินชีวิตที่ค่อนข้างชัดเจนว่า เป็นสังคมที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลชีวิต และสังคมให้เกิดพลัง มีความเข้มแข็ง มีความสามัคคี สามารถพัฒนาสิ่งต่างๆ ไปสู่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อุปสรรคในการเกิดประชาสังคมตามอุดมการณ์พุทธศาสนาในสังคมไทย
ประเด็นสำคัญประการหนึ่งในกระบวนการประชาสังคม คือ วัฒนธรรม เพราะว่าวัฒนธรรมเป็นหัวใจของสังคมแต่ละสังคม ซึ่งรวมความถึงระบบศาสนาบางส่วน ระบบสติปัญญา ระบบขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมในการแบ่งแยกสังคมออกเป็นด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมืองการปกครอง และด้านวัฒนธรรม โดยไม่อธิบายให้ชัดเจนว่า องค์ประกอบทั้ง ๓ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร และมีการแบ่งแยกปฏิบัติการต่างๆ ออกจากกันเป็นกรม กอง ต่างๆ ที่มีโครงสร้างหน้าที่ชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่แย้งต่ออุดมการณ์พระพุทธศาสนาด้านประชาสังคมโดยตรง เพราะพระพุทธศาสนายึดหลักการแบบอิทัปปัจจยตา คือแม้จะมีโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม แยกจากกันก็จริง แต่เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์ที่คิดนึกได้ เป็นสัตว์ที่สื่อสารกันได้ เป็นสัตว์ที่สร้างโครงสร้างต่างๆ ที่จะเป็นครอบครัว เป็นชุมชน เป็นองค์กร จนกระทั่งเป็นประเทศชาติ การแบ่งแยกดังกล่าวจึงเป็นปัญหาอุปสรรคต่ออุดมการณ์พระพุทธศาสนาด้านประชาสังคมโดยตรง นอกจากนี้ยังมีปัญหาต่างๆ อีกหลายประการ เช่น
(๑) วัฒนธรรมที่สัมพันธ์แบบเครือญาติ สังคมในหมู่บ้านไทยที่เป็นอยู่ปัจจุบันเป็นสังคมที่มาจากเผ่าพันธุ์ หรือชาติพันธุ์ที่หลากหลายมาก เช่น ส่วย ภู่ไท ไทลื้อ มอญ เขมร (ดูชนเผ่าในประเทศไทย) ซึ่งมักจะอยู่เป็นหมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านก็อาจจะไม่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากนัก นอกจากความสัมพันธ์กันในแวดวงของเครือญาติเป็นส่วนใหญ่แล้ว ก็ไม่มีความสัมพันธ์ในระดับที่สูงกว่านั้นมากนัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้มิได้แปลว่ามันไม่ดี แต่ความเป็นจริงคือ เมื่อคนไทยสัมพันธ์ในระบบเครือญาติเป็นใหญ่แล้ว ความรู้สึกในความเป็นคนไทย ในเอกลักษณ์ไทย (Identity) หรือความเป็นพลเมืองไทย จะอยู่ในบริบทเล็กๆ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการร่วมมือในระดับที่ใหญ่กว่า เช่น ระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับชาติ
(๒) วัฒนธรรมแบบตัวใครตัวมัน ที่เป็นไปในทำนองเห็นแก่ตัว มือใครยาวสาวได้สาวเอา หรือประเภทตัวเองดี ถูกต้อง แม้กระทั่งความเป็นอยู่ในวัดก็ยังเป็นแบบตัวใครมัน แทบไม่ต้องอธิบายว่ามันตรงกันข้ามกับอุดมการณ์พระพุทธศาสนา หรือหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างไร
(๓) วัฒนธรรมแบบบนลงล่าง(Top-Down) หมายถึงปฏิบัติการต่างๆ ที่มักเกิดจากการสั่งการของผู้ที่อยู่เบื้องบนหรือผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นพระราชาในอดีตหรือระบบเผด็จการทหารที่เคยมีมาหรือข้าราชกาหรือแม้แต่นายทุน ซึ่งนิยมใช้ระบบสั่งการจากบนลงล่างซึ่งคนไทยส่วนใหญ่นิยมใช้ กาสั่งการไม่ใช่อุดมการณ์พระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาสอนให้ตนเองพึ่งตนเอง คนอื่นจะยังคนอื่นให้เป็นทุกข์หรือสุขไม่ได้ การสั่างการจึงเป็นอุปสรรคต่อประชาสังคม และที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือ บางคนกำลังเสนอว่าฝ่ายรัฐควรจัดตั้งประชาสังคมขึ้น ความจริงฝ่ายรัฐจะมาสั่งการให้เกิดประชาสังคมไม่ได้ แต่ฝ่ายรัฐก็อาจเอื้อเฟื้อ หรือเปิดโอกาสได้ คือถ้าฝ่ายรัฐยอมทำให้ตัวเองเบาลง หรือทำตัวตนให้เล็กลง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สร้างสรรค์ประชาสังคมขึ้น อันนี้ทำได้ แต่ฝ่ายรัฐ หรือเบื้องบนจะมาสั่งการให้เกิดนั้นไม่ได้
(๔) เป็นวัฒนธรรมที่ค่อนข้างขาดความสัมพันธ์ในแนวราบ คนส่วนมากจะยังให้ความสนใจกับความสัมพันธ์ในแนวดิ่ง(Vertical) ที่เป็นสายอำนาจมากกว่าสายที่มีความสัมพันธ์ที่เสมอภาคกัน ภาษาที่เน้นระดับคนก็บ่งบอกลักษณะนี้ ซึ่งตรงกันข่มกับหลักการที่ว่าสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงล้วนเป็นเพื่อเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นที่พระพุทธศาสนาสอนไว้ สิ่งที่จะถักทอให้เกิดประชาสังคมก็คือ องค์กร ชมรม สมาคม วัด หรืออะไรที่คนรู้จักกัน มีความสัมพันธ์กันในแนวราบ เพราะฉะนั้น จึงเป็นอุปสรรคได้ แต่อีกด้านหนึ่งมันก็บอกยุทธศาสตร์ไว้ชัดเจนว่า เราต้องพัฒนาความสัมพันธ์ในแนวราบ แล้วลดความสำคัญของแนวดิ่ง สังคมจึงจะไปรอด
(๕) เป็นวัฒนธรรมที่ชอบใช้อำนาจและสยบยอมต่ออำนาจ เป็นสิ่งที่คนไทยนิยมอ้างกันอยู่เรื่อย การที่ชอบใช้อำนาจเมื่อทำได้ ก็ควบคู่กับการสยบยอมต่ออำนาจเมื่อเขามีอำนาจเหนือกว่า ระบบอย่างนี้ สังคมแบบนี้ คนจะกล้าคิด กล้าแสดงออก กล้ารับผิดชอบได้อย่างไร ? อย่างที่เราเห็นกันอยู่ ระบบราชการก็ไม่มีการรับผิดชอบและระบบคณะสงฆ์ซึ่งเป็นระบบราชการยิ่งขึ้นไปก็ไม่มีผู้รับผิดชอบ มีแต่อ้างเจ้านาย ฉะนั้น เราต้องมีระบบสังคมซึ่งแทนที่จะใช้อำนาจ ก็หันมาใช้ความรับผิดชอบ หรือใช้ธรรมะแทน ซึ่งระบบอุปถัมภ์ก็อยู่ในระบบนี้ คือแทนที่ตัวเองจะคิดรับผิดชอบเอง ก็ต้องรอแบมือขอจากฝ่ายเบื้องบน หรือผู้มีอำนาจอยู่เบื้องบน อันนี้เราต้องปรับให้คนกล้าคิด กล้ารับผิดชอบมากขึ้น เป็นต้น แม้แต่ในเรื่องธรรมะผมเสนอว่า เหตุหนึ่งที่การปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้าก็เพราะว่า ระบบความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์ยังเป็นระบบอำนาจแบบอุปถัมภ์ เมื่อเป็นระบบอำนาจเช่นนี้การปฏิบัติธรรมก็ก้าวหน้าลำบาก
(๖) ระบบอุปถัมภ์หรือระบบศักดินา สังคมแบบนี้จะสร้างระบบการศึกษาแบบที่ เปาโล แฟร์ (Paolo Freire) เรียกว่า Banking Education คือ เอาความรู้มาฝากในสมองของเด็ก แต่ไม่ได้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ หรือ (Learning Society) เป็นสังคมแห่งการถ่ายทอดข้อมูลความรู้จากผู้รู้ไปสู่ผู้ไม่รู้คือเด็ก ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นระบบการท่องจำ และก็ถือว่า ความรู้เป็นสิ่งตายตัว เป็นแบบเบ็ดเสร็จ
เมื่อเชื่อว่า ความรู้เป็นเรื่องเบ็ดเสร็จตายตัวแล้ว คนก็มีหน้าที่จดจำ แล้วถ่ายทอดให้ผู้อื่น จึงคล้ายๆ กับเอาของมาฝากในสมองคนอื่น แต่เมื่อประชาสังคมหรือสังคมปัจจุบันมันหลากหลายและเปลี่ยนแปลงเร็ว มันก็ไม่ยากที่จะชี้ให้เห็นว่า สิ่งสำคัญก็คือ การเรียนรู้ เพราะฉะนั้น เราจะต้องแก้ระบบการศึกษาจากระบบการฝากของมาสู่ระบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นทันต่อเหตุการณ์ ว่องไว เป็นต้น
ในที่สุด ทำอย่างไรจึงจะมีสังคมที่ประชาชนทุกคนกล้าคิด สามารถคิดเป็น และคิดอะไรแล้วก็กล้ารับผิดชอบในสิ่งที่ตนคิด ? ไม่ใช่คิดแบบนักวิชาการบางคนชอบคิดอะไรแปลกๆ แต่เนื่องจากการคิดกับการกระทำมันไม่ต่อเนื่องกัน มันไม่เป็นการแสดงความรับผิดชอบ แต่การคิดที่ไปด้วยกันกับการปฏิบัติ หรือการประพฤติ หรือที่เรามีหลัก วิชชา และจรณะสัมปันโน เป็นต้น
(๗) เป็นวัฒนธรรมที่ขาดการคิดและการรับผิดชอบ มนุษย์เราทุกคนมีสิทธิที่จะคิดได้และรับผิดชอบได้ ถ้าสังคมและวัฒนธรรมไทยยังประกอบด้วยเงื่อนไข ๗ ประการเหล่านี้อยู่ การเกิดขึ้นของประชาสังคมคงจะลำบากมาก
บทสรุปและข้อเสนอแนะ
โดยสรุปสังคมมนุษย์ตามอุดมการณ์พระพุทธศาสนาด้านประชาสังคม ซึ่งหมายถึงเรื่องราวของบุคคลและสังคมตามหลักการพุทธศาสนาที่แท้จริงนั้น เป็นสิ่งที่สมบูรณ์ เป็นสังคมในอุดมคติที่เพียบพร้อมด้วยความดีงาม ความสุข ความสงบ คุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม จึงเป็นสังคมที่สามารถครอบคลุมคุณลักษณะและองค์ประกอบของความเป็นประชาสังคมได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอยู่ในสังคมไทยนับแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบันกล่าวได้ว่าไม่ได้เป็นไปตามหลักการที่แท้จริงเหล่านั้น หากแต่เป็นสิ่งที่บูรณาการขึ้นจากอำนาจของลัทธิพื้นบ้าน ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพุทธ ลัทธิบริโภคนิยม เสรีนิยมและทุนนิยมที่เข้ามาในสังคมไทยในแต่ละยุคสมัย สังคมไทยจึงยังไม่เป็นสังคมที่ครอบคลุมคุณลักษณะและองค์ประกอบของความเป็นประชาสังคมได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ยังเป็นสังคมที่ยังขาดความเข้มแข็ง ขาดความสำนึกสาธารณะ ขาดคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ความเอื้ออาทร ขาดเหตุผลอยู่หลายประการ
การส่งเสริมให้บุคคลและสังคมไทยนำหลักการพุทธศาสนาที่แท้จริงมาใช้ในวิถีชีวิต ในการปฏิบัติหน้าที่การงานในชีวิตประจำวัน ในการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม ในการกำหนดโครงสร้างสังคม ในการวางแผนปฏิบัติการต่างๆ ในการประกอบการธุรกิจการค้าการลงทุน ในการกำหนดเป้าหมายชีวิต ในการดำรงชีพ ฯลฯ เช่น เดียวกับกรณีตัวอย่างที่ยกมากล่าวข้างต้น น่าจะเป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้บุคคลและสังคมไทยมีความน่าอยู่ มีพลังในการพัฒนาสร้างสรรค์ประเทศชาติ เป็นสังคมที่เข้มแข็ง มีคุณธรรม จริยธรรม ก้าวไปสู่เป้าหมายชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ จนสามารถกล่าวได้ว่าเป็นประชาสังคมที่ยิ่งกว่าประชาสังคมทั้งปวงได้
<HR width="100%">ที่มา:thaitopic.com