paang
17-11-2005, 04:57 AM
http://www.kusol.com/apra/prapict250md/%CB%C5%E9%D2_%E0%A2%C1%BB%D1%B5%E2%B5250.jpg
• เพ่งกายหรือวางอารมณ์อย่างใดถูกต้อง
หลวงปู่ครับการเพ่งที่กายอย่างเดียวตลอดทุกอิริยาบถ จนหายสงสัยในกาย แล้วจึงหันมาจับแต่เฉพาะจิต ไม่ทราบว่าถูกหรือผิ ด และขณะที่ผมเขียน อยู่นี้ก็เกิดความรู้สึกแวบขึ้นมาในใจว่า การวางอารมณ์อยู่เป็นกลางๆ ดูจิตแวบไปแวบมามีอารมณ์ต่าง ๆเข้ามาออกไปมากมาย ไม่หลงตามอารมณ์ น่าจะถูกกว่า เพ่งดูเฉพาะกายอย่างเดียว หรือว่าถูกทั้งสองอย่าง ผมก็ยังสงสัยอยู่ตั วผมเองปัญญายังน้อย อยากจะกราบ หลวงปู่ช่วยชี้แจงโดยละเอียดด้วยครับ
ตอบ : การเพ่งที่กายลงแห่งเดียวตลอดทุกอิริยาบถก็เป็นการถูกต้องดีแล้ว เพราะมีสติอยู่กับกา ย ตรงกับคำที่พระมหากัสสปะกล่าว และท่านก็สมาทานว่า เราจะพิจารณากายเป็นอารมณ์ทั้งกายนอกและกายในกายใกล้ให้เป็นสักแต่ว่าดิน น้ำ ไฟ ลม มันจะรวมหรือไม่รวมก็เอากายเป็นตัวประกัน เมื่อมันยังไม่หน่าย ไม่คลายความกำหนัดตราบใด ก็จำเป็นจะได้รื้อกาย ให้ เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นของปฏิกูล น่าเกลียดโสโครกพร้อมทั้งมีโรคต่างๆเกิดขึ้นสารพัดโรคจิปาถะ พระ พุทธศาสนาจึงยืนยันว่า กายนี้มีทุกข์มากมีโทษมาก เหล่าอาพาธต่างๆย่อมตั้งอยู่ในกายนี้ โรคในตา โรคในหู โรคในจมูก โรคในลิ้น โรคในฟัน โรคในทวารหนักทวารเบา โรคกลาก โรคเกลื้อนกุฏฐัง โรคฝีทุก ชนิด เหล่านี้เป็นต้น ถ้าจะไล่โรคให้ครบในกายนี้ก็จะไม่มีที่เสียแล้ว การที่พิจารณาอย่างนี้เป็นสติและปัญญาไปในตัว เป็นศีล สมาธิ ปัญญากลมกลืนกันด้วยคนเราและสัตว์ทั้งปวง ตลอดทั้งเทวดามารพรหม ถ้ารู้เท่ากายแล้ว การหลงหนังหุ้มก็เบาลงและก็เป็น ธรรมดาอยู่เองที่มีอารมณ์ต่างๆมากระทบจิต สิ่งที่ มากระทบจิตย่อมเป็นยาวิเศษ เป็นเหตุให้ระอาการ มากระทบ ผู้ที่ราคะ โทสะ ยังไม่กระทบจิตนั้นเป็นญายะปฏิปันโน คือพระอนาคามีนั้นเองที่เกิดความรู้สึกแวบขึ้นมาในใจว่า การวางอารมณ์ อยู่เป็นกลางๆก็เป็นการถูกอยู่ชั่วคราว จะให้เบื่อหน่าย ในกายย่อมเป็นไปไม่ได้ เป็นเพียงหลบอารมณ์ ชั่วคราวเฉยๆ แต่ก็ถูกทั้งสองในข้อหนึ่งและข้อสอง และอีกประการหนึ่งเราต้องหัดรู้ล่วงหน้าว่ากายก็ดี อารมณ์ก็ดี เกิดขึ้นแล้วก็แปรดับเท่านั้น ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคลผูกขาดอยู่แล้ว เราก็ต้องพิจารณากายและใจ ให้ลงสู่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กลมกลืนกันอยู่ในตัว ขณะเดียวพร้อมกับลมเข้าออกก็ได้ หรือพร้อมกับกรรมฐานหนึ่งที่ทรงอยู่ซึ่งหน้า กร รมฐานที่ทรงอยู่ซึ่ง หน้าซึ่งเป็นเป้าเดิมนั้น ที่เราตั้งไว้เฉพาะปัจจุบันซึ่ง มีสติปัญญาสมดุลกันอยู่ขณะเดียว ไม่ได้ส่งส่ายหนีจากเป้าเดิม เป้าเดิมคืออะไรเล่า คือกายและใจที่กลม กลืนกันอันเราตั้งไว้ จะสงบหรือไม่สงบก็ต้องงมปลา ในแห จะงมปลานอกแห แม้จะพบปลาก็จับไม่ได้นอกจากแหขาด แหขาดคือตั้งสติไม่อยู่กับเป้าเดิมนั่นเอง
• สัญญาดับได้ด้วยอะไร
ดิฉันมีข้อสงสัยกราบเท้านมัสการเรียนถามหลวงปู่ ว่า “สัญญา” จะดับได้ต้องอาศัย “ราคะ” เป็นมูลเหตุ เป็นเกณฑ์ เพื่อตัดภพชาติ หมดความผูกพันอาลัย อาวรณ์ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกลับมาเกิดเสวยทุกข์อีก หรืออย่างไรคะคนเราเกิดนับชาติไม่ถ้วน แต่ละชาติก็เปลี่ยนบุคคลไป แต่ทำไมในการปฏิบัติจึงไม่เป็นสัญญากับบุคคลปัจจุบัน หรืออาจจะมีกับผู้ปฏิบัติท่านอื่นๆซึ่งเราไม่ทราบ จะเป็นไปได้ไหมคะ
ตอบ : เรื่องสัญญา ‘สัญญา’ แปลว่า ความจำ จำ อะไรบ้าง ตอบว่าจำรูป จำเสียง จำกลิ่น จำรส จำโผฏฐัพพะ จำธัมมารมณ์ที่มันสัมผัสจากภายนอกมาหาภายใน คือ ใจ เป็นผู้รับรู้ว่ารูปอันนั้น เสียงอันนั้น กลิ่นอันนั้น รสอันนั้น โผ ฏฐัพพะความอบอุ่นและร้อนแข็งอันนั้น เหล่านี้เป็นต้น อันธัมมารมณ์ที่มากระทบใจที่มันเป็นอารมณ์ก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏ ฐัพพะ ธัมมารมณ์ที่ล่วงไปแล้วหนึ่ง ที่ยังมาไม่ถึง หนึ่ง อารมณ์ปัจจุบันก็ส่งส่ายไปหาอดีตและอนาคต เพราะผู้ปัจจุบันปรุงไปหาสิ่งที่เคยได้ประสบจำมา สิ่ง ทั้งหลายเหล่านี้แหละเรียกว่าอยู่ใต้อำนาจ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้นมูลเหตุที่จะดับสัญญาได้นั้น ด้วยเหตุว่าไม่สำคัญ ว่าสัญญาคือความจำ เป็นตน ตนเป็นสัญญาคือ ความจำ ให้เข้าใจว่า ความจำก็เป็นสักแต่ว่าความจำ สัญญาก็เป็นสักแต่ว่าสัญญา ความจำก็ดี สัญญาก็ดี ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา เสียแล้ว เพราะเกิดขึ้นแล้วก็แปรปรวนดับไป ถ้าเราเห็นชัดด้วยปัญญา ราคะความกำหนัดในสัญญาก็จะเบาบางลงหรือเหือดแห้งหายไป เพราะรู้ชัดด้วยปัญญาแล้วว่า สัญญาความจำไม่ใช่เรา เราไม่ใช่สัญญาความจำ เพราะเป็นเพียงนามสังขารเท่านั้น คำว่านามหมายถึงชื่อมัน มันไม่ปรากฏกับตาเนื้อภายนอก แต่มันปรากฏกับตา สติตาปัญญาภายใน และก็เกิดขึ้นแล้วและก็ดับไปอย่างนั้นเองสิ่งไหนที่เกิดขึ้นหาระหว่างมิได้ แปรปรวนหาระหว่างมิได้ ดับไปหาระหว่างมิได้ สิ่งนั้นทั้งหลายจะมายืนยันว่าเป็นเราเป็นเขาเป็นสัตว์เป็นบุคคลความยืนยันอันนั้นก็กลายเป็นโมฆะ หาได้เป็นเรา เขา ดังความหลงสำคัญไม่
ไม่ว่าแต่สัญญา แม้รูปก็ดี เวทนาก็ดี สังขารก็ดี วิญญาณก็ดี สิ่งทั้งหลายเหล่านี้แหละเป็นหน้าที่เราจะทำให้ว่าง คือว่างจากสัตว์ จากบุคคล ตัวตน เรา เขาแม้ใจและผู้รู้ก็เหมือนกัน ไม่ใช่เราเป็นใจโดยแท้ ใจไม่ใช่เป็นเราโดยแท้ ธรรมไม่ใช่เราโดยแท้เราก็ไม่ใช่ธรรมโดยแท้ ถ้ารู้ชัดแล้วราคะความกำหนัดว่าเป็นตน เป็นตัว เป็นเรา เป็นเขา ก็จะละอายตัวเองที่ไปยืนยันว่าเป็นเราเป็นเขา เป็นของเราของเขา เพราะอำนาจรู้ชัดด้วยพระสติพระปัญญา
และก็ให้เข้าใจว่าในสกนธ์กายในสกนธ์ใจถ้าเรา ยืนยันว่าเป็นเราเป็นของเราเอาจริงๆจังๆ จนแกะไม่ได้คายไม่ออก ก็เรียกว่าเรายังไม่รู้ตามเป็นจริง ของสังขารเหล่านี้ แม้ผู้รู้ตามเป็นจริงของสังขารเหล่า นี้ก็เป็นสักแต่ว่าธรรม อันเกี่ยวกับสติปัญ ญาเท่านั้น หาได้เป็นสัตว์ บุคคลตัวตนเราเขาไม่ ถ้าหากว่ามีท่าน ผู้ใดไปยึดถือเอาจริงๆว่าเป็นเรา เขา สัตว์ บุคคลแล้ว สิ่งเหล่านั้นจะไม่ทำให้เดือดร้อนใจเป็นไม่มีเลย เพราะสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้วแปรปรวนและดับไป หาระหว่างมิได้อยู่อย่างนั้น <เมื่อรู้ตามเป็นจริงแล้ว ด้านพระสติและพระปัญญาก็นึกละอาย ไม่กล้าจะยืนยันว่าเป็นเรา เป็นเขา เป็นสัตว์ เป็นบุคคลอีก ดังสมมติที่ใช้กันในโลก สมมติที่ใช้กันในโลกนี้ก็สมมติเพื่อใช้ชั่วคราวเท่านั้น มิใช่ว่าจะเอาสมมติไปนิพพานด้วย เมื่อยืนยันว่าไม่ใช่ เราไม่ใช่ของเราแล้วก็หมดปัญหาที่จะทำกิริยาเอาไว้ และหมดปัญหาที่จะทำกิริยาปล่อยอีก ก็จบลงแต่ เพียงสักว่ารู้ว่าเห็นเท่านั้น ธรรมะอันนี้เป็นธรรมอันถอนรากถอนโคนแห่งความหลง เพราะสติปัญญาแก่กล้ามาแล้ว ความหลงที่เคยหลงมาก็แตกกระเจิงไปเอง
• ทำกฐิน ๑๐๐ กอง กับ ทำสมาธิ
การทำสมาธิภาวนานี้ยากมากจริงนะครับ เรื่องการทำทานรักษาศีลพอเข้าใจแล้ว ขาดแต่สมาธิเท่านั้น เหตุที่สนใจจะทำสมาธิเพราะต้องการความสงบจิต เพราะแต่ละวันมันวุ่นทั้งวัน จิตใจยุ่งตลอด ทำให้อารมณ์แปรปรวน และการทำทานก็ยังทำอยู่ตลอด แต่ก็ได้แค่ปีติหล่อเลี้ยงจิตใจเป็นครั้งคราวเท่านั้น มีผู้เคยกล่าวกับผมว่าถึงทำกฐิน ๑๐๐ กอง ยังสู้ทำภาวนาไม่ได้ จริงไหมครับ
ตอบ : การทำสมาธิภาวนาเป็นของยากก็จริง แต่จะเหนือความพยายามเราไม่ได้ ความพยายามกับความเพียรกับความที่มีสัจกับความที่อธิษฐานก็มีความหมายอันเดียวกัน ที่มันวุ่นทั้งวันจิตใจยุ่งตลอด ทำให้อารมณ์แปรปรวนเป็นการถูกต้องแล้ว ถ้าหาก ว่าเป็นของทำง่ายๆ มันก็ไม่ได้บุญมาก มันเป็นของ ทำยาก มันจึงได้บุญมาก แต่ยากกับง่ายมันก็ขึ้นอยู่ กับผู้ชอบทำผู้พยายามทำดังกล่าวแล้วนั้น ที่ท่านกล่าวว่าทำกฐิน ๑๐๐ กอง ก็ไม่เท่าภาวนารวมลงครั้งหนึ่ง นั้นเป็นการถู กต้องแล้ว แต่เราจะทิ้งการให้ทานไปก็ ไม่ได้อีก เพราะหากเรามีภพมีชาติหน้าก็กลายเป็นคนจนทรัพย์ หาด้วยน้ำพักน้ำแรงเกือ บจะตายก็ไม่ได้ เพราะอานิสงส์ทานไม่ชูส่ง
• มรรค-ผล
มีพระบางองค์ท่านพูดว่าฆราวาสที่ได้มรรคผลชั้นใดแล้วจะไม่สามารถทำมรรคผลในชั้นต่อไปได้ จริงไหมครับ
ตอบ : ข้อนี้ไม่จริง พระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรได้พระโสดาบันตอนเป็นฆราวาส แล้วมาบว ชกับพระบรมศาสดาก็ได้สำเร็จพระอรหันต์ แม้พระสุทโธทนะเมื่อยังไม่สิ้นลมปราณก็ถึงพระอนาคามีแล้ว แต่ใกล้จะสิ้นลมปราณฟังเทศน์ของพระ พุทธองค์อีกก็สำเร็จพระอรหันต์พร้อมกับสิ้นลมปราณ
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
• เพ่งกายหรือวางอารมณ์อย่างใดถูกต้อง
หลวงปู่ครับการเพ่งที่กายอย่างเดียวตลอดทุกอิริยาบถ จนหายสงสัยในกาย แล้วจึงหันมาจับแต่เฉพาะจิต ไม่ทราบว่าถูกหรือผิ ด และขณะที่ผมเขียน อยู่นี้ก็เกิดความรู้สึกแวบขึ้นมาในใจว่า การวางอารมณ์อยู่เป็นกลางๆ ดูจิตแวบไปแวบมามีอารมณ์ต่าง ๆเข้ามาออกไปมากมาย ไม่หลงตามอารมณ์ น่าจะถูกกว่า เพ่งดูเฉพาะกายอย่างเดียว หรือว่าถูกทั้งสองอย่าง ผมก็ยังสงสัยอยู่ตั วผมเองปัญญายังน้อย อยากจะกราบ หลวงปู่ช่วยชี้แจงโดยละเอียดด้วยครับ
ตอบ : การเพ่งที่กายลงแห่งเดียวตลอดทุกอิริยาบถก็เป็นการถูกต้องดีแล้ว เพราะมีสติอยู่กับกา ย ตรงกับคำที่พระมหากัสสปะกล่าว และท่านก็สมาทานว่า เราจะพิจารณากายเป็นอารมณ์ทั้งกายนอกและกายในกายใกล้ให้เป็นสักแต่ว่าดิน น้ำ ไฟ ลม มันจะรวมหรือไม่รวมก็เอากายเป็นตัวประกัน เมื่อมันยังไม่หน่าย ไม่คลายความกำหนัดตราบใด ก็จำเป็นจะได้รื้อกาย ให้ เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นของปฏิกูล น่าเกลียดโสโครกพร้อมทั้งมีโรคต่างๆเกิดขึ้นสารพัดโรคจิปาถะ พระ พุทธศาสนาจึงยืนยันว่า กายนี้มีทุกข์มากมีโทษมาก เหล่าอาพาธต่างๆย่อมตั้งอยู่ในกายนี้ โรคในตา โรคในหู โรคในจมูก โรคในลิ้น โรคในฟัน โรคในทวารหนักทวารเบา โรคกลาก โรคเกลื้อนกุฏฐัง โรคฝีทุก ชนิด เหล่านี้เป็นต้น ถ้าจะไล่โรคให้ครบในกายนี้ก็จะไม่มีที่เสียแล้ว การที่พิจารณาอย่างนี้เป็นสติและปัญญาไปในตัว เป็นศีล สมาธิ ปัญญากลมกลืนกันด้วยคนเราและสัตว์ทั้งปวง ตลอดทั้งเทวดามารพรหม ถ้ารู้เท่ากายแล้ว การหลงหนังหุ้มก็เบาลงและก็เป็น ธรรมดาอยู่เองที่มีอารมณ์ต่างๆมากระทบจิต สิ่งที่ มากระทบจิตย่อมเป็นยาวิเศษ เป็นเหตุให้ระอาการ มากระทบ ผู้ที่ราคะ โทสะ ยังไม่กระทบจิตนั้นเป็นญายะปฏิปันโน คือพระอนาคามีนั้นเองที่เกิดความรู้สึกแวบขึ้นมาในใจว่า การวางอารมณ์ อยู่เป็นกลางๆก็เป็นการถูกอยู่ชั่วคราว จะให้เบื่อหน่าย ในกายย่อมเป็นไปไม่ได้ เป็นเพียงหลบอารมณ์ ชั่วคราวเฉยๆ แต่ก็ถูกทั้งสองในข้อหนึ่งและข้อสอง และอีกประการหนึ่งเราต้องหัดรู้ล่วงหน้าว่ากายก็ดี อารมณ์ก็ดี เกิดขึ้นแล้วก็แปรดับเท่านั้น ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคลผูกขาดอยู่แล้ว เราก็ต้องพิจารณากายและใจ ให้ลงสู่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กลมกลืนกันอยู่ในตัว ขณะเดียวพร้อมกับลมเข้าออกก็ได้ หรือพร้อมกับกรรมฐานหนึ่งที่ทรงอยู่ซึ่งหน้า กร รมฐานที่ทรงอยู่ซึ่ง หน้าซึ่งเป็นเป้าเดิมนั้น ที่เราตั้งไว้เฉพาะปัจจุบันซึ่ง มีสติปัญญาสมดุลกันอยู่ขณะเดียว ไม่ได้ส่งส่ายหนีจากเป้าเดิม เป้าเดิมคืออะไรเล่า คือกายและใจที่กลม กลืนกันอันเราตั้งไว้ จะสงบหรือไม่สงบก็ต้องงมปลา ในแห จะงมปลานอกแห แม้จะพบปลาก็จับไม่ได้นอกจากแหขาด แหขาดคือตั้งสติไม่อยู่กับเป้าเดิมนั่นเอง
• สัญญาดับได้ด้วยอะไร
ดิฉันมีข้อสงสัยกราบเท้านมัสการเรียนถามหลวงปู่ ว่า “สัญญา” จะดับได้ต้องอาศัย “ราคะ” เป็นมูลเหตุ เป็นเกณฑ์ เพื่อตัดภพชาติ หมดความผูกพันอาลัย อาวรณ์ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกลับมาเกิดเสวยทุกข์อีก หรืออย่างไรคะคนเราเกิดนับชาติไม่ถ้วน แต่ละชาติก็เปลี่ยนบุคคลไป แต่ทำไมในการปฏิบัติจึงไม่เป็นสัญญากับบุคคลปัจจุบัน หรืออาจจะมีกับผู้ปฏิบัติท่านอื่นๆซึ่งเราไม่ทราบ จะเป็นไปได้ไหมคะ
ตอบ : เรื่องสัญญา ‘สัญญา’ แปลว่า ความจำ จำ อะไรบ้าง ตอบว่าจำรูป จำเสียง จำกลิ่น จำรส จำโผฏฐัพพะ จำธัมมารมณ์ที่มันสัมผัสจากภายนอกมาหาภายใน คือ ใจ เป็นผู้รับรู้ว่ารูปอันนั้น เสียงอันนั้น กลิ่นอันนั้น รสอันนั้น โผ ฏฐัพพะความอบอุ่นและร้อนแข็งอันนั้น เหล่านี้เป็นต้น อันธัมมารมณ์ที่มากระทบใจที่มันเป็นอารมณ์ก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏ ฐัพพะ ธัมมารมณ์ที่ล่วงไปแล้วหนึ่ง ที่ยังมาไม่ถึง หนึ่ง อารมณ์ปัจจุบันก็ส่งส่ายไปหาอดีตและอนาคต เพราะผู้ปัจจุบันปรุงไปหาสิ่งที่เคยได้ประสบจำมา สิ่ง ทั้งหลายเหล่านี้แหละเรียกว่าอยู่ใต้อำนาจ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้นมูลเหตุที่จะดับสัญญาได้นั้น ด้วยเหตุว่าไม่สำคัญ ว่าสัญญาคือความจำ เป็นตน ตนเป็นสัญญาคือ ความจำ ให้เข้าใจว่า ความจำก็เป็นสักแต่ว่าความจำ สัญญาก็เป็นสักแต่ว่าสัญญา ความจำก็ดี สัญญาก็ดี ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา เสียแล้ว เพราะเกิดขึ้นแล้วก็แปรปรวนดับไป ถ้าเราเห็นชัดด้วยปัญญา ราคะความกำหนัดในสัญญาก็จะเบาบางลงหรือเหือดแห้งหายไป เพราะรู้ชัดด้วยปัญญาแล้วว่า สัญญาความจำไม่ใช่เรา เราไม่ใช่สัญญาความจำ เพราะเป็นเพียงนามสังขารเท่านั้น คำว่านามหมายถึงชื่อมัน มันไม่ปรากฏกับตาเนื้อภายนอก แต่มันปรากฏกับตา สติตาปัญญาภายใน และก็เกิดขึ้นแล้วและก็ดับไปอย่างนั้นเองสิ่งไหนที่เกิดขึ้นหาระหว่างมิได้ แปรปรวนหาระหว่างมิได้ ดับไปหาระหว่างมิได้ สิ่งนั้นทั้งหลายจะมายืนยันว่าเป็นเราเป็นเขาเป็นสัตว์เป็นบุคคลความยืนยันอันนั้นก็กลายเป็นโมฆะ หาได้เป็นเรา เขา ดังความหลงสำคัญไม่
ไม่ว่าแต่สัญญา แม้รูปก็ดี เวทนาก็ดี สังขารก็ดี วิญญาณก็ดี สิ่งทั้งหลายเหล่านี้แหละเป็นหน้าที่เราจะทำให้ว่าง คือว่างจากสัตว์ จากบุคคล ตัวตน เรา เขาแม้ใจและผู้รู้ก็เหมือนกัน ไม่ใช่เราเป็นใจโดยแท้ ใจไม่ใช่เป็นเราโดยแท้ ธรรมไม่ใช่เราโดยแท้เราก็ไม่ใช่ธรรมโดยแท้ ถ้ารู้ชัดแล้วราคะความกำหนัดว่าเป็นตน เป็นตัว เป็นเรา เป็นเขา ก็จะละอายตัวเองที่ไปยืนยันว่าเป็นเราเป็นเขา เป็นของเราของเขา เพราะอำนาจรู้ชัดด้วยพระสติพระปัญญา
และก็ให้เข้าใจว่าในสกนธ์กายในสกนธ์ใจถ้าเรา ยืนยันว่าเป็นเราเป็นของเราเอาจริงๆจังๆ จนแกะไม่ได้คายไม่ออก ก็เรียกว่าเรายังไม่รู้ตามเป็นจริง ของสังขารเหล่านี้ แม้ผู้รู้ตามเป็นจริงของสังขารเหล่า นี้ก็เป็นสักแต่ว่าธรรม อันเกี่ยวกับสติปัญ ญาเท่านั้น หาได้เป็นสัตว์ บุคคลตัวตนเราเขาไม่ ถ้าหากว่ามีท่าน ผู้ใดไปยึดถือเอาจริงๆว่าเป็นเรา เขา สัตว์ บุคคลแล้ว สิ่งเหล่านั้นจะไม่ทำให้เดือดร้อนใจเป็นไม่มีเลย เพราะสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้วแปรปรวนและดับไป หาระหว่างมิได้อยู่อย่างนั้น <เมื่อรู้ตามเป็นจริงแล้ว ด้านพระสติและพระปัญญาก็นึกละอาย ไม่กล้าจะยืนยันว่าเป็นเรา เป็นเขา เป็นสัตว์ เป็นบุคคลอีก ดังสมมติที่ใช้กันในโลก สมมติที่ใช้กันในโลกนี้ก็สมมติเพื่อใช้ชั่วคราวเท่านั้น มิใช่ว่าจะเอาสมมติไปนิพพานด้วย เมื่อยืนยันว่าไม่ใช่ เราไม่ใช่ของเราแล้วก็หมดปัญหาที่จะทำกิริยาเอาไว้ และหมดปัญหาที่จะทำกิริยาปล่อยอีก ก็จบลงแต่ เพียงสักว่ารู้ว่าเห็นเท่านั้น ธรรมะอันนี้เป็นธรรมอันถอนรากถอนโคนแห่งความหลง เพราะสติปัญญาแก่กล้ามาแล้ว ความหลงที่เคยหลงมาก็แตกกระเจิงไปเอง
• ทำกฐิน ๑๐๐ กอง กับ ทำสมาธิ
การทำสมาธิภาวนานี้ยากมากจริงนะครับ เรื่องการทำทานรักษาศีลพอเข้าใจแล้ว ขาดแต่สมาธิเท่านั้น เหตุที่สนใจจะทำสมาธิเพราะต้องการความสงบจิต เพราะแต่ละวันมันวุ่นทั้งวัน จิตใจยุ่งตลอด ทำให้อารมณ์แปรปรวน และการทำทานก็ยังทำอยู่ตลอด แต่ก็ได้แค่ปีติหล่อเลี้ยงจิตใจเป็นครั้งคราวเท่านั้น มีผู้เคยกล่าวกับผมว่าถึงทำกฐิน ๑๐๐ กอง ยังสู้ทำภาวนาไม่ได้ จริงไหมครับ
ตอบ : การทำสมาธิภาวนาเป็นของยากก็จริง แต่จะเหนือความพยายามเราไม่ได้ ความพยายามกับความเพียรกับความที่มีสัจกับความที่อธิษฐานก็มีความหมายอันเดียวกัน ที่มันวุ่นทั้งวันจิตใจยุ่งตลอด ทำให้อารมณ์แปรปรวนเป็นการถูกต้องแล้ว ถ้าหาก ว่าเป็นของทำง่ายๆ มันก็ไม่ได้บุญมาก มันเป็นของ ทำยาก มันจึงได้บุญมาก แต่ยากกับง่ายมันก็ขึ้นอยู่ กับผู้ชอบทำผู้พยายามทำดังกล่าวแล้วนั้น ที่ท่านกล่าวว่าทำกฐิน ๑๐๐ กอง ก็ไม่เท่าภาวนารวมลงครั้งหนึ่ง นั้นเป็นการถู กต้องแล้ว แต่เราจะทิ้งการให้ทานไปก็ ไม่ได้อีก เพราะหากเรามีภพมีชาติหน้าก็กลายเป็นคนจนทรัพย์ หาด้วยน้ำพักน้ำแรงเกือ บจะตายก็ไม่ได้ เพราะอานิสงส์ทานไม่ชูส่ง
• มรรค-ผล
มีพระบางองค์ท่านพูดว่าฆราวาสที่ได้มรรคผลชั้นใดแล้วจะไม่สามารถทำมรรคผลในชั้นต่อไปได้ จริงไหมครับ
ตอบ : ข้อนี้ไม่จริง พระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรได้พระโสดาบันตอนเป็นฆราวาส แล้วมาบว ชกับพระบรมศาสดาก็ได้สำเร็จพระอรหันต์ แม้พระสุทโธทนะเมื่อยังไม่สิ้นลมปราณก็ถึงพระอนาคามีแล้ว แต่ใกล้จะสิ้นลมปราณฟังเทศน์ของพระ พุทธองค์อีกก็สำเร็จพระอรหันต์พร้อมกับสิ้นลมปราณ
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์