PDA

View Full Version : อานิสงส์การบริจาคเลือด


MBNY
14-11-2005, 03:40 AM
อานิสงส์การบริจาคเลือด เสริมชีวิตให้เป็นแก่นสาร บังเกิดบุญมหาศาล ได้สร้างทานบารมี

http://www.palungjit.com/board/attachment.php?attachmentid=45849&stc=1&d=1131864134




ปัจจุบันมักมีการพูดถึงกันอยู่บ่อยๆ เกี่ยวกับการให้ การบริจาค ไม่ว่าจะเป็นการให้วัตถุหรือให้ธรรมเป็นทาน หรือให้อภัยเป็นทาน ก็ตาม
แต่มีทานที่สำคัญยิ่งอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งมักไม่มีใครนำมาพูดถึงกันเลย นั่นก็คือ การให้ชีวิตเป็นทาน

การให้ชีวิตเป็นทาน คนทั่วไปมักเข้าใจกันว่า ต้องสละชีวิตของตัวเอง และต้องตายเพื่อให้คนอื่นมีชีวิตอยู่เท่านั้น จึงจะถือว่าเป็นทานข้อนี้ได้

แต่ในยุคปัจจุบัน คงจะหาคนที่มีความเสียสละมากมายถึงเพียงนั้นได้ยาก บางทีแม้ว่าจะต้องเสียสละเพื่อท่านผู้มีอุปการคุณ มีบุญคุณ เช่น พ่อ แม่ ที่กำลังป่วยหนักต้องการคนคอยปรนนิบัติดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะลูกๆ ซึ่งมีหน้าที่โดยตรง ก็มักจะมีการเกี่ยงกันทำ มักอ้างความจำเป็นต่างๆ มากมาย มากีดกันตัวเองออกจากหน้าที่ที่ควรทำ

ถ้าเป็นไปได้ก็มักจะไม่ทำหน้าที่นี้ด้วยตัวเอง แต่จะใช้วิธีจ้างคนอื่น จ้างพยาบาล ซึ่งทุกวันนี้จะมีหน่วยงานที่มีพนักงานสำหรับรับทำหน้าที่บริการด้านพยาบาล หรือดูแลคนป่วยคนชรา คอยสนองบรรดาลูกๆ ที่ต่างคนก็ต่างพยายามหลีกเลี่ยงหน้าที่สำคัญที่สุด ซึ่งลูกๆ ที่ดีจะพึงปฏิบัติพึงกระทำกัน
ลูกบางคนพอเห็นว่าได้จ้างพยาบาล หรือคนดูแลพ่อแม่ไว้แล้ว ก็คิดว่าตัวเองหมดหน้าที่แล้ว ไม่เคยสอดส่องดูแลให้ความสนใจ ที่จะมาคอยดูว่า พ่อแม่ต้องการอะไรบ้างด้วยตัวเองเลย นานๆ จะมาให้พ่อแม่เห็นหน้าสักครั้ง บางทีหายไปเป็นเดือน หลายเดือน ความจริงท่านเหล่านั้นคงไม่ต้องการสิ่งใดอื่น นอกจากได้เห็นหน้าลูกๆ บ้าง เห็นลูกๆ ประสบความสำเร็จ มีความสุขกัน พ่อแม่ก็แทบจะหายเจ็บหายป่วยแล้ว สิ่งเหล่านี้นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสลดหดหู่ที่สุดในสังคมปัจจุบัน

การให้ชีวิตเป็นทาน ก็มีทางให้เลือกหลายทาง โดยไม่จำเป็นที่ตัวเองจะต้องตายเพื่อผู้อื่นเสมอไป การบริจาคโลหิต คือ การให้ชีวิตเป็นทานอย่างหนึ่ง จะเห็นว่าบางทีคนที่กำลังป่วย อาการทรุดหนัก ไม่ว่าจะเกิดจากอุบัติเหตุหรือโรคร้ายใดๆ ก็ตาม ที่ทำให้เลือดในร่างกายเสียไป หรือทำให้เสียเลือดมาก ถ้าเขามีโอกาสที่จะได้รับโลหิตแม้เพียงหยดเดียว อาจช่วยให้เขามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เพื่อทำความดีทำบุญสร้างกุศล ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมอีกต่อไปได้

โลหิต เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตของมนุษย์และสัตว์โลกทั่วๆ ไป เพราะเป็นสิ่งที่มีส่วนในการช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยให้อยู่รอดปลอดภัย นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างก็ได้พยายามค้นคว้าวิจัยมาเป็นเวลานาน แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จในการหาสารประกอบอื่นๆ ที่จะนำมาใช้ทดแทนโลหิตในร่างกายได้ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดให้มีการบริจาคโลหิต เพื่อให้เกิดการถ่ายเท หรือให้โลหิตจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งได้

การบริจาคโลหิตคือ การสละโลหิตส่วนเกินที่ร่างกายไม่จำเป็นต้องใช้ เพื่อให้กับผู้ป่วยที่มีความต้องการ เป็นสิ่งที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายเลย

ผู้บริจาคโลหิต สามารถบริจาคได้ในทุกๆ ๓ เดือน เพราะเมื่อบริจาคออกไปแล้ว ภายในระยะเวลาที่กำหนด ไขกระดูกจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดโลหิต ขึ้นมาทดแทนส่วนที่ขาดหายไป ให้โลหิตในร่างกายมีปริมาณเท่าเดิม ถ้าไม่ได้บริจาคหรือถ่ายเทออกไป ร่างกายก็จะขับเม็ดโลหิตที่สลายตัว ซึ่งไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายแล้วเพราะหมดอายุ ออกมาในรูปของปัสสาวะ อุจจาระ หรือเหงื่อ อยู่เป็นประจำทุกวัน

เมื่อโลหิตมีความสำคัญยิ่งสำหรับชีวิตคนและสัตว์ เมื่อขาดโลหิตทุกชีวิตต้องตาย ให้ความหมายคล้ายต้นไม้ขาดน้ำ มีแต่จะช้ำเหี่ยวเฉาและแห้งตายไปในที่สุด
ผู้ป่วยที่มีอาการทรุดหนัก สามารถดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้เมื่อได้รับโลหิตทันต่อเวลา จากชีวิตสู่ชีวิต มอบโลหิตช่วยผู้ป่วย ให้เลือดให้ชีวิต บริจาคโลหิตเสริมชีวิตให้เป็นบุญ

การบริจาคโลหิตจึงถือว่าได้เสียสละสิ่งที่มีค่าที่สุดในร่างกาย ในชีวิตของคนเรา นอกจากจะทำให้เกิดความภาคภูมิใจ ที่ได้เสียสละโลหิตในร่างกายของตัวเอง ช่วยต่ออายุให้ชีวิตแก่คนป่วยที่กำลังจะตาย เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลแก่ผู้อื่นที่ได้รับโลหิตจากผู้บริจาคไปแล้ว สิ่งที่จะเกิดตามมาคือ ผู้บริจาคได้ทราบหมู่โลหิต และได้ตรวจคุณภาพโลหิตของตัวเอง ได้รับการตรวจสุขภาพในทุกๆ ๓ เดือน

กรณีผู้บริจาคโลหิตตามกำหนด นอกจากจะได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ไวรัสตับอักเสบ ซี เชื้อไวรัสเอดส์ และเชื้อซิฟิลิส (กามโรค) แล้ว ยังเป็นการช่วยสร้างเสริมเพิ่มพูนทานบารมีที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งยากที่ใครจะทำให้เกิดให้มีขึ้นได้ ย่อมได้รับอานิสงส์ส่งผลตามมาภายหลัง ดังคำที่ว่า ผู้ให้ย่อมได้รับการให้ตอบ ผู้ไหว้ย่อมได้รับการไหว้ตอบ เช่นเดียวกับการให้ทานที่ยิ่งใหญ่อื่นๆ

การให้ทานโดยทั่วไปมี ๑๘ ประการ ดังที่ปรากฏในคัมภีร์อรรถกถามโนรถปูรณี สีหนาทสูตร อังคุตตรนิกาย ๓/๒๓๕-๒๓๖ ดังนี้ คือ

๑.ทำให้ชีวิตมีความสุข
๒.เป็นรากฐานของสมบัติ
๓.เป็นบ่อเกิดแห่งโภคทรัพย์
๔.ช่วยต้านภัยให้ชีวิตได้
๕.ช่วยคุ้มครองป้องกันอันตราย
๖.ช่วยปูทางไปสู่สุคติ
๗.เป็นที่อาศัยได้
๘.เป็นที่พึ่งพิงได้
๙.ช่วยเสริมพลังใจให้เข้มแข็งได้
๑๐.เป็นทางเดินของบัณฑิต
๑๑.ได้เป็นเชื้อสายของพระพุทธเจ้า
๑๒.ทำให้ได้สมบัติในสวรรค์
๑๓.ทำให้ได้สมบัติพญามาร
๑๔.ทำให้ได้สมบัติพระพรหม
๑๕.ทำให้ได้สมบัติพระเจ้าจักรพรรดิ
๑๖.ทำให้ได้สาวกบารมีญาณ
๑๗.ทำให้สำเร็จปัจเจกโพธิญาณ
๑๘.ทำให้สำเร็จอภิสัมโพธิญาณ


การบริจาคโลหิต เป็นปรมัตถทานบารมีสูงสุดที่มนุษย์สามัญทั่วๆ ไปพึงทำได้ เพราะเป็นการให้ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของชีวิตตนเพื่อนำไปช่วยต่อชีวิตให้ผู้อื่น ผู้ให้ย่อมเกิดความปีติ ความสุขทางใจ จากผลบุญของการให้ไร้ขีดจำกัดอย่างแน่นอน

ขณะนี้โลหิตที่ได้รับการบริจาคยังขาดแคลน ไม่เพียงพอ ท่านผู้บริจาคโลหิตจึงนับว่าเป็นส่วนสำคัญในการบริจาคโลหิต เพื่อสำรองไว้ใช้กับเพื่อนมนุษย์ผู้เจ็บป่วยที่ยัง รอรับการต่ออายุจากแรงศรัทธาของทุกท่าน
สนใจติดต่อขอบริจาคโลหิต หรือขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย
ถนนอังรีดูนังต์ โทร.๐-๒๒๕๑-๓๑๑ ต่อ ๑๑๓, ๑๖๑, ๑๖๒

หรือกองบริการโลหิต รพ.ภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นสาขาบริการโลหิตของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร. ๐-๒๕๓๑-๑๙๗๐-๙๙ ต่อ ๒๗๖๕๑ ในวันเวลาราชการ รวมทั้งติดต่อขอบริจาคได้ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กทม. ซึ่งจะเปิดรับบริจาคเป็นครั้งที่ ๑๐๘ ในวันศุกร์-อาทิตย์ที่ ๓-๕ ตุลาคม ๒๕๔๗ ระหว่างเวลา ๐๘.๓๐-๑๕.๐๐ น.



ที่มา : http://www.komchadluek.net/

NUI
15-11-2005, 01:30 PM
อนุโมทนาค่ะ

chue27
15-11-2005, 07:12 PM
บริจาคเป็นประจำครับ 4 ครั้งแล้ววววว....อิอิ

ผู้เดินทาง
15-11-2005, 10:45 PM
ก่อนเข็มจะแทงลงแขน ก็อาจรู้สึกกลัวเล็กน้อย พอเข็มแทงลงไปเพื่อรับโลหิตที่เต็มใจบริจาค มหาปีติก็บังเกิดขึ้นในใจเป็นล้นพ้น ดุจดังมีผู้ร่วมอนุโมทนาในมหาบุญกุศลนี้มากมายจนนับประมาณมิได้ เป็นเช่นนี้ทุกครั้งไป แลในระหว่างนั้นก็ตั้งจิตอุทิศมหากุศลนี้ให้แก่เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายทั้งหลาย และขอให้ปราศจากทุกข์ ให้มีสุขยิ่งๆขึ้นไป โดยไม่มีประมาณ

Attawat_Rx
15-11-2005, 10:51 PM
โมทนาครับ

ปราณยาม
17-11-2005, 09:59 AM
โอ๊ะโอ อ่านกระทู้นี้แล้วนึกขึ้นได้ว่าเลยกำหนดมา3เดือนแล้ว อ่ทิตย์คงต้องแว้บไปสภากาชาดซะแล้ว

Palmnaraks
17-11-2005, 06:55 PM
สาธุ ผมเองก็บริจาคมา7ครั้งแล้วครับ นี่คิดๆว่าจะบริจาคร่างกายด้วยแต่ยังคิดๆอยู่ครับ แต่ถ้ามีโอกาสก็จะบริจาคเลือดไปเรื่อยๆแหละครับ

nao7310
18-11-2005, 09:24 AM
เมื่อก่อนสมัยเรียนหนังสือ แข่งกันบริจาคกับเพื่อนแต่ตอนนี้ไม่สามารถบริจาคได้ค่ะเพราะน้ำหน้กไม่ถึงเสียดายจัง แต่ได้บริจาคร่างกาย อวัยวะ และไขกระดูกให้กับสภากาชาดและโรงพยาบาลศิริราช แล้วค่ะ เป็นปลื้มมากเลย คิดไว้แต่ว่าเมื่อเราตายไปแล้วเรายังได้เป็นครูใหญ่ให้นักศึกษาแพทย์ได้ศึกษาเล่าเรียนเพื่อมาช่วยคนต่อไปค่ะ ดีใจมาก

dangcarry
19-11-2005, 03:03 PM
ขอเชิญชวนทุกท่านครับ
ผมบริจาคแล้ว 43 ครั้ง
ธันวานี้ครั้งที่ 44

Forest_Sa
21-11-2005, 09:24 PM
ผมก็เคยบริจาค เลือดเป็นสิ่งสำคัญจริง ๆ ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์
วันพ่อนี่ก็จะบริจาคอีก ครับผม
โมทนาครับ

nakinee
29-11-2005, 12:58 AM
บริจาคแล้ว 7ครั้งค่ะ อยากไปบริจาคอีกแต่ตอนนี้สุขภาพไม่ค่อยดี แล้วจะไปอีกค่ะ
อนุโมทนากับทุกคนค่ะ

vacharaphol
30-11-2005, 04:28 AM
การบริจาคอวัยวะ
การบริจาคอวัยวะเป็นเรื่องที่คนไทยยังไม่คุ้นเคยเท่าไรนัก และยังมีคำถามมากมายที่ทำให้ผู้คิดจะบริจาคยังมีความลังเลอยู่
ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทยจึงต้องประสบกับปัญหาต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะความเชื่อแบบเดิมๆ ที่ยังอาจมีหลงเหลืออยู่บ้าง เช่น ถ้าบริจาคอวัยวะให้เขาไปแล้วเกิดมาชาติหน้าจะมีอวัยวะไม่ครบ จะเป็นเจ้าตัวเองหรือว่าญาติที่เซ็นชื่ออนุมัติ
เพื่อให้เกิดความกระจ่างต่อสาธารณชนทั่วไป น.พ. วิศิษฏ์ ฐิตวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯจึงได้เข้านมัสการเรียนถามพระคุณเจ้าพระธรรมปิฎก(ประยุทธ์ ปยุตโต) เจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม ซึ่งได้รับคำตอบที่เป็นประโยชน์และไขข้อข้องใจได้เป็นอย่างดี

<TABLE><TBODY><TR><TD vAlign=top align=left width=800 bgColor=#ffffcc height=70>

น.พ. วิศิษฏ์-มีข้อห้ามในศาสนาพุทธหรือไม่เกี่ยวกับเรื่อง “การบริจาคอวัยวะ”
พระธรรมปิฎก-ตามปกติแล้วไม่มีข้อห้ามมีแต่จะสนับสนุน เพราะการบริจาคอวัยวะเป็นการเสียสละเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ต้องการให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ และมีการบริจาคจึงเป็นหลักธรรมที่สำคัญของศาสนา ไม่ว่าจะเป็น “ ทศพิธราชธรรม” ก็ดี การบำเพ็ญ “ บารมี” ของพระพุทธเจ้าเมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์ก็ดี ก็มีการบริจาคเป็นคุณธรรมข้อแรก เรียกว่า “ ทาน” และ “ ทานบารมี” คือการให้เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น
โดยเฉพาะในการบำเพ็ญของพระโพธิสัตว์นั้น การบริจาคอวัยวะเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นความคิดที่จำเป็นเลยทีเดียวที่ต้องทำเพราะการก้าวไปสู่โพธิญาณ ต้องมีความเข้มแข็งของจิตใจในการเสียสละเพื่อความดีทั้งนี้ทานที่เป็นบารมี จะแบ่งเป็น ๓ ขั้น เช่นเดียวกับบารมีอื่นๆ คือทานบารมีระดับสามัญคือการบริจาคทรัพย์สินเงินทอง ถึงจะมากมายแค่ไหนก็จะอยู่ในระดับนี้
ทานระดับรอง หรือจวนสูงสุด เรียกชื่อเฉพาะว่า “ ทานอุปบารมี” ได้แก่ ความเสียสละทำความดีถึงขั้นสามารถบริจาคอวัยวะเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นได้ หรือเพื่อรักษาธรรม
แน่นอนว่า การบริจาคอวัยวะนั้นเป็นบุญธรรมสำคัญและเป็นบุญมากตามหลักพระพุทธศาสนานอกจากเป็นบารมีขั้นทานอุปบารมีแล้ว ยังโยงไปหาหลักสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “มหาบริจาค” คือการบริจาคใหม่ ซึ่งพระโพธิสัตว์ จะต้องปฏิบัติอีก ๕ ประการคือ บริจาคทรัพย์ บริจาคราชสมบัติ บริจาคอวัยวะ และนัยน์ตา บริจาคตัวเองหรือบริจาคชีวิต และบริจาคบุตรและภรรยา
น.พ.วิศิษฏ์- ถ้าถามว่าการบริจาคอวัยวะนั้นได้บุญหรือเปล่าและใครเป็นคนได้ อย่างเช่นคนหนึ่งแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะได้ แต่เสียชีวิตในภาวะที่ไม่สามารถบริจาคได้กับอีกคนหนึ่งไม่ได้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะไว้ แต่เสียชีวิตด้วยภาวะสมองตายแล้วญาติได้ตัดสินใจบริจาค อันนี้ไม่ทราบว่าใครจะเป็นคนได้บุญ หรือได้บุญมากน้อยอย่างไร
พระธรรมปิฎก- ในแง่นี้ต้องแยกออกเป็น ๒ ประเด็น ประเด็นที่หนึ่งก็คือว่า “เป็นบุญหรือไม่? ” ซึ่งตอบได้เลยว่าเป็นบุญอยู่แล้ว ดังที่พระโพธิสัตว์ท่านบริจาค และเป็นบุญชั้นสูงถึงขั้นเรียกว่าบารมีเลยทีเดียว แต่สำหรับคนทั่วไปจะมีความตั้งใจที่จะบรรลุโพธิญาณหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเราไม่มีความตั้งใจไม่ได้ตั้งปณิธานอย่างนี้ ก็ไม่เรียกว่าเป็นบารมี แต่เป็นบุญซึ่งจัดว่าเป็นบุญอันยิ่งใหญ่เลยทีเดียวเพราะเป็นบุญที่ทำได้ยากต้องมีความเสียสละจริงๆ เป็นอันว่าได้บุญแน่นอน เพราะเกิดจากเจตนาที่เสียสละให้ด้วยความกรุณาปรารถนาดีต่อผู้อื่นอันใหญ่หลวง
ในส่วนที่ว่า “ ใครจะเป็นผู้ได้บุญ ? ” นั้นตอบง่ายๆ ว่าใครเป็นผู้บริจาคคนนั้นก็ได้เพราะมันอยู่ที่เจตนาของผู้นั้น ในกรณีที่เป็นคนที่ตายไปแล้วและญาติบริจาคก็เลยกลายเป็นว่าคนที่ตายไแแล้วไม่ได้รับ เพราะว่าไม่ได้เจตนา ในแง่นี้ต้องพูดอีกขั้นหนึ่ง คือญาติที่บริจาคนั้นต้องอุทิศกุศลไปให้เขาอีกทีหนึ่ง คือญาติที่บริจาคนั้นต้องอุทิศกุศลไปให้เขาอีกทีหนึ่ง ในทางธรรมถือว่าถ้าบริจาคในขณะที่ตัวยังเป็นอยู่ก็จะเป็นบุญชั้นสูง
น.พ.วิศิษฏ์- คนที่ได้รับอวัยวะไปแล้ว ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เจ้าของอวัยวะจะได้รับผลบุญนั้นหรือไม่ เพราะทางศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯไม่ได้บอชื่อของคนที่บริจาคให้ผู้ที่รับอวัยวะไปจะอธิษฐานอย่างไรดี
พระธรรมปิฎก- แม้จะไม่ระบุชื่อผู้ที่เราอุทิศส่วนกุศลให้ เพียงแต่ตั้งใจว่าอุทิศที่ให้แก่เจ้าของอวัยวะที่บริจาคให้เรา ก็ถือว่าเราก็ได้อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับท่านเจ้าของที่บริจาคอวัยวะให้เราแล้ว
น.พ.วิศิษฏ์- ปัญหาที่เราเจอในการทำการประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไป แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ คือบางคนก็ยังมีความเชื่อว่าถ้าให้อวัยวะเขาไปแล้วในชาตินี้ เกิดมาชาติหน้าจะมีอวัยวะไม่ครบ
พระธรรมปิฎก- อันนี้ไม่จริงเลย โดยมีแง่พิจารณา ๒ อย่างด้วยกัน
๑. ในแง่หลักฐานทางคัมภีร์แสดงว่า พระพุทธเจ้าเมื่อเป็นพระโพธิสัตว์ทรงบริจาคนัยน์ตาก็เป็นเหตุให้พระองค์ทรงได้สมันตจักษุ คือเป็นพระเนตรหรือดวงตาที่เป็นพิเศษสุดของพระพุทธเจ้าซึ่งเราแปลว่าเป็นดวงตาซึ่งมองเห็นโดยรอบ ไม่ได้หมายถึงดวงตาที่เป็นวัตถุอย่างเดียว แต่หมายถึงดวงตาทางปัญญาด้วย ในแง่พระคัมภีร์ก็สนับสนุนชัดเจนว่าในชาติหน้ามีแต่ผลดี
๒. ในแง่เหตุผลที่เข้าใจกันว่าบริจาคอวัยวะไปแล้ว เกิดมาอวัยวะจะบกพร่องเหตุผลที่ถูกต้องมันไม่ใช่อย่างนั้น เราต้องมองว่าชีวิตที่เกิดมานี้จิตใจเป็นส่วนสำคัญในการปรุงแต่งสร้างสรรค์ อย่างเราเป็นอยู่ทุกวันนี้ ถ้าเรามีเมตตาคิดดีปรารถนาดีต่อผู้อื่น ยิ้มแย้มแจ่มใสต่อไปตาเราจะถูกปรุงแต่งให้แจ่มใสเบิกบาน
ในทางกลับกันถ้าเราคิดร้ายต่อผู้อื่น มักโกรธอยากจะทำร้ายรังแกเขาอยู่เรื่อย หน้าตาก็จะบึ้งตึงเครียด หรือถึงกับดูโหดเหี้ยมนี้เป็นผลมาจากสภาพจิตที่เคยชินในชีวิตประจำวันแม้แต่ในชาติปัจจุบันนี้เอง
ทีนี้ชีวิตที่จะเกิดต่อไปก็จะต้องอาศัยจิต ที่มีความสามารถในการปรุงแต่งขอให้คิดง่ายๆ ว่า คนที่จะบริจาคอวัยวะให้คนอื่น ก็คือปรารถนาดีต่อเขาอยากจะให้เขาเป็นสุข อยากให้เขาพ้นทุกข์ หายเจ็บป่วย จิตอย่างนี้ในตอนคิดก็เป็นจิตที่ดี คือจิตใจที่ยินดีเบิกบาน คิดถึงความสุขความดีงามความเจริญ จิตก็จะสะสมความโน้มเอียงและพัฒนาความสามารถในด้านนี้ ถ้าคิดบ่อยๆ จิตก็จะยิ่งมีความสามารถและมีความโน้มเอียงไปในทางที่จะปรุงแต่งให้ดี และคุณสมบัตินี้ก็จะฝังอยู่เป็นสมรรถภาพของจิต
เพราะฉะนั้นในการบริจาคเราจึงต้องทำจิตใจให้ผ่องใส ให้ประกอบด้วยคุณธรรม มีเมตตาปรารถนาดีและอันนี้แหละที่จะทำให้เราได้บุญมาก
น.พ.วิศิษฏ์- แพทย์ควรปฏิบัติตัวอย่างไรกับผู้บริจาคอวัยวะ
พระธรรมปิฎก- เขาบริจาค เขาเป็นผู้เสียสละเป็นผู้มีคุณธรรม เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมองว่าเราต้องยกย่องให้เกียรติประการหนึ่ง และเขาถือเป็นผู้บำเพ็ญประโยชน์ให้สังคม ช่วยให้เพื่อนมนุษย์อยู่ดีหายโรค หายภัย และเป็นอยู่ดีขึ้น นั่นก็ควรแสดงออกอย่างใดอย่างหนึ่ง ในการที่ยอมรับหรือเห็นคุณค่า ซาบซึ้งในประโยชน์ที่เขาได้ทำไปแล้ว การปฏิบัติต่อกันก็ธรรมดา แต่หากว่าเรามีจิตดีแล้วการปฏิบัติการแสดงออกก็จะดีจริงๆ

</TD></TR></TBODY></TABLE>

anko
30-11-2005, 07:38 AM
อนุโมทนาด้วยค่ะ
ไม่ค่อยได้บริจาคโลหิตบ่อยสักเท่าไร
แต่ได้บริจาคดวงตาและอวัยวะไปแล้วค่ะ

MBNY
28-12-2005, 10:25 PM
<CENTER>สถานที่รับบริจาคโลหิตตามห้างสรรพสินค้า </CENTER><CENTER></CENTER>
http://elearning.md.kku.ac.th/kku_academic/images/information/200562711397_245_2.jpg



<!--detail--><!--images--><!--images-->ท่านสามารถบริจาคโลหิตได้ที่


ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย :cool:
วันจันทร์ - วันพุธ, วันศุกร์ (ไม่หยุดพักกลางวัน) 08.00-16.30 น.
วันพฤหัสบดี (ไม่หยุดพักกลางวัน) 07.30-19.30 น.
วันเสาร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 08.00-12.00 น.
วันอาทิตย์ 12.00-16.00 น.
หน่วยเคลื่อนที่ประจำ


สวนจตุจักร ทุกวันเสาร์ :cool:
(รถจอดริมถนนพหลโยธิน) 10.00-15.00 น.


สนามหลวง วันอาทิตย์ :cool:
(รถจอดบริเวณด้านหน้ากรมศิลปากร) 09.00-14.00 น.


ตลาดนัดธนบุรี (สนามหลวง 2) :cool:
ทุกวันอาทิตย์ สัปดาห์สุดท้ายของเดือน
(รถจอดหน้าสำนักงาน) 10.00-15.00 น.


มหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก:cool:
ทุกวันจันทร์และวันอังคาร
(รถจอดบริเวณข้างหอสมุดด้านคณะนิติศาสตร์) 10.00-15.00 น.
สถานีกาชาด 11"วิเศษนิยม" บางแค
ทุกวันจันทร์และวันพฤหัสบดี
(รับบริจาคโลหิตภายในอาคาร ข้างฟิวเจอร์ปาร์ค บางแค) 09.00-15.00 น.


ห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต :cool:
ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สองของเดือน
(รับบริจาคโลหิตภายในอาคารหน้าร้าน S.B. เฟอร์นิเจอร์ ชั้น 2)
13.00-17.00 น.


ห้างสรรพสินค้าซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์:cool:
ทุกวันศุกร์และวันเสาร์สัปดาห์ที่สามของเดือน
(รับบริจาคโลหิตบริเวณลานโยโย่ ชั้น 3)
13.00-17.00 น.


ห้างสรรพสินค้า Big C สาขาบางพลี:cool:
ทุกวันเสาร์สัปดาห์ที่สองของเดือน
(รับบริจาคโลหิตบริเวณด้านหน้าห้าง)
13.00-17.00 น.


ห้างสรรพสินค้า Big C สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์:cool:
ทุกวันเสาร์สัปดาห์สุดท้ายของเดือน
(รับบริจาคโลหิตบริเวณชั้น 2 หน้าซุปเปอร์ Big C )
13.00-17.00 น.


ห้างสรรพสินค้า Big C สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์:cool:
ทุกวันเสาร์สัปดาห์สุดท้ายของเดือน
(รับบริจาคโลหิตบริเวณชั้น 2 หน้าซุปเปอร์ Big C )
13.00-17.00 น.


สาขาบริการโลหิตแห่งชาติ รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า:cool:
โทร.0-2468-1116-20


สาขาบริการโลหิตแห่งชาติ สถาบันพยาธิกรมแพทย์ทหารบก รพ.พระมงกุฎเกล้า :cool:
โทร.0-2245-8154


สาขาบริการโลหิตแห่งชาติ รพ.ตำรวจ:cool:
โทร. 0-2252-8111 ต่อ 4146


สาขาบริการโลหิตแห่งชาติ รพ.รามาธิบดี:cool:
โทร. 0-2246-1057-87


สาขาบริการโลหิตแห่งชาติ รพ.ภูมิพลอดุลยเดช:cool:
โทร.0-2531-1970-99 ต่อ 27109-10


สาขาบริการโลหิตแห่งชาติ วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล :cool:
โทร. 0-2243-0151-64


สาขาบริการโลหิตแห่งชาติ โรงพยาบาลประจำจังหวัดทั่วประเทศ :cool:
(ในวันและเวลาราชการ)


ท่านสามารถสอบถามหน่วยเคลื่อนที่อื่น ๆ ได้ที่
โทรศัพท์ 0-2252-6116,0-2252-1637 ,0-2252-4106-9 ต่อ 113, 157
E-mail : blood@redcross.or.th

<!--detail--><!-- /keepstat.php?post_id=181004 -->โดย : ต้น
อีเมล์ : 072@@
วันที่ : 2005-12-26 20:13:52

ที่มา : http://webboard.mthai.com/44/2005-12-26/181004.html





<!-- / message --><!-- sig -->

dokapon
31-12-2005, 12:27 PM
ที่สภากาชาดไทย................................................หน้ามืด เกือบจะเป็นลมแน่ะค่ะ...แต่ก็สบายใจที่เลือดเราสามารถช่วยผู้อื่นได้
:cool:

khomeraya
10-01-2006, 03:44 PM
ขออนุโมทนาแด่ผู้บริจาคโลหิตทุกคน

เกจิหนุ่ม
19-01-2006, 01:10 AM
^^ผม4ครั้งแล้ว อย่างน้อยๆเลือดของผมอันน้อยนิดก้อสามารถช่วยชีวิตได้อีกหลายชีวิต ผมคิดงี้อ่า อิอิ

อ่อ.. ขอโมทนาบุญกับผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านด้วยนะครับ

Addy Pimthepa
29-01-2006, 08:32 PM
ช่วยกันบริจาคเถอะค่ะ กาชาดยังขาดเลือดอีกมาก ดิฉันเป็นพยาบาลเวลาที่ผู้ป่วยต้องให้เลีอด แล้วไม่มี ทั้งผู้ป่วยและญาติทุกข์ทรมานใจมาก สำหรับดิฉันก็ให้สดๆทุกครั้ง คือนอนให้เตียงข้างๆผู้ป่วยรั่นล่ะค่ะ แล้วก็บริจาคที่กาชาดด้วย แต่ก็ไม่สามรถให้ทุก 3 เดือน เพราะถ้าพักผ่อนไม่พอ ทำงานหนักก็ให้ไม่ได้ แล้วก็บริจาคดวงตา อวัยวะ และร่างกายเพื่อไปเป็นอาจารย์ใหญ่แล้วค่ะ ช่วยกันทำเถอะค่ะ ดีจริงๆนะคะ

Addy Pimthepa
29-01-2006, 08:32 PM
ช่วยกันบริจาคเถอะค่ะ กาชาดยังขาดเลือดอีกมาก ดิฉันเป็นพยาบาลเวลาที่ผู้ป่วยต้องให้เลีอด แล้วไม่มี ทั้งผู้ป่วยและญาติทุกข์ทรมานใจมาก สำหรับดิฉันก็ให้สดๆทุกครั้ง คือนอนให้เตียงข้างๆผู้ป่วยรั่นล่ะค่ะ แล้วก็บริจาคที่กาชาดด้วย แต่ก็ไม่สามรถให้ทุก 3 เดือน เพราะถ้าพักผ่อนไม่พอ ทำงานหนักก็ให้ไม่ได้ แล้วก็บริจาคดวงตา อวัยวะ และร่างกายเพื่อไปเป็นอาจารย์ใหญ่แล้วค่ะ ช่วยกันทำเถอะค่ะ ดีจริงๆนะคะ

Hma
31-01-2006, 09:35 PM
ขออนุโมทนา

GAN9
04-02-2006, 04:47 PM
โมทนาครับ บริจาคมา 57 ครั้งแล้ว เดือนนี้ก็ 58 ครั้ง และก็บริจาคให้คนรู้จักกันอีก 3-4 ครั้ง บริจาคดวงตาแล้ว เหลืออวัยวะกับร่างกายที่ยังไม่ได้บริจาคแต่ที่คิดเอาไว้ก็บริจาคทั้งหมด เลือดก็จะบริจาคไปเรื่อยๆจนกว่าร่างกายจะไม่ไหวนะครับ ช่วยกันบริจาคนะครับ เพียงเท่าที่จะทำได้นะครับ

thaiculture
05-02-2006, 10:29 AM
อนุโมทนาให้กับผู้เสียสละบริจาคโลหิต ทุกท่าน ครับ
แต่คนที่กินยาปฏิชีวนะบ่อยๆ บริจาคม่ะๆด้น๊า ระวังด้วยน่ะคร้าฟ

Kobchanida
18-02-2006, 01:53 PM
ขออนุโมทนาด้วยนะคะ.........ช่วยกันบริจาคเยอะ ๆ นะคะ ดีจริง ๆ ค่ะ

ab
21-02-2006, 12:01 AM
บอกด้วยความน้อยใจว่าอยากจะไปบริจาคมากค่ะ แต่เค้าไม่รับเพราะน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ไม่ถึง45 กก.

โมฆบุรุษ
28-02-2006, 09:52 AM
ผมตามคุณ Gan9 มาติดๆครับ
วันนี้ เพิ่งบริจาคเป็นครั้งที่ ๕๒ ครับ
รวมกับที่เมืองไทยอีก ๕ ครั้ง เป็น ๕๗ ครั้งครับ

แต่ช่วงหลายสิบครั้งหลังๆนี่ ผมบริจาคพลาสม่าแทนนะครับ
เพราะทำได้บ่อยกว่า และเส้นเลือดของผมหาง่ายและไม่เปราะด้วยครับ

ศึกษาธรรม2551
02-10-2008, 07:07 AM
ขออนุโมทนาครับ....สาธุ

chodchoi
04-10-2008, 08:47 PM
ขออนุโมทนาบุญด้วยครับ สาธุ

TIP..PPP
07-10-2008, 09:47 AM
1-10-2551 เราไป บริจาค มา รอบที่ 17 แล้ว
ก่อน ไป แนะนำ ดื่ม น้ำ อุ่น ไป ซัก แก้ว เลือด จะไหล เร็ว
บริจาค ดวงตา แล้ว ทั้งครอบครัว 5 ชีวิต
บริจาค ร่างกายแล้ว ตั้งแต่ 2540
ตั้งใจ ว่า จะไป บริจาค ไขกระดูก ยังไม่ มี อา กาจ ใกล้ และ
55555
ขอให้ ชาว พลังจิต มี ส่วนใน บุญกุศล นี้ เถิด สาธุ สาธุ

Nutuk
07-10-2008, 06:50 PM
ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ

#...ผู้ที่จะให้ธรรมทาน พึงตั้งอยู่ในองค์คุณ<?xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:smarttags" /><st1:PersonName w:st="on" ProductID="ดังกล่าวมานี้ จะยังประโยชน์ใหญ่">ดังกล่าวมานี้ จะยังประโยชน์ใหญ่</st1:PersonName> อานิสงส์ยิ่งใหญ่ให้เกิด ขึ้นกับผู้แสดงธรรมได้อย่างเต็มที่ ทำให้ผู้แสดงธรรมได้บุญกุศลมหาศาล ดังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส สรรเสริญว่า บุคคลให้ธรรมเป็นทาน โดยไม่ปรารถนาลาภสักการะ ย่อมมีอานิสงส์ประมาณมิได้...#

pong10500
10-10-2008, 12:27 PM
"การบริจาคโลหิต เป็นปรมัตถทานบารมี"
ขอให้ท่านทั้งหลายจงเจริญๆครับ

ว่าแต่ว่า เป็นปรมัตถทานบารมี หรือครับ

AKKATEAM
11-10-2008, 08:16 AM
ขออนุโมทนาครับ