MBNY
10-11-2005, 01:50 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD>วังบางขุนพรหม ยูนิเวอร์ซิตี้...แห่งสยาม
</TD></TR><TR><TD>โดย สายทิพย์
</TD></TR></TBODY></TABLE>
<STYLE><!--.Normal {font-size:12.0pt; font-family:"Times New Roman";}--></STYLE><LINK href="../CSS%20folders/shadeorange.css" type=text/css rel=stylesheet><LINK href="../CSS%20folders/shadeorange.css" type=text/css rel=stylesheet>ในอดีต...แห่งริมฝั่งน้ำเจ้าพระยา ณ ผืนที่ดินละแวกย่านบางขุนพรหม ครั้งแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 วังบางขุนพรหม ราชสำนักที่หรูหราใหญ่โตได้ถือกำเนิดขึ้นโดยตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหมู่แมกไม้อันเขียวขจี โดดเด่นและเป็นสง่า โดยผู้เป็นเจ้าของวัง คือ จอมพล เรือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต หรือที่ชาววังบางขุนพรหมคุ้นเคยในพระนาม ทูนกระหม่อมบริพัตร พระราชโอรสองค์ที่ 33 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
http://www.yingthai-mag.com/images/Yingthai/624/057-02.jpgพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานวังบางขุนพรหมให้แก่ ทูนกระหม่อมบริพัตร ซึ่งประสูติจากสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี โดยที่ดินที่สร้างเป็นที่ดินพระราชทานของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 รวมราคาที่ดินและค่าใช้จ่ายในการสร้างวังเป็นเงินทั้งสิ้น 249,592 บาท สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าได้เสด็จฯมาประกอบพิธีขึ้นตำหนักใหม่เมื่อวันที่ 28 ธันวาคมในปีเดียวกัน
ทูนกระหม่อมบริพัตร ได้กำหนดการสร้างวังในแบบสถาปัตยกรรมเรเนซองซ์ ซึ่งพระองค์ทรงคุ้นเคยและทรงโปรดในระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่ที่ประเทศเยอรมนี ทรงให้นายช่างชาวอิตาลี คือ นายมาริโอ ตามาญโญ เป็นผู้ก่อสร้าง ดังนั้นเมื่อย่างเท้าเข้าไปในบริเวณวังบางขุนพรหม หลายคนจึงรู้สึกเหมือนเข้าไปในวังแห่งหนึ่งในยุโรปมากกว่าวังในประเทศไทย เนื่องจากสถาปัตยกรรมการก่อสร้างนับตั้งแต่ประตูใหญ่ทางเข้าไปจนถึงตัวตำหนัก รวมถึงการตกแต่งภายในเป็นแบบยุโรปทั้งสิ้น
รูปทรงตำหนัก วังบางขุนพรหม นั้นเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น ตัวตำหนักสร้างขึ้นใกล้แม่น้ำมากกว่าถนนสามเสน ประตูวังสร้างด้วยเหล็กดัดและเสาปูนประดับลวดลายปูนปั้นที่งดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในบรรดาประตูทางเข้าวังทั้งหลายในกรุงเทพฯ กึ่งกลางสนามมีน้ำพุประดับขอบบ่อด้วยรูปเงือกฝรั่งชายหญิงและสัตว์น้ำต่างๆ เชื่อมโยงโดยรอบ ตามริมขอบประดับด้วยพระโพธิสัตว์และนางดารา ปรัชญาปรมิตา ทำขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นระยะที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กษัตริย์ขอมแห่งยโสธรปุระผู้สร้างนครธมและปราสาทบายนตามที่ทรงนับถือพระพุทธศาสนาแบบมหายานแทนลัทธิเทวราชาแบบพราหมณ์
ในส่วนของ ตำหนักใหญ่ หรือที่เรียกกันในหมู่ชาววังว่า ตำหนักทูนกระหม่อม นั้นเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น ที่สร้างขึ้นโดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายในตำหนักใหญ่ประกอบด้วยห้องสำคัญๆ เช่น ห้องสีชมพู ห้องสีน้ำเงิน ห้องกิมตึ๋งและห้องพิณพาทย์ ฯลฯ
http://www.yingthai-mag.com/images/Yingthai/624/057-04.jpgห้องสีชมพูอยู่บนชั้นสองของตำหนักใหญ่ ใช้เป็นห้องรับแขกบุคคลสำคัญ เป็นห้องใหญ่ประดับตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สไตล์ยุโรปที่หรูหรา งดงามมาก ภายในห้องทาสีชมพูอ่อน เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นก็ล้วนเป็นสีชมพูเข้าชุดกัน จัดว่าเป็นห้องที่ตกแต่งงดงามที่สุดของวังนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จมาประทับที่ห้องสีชมพูนี้หลายครั้ง
บางขุนพรหมยูนิเวอร์ซิตี้ เป็นฉายาที่ชาวต่างชาติได้ตั้งให้แก่ วังบางขุนพรหม ในอดีตเพราะถือเป็นแหล่งประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู่แก่กุลสตรีไทยในสมัยนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาการบ้าน การเรือน การครัว ภาษา มารยาทและการเย็บปักถักร้อย สตรีไทยที่เข้ารับการฝึกอบรมนั้นมีตั้งแต่ลูกท่านหลานเธอในรั้ววัง ตลอดจนลูกหลานชนสามัญ พวกข้าหลวงฝ่ายในของวังบางขุนพรหมมักจะได้รับคำชื่นชมยกย่องจากบุคคลทั่วไปตลอดจนชาวต่างชาติว่า เป็นผู้ที่มีกิริยามารยาทงาม มีคุณสมบัติครบถ้วนตามแบบฉบับของเบญจกัลยาณีทุกประการ
ภายในตำหนักวังบางขุนพรหม ครั้งแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวงนั้นมีชื่อเสียงโดดเด่นในหลายๆ ด้าน อาทิ การร้อยมาลัย การเย็บปักถักร้อย การทำอาหารไทย อาหารฝรั่ง การเสิร์ฟอาหารแบบตะวันตก ภาษาและการดนตรี ฯลฯ กล่าวกันว่า วังบางขุนพรหม เป็นแหล่งกำเนิดและเป็นผู้ประสาทวิชาความรู้ให้ เช่น วงมโหรีปี่พาทย์ วงพิณพาทย์ จะทรงคัดเลือกนักดนตรีผู้มีฝีมือเข้ามาฝึกซ้อมประจำวง นักดนตรีที่สามารถทำชื่อเสียงทางดนตรีให้แก่วังบางขุนพรหมในยุคนั้น เช่น จางวางทั่วพาทยโกศล นายเทวาประสิทธิ์พาทยโกศล ฯลฯ
อาณาเขตภายในรั้ววังบางขุนพรหมในอดีตมีอาณาบริเวณกว้างขวางใหญ่โตมาก ประกอบด้วยตำหนักน้อยใหญ่และเรือนที่พักอีกมากมาย อาทิ ตำหนักใหญ่ ตำหนักเล็ก ตำหนักสมเด็จ ตำหนักไม้ ตำหนักน้ำ และเรือนที่พักของเหล่าข้าหลวง เคยมีการสำรวจจำนวนสมาชิกภายในวังบางขุนพรหมสมัยนั้น ปรากฏว่ามีทั้งสิ้นถึง 400 กว่าคน ถึงขนาดห้องเครื่องต้องจ่ายค่ากับข้าววันละ 100 บาท (ในสมัยเมื่อ 80 ปีที่แล้ว) เล่ากันว่าเวลาไปจ่ายตลาดที่บางลำพูต้องไปวันละ 2 คน ก็ยังถือกับข้าวไม่ไหว ต้องจ้างรถเจ๊กมาส่งถึงห้องเครื่องทุกวัน
http://www.yingthai-mag.com/images/Yingthai/624/057-03.jpgความสุขแห่งอดีตที่เคยรุ่งเรืองของชาววังบางขุนพรหมมีอันต้องปิดฉากลงเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 โดยมีบุคคลที่เรียกตัวเองว่า คณะราษฎร์ ได้ทำการพลิกผันเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตย เหตุการณ์ครั้งนั้นนอกจากจะสร้างความระส่ำระสายในหมู่พระราชวงศ์จักรีแล้ว ยังมีผลทำให้บุคคลในราชสกุล บริพัตร ถึงกับต้องนิราศร้างทิ้งวัง ระหกระเหินเสด็จไปยังแดนไกล ทูนกระหม่อมบริพัตร และสมาชิกในราชสกุลต้องเสด็จฯไปประทับอยู่ที่ตำหนักประเสบัน เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย อย่างกระทันหัน และประทับอยู่ที่นั่นจวบจนสิ้นพระชนม์ โดยมิได้เสด็จกลับมาประเทศไทยอีกเลย
สำหรับวังบางขุนพรหมภายหลังในปีพุทธศักราช 2518 ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการขอซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดภายในวัง และได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายโดยสมบูรณ์ตราบจนปัจจุบัน
ถึงวันนี้แม้ ทูนกระหม่อมบริพัตร ผู้เป็นเจ้าของวังจะจากไปนานแล้วก็ตาม แต่พระราชกรณียกิจนานัปการอันทรงคุณประโยชน์แก่ประเทศทั้งในด้านการเมือง การปกครอง การสาธารณสุข การทหารและด้านวัฒนธรรมที่ทรงกระทำขณะยังดำรงพระชนม์ชีพอยู่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้พระนามของพระองค์เป็นที่กล่าวถึงอยู่เสมอ ไม่ว่ากาลเวลาจะล่วงเลยไปนานเพียงใดก็ตาม
หมายเหตุ : ที่ใช้คำว่า ทูลกระหม่อม แทนคำว่า ทูลกระหม่อม เนื่องจากทางวังบางขุนพรหมได้กำหนดให้ใช้ตัวสะกดเช่นนี้มาตลอด ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของวันนี้
เอกสารประกอบการเขียน
-ชีวิตและงานทูนกระหม่อมบริพัตร : นวรัตน์ เลขะกุล
-ชีวิตในวังบางขุนพรหม : กิตติพงษ์ วิโรจน์ธรรมากูรพระประวัติ
http://www.yingthai-mag.com/images/Yingthai/624/057-05.jpgสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอครราชเทวี ประสูติเมื่อวันพุธ เดือน 8 ขึ้น 3 ค่ำ ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2424
ทูนกระหม่อมบริพัตร ทรงเสกสมรสด้วยหม่อมเจ้าหญิงประสงค์สม ไชยันต์ มีพระโอรสและพระธิดา 7 พระองค์ และมีพระโอรสธิดา 2 พระองค์ ด้วยหม่อมสมพันธ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
ทรงสำเร็จการศึกษาหลักสูตรสำหรับนายทหารเยอรมัน ได้รับพระราชทานยศร้อยตรีทหารราบแห่งกองทัพบกเยอรมนี
ทรงดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารบกองค์แรกของกองทัพบกไทย ดำรงพระยศ จอมพล
ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ ดำรงพระยศจอมพลเรือ ทรงริเริ่มให้มีกองดุริยางค์ทหารเรือขึ้นในอัตรากำลังกองทัพเรือมีชื่อว่ากองแตร
ทรงรับตำแหน่งอุปนายกผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เสนาบดีกระทรวงกลาโหม เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย พระองค์เป็นคนไทยคนแรกที่แต่งเพลงด้วยโน้ตสากลและทรงนิพนธ์ตำรากล้วยไม้เล่มแรกของประเทศ ทูนกระหม่อมบริพัตร ทรงเป็นผู้ที่มีพระจริยวัตรอันงดงามเป็นที่เลื่องลือ เมื่อทรงปฏิบัติภารกิจในตำแหน่งใดก็ทรงตั้งพระทัยมุ่งมั่นกระทำด้วยความรอบคอบและทรงมีน้ำพระทัยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเมตตาต่อผู้ใต้บังคับบัญชาและเหนือสิ่งอื่นใดทรงเป็นผู้เสียสละ ไม่ปรารถนาเห็นคนไทยด้วยกันฆ่าฟันกันเอง จึงทรงเป็นปูชนียบุคคลที่ชาวไทยสมควรยกย่อง
ที่มา : นิตรสารหญิงไทย
</TD></TR><TR><TD>โดย สายทิพย์
</TD></TR></TBODY></TABLE>
<STYLE><!--.Normal {font-size:12.0pt; font-family:"Times New Roman";}--></STYLE><LINK href="../CSS%20folders/shadeorange.css" type=text/css rel=stylesheet><LINK href="../CSS%20folders/shadeorange.css" type=text/css rel=stylesheet>ในอดีต...แห่งริมฝั่งน้ำเจ้าพระยา ณ ผืนที่ดินละแวกย่านบางขุนพรหม ครั้งแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 วังบางขุนพรหม ราชสำนักที่หรูหราใหญ่โตได้ถือกำเนิดขึ้นโดยตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหมู่แมกไม้อันเขียวขจี โดดเด่นและเป็นสง่า โดยผู้เป็นเจ้าของวัง คือ จอมพล เรือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต หรือที่ชาววังบางขุนพรหมคุ้นเคยในพระนาม ทูนกระหม่อมบริพัตร พระราชโอรสองค์ที่ 33 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
http://www.yingthai-mag.com/images/Yingthai/624/057-02.jpgพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานวังบางขุนพรหมให้แก่ ทูนกระหม่อมบริพัตร ซึ่งประสูติจากสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี โดยที่ดินที่สร้างเป็นที่ดินพระราชทานของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 รวมราคาที่ดินและค่าใช้จ่ายในการสร้างวังเป็นเงินทั้งสิ้น 249,592 บาท สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าได้เสด็จฯมาประกอบพิธีขึ้นตำหนักใหม่เมื่อวันที่ 28 ธันวาคมในปีเดียวกัน
ทูนกระหม่อมบริพัตร ได้กำหนดการสร้างวังในแบบสถาปัตยกรรมเรเนซองซ์ ซึ่งพระองค์ทรงคุ้นเคยและทรงโปรดในระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่ที่ประเทศเยอรมนี ทรงให้นายช่างชาวอิตาลี คือ นายมาริโอ ตามาญโญ เป็นผู้ก่อสร้าง ดังนั้นเมื่อย่างเท้าเข้าไปในบริเวณวังบางขุนพรหม หลายคนจึงรู้สึกเหมือนเข้าไปในวังแห่งหนึ่งในยุโรปมากกว่าวังในประเทศไทย เนื่องจากสถาปัตยกรรมการก่อสร้างนับตั้งแต่ประตูใหญ่ทางเข้าไปจนถึงตัวตำหนัก รวมถึงการตกแต่งภายในเป็นแบบยุโรปทั้งสิ้น
รูปทรงตำหนัก วังบางขุนพรหม นั้นเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น ตัวตำหนักสร้างขึ้นใกล้แม่น้ำมากกว่าถนนสามเสน ประตูวังสร้างด้วยเหล็กดัดและเสาปูนประดับลวดลายปูนปั้นที่งดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในบรรดาประตูทางเข้าวังทั้งหลายในกรุงเทพฯ กึ่งกลางสนามมีน้ำพุประดับขอบบ่อด้วยรูปเงือกฝรั่งชายหญิงและสัตว์น้ำต่างๆ เชื่อมโยงโดยรอบ ตามริมขอบประดับด้วยพระโพธิสัตว์และนางดารา ปรัชญาปรมิตา ทำขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นระยะที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กษัตริย์ขอมแห่งยโสธรปุระผู้สร้างนครธมและปราสาทบายนตามที่ทรงนับถือพระพุทธศาสนาแบบมหายานแทนลัทธิเทวราชาแบบพราหมณ์
ในส่วนของ ตำหนักใหญ่ หรือที่เรียกกันในหมู่ชาววังว่า ตำหนักทูนกระหม่อม นั้นเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น ที่สร้างขึ้นโดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายในตำหนักใหญ่ประกอบด้วยห้องสำคัญๆ เช่น ห้องสีชมพู ห้องสีน้ำเงิน ห้องกิมตึ๋งและห้องพิณพาทย์ ฯลฯ
http://www.yingthai-mag.com/images/Yingthai/624/057-04.jpgห้องสีชมพูอยู่บนชั้นสองของตำหนักใหญ่ ใช้เป็นห้องรับแขกบุคคลสำคัญ เป็นห้องใหญ่ประดับตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สไตล์ยุโรปที่หรูหรา งดงามมาก ภายในห้องทาสีชมพูอ่อน เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นก็ล้วนเป็นสีชมพูเข้าชุดกัน จัดว่าเป็นห้องที่ตกแต่งงดงามที่สุดของวังนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จมาประทับที่ห้องสีชมพูนี้หลายครั้ง
บางขุนพรหมยูนิเวอร์ซิตี้ เป็นฉายาที่ชาวต่างชาติได้ตั้งให้แก่ วังบางขุนพรหม ในอดีตเพราะถือเป็นแหล่งประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู่แก่กุลสตรีไทยในสมัยนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาการบ้าน การเรือน การครัว ภาษา มารยาทและการเย็บปักถักร้อย สตรีไทยที่เข้ารับการฝึกอบรมนั้นมีตั้งแต่ลูกท่านหลานเธอในรั้ววัง ตลอดจนลูกหลานชนสามัญ พวกข้าหลวงฝ่ายในของวังบางขุนพรหมมักจะได้รับคำชื่นชมยกย่องจากบุคคลทั่วไปตลอดจนชาวต่างชาติว่า เป็นผู้ที่มีกิริยามารยาทงาม มีคุณสมบัติครบถ้วนตามแบบฉบับของเบญจกัลยาณีทุกประการ
ภายในตำหนักวังบางขุนพรหม ครั้งแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวงนั้นมีชื่อเสียงโดดเด่นในหลายๆ ด้าน อาทิ การร้อยมาลัย การเย็บปักถักร้อย การทำอาหารไทย อาหารฝรั่ง การเสิร์ฟอาหารแบบตะวันตก ภาษาและการดนตรี ฯลฯ กล่าวกันว่า วังบางขุนพรหม เป็นแหล่งกำเนิดและเป็นผู้ประสาทวิชาความรู้ให้ เช่น วงมโหรีปี่พาทย์ วงพิณพาทย์ จะทรงคัดเลือกนักดนตรีผู้มีฝีมือเข้ามาฝึกซ้อมประจำวง นักดนตรีที่สามารถทำชื่อเสียงทางดนตรีให้แก่วังบางขุนพรหมในยุคนั้น เช่น จางวางทั่วพาทยโกศล นายเทวาประสิทธิ์พาทยโกศล ฯลฯ
อาณาเขตภายในรั้ววังบางขุนพรหมในอดีตมีอาณาบริเวณกว้างขวางใหญ่โตมาก ประกอบด้วยตำหนักน้อยใหญ่และเรือนที่พักอีกมากมาย อาทิ ตำหนักใหญ่ ตำหนักเล็ก ตำหนักสมเด็จ ตำหนักไม้ ตำหนักน้ำ และเรือนที่พักของเหล่าข้าหลวง เคยมีการสำรวจจำนวนสมาชิกภายในวังบางขุนพรหมสมัยนั้น ปรากฏว่ามีทั้งสิ้นถึง 400 กว่าคน ถึงขนาดห้องเครื่องต้องจ่ายค่ากับข้าววันละ 100 บาท (ในสมัยเมื่อ 80 ปีที่แล้ว) เล่ากันว่าเวลาไปจ่ายตลาดที่บางลำพูต้องไปวันละ 2 คน ก็ยังถือกับข้าวไม่ไหว ต้องจ้างรถเจ๊กมาส่งถึงห้องเครื่องทุกวัน
http://www.yingthai-mag.com/images/Yingthai/624/057-03.jpgความสุขแห่งอดีตที่เคยรุ่งเรืองของชาววังบางขุนพรหมมีอันต้องปิดฉากลงเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 โดยมีบุคคลที่เรียกตัวเองว่า คณะราษฎร์ ได้ทำการพลิกผันเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตย เหตุการณ์ครั้งนั้นนอกจากจะสร้างความระส่ำระสายในหมู่พระราชวงศ์จักรีแล้ว ยังมีผลทำให้บุคคลในราชสกุล บริพัตร ถึงกับต้องนิราศร้างทิ้งวัง ระหกระเหินเสด็จไปยังแดนไกล ทูนกระหม่อมบริพัตร และสมาชิกในราชสกุลต้องเสด็จฯไปประทับอยู่ที่ตำหนักประเสบัน เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย อย่างกระทันหัน และประทับอยู่ที่นั่นจวบจนสิ้นพระชนม์ โดยมิได้เสด็จกลับมาประเทศไทยอีกเลย
สำหรับวังบางขุนพรหมภายหลังในปีพุทธศักราช 2518 ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการขอซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดภายในวัง และได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายโดยสมบูรณ์ตราบจนปัจจุบัน
ถึงวันนี้แม้ ทูนกระหม่อมบริพัตร ผู้เป็นเจ้าของวังจะจากไปนานแล้วก็ตาม แต่พระราชกรณียกิจนานัปการอันทรงคุณประโยชน์แก่ประเทศทั้งในด้านการเมือง การปกครอง การสาธารณสุข การทหารและด้านวัฒนธรรมที่ทรงกระทำขณะยังดำรงพระชนม์ชีพอยู่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้พระนามของพระองค์เป็นที่กล่าวถึงอยู่เสมอ ไม่ว่ากาลเวลาจะล่วงเลยไปนานเพียงใดก็ตาม
หมายเหตุ : ที่ใช้คำว่า ทูลกระหม่อม แทนคำว่า ทูลกระหม่อม เนื่องจากทางวังบางขุนพรหมได้กำหนดให้ใช้ตัวสะกดเช่นนี้มาตลอด ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของวันนี้
เอกสารประกอบการเขียน
-ชีวิตและงานทูนกระหม่อมบริพัตร : นวรัตน์ เลขะกุล
-ชีวิตในวังบางขุนพรหม : กิตติพงษ์ วิโรจน์ธรรมากูรพระประวัติ
http://www.yingthai-mag.com/images/Yingthai/624/057-05.jpgสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอครราชเทวี ประสูติเมื่อวันพุธ เดือน 8 ขึ้น 3 ค่ำ ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2424
ทูนกระหม่อมบริพัตร ทรงเสกสมรสด้วยหม่อมเจ้าหญิงประสงค์สม ไชยันต์ มีพระโอรสและพระธิดา 7 พระองค์ และมีพระโอรสธิดา 2 พระองค์ ด้วยหม่อมสมพันธ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
ทรงสำเร็จการศึกษาหลักสูตรสำหรับนายทหารเยอรมัน ได้รับพระราชทานยศร้อยตรีทหารราบแห่งกองทัพบกเยอรมนี
ทรงดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารบกองค์แรกของกองทัพบกไทย ดำรงพระยศ จอมพล
ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ ดำรงพระยศจอมพลเรือ ทรงริเริ่มให้มีกองดุริยางค์ทหารเรือขึ้นในอัตรากำลังกองทัพเรือมีชื่อว่ากองแตร
ทรงรับตำแหน่งอุปนายกผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เสนาบดีกระทรวงกลาโหม เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย พระองค์เป็นคนไทยคนแรกที่แต่งเพลงด้วยโน้ตสากลและทรงนิพนธ์ตำรากล้วยไม้เล่มแรกของประเทศ ทูนกระหม่อมบริพัตร ทรงเป็นผู้ที่มีพระจริยวัตรอันงดงามเป็นที่เลื่องลือ เมื่อทรงปฏิบัติภารกิจในตำแหน่งใดก็ทรงตั้งพระทัยมุ่งมั่นกระทำด้วยความรอบคอบและทรงมีน้ำพระทัยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเมตตาต่อผู้ใต้บังคับบัญชาและเหนือสิ่งอื่นใดทรงเป็นผู้เสียสละ ไม่ปรารถนาเห็นคนไทยด้วยกันฆ่าฟันกันเอง จึงทรงเป็นปูชนียบุคคลที่ชาวไทยสมควรยกย่อง
ที่มา : นิตรสารหญิงไทย