PDA

View Full Version : ไป "สปา" พื้นบ้านที่สุรินทร์


MBNY
09-11-2005, 12:58 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=3 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top width="100%" background=themes/LerdsinSilver2004/images/column-bg.gif height="50%">




http://www.muangboranjournal.com/spaw/upload/tripsurin%20274.jpg




ปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผมไปสำรวจปราสาทหินแถบบุรีรัมย์ – สุรินทร์กับพรรคพวกทางนั้นอยู่หลายวัน ดังได้เคยนำมารายงานไว้บ้างแล้วในพื้นที่ "ภาคสนาม" นี้
ในวันท้ายๆ ที่เราออกไปเที่ยวได้เดินท่อมๆ หาดูปราสาทนั้น พอกลับมาตอนเย็นๆ ชักจะเมื่อยล้า ปวดแขนปวดขา นั่งดื่มกันไปๆ ก็เริ่มง่วงหงาวหาวนอน อยู่ไม่ทนเหมือนคืนแรกๆ
ถ้าเป็นแม่ผม จะเรียกอาการแบบนี้ว่า "หมดสตีมดีด" (!) ไม่รู้มาจากคำว่าอะไรเหมือนกัน แต่แปลว่าหมดสภาพ ต้องรีบไปนอนโดยด่วน
เพื่อนคนหนึ่งเลยชวนผมว่า คืนนี้ให้รีบเข้านอน พรุ่งนี้จงตื่นแต่เช้า เขาและภรรยาจะมารับไป "อบสมุนไพร" รับรองว่าต้องติดใจแน่ๆ
ผมตอบตกลงทันทีโดยไม่ต้องคิด


ประมาณเจ็ดโมงกว่าๆ เขาและภรรยาก็ขับรถพาผมไปที่วัดป่าโยธาประสิทธิ์ วัดนี้อยู่นอกตัวเมืองสุรินทร์ออกไปทางถนนสายที่จะไปอำเภอปราสาทไม่ไกลนัก



เขาเข้าไปจอดรถข้างเรือนไม้ชั้นเดียวหลังเล็กๆ ทางด้านตะวันออกของโบสถ์ เรือนนี้เชื่อมต่อกับเพิงโล่งๆ ที่มีแคร่ไม้พอให้ทำกิจกรรมอะไรได้บ้าง

http://www.muangboranjournal.com/spaw/upload/tripsurin%20273.jpg

ด้านเหนือเป็นห้องทึบก่ออิฐถือปูนสองห้องติดกัน โดยด้านนอกมุมหนึ่งมีเตาฟืนใหญ่ไฟแรงตั้งถังต้มใบเบ้อเริ่มที่มีท่อต่อควันไอน้ำตรงเข้าไปในห้อง


http://www.muangboranjournal.com/spaw/upload/tripsurin%20279.jpg


ถัดมาใกล้ๆ มีโรงเรือนเล็กๆ เป็นที่เก็บใบยาสมุนไพร แล้วยังตั้งเตาไฟอุ่นต้มน้ำสมุนไพรร้อนๆ ควันกรุ่นหอมฉุย



http://www.muangboranjournal.com/spaw/upload/tripsurin%20280.jpg

ผมนึกในใจ..มันช่างดูพื้นเมืองจริงๆ นี่ถ้าให้ใครซึ่งนิยมใช้บริการสปาดีๆ ในกรุงเทพฯ มาลองมั่ง คงเป็นลมล้มตึงตั้งแต่แรกเห็นอุปกรณ์เครื่องเคราแล้วละ
เพื่อนผมเอากางเกงบอลมาให้เปลี่ยน บอกว่าธรรมดาก็นุ่งกางเกงตัวเดียวโดดๆ แบบนี้แหละ เสื้อไม่ต้องใส่เลย พอผมเปลี่ยนเสร็จเขาบอกให้รอประเดี๋ยว
"แป๊บนึง ห้องยังไม่ร้อน"
ผมออกจะเขินๆ ก็เกิดมาเพิ่งจะเคยเป็นครั้งแรกนี่แหละครับ แถมยังมีผู้หญิงอีกสองสามคนเข้าคิวรออยู่ด้วย พวกผู้หญิงนั้นผมสังเกตว่าถ้าเลยวัยรุ่นไปแล้ว อย่างเช่นภรรยาเพื่อนผม ก็จะนุ่งผ้าถุงกระโจมอกอย่างง่ายๆ แต่ถ้าเป็นเด็กสาวๆ พวกหล่อนจะอายหรือไรไม่ทราบ มักอบกันทั้งชุดเสื้อกางเกงนั้นเลยทีเดียว
ระหว่างที่รอห้องร้อน ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเลี่ยงไปนั่งขัดผิวข้างๆ ห้องอบ ตรงนั้นเป็นลานปูนเรียบๆ ยกระดับบางส่วนพอให้นั่งได้ถนัดๆ หล่อนต้องช่วยตัวเองนะครับ ผมเห็นท่าทางถลกผ้าถุงขัดน่องขัดขาดูเป็นธรรมชาติจริงๆ จนต้องเลี่ยงมาคว้ากระบวยตักน้ำสมุนไพรร้อนๆ ดื่มให้ชุ่มคอ สักพักก็ได้ยินเสียงเพื่อนเรียก
"ร้อนแล้วท่าน เอารึยัง ?"
เอาซิ่..ผมว่า แล้วประตูห้องหนึ่งก็เปิดออกให้เราสองคนก้าวเข้าไปข้างใน

ผมไม่รู้จะบรรยายยังไงถูกครับ ถึงม่านหมอกควันอันเกรี้ยวกราดที่โถมปะทะร่างเมื่อแรกก้าวเข้าไป กระอวลไอร้อนวูบวาบนั้นมีกลิ่นสมุนไพรคล้ายๆ ตะไคร้หอมปนการบูรฉุนจัดจนผมนึกถึงไก่อบบางร้านที่เคยกิน กระแสของมันผันผวนรุนแรงจนพลอยรู้สึกว่าอากาศร้อนที่กำลังจะหายใจเข้าไปนั้นมันหนาแน่นและหนักปอดเอามากๆ ผมมองไปรอบๆ ห้อง พยายามปรับสายตาให้ชินกับแสงสว่างสลัวๆ ที่ลอดมาจากช่องกระจกฝ้าเล็กๆ เหนือผนังด้านหนึ่ง พลางค่อยๆ หย่อนก้นลงนั่งบนแท่นปูนที่ก่อยกระดับขึ้นมา แม่เจ้าโวย ดันร้อนก้นซะอีกแน่ะ แต่ผมก็ไม่กล้าแหกปากร้องออกไปหรอกนะ

"เป็นไงท่าน ? ทนไหวมั้ย..ไม่งั้นออกไปตั้งหลักซักแป๊บก็ได้นะ" เพื่อนผมกระซิบบอกมาในความมืดนั้น ผมน่ะกำลังตกใจอยู่ สงสัยด้วยว่าก้นพองหรือเปล่า แต่ก็ยังจำได้ว่าตรงข้างผนังด้านนอกเขาเขียนระบุ "ข้อควรปฏิบัติ" ในการอบสมุนไพรไว้ว่า ให้เข้าอบครั้งละราว ๕ -๑๐ นาทีจึงออกมา แล้วอาจเข้าไปใหม่ได้ แต่ไม่ควรให้เกินสามครั้ง..
แล้วนี่ถ้าเกิดผมออกมาก่อน มิเสียฟอร์มแย่รึ ?

"ได้ๆ ไม่เป็นไร หอมดี" ผมกัดฟันพูดสะเปะสะปะไปตามเรื่อง พลางก็พยายามสูดอากาศร้อนๆ นั้นเข้าไปหมายจะให้คุ้นเคยเร็วๆ
เชื่อไหมครับ ที่จริงมันไม่ได้ยากอะไรเลย ครู่เดียวเท่านั้นผมก็คุ้นกับมัน พร้อมๆ กับรู้สึกว่าเหงื่อเริ่มทะลักไหลพรั่งพรูออกมาจนเปียกแฉะไปหมด ตอนนี้ตาผมเริ่มคุ้นกับความมืดแล้ว เลยเห็นว่าในห้องมีเด็กหนุ่มอีกคน หมอนั่นทำท่าเหมือนกำลังฝึกลมปราณยังไงยังงั้น คือบัดเดี๋ยวนั่งโก่งๆ แขน งอแข้งงอขา บัดเดี๋ยวก็ลุกขึ้นไปยืนค้อมๆ ตัวข้างผนัง ขณะผมกับเพื่อนนั่งเงียบเป็นเป่าสาก นานๆ จึงคุยกันสักคำ
เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้ แต่ตอนที่เพื่อนชวนว่า ออกไปสักพักมั้ยนั้น ผมว่าผมชอบมันแล้วแหละ

http://www.muangboranjournal.com/spaw/upload/tripsurin%20275.jpg


ออกมาเดินจิบน้ำสมุนไพรร้อนๆ รสหอมหวาน แล้วผมจึงค่อยสังเกตว่า กิจกรรมทั้งหลายทั้งปวงนี้กระทำโดยผู้หญิงเพียงคนเดียวเท่านั้น
แม่พิมพ์ จำยาว สาวใหญ่ร่างเล็กทว่าแข็งแรงกระฉับกระเฉงคนนั้นทั้งสาละวนตัดฟืนให้เป็นท่อนได้ขนาดก่อนจะยัดใส่เข้าไปในเตาใหญ่ ทั้งเด็ดใบไม้อะไรหลายอย่างโยนใส่เตาต้มน้ำ ทั้งเตรียมปรุงยาขัดผิวให้พวกสาวๆ รวมทั้งเดินไปกลับบ้านที่อยู่หลังวัดเพื่อตัดเอาสมุนไพรมาใส่เพิ่มในถังต้มใบใหญ่
เพื่อนผมคงรู้ว่าผมอยากซักอยากถามอะไรต่อมิอะไรเต็มแก่ เลยพาผมไปแนะนำตัวกับแม่พิมพ์ เขาว่าแม่พิมพ์น่ะใจดี คุยสนุก อยากถามอะไรก็จงถามเอาตามใจเถิด
ผมชวนแม่พิมพ์คุยได้สักพัก จึงรู้ว่าแม่พิมพ์ทำกิจกรรมอบสมุนไพรที่วัดป่าโยธาประสิทธิ์นี้มาราวห้าปี แต่เดิมนั้น หน้าที่นี้เป็นของแม่ชีหลายรูปช่วยกันทำ โดยความรู้ดั้งเดิมนั้นมาจากหลวงพ่อเจ้าอาวาสองค์ก่อนที่ท่านประยุกต์เอาสูตรการอบการใช้สมุนไพรจากหลายๆ ที่เข้าด้วยกันจนเป็นสูตรเฉพาะของตัวเอง
ต่อมาเมื่อเหล่าแม่ชีเริ่มชราภาพลง ภาระก็มาตกอยู่กับแม่พิมพ์แต่ผู้เดียว
แม่พิมพ์เด็ดตะไคร้หอมไป เล่าให้ผมฟังไปว่า ตัวยาสดๆ ที่เป็นใบไม้หน้าตาประหลาดๆ ที่ผมเห็นนี้มาจากทั้งในป่า ในวัด และที่แม่พิมพ์ปลูกเองในพื้นที่ว่างหลังวัด ที่เอามาใช้อบตัวผมนี้ก็มีเช่นเหงือกปลาหมอ มะสัง มะตูม หนาด หัวไพล ใบมะกรูด ใบมะขาม ผักบุ้งนา..มีอยู่ชนิดหนึ่งแม่พิมพ์ชูขึ้นมาให้ดู ถามผมว่ารู้จักไหม ?
"ดีปลีครับ" ผมตอบอย่างรวดเร็ว
แม่พิมพ์ทำหน้างงๆ แวบหนึ่ง แล้วบอกว่า ทางนี้เขาเรียกพริกไทยจีนจ้ะ ผมเลยสังเกตว่าชื่อพืชหลายอย่างเรียกต่างไปจากทางภาคกลางที่ผมคุ้นเคย
ระหว่างนั้นผมเห็นแม่พิมพ์เด็ดๆๆๆ ใบอะไรต่อมิอะไรใส่หม้อแบบไม่ยั้ง เลยอดถามไม่ได้ว่า ไม่ต้องมีสัดส่วนตัวยาอะไรหรือครับ เธอบอกว่า ไม่ถึงขนาดเคร่งครัดอะไรหรอก บางครั้งตัวโน้นตัวนี้ขาดไปบ้างก็ไม่เป็นไร เพิ่มบางอย่างแทนเข้าไปก็ได้

http://www.muangboranjournal.com/spaw/upload/tripsurin%20278.jpg

ผมถามถึงตัวยาแห้งที่เห็นมัดรวมบรรจุถุงไว้ที่เรือนไม้ข้างๆ แม่พิมพ์ว่านั่นคือตัวยาที่จะมีคนมารับซื้อเอาไปใช้ต้มอบตัวแบบที่อบให้ผมนี่แหละ แต่คนซื้ออาจต้องไปเพิ่มตัวยาสดอื่นๆ เข้าไปให้ครบ ตัวยาแห้งเหล่านี้สั่งซื้อมาจากเขตอำเภอกาบเชิง เพราะว่าแถบตัวเมืองสุรินทร์ถูกเก็บใช้ไปหมดจนแทบไม่มีแล้ว พอได้มาก็มาปนปรุงตามสัดส่วน
"ก็มีคนช่วยอยู่นะ" แม่พิมพ์ว่า พลางชี้ให้ผมดูท่อนไม้ใหญ่ๆ ข้างโรงอบ

http://www.muangboranjournal.com/spaw/upload/tripsurin%20272.jpg

"ไม้พวกนี้คนเขาก็เอามาให้ ได้ใช้ทำฟืนต้มน้ำบ้าง บางทีพวกที่อาศัยวัดอยู่เขาก็ช่วยมาสับมาตัดตัวยาแห้งให้
"คนมาเยอะจะเป็นช่วงเย็นๆ ยิ่งถ้าเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ละก็มาก พวกผู้ใหญ่ๆ เขาก็มากันนะ"
ผมเหลือบดูลูกค้าที่เพิ่งขับมอเตอร์ไซค์ออกไป พ่อหนุ่มที่ผมสงสัยว่ามาฝึกลมปราณนั่นเอง เขาพาแฟนสาวมาด้วย ดูท่าแฟนยังเคอะเขินเก้ๆ กังๆ กับกิจกรรมอบฯ อยู่
แต่ผมเชื่อว่า อีกไม่นานหล่อนจะต้องชอบมันแน่ๆ
……………………………………………………………..

ผมกลับเข้าห้องอบอีกสามครั้ง รวมแล้วเหงื่อคงออกไปซักเจ็ดแปดลิตรได้มั้งครับ (ฮา) แต่รู้สึกโล่งสบายตัวสุดๆ
ก่อนจะกลับ ผมถามแม่พิมพ์เรื่องยาขัดผิวที่พวกผู้หญิงขัดๆ กัน แม่พิมพ์เลยหยิบยาที่กำลังจะเอาไปให้ผู้หญิงสาวอีกคนมาให้ดู

http://www.muangboranjournal.com/spaw/upload/tripsurin%20277.jpg

ในกะละมังเคลือบใบเล็กนั้นมีหัวขมิ้นกับหัวไพลตำละเอียด ผสมมะขามเปียก เกลือ ดินสอพอง และนมสดตราหมีหนึ่งกระป๋อง ขยำๆ ทั้งหมดนี้ให้เข้ากันดี แล้วก็ขัดๆๆๆๆ จนกว่าจะพอใจ
มันดูง่ายจนน่าจะปรุงเองที่บ้านได้สบายๆ
แต่ผมนึกในใจ ถ้าผมอยู่ที่สุรินทร์นี่ผมก็ไม่มานั่งทำเองให้เมื่อยหรอกครับ มาอบมาขัดกับแม่พิมพ์สบายกว่า เพราะที่นี่เปิดตั้งแต่เช้า เจ็ดโมงกว่าๆ ปิดเอาก็เย็นย่ำค่ำโน่นแหละ
ความจริงถ้าเกิดว่ามีทุนสักก้อน ทางวัดน่าจะทำโรงเรือน เตาต้ม และห้องอบให้ดูดีกว่านี้หน่อย จะขึ้นค่าบริการสักนิดก็คงไม่มีใครบ่นแน่ เพราะเท่าที่ผมลองถามเพื่อนดู ตอนนี้ในสุรินทร์มีอบสมุนไพรเพียงสามแห่ง อีกสองแห่งที่เหลือก็คือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และโรงพยาบาลสุรินทร์ สนนราคาก็ครั้งละห้าสิบบาทและหนึ่งร้อยกว่าบาทตามลำดับ ตัวยาสมุนไพรมีใช้น้อยกว่าของวัดป่าโยธาประสิทธิ์ แถมไม่ให้ขัดตัวด้วย
ราคาสามสิบบาทของแม่พิมพ์จึงนับว่าคุ้มสุดๆ แล้ว เมื่อคิดว่าสถานที่ก็ไม่ไกลจากตัวตลาดในเมือง บรรยากาศหรือก็สงบร่มรื่น วัตถุดิบก็เป็นของในท้องถิ่นเอง
เมื่อเรากำลังจะกลับออกไปนั้น ยังได้เห็นรถยนต์กระบะบรรทุก รถมอเตอร์ไซค์หลายคันทยอยกันเข้ามาจอด เห็นมีคนเตรียมจะมาอบตัวหลายคน ผมเลยเชื่อว่ากิจกรรมของแม่พิมพ์คงแข็งแรงมั่นคงขึ้นเป็นลำดับในเวลาไม่ช้านี้
และมันทำให้ผมเห็นว่า การรักษาสุขภาพแบบพึ่งพาตนเองในระดับชุมชนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ – อย่างง่ายๆ เสียด้วยซีครับ !







</TD></TR><TR><TD vAlign=top width="100%" bgColor=#ffffff height="50%"></TD></TR><TR><TD vAlign=top width="100%" bgColor=#ffffff height="100%"></TD></TR></TBODY></TABLE>ที่มา : วารสารเมืองโบราณ
เรื่อง/ภาพ: กฤช เหลือลมัย