MBNY
09-11-2005, 12:58 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=3 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top width="100%" background=themes/LerdsinSilver2004/images/column-bg.gif height="50%">
http://www.muangboranjournal.com/spaw/upload/tripsurin%20274.jpg
ปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผมไปสำรวจปราสาทหินแถบบุรีรัมย์ สุรินทร์กับพรรคพวกทางนั้นอยู่หลายวัน ดังได้เคยนำมารายงานไว้บ้างแล้วในพื้นที่ "ภาคสนาม" นี้
ในวันท้ายๆ ที่เราออกไปเที่ยวได้เดินท่อมๆ หาดูปราสาทนั้น พอกลับมาตอนเย็นๆ ชักจะเมื่อยล้า ปวดแขนปวดขา นั่งดื่มกันไปๆ ก็เริ่มง่วงหงาวหาวนอน อยู่ไม่ทนเหมือนคืนแรกๆ
ถ้าเป็นแม่ผม จะเรียกอาการแบบนี้ว่า "หมดสตีมดีด" (!) ไม่รู้มาจากคำว่าอะไรเหมือนกัน แต่แปลว่าหมดสภาพ ต้องรีบไปนอนโดยด่วน
เพื่อนคนหนึ่งเลยชวนผมว่า คืนนี้ให้รีบเข้านอน พรุ่งนี้จงตื่นแต่เช้า เขาและภรรยาจะมารับไป "อบสมุนไพร" รับรองว่าต้องติดใจแน่ๆ
ผมตอบตกลงทันทีโดยไม่ต้องคิด
ประมาณเจ็ดโมงกว่าๆ เขาและภรรยาก็ขับรถพาผมไปที่วัดป่าโยธาประสิทธิ์ วัดนี้อยู่นอกตัวเมืองสุรินทร์ออกไปทางถนนสายที่จะไปอำเภอปราสาทไม่ไกลนัก
เขาเข้าไปจอดรถข้างเรือนไม้ชั้นเดียวหลังเล็กๆ ทางด้านตะวันออกของโบสถ์ เรือนนี้เชื่อมต่อกับเพิงโล่งๆ ที่มีแคร่ไม้พอให้ทำกิจกรรมอะไรได้บ้าง
http://www.muangboranjournal.com/spaw/upload/tripsurin%20273.jpg
ด้านเหนือเป็นห้องทึบก่ออิฐถือปูนสองห้องติดกัน โดยด้านนอกมุมหนึ่งมีเตาฟืนใหญ่ไฟแรงตั้งถังต้มใบเบ้อเริ่มที่มีท่อต่อควันไอน้ำตรงเข้าไปในห้อง
http://www.muangboranjournal.com/spaw/upload/tripsurin%20279.jpg
ถัดมาใกล้ๆ มีโรงเรือนเล็กๆ เป็นที่เก็บใบยาสมุนไพร แล้วยังตั้งเตาไฟอุ่นต้มน้ำสมุนไพรร้อนๆ ควันกรุ่นหอมฉุย
http://www.muangboranjournal.com/spaw/upload/tripsurin%20280.jpg
ผมนึกในใจ..มันช่างดูพื้นเมืองจริงๆ นี่ถ้าให้ใครซึ่งนิยมใช้บริการสปาดีๆ ในกรุงเทพฯ มาลองมั่ง คงเป็นลมล้มตึงตั้งแต่แรกเห็นอุปกรณ์เครื่องเคราแล้วละ
เพื่อนผมเอากางเกงบอลมาให้เปลี่ยน บอกว่าธรรมดาก็นุ่งกางเกงตัวเดียวโดดๆ แบบนี้แหละ เสื้อไม่ต้องใส่เลย พอผมเปลี่ยนเสร็จเขาบอกให้รอประเดี๋ยว
"แป๊บนึง ห้องยังไม่ร้อน"
ผมออกจะเขินๆ ก็เกิดมาเพิ่งจะเคยเป็นครั้งแรกนี่แหละครับ แถมยังมีผู้หญิงอีกสองสามคนเข้าคิวรออยู่ด้วย พวกผู้หญิงนั้นผมสังเกตว่าถ้าเลยวัยรุ่นไปแล้ว อย่างเช่นภรรยาเพื่อนผม ก็จะนุ่งผ้าถุงกระโจมอกอย่างง่ายๆ แต่ถ้าเป็นเด็กสาวๆ พวกหล่อนจะอายหรือไรไม่ทราบ มักอบกันทั้งชุดเสื้อกางเกงนั้นเลยทีเดียว
ระหว่างที่รอห้องร้อน ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเลี่ยงไปนั่งขัดผิวข้างๆ ห้องอบ ตรงนั้นเป็นลานปูนเรียบๆ ยกระดับบางส่วนพอให้นั่งได้ถนัดๆ หล่อนต้องช่วยตัวเองนะครับ ผมเห็นท่าทางถลกผ้าถุงขัดน่องขัดขาดูเป็นธรรมชาติจริงๆ จนต้องเลี่ยงมาคว้ากระบวยตักน้ำสมุนไพรร้อนๆ ดื่มให้ชุ่มคอ สักพักก็ได้ยินเสียงเพื่อนเรียก
"ร้อนแล้วท่าน เอารึยัง ?"
เอาซิ่..ผมว่า แล้วประตูห้องหนึ่งก็เปิดออกให้เราสองคนก้าวเข้าไปข้างใน
ผมไม่รู้จะบรรยายยังไงถูกครับ ถึงม่านหมอกควันอันเกรี้ยวกราดที่โถมปะทะร่างเมื่อแรกก้าวเข้าไป กระอวลไอร้อนวูบวาบนั้นมีกลิ่นสมุนไพรคล้ายๆ ตะไคร้หอมปนการบูรฉุนจัดจนผมนึกถึงไก่อบบางร้านที่เคยกิน กระแสของมันผันผวนรุนแรงจนพลอยรู้สึกว่าอากาศร้อนที่กำลังจะหายใจเข้าไปนั้นมันหนาแน่นและหนักปอดเอามากๆ ผมมองไปรอบๆ ห้อง พยายามปรับสายตาให้ชินกับแสงสว่างสลัวๆ ที่ลอดมาจากช่องกระจกฝ้าเล็กๆ เหนือผนังด้านหนึ่ง พลางค่อยๆ หย่อนก้นลงนั่งบนแท่นปูนที่ก่อยกระดับขึ้นมา แม่เจ้าโวย ดันร้อนก้นซะอีกแน่ะ แต่ผมก็ไม่กล้าแหกปากร้องออกไปหรอกนะ
"เป็นไงท่าน ? ทนไหวมั้ย..ไม่งั้นออกไปตั้งหลักซักแป๊บก็ได้นะ" เพื่อนผมกระซิบบอกมาในความมืดนั้น ผมน่ะกำลังตกใจอยู่ สงสัยด้วยว่าก้นพองหรือเปล่า แต่ก็ยังจำได้ว่าตรงข้างผนังด้านนอกเขาเขียนระบุ "ข้อควรปฏิบัติ" ในการอบสมุนไพรไว้ว่า ให้เข้าอบครั้งละราว ๕ -๑๐ นาทีจึงออกมา แล้วอาจเข้าไปใหม่ได้ แต่ไม่ควรให้เกินสามครั้ง..
แล้วนี่ถ้าเกิดผมออกมาก่อน มิเสียฟอร์มแย่รึ ?
"ได้ๆ ไม่เป็นไร หอมดี" ผมกัดฟันพูดสะเปะสะปะไปตามเรื่อง พลางก็พยายามสูดอากาศร้อนๆ นั้นเข้าไปหมายจะให้คุ้นเคยเร็วๆ
เชื่อไหมครับ ที่จริงมันไม่ได้ยากอะไรเลย ครู่เดียวเท่านั้นผมก็คุ้นกับมัน พร้อมๆ กับรู้สึกว่าเหงื่อเริ่มทะลักไหลพรั่งพรูออกมาจนเปียกแฉะไปหมด ตอนนี้ตาผมเริ่มคุ้นกับความมืดแล้ว เลยเห็นว่าในห้องมีเด็กหนุ่มอีกคน หมอนั่นทำท่าเหมือนกำลังฝึกลมปราณยังไงยังงั้น คือบัดเดี๋ยวนั่งโก่งๆ แขน งอแข้งงอขา บัดเดี๋ยวก็ลุกขึ้นไปยืนค้อมๆ ตัวข้างผนัง ขณะผมกับเพื่อนนั่งเงียบเป็นเป่าสาก นานๆ จึงคุยกันสักคำ
เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้ แต่ตอนที่เพื่อนชวนว่า ออกไปสักพักมั้ยนั้น ผมว่าผมชอบมันแล้วแหละ
http://www.muangboranjournal.com/spaw/upload/tripsurin%20275.jpg
ออกมาเดินจิบน้ำสมุนไพรร้อนๆ รสหอมหวาน แล้วผมจึงค่อยสังเกตว่า กิจกรรมทั้งหลายทั้งปวงนี้กระทำโดยผู้หญิงเพียงคนเดียวเท่านั้น
แม่พิมพ์ จำยาว สาวใหญ่ร่างเล็กทว่าแข็งแรงกระฉับกระเฉงคนนั้นทั้งสาละวนตัดฟืนให้เป็นท่อนได้ขนาดก่อนจะยัดใส่เข้าไปในเตาใหญ่ ทั้งเด็ดใบไม้อะไรหลายอย่างโยนใส่เตาต้มน้ำ ทั้งเตรียมปรุงยาขัดผิวให้พวกสาวๆ รวมทั้งเดินไปกลับบ้านที่อยู่หลังวัดเพื่อตัดเอาสมุนไพรมาใส่เพิ่มในถังต้มใบใหญ่
เพื่อนผมคงรู้ว่าผมอยากซักอยากถามอะไรต่อมิอะไรเต็มแก่ เลยพาผมไปแนะนำตัวกับแม่พิมพ์ เขาว่าแม่พิมพ์น่ะใจดี คุยสนุก อยากถามอะไรก็จงถามเอาตามใจเถิด
ผมชวนแม่พิมพ์คุยได้สักพัก จึงรู้ว่าแม่พิมพ์ทำกิจกรรมอบสมุนไพรที่วัดป่าโยธาประสิทธิ์นี้มาราวห้าปี แต่เดิมนั้น หน้าที่นี้เป็นของแม่ชีหลายรูปช่วยกันทำ โดยความรู้ดั้งเดิมนั้นมาจากหลวงพ่อเจ้าอาวาสองค์ก่อนที่ท่านประยุกต์เอาสูตรการอบการใช้สมุนไพรจากหลายๆ ที่เข้าด้วยกันจนเป็นสูตรเฉพาะของตัวเอง
ต่อมาเมื่อเหล่าแม่ชีเริ่มชราภาพลง ภาระก็มาตกอยู่กับแม่พิมพ์แต่ผู้เดียว
แม่พิมพ์เด็ดตะไคร้หอมไป เล่าให้ผมฟังไปว่า ตัวยาสดๆ ที่เป็นใบไม้หน้าตาประหลาดๆ ที่ผมเห็นนี้มาจากทั้งในป่า ในวัด และที่แม่พิมพ์ปลูกเองในพื้นที่ว่างหลังวัด ที่เอามาใช้อบตัวผมนี้ก็มีเช่นเหงือกปลาหมอ มะสัง มะตูม หนาด หัวไพล ใบมะกรูด ใบมะขาม ผักบุ้งนา..มีอยู่ชนิดหนึ่งแม่พิมพ์ชูขึ้นมาให้ดู ถามผมว่ารู้จักไหม ?
"ดีปลีครับ" ผมตอบอย่างรวดเร็ว
แม่พิมพ์ทำหน้างงๆ แวบหนึ่ง แล้วบอกว่า ทางนี้เขาเรียกพริกไทยจีนจ้ะ ผมเลยสังเกตว่าชื่อพืชหลายอย่างเรียกต่างไปจากทางภาคกลางที่ผมคุ้นเคย
ระหว่างนั้นผมเห็นแม่พิมพ์เด็ดๆๆๆ ใบอะไรต่อมิอะไรใส่หม้อแบบไม่ยั้ง เลยอดถามไม่ได้ว่า ไม่ต้องมีสัดส่วนตัวยาอะไรหรือครับ เธอบอกว่า ไม่ถึงขนาดเคร่งครัดอะไรหรอก บางครั้งตัวโน้นตัวนี้ขาดไปบ้างก็ไม่เป็นไร เพิ่มบางอย่างแทนเข้าไปก็ได้
http://www.muangboranjournal.com/spaw/upload/tripsurin%20278.jpg
ผมถามถึงตัวยาแห้งที่เห็นมัดรวมบรรจุถุงไว้ที่เรือนไม้ข้างๆ แม่พิมพ์ว่านั่นคือตัวยาที่จะมีคนมารับซื้อเอาไปใช้ต้มอบตัวแบบที่อบให้ผมนี่แหละ แต่คนซื้ออาจต้องไปเพิ่มตัวยาสดอื่นๆ เข้าไปให้ครบ ตัวยาแห้งเหล่านี้สั่งซื้อมาจากเขตอำเภอกาบเชิง เพราะว่าแถบตัวเมืองสุรินทร์ถูกเก็บใช้ไปหมดจนแทบไม่มีแล้ว พอได้มาก็มาปนปรุงตามสัดส่วน
"ก็มีคนช่วยอยู่นะ" แม่พิมพ์ว่า พลางชี้ให้ผมดูท่อนไม้ใหญ่ๆ ข้างโรงอบ
http://www.muangboranjournal.com/spaw/upload/tripsurin%20272.jpg
"ไม้พวกนี้คนเขาก็เอามาให้ ได้ใช้ทำฟืนต้มน้ำบ้าง บางทีพวกที่อาศัยวัดอยู่เขาก็ช่วยมาสับมาตัดตัวยาแห้งให้
"คนมาเยอะจะเป็นช่วงเย็นๆ ยิ่งถ้าเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ละก็มาก พวกผู้ใหญ่ๆ เขาก็มากันนะ"
ผมเหลือบดูลูกค้าที่เพิ่งขับมอเตอร์ไซค์ออกไป พ่อหนุ่มที่ผมสงสัยว่ามาฝึกลมปราณนั่นเอง เขาพาแฟนสาวมาด้วย ดูท่าแฟนยังเคอะเขินเก้ๆ กังๆ กับกิจกรรมอบฯ อยู่
แต่ผมเชื่อว่า อีกไม่นานหล่อนจะต้องชอบมันแน่ๆ
..
ผมกลับเข้าห้องอบอีกสามครั้ง รวมแล้วเหงื่อคงออกไปซักเจ็ดแปดลิตรได้มั้งครับ (ฮา) แต่รู้สึกโล่งสบายตัวสุดๆ
ก่อนจะกลับ ผมถามแม่พิมพ์เรื่องยาขัดผิวที่พวกผู้หญิงขัดๆ กัน แม่พิมพ์เลยหยิบยาที่กำลังจะเอาไปให้ผู้หญิงสาวอีกคนมาให้ดู
http://www.muangboranjournal.com/spaw/upload/tripsurin%20277.jpg
ในกะละมังเคลือบใบเล็กนั้นมีหัวขมิ้นกับหัวไพลตำละเอียด ผสมมะขามเปียก เกลือ ดินสอพอง และนมสดตราหมีหนึ่งกระป๋อง ขยำๆ ทั้งหมดนี้ให้เข้ากันดี แล้วก็ขัดๆๆๆๆ จนกว่าจะพอใจ
มันดูง่ายจนน่าจะปรุงเองที่บ้านได้สบายๆ
แต่ผมนึกในใจ ถ้าผมอยู่ที่สุรินทร์นี่ผมก็ไม่มานั่งทำเองให้เมื่อยหรอกครับ มาอบมาขัดกับแม่พิมพ์สบายกว่า เพราะที่นี่เปิดตั้งแต่เช้า เจ็ดโมงกว่าๆ ปิดเอาก็เย็นย่ำค่ำโน่นแหละ
ความจริงถ้าเกิดว่ามีทุนสักก้อน ทางวัดน่าจะทำโรงเรือน เตาต้ม และห้องอบให้ดูดีกว่านี้หน่อย จะขึ้นค่าบริการสักนิดก็คงไม่มีใครบ่นแน่ เพราะเท่าที่ผมลองถามเพื่อนดู ตอนนี้ในสุรินทร์มีอบสมุนไพรเพียงสามแห่ง อีกสองแห่งที่เหลือก็คือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และโรงพยาบาลสุรินทร์ สนนราคาก็ครั้งละห้าสิบบาทและหนึ่งร้อยกว่าบาทตามลำดับ ตัวยาสมุนไพรมีใช้น้อยกว่าของวัดป่าโยธาประสิทธิ์ แถมไม่ให้ขัดตัวด้วย
ราคาสามสิบบาทของแม่พิมพ์จึงนับว่าคุ้มสุดๆ แล้ว เมื่อคิดว่าสถานที่ก็ไม่ไกลจากตัวตลาดในเมือง บรรยากาศหรือก็สงบร่มรื่น วัตถุดิบก็เป็นของในท้องถิ่นเอง
เมื่อเรากำลังจะกลับออกไปนั้น ยังได้เห็นรถยนต์กระบะบรรทุก รถมอเตอร์ไซค์หลายคันทยอยกันเข้ามาจอด เห็นมีคนเตรียมจะมาอบตัวหลายคน ผมเลยเชื่อว่ากิจกรรมของแม่พิมพ์คงแข็งแรงมั่นคงขึ้นเป็นลำดับในเวลาไม่ช้านี้
และมันทำให้ผมเห็นว่า การรักษาสุขภาพแบบพึ่งพาตนเองในระดับชุมชนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ อย่างง่ายๆ เสียด้วยซีครับ !
</TD></TR><TR><TD vAlign=top width="100%" bgColor=#ffffff height="50%"></TD></TR><TR><TD vAlign=top width="100%" bgColor=#ffffff height="100%"></TD></TR></TBODY></TABLE>ที่มา : วารสารเมืองโบราณ
เรื่อง/ภาพ: กฤช เหลือลมัย
http://www.muangboranjournal.com/spaw/upload/tripsurin%20274.jpg
ปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผมไปสำรวจปราสาทหินแถบบุรีรัมย์ สุรินทร์กับพรรคพวกทางนั้นอยู่หลายวัน ดังได้เคยนำมารายงานไว้บ้างแล้วในพื้นที่ "ภาคสนาม" นี้
ในวันท้ายๆ ที่เราออกไปเที่ยวได้เดินท่อมๆ หาดูปราสาทนั้น พอกลับมาตอนเย็นๆ ชักจะเมื่อยล้า ปวดแขนปวดขา นั่งดื่มกันไปๆ ก็เริ่มง่วงหงาวหาวนอน อยู่ไม่ทนเหมือนคืนแรกๆ
ถ้าเป็นแม่ผม จะเรียกอาการแบบนี้ว่า "หมดสตีมดีด" (!) ไม่รู้มาจากคำว่าอะไรเหมือนกัน แต่แปลว่าหมดสภาพ ต้องรีบไปนอนโดยด่วน
เพื่อนคนหนึ่งเลยชวนผมว่า คืนนี้ให้รีบเข้านอน พรุ่งนี้จงตื่นแต่เช้า เขาและภรรยาจะมารับไป "อบสมุนไพร" รับรองว่าต้องติดใจแน่ๆ
ผมตอบตกลงทันทีโดยไม่ต้องคิด
ประมาณเจ็ดโมงกว่าๆ เขาและภรรยาก็ขับรถพาผมไปที่วัดป่าโยธาประสิทธิ์ วัดนี้อยู่นอกตัวเมืองสุรินทร์ออกไปทางถนนสายที่จะไปอำเภอปราสาทไม่ไกลนัก
เขาเข้าไปจอดรถข้างเรือนไม้ชั้นเดียวหลังเล็กๆ ทางด้านตะวันออกของโบสถ์ เรือนนี้เชื่อมต่อกับเพิงโล่งๆ ที่มีแคร่ไม้พอให้ทำกิจกรรมอะไรได้บ้าง
http://www.muangboranjournal.com/spaw/upload/tripsurin%20273.jpg
ด้านเหนือเป็นห้องทึบก่ออิฐถือปูนสองห้องติดกัน โดยด้านนอกมุมหนึ่งมีเตาฟืนใหญ่ไฟแรงตั้งถังต้มใบเบ้อเริ่มที่มีท่อต่อควันไอน้ำตรงเข้าไปในห้อง
http://www.muangboranjournal.com/spaw/upload/tripsurin%20279.jpg
ถัดมาใกล้ๆ มีโรงเรือนเล็กๆ เป็นที่เก็บใบยาสมุนไพร แล้วยังตั้งเตาไฟอุ่นต้มน้ำสมุนไพรร้อนๆ ควันกรุ่นหอมฉุย
http://www.muangboranjournal.com/spaw/upload/tripsurin%20280.jpg
ผมนึกในใจ..มันช่างดูพื้นเมืองจริงๆ นี่ถ้าให้ใครซึ่งนิยมใช้บริการสปาดีๆ ในกรุงเทพฯ มาลองมั่ง คงเป็นลมล้มตึงตั้งแต่แรกเห็นอุปกรณ์เครื่องเคราแล้วละ
เพื่อนผมเอากางเกงบอลมาให้เปลี่ยน บอกว่าธรรมดาก็นุ่งกางเกงตัวเดียวโดดๆ แบบนี้แหละ เสื้อไม่ต้องใส่เลย พอผมเปลี่ยนเสร็จเขาบอกให้รอประเดี๋ยว
"แป๊บนึง ห้องยังไม่ร้อน"
ผมออกจะเขินๆ ก็เกิดมาเพิ่งจะเคยเป็นครั้งแรกนี่แหละครับ แถมยังมีผู้หญิงอีกสองสามคนเข้าคิวรออยู่ด้วย พวกผู้หญิงนั้นผมสังเกตว่าถ้าเลยวัยรุ่นไปแล้ว อย่างเช่นภรรยาเพื่อนผม ก็จะนุ่งผ้าถุงกระโจมอกอย่างง่ายๆ แต่ถ้าเป็นเด็กสาวๆ พวกหล่อนจะอายหรือไรไม่ทราบ มักอบกันทั้งชุดเสื้อกางเกงนั้นเลยทีเดียว
ระหว่างที่รอห้องร้อน ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเลี่ยงไปนั่งขัดผิวข้างๆ ห้องอบ ตรงนั้นเป็นลานปูนเรียบๆ ยกระดับบางส่วนพอให้นั่งได้ถนัดๆ หล่อนต้องช่วยตัวเองนะครับ ผมเห็นท่าทางถลกผ้าถุงขัดน่องขัดขาดูเป็นธรรมชาติจริงๆ จนต้องเลี่ยงมาคว้ากระบวยตักน้ำสมุนไพรร้อนๆ ดื่มให้ชุ่มคอ สักพักก็ได้ยินเสียงเพื่อนเรียก
"ร้อนแล้วท่าน เอารึยัง ?"
เอาซิ่..ผมว่า แล้วประตูห้องหนึ่งก็เปิดออกให้เราสองคนก้าวเข้าไปข้างใน
ผมไม่รู้จะบรรยายยังไงถูกครับ ถึงม่านหมอกควันอันเกรี้ยวกราดที่โถมปะทะร่างเมื่อแรกก้าวเข้าไป กระอวลไอร้อนวูบวาบนั้นมีกลิ่นสมุนไพรคล้ายๆ ตะไคร้หอมปนการบูรฉุนจัดจนผมนึกถึงไก่อบบางร้านที่เคยกิน กระแสของมันผันผวนรุนแรงจนพลอยรู้สึกว่าอากาศร้อนที่กำลังจะหายใจเข้าไปนั้นมันหนาแน่นและหนักปอดเอามากๆ ผมมองไปรอบๆ ห้อง พยายามปรับสายตาให้ชินกับแสงสว่างสลัวๆ ที่ลอดมาจากช่องกระจกฝ้าเล็กๆ เหนือผนังด้านหนึ่ง พลางค่อยๆ หย่อนก้นลงนั่งบนแท่นปูนที่ก่อยกระดับขึ้นมา แม่เจ้าโวย ดันร้อนก้นซะอีกแน่ะ แต่ผมก็ไม่กล้าแหกปากร้องออกไปหรอกนะ
"เป็นไงท่าน ? ทนไหวมั้ย..ไม่งั้นออกไปตั้งหลักซักแป๊บก็ได้นะ" เพื่อนผมกระซิบบอกมาในความมืดนั้น ผมน่ะกำลังตกใจอยู่ สงสัยด้วยว่าก้นพองหรือเปล่า แต่ก็ยังจำได้ว่าตรงข้างผนังด้านนอกเขาเขียนระบุ "ข้อควรปฏิบัติ" ในการอบสมุนไพรไว้ว่า ให้เข้าอบครั้งละราว ๕ -๑๐ นาทีจึงออกมา แล้วอาจเข้าไปใหม่ได้ แต่ไม่ควรให้เกินสามครั้ง..
แล้วนี่ถ้าเกิดผมออกมาก่อน มิเสียฟอร์มแย่รึ ?
"ได้ๆ ไม่เป็นไร หอมดี" ผมกัดฟันพูดสะเปะสะปะไปตามเรื่อง พลางก็พยายามสูดอากาศร้อนๆ นั้นเข้าไปหมายจะให้คุ้นเคยเร็วๆ
เชื่อไหมครับ ที่จริงมันไม่ได้ยากอะไรเลย ครู่เดียวเท่านั้นผมก็คุ้นกับมัน พร้อมๆ กับรู้สึกว่าเหงื่อเริ่มทะลักไหลพรั่งพรูออกมาจนเปียกแฉะไปหมด ตอนนี้ตาผมเริ่มคุ้นกับความมืดแล้ว เลยเห็นว่าในห้องมีเด็กหนุ่มอีกคน หมอนั่นทำท่าเหมือนกำลังฝึกลมปราณยังไงยังงั้น คือบัดเดี๋ยวนั่งโก่งๆ แขน งอแข้งงอขา บัดเดี๋ยวก็ลุกขึ้นไปยืนค้อมๆ ตัวข้างผนัง ขณะผมกับเพื่อนนั่งเงียบเป็นเป่าสาก นานๆ จึงคุยกันสักคำ
เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้ แต่ตอนที่เพื่อนชวนว่า ออกไปสักพักมั้ยนั้น ผมว่าผมชอบมันแล้วแหละ
http://www.muangboranjournal.com/spaw/upload/tripsurin%20275.jpg
ออกมาเดินจิบน้ำสมุนไพรร้อนๆ รสหอมหวาน แล้วผมจึงค่อยสังเกตว่า กิจกรรมทั้งหลายทั้งปวงนี้กระทำโดยผู้หญิงเพียงคนเดียวเท่านั้น
แม่พิมพ์ จำยาว สาวใหญ่ร่างเล็กทว่าแข็งแรงกระฉับกระเฉงคนนั้นทั้งสาละวนตัดฟืนให้เป็นท่อนได้ขนาดก่อนจะยัดใส่เข้าไปในเตาใหญ่ ทั้งเด็ดใบไม้อะไรหลายอย่างโยนใส่เตาต้มน้ำ ทั้งเตรียมปรุงยาขัดผิวให้พวกสาวๆ รวมทั้งเดินไปกลับบ้านที่อยู่หลังวัดเพื่อตัดเอาสมุนไพรมาใส่เพิ่มในถังต้มใบใหญ่
เพื่อนผมคงรู้ว่าผมอยากซักอยากถามอะไรต่อมิอะไรเต็มแก่ เลยพาผมไปแนะนำตัวกับแม่พิมพ์ เขาว่าแม่พิมพ์น่ะใจดี คุยสนุก อยากถามอะไรก็จงถามเอาตามใจเถิด
ผมชวนแม่พิมพ์คุยได้สักพัก จึงรู้ว่าแม่พิมพ์ทำกิจกรรมอบสมุนไพรที่วัดป่าโยธาประสิทธิ์นี้มาราวห้าปี แต่เดิมนั้น หน้าที่นี้เป็นของแม่ชีหลายรูปช่วยกันทำ โดยความรู้ดั้งเดิมนั้นมาจากหลวงพ่อเจ้าอาวาสองค์ก่อนที่ท่านประยุกต์เอาสูตรการอบการใช้สมุนไพรจากหลายๆ ที่เข้าด้วยกันจนเป็นสูตรเฉพาะของตัวเอง
ต่อมาเมื่อเหล่าแม่ชีเริ่มชราภาพลง ภาระก็มาตกอยู่กับแม่พิมพ์แต่ผู้เดียว
แม่พิมพ์เด็ดตะไคร้หอมไป เล่าให้ผมฟังไปว่า ตัวยาสดๆ ที่เป็นใบไม้หน้าตาประหลาดๆ ที่ผมเห็นนี้มาจากทั้งในป่า ในวัด และที่แม่พิมพ์ปลูกเองในพื้นที่ว่างหลังวัด ที่เอามาใช้อบตัวผมนี้ก็มีเช่นเหงือกปลาหมอ มะสัง มะตูม หนาด หัวไพล ใบมะกรูด ใบมะขาม ผักบุ้งนา..มีอยู่ชนิดหนึ่งแม่พิมพ์ชูขึ้นมาให้ดู ถามผมว่ารู้จักไหม ?
"ดีปลีครับ" ผมตอบอย่างรวดเร็ว
แม่พิมพ์ทำหน้างงๆ แวบหนึ่ง แล้วบอกว่า ทางนี้เขาเรียกพริกไทยจีนจ้ะ ผมเลยสังเกตว่าชื่อพืชหลายอย่างเรียกต่างไปจากทางภาคกลางที่ผมคุ้นเคย
ระหว่างนั้นผมเห็นแม่พิมพ์เด็ดๆๆๆ ใบอะไรต่อมิอะไรใส่หม้อแบบไม่ยั้ง เลยอดถามไม่ได้ว่า ไม่ต้องมีสัดส่วนตัวยาอะไรหรือครับ เธอบอกว่า ไม่ถึงขนาดเคร่งครัดอะไรหรอก บางครั้งตัวโน้นตัวนี้ขาดไปบ้างก็ไม่เป็นไร เพิ่มบางอย่างแทนเข้าไปก็ได้
http://www.muangboranjournal.com/spaw/upload/tripsurin%20278.jpg
ผมถามถึงตัวยาแห้งที่เห็นมัดรวมบรรจุถุงไว้ที่เรือนไม้ข้างๆ แม่พิมพ์ว่านั่นคือตัวยาที่จะมีคนมารับซื้อเอาไปใช้ต้มอบตัวแบบที่อบให้ผมนี่แหละ แต่คนซื้ออาจต้องไปเพิ่มตัวยาสดอื่นๆ เข้าไปให้ครบ ตัวยาแห้งเหล่านี้สั่งซื้อมาจากเขตอำเภอกาบเชิง เพราะว่าแถบตัวเมืองสุรินทร์ถูกเก็บใช้ไปหมดจนแทบไม่มีแล้ว พอได้มาก็มาปนปรุงตามสัดส่วน
"ก็มีคนช่วยอยู่นะ" แม่พิมพ์ว่า พลางชี้ให้ผมดูท่อนไม้ใหญ่ๆ ข้างโรงอบ
http://www.muangboranjournal.com/spaw/upload/tripsurin%20272.jpg
"ไม้พวกนี้คนเขาก็เอามาให้ ได้ใช้ทำฟืนต้มน้ำบ้าง บางทีพวกที่อาศัยวัดอยู่เขาก็ช่วยมาสับมาตัดตัวยาแห้งให้
"คนมาเยอะจะเป็นช่วงเย็นๆ ยิ่งถ้าเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ละก็มาก พวกผู้ใหญ่ๆ เขาก็มากันนะ"
ผมเหลือบดูลูกค้าที่เพิ่งขับมอเตอร์ไซค์ออกไป พ่อหนุ่มที่ผมสงสัยว่ามาฝึกลมปราณนั่นเอง เขาพาแฟนสาวมาด้วย ดูท่าแฟนยังเคอะเขินเก้ๆ กังๆ กับกิจกรรมอบฯ อยู่
แต่ผมเชื่อว่า อีกไม่นานหล่อนจะต้องชอบมันแน่ๆ
..
ผมกลับเข้าห้องอบอีกสามครั้ง รวมแล้วเหงื่อคงออกไปซักเจ็ดแปดลิตรได้มั้งครับ (ฮา) แต่รู้สึกโล่งสบายตัวสุดๆ
ก่อนจะกลับ ผมถามแม่พิมพ์เรื่องยาขัดผิวที่พวกผู้หญิงขัดๆ กัน แม่พิมพ์เลยหยิบยาที่กำลังจะเอาไปให้ผู้หญิงสาวอีกคนมาให้ดู
http://www.muangboranjournal.com/spaw/upload/tripsurin%20277.jpg
ในกะละมังเคลือบใบเล็กนั้นมีหัวขมิ้นกับหัวไพลตำละเอียด ผสมมะขามเปียก เกลือ ดินสอพอง และนมสดตราหมีหนึ่งกระป๋อง ขยำๆ ทั้งหมดนี้ให้เข้ากันดี แล้วก็ขัดๆๆๆๆ จนกว่าจะพอใจ
มันดูง่ายจนน่าจะปรุงเองที่บ้านได้สบายๆ
แต่ผมนึกในใจ ถ้าผมอยู่ที่สุรินทร์นี่ผมก็ไม่มานั่งทำเองให้เมื่อยหรอกครับ มาอบมาขัดกับแม่พิมพ์สบายกว่า เพราะที่นี่เปิดตั้งแต่เช้า เจ็ดโมงกว่าๆ ปิดเอาก็เย็นย่ำค่ำโน่นแหละ
ความจริงถ้าเกิดว่ามีทุนสักก้อน ทางวัดน่าจะทำโรงเรือน เตาต้ม และห้องอบให้ดูดีกว่านี้หน่อย จะขึ้นค่าบริการสักนิดก็คงไม่มีใครบ่นแน่ เพราะเท่าที่ผมลองถามเพื่อนดู ตอนนี้ในสุรินทร์มีอบสมุนไพรเพียงสามแห่ง อีกสองแห่งที่เหลือก็คือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และโรงพยาบาลสุรินทร์ สนนราคาก็ครั้งละห้าสิบบาทและหนึ่งร้อยกว่าบาทตามลำดับ ตัวยาสมุนไพรมีใช้น้อยกว่าของวัดป่าโยธาประสิทธิ์ แถมไม่ให้ขัดตัวด้วย
ราคาสามสิบบาทของแม่พิมพ์จึงนับว่าคุ้มสุดๆ แล้ว เมื่อคิดว่าสถานที่ก็ไม่ไกลจากตัวตลาดในเมือง บรรยากาศหรือก็สงบร่มรื่น วัตถุดิบก็เป็นของในท้องถิ่นเอง
เมื่อเรากำลังจะกลับออกไปนั้น ยังได้เห็นรถยนต์กระบะบรรทุก รถมอเตอร์ไซค์หลายคันทยอยกันเข้ามาจอด เห็นมีคนเตรียมจะมาอบตัวหลายคน ผมเลยเชื่อว่ากิจกรรมของแม่พิมพ์คงแข็งแรงมั่นคงขึ้นเป็นลำดับในเวลาไม่ช้านี้
และมันทำให้ผมเห็นว่า การรักษาสุขภาพแบบพึ่งพาตนเองในระดับชุมชนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ อย่างง่ายๆ เสียด้วยซีครับ !
</TD></TR><TR><TD vAlign=top width="100%" bgColor=#ffffff height="50%"></TD></TR><TR><TD vAlign=top width="100%" bgColor=#ffffff height="100%"></TD></TR></TBODY></TABLE>ที่มา : วารสารเมืองโบราณ
เรื่อง/ภาพ: กฤช เหลือลมัย