น้ำมันพราย
25-11-2004, 09:47 AM
บีบีซีนิวส์-คณะนักวิทยาศาสตร์ในยุโรป เปิดตัวโครงการที่มุ่งผลิตวัคซีน ตลอดจนยาเวชภัณฑ์อื่นๆ จากพืชตัดต่อทางพันธุกรรม(GM หรือ GMOs) อันเป็นสิ่งที่บรรดาบริษัทภาคธุรกิจทั่วไปมองเมินเพราะไม่อาจหากำไรได้เป็นกอบเป็นกำ
คณะนักวิทยาศาสตร์ดังกล่าวได้เงินสนับสนุนหลักจากสหภาพยุโรป(อียู) โดยใช้ชื่อว่า โครงการอียู เฟรมเวิร์ก 6 และยังจับมือรวมตัวกันระหว่างห้องแล็ปทดลองหลายๆ ประเทศในรูปของกิจการร่วมค้า ที่ใช้ชื่อว่า ฟาร์มา-พลานตา มีความมุ่งหมายผลิตวัคซีนและยารักษาโรคร้ายสำคั_ๆ อาทิ เอชไอวี/เอดส์, โรคพิษสุนัขบ้า, และวัณโรค
อียู ให้เงินสนับสนุนแก่โครงการนี้ 12 ล้านยูโร ด้วยความหวังว่าผลิตภัณฑ์ซึ่งทำขึ้นมา จะเริ่มนำออกทดลองทางคลินิกได้ภายในปี 2009
ผลิตภัณฑ์ตัวแรก ซึ่งคงจะได้จากการปลูกข้าวโพดGMOs น่าจะเป็นสารภูมิต้านทานที่สามารถใช้สกัดกั้นไม่ให้เชื้อไวรัสเอชไอวีแพร่กระจายออกไป โดยนำสารตัวนี้มาผสมทำเป็นครีมฆ่าจุลชีพ ไว้ใช้สำหรับทาช่องคลอด เพื่อให้สตรีใช้ป้องกันโรคก่อนมีเพศสัมพันธ์
ส่วนผลิตภัณฑ์ตัวที่สองอาจจะเป็นวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า ชนิดซึ่งใช้หลังถูกสัตว์ที่ป่วยด้วยโรคนี้กัด ทั้งนี้โรคพิษสุนัขบ้ายังอาละวาดหนักอยู่ทุกปีในแถบแอฟริกา และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเป็นต้นเหตุให้ผู้คนเสียชีวิตปีละ 40,000-70,000 คน ส่วนให_่เป็นเด็กๆ
โครงการอียู เฟรมเวิร์ก 6 มุ่งเน้นทำเวชภัณฑ์ซึ่งจะให้ประโยชน์สูงสุดแก่บรรดาชาติกำลังพัฒนา และหากพบว่าพืชที่ใช้ในการผลิตชนิดไหนสามารถให้ผลผลิตที่ดีเด่นเป็นพิเศษ ก็จะให้สิทธิแก่ชาติเหล่านี้ไปดำเนินการผลิตแบบฟรีๆ ด้วย
ทั้งนี้ ศาสตาจารย์ จูเลียน มา แห่งวิทยาลัยแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลเซนต์จอร์จ ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้ประสานงานฝ่ายงานวิทยาศาสตร์ของกิจการร่วมค้าฟาร์มา-พลานตา บอกว่า การเพาะปลูกพืช GMOs พวกนี้ ตลอดจนการแปรรูปต่างๆ ที่จำเป็นเพื่อแยกเอาโมเลกุลซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ออกจากเนื้อเยื่อของพืช จะกระทำกันภายในประเทศที่จะนำเวชภัณฑ์ไปใช้บำบัดรักษา
โครงการนี้มุ่งเน้นให้นักวิชาการ ไม่ใช่ฝ่ายอุตสาหกรรม เป็นผู้นำ เวลานี้มีห้องแล็ป 39 แห่งใน 11 ประเทศยุโรปตกลงจับมือกันทำงาน โดยอาศัยข้อมูลเบื้องต้นจากนักวิจัยในแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่ เอชไอวี/เอดส์ กำลังระบาดหนัก
อันที่จริง ในส่วนอื่นๆ ของโลก มีการดำเนินโครงการในทำนองเดียวกันนี้เช่นกัน อาทิ โครงการหนึ่งซึ่งประสบความสำเร็จถึงขั้นใช้งานได้แล้วคือที่คิวบา ซึ่งมีการผลิตโปรตีนมนุษย์จากต้นยาสูบ โปรตีนดังกล่าวมีความบริสุทธิ์ สามารถใช้ทำวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด บี ได้เป็นอย่างดี
ทว่าโดยทั่วไปแล้ว พวกบริษัทเชิงพาณิชย์ทั้งหลายไม่สู้สนใจการพัฒนาและผลิตวัคซีนจากพืช GMOs เนื่องจากเห็นว่าให้ผลกำไรตอบแทนต่ำ
แต่สำหรับฟาร์มา-พลานตา ตั้งความหวังไว้ว่าโดยอาศัยเทคโนโลยีนี้ พวกเขาจะสามารถทำวัคซีนและเวชภัณฑ์ราคาถูกออกมาใช้กันทั่วโลกได้หลายๆ ตัว ภายในเวลา 5 ปีแรก
ศาสตราจารย์มาอธิบายว่า การปลูกพืชเป็นกิจกรรมที่มีราคาไม่แพง ดังนั้นถ้าเราสามารถตัดต่อทางพันธุกรรมจนทำให้พืชมียีนซึ่งให้เวชภัณฑ์ได้ ก็จะสามารถผลิตยาหรือวัคซีนปริมาณมากๆ ในราคาต่ำ ผิดกับวิธีในปัจจุบันที่จะทำเวชภัณฑ์ให้ได้คุณภาพระดับนี้ มักจะต้องมีการดัดแปลงพันธุกรรมของเซลล์มนุษย์ หรือของจุลชีพ อาทิ แบคทีเรีย เทคนิคแบบนี้ต้องใช้แรงงานมาก ราคาแพง แถมยังมักผลิตเวชภัณฑ์ได้เพียงจำนวนน้อย
ขณะที่ศาสตราจารย์ ฟิลิป เดล แห่งศูนย์จอห์น อินส์ ในเมืองนอริช ประเทศอังกฤษ ผู้ประสานงานฝ่ายความปลอดภัยทางชีวภาพของฟาร์มา-พลานตา บอกว่า เวลานี้ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะใช้พืชชนิดไหน แต่ที่พิจารณากันอยู่ได้แก่ ยาสูบ, ข้าวโพด, มันฝรั่ง, และมะเขือเทศ
เขายืนยันว่า ในการปลูกพืชเหล่านี้จะมีมาตรการดูแลอย่างเข้มงวด โดยจะปลูกบนเนื้อที่เฉพาะ ซึ่งแยกห่างจากพืชที่จะนำไปใช้เป็นอาหาร นอกจากนั้นสายพันธุ์ที่เป็นตัวผู้จะถูกทำให้เป็นหมัน ไม่สามารถผลิตละอองเกสรตัวผู้ได้ ขณะที่การเก็บเกี่ยวและการจัดเก็บ ก็จะใช้เครื่องมืออุปกรณ์เฉพาะเช่นกัน
ด้านกลุ่มต่อต้าน GMOs อย่างกลุ่ม เฟรนด์ส ออฟ ดิ เอิร์ธ แถลงว่า จุดมุ่งหมายของโครงการนี้น่ายกย่องชมเชย แต่ก็เตือนว่าจะต้องระวังไม่ให้ผลลบจาก GMOs แพร่กระจายออกไปสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก
คณะนักวิทยาศาสตร์ดังกล่าวได้เงินสนับสนุนหลักจากสหภาพยุโรป(อียู) โดยใช้ชื่อว่า โครงการอียู เฟรมเวิร์ก 6 และยังจับมือรวมตัวกันระหว่างห้องแล็ปทดลองหลายๆ ประเทศในรูปของกิจการร่วมค้า ที่ใช้ชื่อว่า ฟาร์มา-พลานตา มีความมุ่งหมายผลิตวัคซีนและยารักษาโรคร้ายสำคั_ๆ อาทิ เอชไอวี/เอดส์, โรคพิษสุนัขบ้า, และวัณโรค
อียู ให้เงินสนับสนุนแก่โครงการนี้ 12 ล้านยูโร ด้วยความหวังว่าผลิตภัณฑ์ซึ่งทำขึ้นมา จะเริ่มนำออกทดลองทางคลินิกได้ภายในปี 2009
ผลิตภัณฑ์ตัวแรก ซึ่งคงจะได้จากการปลูกข้าวโพดGMOs น่าจะเป็นสารภูมิต้านทานที่สามารถใช้สกัดกั้นไม่ให้เชื้อไวรัสเอชไอวีแพร่กระจายออกไป โดยนำสารตัวนี้มาผสมทำเป็นครีมฆ่าจุลชีพ ไว้ใช้สำหรับทาช่องคลอด เพื่อให้สตรีใช้ป้องกันโรคก่อนมีเพศสัมพันธ์
ส่วนผลิตภัณฑ์ตัวที่สองอาจจะเป็นวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า ชนิดซึ่งใช้หลังถูกสัตว์ที่ป่วยด้วยโรคนี้กัด ทั้งนี้โรคพิษสุนัขบ้ายังอาละวาดหนักอยู่ทุกปีในแถบแอฟริกา และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเป็นต้นเหตุให้ผู้คนเสียชีวิตปีละ 40,000-70,000 คน ส่วนให_่เป็นเด็กๆ
โครงการอียู เฟรมเวิร์ก 6 มุ่งเน้นทำเวชภัณฑ์ซึ่งจะให้ประโยชน์สูงสุดแก่บรรดาชาติกำลังพัฒนา และหากพบว่าพืชที่ใช้ในการผลิตชนิดไหนสามารถให้ผลผลิตที่ดีเด่นเป็นพิเศษ ก็จะให้สิทธิแก่ชาติเหล่านี้ไปดำเนินการผลิตแบบฟรีๆ ด้วย
ทั้งนี้ ศาสตาจารย์ จูเลียน มา แห่งวิทยาลัยแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลเซนต์จอร์จ ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้ประสานงานฝ่ายงานวิทยาศาสตร์ของกิจการร่วมค้าฟาร์มา-พลานตา บอกว่า การเพาะปลูกพืช GMOs พวกนี้ ตลอดจนการแปรรูปต่างๆ ที่จำเป็นเพื่อแยกเอาโมเลกุลซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ออกจากเนื้อเยื่อของพืช จะกระทำกันภายในประเทศที่จะนำเวชภัณฑ์ไปใช้บำบัดรักษา
โครงการนี้มุ่งเน้นให้นักวิชาการ ไม่ใช่ฝ่ายอุตสาหกรรม เป็นผู้นำ เวลานี้มีห้องแล็ป 39 แห่งใน 11 ประเทศยุโรปตกลงจับมือกันทำงาน โดยอาศัยข้อมูลเบื้องต้นจากนักวิจัยในแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่ เอชไอวี/เอดส์ กำลังระบาดหนัก
อันที่จริง ในส่วนอื่นๆ ของโลก มีการดำเนินโครงการในทำนองเดียวกันนี้เช่นกัน อาทิ โครงการหนึ่งซึ่งประสบความสำเร็จถึงขั้นใช้งานได้แล้วคือที่คิวบา ซึ่งมีการผลิตโปรตีนมนุษย์จากต้นยาสูบ โปรตีนดังกล่าวมีความบริสุทธิ์ สามารถใช้ทำวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด บี ได้เป็นอย่างดี
ทว่าโดยทั่วไปแล้ว พวกบริษัทเชิงพาณิชย์ทั้งหลายไม่สู้สนใจการพัฒนาและผลิตวัคซีนจากพืช GMOs เนื่องจากเห็นว่าให้ผลกำไรตอบแทนต่ำ
แต่สำหรับฟาร์มา-พลานตา ตั้งความหวังไว้ว่าโดยอาศัยเทคโนโลยีนี้ พวกเขาจะสามารถทำวัคซีนและเวชภัณฑ์ราคาถูกออกมาใช้กันทั่วโลกได้หลายๆ ตัว ภายในเวลา 5 ปีแรก
ศาสตราจารย์มาอธิบายว่า การปลูกพืชเป็นกิจกรรมที่มีราคาไม่แพง ดังนั้นถ้าเราสามารถตัดต่อทางพันธุกรรมจนทำให้พืชมียีนซึ่งให้เวชภัณฑ์ได้ ก็จะสามารถผลิตยาหรือวัคซีนปริมาณมากๆ ในราคาต่ำ ผิดกับวิธีในปัจจุบันที่จะทำเวชภัณฑ์ให้ได้คุณภาพระดับนี้ มักจะต้องมีการดัดแปลงพันธุกรรมของเซลล์มนุษย์ หรือของจุลชีพ อาทิ แบคทีเรีย เทคนิคแบบนี้ต้องใช้แรงงานมาก ราคาแพง แถมยังมักผลิตเวชภัณฑ์ได้เพียงจำนวนน้อย
ขณะที่ศาสตราจารย์ ฟิลิป เดล แห่งศูนย์จอห์น อินส์ ในเมืองนอริช ประเทศอังกฤษ ผู้ประสานงานฝ่ายความปลอดภัยทางชีวภาพของฟาร์มา-พลานตา บอกว่า เวลานี้ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะใช้พืชชนิดไหน แต่ที่พิจารณากันอยู่ได้แก่ ยาสูบ, ข้าวโพด, มันฝรั่ง, และมะเขือเทศ
เขายืนยันว่า ในการปลูกพืชเหล่านี้จะมีมาตรการดูแลอย่างเข้มงวด โดยจะปลูกบนเนื้อที่เฉพาะ ซึ่งแยกห่างจากพืชที่จะนำไปใช้เป็นอาหาร นอกจากนั้นสายพันธุ์ที่เป็นตัวผู้จะถูกทำให้เป็นหมัน ไม่สามารถผลิตละอองเกสรตัวผู้ได้ ขณะที่การเก็บเกี่ยวและการจัดเก็บ ก็จะใช้เครื่องมืออุปกรณ์เฉพาะเช่นกัน
ด้านกลุ่มต่อต้าน GMOs อย่างกลุ่ม เฟรนด์ส ออฟ ดิ เอิร์ธ แถลงว่า จุดมุ่งหมายของโครงการนี้น่ายกย่องชมเชย แต่ก็เตือนว่าจะต้องระวังไม่ให้ผลลบจาก GMOs แพร่กระจายออกไปสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก