PDA

View Full Version : การต้อนรับแขกเทวดา


สยาม
04-11-2005, 04:14 PM
การต้อนรับแขกเทวดา


เรื่องนี้เกิดขึ้นประมาณกลางฤดูหนาวของปี 2490
ในคืนหนึ่ง เวลาประมาณหนึ่งทุ่มสองทุ่ม เป็นเวลาที่ท่านพระอาจารย์กำลังให้โอวาท แก่สานุศิษย์ มีทั้งเก่าและใหม่ ขณะให้โอวาทอยู่ ท่านหยุดไปครู่หนึ่ง กลั้นใจอึดหนึ่ง ก้มหน้านิดๆ พอเงยหน้าขึ้นมาก็โบกมือ บอกว่า “เลิกกัน” ปกติแบบนี้ไม่มีบ่อยนัก ศิษย์ก็งง นั่งอยู่เฉยๆ ท่านย้ำอีก “บอกเลิกกันไม่รู้ภาษาหรือ” ไม่มีใครคิดอะไร บอกเลิกก็เลิก ท่านฯ สั่งผู้เล่าเชิงบังคับให้รีบเก็บของเข้าห้อง เสร็จแล้วให้กลับกุฏิ มีภิกษุบางรูปเฉลียวใจไม่ยอมนอนพัก รอที่กุฏิขิงตนพอสมควรแล้ว ย้อนกลับมามองที่กุฏิของท่านพระอาจารย์ สว่างไสวไปหมด คิดว่าไฟไหม้กุฏิ แต่ดูไปแล้วไม่ใช่แสงไฟ เป็นแสงใสนวลๆ คล้ายปุยสำลี แต่ใส ดูตั้งนานไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็เลยกลับกุฏิ

รุ่งเช้าขึ้นมา ท่านลุกขึ้นกระทำสรีรกิจตามปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตกค่ำถึงเวลาให้โอวาท วันนั้นท่านแสดงเรื่อง ทุกกะคือหมวดสอง ว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ให้ชื่อว่า โลกปาลธรรม ธรรมอันคุ้มครองโลก ในนวโกวาท คำว่า นวโกวาท ท่านแปลให้ฟังว่า คือ โอวาทสอนพระใหม่ พระเก่า ก็สอนได้ ไม่ใช่ว่าสอนแต่พระใหม่

วันนั้นดูท่านอธิบายเรื่องนี้เต็มที่ถึงสองชั่วโมงเต็ม มีเหตุผลอุปมา อุปไมย โดยยกเอา ท่านพระมหากัสสปะเป็นอุทาหรณ์ ที่พระพุทธเจ้าประทานอุปสมบท แก่พระมหากัสสปะเป็นพิเศษที่ว่า ดูก่อนกัสสปะ เธอจงเข้าไปตั้งความละอายและความเกรงกลัว (เคารพ) ในพรหมจรรย์ทั้งเก่าและใหม่ เป็นตัวอย่าง ยกมาเป็นนิทัสสนะอุทาหรณ์ ตอนสุดท้ายท่านแสดงอานิสงส์ว่า ผู้ตั้งอยู่ในหิริและโอตัปปะเป็นที่รักของมนุษย์ เทพ พรหม ทั้งหลาย และทำให้มีอายุยืนด้วย เหมือนท่านพระมหากัสสปะ พอได้เวลาท่านก็หยุดพัก

คืนนั้นผู้เข้าเวร มีผู้เล่า (หลวงตาทองคำ) ท่านวัน (พระอาจารย์วัน อุตตโม) ท่านหล้า (พระอาจารย์หล้า เขมมปัตโต) ท่านเลยเมตตาเล่าเพิ่มเติมให้แก่พวกเราฟังอีกว่า เมื่อคืนวานนี้เมื่อเทศน์ให้หมู่ฟังไปหน่อยหนึ่ง มีเทพตนหนึ่งชื่อปัญจสิกขะ มาบอกว่า “วันนี้จะมีเทพจากชั้นดาวดึงส์มาฟังธรรมจากท่าน ขอนิมนต์ท่านเตรียมตัวรับแขก “เทวา”” พอกำหนดได้ก็ไล่หมู่หนีทันที เพราะพวกนี้เขาจะมาตามกำหนด ถ้าเลยกำหนดเขาจะไม่รอ ท่านว่า

<O:p
เทวาพวกนี้มีประมาณ 500,000 ตน เพิ่งจากมนุษย์จากเมืองไทยไป เริ่มแต่ท่านพระอาจารย์มาพักที่บ้านหนองผือนี้ ผู้เล่าสงสัยว่า วัดป่าบ้านหนองผือ ก็แค่นี้ มีแต่ป่า เทวดา 500,000 ตน จะอยู่อย่างไร คนแค่ร้อย สองร้อยก็ไม่มีที่จะอยู่แล้ว ท่านพูดว่า เทวดาพวกนี้มีกายเป็นทิพย์ ท่านยังพูดเป็นภาษาบาลีในธรรมบทว่า “อันตลิกเข” แปลด้วยว่า ในห้วงแห่งจักรวาล มีอากาศมีช่องว่างเป็นที่ซึ่งจะเห็นรูปทั้งหลาย ปรากฏว่ารูปแผ่นดิน ต้นไม้ ภูเขาไม่มีทั้งสิ้น มีเทวดาเท่าไรบรรจุได้หมด ไม่มีคำว่าเต็ม ท่านว่า

<O:p
ท่านพระอาจารย์กำหนดถามว่า “พวกท่านต้องการฟังธรรมและมีวัตถุประสงค์อะไร” เขาตอบว่า “อยากฟังสุกกธัมมสูตร มีวัตถุประสงค์คือ เทพบางพวกทำบุญน้อย ได้ฟังสุกกธัมมสูตร จะได้เสวยทิพย์สมบัตินานๆ” ท่านเฉลียวใจว่า อะไรคือสุกกธัมมสูตร “พระสูตรนี้มีน้อยองค์นักที่จะได้แสดงให้เทพฟัง เว้นแต่พระสัพพัญญู และพระอัครสาวกเท่านั้น” พวกเทพว่า ท่านกำหนดพิจารณาก็ได้ความว่าปรากฏขึ้นว่า

<O:p
หิริโอตัปปะ สัมปันนา ฯเปฯ สันโต สัปปุริสา โลเก เทวธัมมาติ วัจจเร ท่านอุทานในใจว่า อ๋อ เทวธรรมนี้เอง คือสุกกธัมมสูตรของเทวา

พอเริ่มจะอธิบาย ก็ได้ยินเสียงแว่วมาว่า “เดี๋ยวก่อนข้พเจ้าจะเตือนพวกเทพพวกนี้ก่อน เพราะเขาไม่เคยมาฟัง ยังไม่รู้ธรรมเนียม” ท่านกำหนดเห็นพระนางสุชาดานั่งเป็นประธาน ส่วนเสียงที่ปรากฏนั้น เป็นเสียงของท้าวสักกะดูแลอยู่เบื้องหลัง พอได้เวลา ก็ได้ยินเสียงแว่วมาอีกว่า “พร้อมแล้ว”

<O:p
ท่านก็เริ่มเทศน์อธิบาย ด้วยการกำหนดจิตพิจารณาเนื้อหาสาระแห่งธรรมเพียงพอแล้ว หากพวกเทพเข้าใจเขาจะให้เสียงสาธุการ ถ้าไม่เข้าใจเราอธิบาย เขาจะไม่ยอม ต้อง่ากันใหม่ สอนเทพสบาย ไม่ยากเหมือนสอนมนุษย์ มนุษย์ต้องใช้เสียงโวๆ เวๆ ลั่นไปหมด พูดมากก็เหนื่อย และสอนบ่อยปานนั้น ยังเข้าใจยาก สอนเทพสบายกว่า ท่านว่าอย่างนั้น
<O:p

omega
09-11-2005, 04:35 PM
อนุโมทนา สาธุครับ

mahathat
09-11-2005, 09:35 PM
ขออนุญาตขยายความ หลายคนอ่านอาจจะยังไม่เข้าใจ
เข้าใจว่าผู้เทศน์คือหลวงปู่มั่น ที่บอก"เลิกกัน" คือให้หมู่ศิษย์ที่ฟังอยู่เลิกได้เพราะท่านต้องเทศน์สอนเทพที่จะมาฟังตามที่นัดไว้ ฟังกันแบบทิพย์ใช้จิตสื่อกัน ไม่ต้องใช้เสียง