MBNY
03-11-2005, 10:26 PM
มีประสบการณ์เร้นลับจากการฝึกจิตอย่างหนึ่งซึ่งน่าสนใจและน่าพิสูจน์ นั่นคือเรื่องของการถอดจิตจน "กายทิพย์" สามารถแยกออกจากกายเนื้อไปท่องเที่ยวตามที่ต่างๆหรือแม้แต่ใน "โลกทิพย์" ภพภูมิของวิญญาณได้ โดยที่กายเนื้อยังมีชีวิตอยู่
การฝึกถอดจิตนับเป็นหนึ่งใน 8 ศาสตร์วิชาทางศาสนาพุทธซึ่งเชื่อกันว่าในประเทศไทยมีผู้ที่มีความสามารถทางด้านนี้หลายท่าน นับแต่พระเกจิอาจารย์ที่มีอภิญญาชั้นสูงหลายๆรูปหรือแม้แต่ฆราวาสที่เป็นนักปฏิบัติธรรมชั้นสูงบางท่านก็สามารถทำได้ อย่างนักปฏิบัติธรรมท่านหนึ่งที่ผู้เขียนได้ยินชื่อเสียงของท่านมานานจึงอยากจะพาไปรู้จัก ท่านนี้คืออาจารย์ยุทธพงษ์ แสงอรุณกุศล ท่านเป็นนักปฏิบัติธรรมที่มีลูกศิษย์ลูกหาเยอะแยะมากมาย ซ้ำยังมีประสบการณ์จากสมาธิหลายเรื่องที่จะเล่าให้เราฟัง
อาจารย์ยุทธพงษ์เล่าให้เราฟังว่าท่านสนใจในเรื่องของพลังอำนาจจิตและวิญญาณมานานแล้ว เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2510 ที่ไหนมีการแสดงพลังจิต มีการประทับทรงท่านก็ชอบไปศึกษาแต่ในระยะแรกจะเป็นไปในลักษณะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จากนั้นก็เริ่มศึกษาวิธีการปฏิบัติอย่างจริงจังเพราะต้องการจะรู้ว่าเรื่องของพลังจิตและวิญญาณมีจริงหรือไม่และที่สำคัญคืออยากจะรู้ว่าทำไมคนเราจึงต้องมาเกิด อาจารย์ได้เริ่มต้นเล่าประสบการณ์ของการฝึกจิตให้เราฟังว่า
"ผมเริ่มสนใจปฏิบัติสมาธิจริงๆตอนอายุ 26 อาจเป็นบารมีเก่ามาหนุนให้เรามีความสนใจเรื่องนี้ จึงทำให้เราอยากไปดู อยากไปเห็น ฝึกครั้งแรกก็เป็นสมาธิธรรมดา พุทโธๆต่อมาผมได้พบกับอาจารย์ซึ่งเป็นท่านแรกที่สอนผมให้มอง "กึ่งกลางระหว่างคิ้ว" คนที่สอนผมคนนี้เป็นคนลาวนะเขาสอนผมแค่ให้หลับตาและมองกึ่งกลางระหว่าคิ้วให้รวมจิตให้เป็นหนึ่งแล้วกายทิพย์จะแยกออกจากร่างไปเที่ยวตามที่ต่างๆที่เราปรารถนาจะไปได้
ท่านสอนเพียงเท่านี้ เราก็หัดหลับตามองไปที่กึ่งกลางระหว่างคิ้ว ปรากฏว่าฝึกๆไปมันเกิดหนึบๆเกิดปวดเสียวและตึงๆที่กีงกลางระหว่างคิ้ว แต่ผมก็ยังเพ่งไปที่จุดตำแหน่งนั้นอยู่ตลอดเวลา ทั้งกลางวันกลางคืน ฝึกจนแม้เวลาหยุดเพ่งก็ยังมีอาการปวดหนึบๆอยู่ตรงนั้นฝึกปีหนึ่งครับก็เริ่มลอดได้แต่ใหม่ๆจะยังไม่คล้อง แต่ก็พอมองเห็นว่าภาวะที่กายทิพย์แยกออกจากกายเนื้อนี่เป็นยังไง"
อาจารย์ยุทธพงษ์บอกกับเราว่า จุดกึ่งกลางระหว่างคิ้วนั้นคือประตูสู่สวรรค์ ซึ่งหลายประเทศให้ความสำคัญ อย่างชาวจีนก็มีการสอนกันมาว่า "หน้าผาก" คือแหล่งเปล่งรัศมีไว้คุ้มครองตัว ล้าใครไว้ผมบิดหน้าผาก เส้นผมจะบังรัศมีทำให้พบภูติผี วิญญาณได้ และชาวอินเดียก็จะมีการเจิมหน้าผากที่กึ่งกลางหน้าผาก ซึ่งจะสังเกตได้ว่าทั้งเทวดาอินเดียและจีนก็มีตาที่สามที่มีอิทธิฤทธิ์อยู่ที่กึ่งกลางหน้าผากเช่นกัน ส่วนชาวไทยเราก็มีการเจิมอุณาโลมที่กึ่งกลางระหว่างคิ้วเช่นกัน นับว่าตำแหน่ง "จุดกึ่งกลางระหว่างคิ้ว" นี้ถือเป็นตำแหน่งสำคัญที่ใช้สัมผัสกับโลกวิญญาณมานานแสนนาน ตั้งแต่ครั้งโบราณจนถึงปัจจุบัน
คำว่า "กายทิพย์" นั้นผู้อ่านหลายท่านอาจจะสงสัยว่าคืออะไร อาจารย์ยุทธพงษ์ได้อธิบายให้ฟังว่า กายทิพย์มีสภาพคล้ายอากาศที่โปร่งแสงและจะแฝงแนบสนิทอยู่กับกายเนื้อดุจเป็นเนื้อเดียวกันและเมื่อเวลาหลุดแยกออกจากร่างจากการฝึกถอดจิต ร่างที่เป็นกายเนื้อของเราก็ยังมีชีวิตอยู่มีเพียงกายทิพย์ที่หลุดออกไปโดยเป็นร่างโปร่งแสงที่ไม่อาจสัมผัสได้ และระหว่างที่กายทิพย์แยกออกไปนี้จะมีสายใยที่เรียกว่า "สายใยแห่งชีวิต"
ซึ่งมีลักษณะโปร่งใสเป็นสีเงินยวงเชื่อมโยงอยู่ตลอดเวลาและยังสามารถยืดยาวไกลออกไปได้ดังใจปรารถนา และสายใยแห่งชีวิตนี้จะทำหน้าที่พิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือถ้ากายเนื้อยังมีสายใยนี้เชื่อมอยู่ก็ยังมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าสายใยนี้ถูกตัดขาดลงเมื่อไหร่กายเนื้อก็จะตายลงทันทีซึ่งก็หมายถึงถ้ากายเนื้อหรือมนุษย์ผ็นั้นตายลงวันใด "สายใยแห่งชีวิต" นี้ก็จะขาดจากกายเนื้อมนุษย์ผู้นั้นในทันที
ประสบการณ์นอกกายเนื้อจากการลอดกายทิพย์ของอาจารย์ยุทธพงษ์นั้นท่านได้บันทึกเรียบเรียงไว้ในหนังสือประสบการณ์จากสมาธิ-วิญญาณ ซึ่งผู้เขียนได้ขออนุญาตนำเรื่องเล่าที่น่าสนใจมาเผยแพร่ต่อไปดังนี้
ลอดจิตไปนมัสการเจ้าพ่อหลักเมือง
เรื่องนี้เป็นประสบการณ์จากการลอดจิตครั้งแรกของอาจารย์ยุทธพงษ์ หลังจากที่เพียรฝึกฝนมาเป็นเวลา 1 ปี โดยตั้งความหวังไว้ว่าอยากจะลอดกายทิพย์ให้หลุดจากกายเนื้อให้ได้คืนหนึ่งก็รู้สึกว่าขณะที่ปฏิบัติอยู่นั้นเกิดอาการปวดเสียงตึงเหมือนลูกข่างปลายแหลมปักลึกเข้าไปในหัวกะโหลกและหมุนอยู่ตลอดเวลาจนทะลุถึงท้ายทอยตรงก้านสมอง
อาการอย่างนี้หมายถึงเริ่มจะลอดกายทิพย์ได้แล้ว และขณะนั้นก็มีความรู้สึกว่าเหมือนตัวเองเป็ฯกายเนื้อเข้าไปในโลกอีกโลกหนึ่ง (โลกวิญญาณ) ที่มโหฬารไพศาล สลับซับซ้อนด้วยแสงสีและเกิดความรู้สึกหวาดเสียวล้อมรอบตัวมากมาย เห็นวิญญาณรูปร่างต่างๆทั้งที่แปลกหูแปลกตาไม่เคยพบเห็นในโลกมนุษย์ ทำให้กายทิพย์เกิดความหวาดกลัวขึ้นมาทันทีและกายทิพย์ก็แล่นกลับคืนสู่กายเนื้อทันทีทันใด เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจนจบใช้เวลาเพียง 1 นาที เท่านั้น ซึ่งในบันทึกของอาจารย์ยังได้เล่าต่อไปอีกว่า...
"ต่อมาวันหนึ่งตั้งใจนอนแต่หัวค่ะประมาณ 6 โมงเย็นเราก็รีบเข้านอนโดยทำใจให้สบายๆหลับพักผ่อนเต็มที่ ตื่นขึ้นมาอีกครั้งประมาณตี 3 รู้สึกไม่ง่วง สำรวมจิตทำใจให้ปลอดโปร่งสบายและนอนท่าหงายตัวขึ้นรวมจิตเป็นหนึ่งมองไปที่จุดปวดเสียวตึงกึ่งกลางระหว่างคิ้วเพียงแวบเดียวก็สามารถรวมตัวเป็นลูกข่างที่หมุนเจาะลึกเข้าไปในสมอง ขณะนั้นเราคิดได้ว่าทุกครั้งที่เราถอดกายทิพย์ได้นั้นมักจะพบกับสิ่งน่ากลัว คราวนี้เราตั้งต้นใหม่ เราตั้งใจจะไปหาครูอาจารย์ของเราคือท่านเจ้าพ่อหลักเมืองสนามหลวงกรุงเทพฯท่านต้องคุ้มครองเราแน่นอน เราก็ตั้งจิตอธิษฐานนึกถึงเจ้าพ่อหลักเมือง โดยไม่ได้นึกถึงสถานที่ (ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองที่สนามหลวง)
ทั้งนี้เมื่อเรานึกถึงบุคคล ชื่อ นามสกุลแล้วก็เน้นให้เห็นใบหน้าของคนนั้นให้ปรากฏชัดแจงในความนึกคิดขณะนั้น แม้ว่าเราะจะไม่รู้ว่าเขาตอนนั้นอยู่ที่ไหนก็ตาม กระแสพลังจิตก็ดึงดูดเหนี่ยวนำให้เข้าไปหากันจนได้ และเมื่อกายทิพย์หลุดพ้นจากกายเนื้อแล้ว กายทิพย์จะหลุดลอยออกไปด้วยความเร็วสูงมาก พุ่งเข้าไปในห้วงอวกาศอันเงียบสงัด เวิ้งว้างกว้างใหญ่ ไม่มีขอบฟ้า
กายทิพย์เมื่อออกจากกายเนื้อจะเกิดมีอำนาจพิเศษหนุนนำคือ "ทิพย์อำนาจ" เข้าผสมกับอำนาจพลังจิตที่กายเนื้อฝึกได้ในชีวิตประจำวัน และเพียงจิตที่เปลี่ยนแปลงชั่วแวบว่าเราจะไปหา "เจ้าพ่อหลักเมือง" ก็เกิดบันดาลเป็นอำนาจดึงดูดให้กายทิพย์เปลี่ยนทิศทางทันที วูบหล่นมายืนอยู่บนพื้นดินทันทีซึ่งขณะนั้นก็ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ท่ามกลางความมืดนั้นพอจะมองเห็นรางๆกายทิพย์กำลังยืนอยู่ที่สนามหญ้าแห่งหนึ่ง
ข้างหน้าเรามีบ้านหลังหนึ่งใหญ่พอสมควร ข้างบ้านมีโรงรถติดกับบ้าน ขณะที่เรากำลังยืนพิจารณาอยู่นั้นก็เกิดเห็นร่างยักษ์ผู้ชาย 5 ตน ผิวดำร่างใหญ่โตมาก เท่ากับยักษ์วัดแจ้ง ผมหยิกตาโต ปากแยกเขี้ยววิ่งเข้ามาจะตะครุบ หวังจับตัวเราให้ได้ เรากลัวมากอยากจะหนูไปให้พ้นจึงกำมือสองข้างเข้าหากันที่หน้าอก รวมจิตเป็นหนึ่งอธิษฐานนึกอยากหนีให้พ้นจากตรงนั้น กายทิพย์ไม่ต้องเดิน ไม่ต้องเหาะ ไม่ต้องวิ่ง กายทิพย์ล่องหนหายวับไปกับตาทันทีจากที่ตรงนั้น
การเคลื่อนไหวหรือการเดินทางของกายทิพย์เร็วเท่าๆกับความนึกคิดของจิตที่นึกคิดด้วยใจที่อธิษฐานอย่างแน่วแน่ ทั้งมุ่งมั่นว่าจะกลับเข้ากายเนื้อ กายทิพย์ก็ไปถึงกายเนื้อทันที ชั่วแวบหนึ่งกายเนื้อก็เริ่มรู้สึกตัวมีความนึกคิดสมบูรณ์ นั่งตรึกตรองอยู่พักหนึ่ง ทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นว่าฝันไปหรือไม่ไม่ใช่ฝันแน่เพราะเรามีสติรู้เห็นตลอดเรื่อง เราจึงยืนยันว่า "เป็นการถอดกายทิพย์ออกจากกายเนื้อไปได้จริง" .................................
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ท
ที่มา : นิตรสารหญิงไทย
โดย : คุณสายทิพย์
การฝึกถอดจิตนับเป็นหนึ่งใน 8 ศาสตร์วิชาทางศาสนาพุทธซึ่งเชื่อกันว่าในประเทศไทยมีผู้ที่มีความสามารถทางด้านนี้หลายท่าน นับแต่พระเกจิอาจารย์ที่มีอภิญญาชั้นสูงหลายๆรูปหรือแม้แต่ฆราวาสที่เป็นนักปฏิบัติธรรมชั้นสูงบางท่านก็สามารถทำได้ อย่างนักปฏิบัติธรรมท่านหนึ่งที่ผู้เขียนได้ยินชื่อเสียงของท่านมานานจึงอยากจะพาไปรู้จัก ท่านนี้คืออาจารย์ยุทธพงษ์ แสงอรุณกุศล ท่านเป็นนักปฏิบัติธรรมที่มีลูกศิษย์ลูกหาเยอะแยะมากมาย ซ้ำยังมีประสบการณ์จากสมาธิหลายเรื่องที่จะเล่าให้เราฟัง
อาจารย์ยุทธพงษ์เล่าให้เราฟังว่าท่านสนใจในเรื่องของพลังอำนาจจิตและวิญญาณมานานแล้ว เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2510 ที่ไหนมีการแสดงพลังจิต มีการประทับทรงท่านก็ชอบไปศึกษาแต่ในระยะแรกจะเป็นไปในลักษณะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จากนั้นก็เริ่มศึกษาวิธีการปฏิบัติอย่างจริงจังเพราะต้องการจะรู้ว่าเรื่องของพลังจิตและวิญญาณมีจริงหรือไม่และที่สำคัญคืออยากจะรู้ว่าทำไมคนเราจึงต้องมาเกิด อาจารย์ได้เริ่มต้นเล่าประสบการณ์ของการฝึกจิตให้เราฟังว่า
"ผมเริ่มสนใจปฏิบัติสมาธิจริงๆตอนอายุ 26 อาจเป็นบารมีเก่ามาหนุนให้เรามีความสนใจเรื่องนี้ จึงทำให้เราอยากไปดู อยากไปเห็น ฝึกครั้งแรกก็เป็นสมาธิธรรมดา พุทโธๆต่อมาผมได้พบกับอาจารย์ซึ่งเป็นท่านแรกที่สอนผมให้มอง "กึ่งกลางระหว่างคิ้ว" คนที่สอนผมคนนี้เป็นคนลาวนะเขาสอนผมแค่ให้หลับตาและมองกึ่งกลางระหว่าคิ้วให้รวมจิตให้เป็นหนึ่งแล้วกายทิพย์จะแยกออกจากร่างไปเที่ยวตามที่ต่างๆที่เราปรารถนาจะไปได้
ท่านสอนเพียงเท่านี้ เราก็หัดหลับตามองไปที่กึ่งกลางระหว่างคิ้ว ปรากฏว่าฝึกๆไปมันเกิดหนึบๆเกิดปวดเสียวและตึงๆที่กีงกลางระหว่างคิ้ว แต่ผมก็ยังเพ่งไปที่จุดตำแหน่งนั้นอยู่ตลอดเวลา ทั้งกลางวันกลางคืน ฝึกจนแม้เวลาหยุดเพ่งก็ยังมีอาการปวดหนึบๆอยู่ตรงนั้นฝึกปีหนึ่งครับก็เริ่มลอดได้แต่ใหม่ๆจะยังไม่คล้อง แต่ก็พอมองเห็นว่าภาวะที่กายทิพย์แยกออกจากกายเนื้อนี่เป็นยังไง"
อาจารย์ยุทธพงษ์บอกกับเราว่า จุดกึ่งกลางระหว่างคิ้วนั้นคือประตูสู่สวรรค์ ซึ่งหลายประเทศให้ความสำคัญ อย่างชาวจีนก็มีการสอนกันมาว่า "หน้าผาก" คือแหล่งเปล่งรัศมีไว้คุ้มครองตัว ล้าใครไว้ผมบิดหน้าผาก เส้นผมจะบังรัศมีทำให้พบภูติผี วิญญาณได้ และชาวอินเดียก็จะมีการเจิมหน้าผากที่กึ่งกลางหน้าผาก ซึ่งจะสังเกตได้ว่าทั้งเทวดาอินเดียและจีนก็มีตาที่สามที่มีอิทธิฤทธิ์อยู่ที่กึ่งกลางหน้าผากเช่นกัน ส่วนชาวไทยเราก็มีการเจิมอุณาโลมที่กึ่งกลางระหว่างคิ้วเช่นกัน นับว่าตำแหน่ง "จุดกึ่งกลางระหว่างคิ้ว" นี้ถือเป็นตำแหน่งสำคัญที่ใช้สัมผัสกับโลกวิญญาณมานานแสนนาน ตั้งแต่ครั้งโบราณจนถึงปัจจุบัน
คำว่า "กายทิพย์" นั้นผู้อ่านหลายท่านอาจจะสงสัยว่าคืออะไร อาจารย์ยุทธพงษ์ได้อธิบายให้ฟังว่า กายทิพย์มีสภาพคล้ายอากาศที่โปร่งแสงและจะแฝงแนบสนิทอยู่กับกายเนื้อดุจเป็นเนื้อเดียวกันและเมื่อเวลาหลุดแยกออกจากร่างจากการฝึกถอดจิต ร่างที่เป็นกายเนื้อของเราก็ยังมีชีวิตอยู่มีเพียงกายทิพย์ที่หลุดออกไปโดยเป็นร่างโปร่งแสงที่ไม่อาจสัมผัสได้ และระหว่างที่กายทิพย์แยกออกไปนี้จะมีสายใยที่เรียกว่า "สายใยแห่งชีวิต"
ซึ่งมีลักษณะโปร่งใสเป็นสีเงินยวงเชื่อมโยงอยู่ตลอดเวลาและยังสามารถยืดยาวไกลออกไปได้ดังใจปรารถนา และสายใยแห่งชีวิตนี้จะทำหน้าที่พิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือถ้ากายเนื้อยังมีสายใยนี้เชื่อมอยู่ก็ยังมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าสายใยนี้ถูกตัดขาดลงเมื่อไหร่กายเนื้อก็จะตายลงทันทีซึ่งก็หมายถึงถ้ากายเนื้อหรือมนุษย์ผ็นั้นตายลงวันใด "สายใยแห่งชีวิต" นี้ก็จะขาดจากกายเนื้อมนุษย์ผู้นั้นในทันที
ประสบการณ์นอกกายเนื้อจากการลอดกายทิพย์ของอาจารย์ยุทธพงษ์นั้นท่านได้บันทึกเรียบเรียงไว้ในหนังสือประสบการณ์จากสมาธิ-วิญญาณ ซึ่งผู้เขียนได้ขออนุญาตนำเรื่องเล่าที่น่าสนใจมาเผยแพร่ต่อไปดังนี้
ลอดจิตไปนมัสการเจ้าพ่อหลักเมือง
เรื่องนี้เป็นประสบการณ์จากการลอดจิตครั้งแรกของอาจารย์ยุทธพงษ์ หลังจากที่เพียรฝึกฝนมาเป็นเวลา 1 ปี โดยตั้งความหวังไว้ว่าอยากจะลอดกายทิพย์ให้หลุดจากกายเนื้อให้ได้คืนหนึ่งก็รู้สึกว่าขณะที่ปฏิบัติอยู่นั้นเกิดอาการปวดเสียงตึงเหมือนลูกข่างปลายแหลมปักลึกเข้าไปในหัวกะโหลกและหมุนอยู่ตลอดเวลาจนทะลุถึงท้ายทอยตรงก้านสมอง
อาการอย่างนี้หมายถึงเริ่มจะลอดกายทิพย์ได้แล้ว และขณะนั้นก็มีความรู้สึกว่าเหมือนตัวเองเป็ฯกายเนื้อเข้าไปในโลกอีกโลกหนึ่ง (โลกวิญญาณ) ที่มโหฬารไพศาล สลับซับซ้อนด้วยแสงสีและเกิดความรู้สึกหวาดเสียวล้อมรอบตัวมากมาย เห็นวิญญาณรูปร่างต่างๆทั้งที่แปลกหูแปลกตาไม่เคยพบเห็นในโลกมนุษย์ ทำให้กายทิพย์เกิดความหวาดกลัวขึ้นมาทันทีและกายทิพย์ก็แล่นกลับคืนสู่กายเนื้อทันทีทันใด เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจนจบใช้เวลาเพียง 1 นาที เท่านั้น ซึ่งในบันทึกของอาจารย์ยังได้เล่าต่อไปอีกว่า...
"ต่อมาวันหนึ่งตั้งใจนอนแต่หัวค่ะประมาณ 6 โมงเย็นเราก็รีบเข้านอนโดยทำใจให้สบายๆหลับพักผ่อนเต็มที่ ตื่นขึ้นมาอีกครั้งประมาณตี 3 รู้สึกไม่ง่วง สำรวมจิตทำใจให้ปลอดโปร่งสบายและนอนท่าหงายตัวขึ้นรวมจิตเป็นหนึ่งมองไปที่จุดปวดเสียวตึงกึ่งกลางระหว่างคิ้วเพียงแวบเดียวก็สามารถรวมตัวเป็นลูกข่างที่หมุนเจาะลึกเข้าไปในสมอง ขณะนั้นเราคิดได้ว่าทุกครั้งที่เราถอดกายทิพย์ได้นั้นมักจะพบกับสิ่งน่ากลัว คราวนี้เราตั้งต้นใหม่ เราตั้งใจจะไปหาครูอาจารย์ของเราคือท่านเจ้าพ่อหลักเมืองสนามหลวงกรุงเทพฯท่านต้องคุ้มครองเราแน่นอน เราก็ตั้งจิตอธิษฐานนึกถึงเจ้าพ่อหลักเมือง โดยไม่ได้นึกถึงสถานที่ (ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองที่สนามหลวง)
ทั้งนี้เมื่อเรานึกถึงบุคคล ชื่อ นามสกุลแล้วก็เน้นให้เห็นใบหน้าของคนนั้นให้ปรากฏชัดแจงในความนึกคิดขณะนั้น แม้ว่าเราะจะไม่รู้ว่าเขาตอนนั้นอยู่ที่ไหนก็ตาม กระแสพลังจิตก็ดึงดูดเหนี่ยวนำให้เข้าไปหากันจนได้ และเมื่อกายทิพย์หลุดพ้นจากกายเนื้อแล้ว กายทิพย์จะหลุดลอยออกไปด้วยความเร็วสูงมาก พุ่งเข้าไปในห้วงอวกาศอันเงียบสงัด เวิ้งว้างกว้างใหญ่ ไม่มีขอบฟ้า
กายทิพย์เมื่อออกจากกายเนื้อจะเกิดมีอำนาจพิเศษหนุนนำคือ "ทิพย์อำนาจ" เข้าผสมกับอำนาจพลังจิตที่กายเนื้อฝึกได้ในชีวิตประจำวัน และเพียงจิตที่เปลี่ยนแปลงชั่วแวบว่าเราจะไปหา "เจ้าพ่อหลักเมือง" ก็เกิดบันดาลเป็นอำนาจดึงดูดให้กายทิพย์เปลี่ยนทิศทางทันที วูบหล่นมายืนอยู่บนพื้นดินทันทีซึ่งขณะนั้นก็ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ท่ามกลางความมืดนั้นพอจะมองเห็นรางๆกายทิพย์กำลังยืนอยู่ที่สนามหญ้าแห่งหนึ่ง
ข้างหน้าเรามีบ้านหลังหนึ่งใหญ่พอสมควร ข้างบ้านมีโรงรถติดกับบ้าน ขณะที่เรากำลังยืนพิจารณาอยู่นั้นก็เกิดเห็นร่างยักษ์ผู้ชาย 5 ตน ผิวดำร่างใหญ่โตมาก เท่ากับยักษ์วัดแจ้ง ผมหยิกตาโต ปากแยกเขี้ยววิ่งเข้ามาจะตะครุบ หวังจับตัวเราให้ได้ เรากลัวมากอยากจะหนูไปให้พ้นจึงกำมือสองข้างเข้าหากันที่หน้าอก รวมจิตเป็นหนึ่งอธิษฐานนึกอยากหนีให้พ้นจากตรงนั้น กายทิพย์ไม่ต้องเดิน ไม่ต้องเหาะ ไม่ต้องวิ่ง กายทิพย์ล่องหนหายวับไปกับตาทันทีจากที่ตรงนั้น
การเคลื่อนไหวหรือการเดินทางของกายทิพย์เร็วเท่าๆกับความนึกคิดของจิตที่นึกคิดด้วยใจที่อธิษฐานอย่างแน่วแน่ ทั้งมุ่งมั่นว่าจะกลับเข้ากายเนื้อ กายทิพย์ก็ไปถึงกายเนื้อทันที ชั่วแวบหนึ่งกายเนื้อก็เริ่มรู้สึกตัวมีความนึกคิดสมบูรณ์ นั่งตรึกตรองอยู่พักหนึ่ง ทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นว่าฝันไปหรือไม่ไม่ใช่ฝันแน่เพราะเรามีสติรู้เห็นตลอดเรื่อง เราจึงยืนยันว่า "เป็นการถอดกายทิพย์ออกจากกายเนื้อไปได้จริง" .................................
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ท
ที่มา : นิตรสารหญิงไทย
โดย : คุณสายทิพย์