PDA

View Full Version : ***ข้อสังเกตมนุษย์ผู้มีองค์เทพแฝงอยู่ในตัว


กระเจียว
23-09-2004, 08:53 PM
http://forum.sanook.com/show.php?cat_id=6&topic_id=1352846&post_id=7044181


มนุษย์ผู้ที่มีองค์เทพแฝงอยู่นั้นสังเกตได้ด้วยตนเองไม่ยาก

1. มึนศีรษะข้างเดียวเป็นประจำ (บางทีทางการแพทย์ว่าเป็นไมเกรน)

2. หนักต้นคอ บางครั้งหนักบ่าสองข้างเหมือนมีใครมาขี่คอ บางครั้ง

นั่งรถอยู่ดีๆก็รู้สึกหนักบ่า

3. แน่นหน้าอกเป็นบางครั้งเหมือนหายใจไม่อิ่ม บางคนเป็นบ่อยจน

หมอว่าเป็นโรคหัวใจ

4. ฝันแม่นยำ มีลางสังหรณ์แม่นยำ บางทีเรียกสัมผัสที่หก หรือซิกเซ้นส์

5. ชอบฝันหรือตีเป็นตัวเลข เสี่ยงโชคได้ใกล้เคียง บางทีผิดแต้ม

แต้มเดียว กลับบนกลับล่างกลับหน้ากลับหลัง ซื้อทีไรก็เฉี่ยวไปเฉี่ยว

มาเป็นประจำ แต่ถ้าไม่ซื้อไปบอกใครเขาก็จะถูก

6. บางครั้งหูจะได้ยินเสียงเรียกชื่อเบาๆ เหมือนเสียงกระซิบก็มี

เสียงดังก้องในหูก็มี

7. ไปตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือมีอะไรลี้ลับจะรับรู้โดยการสัมผัส

ขนลุกชันเย็นว่าไปทั้งตัว

8. บางครั้งสวดมนต์เป็นภาษาบาลีอยู่ดีๆ ก้เปลี่ยนเป็นภาษาอื่น

รัวเร็วขึ้น

9. หากนั่งสมาธิจะได้หูทิพย์ตาทิพย์เร็วกว่าคนอื่น



***อาการบางอย่างหาหมอก็แล้วกินยาก็แล้ว มันไม่หาย ก็ให้สวดมนต์

นั่งสมาธิตามที่ว่าแล้วแผ่เมตาบ่อยๆทุกอย่างมันจะหายไปเอง เสี่ยงโชค

เสี่ยงลาภก็จะได้ เพราะบารมีที่ทำนี้แหละ..แต่บางอย่างก็อาจเกิดจาก

สัมภเวสีได้เช่นกัน

กระเจียว
23-09-2004, 09:03 PM
กรณีที่เกิดจากสัมภเวสี

1. ปวดศีรษะเป็นประจำ บางครั้งทนไม่ไหว หมอว่าเป็น

ความดันบ้างก็แล้วแต่ ควรตรวจเช็คแก้ไข เพราะอาจถูกสัมภเวสี

เกาะที่ศีรษะได้

2. ปวดไหล่เป็นประจำ หมอว่าเป็นเส้นเอ็นอักเสบ กินยาทายา

ไม่หาย ตึงไปหมด ถือว่าผิดปกติ

3 .มือเท้าชาเป็นซีก จากไหล่ หรือตะโพก หัวเข่าก็ตาม

4. แน่นหน้าอกมากผิดปกติ

5. ปวดบริเวณกระเบนเหน็บ บางที่การแพทย์ระบุว่า

หมอนรองกระดูกทับเส้น เว้นแต่กรณีการเกิดอุบัติเหตุ ลื่น

หกล้มจนกระแทกพื้นอย่างแรง นั่นก็จะต้องพิจารณาเป็นกรณีไป

กระเจียว
23-09-2004, 09:05 PM
เราจะรู้ได้ไงว่าไหนองค์เทพและไหนสัมภเวสีจิงๆแล้วมี

รายละเอียดเยอะ...ขอกล่าวแค่นิดหน่อย

1. ประทับจากส่วนล่าง คือ สัมภเวสี หรือวิ__าณที่ตายแล้ว

2. ประทับจากด้านหลัง คือวิ__าณทั่วไปที่มีฤทธิ์มีอำนาจ

มักเรียกขานในนามเจ้าพ่อเจ้าแม่

3. ประทับจากด้านหน้า คือวิ__าณของมนุษย์ที่ไปเกิดเป็นเทวดา

ชั้นจาตุมฯ

4.ประทับจากทางบ่า มักเป็นเทพ หรือดาบสในระดับกลางๆ

5. ประทับจากกลางกระหม่อม มักเป็นเทพในระดับสูง

มารวิกะ
24-09-2004, 08:43 AM
ถ้ามีองค์เทพก็ต้องมีองค์มาร ถ้าเป็นมารจะรู้ได้อย่างไร:confused:

กรุงเก่า
24-09-2004, 09:45 AM
ที่น่ากลัวก็เจ้ากรรมของเราเองที่เก่งๆทำตัวเป็นมารมาประทับให้ผู้ปฏิบัติหลงไปเข้าใจไปว่าตัวเองถ้าจะเก่งแล้วจึงมีองค์มาประทับ เขาไม่ได้มาข้างหลังหรือข้างล่างแต่มาจากด้านบนหรือที่บ่าได้ มาแล้วพาสวดมนต์ภาษาอื่นที่ไม่ใช่บาลี ไม่ไช่ไทยแต่เป็นภาษาวิ__าณ บางทีก็เป็นภาษาจากนรกขึ้นอยู่กับมารนั้นมาจากไหนก็ใช้ภาษานั้น คนส่วนให_่ฟังไม่รู้ก็คิดว่าภาษาเทพ ที่ว่าน่ากลัวเพราะเขาเป็นเจ้ากรรมจึงมีสิทธิทำกับเราได้ บางครั้งเทพที่คุ้มครองก็ต้องปล่อยให้รับกรรมไปบ้าง แต่ถ้าเราใช้ปั__าเราก็จะหลุดจากกรรมที่มีกับเขาไปได้ไม่ยากนัก วันใดมีเทพจริงๆมาพาสวดมนต์เราก็จะสังเกตุได้ว่าภาษาเทพกับภาษาวิ__าณนี้อันไหนเบาสบายๆ และอันไหนเสียงหนักๆ แต่อย่าปล่อยให้เป็นแบบนี้นานจนกว่าจะมั่นใจว่าเป็นเทพจึงควรปรึกษาครูบาอาจารย์ทันทีเพราะถ้าเป็นวิ__าณต่ำมาสิงสู่จะทำให้สังขาร วิ__าณเราสกปรก ดำมืดเป็นบ่อเกิดแห่งโรคต่างๆจะตามมา ถ้ามาแบบมีเสียงกระซิบบอกให้ทำโน่นทำนี่ยิ่งพิจารณาง่าย เพราะจะใช้ปั__าได้มาก ว่าที่จะให้ทำนั้นเป็นบุ_เป็นกุศลหรือไม่ ถ้ามารเก่งๆฉลาดพูดคุณเอ๋ยแยกยากจริงๆ ต้องอาศัยทางลัดปรึกษาครูบาอาจารย์ บอกได้เท่าที่เคยเจอครับ

shiro
24-09-2004, 12:21 PM
อืม

บัวใต้น้ำ
24-09-2004, 04:38 PM
ถ้าเลือกได้ ขอไม่มีเลยสักอย่างจะดีทีสุด

Unregistered
26-09-2004, 11:58 PM
แล้วถ้ากดจากกลางกระหม่อมเป็นแท่งสีทองล่ะ จะเป็นเทพหรือเปล่า? คะ
น่าสนใจนะคะหัวข้อนี้ไม่ทราบค้นจากที่ไหนหรือคะ?

นายฉิม
27-09-2004, 07:35 AM
ตอนนี้รู้สึกว่าปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัว ตั้งแต่หัวยันเท้า

เมฆคล้อยอนิจจัง
28-09-2004, 02:39 PM
อันที่คุณกรุงเก่าพูดนี่ผมยืนยันได้ว่าจริง
ถ้ามารเก่งๆมันหลอกได้ลึกมาก
หากไม่มีบุ_บารมีเก่าหนุนเสริมคนผู้นั้นต้องแย่แน่
หรือหลงไปแล้วไม่รู้ตัวว่าหลง
เพราะตัวที่ขจัดยากที่สุดคือโมหะ
พวกมารมันรู้เรื่องนี้ดี
ยิ่งคนที่ปั__าดีแต่ไม่มีความระวังไตร่ตรอง หรืออกุศลกรรมมาบดบัง
พวกมารยิ่งชอบ คือมันยิ่งหลอกได้ลึกเพราะพระธรรมขึ้นสูงมันละเอียด
มันก็หาเล่ห์กลละเอียดขึ้นไปอีกมาครอบงำ กระทั่งอาจเป็นความรู้สึกของเราเอง กระทั่งเจ้าตัวไม่รู้ว่านั่นละ มารเข้าแทรก
ภาษามันดิ้นได้ แล้วทีนี้ละคุณเอ๋ย ภาษาพระภาษามาร ทั้งคำทั้งความหมาย
ปนกันเข้าไปสิ

cwyp
28-09-2004, 03:07 PM
คุณน้องกระเจียวเอาข้อมูลมาจากไหนครับเยอะจัง เห็นเฉลี่ยแล้วโพสท์วันละ 25 ครั้งแน่ะ แล้วข้อมูลเหล่านี้เมื่อรู้แล้วจะเอาไปใช้ประโยชน์ในการขัดเกลา จิตใจ ได้ยังไงบ้างครับ ??

zipper
28-09-2004, 04:27 PM
เราเข้าไปดูกระทู้นี้มีคนตอบเยอะมากอ่ะ ตอนนี้ปา 300กว่า กระทู้นี้ตั้งมาตั้งแต่ 2004-06-16 ก็จะมีคุยกันเรื่องกุมารทองบ้าง เรื่องการรับขันธ์บ้าง เรื่องเข้าทรงที่บางคนเจอกับคนใกล้ตัว ถ้าสนใจเรื่องพวกนี้ก็ลองเข้าไปอ่านดู จะก็อปมาให้ดูก็ เอ่อ เยอะเหลือเกิน

กระเจียว
30-09-2004, 12:51 AM
Originally posted by cwyp
คุณน้องกระเจียวเอาข้อมูลมาจากไหนครับเยอะจัง เห็นเฉลี่ยแล้วโพสท์วันละ 25 ครั้งแน่ะ แล้วข้อมูลเหล่านี้เมื่อรู้แล้วจะเอาไปใช้ประโยชน์ในการขัดเกลา จิตใจ ได้ยังไงบ้างครับ ??


ถ้ามองแบบผิวเผิน ก็เหมือนผู้ให_่มองเด็กเล่นขายของ โดยที่ไม่รุ้สึกว่าเด็กกำลังอยู่ในขั้นเรียนรู้ ซึ่งแน่นอนล่ะว่าเด็กเขาไม่ได้กำลังทำปริณยาเอก

ก็เหมือนกับการที่คนเราโพสข้อมูลอะไรบางอย่าง เช่น มนุษย์ต่างดาว ผี ราศี รูปภาพ ถ้ามองแบบตึงๆ คือจะเอาสาระอย่างเดียว จะเอาหลุดพ้นไปนิพพานอย่างเดียว ก็ย่อมดูเหมือนเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องไร้ประโยชน์เป็นธรรมดา แต่บัวมีสี่เหล่า จะเรียกเขามาแบบง่ายๆได้ที่ไหน บางคนยังไม่เชื่อว่าผีมีจริง แล้วจะเข้าใจกฏแห่งกรรมและการเวียนว่ายตายเกิดจนไปถึงเรื่องนิพพานได้อย่างไร

Unregistered
03-10-2004, 01:46 AM
นู๋กระเจียว

พระที่ธิเบตปฏิบัติกันดี ใยเทพทั้งหลาย ไม่มาช่วย
ปล่อยให้กองทัพจีนยิงมรณะภาพเกือบหมด....ทำไม ทำไม

ปาริสัชชา
03-10-2004, 02:08 AM
สาธุครับ คุณกระเจียว ... ต้องยอมรับว่าได้ข้อมูลมาตรงมากครับ จริงๆแล้วก็จะมีอีกแบบหนึ่งนะครับ ก็คือว่า ไม่มีอาการต่างๆดังกล่าวเลย แต่ทว่ายามเมื่อจิตสงบ จะสามารถสื่อสารสนทนากันทางจิตระหว่างองค์เทพ(หรือพรหม) กับเราได้ คือจะเป็นลักษณะมีคำถาม และมีคำตอบผุดขึ้นตามมาทันที และถูกต้องแม่นยำด้วยครับ

จริงๆแล้วถ้าเป็นที่เว็บพันทิพ ผมเองคงไม่กล้าพูดเช่นนี้เป็นแน่ แต่เห็นว่าที่นี่ค่อนข้างเปิดกว้าง และอันที่จริงถ้าจะมีผู้แย้งว่า มีองค์เทพแล้ววิเศษตรงไหน หรือแตกต่างอย่างไร ก็ต้องตอบว่า อย่างน้อยท่านก็จะช่วยประคับประคองเราให้เดินไปยังจุดที่เหมาะสม

และถ้าถามต่อว่า ตัวเองไม่มีปั__าเดินไปยังจุดเหมาะสมเองได้หรือ! ก็ต้องขอตอบว่า ทำได้ แต่ทว่าการมีกัลยาณมิตรที่คอยชักนำกันไปในทางที่ดีนั้น ย่อมดีกว่าแน่ๆ ทั้งนี้เพราะว่า การเป็นมนุษย์นั้นย่อมตกอยู่ภายใต้อำนาจของสิ่งยั่วยุได้ง่าย ไม่เหมือนเทพหรือพรหม ที่ท่านมีเจตนาที่ตรง และเมื่อตั้งใจจะทำสิ่งใดแล้ว ท่านจะมุ่งตรง

คือพูดง่ายๆว่า มีสัจจะนั่นเอง ... ส่วนท่านใดที่ไม่มีองค์เทพดังกล่าว ก็ไม่ต้องเกรงว่าจะด้อยกว่าแต่ประการใด เพราะอันที่จริงตัวท่านเองก็อาจมีบารมีที่ถึงพร้อมมากกว่าด้วยซ้ำ จึงอาจไม่จำเป็นว่าต้องมีใครมาช่วยประคอง

สรุปได้ว่า แม้ท่านใดที่มีองค์ หรือไม่มีองค์ก็ตาม ก็คงต้องมุ่งเน้นในการปฎิบัติให้ตรงเหมือนๆกัน และอันที่จริง การที่ได้นำเรื่องราวที่รู้สึกว่าจะลี้ลับมาคุยกันนั้น ผมก็มองว่า เป็นสิ่งดี เหมือนกับเราทานอาหารมื้อหลักอยู่ แล้วก็ทานของหวานบ้าง สลับกันบ้าง ก็จะทำให้เพลิดเพลินและไม่รู้สึกหนักใจมากนัก

ผู้ที่ปฎิบัติธรรมจริงๆ เวลาท่านภาวนา ท่านก็ภาวนาจริงๆ แต่ท่านก็จะมีเวลาว่างสนทนาปกิณกะธรรม หรือมีกิจกรรมเพื่อบันเทิงธรรมไปด้วยสลับกันไป ไม่ใช่ตึงเครียดกันจนเกินไปนะครับ ...

ส่วนบางท่านที่มีความเห็นคัดค้านเรื่ององค์ หรือเรื่องนรกสวรรค์ และสิ่งที่คิดว่าลี้ลับพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้นั้น ก็ไม่เป็นไรนะครับ ... คำว่าสิ่งลี้ลับนั้นจะไม่มีกับผู้ที่ปฎิบัติจนเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วนะครับ เพราะท่านจะเห็นเอง และเข้าใจได้เองถึงที่มาที่ไป จนไม่มีคำว่า ลี้ลับอีกต่อไป

ดังนั้นผมมีความเห็นว่า ท่านใดที่มองสิ่งลี้ลับว่า เป็นไปไม่ได้นั้น ท่านลองปฎิบัติตามแนวทางเพื่อพิสูจน์ดูนะครับ แล้วท่านจะได้คำตอบเอง และหมดสงสัยเอง เพราะถ้าท่านฟังแต่คำตอบของผู้อื่น ลึกๆแล้วท่านเองก็ยังไม่หายสงสัยอย่างแท้จริงได้เป็นแน่นะครับ ... ผมขอฝากเอาไว้ให้คิดนะครับ :)

ปาริสัชชา
03-10-2004, 03:03 AM
ขออนุ_าตต่ออีกหน่อยนะครับ ไหนๆพูดแล้วก็อยากพูดให้กระจ่างครับ...

คืออันที่จริงถ้าไม่มองแบบทางการแพทย์นะครับ เพราะมีเหมือนกันที่คนที่มีอาการผิดปรกติทางจิต ถึงขั้นเกือบสุดท้าย ก็จะมีอาการของหูแว่ว อย่างนี้ก็มี แต่ผมขอไม่กล่าวถึง

ขอกล่าวเฉพาะท่านที่มีองค์จริงๆ ก็คือ มีองค์หลายแบบดังที่คุณกระเจียวกล่าว คือมีทั้งสัมภเวสี เทพ พรหม อย่างนี้เป็นต้น ... แต่เหตุจูงใจบางอย่างที่องค์เทพ พรหม เหล่านี้ท่านมาแฝงอยู่ หรือคอยคุ้มครองอยู่ก็คือ เป็นไปได้ว่าท่านเคยเกี่ยวข้องผูกพันกันมาในอดีต และติดตามมาปกป้องเรา อาจจะตามสั__ากันไว้ หรือมิได้สั__ากันก็ได้

แต่ส่วนให_่แล้วองค์เทพเหล่านี้ ท่านจะปกป้องเราเฉพาะเป็นการส่วนตัว แต่เหตุใดที่จะต้องเป็นไปตามกฎแห่งกรรมนั้น องค์เทพท่านเองก็คงจะช่วยอะไรไม่ได้ หากแต่ว่าอาจเตือนได้ ทั้งนี้เพราะไม่มีใครฝืนกฏของกรรมไปได้ แม้แต่พระอรหันต์ แต่ก็อาจช่วยบรรเทาทุกข์ไปได้บ้าง ก็ว่ากันไป...

ส่วนลักษณะที่มีองค์แฝงนั้น จะมีอยู่ 2 แบบคือ มาแฝงแล้วต้องลงประทับทรง กับแบบมาแฝงไว้เฉยๆเพื่อคุ้มครองอย่างเดียว ... อันที่จริงหลายๆท่านในที่นี้ ก็อาจมีองค์แฝงอยู่หลายท่านนะครับ แต่ไม่ได้จำเป็นต้องลงประทับทรง ... อันที่จริงการแฝงแบบที่ไม่ต้องลงประทับทรงนั้น ตามความเห็นส่วนตัวผมผมว่า เป็นการดีนะครับเหมือนมีกัลยาณมิตรที่คอยแนะนำเราไปในทางที่ดีเพื่อบำเพ็_ความดีให้ยิ่งๆขึ้นไปด้วยตัวเอง และด้วยสติของเราเอง

ผมเคยสังเกตุว่าหลายท่านที่สนใจในเรื่องการปฏิบัติธรรม ชอบเรื่องลี้ลับ เรื่องจิตวิ__าณต่างๆ หากท่านลองไปพบเจ้าเข้าทรง ( เอาที่ทรงจริงไม่ใช่เก้หรือว่าเป็นวิ__าณที่ต่ำกว่าภูมิเทวดาลงไปนะครับ ) ท่านอาจได้คำตอบว่า "ท่านมีองค์แฝง" หรือหากไปหาหมอดู หรือนักโหราศาสตร์ ท่านก็มักจะได้คำตอบคล้ายๆกับว่า ดวงของท่านมีสิ่งคุ้มครอง และหมอดูบางท่านที่ทำนายแบบตัวเลข ก็จะพบว่ามีตัวเลขสำคั_ไปปรากฏอยู่ที่ตำแหน่งดวงดาวที่จะเหมือนมีสิ่งคุ้มครองท่าน... แต่อันที่จริงก็มองได้เป็นอีกนัยก็คือ

การเป็นนักปฏิบัติธรรมนั้น ย่อมมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอยู่ในใจ ก็เป็นไปได้ว่าส่วนหนึ่งครูบาอาจารย์ที่เราเคารพ ท่านก็มาปกป้องคุ้มครองเราเป็นแน่ และจริงๆก็น่าจะเป็นเช่นนั้น ว่าถึงแม้ว่าเราจะไม่มีองค์เทพใดๆมาแฝงเราแต่กำเนิดเลยก็ตาม แต่การที่เราประพฤติดี ปฎิบัติดีอยู่ในศีลในธรรม เคารพในพระรัตนตรัย ก็ย่อมได้รับการคุ้มครองจากเทพ-พรหม หรือครูบาอาจารย์เราในภายหลังได้เช่นกันนะครับ

คุยไปคุยมาชักเริ่มจะยาวนะครับ ผมจึงขอจบลงเพียงเท่านี้ก่อน และขอให้ทุกท่านที่ได้เข้ามาอ่านกระทู้นี้ และได้อ่านข้อคิดเห็นของท่านอื่นๆ หรือของผมนั้น พึงเป็นผู้อยู่ในศีลธรรม และมีความเคารพในพระรัตนตรัยตลอดไปนะครับ ... ผู้ให้ย่อมได้รับตอบ, ผู้ไหว้ย่อมได้ไหว้ตอบ, ผู้ที่เคารพย่อมได้การเคารพตอบ, และผู้ประพฤติธรรมนั้นย่อมอยู่เป็นสุขตลอดไปครับ.............:)

เมฆคล้อยอนิจจัง
03-10-2004, 09:31 AM
มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า พลังจิตบำบัด
แปลโดยคุณทศยุทธ พิมพ์เมื่อหลายปีแล้วไม่แน่ในว่ายังมีขายอยู่หรือเปล่า
ซึ่งเป็นหนังสือที่พระลามะธิเบตอีกองค์หนึ่งหลุดรอดจากรอยแตกร้าวครั้งนั้น
และท่านบอกเราว่าได้อะไรจากเหตุการณ์ครั้งนั้นบ้าง ทั้งๆที่ปฏิบัติดีแต่ทำไมมีเหตุการณ์เช่นนั้น
ผมพอจะสรุปให้ฟังคร่าวๆ
กิเลส รวมถึงความทุกข์ทั้งหลาย จะคอยทดสอบ คอยดูว่าจะยอมให้รัดรึงหรือไม่
จากที่ท่านทั้งหลายเหล่านั้นได้ปฏิบัติมา ย่อมต้องถูกทดสอบ หากไม่มีเหตุการณ์ครั้งนั้นฤาประจักว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นเช่นไร
หากไม่มีเหตุการณ์ครั้งนั้น ศาสนาพุทธแห่งธิเบต น้อยนักที่จะเผยแพร่สู่ตะวันตกได้ ทุกอย่างย่อมมีเหตุ มีปัจจัย ของมัน ขึ้นอยู่ว่าเราจะมองเห็นหรือไม่ และมองในมุมไหน ท่านได้บรรยายถึงสิ่งที่เรียนรู้ สิ่งที่ได้ประจักษ์ รวมถึงตัวตนอันแท้จริงแห่งธรรมะ ซึ่งนิกายวัชระ นี้ “วัชระ” มีความหมายว่า เพชร ซึ่งมีนัยว่าแข็งแกร่งอย่างที่สุด ขนาดตัดทำลายมายาได้
หนังสือเล่มนี้เป็นอีกเล่มนึงที่ผมยอมรับว่าอ่านแล้วดีมาก
หรือคุณลองเข้าไปที่เว็บของผมก็ได้ มีเนื้อหาที่อยากฝากไว้ให้ศึกษาครับ
เชิ_ที่ http://duangkaew.net

mark
11-10-2004, 12:19 PM
Originally posted by Unregistered
แล้วถ้ากดจากกลางกระหม่อมเป็นแท่งสีทองล่ะ จะเป็นเทพหรือเปล่า? คะ
น่าสนใจนะคะหัวข้อนี้ไม่ทราบค้นจากที่ไหนหรือคะ?
ลองให้ผู้ได้ตาที่ 3 ตรวจดูแล้วอั_เชิยเทพออกมาเพื่อขอชมบารมี ได้ครับ
แสงหรือแท่งที่เรามองเห็น หรือที่เรียกว่า รังสีออร่า ของแต่ละองค์จะแตกต่างกันครับ

casy99
19-10-2004, 10:14 AM
เห็นว่ายิ่งวันก็ไปกันให_่แล้ว พิจารณา 4 อย่างให้ชัดเจนหาข้อสรุปกันก่อนดีกว่ามั๊ง ว่าทั้งสี่ข้อนี้เริ่มและยุติอย่างไร 1. ทุกข์ 2. สมุทัย 3. นิโรธ 4. มรรค
ข้าฯ คิดว่าเพียง ข้อที่ 1 ความเห็นก็หาข้อยุติกันไม่ได้แล้วละ แล้วทำไมต้องไปพิจารณาเรื่องที่ไม่มีประโยขน์กันด้วย พุทธศานิกชนทั้งหลาย

"ปัจจัตตัง เวทิตัปโพ วิ__ูหิติ"

NiZaNisA
20-10-2004, 12:16 AM
Originally posted by casy99
เห็นว่ายิ่งวันก็ไปกันใหญ่แล้ว พิจารณา 4 อย่างให้ชัดเจนหาข้อสรุปกันก่อนดีกว่ามั๊ง ว่าทั้งสี่ข้อนี้เริ่มและยุติอย่างไร 1. ทุกข์ 2. สมุทัย 3. นิโรธ 4. มรรค
ข้าฯ คิดว่าเพียง ข้อที่ 1 ความเห็นก็หาข้อยุติกันไม่ได้แล้วละ แล้วทำไมต้องไปพิจารณาเรื่องที่ไม่มีประโยขน์กันด้วย พุทธศานิกชนทั้งหลาย

"ปัจจัตตัง เวทิตัปโพ วิญญูหิติ"


อืม...เห็นด้วยค่ะ

เรื่องแบบนี้นิกลัวๆไงไม่รู้ บางทีไม่รู้เลยจะดีกว่า...:(

แล้วนิจะเข้ามาอ่านทำไมเนี้ยยยย - -"

ปาริสัชชา
20-10-2004, 12:27 AM
Originally posted by casy99
เห็นว่ายิ่งวันก็ไปกันใหญ่แล้ว พิจารณา 4 อย่างให้ชัดเจนหาข้อสรุปกันก่อนดีกว่ามั๊ง ว่าทั้งสี่ข้อนี้เริ่มและยุติอย่างไร 1. ทุกข์ 2. สมุทัย 3. นิโรธ 4. มรรค
ข้าฯ คิดว่าเพียง ข้อที่ 1 ความเห็นก็หาข้อยุติกันไม่ได้แล้วละ แล้วทำไมต้องไปพิจารณาเรื่องที่ไม่มีประโยขน์กันด้วย พุทธศานิกชนทั้งหลาย

"ปัจจัตตัง เวทิตัปโพ วิญญูหิติ"

;-------------------------------------------------------------------------------;

เรียนคุณ casy99 อย่างนี้นะครับ .... อันที่จริงผมเองและเพื่อนสมาชิกในที่นี้ก็ตั้งใจมุ่งปฎิบัติธรรมเพื่อดับทุกข์เปรียบเป็นอาหารจานหลักอยู่แล้วนะครับ
แต่ทว่าการนำเรื่องราวแปลกๆมาสนทนากันบ้าง ก็เหมือนกับเป็นอาหารว่าง หรือขนมหวาน หรือเรื่องบางเรื่องก็เป็นการสอดแทรกปกิณกธรรมเข้าไปบ้าง
เพื่อบันเทิงธรรมเท่านั้นเองครับ ...

แต่อย่างไรก็ดี ผมเองก็ขอโมทนากับการติงของคุณ casy99 ไว้เช่นกันครับ...สาธุครับ

ฝักบัว
20-10-2004, 03:14 AM
คุณปาริสัชชารู้ได้ไงอ่ะ โดยเฉพาะองค์(สิ่งที่คุมครอง)ที่ไม่เกี่ยวกับการทรงอ่ะ
เพราะที่รู้มาเหมือนที่คุณบอกมาเลย
การที่คนเรามีใครคุ้มครองก็ย่อมดีกว่าไม่มีมิใช่หรือ
แม้ว่าคนๆนั้นจะปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์แต่ถ้าเกิดโชคร้ายขึ้นมา
ยังปฏิบัติไปได้ไม่ถึงจุดหมาย แล้วต้องมีอันเป็นไปก่อน ก็จะต้องเสียดาย
และเสียใจ ฉะนั้นย่อมเป็นการดีแล้วที่มีใครมาป้องป้องคุ้มครองให้
และอย่าลืมทำบุ_ให้เขาเหล่านั้นบ้างนะ

mirinda
20-10-2004, 12:26 PM
แล้วแบบชัตเตอร์ล่ะ มันอยูบนคอ แต่ก็เป็นผีนะ

ปาริสัชชา
20-10-2004, 01:52 PM
Originally posted by ฝักบัว
คุณปาริสัชชารู้ได้ไงอ่ะ โดยเฉพาะองค์(สิ่งที่คุมครอง)ที่ไม่เกี่ยวกับการทรงอ่ะ
เพราะที่รู้มาเหมือนที่คุณบอกมาเลย
การที่คนเรามีใครคุ้มครองก็ย่อมดีกว่าไม่มีมิใช่หรือ
แม้ว่าคนๆนั้นจะปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์แต่ถ้าเกิดโชคร้ายขึ้นมา
ยังปฏิบัติไปได้ไม่ถึงจุดหมาย แล้วต้องมีอันเป็นไปก่อน ก็จะต้องเสียดาย
และเสียใจ ฉะนั้นย่อมเป็นการดีแล้วที่มีใครมาป้องป้องคุ้มครองให้
และอย่าลืมทำบุญให้เขาเหล่านั้นบ้างนะ


เรียนคุณฝักบัวครับ ..... เรื่องรู้ได้ยังไงเกี่ยวกับองค์ที่ท่านมาคุ้มครอง ก็ต้องขอตอบว่า หากโดยทั่วๆไปก็จะมีเหตุบางอย่างที่แสดงออกมาให้รู้ได้ หรือ ตนเป็นนักเจริ_กรรมฐานจนเกิดทิพยจักขุ_าณนั้นอย่างหนึ่ง หรืออีกอย่างหนึ่งก็ไม่ได้เจริ_กรรมฐานอะไร แต่สภาวะของจิตในขณะหนึ่งนั้นเคยผ่านถึงขณิกสมาธิ หรืออุปจารสมาธิ จนเป็นเหตุให้รู้ได้ และอาจสื่อจิตสนทนาโต้ตอบกันได้

ส่วนการที่มีมาคุ้มครองนั้นย่อมดีกว่าก็เห็นตรงกันครับ...

ผมขอแทรกอีกนิดหนึ่งว่า การรับรู้รับทราบว่า เทวดามี สวรรค์มีนั้นย่อมมีประโยชน์ว่า ภพอื่นๆนอกจากมนุษย์นั้นยังมีอยู่ การตายแล้วไม่สู_ มนุษย์เราจะได้ไม่ประมาท หรือมัวเมากับชีวิตอย่างไร้คุณค่านะครับ

ฝักบัว
21-10-2004, 06:33 AM
ขอถามคุณปาริสัชชาอีกนิด คือมีเด็กคนหนึ่งพอเริ่มนั่งทำจิตสงบครั้งแรก
อายุยังไม่10ขวบ เค้าก็สามารถทำได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นกสินคือให้มองพระพุทธรูป แล้วหลับตา เขาก็สามารถเห็นพระพุทธรูปได้ และยังเห็นแสงของพระพุทธรูปกระจายเป็นรุ้งอีก (ในสมาธิ) พอให้เค้าทำสมาธิแบบกำหนดลมหายใจคือให้ดูลมหายใจเข้าออก เค้าก็จะเห็นท่อลมหายใจ และลมหายใจเข้าออกในท่อใสๆนั้นหดสั้น ยาวตามลักษณะกองลม ให้ดูอวัยวะภายในเค้าก็เห็นหมดไม่ว่าจะเป็ตับไตไส้พุง
ไม่ว่าจะให้เค้าทำสมาธิแบบใดก็ตาม เค้าก็จะเห็นในนิมิตเสมอ(เช่น แสงต่างๆ)
จนเค้าสามารถเห็นสิ่งต่างๆในนิมิตได้ ขนาดลืมตาเค้าก็สามารถเห็นวิ__าณได้
ก็เลยทดลองให้เค้าหลับตาแล้วนำพระเครื่องแบบต่างๆมาให้เค้าจับดู เค้าก็สามารถบอกลักษณะของพระนั้นได้ถูกต้องเช่นบางองค์ถือไม้เท้า เค้าก็บอกถูกบางองค์มีครึ่งองค์เค้าก็บอกถูก ฯลฯ
พวกเราจึงเชื่อว่าเค้าเห็นจริง ตอนนี้เค้าอายุ10กว่าขวบแล้ว ก็นั่งสมาธิบ้างแต่ไม่บ่อย เพราะเรียนหนัก จึงไม่มีเวลา(แต่เรียนเก่งมาก)
แต่เค้าก็สามารถคุยกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้แค่หลับตาเดี๋ยวเดียว
มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเจ้านายสมัยก่อน และพระเกจิฯที่ละสังขารไปแล้วมาปกป้องคุ้มครองและสนทนากับเค้าได้แค่เค้าหลับตาทำสมาธิ
จึงสงสัยว่าทำไมเด็กคนนี้จึงสื่อสารได้เร็วมากเพียงหลับตาแปล๊บเดียว อ้อและองค์ที่เป็นเจ้านายสมัยก่อน(ทุกคนรู้จัก)ท่านบอกว่าท่านและหลวงปู่มักจะติดต่อสื่อสารกับพระทีปฏิบัติดี และกับเด็กๆเป็นส่วนมาก
ท่านไม่ค่อยอยากติดต่อกับคนทั่วไปเท่าใดนัก เพราะกลัวคนเหล่านั้นจะหลงงมงายน่ะ และท่านก็บอกว่าท่านและเทพชั้นสูงทั้งหลายไม่เคยเข้าทรงใครเลย คุณปาริสัชชาว่าจริงไหมและเราจะสอนเด็กคนนี้ให้นั่งสมาธิต่ออย่างไรดี (ไม่เน้นปาร์ฏิหารย์) เพราะพวกเราก็ไม่ค่อยมีความรู้เท่าใดนัก
ขอรบกวนถามแค่นี้ก่อน (ขอบพระคุณที่กรุณาร่วมสนทนาด้วย)

A~MING
21-10-2004, 08:46 AM
มนุษย์ทุกคนจะมีผู้พิทักทุกคน

หึหึ
21-10-2004, 11:40 AM
หึหึ

tttttt
22-10-2004, 08:55 AM
hot

Doji
22-10-2004, 09:04 AM
ตามที่คุณกระเจียวพูดถึงนั้น 9 ข้อสำหรับผู้มีองค์เทพ ปรากฎว่าผมอยู่นอกเหนือกฎทั้ง 9 ข้อ แต่ก็มีเทพลงประจำสังขาร เพราะว่าถ้าไม่มีเทพลงแล้ว ผมคงจะเป็นอาจารย์เปิดพระโอษฐ์ หรือเชิ_เทพประจำสังขารลงให้ใครไม่ได้ ณ ที่นี้มีแต่คนพูด มีแต่ทฤษฎี เท่านั้น แต่ไม่มีคนที่ปฏิบัติมาแล้วเข้ามาคุยมาอธิบาย ผมเองเป็นคนหนึ่งที่เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ ถ้าไม่จริงแล้วก็คงไม่มีใครในกรุงเทพฯ มาหลงเชื่อทำเว็บให้ผม คือ www2.se-ed.net/prayadcb/ อยากรู้ของจริงก็เข้าไปอ่านได้ แล้วอยากทดสอบก็โทรไปหาคุณกบแก่เจ้าของเว็บได้เลย

ปาริสัชชา
22-10-2004, 05:51 PM
Originally posted by ฝักบัว
ขอถามคุณปาริสัชชาอีกนิด คือมีเด็กคนหนึ่งพอเริ่มนั่งทำจิตสงบครั้งแรก
อายุยังไม่10ขวบ เค้าก็สามารถทำได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นกสินคือให้มองพระพุทธรูป แล้วหลับตา เขาก็สามารถเห็นพระพุทธรูปได้ และยังเห็นแสงของพระพุทธรูปกระจายเป็นรุ้งอีก (ในสมาธิ) พอให้เค้าทำสมาธิแบบกำหนดลมหายใจคือให้ดูลมหายใจเข้าออก เค้าก็จะเห็นท่อลมหายใจ และลมหายใจเข้าออกในท่อใสๆนั้นหดสั้น ยาวตามลักษณะกองลม ให้ดูอวัยวะภายในเค้าก็เห็นหมดไม่ว่าจะเป็ตับไตไส้พุง
ไม่ว่าจะให้เค้าทำสมาธิแบบใดก็ตาม เค้าก็จะเห็นในนิมิตเสมอ(เช่น แสงต่างๆ)
จนเค้าสามารถเห็นสิ่งต่างๆในนิมิตได้ ขนาดลืมตาเค้าก็สามารถเห็นวิญญาณได้
ก็เลยทดลองให้เค้าหลับตาแล้วนำพระเครื่องแบบต่างๆมาให้เค้าจับดู เค้าก็สามารถบอกลักษณะของพระนั้นได้ถูกต้องเช่นบางองค์ถือไม้เท้า เค้าก็บอกถูกบางองค์มีครึ่งองค์เค้าก็บอกถูก ฯลฯ
พวกเราจึงเชื่อว่าเค้าเห็นจริง ตอนนี้เค้าอายุ10กว่าขวบแล้ว ก็นั่งสมาธิบ้างแต่ไม่บ่อย เพราะเรียนหนัก จึงไม่มีเวลา(แต่เรียนเก่งมาก)
แต่เค้าก็สามารถคุยกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้แค่หลับตาเดี๋ยวเดียว
มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเจ้านายสมัยก่อน และพระเกจิฯที่ละสังขารไปแล้วมาปกป้องคุ้มครองและสนทนากับเค้าได้แค่เค้าหลับตาทำสมาธิ
จึงสงสัยว่าทำไมเด็กคนนี้จึงสื่อสารได้เร็วมากเพียงหลับตาแปล๊บเดียว อ้อและองค์ที่เป็นเจ้านายสมัยก่อน(ทุกคนรู้จัก)ท่านบอกว่าท่านและหลวงปู่มักจะติดต่อสื่อสารกับพระทีปฏิบัติดี และกับเด็กๆเป็นส่วนมาก
ท่านไม่ค่อยอยากติดต่อกับคนทั่วไปเท่าใดนัก เพราะกลัวคนเหล่านั้นจะหลงงมงายน่ะ และท่านก็บอกว่าท่านและเทพชั้นสูงทั้งหลายไม่เคยเข้าทรงใครเลย คุณปาริสัชชาว่าจริงไหมและเราจะสอนเด็กคนนี้ให้นั่งสมาธิต่ออย่างไรดี (ไม่เน้นปาร์ฏิหารย์) เพราะพวกเราก็ไม่ค่อยมีความรู้เท่าใดนัก
ขอรบกวนถามแค่นี้ก่อน (ขอบพระคุณที่กรุณาร่วมสนทนาด้วย)


เรียนคุณฝักบัวครับ ..... หากเด็กคนนี้มีตัวตนและเป็นจริงดังที่กล่าวนั้น ผมขออนุโมทนาเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะเด็กคนนี้เป็นผู้บารมีเดิมมาสูงครับ และเชี่ยวชาญในการทำอาโลกสินมาก่อน จึงเป็นเหตุให้เกิดทิพยจักขุญาณได้ว่องไวอย่างนี้

อีกอย่าง การที่เป็นเด็กอยู่นั้นความปรุงแต่งทางใจและนิวรณ์ มีไม่มากเหมือนผู้ใหญ่ จึงบังเกิดญาณได้ง่าย และว่องไว ... อยากให้ช่วยกันประคับประคองใจของเด็กคนนี้ไว้ดีๆนะครับ อย่าไปสงสัยในญาณรู้ของเด็กมากนัก หรือไปใช้ให้เด็กใช้ญาณดูโน้นดูนี่ที่ไม่เอื้อเฟื้อต่อแนวทางธรรม เดี๋ยวจะเฝือ

หากจะแนะนำสมาธินั้น จริงๆน้องคนนี้เค้าทำสมาธิได้อย่างคล่องแคล่วอยู่แล้ว คงทำตามแนวเดิมต่อไปคือพวกกสินแสงสว่าง แต่เพิ่มตัวพิจารณาธรรม(วิปัสสนา) เพิ่มเข้าไปมากๆ และธรรมอันเป็นพื้นฐานเช่น มานะทิฎฐิต้องพึงคอยระวังเช่น อย่าให้มีความรู้สึกว่า ตนเองดีกว่าใคร เสมอใคร หรือด้อยกว่าใคร

ต่อไปน้องท่านนี้จะเป็นผู้เจริญรุ่งเรืองในทางธรรมนะครับ ยิ่งพิจารณาเห็นตับไตใส้พุ่งหรืออวัยวะภายในได้ และเห็นนกองลมในอานาปานสติที่เคลื่อนไหวได้เหมือนเห็นสายลมนั้นเป็นรูปอย่างนี้ ต่อไปก็พิจารณาให้เห็นการเคลื่อนไปของร่างกายตัวเอง ก็จะเห็นรูปที่เคลื่อนไหวได้ตลอด หรือเสียงที่วิ่งเข้ามากระทบใจ ก็จะเห็นว่าเสียงนั้นเกิดและดับในฉับพลัน แม้แต่อารมภ์ต่างๆที่วิ่งเข้ากระทบ ก็จะกำหนดเห็นอารมภ์นั้นอย่างชัดแจ้ง ว่าเป็นสิ่งที่เกิด-ดับ มีสภาพไม่เที่ยง ต่อๆไปก็จะเห็นสภาวะธรรมตามความเป็นจริง จนจิตใจไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งเร้าต่างๆที่มากระทบ จิตใจก็จะเบาสบาย และจะถึงที่สุดแห่งธรรมได้อันใกล้ได้นะครับ

ดังนั้นเจ้านายเก่าที่ว่า หรือพระ(หลวงปู่)ที่ท่านสื่อสารลงมานั้น ท่านมาปกปักษ์รักษา ช่วยประคองจิตใจให้อยู่แล้ว แต่ดังที่ผมกล่าวไว้แต่ต้นคือว่า ให้ประคองใจระวังในเรื่องของมานะทิฏฐิไว้นะครับ แล้วจะผ่านในการเจริญธรรมไปได้ถึงที่สุด ... โมนทนา สาธุอีกครั้งอย่างยิ่งนะครับ ขอให้คุณฝักบัว และน้องท่านนี้ อีกทั้งท่านผู้อ่านทุกท่านพึงเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปครับ :cool:

ณฐมณฑ์
22-10-2004, 06:03 PM
(y) ขออนุโมทนากับคำตอบของคุณปาริสัชชาข้างบนนี้ค่ะ

ลำดวน
22-10-2004, 06:52 PM
Originally posted by casy99
เห็นว่ายิ่งวันก็ไปกันใหญ่แล้ว พิจารณา 4 อย่างให้ชัดเจนหาข้อสรุปกันก่อนดีกว่ามั๊ง ว่าทั้งสี่ข้อนี้เริ่มและยุติอย่างไร 1. ทุกข์ 2. สมุทัย 3. นิโรธ 4. มรรค
ข้าฯ คิดว่าเพียง ข้อที่ 1 ความเห็นก็หาข้อยุติกันไม่ได้แล้วละ แล้วทำไมต้องไปพิจารณาเรื่องที่ไม่มีประโยขน์กันด้วย พุทธศานิกชนทั้งหลาย

"ปัจจัตตัง เวทิตัปโพ วิญญูหิติ"

หล่อมั้กมาก มีแฟนหรือยังคะ ท่าจะเป็นพระโสดาบันเสียแล้ว

ฝักบัว
23-10-2004, 01:04 AM
ขอบพระคุณและขออนุโมทนาสาธุในคำตอบของคุณปาริสัชชาเป็นอย่างยิ่ง
เด็กคนนี้ปรกติถ้าคนในบ้านไม่บอกให้นั่งสมาธิหรือไม่ได้ให้คุยกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์
เค้าก็จะไม่สนใจทำเลย เพราะเค้าใช้วิถีชีวิตแบบฝรั่ง และโตในต่างประเทศ
จึงเป็นอันว่าเรื่องทิฏฐิอย่างที่คุณบอกนั้น คงไม่มี แต่จะมีปั_หาเรื่องไม่มีผู้รู้คอยสอนเค้าเรื่องจุดมุ่งหมายสูงสุดของการฝึกสมาธิ(เพื่อพระนิพพาน)
ตอนที่พวกเราทดลองให้เค้าจับพระเครื่องนั้น หลวงปู่ก็เตือนเหมือนที่คุณบอกเลยคือบอกว่าไม่ควรทำ แต่ไม่บอกเหตุผล
ต่อไปถ้าพวกเราสงสัยอะไรเรื่องการทำสมาธิหวังว่าคุณปาริสัชชา คงเมตตาช่วยชี้แนะและให้ความกระจ่าง(เคยเห็นคุณแสดงความเห็นในเว็บพันทิพย์แล้วรู้สึกศรัทธาจริงๆ)

ปาริสัชชา
23-10-2004, 02:52 AM
Originally posted by ฝักบัว
ขอบพระคุณและขออนุโมทนาสาธุในคำตอบของคุณปาริสัชชาเป็นอย่างยิ่ง
เด็กคนนี้ปรกติถ้าคนในบ้านไม่บอกให้นั่งสมาธิหรือไม่ได้ให้คุยกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์
เค้าก็จะไม่สนใจทำเลย เพราะเค้าใช้วิถีชีวิตแบบฝรั่ง และโตในต่างประเทศ
จึงเป็นอันว่าเรื่องทิฏฐิอย่างที่คุณบอกนั้น คงไม่มี แต่จะมีปัญหาเรื่องไม่มีผู้รู้คอยสอนเค้าเรื่องจุดมุ่งหมายสูงสุดของการฝึกสมาธิ(เพื่อพระนิพพาน)
ตอนที่พวกเราทดลองให้เค้าจับพระเครื่องนั้น หลวงปู่ก็เตือนเหมือนที่คุณบอกเลยคือบอกว่าไม่ควรทำ แต่ไม่บอกเหตุผล
ต่อไปถ้าพวกเราสงสัยอะไรเรื่องการทำสมาธิหวังว่าคุณปาริสัชชา คงเมตตาช่วยชี้แนะและให้ความกระจ่าง(เคยเห็นคุณแสดงความเห็นในเว็บพันทิพย์แล้วรู้สึกศรัทธาจริงๆ)


สาธุเช่นกันครับ... คุณฝักบัวและเด็ก(น้อง)ท่านนี้ ต่อไปจะเป็นกำลังของพระศาสนา... ผมเองก็เพียงตอบไปตามที่เคยได้ยินมาบ้างเท่านั้นครับ ยังไม่กล้าที่จะแนะนำใครมากนัก ก็หวังเพียงว่าได้เล่าสู่ประสบการณ์และได้แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันมากกว่านะครับ .... โมทนาอีกครั้งครับ :cool:

ตุ๊ด
23-10-2004, 11:14 PM
หึๆ(f)

Peet
31-10-2004, 11:28 PM
ขอโมทนาครับคุณปาริสัชชา
สบายดีไหมครับ ยังคิดถึงอยู่เสมอนะครับ
ช่วงนี้ผมมีเริ่มเวลาว่างเหลือเยอะครับ อยากไปเข้ากรรมฐานแบบหนักๆซักที มีที่ไหนแนะนำไหมครับ

ปาริสัชชา
01-11-2004, 05:43 AM
สวัสดีครับคุณพีท...ผมก็คิดถึงอยู่เสมอเช่นกันครับ ... :)
สุขภาพผมก็เหมือนเดิมครับ คือป่วยๆประจำ ...

พอดีเลยครับช่วงนี้เป็นเดือนเกิดผม ผมตั้งใจจะไปอยุธยา แวะไปวัดท่าซุง และอาจเลยไปลำปางที่ถ้ำสุขเกษมสวรรค์ เพื่อไปพิสูจน์อะไรบางอย่างหน่ะครับ

กลับมาคงได้ไปภาวนาบนยอดเขาที่ถ้ำประทุนสักสัปดาห์หน่ะครับ วันนี้ผมขึ้นไปสำรวจแล้ว สัปปายะดีมากครับ เหมาะกับการภาวนา แต่งูจะชุมหน่อย

หากคุณพีทสะดวก ก็จะเป็นจังหวะดีเลยครับ ผมจะได้มีเพื่อน ก็มีกุฎิในป่าว่างอยู่ หรือจะปักกลดบนยอดเขากับผมก็ได้ครับ ทางเดินจงกรมทำไว้ดีแล้วด้วยครับ

Nobita78
02-04-2006, 01:24 AM
[b-wai]

๙๙๙๙๙๙๙๙๙
02-04-2006, 11:36 AM
สาธุครับ เป็นเรื่องจริงครับตรงมากๆผมมีองค์เทพอยู่เลยรู้มาเหมือนกานครับ

The Third Eyes
03-04-2006, 11:02 PM
สำหรับคนที่มีตาที่สาม
เห็นคนที่มีองค์ใน ง่ายที่สุด
มองเมื่อใด เห็นทันทีเมื่อนั้น
1. ออร่า จะมีสีเดียว คือสีแดงกับ น้ำตาล
พอมองก้จะคันตา แสบตา
2. ถ้าเป้น โอปาติกะ พลังอ่อน พอมองก็จะหลุดออกจากร่างนั้นไป
3. จะเห็นดวงแสงกลม หลากสี ตรงตำแหน่งที่ตั้งของ ต่อม ไพเนียลในแกน
สมอง ขนาด ประมาณ นิ้วโป้ง
4. เมื่อใดที่เห็น เราสามารถเชิญท่านออกมา นอกร่าง แล้ว สนทนากันได้
ทำอยู่เป็นประจำ ในคำถามว่า ใครเป็นผู้ดูแลคนๆๆนี้

kikkapoozuza
04-04-2006, 04:52 PM
ขอบคุณค่าเพื่อนๆ สมาชิก+ขอบคุณอาจารย์ตาที่สามด้วยนะคะ
ที่ช่วยโพสต์แนะนำนะคะ เรื่องที่น่าสนใจหลายเรื่อง
ได้ประโยชน์แยะเลยค่า...อิอิ

รู้สึกว่า...เวบนี้เพื่อนสมาชิกน่ารักๆ กันหลายคนเลยค่า
สนับสนุนให้เพื่อนๆ สมาชิกแต่ละคนให้ร่วมกัน
ปฏิบัติดี-ปฏิบัติชอบ สร้างบุญกุศลกันต่อไป

ขออนุโมทนา..สาธุ ด้วยนะคะ...^o^[b-wai]

Bank Chelsea
04-04-2006, 09:36 PM
อืม อาจจะจริงครับ แต่บางข้อคนที่ไม่มีก็อาจจะเป็นได้นะครับ

Bank Chelsea
04-04-2006, 09:37 PM
คุณ99999มีองค์เทพ องค์ไหนครับ

431240
04-04-2006, 11:46 PM
หลวงพ่อวัชระ เอกวัณโณ
เปิดโลกธรรม ลดแรงกรรม แก้ไขกรรมของสัตว์โลก
ด้วยพลังธาตุธรรม เมตตาบารมี
ณ วัดถ้ำแฝด ต.เขาน้อย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี

ร่างทรงองค์เทพ
เมื่อได้คุยกันถึงเรื่องความเข้าใจผิดหรือความหลงผิดของมนุษย์มาแต่ครั้งพุทธกาลแล้ว ความคิดเหล่านี้ก็ยังมีอยู่ในทุกยุคทุกสมัย จนบางครั้งดูเป็นความหลงผิดอย่างมหันต์ เช่น ความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์ต่าง ๆ โดยขาดการพิจารณาไตร่ตรอง หลงยึดติดในเรื่องอิทธิฤทธิ์จนเกินไป ทำให้หลงเป็นเหยื่อของเหล่า 18 มงกุฎ ที่ชอบอวดอ้างตนเอง ตั้งตัวเองเป็นเกจิอาจารย์ ใช้เล่ห์กลมายาและหน้าม้าขบวนการหลอกล่อ กระทำเรื่องราวต่าง ๆ อวดอ้างเป็นผู้วิเศษในเรื่องราวต่าง ๆ จนผู้คนหลงเชื่อ ในที่สุดก็ต้องสูญเสียเงินทองไปกับกลุ่มคนเหล่านี้อย่างช่วยไม่ได้
การเจ็บป่วยของมนุษย์นั้น จัดได้ว่าเป็นความทุกข์อย่างหนึ่งที่พบเห็นกันอยู่ทุกวัน ดังได้กล่าวมาแล้ว หากเกิดจากดินฟ้าอากาศแปรปรวน เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว ก็อาจเจ็บป่วยเป็นไข้หวัด ไอหรือจาม เพียงกินยาหรือหาหมอก็หาย บางคนอาจมีวิตกจริตมากชอบคิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ อย่างมากมายจนเกิดความเครียด นำไปสู่โรคหัวใจ โรคประสาท ก็เป็นไปได้ แต่บางโรคเพียรพยายามจะรักษาอย่างไรก็ไม่หาย กินยากันเป็นปี ผ่าตัดกันเป็นประจำ ก็ไม่หาย
ดังนั้นหนทางแห่งการแก้ไข ก็เลยหนีจากทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มาเป็นไสยศาสตร์ หาร่างทรงองค์เทพกันไป หายก็มี ไม่หายก็มี เพราะถ้าโชคดี พบกับผู้มีภูมิความรู้จริง ๆ ก็คงจะหาย แต่ถ้าพบผู้แอบอ้างแฝงมาหากิน ก็คงจะเสียเงินมากกว่าจะหาย
สิ่งหนึ่งที่มักจะพบเห็นมักได้แก่ ถูกทักทายว่ามีองค์ และจะต้องครอบขันธ์ครู รับองค์เทพไปบูชามิฉะนั้นจะไม่หายป่วย บางทีอาจถึงตาย คนเรามาถึงขั้นนี้มีหรือจะไม่ยอม ส่วนใหญ่จะยอมรับขันธ์กัน เพราะอยากหายและอยากรวย ดังนั้นเมื่อถูกทักว่ามีองค์ก็อย่าเพิ่งหลงดีใจ เพราะอาจจะเป็นก้าวแรกที่ท่านจะต้องเสียเงินให้แก่ตำหนักนี้อีก เรื่อย ๆ เช่น การครอบขันธ์ งานไหว้ครู เป็นต้น ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า ท่านมีองค์จริงหรือ ? ….หรือว่า ถูกหลอก !
คนทรงเจ้าหรือเจ้าเข้าทรง
ก่อนที่เราจะเข้าสู่เนื้อหาสาระในเรื่อง เกี่ยวกับความเชื่อถือในเรื่องการเข้าทรง ก็อยากจะให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณาในเรื่องดังกล่าว 2 ประเด็นด้วยกันคือ
1. คนทรงเจ้า หมายถึงคนธรรมดาที่ไม่มีเทพมาประทับ แต่จะแสดงตนแอบอ้างชื่อองค์เทพใหญ่ ๆ ที่มีคนนับถือมาก ๆ โดยอาศัยความรู้ในเรื่องไสยศาสตร์ เวทย์มนต์คาถาอาคม วิทยากล สมุนไพร ดูดวง เข้ามาประกอบ ทำให้คนหลงเชื่อว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือมาจริง ๆ โดยหารู้ไม่ว่าเป็นการแสดงมายาเพื่อจะแอบอ้างกอบโกยเอาเงินทองจากผู้หลงไหลในเรื่องเหล่านี้ ร่างทรงพวกนี้จึงเป็นพวกมิจฉาทิฎฐิ ที่อาศัยคำพูดและการแสดงที่จะทำให้คนเชื่อถือ หลอกให้เชื่อว่าเป็นมหาเทพลงมาประทับ เช่น ศิวะ นารายณ์ เป็นต้น
2. เจ้าเข้าทรง หมายถึงผู้ที่มีองค์เทพลงมาประทับจริง ๆ เพื่อสร้างบารมี บางทีร่างทรงจะไม่รู้อะไรเลยในระหว่างที่องค์เทพผ่านมาประทับร่าง ดังนั้นร่างทรงประเภทนี้จะมีน้อยมากเพราะองค์เทพมีความประสงค์ที่จะมาช่วยบำบัดทุกข์ให้มนุษย์เพื่อสร้างบารมี ไม่โกงกินไม่แบ่งชนชั้นวรรณะ คอยช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก เพื่อสั่งสมบารมีร่วมกับร่าง จึงทำให้พอมีกินมีใช้ ไม่ร่ำรวยมากนัก องค์เทพท่านจึงต้องเลือกร่างที่มีบุญบารมีมาก ๆ เท่านั้น คนชั่วช้าขาดศีลขาดศีลขาดธรรมท่านจะไม่เอาด้วย เว้นแต่เทพในระดับต่ำ ๆ ที่มีนิสัยเกเรเป็นสัมภเวสี เป็นเทพกึ่งเปรตที่ไม่มีวิมานอยู่ เพราะตอนกลางวันเป็นเทพแต่พอตกกลางคืนก็กลายเป็นเปรตหรือปีศาจเที่ยวหลอกหลอนชาวบ้าน จึงจับร่างที่ชั่วช้าสามานต์มาเป็นบริวารแห่งตน เพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากเครื่องเซ่นสังเวยและอื่น ๆ มีนิสัยอันธพาล อิจฉาตาร้อนชอบกลั่นแกล้งผู้อื่น อาศัยวิชาเดรัจฉานเลี้ยงชีพ จึงต้องรู้จักใช้วิจารณญาณในการพิจารณาเรื่อง การทรงเจ้าเข้าผี ดังที่ว่า
เหตุที่ทำให้มีองค์เทพฯ
ปฐมเหตุของการเกิดร่างทรงองค์เทพมากมายในยุคนี้ กล่าวกันว่าเมื่อครั้งพุทธกาล ก่อนที่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนชีพอยู่ พระพุทธองค์ได้ตรัสกับพุทธบริษัททั้งหลายว่า พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนมีอายุ 5,000 ปี แต่ของพระองค์นั้นต้องการจะให้พระศาสนามีอายุเพียง 2,500 ปี เท่านั้น
พระอานนท์จึงทูลถามว่า เหตุใดพระองค์จึงมิให้พระศาสนาดำรงอยู่จนครบ 5,000 ปี ดังพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
“แล้วผู้ใดเล่าจะเป็นผู้ดูแลพระศาสนา” พระอานนท์จึงทูลว่า
“ขอให้พระภิกษุสงฆ์ สามเณร ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นพุทธบริษัทเป็นผู้ดูแลและบำรุงรักษาพระพุทธศาสนากึ่งหนึ่งเป็นเวลา 2,500 ปี “
พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงอนุญาต แล้วทรงถามต่อไปอีกว่า ใครจะขออะไรบ้าง
ปวงเทพทั้งหลายทุกเหล่าชั้น อันได้แก่ พระอินทร์ พระพรหม พระยม พระกาฬ เหล่าเทพเทวาทั้งหลาย จึงพร้อมใจกันกราบทูล ขอให้ปวงเทพได้ดูแลและบำรุงพระพุทธศาสนาต่อไปอีกครึ่งหนึ่งของพระอานนท์คือ 1,250 ปี
พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงอนุญาตอีก แล้วทรงถามต่อไปว่าใครจะขออะไรอีก
เหล่าพญาครุฑ คนธรรพ์ นาคราช ท้าวกุเวร กินนร กินนรี และภูติผีปีศาจ จึงกราบทูลขอดูแลอายุพระศาสนาเท่าที่เหลือ 1,250 ปี ให้พวกเขาได้ดูแลรักษา จนกว่าพระศาสนาจะค่อย ๆ เรียวเล็กลงไป ยุคนั้นมนุษย์จะมีร่างกายเล็กลงไปตามลำดับ ถึงกับต้องปีนบันไดสอยลูกมะเขือ หรือเก็บเม็ดพริก พระสงฆ์สาวกก็จะร่อยหรอแทบว่าจะไม่มีเหลือ จะเหลือเพียง ผ้าเหลืองผืนน้อย ๆ ห้อยอยู่ที่หู เพื่อให้เป็นที่สังเกตุว่าเป็นพระสงฆ์เท่านั้น พระศาสนาก็จะเสื่อมถอยลงไปจนหมดพอดี 5,000 ปี ตามพุทธฎีกาที่กำหนดไว้
เมื่อถึงกึ่งพุทธกาล 2,500 ปี เป็นต้นมา จึงเป็นหน้าที่ของเทพพรหมเทวาทั้งหลายที่จะมาทำหน้าที่อุปถัมภ์ค้ำชูทนุบำรุงสืบพระศาสนาขององค์สมณโคดม ตามที่ได้ทูลขอกับพุทธองค์ไว้ จึงเป็นเหตุในเกิดมีร่างทรงองค์เทพมากมายในปัจจุบัน
อนึ่ง องค์เทพเป็นเพียงอากาศธาตุเท่านั้น จึงจำเป็นต้องอาศัยสังขารของมนุษย์ที่มีธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ โดยการมาแฝงบังคับร่าง เพื่ออาศัยติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ได้ นำพาพุทธบริษัทบริจาคทานสร้างวัดวาอารามต่าง ๆ โดยอาศัยการช่วยเหลือบำบัดทุกข์ร้อน รักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับมนุษย์ และบอกบุญกับสานุศิษย์ผู้ศรัทธาได้ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลในโอกาสต่าง ๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อการสืบพระศาสนาเป็นสำคัญ
ดังนั้นการที่องค์เทพจะมาเกี่ยวข้องกับมนุษย์นั้นก็ด้วยเหตุ 2 ประการ คือ
1. ญาณจุติ หมายถึงภาระหน้าที่ในการเกิดเป็นมนุษย์ตามวาระ และเป็นส่วนหนึ่งของเทพที่ลงมาจุติ เพื่อมารับกรรมบางอย่างและเพื่อทำหน้าที่ในการเป็นผู้นำทางศาสนา เช่น พระสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา ผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เป็นผู้นำทางฝ่ายสงฆ์หรือฆราวาสก็ตาม ที่เป็นผู้ใฝ่ในการปฏิบัติจนได้ญาณหรือฌาณ และมักจะลำบากในช่วงแรกแต่จะสบายในช่วงปลาย
2. ญาณแฝง หมายถึง องค์เทพในระดับต่าง ๆ ที่ยังไม่ถึงวาระการเกิดเป็นมนุษย์ แต่มีความเลื่อมใส ปรารถนาจะช่วยส่งเสริมและมีส่วนร่วมในการสืบพระศาสนาด้วย ครั้นจะลงมาเกิดใหม่เพื่อสร้างบุญ ก็จะต้องรอเวลาอีกนานกว่าจะถึงเวลานั้น ญาณนี้แหละทีมักถูกเรียกกันว่า “องค์” ซึ่งแยกตามภาระหน้าที่ได้ 2 ประการด้วยกัน
· ความสัมพันธ์ในอดีต คือให้การอารักขาผู้ที่ได้มาจุติเป็นมนุษย์ เพราะเคยเกี่ยวสัมพันธ์กันมาแต่ชาติปางก่อน เมื่อร่างนี้ได้ทำบุญและแผ่เมตตาให้ ก็จะได้ร่วมอนุโมทนาบุญด้วยกัน ขณะเดียวกันก็จะคอยปกป้องคุ้มครอง ช่วยเหลือการทำมาหากิน ดลจิตดลใจ หรือเกิดเป็นลางสังหรณ์ในเรื่องราวต่าง ๆ จะพาสร้างบารมีทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา บางครั้งเวลาสวดมนต์นั่งกรรมฐานองค์เทพท่านจะพาสวดมนต์เป็นภาษาเบื้องบนหรือภาษาเทพไปเลยก็มี ความสัมพันธ์ดังกล่าวได้แก่
1. เคยมีบุญคุณกันมาก่อนที่จะลงมาจุติเป็นมนุษย์ หรือ ในอดีตชาติ
2.เคยติดหนี้บุญคุณกันมาก่อนที่จะลงมาจุติเป็นมนุษย์ หรือ ในอดีตชาติ
3.เคยเป็นบุตรหลานหรือบริวารกันมาก่อน
4.เกิดจาการสวดมนต์อ้อนวอนขอบารมีจากเทพเป็นประจำ จึงลงมาช่วย
· ทำหน้าที่เป็นม้าทรง หรือ ร่างทรง ในกรณีเช่นนี้ส่วนใหญ่จะตายแล้วฟื้นขึ้นมาใหม่ เนื่องจากองค์เทพที่มาจับร่างเห็นว่า เป็นคนดีและมีบารมีพอ บังเอิญมาหมดอายุขัยก่อน ท่านก็เลยต่ออายุให้ ดังนั้นร่างนี้จึงต้องสร้างบารมีชดใช้หนี้บุญคุณขององค์เทพ โดยเป็นร่างทรงหรือสื่อที่จะติดต่อมนุษย์เพื่อสร้างบารมีร่วมกัน ในการทำนายทายทัก รักษาโรค หรือ อื่น ๆ สุดแท้แต่องค์เทพท่านจะเห็นสมควร และเมื่อถืงเวลาหรือหมดหน้าที่ก็จะต้องตายจริง ๆ
บางคนอาจสงสัยว่า “เทพ พรหม” มีบารมีมากพอแล้ว ทำไมถึงต้องลงมาเกี่ยวข้องกับมนุษย์อีก ทั้งที่ร่างกายมนุษย์มีแต่ของเน่าเหม็นเต็มไปหมด ดังนั้นเราควรศึกษาให้เข้าใจก็จะได้หายสงสัย เพราะความเป็นเทพพรหมแม้จะได้ชื่อว่าเป็นสุคติภูมิ แต่ก็ย่อมมีอายุขัยแม้จะเป็นหมื่นปีแสนปี สักวันหนึ่งมาถึงก็ย่อมจะต้องลงไปจุติใหม่ตามวิบากกรรม
เหตุฉะนั้นเทพพรหมผู้ไม่ประมาท จึงต้องขวนขวายหมั่นสร้างบุญกุศลให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป อนึ่งในความเป็นเทพพรหมนั้นย่อมอยู่ในสภาวะที่เรียกกันว่า “โอปปาติกะ” คือมีความเป็นทิพย์ที่ละเอียด ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยตาเปล่า เว้นแต่ผู้ที่ฝึกจิตจนใสละเอียดในระดับเดียวกันจึงสามารถมองเห็นตัวกันได้
ดังนั้นหนทางแห่งการสร้างบุญจึงมีขีดจำกัด ด้วยอานิสงก์แห่งบุญนั้นเอง ไม่เหมือนมนุษย์ย่อมสามารถบำเพ็ญบารมีได้ถึงชั้นสูงสุดคือ พระนิพพาน แม้แต่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านอยู่สวรรค์ชั้นดุสิตก็ยังต้องมาจุติในภพมนุษย์ เพราะต้องอาศัยสังขารหรือธาตุขันธ์ 5 เพื่อชดใช้หนี้เวรหนี้กรรม จนบรรลุพระโพธิญาณ ได้เป็นพระพุทธเจ้าในที่สุด
ทีนี้เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เรามีองค์หรือเปล่า หรือชอบไปเที่ยวหาร่างทรงตามตำหนักต่าง ๆ เป็นเทพจริงหรือเปล่า หรือเป็นเพียงสัมภเวสีที่แอบอ้างหากินไปวัน ๆ พอถูกเขาทักว่ามีองค์ก็เลยพาลรับขันธ์ 5 ไปเลยก็มี ถ้าทำถูกต้องก็ดีไป ถ้าทำไม่ถูกต้อง กลายเป็นว่าเอาผีมาใส่ไว้ในตัวก็จะซวยไปกันใหญ่ เพราะบางทีเราไม่ทราบว่า ตำหนักไหนแท้หรือเทียม บางคนไม่มีอะไร แต่พอเห็นเขามีองค์ก็พาลอยากจะเป็นบ้าง ก็เลยทำให้มีทั้ง “คนทรงเจ้า” “เจ้าเข้าทรง” ก็อยู่ในวิจารณญาณของท่านที่ต้องพิจารณาศึกษาให้ดีเสียก่อน
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราลุ่มหลงในเรื่องของ “เทพพรหม” เพราะไม่ใช่ทางหลุดพ้น ยังต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีก จึงไม่สอนให้ไปยึดติดในภพภูมิเหล่านั้น แต่ไม่ได้ทรงปฏิเสธในเรื่องเทพพรหมว่ามีจริง เพราะแม้ครั้งพุทธกาลก็เคยเสด็จไปโปรด พุทธมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงษ์ แม้ในพุทธกิจก็ยังแบ่งเวลาไปโปรดเทพเทวดาในชั้นภูมิต่าง ๆ จนมีผู้สำเร็จอริยบุคคลไปเป็นจำนวนมาก
การรับขันธ์
หลายคนคงจะประสพปัญหาเกี่ยวกับชีวิต หน้าที่การงาน การเจ็บป่วย เชื่อถือในเรื่องไสยศาสตร์ สิ่งลี้ลับ ก็มักจะไปตามตำหนักทรงต่าง ๆ บ่อยครั้งที่ถูกทักว่า “มีองค์” ต้องรับขันธ์ จึงจะทำให้ชีวิตหน้าที่การงาน การเงิน คู่ครอง การค้าขาย หรือ สุขภาพจะดีขึ้น แรก ๆ ก็อาจเฉย ๆ พอถูกทักบ่อยเข้าชักเขวเหมือนกัน ก็เลยตกกระไดพลอยโจนไปกับเขาด้วย ขันธ์หนึ่งก็ไม่ต่ำกว่า 500 บาทขึ้นไป จนเหยียบ 10,000 บาท แล้วแต่จะเป็นขันธ์ 5 ขันธ์ 8 ขันธ์ 9 ขันธ์ 10 ขันธ์ 16 ก็ว่ากันไป ตามอัตตภาพ ไม่รู้ว่าอุปทานหรือไม่ บางคนก็ว่าอะไร ๆ ดีขึ้น แต่ส่วนใหญ่พบว่าเลวยิ่งกว่าเก่า ปัญหารุมเร้าหนักกว่าเดิม พาลเป็นบ้าเป็นบอ เจ็บป่วยหนักกว่าเดิมก็แยะ
ขันธ์ 5 คือ เครื่องสักการะบูชา ที่ผู้จะมาขอเป็นศิษย์จัดมาให้ครูบาอาจารย์ เพราะในบรรพกาลผ่านมาจวบจนปัจจุบัน การเรียนรู้สารพัดวิชา จะต้องอาศัยการศึกษาจากผู้ที่เป็นครู และการจะขอเรียนวิชาการเหล่านั้นก็จำเป็นต้องจัดตั้งขันธ์ 5
ขันธ์ 5 ดังกล่าวประกอบด้วย ดอกไม้ขาว ธูป เทียน ผ้าขาว และใช้ใบตองทำกรวยทรงแหลม 5 กรวย บรรจุดอกไม้ ธูป เทียน 5 คู่ ใส่ลงในกรวยทั้ง 5 แล้วจึงนำวางลงบนผ้าขาวที่วางรองรับอยู่บนพานหรือภาชนะ แล้วจึงนำเข้าไปกราบครูบาอาจารย์ เพื่อขอเป็นศิษย์ ซึ่งผู้เป็นครูก็จะตรวจดูดวงชะตา ว่าสมควรจะรับเป็นศิษย์ได้หรือไม่ เพราะบางทีจะกลายเป็นศิษย์คิดล้างครูได้ในภายหลัง จึงจำเป็นต้องตรวจเช็คดูเสียก่อน หากไม่ประสงค์จะรับเข้าเป็นศิษย์ก็จะไม่รับขันธ์ 5 หากพิจารณาเห็นสมควรแล้วก็รับขันธ์ 5 นั้นมา
ขันธ์ครู คือ เครื่องมงคลทั้ง 5 ที่ผู้เป็นครูประสิทธิประสาทพร ในรูปแบบของวัตถุให้กับศิษย์เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติ และเป็นที่รำลึกแก่ศิษย์ให้มีความขยันหมั่นเพียรศึกษาวิชาความรู้ที่ครูมอบให้ไปศึกษาเล่าเรียน
ขันธ์ 5 องค์เทพ หมายถึงขันธ์ 5 และขันธ์ครูรวมเข้าด้วยกันนั่นเอง
กรณีการรับขันธ์
ขันธ์ 5 ของมนุษย์นั้น ประกอบไปด้วย รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์
เทพ เป็นจิตวิญญาณ มีขันธ์เพียง 3 ขันธ์ คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ จึงต้องอาศัยการแต่งขันธ์ 5 ของมนุษย์ ที่จัดตบแต่งขึ้นมาเป็นตัวแทนของตน ว่าได้ยอมรับเป็นร่างให้กับเทพองค์นั้น ๆ และยังหมายถึงข้อตกลง ระหว่างเทพกับมนุษย์ผู้ตกลงปลงใจยอมรับหน้าที่เป็นสังขารขันธ์ให้กับองค์เทพผู้นั้นไว้ใช้ร่างของตนสร้างบารมี โดยมีองค์เทพผู้ทำพิธีมอบขันธ์ให้เป็นสักขีพยาน หากแม้นมีใครระหว่างเทพกับมนุษย์มีการผิดข้อตกลง ก็ต้องเดือดร้อนถึงผู้เป็นครูที่เป็นสักขีพยาน จะต้องทำหน้าที่ว่ากล่าวตักเตือนผู้กระทำผิดต่อไป
ดังนั้นความหมายของการรับขันธ์ขององค์เทพ จึงเป็นสัญญาใจหรือข้อตกลงในการประพฤติปฏิบัติทำหน้าที่เหมือนเป็นตัวแทนแห่งเทพ ดังนั้นจึงต้องปฏิบัติตนให้ถูกต้องในความหมายดังนี้
ขันธ์ 5 หมายถึงการรับศีล 5 มาปฏิบัติโดยเคร่งครัด ถ้าทำไม่ได้ก็อย่าเผลอไปรับเข้า มิฉะนั้นอาจถูกลงโทษได้
ขันธ์ 8 หมายถึงการรับศีล 8 ซึ่งจะต้องประพฤติพรหมจรรย์ ห้ามร่วมหลับนอนฉันท์สามีภรรยา งดเว้นอาหารมื้อเย็น สวดมนต์ไหว้พระ เจริญสมาธิภาวนา เหมือนการถือศีลบวชพราหมณ์นั่นเอง
ขันธ์ 9 หมายถึงการรับศีลอุโบสถ ถือศีล 8 เคร่งครัด เด็ดดอกไม้ก็ไม่ได้ ดมดอกไม้หรือเครื่องหอมก็ไม่ได้ กินแต่อาหารเจ หรือมังสวิรัติ
ขันธ์ 10 หมายถึงศีลของสามเณรหรือสามเณรี ก็เท่ากับการถือบวชโดยถือสิกขาบท 10 ประการ
ขันธ์ 16 หมายถึงศีลของนักบวช ที่มุ่งการบำเพ็ญสมาธิภาวนา กินอาหารมือเดียว งดเว้นของสดของคาว กินแต่ผลไม้ เผือกมัน ไม่เที่ยวเดินพลุกพล่าน อยู่ด้วยการสำรวมปฏิบัติ นั่งสมาธิเป็นที่เป็นทาง แทบจะทำตัวเหมือนนักบวช เพียงแต่เป็นการบวชใจไม่ได้บวชกายเท่านั้น
ดังนั้นหากถือปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้วไม่ได้ ก็จงอย่าได้รับเลย หากแม้นมีใครแนะนำให้รับก็จงพิจารณาให้ถ้วนถี่เสียก่อน เพราะการรับขันธ์นั้นไม่ใช่เพียงนำมาบูชาเท่านั้น จะต้องปฏิบัติเป็นประจำด้วยก็คือ การสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ แผ่เมตตาถึงองค์เทพที่รับมาด้วยจึงจะถูกต้อง ไม่เช่นนั้นแล้วอาจสร้างปัญหาให้เดือดร้อนได้ เพราะถือว่าผิดสัจจะที่รับมา
ถ้าจำเป็นต้องรับด้วยเหตุอันใดก็ตาม เช่น นิมิตจากองค์เทพมาบอกเอง ก็ควรพิจารณาให้ดีว่าจะรับจากใคร หรือถ้าเป็นตำหนัก ก็ต้องดูว่าร่างนั้นปฏิบัติตนอยู่ในหลักศีลธรรมหรือไม่ เหมาะที่จะเป็นครูบาอาจารย์ที่จะทำพิธีมอบขันธ์ให้หรือเปล่า เพราะหากเป็นร่างที่แอบอ้าง หรือเป็นเทพกึ่งเปรต ก็อาจจะนำเอาบริวารที่เป็นตีนโรงตีนศาลมาครอบให้แทน ก็จะวุ่นวายไปกันใหญ่ อันนี้ต้องระวังให้หนัก
สัจจะองค์เทพฯ
มนุษย์เมื่อรู้ว่าจำเป็นต้องรับขันธ์ เพื่อยอมอุทิศตนเป็นร่างให้กับองค์เทพแต่ละองค์นั้น ก็จำเป็นต้องทราบว่า ควรจะปฏิบัติตนอย่างไรจึงสมควรแก่ภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ดังเช่น
1. การปฏิบัติตัว คือการทำตนเองให้เป็นนักบุญ หมั่นแสวงหาบุญกุศลเหมือนการสร้างสั่งสมบารมีให้มากที่สุด เช่น การไหว้พระสวดมนต์ ทำบุญใส่บาตร ถือศีล กินเจ สมาธิภาวนา
2. การปรนนิบัติ คือการใช้หนี้ใช้สิน อันเกิดจากชาตินี้และชาติที่ผ่านมา รู้จักกตัญญูและกตเวที เช่น การปรนนิบัติ บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณ เป็นต้น
3. การโปรดสัตว์ คือการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ หรือสัตว์โลกทั้งหลายให้พ้นทุกข์ เท่าที่จะสามารถทำได้ รู้จักมีเมตตาธรรมนั่นเอง
ส่วนสิ่งที่มนุษย์จะได้รับตอบแทนจากองค์เทพนั้น ขึ้นอยู่กับการอธิษฐานขอในตอนครอบขันธ์ ทั้งนี้ทั้งนั้นย่อมไม่เกินกฏแห่งกรรม
ลักษณะของชั้นเทพ
ลักษณะของจิตวิญญาณในระดับต่าง ๆ ที่ลงมาประทับทรงหรือเข้าทรงมนุษย์นั้น หากเรารู้จักสังเกตุให้ดี ก็พอจะแยกได้ว่า เป็นเทพหรือเป็นผี โดยอาศัยหลักพิจารณาโดยสังเขปดังนี้
1. ประทับทรงจากส่วนล่าง จิตวิญญาณใดที่ประทับทรงจากปลายเท้าขึ้นมา มักจะเป็นพวกสัมภเวสี หรือ วิญญาณมนุษย์ที่ตายไปแล้ว
2. ประทับทรงจากด้านหลัง จิตวิญญาณใดประทับทรงจากด้านหลัง มักจะเป็นวิญญาณทั่วไปที่มีฤทธิ์อำนาจ ซึ่งมักจะเรียกขานกันว่า เจ้าพ่อ เจ้าแม่ เจ้าปู่ ฯลฯ
3. ประทับทรงจากด้านหน้า จิตวิญญาณใดที่ประทับทรงจากด้านหน้า มักจะเป็นวิญญาณของมนุษย์ที่ไปเกิดเป็น เทวดาชั้นจาตุมฯ ที่อยู่ใกล้ชิดมนุษย์
4. ประทับทรงจากทางบ่า จิตวิญญาณใดที่ประทับทรงจากทางบ่า มักจะเป็นเทพหรือดาบสที่มีฤทธิ์ ในระดับกลาง ๆ
5. ประทับทรงจากกลางกระหม่อม จิตวิญญาณใดที่ประทับทรงจากส่วนศรีษะหรือกระหม่อม มักจะเป็นเทพในระดับสูง
คำแนะนำ
ดังนั้นถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ จะมีองค์หรือไม่ก็ตาม ถ้าท่านหมั่นสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ แผ่เมตตาถึงครูบาอาจารย์ องค์เทพเทวาที่คุ้มครองรักษาตนเอง ก็น่าจะเพียงพอ เพราะการที่เทพมาอยู่กับเราก็ด้วยเหตุที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น คือปรารถนาจะได้ร่วมสร้างบารมี และช่วยเหลือผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกันมาก่อน พาร่างสร้างบารมีทำบุญไหว้พระ สร้างแต่กรรมดี ชอบช่วยเหลือผู้อื่น
ถ้าเราทำได้ดังนี้ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องไปรับขันธ์ เทพเป็นผู้ที่มีจิตเมตตา ประกอบด้วย หิริโอตตัปปะ คือความละอายและเกรงกลัวต่อบาป ย่อมไม่สร้างปัญหาใด ๆ ให้กับร่างที่จะมาอยู่ด้วย เพราะท่านกลัวบาป การที่จะทำให้เจ็บป่วยหนักหนาแสนสาหัส หรือลงโทษอะไรหนักหนาคงไม่มี นอกจากช่วยเหลือเท่านั้น แต่ที่มันเจ็บป่วยหรือมีปัญหาในหน้าที่การงาน การเงิน จนล้มละลาย มันเป็นเรื่องของวิบากกรรมที่ใครจะเข้าไปแก้ไขได้ นอกจากช่วยประคับประคองหรือดลจิตดลใจให้ไปหาผู้ที่สามารถแก้ไขวิบากรรมส่วนนี้ได้
ดังนั้นบางทีพอรับขันธ์เข้า แล้วหันหน้ามาปฏิบัติ สวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ อะไร ๆ มันก็ดีขึ้นตามบารมีของตน เพราะก่อนหน้าเมื่อยังดีอยู่นั้น ก็ไม่เคยคิดปฏิบัติจริงจัง ทำบุญก็มีบ้างตามโอกาสเท่านั้น เพราะหากเทพจะมาอยู่ด้วย ก็คงไม่จำเป็นต้องทำพิธีอะไรมากมาย การรับขันธ์เป็นเรื่องสมมุติกันขึ้นมาเท่านั้น เพราะท่านจะมาอยู่กับมนุษย์นั้น บางทีก็ติดตามมาแต่เกิด อยู่ติดตามเรามาตลอด เพียงแต่ไม่รู้เท่านั้นเอง เพิ่งจะมาคิดรับขันธ์เพื่อรับองค์เทพ เพราะอยากรวยเท่านั้นหรือ เว้นแต่ผู้เป็นร่างทรงที่ทำหน้าที่สงเคราะห์มนุษย์ในการบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ก็เป็นหน้าที่ขององค์เทพที่ผ่านร่างมาจะสั่งดำเนินการตามโอกาสต่าง ๆ
ข้อสังเกต
มนุษย์ผู้ที่มีองค์เทพแฝงอยู่นั้นสังเกตได้ด้วยตนเองไม่ยาก
1. มึนศรีษะข้างเดียวเป็นประจำ บางทีทางการแพทย์ว่าเป็น “ไมเกรน”
2. หนักต้นคอ บางครั้งหนักบ่าสองข้างเหมือนมีใครมาขี่คอ บางทีขับรถอยู่ดี ๆ ก็รู้สึกหนักบ่า
3. แน่นหน้าอกเป็นบางครั้ง เหมือนคนหายใจไม่อิ่ม บางคนเป็นบ่อย จนหมอว่าเป็นโรคหัวใจ
4. ฝันแม่นยำ มีลางสังหรณ์แม่นยำ บางทีเรียกสัมผัสที่หก หรือ “ซิกเซ้นท์”
5. ชอบฝันหรือตีเป็นตัวเลข เสี่ยงโชคได้ใกล้เคียง บางที ผิดแต้มเดียว กลับบนกลับล่าง กลับหน้ากลับหลัง ซื้อทีไรก็เฉี่ยวไปเฉี่ยวมาเป็นประจำ แต่ถ้าไม่ซื้อเที่ยวบอกใคร เขาก็จะถูก
6. บางครั้งหูจะได้ยินเสียงเรียกชื่อเบา ๆ เหมือนเสียงกระซิบก็มี เสียงดังก้องในหู ก็มี
7. ไปตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือ มีอะไรที่ลี้ลับ จะรับรู้โดยการสัมผัส ขนลุกชันเย็นซ่าไปทั้งตัว
8. บางครั้งสวดมนต์เป็นภาษาบาลีอยู่ดี ๆ ก็เปลี่ยนเป็นภาษาอื่นรัวเร็วขึ้นมา
9. หากนั่งสมาธิจะได้หูทิพย์ ตาทิพย์ เร็วกว่าคนทั่วไป
ดังนั้นอาการบางอย่างหาหมอก็แล้ว กินยาก็แล้ว มันไม่หาย ก็ให้ สวดมนต์นั่งสมาธิตามที่ว่าแล้วแผ่เมตตาบ่อย ๆ ทุกอย่างมันจะหายไปเอง เสี่ยงโชคลาภก็จะได้ เพราะบารมีที่ทำนี่แหละ แต่บางอย่างก็อาจจะเกิดจากสัมภเวสีได้เช่นกัน
1. ปวดศรีษะเป็นประจำ บางครั้งปวดมากจนทนไม่ไหว หมอว่าเป็นความดันบ้างก็แล้วแต่ ก็ควรตรวจเช็คแก้ไข เพราะอาจถูกสัมภเวสีเกาะอยู่ในศรีษะได้
2. ปวดไหล่เป็นประจำ หมอว่าเป็นเส้นเอ็นอักเสบ กินยาทายาก็แล้ว มันไม่หาย ตึงไปหมด ถือว่าผิดปกติ
3. มือเท้าชาเป็นซีก จากไหล่ หรือตะโพก หัวเข่าก็ตาม
4. แน่นหน้าอกมากผิดปกติ
5. ปวดบริเวณกระเบนเหน็บ บางที่การแพทย์ระบุว่า หมอนรองกระดูกทับเส้น เว้นแต่กรณีการเกิดอุบัติเหตุ ลื่นหกล้มจนกระแทกพื้นอย่างแรง นั่นก็จะต้องพิจารณารายละเอียดเป็นกรณีไป
อาการเหล่านี้อาจไม่เกี่ยวกับองค์เทพ แต่เป็นการแทรกซ้อนจากวิญญาณเร่ร่อนหรือสัมภเวสีที่ไม่มีที่อยู่นั่นเอง หากรักษาแล้วแก้ไขแล้วไม่ดีขึ้น ก็ลองติดต่อขอรับการสงเคราะห์หรือปรึกษากับ หลวงพ่อวัชระ วัดถ้ำแฝด กาญจนบุรี เพราะท่านอาจจะพอหาทางแก้ไขให้ได้
ดังนั้นการที่ได้กล่าวพาดพิงถึง การรับขันธ์หรือองค์เทพ ก็เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้ใช้วิจารณญาณในการแก้ไขตนเองให้ถูกต้อง ไม่ใช่ใช้เงินแก้ไข เพราะวิบากกรรมเป็นของมนุษย์ที่กระทำกันมา ครูบาอาจารย์องค์เทพก็ตาม ก็ไม่อาจฝืนกฏแห่งกรรมได้ แต่อาจชี้ทางแก้ไขได้ เพราะการเจ็บป่วยหรือปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้ามนุษย์นั้น มีกรรมเป็นต้นเหตุที่สำคัญ การแก้ไขเรามาแก้กันที่ปลายเหตุมันก็ไม่จบ ต้องรู้จักต้นเหตุ เพราะเหตุเกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น
หากมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยังไม่ชัดเจน ก็ติดต่อสอบถามได้จาก หลวงพ่อวัชระ ที่วัดถ้ำแฝด อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี โทร. 01-6438603 ท่านยินดีรับฟังและแนะนำให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้มีความกระจ่างในเรื่องราวลี้ลับเหล่านี้

wit
05-04-2006, 07:15 AM
อยากถามอ.ตาที่สามว่าผมเคยไปถ่ายกล้องเคอร์เลียนดูแสงออร่า ปรากฎว่าแต่ละกล้องถ่ายออกมาแล้วแสงออร่าของผมแตกต่างกันไป ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะครับ?

โยนกนาคบุรี
23-09-2007, 04:46 PM
เอ่อขอก็อปไปบ้างนะครับ เวปทรงเจ้านะครับ ไม่มีข้อมูลเลย

http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vboard.php?user=pooja

http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vboard.php?user=pooja
ทรงเจ้า ร่างทรง องค์เทพ ฟ้อนผี

nirvana4485
29-09-2007, 01:45 AM
สงสัยคับองค์เทพองค์ไหนที่อยู่กับผมคับ รบกวนคุณตาที่ 3 ด้วยคับ ขอบคุณคับ

koymoo
30-09-2007, 06:49 PM
ก้อยมีข้อ 1 4 5 6 7 อะ

สังขารไม่เที่ยง
30-09-2007, 07:13 PM
อิอิ ฝันเห็นเลขค่ะ จ่ายเงินซื้อหวยไปประมาณ 1000 บาท แต่ได้กลับคืนมา หลายหมื่นแล้วค่ะ อิอิ ถ้าไม่ฝันเห็นเลขก็ไม่ซื้อหวยอะค่ะ เพราะว่าจะถูกหวยกินค่ะ

yutkanlaya
30-09-2007, 09:25 PM
อิอิ ฝันเห็นเลขค่ะ จ่ายเงินซื้อหวยไปประมาณ 1000 บาท แต่ได้กลับคืนมา หลายหมื่นแล้วค่ะ อิอิ ถ้าไม่ฝันเห็นเลขก็ไม่ซื้อหวยอะค่ะ เพราะว่าจะถูกหวยกินค่ะ


แล้วงวดนี้ ฝันว่าอะไร??????
ตีตัวเลขมาให้ด้วย น่ะคับ????
แบบว่า ตีไม่เป็น ซื้อไม่เป็น???เลยไม่เคยถูก
แต่...อยากถูกหวยบ้าง จังเยยยยยย
ขี้เกียจทำงาน ไม่อยากเอาเปรียบใคร ง่ะ
(ping) (ping) (ping) (ping) (555)
เอ...ผิดศีล...ป่ะน้า........ไม่มั้ง........

สังขารไม่เที่ยง
02-10-2007, 09:32 AM
แล้วงวดนี้ ฝันว่าอะไร??????
ตีตัวเลขมาให้ด้วย น่ะคับ????
แบบว่า ตีไม่เป็น ซื้อไม่เป็น???เลยไม่เคยถูก
แต่...อยากถูกหวยบ้าง จังเยยยยยย
ขี้เกียจทำงาน ไม่อยากเอาเปรียบใคร ง่ะ
(ping) (ping) (ping) (ping) (555)
เอ...ผิดศีล...ป่ะน้า........ไม่มั้ง........ อิอิดีนะที่ไม่ได้บอกไปหงะ ไม่งั้นคุณโดนหวยกินแน่ๆเลยค่ะ(555)

DexDusix
04-10-2007, 07:44 PM
แบบผมเรียกว่า มีองค์เทพ มะคับเวลาผมนั่งสมาธิหรือหลับตาเวลานอน กลับเหมือนไม่ได้หลับตา กลับมองเห๊นภาพปกติ ที่เป็นอยู่ ทั้งๆๆที่ผมหลับตา กลับไม่มืด

Primary_Winter
05-10-2007, 10:06 AM
ของผมตรงบางข้อนะแต่ไม่ทุกข้อครับ ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆเช่นนี้ครับ

เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มากมายเลยครับ ^.^

อหิงสกะกุมาร
01-11-2007, 08:40 AM
ที่น่ากลัวก็เจ้ากรรมของเราเองที่เก่งๆทำตัวเป็นมารมาประทับให้ผู้ปฏิบัติหลงไปเข้าใจไปว่าตัวเองถ้าจะเก่งแล้วจึงมีองค์มาประทับ เขาไม่ได้มาข้างหลังหรือข้างล่างแต่มาจากด้านบนหรือที่บ่าได้ มาแล้วพาสวดมนต์ภาษาอื่นที่ไม่ใช่บาลี ไม่ไช่ไทยแต่เป็นภาษาวิ__าณ บางทีก็เป็นภาษาจากนรกขึ้นอยู่กับมารนั้นมาจากไหนก็ใช้ภาษานั้น คนส่วนให_่ฟังไม่รู้ก็คิดว่าภาษาเทพ ที่ว่าน่ากลัวเพราะเขาเป็นเจ้ากรรมจึงมีสิทธิทำกับเราได้ บางครั้งเทพที่คุ้มครองก็ต้องปล่อยให้รับกรรมไปบ้าง แต่ถ้าเราใช้ปั__าเราก็จะหลุดจากกรรมที่มีกับเขาไปได้ไม่ยากนัก วันใดมีเทพจริงๆมาพาสวดมนต์เราก็จะสังเกตุได้ว่าภาษาเทพกับภาษาวิ__าณนี้อันไหนเบาสบายๆ และอันไหนเสียงหนักๆ แต่อย่าปล่อยให้เป็นแบบนี้นานจนกว่าจะมั่นใจว่าเป็นเทพจึงควรปรึกษาครูบาอาจารย์ทันทีเพราะถ้าเป็นวิ__าณต่ำมาสิงสู่จะทำให้สังขาร วิ__าณเราสกปรก ดำมืดเป็นบ่อเกิดแห่งโรคต่างๆจะตามมา ถ้ามาแบบมีเสียงกระซิบบอกให้ทำโน่นทำนี่ยิ่งพิจารณาง่าย เพราะจะใช้ปั__าได้มาก ว่าที่จะให้ทำนั้นเป็นบุ_เป็นกุศลหรือไม่ ถ้ามารเก่งๆฉลาดพูดคุณเอ๋ยแยกยากจริงๆ ต้องอาศัยทางลัดปรึกษาครูบาอาจารย์ บอกได้เท่าที่เคยเจอครับ
หากจิตใจ จิตวิญญาณเราดี เหล่านั้นจะสิงสู่เราได้กระนั้นดอกหรือ?

อหิงสกะกุมาร
01-11-2007, 08:42 AM
อันที่คุณกรุงเก่าพูดนี่ผมยืนยันได้ว่าจริง
ถ้ามารเก่งๆมันหลอกได้ลึกมาก
หากไม่มีบุ_บารมีเก่าหนุนเสริมคนผู้นั้นต้องแย่แน่
หรือหลงไปแล้วไม่รู้ตัวว่าหลง
เพราะตัวที่ขจัดยากที่สุดคือโมหะ
พวกมารมันรู้เรื่องนี้ดี
ยิ่งคนที่ปั__าดีแต่ไม่มีความระวังไตร่ตรอง หรืออกุศลกรรมมาบดบัง
พวกมารยิ่งชอบ คือมันยิ่งหลอกได้ลึกเพราะพระธรรมขึ้นสูงมันละเอียด
มันก็หาเล่ห์กลละเอียดขึ้นไปอีกมาครอบงำ กระทั่งอาจเป็นความรู้สึกของเราเอง กระทั่งเจ้าตัวไม่รู้ว่านั่นละ มารเข้าแทรก
ภาษามันดิ้นได้ แล้วทีนี้ละคุณเอ๋ย ภาษาพระภาษามาร ทั้งคำทั้งความหมาย
ปนกันเข้าไปสิ
จิตมาร จะมีพระธรรมขั้นละเอียดได้หรือ ในเมื่อเป็นมารน่ะครับ

อหิงสกะกุมาร
01-11-2007, 08:44 AM
สาธุครับ คุณกระเจียว ... ต้องยอมรับว่าได้ข้อมูลมาตรงมากครับ จริงๆแล้วก็จะมีอีกแบบหนึ่งนะครับ ก็คือว่า ไม่มีอาการต่างๆดังกล่าวเลย แต่ทว่ายามเมื่อจิตสงบ จะสามารถสื่อสารสนทนากันทางจิตระหว่างองค์เทพ(หรือพรหม) กับเราได้ คือจะเป็นลักษณะมีคำถาม และมีคำตอบผุดขึ้นตามมาทันที และถูกต้องแม่นยำด้วยครับ

จริงๆแล้วถ้าเป็นที่เว็บพันทิพ ผมเองคงไม่กล้าพูดเช่นนี้เป็นแน่ แต่เห็นว่าที่นี่ค่อนข้างเปิดกว้าง และอันที่จริงถ้าจะมีผู้แย้งว่า มีองค์เทพแล้ววิเศษตรงไหน หรือแตกต่างอย่างไร ก็ต้องตอบว่า อย่างน้อยท่านก็จะช่วยประคับประคองเราให้เดินไปยังจุดที่เหมาะสม

และถ้าถามต่อว่า ตัวเองไม่มีปั__าเดินไปยังจุดเหมาะสมเองได้หรือ! ก็ต้องขอตอบว่า ทำได้ แต่ทว่าการมีกัลยาณมิตรที่คอยชักนำกันไปในทางที่ดีนั้น ย่อมดีกว่าแน่ๆ ทั้งนี้เพราะว่า การเป็นมนุษย์นั้นย่อมตกอยู่ภายใต้อำนาจของสิ่งยั่วยุได้ง่าย ไม่เหมือนเทพหรือพรหม ที่ท่านมีเจตนาที่ตรง และเมื่อตั้งใจจะทำสิ่งใดแล้ว ท่านจะมุ่งตรง

คือพูดง่ายๆว่า มีสัจจะนั่นเอง ... ส่วนท่านใดที่ไม่มีองค์เทพดังกล่าว ก็ไม่ต้องเกรงว่าจะด้อยกว่าแต่ประการใด เพราะอันที่จริงตัวท่านเองก็อาจมีบารมีที่ถึงพร้อมมากกว่าด้วยซ้ำ จึงอาจไม่จำเป็นว่าต้องมีใครมาช่วยประคอง

สรุปได้ว่า แม้ท่านใดที่มีองค์ หรือไม่มีองค์ก็ตาม ก็คงต้องมุ่งเน้นในการปฎิบัติให้ตรงเหมือนๆกัน และอันที่จริง การที่ได้นำเรื่องราวที่รู้สึกว่าจะลี้ลับมาคุยกันนั้น ผมก็มองว่า เป็นสิ่งดี เหมือนกับเราทานอาหารมื้อหลักอยู่ แล้วก็ทานของหวานบ้าง สลับกันบ้าง ก็จะทำให้เพลิดเพลินและไม่รู้สึกหนักใจมากนัก

ผู้ที่ปฎิบัติธรรมจริงๆ เวลาท่านภาวนา ท่านก็ภาวนาจริงๆ แต่ท่านก็จะมีเวลาว่างสนทนาปกิณกะธรรม หรือมีกิจกรรมเพื่อบันเทิงธรรมไปด้วยสลับกันไป ไม่ใช่ตึงเครียดกันจนเกินไปนะครับ ...

ส่วนบางท่านที่มีความเห็นคัดค้านเรื่ององค์ หรือเรื่องนรกสวรรค์ และสิ่งที่คิดว่าลี้ลับพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้นั้น ก็ไม่เป็นไรนะครับ ... คำว่าสิ่งลี้ลับนั้นจะไม่มีกับผู้ที่ปฎิบัติจนเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วนะครับ เพราะท่านจะเห็นเอง และเข้าใจได้เองถึงที่มาที่ไป จนไม่มีคำว่า ลี้ลับอีกต่อไป

ดังนั้นผมมีความเห็นว่า ท่านใดที่มองสิ่งลี้ลับว่า เป็นไปไม่ได้นั้น ท่านลองปฎิบัติตามแนวทางเพื่อพิสูจน์ดูนะครับ แล้วท่านจะได้คำตอบเอง และหมดสงสัยเอง เพราะถ้าท่านฟังแต่คำตอบของผู้อื่น ลึกๆแล้วท่านเองก็ยังไม่หายสงสัยอย่างแท้จริงได้เป็นแน่นะครับ ... ผมขอฝากเอาไว้ให้คิดนะครับ :)
กัลยาณมิตร"แท้ๆ"ไม่ใช่หาง่ายๆนะครับ
ดังนั้นถ้าได้มี จงภูมิใจเสียเถิด

อหิงสกะกุมาร
01-11-2007, 09:09 AM
ก็มีบางข้องับ

แล้วก็เคยไปเปิดบ้าบอไรเกี่ยวกับตำหนักเจ้า รู้สึกเหมือนไฟฟ้าเข้าด้านหลังครับ ก็คงเป็นพ่อปู่ เพราะที่นั่นตำหนักพ่อปู่




แต่ตอนลองของเมื่อมีนาปีนี่หรือปีก่อนเนี่ย อันนั้นช่วงตัก ขาเลย ก็คงผีทั่วไปจริงๆ

ขันธ์
01-11-2007, 10:17 AM
สงสัย เทพจะไม่มีบ้านจะอยู่ ชอบมาอยู่ ตามคอคน ทำให้คนปวดหัว ถ้ายุคปัจจุบันนี้ เขาเรียกว่า เทพโรคจิต บอกก็ไม่บอกตรงๆ ชอบทำให้มนุษย์คิดเอง เออเอง
เราต้องดูนะครับว่า สมมติว่าคนหนึ่งคน เขาไม่เชื่อเลย ว่าเทพมีจริง ให้เทพทำให้ตายก็ไม่สามารถเข้ามาได้ ก็คนมันไม่เชื่อ มันก็เชื่อว่า เหตุที่เขาปวดหัวต้องมาจากสาเหตุอื่นๆ แล้วเทพจะปัญญาอ่อนทำให้คนปวดหัวทำไม
ถ้ามีฤทธิ์ขนาดทำให้คนปวดหัวได้ ทำไมถึงไม่มาบอกตรงๆ เข้าฝันให้ชัดเจน หรือมาปรากฎกายเลย

ทีนี้ เรื่องมันมาจากความเชื่อ สมัยก่อน คนพอปวดหัว รักษาไม่หาย เพราะว่ามันไม่เข้าใจหลักธรรมชาติ คือ ความเครียดสะสม เด็กๆ มันไม่เป็น เห็นไหม เพราะว่ามันไม่เครียด แต่จะมาเริ่มเป็นตอนเป็นผู้ใหญ่ ทีนี้พอผู้ใหญ่เป็นบ่อยๆ ก็กังวล พอกังวลก็ทำให้เป็นบ่อย เรียกว่าวงจรอุบาต พอคนเหล่านี้ไม่รู้สาเหตุว่าทำไม ก็ไปแสวงหาผู้รู้ พอแสวงหาผู้รู้ ซึ่งไอ้ผู้รู้นั่น มันก็ไม่รู้ มันก็เป็นมาจนเพี้ยนไปก่อนหน้าแล้ว มันก็เอาข้อสรุปของมันนั่นแหละ บอกต่อๆกันมา ว่าแบบนี้ชัวร์เลย มีองค์ ท่านจะลงประทับบ้าง อะไรบ้าง
ก็เป็นความเชื่อ อุบาตมาจนถึงเดี๋ยวนี้ ใครปวดหัวหน่อยมันจับรับขันธ์ ส่วนไอ้พิธีรับขันธ์นี้มันก็ ไร้สาระ มันคิดเองเออเองกันขึ้นมา บ้าตามๆกันไป ไม่มีสาเหตุว่า ทำไมต้องทำแบบนั้นแบบนี้ มันก็เชื่อๆ ตามกันมาว่ามันต้องใช้ดอกไม้นั่นนี่ ต้องค่าครู ต้องทำพิธีบ้าๆบอๆ

เราเป็นลูกศิษย์พระพุทธองค์ มาเชื่อ ตามความเชื่อของคนโง่ได้อย่างไร
สางออกให้สิ้นเลย ความเชื่อเหล่านี้ อย่าเอามา แม้แต่นึกก็ไม่สน อย่าเชื่อเลย ดูถูกไปเลย ว่าล้าสมัย
ให้หันมาหาเหตุที่แท้จริง สังเกตุดูวิถีชีวิตเราสิ พอโตขึ้นมา รับผิดชอบมากขึ้น เครียดมากขึ้น มีกิเลสตัณหามากขึ้น ผู้ชายก็เครียดเรื่องเมีย ผู้หญิงก็เครียดเรื่องผัว ทั้งผวัทั้งเมียเครียดเรื่องลูก วัยรุ่นเครียดเรื่องเรียน เครียดเรื่องพ่อเรื่องแม่ เพราะว่า มันไม่ปล่อยวางกัน พอหงุดหงิดบ่อยๆ เครียดบ่อยๆ กล้ามเนื้อมันก็เกร็ง อารมณ์ของจิตมันก็วิตกอยู่กับ ทุกขเวทนา แล้วมันจะไม่ปวดหัว แน่นหน้าอกได้อย่างไร

ถ้าอยากจะรู้ความจริง เรื่อง เทพเรื่อง เจ้าเรื่องผี มาถามผมสิ ผี เจ้าเข้าทรง มาจะถีบให้หงายเลย ไม่ใช่ลบหลู่นะ แต่ ด่าเลย ไล่ตะเพิดให้หมด
คือ ไอ้ตัวผีเอง มันก็กลัวแบบนี้แหละ มันก็กลัวว่า ผีตัวไหนมันจะสิงกูวะ ไอ้เทพโหล่ๆทะลึ่งมันก็คิดแบบนี้แหละ ผีตัวไหนมาแกล้งกู ก็เพราะว่ามันไม่รู้เหตุปัจจัย มันก็ไปเรื่อย

ทีนี้ ถามว่า เรื่องจริงมีไหม มันมีแต่ถ้าเราปิด ไม่เชื่อ อย่าน้อมเข้ามาใกล้ตัวเลย ให้หาเหตุที่ปัจจุบันเอาชัดๆ เหตุที่ไกลออกไปก็จะลดกำลังลง เช่น คนหนึ่งคนเวลาทำงาน เจ้านายเกลียด อันนี้เหตุที่ใกล้ที่สุดที่เราปรับปรุงได้คือ อ่อนน้อมถ่อมตน ทีนี้ ไม่ว่าเหตุปัจจัยอื่นๆ จะเป็นอย่างไร สืบเนื่องยาวนานมาขนาดไหน ใครจะใส่ไฟกับเรา ใครจะแทงข้างหลัง มันก็ไม่สำคัญ เราทำดี ทำตามหน้าที่ของเรา ไม่ใช่ไปนึกถึงเหตุข้างนอก ไม่ทบทวนมาที่ตัวเอง อันนี้แหละ เหมือนกัน ต้องกลับมาดูที่ใจเราดีที่สุด พอใจดี เหตุข้างนอกมันจะเป็นอย่างไรก็เรื่องของมัน มันทำอะไรเราไม่ได้ เพราะเราไม่เปิดใจไปกับมัน

ก็ฝากเอาไว้จะได้เลิก เชื่อถือ ผี เลิกเชื่ออะไรตามคนโง่ ที่มันแก้ปัญหาผิดพลาดในชีวิต ต้องไปเป็นคนทรงเจ้า หรือต้องไปเป็นทาส ผี ทาสเจ้า
เชื่อ และดูตัวอย่างคนที่เขาประสบความสำเร็จ เขาโฟกัสที่สิ่งเดียว คนนับถือคริส เขาก็ประสบความสำเร็จเพราะเขาไม่กำกวม เขาเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว เขาไม่เชื่อผี
เรา ชาวพุทธ เชื่อในพระพุทธองค์เดียว อย่ากำกวม อย่าไปเชื่อ หมอดู คนทรง ตัดทิ้งไปเลย ถ้าไม่อยากจะเป็นแบบคนทรง ไม่มีอาชีพเป็นหลักเป็นแหล่ง ไม่มีการงานที่ดี ไม่มีวิถีชีวิตที่ดี อย่าไปตาม

coolz
01-11-2007, 10:25 AM
(b-uh) คุณขันธ์เป็นไรมากเปล่า???

ขันธ์
01-11-2007, 10:44 AM
เป็นสิ แต่ไม่ได้เป็นอะไรมาก เพราะเป็นแต่คน เป็นแต่ลูกศิษย์พระพุทธองค์
แต่ถ้าเป็นมาก มันก็ต้องเป็นพวกนับถือผีถือเจ้า เพราะมันเป็นหลายอย่างเหลือกเกิน
มันเป็นทั้ง นารายร์ เป็นทั้งผี เป็นทั้งคนบ้า แบบนี้แหละเขาเรียกว่า เป็นมาก
แต่ผมนี่เป็นไม่มาก เป็นน้อย ทุกข์น้อย

~:สิกขิม*เทวาลัย:~
01-11-2007, 10:58 AM
สิ่งที่คิดและคาดหวังอาจไม่เป็นดังที่คิด


บางสิ่ง บังได้ทั้งตาเนื้อตาทิพย์ กว่าจะรู้ว่าเนื้อแท้คือสิ่งใด บางรายอาจกู่ไม่กลับ


หากวัตรปฏิบัติดีพร้อมแท้จริง สิ่งดีย่อมบังเกิด


หากดีชนิดบกพร่องเป็นนิจ นับว่ายังไม่ถึงขั้น


แต่เอาเถิด ทุกสิ่งต้องกาลามสูตรด้วยตนเองจึงจะเป็นผู้รู้


สำคัญแต่เวลานั้นสติต้องอยู่กับตัว อย่าวูบไหว


มิเช่นนั้น จะถูกมายาของบางสิ่งลวงให้หลง กระทั่งหาทางกลับไม่ได้

ตระกูลศักดิ์
01-11-2007, 11:02 AM
คุณขันธ์พูดก็มีเหตุผลนะครับ แต่อย่างว่าแหละครับคนเราบางครั้งคำว่าศรัทธาต่อสิ่งเดียวหรือหลายๆๆสิ่งมันต่างกัน เช่นตัวผมนี้ผมศรัทธานับถือพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เป็นที่พึ่งเป็นสรณะยึดเหนี่ยวจิตใจ คงบางท่านที่เหมือนผมและคงมีอีกหลายท่านที่ศรัทธาต่อสิ่งอื่นๆอีกมากมากนับถือสิ่งอื่นๆๆมากมายตามแต่อารมณ์ความชอบความนับถือศรัทธาแต่ละท่านแต่ละคนไป ยังงัยก้อขอหัยมีสติยึดเหตุและผลตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจไว้เป็นหลักก็แล้วกันนะครับท่านทุกคน สาธุเด้อ.....

ตระกูลศักดิ์
01-11-2007, 11:04 AM
คุณขันธ์พูดก็มีเหตุผลนะครับ แต่อย่างว่าแหละครับคนเราบางครั้งคำว่าศรัทธาต่อสิ่งเดียวหรือหลายๆๆสิ่งมันต่างกัน เช่นตัวผมนี้ผมศรัทธานับถือพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เป็นที่พึ่งเป็นสรณะยึดเหนี่ยวจิตใจ คงบางท่านที่เหมือนผมและคงมีอีกหลายท่านที่ศรัทธาต่อสิ่งอื่นๆอีกมากมากนับถือสิ่งอื่นๆๆมากมายตามแต่อารมณ์ความชอบความนับถือศรัทธาแต่ละท่านแต่ละคนไป ยังงัยก้อขอหัยมีสติยึดเหตุและผลตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจไว้เป็นหลักก็แล้วกันนะครับท่านทุกคน สาธุเด้อ.....ส.ต.ท.ตระกูลศักดิ์ฯ ขอแสดงความคิดเห็น
<!-- / message -->

ขันธ์
01-11-2007, 11:46 AM
มนุษย์ผู้ที่มีองค์เทพแฝงอยู่นั้นสังเกตได้ด้วยตนเองไม่ยาก

1. มึนศีรษะข้างเดียวเป็นประจำ (บางทีทางการแพทย์ว่าเป็นไมเกรน)

2. หนักต้นคอ บางครั้งหนักบ่าสองข้างเหมือนมีใครมาขี่คอ บางครั้ง

นั่งรถอยู่ดีๆก็รู้สึกหนักบ่า

3. แน่นหน้าอกเป็นบางครั้งเหมือนหายใจไม่อิ่ม บางคนเป็นบ่อยจน

หมอว่าเป็นโรคหัวใจ

4. ฝันแม่นยำ มีลางสังหรณ์แม่นยำ บางทีเรียกสัมผัสที่หก หรือซิกเซ้นส์

5. ชอบฝันหรือตีเป็นตัวเลข เสี่ยงโชคได้ใกล้เคียง บางทีผิดแต้ม

แต้มเดียว กลับบนกลับล่างกลับหน้ากลับหลัง ซื้อทีไรก็เฉี่ยวไปเฉี่ยว

มาเป็นประจำ แต่ถ้าไม่ซื้อไปบอกใครเขาก็จะถูก

6. บางครั้งหูจะได้ยินเสียงเรียกชื่อเบาๆ เหมือนเสียงกระซิบก็มี

เสียงดังก้องในหูก็มี

7. ไปตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือมีอะไรลี้ลับจะรับรู้โดยการสัมผัส

ขนลุกชันเย็นว่าไปทั้งตัว

8. บางครั้งสวดมนต์เป็นภาษาบาลีอยู่ดีๆ ก้เปลี่ยนเป็นภาษาอื่น

รัวเร็วขึ้น

9. หากนั่งสมาธิจะได้หูทิพย์ตาทิพย์เร็วกว่าคนอื่น
คำถาม
1 ทำไมเวลา เทพมา จะต้องมาทำให้ปวดหัว มันมีกฏอะไรจะต้องเป็นแบบนี้ เทพทุกคนจะต้องทำแนวเดียวกันหมดเลยหรือ ตรงกันข้าม ถ้าเป็นเพราะเกี่ยวกับความเครียด มันมีอาการเหมือนกันทุกคน คือ ปวดหัว แน่นหน้าอก อ่อนเพลีย ตามอาการที่เจ้าของกระทู้บอกมาทุกอย่างแหละ
และแพทย์วินิจฉัยไม่ได้ด้วย
2 หนักต้นคอ อันนี้ร้อยเปอร์เซ็น โรคเครียด
3 แน่นหน้าอก อันนี้ก็ร้อยเปอร์เซน โรคเครียด คือ อาการของลมปราณเดินไม่สะดวก เพราะว่ามันไปอัดไปอั้น เป็นลมหยาบ ก็เกิดจากการเครียดนั่นแหละ
4 ฝันแม่นยำ มันจะไม่แม่นยำได้ยังไง มันเอามาผูกกัน ทุกเรื่องนี่ เช่น ฝันเห็น งู ต้องตีเป็นเลขหนึ่ง ปรากฎว่าหวยออกเลข 0 มันก็ผูกไปว่า ปัดโธ่ งูมันขดตัว ลืมไป งวดหน้าเอาใหม่ พออกเลข 2 มันก็บอกว่า งูมันมีลิ้น 2 แฉก ลืมไป พอออกเป็น เลข 3 เออ งูมันเวลาเลื้อย มันขดเหมือนเลข 3 นะ
พอออกเลขสี่ มันก็ตีไปว่า เออ จริงๆ แล้วงูนี่ มันแผ่แม่เบี้ยนี่เหมือนเลข 4
สรุปว่า ไปเรื่อย แล้วมันจะไม่แม่นอย่างไรหละ ก็เล่นผูกเรื่องเอาเอง

ข้อ 5 ตอบไปแล้ว ตามข้อ 4 นี่ผมไม่ได้ดูมาก่อนนะ ไม่นึกเลยว่าจะมีตัวเลขมายุ่งด้วยจริงๆ
ข้อ6 บางครั้งหูจะได้ยินเสียงเรียกชื่อเบาๆ เหมือนเสียงกระซิบก็มี

เสียงดังก้องในหูก็มี เออ อันนี้แหละ แน่นอน เมื่อปวดหัว มากๆ ตามันก็พร่า หูมันก็พร่า หรือ พอคิดมาก มันก็มีเสียงก้องๆ ก็มาจากโรคเครียด
ข้อ7 ไปตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือมีอะไรลี้ลับจะรับรู้โดยการสัมผัส

ขนลุกชันเย็นว่าไปทั้งตัว ตอบว่า เวลาผมนึกถึงผีตอนกลางคืน อยู่คนเดียวเปลี่ยวๆ มันก็ขนลุก ก็เพราะว่าเราคิดไป มันก็เกิดอาการ เรื่องปกติ

ข้อ 8 บางครั้งสวดมนต์เป็นภาษาบาลีอยู่ดีๆ ก้เปลี่ยนเป็นภาษาอื่น

รัวเร็วขึ้น แบบนี้เขาเรียกว่า ไม่มีสติ จิตใจเรื่อยเปื่อย ปรุงแต่ง


ก็อาการทั้งหมด มันใกล้บ้าแล้ว ฟุ้งซ่านจนคิดนั่นคิดนี่ ถ้าพูดขนาดนี้แล้วยังมองไม่เห็นกันอีก ยังส่งเสริมเรื่อง เจ้าเรื่อง องค์กันอีก ก็เพี้ยนนะ
สำหรับคนที่เป็นอยู่แบบนี้ ก็ รู้แล้วละ อย่างเดียว อย่าไปสนใจ มัน มันจะเป็นอะไรก้เป็นไป ยึด พระรัตนไตรพอ
คนอินเดียสมัยนี้ อดอยากแร้นแค้น บ้านเมืองสกปรก เพราะคนมันหมกมุ่น แม่น้ำคงคามีแต่เชื้อโรค ก็เพราะว่า มันมัวแต่หมกมุ่นแบบนี้แหละ
สมัยตอนพระเจ้าอโศก กอบกู้พระศาสนา บ้านเมืองเจริญ รุ่งเรือง พอสีลพตรปรามาสกลับมา คราวนี้กลืนเลย
คนเลยบ้า นับถือนั่นนับถือนี่กันให้มั่วไป

พระพุทธองค์ท่านก็ พูดแล้วพูดอีก ว่า อย่าเชื่อ อย่ากลัว กลัวให้นึกถึงท่าน ท่านไม่สะดุ้ง ท่านไม่กลัว
ท่านอุตส่าพร่ำสอน มหาสติ คนมันไม่ทำกัน มันขี้เกียจ มันก็ไม่เห็นธรรม มันก็หันไปนับถืออะไรแบบส่งเดชกัน

~:สิกขิม*เทวาลัย:~
01-11-2007, 12:15 PM
ประสาทป่วย คุณช่วยตัวเองได้ Dr. Claire Weekes



คนที่ทุกข์ทรมานจากอาการทางประสาท จะบ่นถึงอาการบางอย่างหรือทั้งหมดของประสาทอัตโนมัติที่เกิดการรับรู้ไว ต่อไปนี้

นอนไม่หลับ ซึมเซา ท้อแท้ อ่อนเพลีย ท้องปั่นป่วน อาหารไม่ย่อย หัวใจเต้นเร็ว หัวใจเต้นแรง ใจสั่น ตัวสั่น หวาดผวา หัวใจเต้นผิดจังหวะ เจ็บแปลบเหมือนมีมีดปลายแหลมจิ้มอยู่ใต้หัวใจ

รู้สึกเจ็บบริเวณรอบๆ หัวใจ มือชุ่มเหงื่อ มีอาการเจ็บแปลบๆ ที่มือและเท้า รู้สึกสำลักในลำคอ รู้สึกว่าไม่สามารถสูดลมหายใจลึกๆ ได้ แน่นหน้าอก

มีอาการคล้ายมด หรือตัวหนอน เลื้อยไต่อยู่ใต้ผิวหนัง ปวดหัวตึบๆ รอบศีรษะ วิงเวียนคลื่นไส้ และมองเห็นภาพหลอนแปลกๆ

เช่น เห็นสิ่งของเคลื่อนไหวได้เอง อาเจียน ท้องร่วงเป็นครั้งคราว และอยากปัสสาวะบ่อยๆ

ผู้ต้องทนทุกข์กับอาการเหล่านี้ จะเสียใจง่ายกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ

ถ้ามีอาการทางประสาทชนิดนี้ จะสังเกตได้ว่าอาการบางอย่างค่อนข้างคงที่ ในขณะที่อาการอื่นๆ จะมาเป็นครั้งคราว

นาคา
01-11-2007, 01:00 PM
คุยกันเรื่อง อะไร ฤา.....

พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ

ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ

สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ

ตติยัมปิ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ

ตติยัมปิ ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ

ตติยัมปิ สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา,

พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ;

พุทธัง ภควันตัง อะภิวาเทมิ.

ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

(กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม,

พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า, ตรัสไว้ดีแล้ว ;

ธัมมัง นะนัสสามิ.

ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม.

(กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,

พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า, ปฏิบัติดีแล้ว ;

สังฆัง นะมามิ.

ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์.

(กราบ)


ชุมนุมเทวดา

สะรัชชัง สะเสนัง สะพันธุง นะรินทัง
ปะริตตานุภาโว สะทา รักขะตูติ
ผะริตวานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา
อะวิกขิตตะจิตตา ปะริตตัง ภะณันตุ
สัคเค กาเม จะ รูปเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง สาธะโว เม สุณันตุฯ ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตาฯ
 
(สะมันตา จักกะวาเฬสุ อัตราคัจฉันตุ เทวะตา
สัทธัมมัง มุนิราชัสสะ สุณันตุ สัคคะโมกขะทังฯ
สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน อะยัมภะทันตา ฯ )
<HR>โองการเทพชุมนุม

สาธุ อุกาสะ ข้าพเจ้าขอนมัสการ พระพุทธะคุณณัง พระธัมมะคุณณัง พระสังฆะคุณณัง พระศรีรัตนตรัย และสมณาจารย์ ครูอาจารย์ เดชะบรมโพธิสมภารมาอยู่ เหนือเกศเกล้าแห่งข้าพเจ้า ผู้จะตั้งนมัสการ เชิญพระพุทธองค์ ทรงพระสูตร พระวินัย พระอภิธรรม พระกัมมัฏฐาน พระธัมมามูล ทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ จนทั้งพระไตรปิฎก กัณฑ์ไตร พระเตมียน์ใบ้ พระมหาชนก พระมโหสถ พระโพธิสัตย์ พระพุทธสิหิง พระอินทร์ พระพรหม พระยม พระกาฬ พระจตุโลกบาล

พระโมกคัลลาณญาณ พระสารีบุตร พระพุทธกุ กุกสันโธ พระโกนาคุมะโน พระพุทธกัสสโป พุทโธ พระศรีสากะยะมุนีโคดม พระพุทธบรรทม พระนารอด ยอดพระตัณหัง อัฏฐะอรหันตัง พระสุวรรณสามปัณฑิตา พระแท่นศิลาอาสน์ พระมุนีนาถ พระศาสดา พระยาธรรมิกราช พระศรีอารินไมตรี พระฤาษีทั้งแปดหมื่นพระองค์ อันนั่งจมกรมภาวนาอยู่ในถ้ำพระคูหาสวรรค์ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระไตรสรรณคมน์ พระบรรทม พระโกณทัญญาณาณสุวรรณเสน พระสุเมรุราช พระธาตุจุฬามณี พระศรีมหาโพธิ พระหัตถ์ พระโอษฐ พระหฤทัย พระไตรปิฎก พระปัจเจกโพธิ์

ท้าวสิริสุทโทธนะ พระนางสิริมหามายาอันเป็น พระพุทธมารดาแห่งพระพุทธองค์ อันทรงพระนามกรชื่อพระสิทธารถชาติ เป็นที่สุด พระพุธ พระพฤหัส พระสัชชนู พระเสาร์ พระราหู พระสมุทรทั้งห้า ทั้งแผ่นฟ้า ทั้งพสุธาชล ทั้งปลาอานนท์ นางเมขลา พระยาพาลีทรพี อินทรชิต สุครีพ ทศกัณฑ์ กุมภัณฑ์ พระลักษณ์ พระราม พระหนุมาณ พระรามสูร พระวิฑูรบูริกา สุนันทยักษา พระยานาค พระยาครุฑ พระราหู พิเภก ชมภูทีเปหิมะอันตัง พระพุทธเทวดาอยู่ในชั้นฟ้า จตุมหาราชิกาสวรรค์ เทพยดาอยู่ในชั้นฟ้าดาวดึงสวรรค์ เทพยดาอยู่ในชั้นฟ้ายามาสวรรค์ เทพยดาอยู่ในชั้นฟ้าดุสิตาสวรรค์ เทพยดาอยู่ในชั้นฟ้านิมมานรดีสวรรค์ เทพยดาอยู่ในชั้นฟ้าปรนิมมิตวสวัดดีสวรรค์ เทพยดาอยู่ในชั้นฟ้าอกนิฏฐโลกมหาสวรรค์

พระตัณหัง พระพุทธวิปัสสี ปิตุมารดา วาสุกรี มังกร ครุฑ กินนร กินรี การเวก ปักษา มหากุมภัณฑ์อนันทยักษา มหากะบิลราช พระโคอุสุภราช พระสารีริกธาตุ พระเพลิงอันรุ่งเรืองรัศมี พระศรีรัตนตรัยแก้วและสมณาจารย์ ทั้งพระรัตนญาณ พระบารมีตาวติงสาตีสูน นะโมพุทธายะ ธัมโมพุทธายะ สังโฆพุทธายะ ธัมมะปัชชา จะวันทะนา เมตตาติ

----------------------------------------------------------------

<CENTER>กราบรำลึกถึงคุณบิดา - มารดา</CENTER>พ่อ -แม่ คือพระในบ้าน การกราบไหว้พระในบ้าน
เมื่อเราได้ไหว้พระรัตนตรัยแล้ว ก่อนนอนทุกวันพึงไหว้พ่อ - แม่ ผู้เป็นพระในบ้านซึ่งมีพระคุณอันยิ่งใหญ่แก่เรา
พนมมือขึ้น รำลึกถึงพระคุณของท่าน แล้วกล่าวคำไหว้ดังนี้

มัยหัง มาตาปิตูนังวะ ปาเทสุ วันทามิ สาทะรัง (กล่าว 3 จบ)

กราบลง 1 ครั้ง
นึกถึงพ่อ - แม่และนึกถึงตัวเราว่าหมอบกราบอยู่แทบเท้าของท่านทั้งสอง

------------------------

เรา กำลังจะใส่ บาตร พระเช้าๆ ...แต่ ขณะ นั้น แม่ของเรา ท่านแก่ชรา แม่เรากำลัง หิว ข้าว มาก เนื่องจาก ท่านแกชรามาก

----คำถาม ( ไม่จำเป็น ต้อง ตอบ )

เราจะทำ ..... อย่างไร......

เรา เคยเจอ ร่างผ่าน ทั้ง เทพ ทั้ง พระอริยะเจ้า ทั้ง เทวดา ชั้น ดุสิต เวลา ท่านผ่านมา ที่คน คน นั้น เค้า คนนั้น ไม่ มี อาการ ใดๆๆๆ ทั้ง สิ้น สามารถ สวดมนต์ ใด้ ...

----ขอให้ พิจารณา---- อย่ายึดมั่น ถือ มั่น

ปล่อย วาง ให้ เป็น อุเบกขา เถิด....

kuttit
02-11-2008, 10:42 AM
ผมก็เริ่มมีอาการดังนี้ครับ
1.เจ็บหน้าอก
2.จุกและแน่นลิ้ปี่บางครั้งอยากจะเรอแต่มันเรอไม่ได้
3.ฝันแม่นมากแต่เป็นคนไม่เล่นหวยล่าวุดเพิ่งถูก76ไปเลขท้าย2ตัวที่ผ่านมางวดก่อนก็มีผีเป็นผู้หญิงผมยาวมาจับแขนแล้วเอาเล็บยาวกรีดเป็นเลขหนึ่งที่ท่อนแขน1หรือ911,11แต่ผมไม่ซื้อเพราะผมไม่เล่นหวยผมเดินไปบอกคนข้างบ้านเค้าถูกกันหมด
4.ผู้หญิงแก่โบราณคนนี้เคยมาเข้าฝันเตือนผมก่อนเดินทางไปใต้เจอ ซึนามิ แล้วก้รอด
5.ผมเคยเห้นผี.
6.เดินทางไปเหียบที่ไหนจะมีเซ็นต์รับรู้ได้ว่ามีสิ่งลี้ลับในนั้น อาการมันจะกระสับกระส่ายไม่สบายตัว
7.เคยโดนคนที่ลงกุมารแสดงอิทธริททโดยการเอาอะไรไม่รู้แหลมๆมาทิ่มหลังผมซึ่งในตอนนั้นผมเอาของเล่นที่คนนำมาถวายให้กุมารแต่ผมหยิบเอามาเข็นเล่น(เค้าบอกว่าของหนูนะอย่าเอาไปเล่นแล้วก้มีเหมือนเข็มมาจิ้มเจ็บมาก)
8.เคยขออะไรกับศาลเพียงตาข้างถนนแล้วก็จะได้เสมอ
*****ใครก็ได้ถ้ารู้ว่าผมเป็นอะไรมีองค์ไหนจะใช้ร่างผม ผมต้องทำอย่างไรขั้นตอนเป็นไงช่วยบอกผมด้วยครับ

ขันธ์
02-11-2008, 11:03 AM
ผมก็เริ่มมีอาการดังนี้ครับ
1.เจ็บหน้าอก
2.จุกและแน่นลิ้ปี่บางครั้งอยากจะเรอแต่มันเรอไม่ได้
3.ฝันแม่นมากแต่เป็นคนไม่เล่นหวยล่าวุดเพิ่งถูก76ไปเลขท้าย2ตัวที่ผ่านมางวด ก่อนก็มีผีเป็นผู้หญิงผมยาวมาจับแขนแล้วเอาเล็บยาวกรีดเป็นเลขหนึ่งที่ท่อน แขน1หรือ911,11แต่ผมไม่ซื้อเพราะผมไม่เล่นหวยผมเดินไปบอกคนข้างบ้านเค้าถูก กันหมด
4.ผู้หญิงแก่โบราณคนนี้เคยมาเข้าฝันเตือนผมก่อนเดินทางไปใต้เจอ ซึนามิ แล้วก้รอด
5.ผมเคยเห้นผี.
6.เดินทางไปเหียบที่ไหนจะมีเซ็นต์รับรู้ได้ว่ามีสิ่งลี้ลับในนั้น อาการมันจะกระสับกระส่ายไม่สบายตัว
7.เคยโดนคนที่ลงกุมารแสดงอิทธริททโดยการเอาอะไรไม่รู้แหลมๆมาทิ่มหลังผมซึ่ง ในตอนนั้นผมเอาของเล่นที่คนนำมาถวายให้กุมารแต่ผมหยิบเอามาเข็นเล่น(เค้า บอกว่าของหนูนะอย่าเอาไปเล่นแล้วก้มีเหมือนเข็มมาจิ้มเจ็บมาก)
8.เคยขออะไรกับศาลเพียงตาข้างถนนแล้วก็จะได้เสมอ
*****ใครก็ได้ถ้ารู้ว่าผมเป็นอะไรมีองค์ไหนจะใช้ร่างผม ผมต้องทำอย่างไรขั้นตอนเป็นไงช่วยบอกผมด้วยครับ

1 เจ็บหน้าอก มีเหตุได้ ร้อยอย่าง เครียดก็เจ็บหน้าอกได้
2 จุกและแน่นลิ้ปี่บางครั้งอยากจะเรอแต่มันเรอไม่ได้ ก็นั่นแหละ ผลมันมาจาก ลมเดินไม่สะดวกในข้อ 1
3 ฝันแม่นมากแต่เป็นคนไม่เล่นหวยล่าวุดเพิ่งถูก76ไปเลขท้าย2ตัวที่ผ่านมางวด ก่อนก็มีผีเป็นผู้หญิงผมยาวมาจับแขนแล้วเอาเล็บยาวกรีดเป็นเลขหนึ่งที่ท่อน แขน1หรือ911,11แต่ผมไม่ซื้อเพราะผมไม่เล่นหวยผมเดินไปบอกคนข้างบ้านเค้าถูก กันหมด

ผมก็ฝันแม่น ไม่เห็นมีอะไรแปลกเลย

4 ผู้หญิงแก่โบราณคนนี้เคยมาเข้าฝันเตือนผมก่อนเดินทางไปใต้เจอ ซึนามิ แล้วก้รอด

แล้วเขามาเตือนอย่างไรหละ พ่อแม่พี่น้อง ก็เตือนเราไม่เห็นจะแปลก หรือ เราฝันว่ามีคนมาเตือน ก็ไม่แปลก ในละครมีเยอะแยะไป

สรุป นะ ไม่ต้องไปทำอะไร มันเป็นเรื่องของกรรม ของจิตที่สัมผัสอะไรๆ ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีองค์ มีเจ้าอะไร ค่อยๆ ปฏิบัติธรรมเรียนรู้จิตใจตนเองไปเรื่อยๆ จะเจอคำตอบเอง

เพียงเท่าที่คุณเล่ามา มันสรุปอะไรไม่ได้ จะสรุปไปส่งเดช โดยปราศจากการพิสูจน์เขาเรียกว่า ทึกทักเอา เป็น สีลพตรปรามาส

เพียงนาม
02-11-2008, 11:26 AM
***ข้อสังเกตมนุษย์ผู้มีองค์เทพแฝงอยู่ในตัว

ทำไมถึงอยากมีเทพ กัน นักนะ

เกิดมาเป็นคนธรรมดา นะดีแล้ว

แล้ววันข้างหน้าจะรู้กันว่า คนธรรมดา นะดีที่สุดแล้ว

อีโต้
02-11-2008, 11:43 AM
เคยสังเกตมา

ทำไมเวลาเทพมาประทับ

ร่างทรงจะต้องตัวสั่น หรือไม่ก็รำไปรำมา บางคนก็พูดวกไปวนมาเหมือนกับเด็ก

บางคนสูบบุหรี่กำใหญ่ๆ ฯลฯ

เลยอยากรู้ว่า

เวลาเทพเหล่านั้นอยู่บนสวรรค์ เขาต้องตัวสั่นหรือรำไปรำมาพูดวกไปวนมาเหมือนเด็กหรือเปล่า

เพียงนาม
02-11-2008, 11:47 AM
เคยสังเกตมา

ทำไมเวลาเทพมาประทับ

ร่างทรงจะต้องตัวสั่น หรือไม่ก็รำไปรำมา บางคนก็พูดวกไปวนมาเหมือนกับเด็ก

บางคนสูบบุหรี่กำใหญ่ๆ ฯลฯ

เลยอยากรู้ว่า

เวลาเทพเหล่านั้นอยู่บนสวรรค์ เขาต้องตัวสั่นหรือรำไปรำมาพูดวกไปวนมาเหมือนเด็กหรือเปล่า


งั้น เทพทั้งหลาย คงต้องไปตรวจมะเร็งปอด และ เช็คคลื่นสมองด้วยนะ
ตามโรงพยาบาลชั้นนำทั่วไป

ด้วยรัก และ เป็นห่วง(สุขภาพ ของทุกเทพคะ)

bumbimnick
02-11-2008, 04:17 PM
น่ากลัวค่ะ
เคยเป็นแทบทั้งตัวตอนนั่งสมาธิเยอะๆ
แต่ตอนนี้ไม่ค่อยได้นั่งเลยไม่ค่อยเป็น อิอิ
ขอบคุณสำหรับความรู้ค่ะ

โอซารัน
02-11-2008, 05:54 PM
เทพมีจริงก็ดีครับ ชิวิตจะได้มีไรดีๆเกิดขึ้น

GUYTHUM
02-11-2008, 06:34 PM
เทพ มีจริงครับ กรุงเทพมหานครฯ ไงครับ.....555555+
มีอะไรดีๆที่พระบรมรูปทรงม้าและสพานมัฆวานรังสรรค์ ว่างๆก็แวะไปดูบ้างนะครับ....4444

j147852
02-11-2008, 06:39 PM
องค์เทพจะมาแฝงอยู่ในร่างมนุษย์หรือครับเคยคุยๆอยู่กับพี่ชายเรื่องการเชิญเืทพมาคุ้มครองรักษาเหมือนกันจู่ๆเทพก็เข้ามาในนิมิตพี่ชายบอกว่า "จะลงไปทำไมให้เหม็น ส่องจิตดูก็รู้แล้ว"

HS4OFL
02-11-2008, 06:51 PM
หน้ากลัวทั้งนั้น ไม่เอาไม่มีดีกว่าใหม

YourWifeKeeper
02-11-2008, 07:05 PM
อันพระคุณของพระมารดานั้น ยิ่งใหญ่สุดคณานับได้

ชัชวาล เพ่งวรรธนะ
02-11-2008, 07:06 PM
ที่ใดมีสิ่งทั้ง5 รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่นั่นเรียกว่าโลก

ที่ใดยังมีขันธ์ ยึดอุปทาน สมมุติ ที่นั่นมีทุกข์

เหตุแห่งทุกข์อยู่ที่กายและจิต

ภพภูมิทั้งหมดเรียกว่าโลก มีขันธ์ มีรูปนาม ล้วนแล้วแต่หนีทุกข์

พรหมก็หนีทุกข์ อยากเสวยแต่ปีติ สุข ชั่วนิรันดรแต่ก็ทำไม่ได้

เทพ นางฟ้า ก็หนีทุกข์ อยากเสวยสุขในกามคุณทั้ง5ที่ละเอียดตลอดกาล

ก็ทำไม่ได้

องค์เทพพรหมข้าพเจ้าคือบิดามารดา เพราะท่านเป็นพรหมของลูก เป็นสิ่งมงคล
ที่ลูกกราบไหว้บูชา เป็นผู้ให้ชีวิตแก่ข้าพเจ้าในภพแห่งนี้

องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง เป็นผู้ที่ชี้แสงสว่าง
ทำให้พ้นไปจากทุกข์ด้วยชี้ธรรมเอก ทางถูก มรรค8 อริยสัจ4....

พระธรรมท่านเป็นสรณะเป็นที่พึ่ง เมื่อทำถูกย่อมพ้นไปจากขันธ์ที่เป็นเหตุแห่งทุกข์

พระสงฆ์เป็นสรณะเป็นที่พึ่งเพราะท่านเป็นครูที่สอนทางเดิน สอนคำสอนที่เป็นความจริง จากสิ่งสมมุติ คลายออก ด้วยการเข้าไปรู้ทุกข์

เพื่อเห็นเหตุของทุกข์ จิตที่เห็นจิต ย่อมพบมรรคจิตและมีผลเป็นนิโรธจนพ้นไป

องค์ประทับที่อยู่ในใจข้าพเจ้ามี4องค์

บิดารมารดา ให้ชีวิตข้าพเจ้า และพระรัตนตรัย ที่ให้แสงสว่างชี้นำ

องค์อื่นๆข้าพเจ้าไม่มี ไม่เอามาเป็นที่พึ่งเพราะเทพก็หนีทุกข์ พรหมก็หนีทุกข์ มีเพื่อนร่วมทุกข์เยอะแล้ว

บูชาในสิ่งที่ควรบูชา เป็นมงคลแห่งชีวิต

นอกนั้นท่านพิจารณาด้วยปัญญาเถิด

อ่านด้วยการพิจารณาผิดพลาดขออภัยครับ

CHOTIYA
02-11-2008, 08:14 PM
ดีอย่างไรเทพ แกักฏแห่งได้ไหม ไม่ได้ ทำบาปก็ต้องลงนรกเหมือนคน ยังต้องเกิดตายเหมือนคน เวลาหมดบุญรัสมีก็หายไป ร่างกายก็เหี่ยวลง เหงื่อก็ออกจั๊กกะแ้ร้ วิมานก็เลือนหายไป ต้นไม้ทิพย์ประจำตัวก็เหี่ยวเฉาตายไป เทพบริวารก็หายไป เทพอื่นก็นำไปปล่อยไว้ที่ป่าหิมพาน หนีออกไปอยู่ห่างๆ โยนดอกไม้มาอำนวยพรให้ ขอให้ท่าน ได้ไปเกิด เป็นมนุษย์เถิด เอ แล้วทำไมคนถึงอยากเป็นเทพ

anbang
02-11-2008, 09:49 PM
เทพไม่ทำร้ายคน เทวดาดี ไม่มีทางไปเข้าคนสร้างบารมี

ฝึกจิตให้ดี อ่านพระไตรปิฏกให้ดี จะรู้ว่า...มีแต่ผี (สัมเวสี)
ผี และ วิญญาณเร่ร่อน เปรตที่มีฤทธิ์ (โอปาติกะ) ที่มี โมหะ โลภะ โทสะ อยู่ในจิตเท่านั้น

ที่คอยไปสร้างความเดือนร้อน กับมนุษย์

เทวดาดีๆ เทพจริงๆ ทำไม่ได้เด็ดขาด

ทรงเจ้าเข้าทรงไม่มี มีแต่ผีเท่านั้น

อย่าไปเชื่อ...โกหก

Hikikomori
03-11-2008, 07:57 AM
http://forum.sanook.com/show.php?cat_id=6&topic_id=1352846&post_id=7044181


มนุษย์ผู้ที่มีองค์เทพแฝงอยู่นั้นสังเกตได้ด้วยตนเองไม่ยาก

1. มึนศีรษะข้างเดียวเป็นประจำ (บางทีทางการแพทย์ว่าเป็นไมเกรน)

2. หนักต้นคอ บางครั้งหนักบ่าสองข้างเหมือนมีใครมาขี่คอ บางครั้ง

นั่งรถอยู่ดีๆก็รู้สึกหนักบ่า

3. แน่นหน้าอกเป็นบางครั้งเหมือนหายใจไม่อิ่ม บางคนเป็นบ่อยจน

หมอว่าเป็นโรคหัวใจ

4. ฝันแม่นยำ มีลางสังหรณ์แม่นยำ บางทีเรียกสัมผัสที่หก หรือซิกเซ้นส์ - ฝันอะไรไม่รู้ แต่ไม่เกี่ยวกับหวยเลย

5. ชอบฝันหรือตีเป็นตัวเลข เสี่ยงโชคได้ใกล้เคียง บางทีผิดแต้ม

แต้มเดียว กลับบนกลับล่างกลับหน้ากลับหลัง ซื้อทีไรก็เฉี่ยวไปเฉี่ยว

มาเป็นประจำ แต่ถ้าไม่ซื้อไปบอกใครเขาก็จะถูก

6. บางครั้งหูจะได้ยินเสียงเรียกชื่อเบาๆ เหมือนเสียงกระซิบก็มี

เสียงดังก้องในหูก็มี

7. ไปตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือมีอะไรลี้ลับจะรับรู้โดยการสัมผัส

ขนลุกชันเย็นว่าไปทั้งตัว - ไม่ค่อยได้ไปครับ ทำงาน

8. บางครั้งสวดมนต์เป็นภาษาบาลีอยู่ดีๆ ก้เปลี่ยนเป็นภาษาอื่น

รัวเร็วขึ้น - ยังไม่ได้บวชคร้าบ

9. หากนั่งสมาธิจะได้หูทิพย์ตาทิพย์เร็วกว่าคนอื่น



***อาการบางอย่างหาหมอก็แล้วกินยาก็แล้ว มันไม่หาย ก็ให้สวดมนต์

นั่งสมาธิตามที่ว่าแล้วแผ่เมตาบ่อยๆทุกอย่างมันจะหายไปเอง เสี่ยงโชค

เสี่ยงลาภก็จะได้ เพราะบารมีที่ทำนี้แหละ..แต่บางอย่างก็อาจเกิดจาก

สัมภเวสีได้เช่นกัน

อาการคล้ายๆผมตอนนี้เลย ซึ่งผมกำลังพยายามหาคำตอบอยู่เหมือนกันเนี่ย ก็คนเราเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นกันมากกว่าอะ สงสัยต้องศึกษาเรื่องนี้มั่งแล้ว แต่หาอ่านรึรู้ยากอะ

จิตเอกภพ
03-11-2008, 08:12 AM
คุณเพียงนาม


งั้น เทพทั้งหลาย คงต้องไปตรวจมะเร็งปอด และ เช็คคลื่นสมองด้วยนะ
ตามโรงพยาบาลชั้นนำทั่วไป

ด้วยรัก และ เป็นห่วง(สุขภาพ ของทุกเทพคะ)

เลิกปากหมาสักที!!!

เทพ เทวัญ พระเจ้า พระพุทธเจ้า ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์
เราเคารพและบูชาเพราะระลึกถึงคุณงามความดีทุกๆ พระองค์
ศาสนามีไว้จรรโลจิตใจให้มนุษย์ใฝ่คุณธรรม ไม่ใช่มากล่าวด่ากันเล่นๆ

คุณควรไปกล่าวถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นบรรพบุรุษของคุณที่ล่วงรับไปแล้ว
รวมถึงตัวคุณด้วยให้ไปตรวจประสาทและดัดนิสัยที่ชอบดูถูกสิ่งศักดิ์สิทธิ์สักที

ด้วยความปรารถนาดีนะครับ

สันโดษ
03-11-2008, 08:25 AM
คุณเพียงนาม



เลิกปากหมาสักที!!!

เทพ เทวัญ พระเจ้า พระพุทธเจ้า ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์
เราเคารพและบูชาเพราะระลึกถึงคุณงามความดีทุกๆ พระองค์
ศาสนามีไว้จรรโลจิตใจให้มนุษย์ใฝ่คุณธรรม ไม่ใช่มากล่าวด่ากันเล่นๆ

คุณควรไปกล่าวถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นบรรพบุรุษของคุณที่ล่วงรับไปแล้ว
รวมถึงตัวคุณด้วยให้ไปตรวจประสาทและดัดนิสัยที่ชอบดูถูกสิ่งศักดิ์สิทธิ์สักที

ด้วยความปรารถนาดีนะครับ



เป็นไรมากป่าว.....แบบนี้เรียกว่า...โกรธนะเนี๊ย

จิตเอกภพ
03-11-2008, 09:19 AM
คนเราบางครั้ง หากไม่สะกิดใจกันแรงๆ ก็จะไม่ระลึกรู้ในสิ่งที่ตนได้กระทำไป
อีกทั้งยังเป็นการปรามกันตรงๆ ไม่ต้องอ้อมค้อม จะได้นำไปปรับปรุงปฏิบัติ

ก็อย่าได้หวือหวาไปตามจิต สะกิดใจแรงไป ก็ขอโทษที

chinasungkia
03-11-2008, 09:50 AM
เรียนถามท่านผู้รู้ทั้งหลาย

ยังไงลองช่วยพิจารณาและวิเคราะห์ ถึงการประทับทรงของเทพเจ้าจีน ที่ได้ช่วยทำกุศล "ล้างป่าช้า" (ศพส่วนใหญ่จะเป็นผีคนไทยเสียด้วยสิ เพราะคนจีน มักจะมี ฮวงซุ้ย)

เทพท่านจะประทับทรงที่ไม้กี (ไม้ตัว Y แล้วมีร่างทรง 2 คน จับที่ด้ามทั้ง 2 ข้าง โดยที่เชื่อกันว่า เทพเจ้า ได้ประทับที่ ปลายไม้ สามารถเขียนตัวหนังสือจีน เป็นโคลงกลอน แม้ว่า ผู้ที่เข้าไปจับ จะไม่เคยรู้หนังสือจีนมาก่อนก็ตาม) ไม้กี จะพาร่างทรง วิ่งไปชี้ตำแหน่งที่มีศพฝังอยู่ใต้ดิน โดยถ้าเป็นตาเนื้อของมนุษย์ธรรมดา จะทราบได้อย่างไร ว่า พื้นดินราบเรียบ มีต้นหญ้า มีต้นไม้ ขึ้นปกคลุม อยู่นั่นจะมีศพฝังอยู่

ยังไงฝากท่านผู้รู้ทั้งหลายช่วยวิเคราะห์ ด้วยกันนะครับ.....สาธุ

visnu
03-11-2008, 07:01 PM
เรียนถามท่านผู้รู้ทั้งหลาย

ยังไงลองช่วยพิจารณาและวิเคราะห์ ถึงการประทับทรงของเทพเจ้าจีน ที่ได้ช่วยทำกุศล "ล้างป่าช้า" (ศพส่วนใหญ่จะเป็นผีคนไทยเสียด้วยสิ เพราะคนจีน มักจะมี ฮวงซุ้ย)

เทพท่านจะประทับทรงที่ไม้กี (ไม้ตัว Y แล้วมีร่างทรง 2 คน จับที่ด้ามทั้ง 2 ข้าง โดยที่เชื่อกันว่า เทพเจ้า ได้ประทับที่ ปลายไม้ สามารถเขียนตัวหนังสือจีน เป็นโคลงกลอน แม้ว่า ผู้ที่เข้าไปจับ จะไม่เคยรู้หนังสือจีนมาก่อนก็ตาม) ไม้กี จะพาร่างทรง วิ่งไปชี้ตำแหน่งที่มีศพฝังอยู่ใต้ดิน โดยถ้าเป็นตาเนื้อของมนุษย์ธรรมดา จะทราบได้อย่างไร ว่า พื้นดินราบเรียบ มีต้นหญ้า มีต้นไม้ ขึ้นปกคลุม อยู่นั่นจะมีศพฝังอยู่

ยังไงฝากท่านผู้รู้ทั้งหลายช่วยวิเคราะห์ ด้วยกันนะครับ.....สาธุ


เคยดูเหมือนกันตอนเด็กๆ พอเข้าปุ๋บก็จะเขียนในกระจาดเป็นคำๆก็จะมีคนคอยจดว่าเขียนว่าอะไรบ้างพอถึงเวลาก็จะเดินไปชี้ลงตรงไหนจะมีคนเดินตามแล้วเอาธงปักลงตรงที่ชี้แล้วหลังจากนั้นก็จะขุดตรงที่ปักธงไว้เพื่อเอาศพขึ้นมา
หลังๆ เค้าว่าคนที่ทำพิธีตายหมดแล้วไม่มีคนสืบต่อคนอื่นมาทำก็ไม่ค่อยดีนะครับ

chinasungkia
03-11-2008, 07:55 PM
เคยดูเหมือนกันตอนเด็กๆ พอเข้าปุ๋บก็จะเขียนในกระจาดเป็นคำๆก็จะมีคนคอยจดว่าเขียนว่าอะไรบ้างพอถึงเวลาก็จะเดินไปชี้ลงตรงไหนจะมีคนเดินตามแล้วเอาธงปักลงตรงที่ชี้แล้วหลังจากนั้นก็จะขุดตรงที่ปักธงไว้เพื่อเอาศพขึ้นมา
หลังๆ เค้าว่าคนที่ทำพิธีตายหมดแล้วไม่มีคนสืบต่อคนอื่นมาทำก็ไม่ค่อยดีนะครับ

ใช้แล้วครับ เมื่อเทพท่านเสด็จมาจะเขียนหนังสือจีน ใส่กระด้ง (เวลาออกนอกสถานที่) หรือเขียนใส่ เขียงไม้ อันใหญ่ ๆ จะมีคนรู้หนังสือจีน คอยจด ซึ่งท่านจะเขียนเป็น คำ ๆ และเป็นโคลงกลอน ด้วยครับ

คนทำพิธี ยังมีอยู่ครับ เพราะบรรพบุรุษ ก็ได้สอนวิชา คาถาในการเชิญองค์เทพเจ้า ให้แก่ลูกหลานสืบต่อมาครับ ขออนุญาตยกตัวอย่าง ในเครือ พ่งไล้ ก็มีสาขาอยู่ทั่วประเทศไทย เราจะเรียก ว่า "เกาะ" เช่น พ่งไล้จับอิ๊กเซียวเกาะ ก็จะเป็น สาขาที่ 11 นะครับ เทพเจ้าองค์อ่อเฮี่ยฮุ้นเซี้ยโจ้ว ท่านก็ยังคงมีพระเมตตาเสด็จลงมาช่วยเหล่าสัมภเวสี ที่ไร้ญาติ ให้ได้ไปสู่สุขติภูมิ ครับ....สาธุ

kate1511
03-11-2008, 08:46 PM
จะมีเทพคุ้มครองหรือไม่มี ความดีย่อมคุ้มครองตัวเราเอง

j147852
04-11-2008, 08:08 PM
ผมเชื่อว่าเมื่อปฏิบัติไปถึงขั้นแล้วท่านก็มาคุ้มครองเองแหละครับ
เพราะเราต้องมีดีสะก่อน ไม่งั้นจะโดนคำพูดที่ว่า "มีดีอันใด ให้เราไปคุ้มครอง"

angeltk229
04-11-2008, 09:20 PM
http://forum.sanook.com/show.php?cat_id=6&topic_id=1352846&post_id=7044181


มนุษย์ผู้ที่มีองค์เทพแฝงอยู่นั้นสังเกตได้ด้วยตนเองไม่ยาก

1. มึนศีรษะข้างเดียวเป็นประจำ (บางทีทางการแพทย์ว่าเป็นไมเกรน)

2. หนักต้นคอ บางครั้งหนักบ่าสองข้างเหมือนมีใครมาขี่คอ บางครั้ง

นั่งรถอยู่ดีๆก็รู้สึกหนักบ่า

3. แน่นหน้าอกเป็นบางครั้งเหมือนหายใจไม่อิ่ม บางคนเป็นบ่อยจน

หมอว่าเป็นโรคหัวใจ

4. ฝันแม่นยำ มีลางสังหรณ์แม่นยำ บางทีเรียกสัมผัสที่หก หรือซิกเซ้นส์

5. ชอบฝันหรือตีเป็นตัวเลข เสี่ยงโชคได้ใกล้เคียง บางทีผิดแต้ม

แต้มเดียว กลับบนกลับล่างกลับหน้ากลับหลัง ซื้อทีไรก็เฉี่ยวไปเฉี่ยว

มาเป็นประจำ แต่ถ้าไม่ซื้อไปบอกใครเขาก็จะถูก

6. บางครั้งหูจะได้ยินเสียงเรียกชื่อเบาๆ เหมือนเสียงกระซิบก็มี

เสียงดังก้องในหูก็มี

7. ไปตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือมีอะไรลี้ลับจะรับรู้โดยการสัมผัส

ขนลุกชันเย็นว่าไปทั้งตัว

8. บางครั้งสวดมนต์เป็นภาษาบาลีอยู่ดีๆ ก้เปลี่ยนเป็นภาษาอื่น

รัวเร็วขึ้น

9. หากนั่งสมาธิจะได้หูทิพย์ตาทิพย์เร็วกว่าคนอื่น



***อาการบางอย่างหาหมอก็แล้วกินยาก็แล้ว มันไม่หาย ก็ให้สวดมนต์

นั่งสมาธิตามที่ว่าแล้วแผ่เมตาบ่อยๆทุกอย่างมันจะหายไปเอง เสี่ยงโชค

เสี่ยงลาภก็จะได้ เพราะบารมีที่ทำนี้แหละ..แต่บางอย่างก็อาจเกิดจาก

สัมภเวสีได้เช่นกัน
ไม่มีข้อ5ค่ะเพราะบอกกับตัวเองว่าหวยคืออบายมุขอย่างหนึ่งไม่เคยเล่นค่ะถึงจะเล่นก็มั่นใจว่าไม่ถูกค่ะ
ไม่มีข้อ8ค่ะทุกครั้งที่สวดมนต์จะใช้สติกำกับไว้เสมอ
ไม่ได้รู้สึกว่าอยากหรือไม่อยากมีองค์เทพแฝงเลยค่ะถ้ามีสิ่งดีๆคอยปกปักรักษาก็ดีถ้าไม่มีก็ใช้สติรักษาตัวเองเคยมีหลายคนบอกว่า
มีร่าง มีองค์ มีก็มีแต่ก็ไม่เคยถามต่อว่าเป็นองค์ไหนเป็นใคร คิดเสมอว่าหากคิดดี ปฏิบัติดีกรรมดีย่อมส่งผลหากชีวิตเจอเรื่องร้ายๆก็คิดเสียว่าใช้ผลกรรมในอดีตชาติใช่ให้หมดชาติหน้าก็ไม่ต้องใช้
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆที่ทาโพสต์ให้อ่านกันค่ะ

ืnokyam
16-11-2008, 01:46 PM
http://forum.sanook.com/show.php?cat_id=6&topic_id=1352846&post_id=7044181


มนุษย์ผู้ที่มีองค์เทพแฝงอยู่นั้นสังเกตได้ด้วยตนเองไม่ยาก

1. มึนศีรษะข้างเดียวเป็นประจำ (บางทีทางการแพทย์ว่าเป็นไมเกรน)

2. หนักต้นคอ บางครั้งหนักบ่าสองข้างเหมือนมีใครมาขี่คอ บางครั้ง

นั่งรถอยู่ดีๆก็รู้สึกหนักบ่า

3. แน่นหน้าอกเป็นบางครั้งเหมือนหายใจไม่อิ่ม บางคนเป็นบ่อยจน

หมอว่าเป็นโรคหัวใจ

4. ฝันแม่นยำ มีลางสังหรณ์แม่นยำ บางทีเรียกสัมผัสที่หก หรือซิกเซ้นส์

5. ชอบฝันหรือตีเป็นตัวเลข เสี่ยงโชคได้ใกล้เคียง บางทีผิดแต้ม

แต้มเดียว กลับบนกลับล่างกลับหน้ากลับหลัง ซื้อทีไรก็เฉี่ยวไปเฉี่ยว

มาเป็นประจำ แต่ถ้าไม่ซื้อไปบอกใครเขาก็จะถูก

6. บางครั้งหูจะได้ยินเสียงเรียกชื่อเบาๆ เหมือนเสียงกระซิบก็มี

เสียงดังก้องในหูก็มี

7. ไปตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือมีอะไรลี้ลับจะรับรู้โดยการสัมผัส

ขนลุกชันเย็นว่าไปทั้งตัว

8. บางครั้งสวดมนต์เป็นภาษาบาลีอยู่ดีๆ ก้เปลี่ยนเป็นภาษาอื่น

รัวเร็วขึ้น

9. หากนั่งสมาธิจะได้หูทิพย์ตาทิพย์เร็วกว่าคนอื่น



***อาการบางอย่างหาหมอก็แล้วกินยาก็แล้ว มันไม่หาย ก็ให้สวดมนต์

นั่งสมาธิตามที่ว่าแล้วแผ่เมตาบ่อยๆทุกอย่างมันจะหายไปเอง เสี่ยงโชค

เสี่ยงลาภก็จะได้ เพราะบารมีที่ทำนี้แหละ..แต่บางอย่างก็อาจเกิดจาก

สัมภเวสีได้เช่นกัน




ถ้าน้องกระเจียวอยากจะหายจากอาการต่าง ๆ นั้น ก็ให้ไป "เปิดพระโอษฐ์" เสีย ที่ อ.ประหยัด www.satusanya.com