PDA

View Full Version : อภิ__าคืออะไร


telwada
23-11-2004, 06:34 PM
อภิ__าคืออะไร อภิ__าเป็นศัพท์ภาษาบาลี มีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ว่า หมายความถึง "ความรู้ยิ่ง" แบ่งออกเป็น 6 ชนิด 6 อย่าง
1.แสดงฤทธิ์ได้
2.หูทิพย์
3.รู้จักกำหนดใจผู้อื่น
4.ระลึกชาติได้
5.ตาทิพย์
6.รู้จักทำอาสวะให้สิ้นไป
อภิ__านั้นในทางที่เป็นหลักความจริงแล้วมิใช่หมายความว่า จะต้องมีสิ่งที่นอกเหนือไปจากมนุษย์ปุถุชนธรรมดา หรือจะกล่าวให้เข้าใจง่าย ก็คือ อภิ__ามิใช่หมายความว่าจะต้องมีอำนาจพิเศษที่เหนือไปจากมนุษย์
อภิ__า นั้น เป็นหลักความจริงเป็นผลอันเกิดจากความรู้ความจำความเข้าใจ เป็นผลอันเกิดจากการได้ปฏิสังคมกับผู้คนและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ทำให้เกิดอภิ__าในชั้นปุถุชนขึ้นมา
ต่อเมื่อมีความรู้ความเข้าใจในสภาพสภาวะแห่งธรรมชาติทั้งหลายแล้ว หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า รู้หลักการหรือธรรมะที่ถูกต้องแล้ว อภิ__าทั้งหก จะเกิดขึ้น เหตุที่เกิดก็เพราะเกิดมาจาก _าณหรือความรู้อันนับเข้าในวิปัสสนา บางท่านอาจจะโต้แย้งว่า _าณ ความ หยั่งรู้ แต่หากท่านคิดพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วน บุคคลจะหยั่งรู้ได้ ก็เพราะได้รับความรู้ได้รับประสบการณ์ประกอบกับความจำ และประกอบด้วยส่วนรายละเอียดอีกหลายประการจึงสามารถทำให้เกิดความหยั่งรู้ ซึ่งก็คือความรู้นั่นเอง เมื่อมี_าณ หรือความรู้อันนับเข้าใจวิปัสสนาแล้ว ก็ยังต้องมีวิธีการปฏิบัติหรือการฝึกที่ถูกต้อง การฝึกหรือวิธีปฏิบัติแยกเป็น 2 รูปแบบ คือ การวิปัสสนา อย่างหนึ่ง การปฏิบัติในขณะปฏิสัมพันธ์กับสรรพสิ่งต่างๆอย่างหนึ่ง ซึ่งการฝึกการปฏิบัติก็จะทำให้เกิดอภิ__าได้ อภิ__าทั้ง 6 ข้อ เป็นเพียงเครื่องช่วยเป็นผลที่จะช่วยทำให้บุคคลบรรลุสู่นิพพานได้ แต่อภิ__าก็เป็นความหลงหากติดหลงโดยไม่ยอมขจัดอาสวะขณะเกิดอภิ__าต่างๆ ดังนั้น ข้อที่ 6 คือ รู้จักทำอาสวะให้สิ้นไป จึงเป็นข้อที่สำคั_ เป็นข้อที่คอยควบคุมมิให้เกิดความคิดไหลไปทางต่ำ การจะฝึกตนให้ถึงอภิ__าได้นั้น ทำให้จริง แต่ก็ต้องเริ่มตั้งแต่ระดับปุถุชนไปก่อน เพราะระดับปุถุชนเป็นระดับพื้นฐาน ซึ่งก็ต้องมีธรรมะ ดังที่ข้าพเจ้าได้เขียนเป็นกระทู้ไว้ชื่อ "ธรรมะของศรีอารย์" ฉะนี้

telwada
24-11-2004, 07:33 PM
ก่อนที่ท่านทั้งหลายจะอ่านกระทู้นี้ ก็ให้สร้างความคิดไว้ก่อนว่า หลักการแห่งธรรมชาตินั้นย่อมมีส่วนคล้ายกัน ย่อมมีส่วนเหมือนกันเมื่ออ่านไปแล้วจะได้ไปไม่กล่าวใส่ร้ายข้าพเจ้าว่า บิดเบือนพระธรรมอะไรของพวกคุณบ้าง ดังนั้นข้าพเจ้าจึงอารัมภบทให้รู้ไว้ก่อนว่า ธรรมะที่ท่านทั้งหลายจะอ่านต่อไปนี้เป็นธรรมะแห่งศรีอาริยะเมตไตย หรือของข้าพเจ้า ไม่เกี่ยวข้องกับหลักการในพระไตรปิฏก
ธรรมะก็คือ คำสอน
ธรรมะก็คือหลักการ อันเป็นสิ่งที่ทำให้สรรพสิ่งโดยเฉพาะมนุษย์รู้แจ้งเห็นจริง ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงได้ศึกษาค้นคว้าและวิจัย จนพบว่า ทุกข์ทั้งหลายเกิดจากเหตุ,เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์,เหตุที่ทำให้ถึงความดับทุกข์,หนทางแห่งความดับทุกข์ นั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือสิ่งๆเดียวกัน
ท่านทั้งหลายหากได้อ่านกระทู้นี้ ก็จงได้ใช้วิจารณ_าณ จงคิดพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะธรรมะของข้าพเจ้านี้เป็นหลักความจริง เป็นแก่นแท้อันสามารถนำให้ผู้รู้ ผู้ศึกษา บรรลุสู่ขั้นโสดาบันได้ และควรได้ระลึกถึงหลักความเป็นจริงอันตัวท่านทั้งหลายได้พบเห็นกันอยู่ทุกวัน และขอให้คิดพิจารณาให้ดีว่าธรรมะหรือหลักการของข้าพเจ้านี้ เป็นหลักความจริงหรือไม่
ท่านทั้งหลายอ่านแล้วจงได้คิดพิจารณาให้ดีเสียก่อน ที่จะแสดงความคิดเห็นใดใดออกมา และ ธรรมะหรือหลักการอันนี้ เป็นธรรมะหรือหลักการเฉพาะอย่าง ซึ่งมีดังต่อไปนี้
อันธรรมดาของมนุษย์ ย่อมเป็นทุกข์ เพราะ " ความคิด" ซึ่งในทางหลักการก็คือ ระลึก ดำริ นั่นเอง
"ความคิด" แบ่งได้เป็นหลายรูปแบบ คิดถึงปัจจุบัน คิดถึงอดีต คิดถึงอนาคต ล้วนก็เป็น ความคิดทั้งสิ้น ความคิดนี้ ทำให้เกิดความทุกข์ เหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ก็เพราะ คิดมากไป คิดฟุ้งซ่านหาที่จบไม่ได้ คิดดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงชีพ คิดไม่ตกคิดไม่ออกก็ย่อมเกิดเป็นความทุกข์
แต่"ความคิด" ก็สามารถทำให้บุคคลหลุดพ้นจากความทุกข์ได้เช่นกัน ในที่นี้ไม่ขอยกตัวอย่าง เพราะส่วนให_่แล้วเรื่องเกี่ยวกับความคิดนี้ ล้วนมีความเข้าใจเป็นทุนอยู่แล้ว
ส่วนความเห็นผิดเห็นชอบ ของบุคคลใดใด ก็ล้วนเป็นผลไปจากความคิดทั้งสิ้น เพราะถ้าไม่มีความคิดแล้ว ความเห็นผิดเห็นชอบเหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ข้อที่ 2 ทุกข์เกิดจากเหตุ เกี่ยวกับ" อาชีพ การทำงาน และการปฏิบัติตนเกี่ยวกับการทำงานนั้นๆ" หากเรียกตามหลักการแล้วก็คือ "สรรพอาชีพ ประพฤติ" ความทุกข์ย่อมเกิดจากอาชีพและการปฏิบัติตนแห่งการทำงานนั้นๆ หรืออื่นๆมนุษย์ต่างก็ดิ้นรนแสวงหาอาชีพ และต้องปฏิบัติตนตามลักษณะอาชีพนั้นๆอย่างถูกต้อง อันนี้ท่านทั้งหลายคงจะพอเข้าใจกันอยู่บ้างแล้ว เพราะคงพบเห็นและประสบกับตัวเองอยู่เนืองๆ บางอาชีพก็เบียดเบียนผู้อื่น บางอาชีพ ก็แก่งแย่งชิงเด่นซึ่งกันและกัน ทุกข์จึงเกิดจากเหตุที่ได้กล่าวไป และเหตุที่ สรรพอาชีพ ประพฤติ ทำให้เกิดทุกข์ ก็เพราะ อาชีพบางอาชีพที่เขาทั้งหลายเลือก ไม่ถูกต้อง ไม่ถูกโฉลก ไม่ถูกสถานที่ ทำเลไม่ดี และอื่นๆอีกมากมาย จึงทำให้เป็นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ และ สรรพอาชีพประพฤติ ก็ย่อมเป็นเหตุที่ทำให้ถึงความดับทุกข์ได้เช่นกัน เพราะหนทางแห่งความดับทุกข์นั้น สรรพอาชีพประพฤติ ย่อมทำให้บุคคลมีกินมีใช้ ลงทุนในทางที่ถูกที่ควร นกน้อยทำรังแต่พอตัว อย่างนี้เป็นต้น
ข้อที่ 3 กตั__ู เจรจา คำว่า กตั__ูในที่นี้ เนื่องจากไม่สามารถหาคำใดที่เหมาะสม ได้จึงใช้คำนี้ แต่ความหมายนั้น มิใช่หมายถึงรู้คุณท่านเพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงรู้คุณแห่งสรรพสิ่งทั้งหลายด้วย การรู้คุณนี้ย่อมเป็นการรู้คุณทั้งในทางที่ดีตามค่านิยมของมนุษย์ หรือรู้คุณในทางที่ไม่ดีตามค่านิยมของมนุษย์
กตั__ู การรู้คุณ ย่อมคู่กับการเจรจา การเจรจา หรือการติดต่อสื่อสารนั้น ล้วนย่อมก่อให้เกิดกิเลส และย่อมสามารถขจัดซึ่งกิเลสได้เช่นกัน การเจรจาหรือการพูดหรือการติดต่อสื่อสาร ย่อมกล่าวถึงสรรพสิ่งต่าง ซึ่ง ท่านทั้งหลายย่อมรู้คุณของสิ่งที่พูด ย่อมรู้คุณของสิ่งที่ได้เจรจาออกไป อีกทั้งยังรู้คุณก่อนที่เราจะพูดอาจจะรู้ก่อนคือมีการวางแผนการเจรจาก่อน หรือรู้คุณของการเจรจานั้นทีหลัง นี้เป็นหลักความจริงอันสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีจริงเป็นจริง
ข้อที่ 4 ทานและการครองเรือน ข้อนี้ เป็นข้อที่สำคั_ ที่สรรพสิ่ง ไม่ใช่เฉพาะมนุษย์แต่หมายรวมถึงทุกสิ่ง ที่มีอยู่ จะแสดงบทบาท ตามการครองเรือนเช่นเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นหิน เป็นน้ำ อย่างนี้เป็นต้น การครองเรือนจะเป็นต้นเหตุเป็นสาเหตุแห่งการทาน คือการใช้ การครองเรือน ย่อมเกิดการทานหรือการให้ ซึ่ง ย่อมเป็นสาเหตุแห่งความโลภ ความโกรธ ความหลง แต่ก็ย่อมสามารถเป็นเครื่องช่วยขจัดอาสวะหรือขจัดกิเลสได้เช่นกัน อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า สมองใครสติปั__าใครจะคิดได้คิดออกคิดได้ถี่ถ้วนและรอบคอบกว่ากัน
ที่กล่าวไปทั้งหมด ดูเหมือนจะมีเพียง 4 ข้อ แต่ความจริงแล้วแบ่งเป็นแปดข้อ เพราะแต่ละข้อจะแบ่งเป็น 2
และธรรมะหมวดนี้ เป็นธรรมะที่สามารถทำให้ผู้คิดพิจารณาและปฏิบัติบรรลุโสดาบันได้ (บรรลุนะไม่ใช่สำเร็จ) และถ้าสมองดีสติปั__าดี ก็สามารถพิจารณาให้บรรลุมรรคผลได้เช่นกัน (อยู่ในขั้นโสดาบัน)
ทั้งหมดที่ได้กล่าวไป จงอ่านแล้วคิดพิจารณา ถ้าใครจะคิดว่า ข้าพเจ้าบิดเบือนพระธรรมอะไรของพวกคุณ ก็จงเลิกความคิดนั้นเสีย
เพราะคำสอนหรือธรรมะเหล่านี้ คือหลักการหรือธรรมะของข้าพเจ้า
"พระศรีอาริยะเมตไตย"
อนึ่งในการคิดพิจารณานั้น จำเป็นต้องอาศัยสมาธิเป็นขั้นพื้นฐานเนื่องจากหาก
หากสมาธิไม่ดี อาจเกิดความเครียดหรือเกิดอันตรายต่อระบบสมองหรือระบบประสาทได้ แต่หากคิดพิจารณาทีละอย่างพอประมาณเครียดก็พักรู้จักแบ่งเวลาคิดพิจารณา ทุกท่านย่อมประสบผลสำเร็จได้อย่างแน่นอน ประการที่สำคั_ท่านทั้งหลายควรได้คิดพิจารณานับตั้งแต่ตัวเองเป็นต้นไป เพราะจะได้เกิดความเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น
อีกอย่างหนึ่งท่านทั้งควรได้คิดพิจารณาให้สัมพันธ์กันในทุกข้อ และคิดให้กว้างโดยคิดคำนึงถึงหลักความจริงให้มากที่สุด และขอความสุขสวัสดี แลความเจริ_ในธรรม ความเจริ_ในศาสนาจงรุดหน้ายิ่งๆขึ้นไปเถิด และเมื่อท่านทั้งหลายได้คิดพิจารณาอย่างถี่ถ้วนและเกิดความเข้าใจว่าเป็นจริงมีจริงแล้ว ท่านทั้งหลายก็จักบรรลุซึ่งมรรคผล (บรรลุไม่ใช่สำเร็จ) อันอยู่ในขั้นโสดาบันนี้เป็นขั้นต่อไป และนี้เป็นหมวดวิชชา หมวดหนึ่งในหลายๆหมวดของวิชชา 3 วิชชา 8 อันจักนำท่านไปสู่ผู้มีอภิ__าได้ สวัสดี

WebSnow
24-11-2004, 11:42 PM
ที่ telwada เขียน อภิญญาหก
นั้น มีข้อผิดผสมอยู่ เพียงนิดหนึ่ง

"""
1.แสดงฤทธิ์ได้
2.หูทิพย์
3.รู้จักกำหนดใจผู้อื่น
4.ระลึกชาติได้
5.ตาทิพย์
6.รู้จักทำอาสวะให้สิ้นไป """"


การระลึกชาติและเจโตญาณ เป็นญาณลูกสมุนของตาทิพย์

---------------------------

อภิญญาหก ที่ถูกต้องคือ

๑. อิทธิฤทธิ์ แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้
๒. ทิพยโสต มีหูเป็นทิพย์ สามารถฟังเสียงในที่ไกล หรือเสียงอมนุษย์ได้ยิน
๓. จุตูปปาตญาณ รู้การตายและการเกิดของคนและสัตว์
๔. เจโตปริยญาณ รู้ความรู้สึกในความในใจของคนและสัตว์
๕. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติต่างๆ ที่ล่วงมาแล้วได้
๖. อาสวักขยญาณ ได้แก่การทำอาสวะให้หมดสิ้นไป

telwada
27-11-2004, 04:47 AM
ข้าพเจ้าเอง ไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้ แต่ก็เปิดดูในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ซึ่งมีความหมายตามที่ข้าพเจ้าได้เขียนไป
ซึ่งในทางที่เป็นความจริงแล้ว ข้าพเจ้ารู้แต่วิชชา 3 วิชชา 8 เท่านั้น และวิชชา 3 วิชชา 8 ก็เป็นอภิ__าชั้นสูงสุดในศาสนาแล้วขอรับ