NUI
23-11-2004, 08:39 AM
สวดมนต์ต้องสมาทานศีล๕
แม่ชีธนพรเล่าว่าเมื่อตนเองบวชแล้ว จึงรู้ว่าตนเองสวดมนต์ผิด มา20 ปี เพราะศีลคือพื้นฐานอันสำคั_ของชีวิต ในทางร่มเย็นเป็นสุข ทั้งยังเป็นพื้นฐานของการบำเพ็_เพียรในมรรคผล คนที่
สวดมนต์เก่งแต่ไม่มีศีลหรือมีศีลที่ไม่บริสุทธิ์ การสวดมนต์ก็แทบจะไร้ความหมาย เพราะแม้ว่าสวดมนต์ไป แต่กาย วาจา ใจ ยังเที่ยวเบียดเบียนผู้อื่น การท่องมนต์ก็พลอยเป็นโมฆะ เสมือนการโกหกหลอกลวงตามไปด้วย ดังนั้นศีลจึงเป็นสิ่งสำคั_ ศีลที่ต้องรักษา มีทั้งศีลทางกาย วาจา และใจ หากมีศีลทางใจจะเกิดเมตตา ใจจะสงบ เมื่อสวดมนต์ภานาจะเย็นใจ เกิดความศักดิ์สิทธิ์ ทำสิ่งใดก็ศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์มีความขลังขึ้นมาได้ การดำเนินทางมรรคผลนิพพาน ก็สำคั_ที่ศีล มรรค๘ ย่อลงมา ก็มีศีล สมาธิ ปั__านี่เอง หากศีลยังบกพร่องอยู่ ก็เท่ากับว่าพื้นฐานยังไม่แน่น บำเพ็_ไปก็อาจเสียหลักล้มลงไปโดยง่าย ดังนั้นการสำรวมศีลจึงสำคั_ เมื่อศีลปรากฏขึ้นในใจแล้ว ศีลจะประจำอยู่ที่อายตนะ คือมีศีลประจำอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เมื่อศีลประจำตาและหูแล้ว เท่ากับว่าเราได้อินทรีย์สังวร ก็ยิ่งทำให้เย็นกาย เย็นใจ จิตตั้งเป็นสมาธิในทางอริยมรรค ได้ดียิ่งขึ้นอีก ดังนี้จึงเรียกว่า ศีลเป็นตัวสำคั_นัก
สมัยก่อนแม่ชีท่านได้อ่านหนังสือสวดมนต์ก็สวดไปตามศรัทธา พอบวชแล้วจึงรู้ว่าการสวดมนต์เพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้ชีวิตร่มเย็นเป็นสุขขึ้นมาได้ การสวดมนต์นั้นเป็นการภาวนาอย่างหนึ่ง หากสวดด้วยใจอย่างแน่วแน่แล้ว ย่อมยังผลให้เกิดคุณวิเศษกับตัวเราได้ แต่ก็ยังไม่อาจสมบูรณ์ได้ หากการสวดมนต์นั้นไม่มี ศีล เป็นพื้นฐานเครื่องรองรับ จึงได้คติว่าก่อนการสวดมนต์ทุกครั้ง ควรทำอาราธนาศีลก่อน การอาราธนาศีล คือเอาศีลเป็นอนุสติระลึก กาย วาจา ใจ จะสำรวมรักษาศีลให้มั่นคง เมื่อตั้งใจรักษาศีลแล้ว อานิสงส์ผลบุ_ย่อมบังเกิดขึ้นอย่างท่วมท้น
ที่กล่าวมานี้เพราะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน คงมีหลายท่านที่ชอบในการสวดมนต์ นั่งภาวนาแต่ลืมเรื่องศีลไป หากท่านผู้ใดที่สำรวมมีศีลอยู่แล้วก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าหากผู้ใดที่ปฏิบัติมานาน แต่ยังไม่มีศีลเป็นเครื่องระลึก ก็น่าจะเป็นประโยชน์อยู่บ้างมิใช่น้อย ที่จะอาราธนาศีลทุกครั้ง ก่อนสวดมนต์บทอื่นๆต่อไป
สวัสดีค่ะ
แม่ชีธนพรเล่าว่าเมื่อตนเองบวชแล้ว จึงรู้ว่าตนเองสวดมนต์ผิด มา20 ปี เพราะศีลคือพื้นฐานอันสำคั_ของชีวิต ในทางร่มเย็นเป็นสุข ทั้งยังเป็นพื้นฐานของการบำเพ็_เพียรในมรรคผล คนที่
สวดมนต์เก่งแต่ไม่มีศีลหรือมีศีลที่ไม่บริสุทธิ์ การสวดมนต์ก็แทบจะไร้ความหมาย เพราะแม้ว่าสวดมนต์ไป แต่กาย วาจา ใจ ยังเที่ยวเบียดเบียนผู้อื่น การท่องมนต์ก็พลอยเป็นโมฆะ เสมือนการโกหกหลอกลวงตามไปด้วย ดังนั้นศีลจึงเป็นสิ่งสำคั_ ศีลที่ต้องรักษา มีทั้งศีลทางกาย วาจา และใจ หากมีศีลทางใจจะเกิดเมตตา ใจจะสงบ เมื่อสวดมนต์ภานาจะเย็นใจ เกิดความศักดิ์สิทธิ์ ทำสิ่งใดก็ศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์มีความขลังขึ้นมาได้ การดำเนินทางมรรคผลนิพพาน ก็สำคั_ที่ศีล มรรค๘ ย่อลงมา ก็มีศีล สมาธิ ปั__านี่เอง หากศีลยังบกพร่องอยู่ ก็เท่ากับว่าพื้นฐานยังไม่แน่น บำเพ็_ไปก็อาจเสียหลักล้มลงไปโดยง่าย ดังนั้นการสำรวมศีลจึงสำคั_ เมื่อศีลปรากฏขึ้นในใจแล้ว ศีลจะประจำอยู่ที่อายตนะ คือมีศีลประจำอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เมื่อศีลประจำตาและหูแล้ว เท่ากับว่าเราได้อินทรีย์สังวร ก็ยิ่งทำให้เย็นกาย เย็นใจ จิตตั้งเป็นสมาธิในทางอริยมรรค ได้ดียิ่งขึ้นอีก ดังนี้จึงเรียกว่า ศีลเป็นตัวสำคั_นัก
สมัยก่อนแม่ชีท่านได้อ่านหนังสือสวดมนต์ก็สวดไปตามศรัทธา พอบวชแล้วจึงรู้ว่าการสวดมนต์เพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้ชีวิตร่มเย็นเป็นสุขขึ้นมาได้ การสวดมนต์นั้นเป็นการภาวนาอย่างหนึ่ง หากสวดด้วยใจอย่างแน่วแน่แล้ว ย่อมยังผลให้เกิดคุณวิเศษกับตัวเราได้ แต่ก็ยังไม่อาจสมบูรณ์ได้ หากการสวดมนต์นั้นไม่มี ศีล เป็นพื้นฐานเครื่องรองรับ จึงได้คติว่าก่อนการสวดมนต์ทุกครั้ง ควรทำอาราธนาศีลก่อน การอาราธนาศีล คือเอาศีลเป็นอนุสติระลึก กาย วาจา ใจ จะสำรวมรักษาศีลให้มั่นคง เมื่อตั้งใจรักษาศีลแล้ว อานิสงส์ผลบุ_ย่อมบังเกิดขึ้นอย่างท่วมท้น
ที่กล่าวมานี้เพราะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน คงมีหลายท่านที่ชอบในการสวดมนต์ นั่งภาวนาแต่ลืมเรื่องศีลไป หากท่านผู้ใดที่สำรวมมีศีลอยู่แล้วก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าหากผู้ใดที่ปฏิบัติมานาน แต่ยังไม่มีศีลเป็นเครื่องระลึก ก็น่าจะเป็นประโยชน์อยู่บ้างมิใช่น้อย ที่จะอาราธนาศีลทุกครั้ง ก่อนสวดมนต์บทอื่นๆต่อไป
สวัสดีค่ะ