Kob
16-10-2005, 09:49 PM
พระอภิธรรมสังคิณีมาติกา บท ๑ กุสะลา ธัมมา
กะรุณา วิยะ สัตเตสุ ปัญญายัสสะ มะเหสิโน เญยยะธัมเมสุ สัพเพสุ ปวัตติตถะ ยะถารุจิง ทะยายะตายะ สัตเตสุ สะมุสสาหิตะมานะโส (ฯลฯ) อะภิธัมมะกะถัง กะเถสีติ ฯ
ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้รับประทานวิสัชนาในพระอภิธรรมมาติกา ๒๒ ติกะในเบื้องต้น สมองค์ศรัทธาธรรมของท่านสาธุชนสัปบุรุษโดยสมควรแก่กาลเวลา ด้วยอภิธรรมมาติกานี้ยากที่จะอธิบายแก้ไขแปลออกไปให้พิศดารได้. มีแต่มาติการเพลาบังสุกุลเท่านั้น. แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นบาลีอยู่ ยากที่จะเข้าใจได้ ที่ท่านแปลออกไว้ก็มีแต่พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์อย่างย่อเท่านั้น แต่ในพระอภิธรรมมาติกานี้หาได้แปลออกให้วิตถารพิสดารไม่ พระอภิธรรมมาติกา ๒๒ ติกะในเบื้องต้นนี้ ทรงสำแดงเมื่อพระชินสีห์ศาสดาจารย์เสด็จคมนาการขึ้นจำพระวัสสาในชั้นดาวดึงษาเทวโลก ทรงตรัสเทศนาในพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ โปรดหมู่เทวกัลยามีพระพุทธมารดาเป็นต้น กเถตุ กามะยะตา ปุจฉาเป็นสกวาทีปรวาทีทุกๆ คัมภีร์เป็นลำดับๆ ไป
เบื้องหน้าแต่นี้อาตมภาพจักได้วิสัชนาในพระอภิธรรมมาติกาเป็นปุชฉาวิสัชนาตามในพระพุทธฎีกาเช่นนั้น, เพื่อให้เกิดความเลื่อมใสได้ศรัทธาเชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัยยิ่งๆ ขึ้นไป
สมัยครั้งหนึ่งยังมีพระอาจารย์องค์หนึ่งชื่อว่า สกวาทีอาจารย์, มารำพึงแต่ในใจว่าเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธะจะทรงตรัสพระธรรมเทศนาโปรดพระพุทธมารดานั้น, พระองค์ก็ได้เลือกคัดจัดสรรพระวินัย สุตตันตะ อภิธรรมทั้ง ๓ ปิฎกนี้แล้ว, ก็ยังไม่เห็นว่าจะเสมอด้วยคุณของพระพุทธมารดานั้นได้. เห็นแต่พระอภิธรรมมาติกานี้ไซร้จึงจะสมควรด้วยคุณของพระพุทธมารดา แต่พระบาลีนั้นก็ยังปรากฏอยู่ ๒๒ ติกะๆ ละ ๓ รวมเป็น ๖๖ บทดังนี้. ทำไฉนหนออาตมาจักรู้จักเข้าใจในเนื้อความแห่งพระอภิธรรมมาติกานี้ได้.
เมื่อท่านสกวาทีอาจารย์คิดรำพึงแต่ในใจฉะนี้แล้วจึงคมนาการเข้าไปสู่สำนักของท่านปรวาทะยาจารย์ จึงกล่าวพระบาลีขึ้นว่า กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา เป็นต้น, โดยเนื้อความในปฐมมาติกานี้ว่า กุสะลา ธัมมา ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลนั้นอย่างหนึ่ง, อกุสะลา ธัมมา ธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศลนั้นอย่างหนึ่ง, อัพยากะตา ธัมมา ธรรมทั้งหลายที่เป็นอัพะยากฤต นั้นอย่างหนึ่ง. โดยความอธิบายในธรรมที่เป็นกุศลนั้นว่าธรรมอันเป็นส่วนของบุคคลทั้งหลายผู้ฉลาด, แปลว่าตัดเสียซึ่งบาปไม่ให้เกิดขึ้นในสันดานได้. มีอุปมาเหมือนหนึ่งบุคคลปลูกผลไม้, มีต้นมะม่วงเป็นต้น, ควรระวังรักษาไม่ให้กาฝากบังเกิดขึ้นในต้นมะม่วงนั้นได้. กลัวว่าต้นมะม่วงนั้นจะไม่งาม, จะมีผลน้อย เปรียบเหมือนร่างกายของบุคคลผู้ฉลาด. อันธรรมดาบุคคลผู้ฉลาดนั้นย่อมระวังรักษากายทุจริต, วจีทุจริต, มโนทุจริต ไม่ให้บังเกิดเศร้าหมองได้ฉะนั้น.
ท่านปรวาทีอาจารย์ถามว่าในปฐมมาติกาคือ กุสะลา ธัมมา นั้นท่านก็แปลถูกต้องตามพยัญชนะแล้ว, แลยังอัตถาธิบายความอุปมาอุปไมยซ้ำอีกเล่า, ยังจะมีอะไรที่ข้าพเจ้าจะต้องแจกแจงอีกหรือ. ท่านสกวาทีอาจารย์จึงตอบว่าโดยอัตถะนั้นข้าพเจ้าก็เข้าใจแล้ว. แต่ข้าพเจ้ายังมีความวิตกถึงบุคคลที่โง่กว่าข้าพเจ้านี้ก็ยังมีอยู่บ้าง เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าขอความแนะนำต่อไปอีกสักหน่อย พระเจ้าข้า
ท่านปรวาทะอาจารย์จึงตอบขึ้นว่า เอโก กิระ ปุริโส ดูกรท่านสักวาทะอาจารย์ดังได้ยินข่าวๆ บุรุษผู้หนึ่งเป็นคนฉลาด ได้เห็นเรือพลัดมาติดอยู่ที่หน้าท่าของตนแล้ว, ก็พิจารณาเห็นว่าเรือนี้เป็นเรือโจร โจรเก็บเอาของในเรือไปหมดแล้ว, ลอยมาหน้าท่าของเรา. ถ้าเราไม่ผลักออกไปเสียจากหน้าท่าของเราแล้วไซร้, เมื่อเจ้าของเรือมาพบเข้าในกาลใดก็จะกล่าวโทษเราว่า เราเป็นโจรลักเอาเรือมาดังนี้ เปรียบเหมือนหนึ่งบุรุษไถนา วันหนึ่งโจรเอาถุงทรัพย์ไปทิ้งไว้ที่ริมนา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธะเสด็จไปกับพระอานนท์ ครั้งพระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นถุงทรัพย์นั้นแล้วจึงทรงตรัสกับพระอานนท์ว่าอสรพิษอยู่ที่นี่แล้ว ครั้นบุรุษไถนาได้ฟังพุทธฎีกาตรัสแก่พระอานนท์ดังนั้น, ก็สำคัญเสียว่าอสรพิษจริงๆ หาได้คิดว่าโจรเอาถุงเงินไปทิ้งไว้ในที่นั้นไม่ แล้วพระองค์จึงคมนาการเสด็จไปสู่สถานที่อื่น ครั้นภายหลังบุรุษเจ้าของทรัพย์มาเห็นถุงทรัพย์ของตนทิ้งอยู่ที่ริมนาของบุรุษไถนานั้นแล้วก็สำคัญมั่นหมายเป็นโจร จับเอาบุรุษไถนานั้นไปฉะนี้ บุคคลผู้มีวิจารณญาณพิจารณาเห็นเหตุผลดังนี้ แล้วก็ถอยเรือนั้นออกจากหน้าท่า ปล่อยไปตามกระแสน้ำ ก็จัดชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดตัดฐานะภัยเสียได้ดังนี้
ถ้ามิฉะนั้นเปรียบเหมือนหนึ่งบุรุษเลี้ยงโค บุรุษเจ้าของโคนั้นเมื่อได้เห็นโคหลวงมาอยู่ในคอกของตนแล้วก็คิดแต่ในใจย่าถ้าผู้ใหญ่บ้านแลนายอำเภอมาเห็นโคหลวงมาอยู่ในคอกของเราแล้วก็จะหาว่าเราลักเอาโคของหลวงมา แล้วก็จะจับเอาตัวเราไปลงทัณฑกรรมต่างๆ เมื่อบุรุษเลี้ยงโคนั้นคิดเช่นนี้อยู่อย่างนี้แล้วก็เปิดประตูคอกไล่โคออกไปให้พ้นจากบ้านของตน ดังนี้ก็จักได้ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดตัดราชภัยให้พ้นไปเสียได้ดังนี้
อีกเรื่องหนึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธะของเราได้เสวยพระชาติเป็น กุทาระบัณฑิต ครั้งนั้นพระองค์ได้กระทำไร่ข้าวโพดและถั่วราชมาสเป็นต้นริมฝั่งพระมหาสมุทร ครั้นถึงคิมหันตฤดูแล้วก็บวชเป็นฤาษี ครั้นถึงวัสสันตฤดูแล้วก็สึกออกมาทำไร่ต่อไป แต่เป็นเช่นนั้นอยู่ถึง ๗ ครั้ง คือบวช ๗ ครั้ง สึก ๗ ครั้ง ครั้นภายหลังพระองค์จึงมาคิดว่า พุทโธ่เรามีความเหนื่อยยากลำบากกาย ต้องบวชต้องสึก เพราะเป็นห่วงจอบกับข้าวโพดเป็นต้นนี้เอง เมื่อพระองค์คิดได้ฉะนี้แล้ว จึงนำเอาผ้าห่อพืชคามกับจอบนั้นไปโยนทิ้งเสียที่ริมฝั่งพระมหาสมุทร ครั้นสิ้นห่วงสิ้นกังวลแล้วพระองค์จึงมาเจริญสมาบัติก็ได้สำเร็จฌานโลกีย์ ครั้นจุติจากนั้นแล้วก็ได้อุบัติบังเกิดในชั้นพรหมโลกดังนี้ แสดงมาทั้งนี้ก็เป็นแต่อุปมาอุปไมยเพื่อจะให้เห็นความว่าร่างกายของเราท่านทั้งหลาย คือ เบญจขันธ์ทั้ง ๕ นี้ เมื่อบุคคลมีความยินดีรักใคร่อยู่ตราบใดแล้ว ก็จะได้เสวยแต่กองทุกข์เวทนาอยู่ตราบนั้น เท่ากับว่ายินดีอยู่ด้วยราชภัย คือ พญามัจจุและโจรภัย โมหะ ก็เหมือนกัน ดังบาลีที่พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า ปัญจุปาทานักขันธาทุกขา. ดังนี้โดยเนื้อความว่า สัตว์โลกทั้งหลายมีความเดือดร้อนอยู่ก็เพราะเข้าไปถือเอาขันธ์ไว้ว่าเป็นของๆ เราฉะนี้
ในธรรมที่ว่า กุสะลา ธัมมา นั้นคือมีพระพุทธประสงค์เอาองค์ปัญญาตัดอาลัยในเบญจขันธ์ทั้ง ๕ ได้ โดยเห็นว่า เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตน เพราะเบญจขันธ์นั้นไม่ได้อยู่ในอำนาจบังคับของผู้ใด เพราะฉะนั้นจึงได้ชื่อว่ากุสะลาธัมมา แปลว่าตัดเสียซึ่งบาปออกจากกายวาจาใจไม่ให้เกิดขึ้นได้ วินยะ แปลว่า วินัย ก็แปลว่านำเสียซึ่งบาปออกจากกายวาจาใจไม่ให้ติดอยู่ในสันดานได้ ปฏิบัติ ก็แปลว่า กลับกายวาจาใจที่เป็นบาปให้เป็นบุญเป็นกุศลเสียฉะนี้ เพราะเหตุนั้นจึงได้เรียกชื่อว่าศีลว่าวินัยว่าปฏิบัติ ดังนี้.
พระอภิธรรมสังคิณีมาติกา บท ๒ อะกุสะลา ธัมมา...หลวงปู่ฝั้น (http://www.palungjit.com/board/showthread.php?t=16884)
กะรุณา วิยะ สัตเตสุ ปัญญายัสสะ มะเหสิโน เญยยะธัมเมสุ สัพเพสุ ปวัตติตถะ ยะถารุจิง ทะยายะตายะ สัตเตสุ สะมุสสาหิตะมานะโส (ฯลฯ) อะภิธัมมะกะถัง กะเถสีติ ฯ
ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้รับประทานวิสัชนาในพระอภิธรรมมาติกา ๒๒ ติกะในเบื้องต้น สมองค์ศรัทธาธรรมของท่านสาธุชนสัปบุรุษโดยสมควรแก่กาลเวลา ด้วยอภิธรรมมาติกานี้ยากที่จะอธิบายแก้ไขแปลออกไปให้พิศดารได้. มีแต่มาติการเพลาบังสุกุลเท่านั้น. แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นบาลีอยู่ ยากที่จะเข้าใจได้ ที่ท่านแปลออกไว้ก็มีแต่พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์อย่างย่อเท่านั้น แต่ในพระอภิธรรมมาติกานี้หาได้แปลออกให้วิตถารพิสดารไม่ พระอภิธรรมมาติกา ๒๒ ติกะในเบื้องต้นนี้ ทรงสำแดงเมื่อพระชินสีห์ศาสดาจารย์เสด็จคมนาการขึ้นจำพระวัสสาในชั้นดาวดึงษาเทวโลก ทรงตรัสเทศนาในพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ โปรดหมู่เทวกัลยามีพระพุทธมารดาเป็นต้น กเถตุ กามะยะตา ปุจฉาเป็นสกวาทีปรวาทีทุกๆ คัมภีร์เป็นลำดับๆ ไป
เบื้องหน้าแต่นี้อาตมภาพจักได้วิสัชนาในพระอภิธรรมมาติกาเป็นปุชฉาวิสัชนาตามในพระพุทธฎีกาเช่นนั้น, เพื่อให้เกิดความเลื่อมใสได้ศรัทธาเชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัยยิ่งๆ ขึ้นไป
สมัยครั้งหนึ่งยังมีพระอาจารย์องค์หนึ่งชื่อว่า สกวาทีอาจารย์, มารำพึงแต่ในใจว่าเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธะจะทรงตรัสพระธรรมเทศนาโปรดพระพุทธมารดานั้น, พระองค์ก็ได้เลือกคัดจัดสรรพระวินัย สุตตันตะ อภิธรรมทั้ง ๓ ปิฎกนี้แล้ว, ก็ยังไม่เห็นว่าจะเสมอด้วยคุณของพระพุทธมารดานั้นได้. เห็นแต่พระอภิธรรมมาติกานี้ไซร้จึงจะสมควรด้วยคุณของพระพุทธมารดา แต่พระบาลีนั้นก็ยังปรากฏอยู่ ๒๒ ติกะๆ ละ ๓ รวมเป็น ๖๖ บทดังนี้. ทำไฉนหนออาตมาจักรู้จักเข้าใจในเนื้อความแห่งพระอภิธรรมมาติกานี้ได้.
เมื่อท่านสกวาทีอาจารย์คิดรำพึงแต่ในใจฉะนี้แล้วจึงคมนาการเข้าไปสู่สำนักของท่านปรวาทะยาจารย์ จึงกล่าวพระบาลีขึ้นว่า กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา เป็นต้น, โดยเนื้อความในปฐมมาติกานี้ว่า กุสะลา ธัมมา ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลนั้นอย่างหนึ่ง, อกุสะลา ธัมมา ธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศลนั้นอย่างหนึ่ง, อัพยากะตา ธัมมา ธรรมทั้งหลายที่เป็นอัพะยากฤต นั้นอย่างหนึ่ง. โดยความอธิบายในธรรมที่เป็นกุศลนั้นว่าธรรมอันเป็นส่วนของบุคคลทั้งหลายผู้ฉลาด, แปลว่าตัดเสียซึ่งบาปไม่ให้เกิดขึ้นในสันดานได้. มีอุปมาเหมือนหนึ่งบุคคลปลูกผลไม้, มีต้นมะม่วงเป็นต้น, ควรระวังรักษาไม่ให้กาฝากบังเกิดขึ้นในต้นมะม่วงนั้นได้. กลัวว่าต้นมะม่วงนั้นจะไม่งาม, จะมีผลน้อย เปรียบเหมือนร่างกายของบุคคลผู้ฉลาด. อันธรรมดาบุคคลผู้ฉลาดนั้นย่อมระวังรักษากายทุจริต, วจีทุจริต, มโนทุจริต ไม่ให้บังเกิดเศร้าหมองได้ฉะนั้น.
ท่านปรวาทีอาจารย์ถามว่าในปฐมมาติกาคือ กุสะลา ธัมมา นั้นท่านก็แปลถูกต้องตามพยัญชนะแล้ว, แลยังอัตถาธิบายความอุปมาอุปไมยซ้ำอีกเล่า, ยังจะมีอะไรที่ข้าพเจ้าจะต้องแจกแจงอีกหรือ. ท่านสกวาทีอาจารย์จึงตอบว่าโดยอัตถะนั้นข้าพเจ้าก็เข้าใจแล้ว. แต่ข้าพเจ้ายังมีความวิตกถึงบุคคลที่โง่กว่าข้าพเจ้านี้ก็ยังมีอยู่บ้าง เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าขอความแนะนำต่อไปอีกสักหน่อย พระเจ้าข้า
ท่านปรวาทะอาจารย์จึงตอบขึ้นว่า เอโก กิระ ปุริโส ดูกรท่านสักวาทะอาจารย์ดังได้ยินข่าวๆ บุรุษผู้หนึ่งเป็นคนฉลาด ได้เห็นเรือพลัดมาติดอยู่ที่หน้าท่าของตนแล้ว, ก็พิจารณาเห็นว่าเรือนี้เป็นเรือโจร โจรเก็บเอาของในเรือไปหมดแล้ว, ลอยมาหน้าท่าของเรา. ถ้าเราไม่ผลักออกไปเสียจากหน้าท่าของเราแล้วไซร้, เมื่อเจ้าของเรือมาพบเข้าในกาลใดก็จะกล่าวโทษเราว่า เราเป็นโจรลักเอาเรือมาดังนี้ เปรียบเหมือนหนึ่งบุรุษไถนา วันหนึ่งโจรเอาถุงทรัพย์ไปทิ้งไว้ที่ริมนา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธะเสด็จไปกับพระอานนท์ ครั้งพระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นถุงทรัพย์นั้นแล้วจึงทรงตรัสกับพระอานนท์ว่าอสรพิษอยู่ที่นี่แล้ว ครั้นบุรุษไถนาได้ฟังพุทธฎีกาตรัสแก่พระอานนท์ดังนั้น, ก็สำคัญเสียว่าอสรพิษจริงๆ หาได้คิดว่าโจรเอาถุงเงินไปทิ้งไว้ในที่นั้นไม่ แล้วพระองค์จึงคมนาการเสด็จไปสู่สถานที่อื่น ครั้นภายหลังบุรุษเจ้าของทรัพย์มาเห็นถุงทรัพย์ของตนทิ้งอยู่ที่ริมนาของบุรุษไถนานั้นแล้วก็สำคัญมั่นหมายเป็นโจร จับเอาบุรุษไถนานั้นไปฉะนี้ บุคคลผู้มีวิจารณญาณพิจารณาเห็นเหตุผลดังนี้ แล้วก็ถอยเรือนั้นออกจากหน้าท่า ปล่อยไปตามกระแสน้ำ ก็จัดชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดตัดฐานะภัยเสียได้ดังนี้
ถ้ามิฉะนั้นเปรียบเหมือนหนึ่งบุรุษเลี้ยงโค บุรุษเจ้าของโคนั้นเมื่อได้เห็นโคหลวงมาอยู่ในคอกของตนแล้วก็คิดแต่ในใจย่าถ้าผู้ใหญ่บ้านแลนายอำเภอมาเห็นโคหลวงมาอยู่ในคอกของเราแล้วก็จะหาว่าเราลักเอาโคของหลวงมา แล้วก็จะจับเอาตัวเราไปลงทัณฑกรรมต่างๆ เมื่อบุรุษเลี้ยงโคนั้นคิดเช่นนี้อยู่อย่างนี้แล้วก็เปิดประตูคอกไล่โคออกไปให้พ้นจากบ้านของตน ดังนี้ก็จักได้ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดตัดราชภัยให้พ้นไปเสียได้ดังนี้
อีกเรื่องหนึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธะของเราได้เสวยพระชาติเป็น กุทาระบัณฑิต ครั้งนั้นพระองค์ได้กระทำไร่ข้าวโพดและถั่วราชมาสเป็นต้นริมฝั่งพระมหาสมุทร ครั้นถึงคิมหันตฤดูแล้วก็บวชเป็นฤาษี ครั้นถึงวัสสันตฤดูแล้วก็สึกออกมาทำไร่ต่อไป แต่เป็นเช่นนั้นอยู่ถึง ๗ ครั้ง คือบวช ๗ ครั้ง สึก ๗ ครั้ง ครั้นภายหลังพระองค์จึงมาคิดว่า พุทโธ่เรามีความเหนื่อยยากลำบากกาย ต้องบวชต้องสึก เพราะเป็นห่วงจอบกับข้าวโพดเป็นต้นนี้เอง เมื่อพระองค์คิดได้ฉะนี้แล้ว จึงนำเอาผ้าห่อพืชคามกับจอบนั้นไปโยนทิ้งเสียที่ริมฝั่งพระมหาสมุทร ครั้นสิ้นห่วงสิ้นกังวลแล้วพระองค์จึงมาเจริญสมาบัติก็ได้สำเร็จฌานโลกีย์ ครั้นจุติจากนั้นแล้วก็ได้อุบัติบังเกิดในชั้นพรหมโลกดังนี้ แสดงมาทั้งนี้ก็เป็นแต่อุปมาอุปไมยเพื่อจะให้เห็นความว่าร่างกายของเราท่านทั้งหลาย คือ เบญจขันธ์ทั้ง ๕ นี้ เมื่อบุคคลมีความยินดีรักใคร่อยู่ตราบใดแล้ว ก็จะได้เสวยแต่กองทุกข์เวทนาอยู่ตราบนั้น เท่ากับว่ายินดีอยู่ด้วยราชภัย คือ พญามัจจุและโจรภัย โมหะ ก็เหมือนกัน ดังบาลีที่พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า ปัญจุปาทานักขันธาทุกขา. ดังนี้โดยเนื้อความว่า สัตว์โลกทั้งหลายมีความเดือดร้อนอยู่ก็เพราะเข้าไปถือเอาขันธ์ไว้ว่าเป็นของๆ เราฉะนี้
ในธรรมที่ว่า กุสะลา ธัมมา นั้นคือมีพระพุทธประสงค์เอาองค์ปัญญาตัดอาลัยในเบญจขันธ์ทั้ง ๕ ได้ โดยเห็นว่า เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตน เพราะเบญจขันธ์นั้นไม่ได้อยู่ในอำนาจบังคับของผู้ใด เพราะฉะนั้นจึงได้ชื่อว่ากุสะลาธัมมา แปลว่าตัดเสียซึ่งบาปออกจากกายวาจาใจไม่ให้เกิดขึ้นได้ วินยะ แปลว่า วินัย ก็แปลว่านำเสียซึ่งบาปออกจากกายวาจาใจไม่ให้ติดอยู่ในสันดานได้ ปฏิบัติ ก็แปลว่า กลับกายวาจาใจที่เป็นบาปให้เป็นบุญเป็นกุศลเสียฉะนี้ เพราะเหตุนั้นจึงได้เรียกชื่อว่าศีลว่าวินัยว่าปฏิบัติ ดังนี้.
พระอภิธรรมสังคิณีมาติกา บท ๒ อะกุสะลา ธัมมา...หลวงปู่ฝั้น (http://www.palungjit.com/board/showthread.php?t=16884)