Kob
15-10-2005, 07:45 AM
ธาตุสี่
วันนี้จะเทศนาเรื่อง ธาตุสี่ ซึ่งเป็นของพื้นเดิมของธาตุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงหมดในโลกนี้ประกอบด้วยธาตุสี่ทั้งนั้น เป็นพื้นฐานของมนุษย์และสัตว์ทั้งปวง คนเราเกิดมาทุกคนต้องมีธาตุสี่ประจำตัวอยู่ ถ้าหากธาตุสี่แปรปรวนแล้ว มนุษย์ก็แปรปรวนไปด้วย พวกเราอยู่กับธาตุสี่ไม่รู้เรื่องของธาตุสี่จึงไม่รู้จักพื้นฐานเดิมของตน จึงควรมาพิจารณาถึงเรื่องของธาตุสี่ ซึ่งจะอธิบายต่อไป
คำว่า ธาตุสี่ ในที่นี้ ท่านแจกออกไปเป็น ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุดิน ก็คือของที่มีลักษณะแข็งเหมือนดินมี ๒๐ หรือ ๑๙ ธาตุ เช่น ผม ขน ฟัน เล็บ หนัง เป็นต้น ธาตุน้ำ ก็คือของที่มีลักษณะเหลวเหมือนน้ำ เช่น น้ำดี น้ำเสลด เป็นต้น มี ๑๒ ธาตุ ธาตุไฟ ก็คือของร้อน ที่ให้ความอบอุ่นในร่างกาย ธาตุลม ก็คือของที่พ้ดไปพัดมาในตัวของเราเช่น ลมหายใจ ถ้าไม่มีลมละก็เราก็ต้องตาย
การพิจารณาธาตุสี่ ให้เพ่งพิจารณาแค่ธาตุเดียว เรียกว่า เพ่งด้วยฌาน หรือเพ่งด้วยอำนาจของสมาธิ ในการพิจารณาธาตุดิน เพ่งให้เห็นตัวของเรา เป็นก้อนดินทั้งหมดหรือละลายเป็นดินไปเลย ธาตุอื่นไม่ต้องพิจารณา เพ่งดินอย่างเดียว ให้จิตแน่วแน่ลงไป แล้วมันก็เป็นภาพปรากฏเอง ลงถึงสภาพเป็นดินทั้งหมด เรียกว่า หมดเรื่องพิจารณา พิจารณาธาตุน้ำ ก็เช่นเดียวกันไม่ต้องพิจารณาเรื่องอื่น ดิน ลม ไฟ ไม่ต้องพิจารณา พิจารณาเพ่งเอาแต่น้ำ มันจะเกิดนิมิตปรากฏขึ้น เห็นตัวเราเป็นน้ำทั้งหมด ตัวของเราจะละลายเป็นน้ำหมด พิจารณาธาตุลม ก็ให้พิจารณาเพ่งดูลมในตัวของเรานี่แหละ เพ่งแต่ลมอย่างเดียวจนเกิดนิมิตปรากฏเห็นกายของเรานี่ เบา ว่างไปหมด จนกระทั่งไม่มีตัว มีแต่อากาศ พิจารณาธาตุไฟ ก็ทำอย่างเดียวกัน เพ่งพิจารณาดูแต่ความร้อนในกายเราอย่างเดียว ในเบื้องต้นมันจะร้อนขึ้น ถ้าเพ่งพิจารณาเพียงพอแล้วจะปรากฏนิมิตเห็นไฟโพลงขึ้นหมดทั้งตัว ไม่มีตน ไม่มีตัว ลุกโพลงขึ้นเป็นไฟหมด การพิจารณาอย่างนี้ เรียกว่า พิจารณาธาตุสี่ พิจารณาแยกออกเป็นส่วนๆ แต่กายก็เป็นกายอยู่ตามเดิมนั่นแหละ ไม่ใช่แปรปรวนไปตามการพิจารณา
การพิจารณาเป็นส่วนของใจ เห็นชัดภายในของตัวเอง คนอื่นไม่เห็นด้วย หากวาสนาบารมีของคนๆนั้น เคยสร้างสมอบรมมาแต่ก่อน บางทีอาจจะปรากฏภาพให้คนอื่นเห็นด้วยก็ได้ แต่ไม่ใช่เป็นทั่วไป เป็นแต่ละบุคคล เรื่องเหล่านี้มันเป็นเรื่องของสมาธิ ของฌาน พระโยคาวจรเจ้าแต่ก่อนท่านพิจารณาเพื่อให้เห็นว่า มีแต่ธาตุเท่านั้น ไม่มีคน ไม่ให้เป็นตัว เป็นตน เป็นสัตว์บุคคลเราเขา ท่านพิจารณาเป็นเครื่องอยู่ของท่าน เรียกว่า วิหารธรรม เพราะจิตคนเรา ถ้าหากว่าไม่พิจารณาอย่างนั้น มันจะคิดจะนึกจะส่งส่ายออกไปภายนอก ไปตาม รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ไปตามสมมติบัญญัติ เห็นว่าเป็นคน เป็นตัวเป็นตน เห็นว่าเราว่าเขา เห็นว่าหญิงว่าชาย เห็นว่าหนุ่มว่าแก่ เห็นสัตว์ทั้งหลายเป็นเช่นเดียวกัน ท่านจึงให้พิจารณา ให้เห็นชัดว่าเป็นธาตุ มันก็จะว่างเสียจากคน ยังคงเหลือแต่บัญญัติ ที่เรียกว่า คน เห็นเป็นตัวเป็นตนเราเขา หรือเรียกว่า หญิงว่าชาย ว่าหนุ่มว่าแก่ นั้นเป็นสมมติ ถ้าเห็นเป็นสภาวะหรือเห็นว่าเป็นธาตุตามที่ได้อธิบายมาแล้ว เรียกว่า บัญญัติ บัญญัตินี่ก็ต้องสมมติอีกทีหนึ่งเพราะถ้าไม่บัญญัติก็ไม่รู้ว่าจะพูดให้ทราบความหมายได้อย่างไร เช่นเห็นก้อนดินก็บัญญัติไว้ว่าเห็นอย่างนี้เรียกว่าดิน เพราะถ้าไม่บัญญัติว่าเรียกว่าอะไร ก็ไม่ทราบว่าจะพูดกันให้เข้าใจความหมายได้อย่างไร ธาตุดินนั้นก็กลับกลายมาเป็นมนุษย์ดังอธิบายให้ฟังแล้ว เป็นสัตว์เป็นบุคคลตัวตนเราเขา เป็นหญิงเป็นชายเป็นหนุ่มเป็นแก่ แท้ที่จริงก็ธาตุดินนั่นแหละมาเป็น มากลายเป็นอะไร จึงค่อยสมมติขึ้น คนเราก็เลยติดสมมติบัญญัติ ติดสมมติจึงได้ถืออยู่ไม่แล้วไม่รอดสักที อย่างเช่นเราถือตัวถือตนนี่แหละ ถือว่าตัวของเรา เจ็บก็ถือว่าตัวของเราเจ็บ ป่วยก็ถือว่าตัวของเราป่วย สบายดีก็ตัวของเรา แต่ถ้าพิจารณาลงไปจริงๆแล้ว มันก็ไม่ใช่ตัวของเรา มันเป็นอยู่ตามสภาพของมัน ซึ่งมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดาๆนั้นก็เป็นธรรม เป็นบัญญัติๆ ว่าเป็นธรรม อาศัยบัญญัตินี่แหละพูดจึงค่อยถูก นี่คือธรรมที่พระองค์เทศนาอยู่
ขอให้พวกเราเข้าใจอย่างนี้ พิจารณาอยู่อย่างนั้นให้มันชำนิชำนาญเราจะเข้าถึงฌาน เข้าถึงสมาธิ ต้องเข้าให้มันถึงที่จนลงเป็นสภาพเดิมของมัน ถึงแม้ว่า ออกมาแล้วไม่เป็นอย่างนั้น ยังถือสมมติบัญญัติอยู่ก็ช่างมัน แต่ก็ให้รู้เรื่อง ความเป็นจริงมันต้องเป็นอย่างนั้นแน่นอน ใครจะเรียกว่าอะไรก็ว่าไปเถอะว่ามนุษย์สัตว์ดิรัจฉานหรือเปรตอสุรกายก็ว่าไปเถอะ แท้ที่จริงมันก็เป็นเพียงธาตุ เป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุทั้งสี่อย่างนี้ประกอบกันขึ้นเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา เคลื่อนไหวไปมาได้ ถ้าธาตุทั้งสี่วิกลวิการอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว อาการเคลื่อนไหวก็ไม่มี เมื่อเคลื่อนไหวไม่ได้ล้มตายลงก็ต้องเปื่อยเน่าเฟะลงไปเป็นธรรมดา ไปตามเรื่องของมัน เราจึงควรหัดพิจารณาให้มันชำนิชำนาญทุกคน เราต้องการพ้นจากสมมติบัญญัติ เราต้องพิจารณาให้ถึงสภาวะตามเป็นจริงของสังขารให้เห็นชัดอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา จึงจะไม่ลุ่มหลงมัวเมาในสิ่งต่างๆ ถ้าหากเรามัวเมาในสิ่งต่างๆ ก็เรียกว่า มัว กับ เมา นั่นเอง มัวเมามันก็หลงน่ะซี หลงสมมติว่าเป็นคน เป็นตัวเป็นตน หลงว่าหญิงว่าชายว่าหนุ่มว่าแก่ หลงว่าเป็นสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาต่างๆ จงพิจารณาให้มันชัดตามเป็นจริงว่า ที่ว่าคน ว่าเป็นตัวเป็นตนว่าเราว่าเขาว่าหญิงว่าชายนั้นเป็นจริงไหม แท้ที่จริงสภาวะของสังขารมันเป็นอย่างนั้น เป็นเพียงสักแต่ว่าธาตุ เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไป ลงอันเดียวกันเมื่อดับเท่านั้นแหละ ท่านจึงย่อรวมความว่า พิจารณาความเกิดดับ ขยวยธมฺมา สงฺขารา สังขารคือสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมาแล้ว มันต้องมีความเกิดและความดับ ทรงสภาพตามเป็นจริงอย่างนั้น เรามาหลง มัวเมา ต่างหาก
อธิบายถึงเรื่องธาตุสี่เพียงเท่านี้ การพิจารณาต่อไปก็สุดแล้วแต่ใคร จะเป็นมากหรือเป็นน้อยก็แล้วแต่จะเป็นเถอะ อธิบายย่นย่อเพียงเท่านี้
วันนี้จะเทศนาเรื่อง ธาตุสี่ ซึ่งเป็นของพื้นเดิมของธาตุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงหมดในโลกนี้ประกอบด้วยธาตุสี่ทั้งนั้น เป็นพื้นฐานของมนุษย์และสัตว์ทั้งปวง คนเราเกิดมาทุกคนต้องมีธาตุสี่ประจำตัวอยู่ ถ้าหากธาตุสี่แปรปรวนแล้ว มนุษย์ก็แปรปรวนไปด้วย พวกเราอยู่กับธาตุสี่ไม่รู้เรื่องของธาตุสี่จึงไม่รู้จักพื้นฐานเดิมของตน จึงควรมาพิจารณาถึงเรื่องของธาตุสี่ ซึ่งจะอธิบายต่อไป
คำว่า ธาตุสี่ ในที่นี้ ท่านแจกออกไปเป็น ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุดิน ก็คือของที่มีลักษณะแข็งเหมือนดินมี ๒๐ หรือ ๑๙ ธาตุ เช่น ผม ขน ฟัน เล็บ หนัง เป็นต้น ธาตุน้ำ ก็คือของที่มีลักษณะเหลวเหมือนน้ำ เช่น น้ำดี น้ำเสลด เป็นต้น มี ๑๒ ธาตุ ธาตุไฟ ก็คือของร้อน ที่ให้ความอบอุ่นในร่างกาย ธาตุลม ก็คือของที่พ้ดไปพัดมาในตัวของเราเช่น ลมหายใจ ถ้าไม่มีลมละก็เราก็ต้องตาย
การพิจารณาธาตุสี่ ให้เพ่งพิจารณาแค่ธาตุเดียว เรียกว่า เพ่งด้วยฌาน หรือเพ่งด้วยอำนาจของสมาธิ ในการพิจารณาธาตุดิน เพ่งให้เห็นตัวของเรา เป็นก้อนดินทั้งหมดหรือละลายเป็นดินไปเลย ธาตุอื่นไม่ต้องพิจารณา เพ่งดินอย่างเดียว ให้จิตแน่วแน่ลงไป แล้วมันก็เป็นภาพปรากฏเอง ลงถึงสภาพเป็นดินทั้งหมด เรียกว่า หมดเรื่องพิจารณา พิจารณาธาตุน้ำ ก็เช่นเดียวกันไม่ต้องพิจารณาเรื่องอื่น ดิน ลม ไฟ ไม่ต้องพิจารณา พิจารณาเพ่งเอาแต่น้ำ มันจะเกิดนิมิตปรากฏขึ้น เห็นตัวเราเป็นน้ำทั้งหมด ตัวของเราจะละลายเป็นน้ำหมด พิจารณาธาตุลม ก็ให้พิจารณาเพ่งดูลมในตัวของเรานี่แหละ เพ่งแต่ลมอย่างเดียวจนเกิดนิมิตปรากฏเห็นกายของเรานี่ เบา ว่างไปหมด จนกระทั่งไม่มีตัว มีแต่อากาศ พิจารณาธาตุไฟ ก็ทำอย่างเดียวกัน เพ่งพิจารณาดูแต่ความร้อนในกายเราอย่างเดียว ในเบื้องต้นมันจะร้อนขึ้น ถ้าเพ่งพิจารณาเพียงพอแล้วจะปรากฏนิมิตเห็นไฟโพลงขึ้นหมดทั้งตัว ไม่มีตน ไม่มีตัว ลุกโพลงขึ้นเป็นไฟหมด การพิจารณาอย่างนี้ เรียกว่า พิจารณาธาตุสี่ พิจารณาแยกออกเป็นส่วนๆ แต่กายก็เป็นกายอยู่ตามเดิมนั่นแหละ ไม่ใช่แปรปรวนไปตามการพิจารณา
การพิจารณาเป็นส่วนของใจ เห็นชัดภายในของตัวเอง คนอื่นไม่เห็นด้วย หากวาสนาบารมีของคนๆนั้น เคยสร้างสมอบรมมาแต่ก่อน บางทีอาจจะปรากฏภาพให้คนอื่นเห็นด้วยก็ได้ แต่ไม่ใช่เป็นทั่วไป เป็นแต่ละบุคคล เรื่องเหล่านี้มันเป็นเรื่องของสมาธิ ของฌาน พระโยคาวจรเจ้าแต่ก่อนท่านพิจารณาเพื่อให้เห็นว่า มีแต่ธาตุเท่านั้น ไม่มีคน ไม่ให้เป็นตัว เป็นตน เป็นสัตว์บุคคลเราเขา ท่านพิจารณาเป็นเครื่องอยู่ของท่าน เรียกว่า วิหารธรรม เพราะจิตคนเรา ถ้าหากว่าไม่พิจารณาอย่างนั้น มันจะคิดจะนึกจะส่งส่ายออกไปภายนอก ไปตาม รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ไปตามสมมติบัญญัติ เห็นว่าเป็นคน เป็นตัวเป็นตน เห็นว่าเราว่าเขา เห็นว่าหญิงว่าชาย เห็นว่าหนุ่มว่าแก่ เห็นสัตว์ทั้งหลายเป็นเช่นเดียวกัน ท่านจึงให้พิจารณา ให้เห็นชัดว่าเป็นธาตุ มันก็จะว่างเสียจากคน ยังคงเหลือแต่บัญญัติ ที่เรียกว่า คน เห็นเป็นตัวเป็นตนเราเขา หรือเรียกว่า หญิงว่าชาย ว่าหนุ่มว่าแก่ นั้นเป็นสมมติ ถ้าเห็นเป็นสภาวะหรือเห็นว่าเป็นธาตุตามที่ได้อธิบายมาแล้ว เรียกว่า บัญญัติ บัญญัตินี่ก็ต้องสมมติอีกทีหนึ่งเพราะถ้าไม่บัญญัติก็ไม่รู้ว่าจะพูดให้ทราบความหมายได้อย่างไร เช่นเห็นก้อนดินก็บัญญัติไว้ว่าเห็นอย่างนี้เรียกว่าดิน เพราะถ้าไม่บัญญัติว่าเรียกว่าอะไร ก็ไม่ทราบว่าจะพูดกันให้เข้าใจความหมายได้อย่างไร ธาตุดินนั้นก็กลับกลายมาเป็นมนุษย์ดังอธิบายให้ฟังแล้ว เป็นสัตว์เป็นบุคคลตัวตนเราเขา เป็นหญิงเป็นชายเป็นหนุ่มเป็นแก่ แท้ที่จริงก็ธาตุดินนั่นแหละมาเป็น มากลายเป็นอะไร จึงค่อยสมมติขึ้น คนเราก็เลยติดสมมติบัญญัติ ติดสมมติจึงได้ถืออยู่ไม่แล้วไม่รอดสักที อย่างเช่นเราถือตัวถือตนนี่แหละ ถือว่าตัวของเรา เจ็บก็ถือว่าตัวของเราเจ็บ ป่วยก็ถือว่าตัวของเราป่วย สบายดีก็ตัวของเรา แต่ถ้าพิจารณาลงไปจริงๆแล้ว มันก็ไม่ใช่ตัวของเรา มันเป็นอยู่ตามสภาพของมัน ซึ่งมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดาๆนั้นก็เป็นธรรม เป็นบัญญัติๆ ว่าเป็นธรรม อาศัยบัญญัตินี่แหละพูดจึงค่อยถูก นี่คือธรรมที่พระองค์เทศนาอยู่
ขอให้พวกเราเข้าใจอย่างนี้ พิจารณาอยู่อย่างนั้นให้มันชำนิชำนาญเราจะเข้าถึงฌาน เข้าถึงสมาธิ ต้องเข้าให้มันถึงที่จนลงเป็นสภาพเดิมของมัน ถึงแม้ว่า ออกมาแล้วไม่เป็นอย่างนั้น ยังถือสมมติบัญญัติอยู่ก็ช่างมัน แต่ก็ให้รู้เรื่อง ความเป็นจริงมันต้องเป็นอย่างนั้นแน่นอน ใครจะเรียกว่าอะไรก็ว่าไปเถอะว่ามนุษย์สัตว์ดิรัจฉานหรือเปรตอสุรกายก็ว่าไปเถอะ แท้ที่จริงมันก็เป็นเพียงธาตุ เป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุทั้งสี่อย่างนี้ประกอบกันขึ้นเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา เคลื่อนไหวไปมาได้ ถ้าธาตุทั้งสี่วิกลวิการอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว อาการเคลื่อนไหวก็ไม่มี เมื่อเคลื่อนไหวไม่ได้ล้มตายลงก็ต้องเปื่อยเน่าเฟะลงไปเป็นธรรมดา ไปตามเรื่องของมัน เราจึงควรหัดพิจารณาให้มันชำนิชำนาญทุกคน เราต้องการพ้นจากสมมติบัญญัติ เราต้องพิจารณาให้ถึงสภาวะตามเป็นจริงของสังขารให้เห็นชัดอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา จึงจะไม่ลุ่มหลงมัวเมาในสิ่งต่างๆ ถ้าหากเรามัวเมาในสิ่งต่างๆ ก็เรียกว่า มัว กับ เมา นั่นเอง มัวเมามันก็หลงน่ะซี หลงสมมติว่าเป็นคน เป็นตัวเป็นตน หลงว่าหญิงว่าชายว่าหนุ่มว่าแก่ หลงว่าเป็นสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาต่างๆ จงพิจารณาให้มันชัดตามเป็นจริงว่า ที่ว่าคน ว่าเป็นตัวเป็นตนว่าเราว่าเขาว่าหญิงว่าชายนั้นเป็นจริงไหม แท้ที่จริงสภาวะของสังขารมันเป็นอย่างนั้น เป็นเพียงสักแต่ว่าธาตุ เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไป ลงอันเดียวกันเมื่อดับเท่านั้นแหละ ท่านจึงย่อรวมความว่า พิจารณาความเกิดดับ ขยวยธมฺมา สงฺขารา สังขารคือสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมาแล้ว มันต้องมีความเกิดและความดับ ทรงสภาพตามเป็นจริงอย่างนั้น เรามาหลง มัวเมา ต่างหาก
อธิบายถึงเรื่องธาตุสี่เพียงเท่านี้ การพิจารณาต่อไปก็สุดแล้วแต่ใคร จะเป็นมากหรือเป็นน้อยก็แล้วแต่จะเป็นเถอะ อธิบายย่นย่อเพียงเท่านี้