PDA

View Full Version : กรรมฐาน....ธรรมะของหลวงปู่เทศก์


Kob
14-10-2005, 09:20 PM
กรรมฐาน

วันนี้จะเทศน์เรื่อง กรรมฐาน ให้ฟัง คำว่า “กรรมฐาน” ไม่ใช่หมายความแต่เฉพาะการปฏิบัติของผู้เป็นพระเป็นสงฆ์ หรือว่าฆราวาสผู้ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติฝึกหัดรุกขมูลหรือเดินจงกรมแล้วจึงจะเรียกว่ากรรมฐานเท่านั้น แท้ที่จริงคำนี้เป็นคำสาธารณะทั่วไปหมด กรรม คือ การกระทำ ฐานะ คือที่ตั้ง ทำแล้วตั้งในที่ใดที่นั้นแหละเรียกว่า กรรมฐาน พวกชาวบ้านเขาทำการงานให้แน่วแน่เต็มที่ก็เรียกว่า กรรมฐานเหมือนกัน เช่นทำโต๊ะ ทำเก้าอี้ ทำบ้าน ทำเรือน ทำอะไรต่างๆ ทุกสิ่งทุกประการ ที่ตั้งใจทำจริงๆ จังๆ คือทำที่ตั้งให้มั่นในจิตเรียกว่า กรรมฐานด้วยกันทั้งหมด แต่มันเป็นของภายนอก ไม่ได้เข้ามาอยู่ในกาย


กรรมฐานในพระพุทธศาสนานั้น ท่านพูดเฉพาะในเรื่องการทำสมาธิภาวนา ทำบริกรรม จนกระทั่งจิตแน่วแน่เต็มที่เป็นสมาธิภาวนา ท่านเรียกว่า เอกัคตารมณ์คือ จิตเป็นอารมณ์อันหนึ่ง เรียกว่า สมาธิ เรียกกรรมฐานในพระพุทธศาสนา เมื่อจิตแน่วแน่เต็มที่แล้วจึงค่อยพิจารณาเข้ามาในกาย มาอยู่ที่กายแห่งเดียวจนแน่วแน่เต็มที่อีก กายก็ไม่อยู่ ไปอยู่ที่จิตอันเดียว นั่นแหละเรียก กรรมฐานๆ มีหลายอย่างหลายวิธี เรียกว่า กรรมฐาน ๔๐ มีอนุสติ ๑๐ เป็นต้น


การพิจารณากายนั้น ให้เพ่งเข้ามาภายใน ให้เห็นเฉพาะตัวของเราเท่านั้น ไม่ให้เพ่งออกไปภายนอก ไปดูในที่อื่น เพ่งเข้ามาพิจารณาอยู่เฉพาะตัวของเรา พิจารณาให้ถึงที่สุด ให้เห็นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นเป็นของเปื่อยเน่าปฏิกูล ถ้าเราไม่พิจารณาก็จะเข้าใจว่าเป็นของเที่ยงถาวร ไม่เห็นเป็นของปฏิกูล ยังอยากทำเสริมสวยหรูหรา ของที่ไม่ดีก็ทำให้มันดีขึ้น คือต้องการให้มันสวยมันงาม ให้มันอยู่ถาวรเท่านั้นเอง คือปกปิดความจริงของมันไม่ให้เห็นตามเป็นจริง แต่กรรมฐานนั้น ท่านไม่ปิด ท่านเปิดความจริงขึ้นมาให้เห็น พิจารณาของจริงว่ามันปฏิกูลอย่างไร มันเปื่อยเน่าอย่างไร มันเป็นของไม่เที่ยงอย่างไร ให้มันชัดด้วยตนเอง มันจึงจะเรียกว่า กรรมฐาน พิจารณาอย่างนี้ ไม่ให้พิจารณาส่งออกไปภายนอก ให้พิจารณาให้เห็นของจริงตามเป็นจริง เรามาพิจารณาดูตัวของเราว่า เป็นของจริงยังไง เป็นอสุภะปฏิกูลน่ะมันจริงไหม พิจารณา ผม ขน ฟัน เล็บ หนัง เอ็น กระดูกนี่แหละ เป็นต้น หรือจะพิจารณาส่วนใดส่วนหนึ่ง ไม่ต้องพิจารณาตามลำดับก็ได้เหมือนกัน ขอแต่ให้เห็นชัดลงไปก็แล้วกัน สมมติว่าเราพิจารณาเฉพาะ ฟันของเราเป็นของปฏิกูลโสโครก เราต้องแปรงมันทุกวี่ทุกวัน วันหนึ่งตั้งหลายหนหลายครั้ง ฟันนั้นเป็นของปฏิกูล มีมูลฟันเกรอะกรังอยู่ แต่ฟันมันก็มีประโยชน์เคี้ยวอาหารให้แหลกแล้วจึงกลืนลงไป อาหารที่เราเคี้ยวลงไปนั้นคลุกเคล้าด้วยน้ำลาย ถ้าไม่มีน้ำลายก็กลืนไม่ได้ ถ้าเราคายมันออกมาก็ไม่สามารถจะเอากลับเข้าปาก นั่นก็แสดงว่าเป็นของน่าเกลียดเป็นปฏิกูลแล้ว เมื่อกลืนลงไปอยู่ในลำไส้ยิ่งแล้วใหญ่ไม่สามารถที่จะเอาออกมาได้ ถ้าอยู่ในกระเพาะก็จะถูกย่อย เปื่อยแปรสภาพไปตามที่มันจะถูกย่อย ละลายซึมซาบไปตามเส้นเลือด ไปบำรุงร่างกายทุกชิ้นทุกส่วนตั้งแต่เส้นผมตลอดจนถึงเท้า เรากลืนอาหารเข้าทางปากที่เดียวกันนั่นแหละ มันจัดแจงปรุงแต่งไปตามเรื่องของมันเอง เมื่อผ่านออกจากกระเพาะแล้ว เศษที่เหลือจากย่อยในกระเพาะก็ไหลไปตามลำไส้เล็กถึงลำไส้ใหญ่เป็นอุจจาระ ปัสสาวะ เป็นมูต เป็นคูตยิ่งสกปรกใหญ่ เหม็นก็แสนเหม็น น่าเกลียด น่ากลัวนั่นละพิจารณาเฉพาะอันเดียวเท่านั้นแหละ ถ้าหากว่าพิจารณาอสุภะนี่แล้ว จิตเกิดรวมวูบลงไปเห็นภาพนิมิต คือเกิดเน่าเละลงไปหมดเลย อันนี้เรียกว่าปฏิภาคนิมิต เราพิจารณาอย่างที่ว่านี้ไม่ต้องเกิดปฏิภาคนิมิตก็ได้ ให้เห็นชัดตามเป็นจริงเลย ภายนอกเราก็เห็น ภายในเราก็เห็น เรียกว่า ญาณทัศนะ (ญาณทสฺสน) เห็นชัดตามเป็นจริงทั้งภายนอกภายใน

การพิจารณาส่วนอื่นๆ ก็เหมือนกัน พิจารณาให้เป็นของปฏิกูล พระพุทธเจ้าท่านเทศนาว่า อุคฺฆรนฺตํ ปคฺฆรนฺตํ แปลว่า มีไถ้สองปาก คือว่า กรอกลงไปทางปากนี่แล้วก็ไหลลงไปทางทวาร ไหลอยู่ตลอดเวลาทุกวี่ทุกวัน คนเราไม่มีอะไรดีเลยหมดทั้งตัว มีไถ้สองปากเท่านั้นแหละ เราเห็นชัดอย่างนี้ เห็นตามเป็นจริงอย่างนี้ เรียกว่า เห็นของจริง เห็นด้วยสมาธิ จิตแน่วแน่จึงค่อยเห็น ถ้าจิตไม่เป็นสมาธิมันไม่เห็น มันเห็นแต่ของสวยของงาม ของสกปรกมันไม่อยากเห็น เรียกว่า เห็นเป็นโลก ถ้าจิตเป็นสมาธิละก็เห็นเป็นธรรม เห็นเป็นโลกอย่างหนึ่ง เห็นเป็นธรรมอย่างหนึ่ง ถ้าจิตไม่เป็นสมาธิเห็นเป็นโลก เห็นเป็นของสวยสดงดงามไปทุกสิ่งทุกอย่าง มันไม่สวยก็ตบแต่งให้สวย มันไม่งามก็ตบแต่งให้งาม แท้ที่จริงตัวของเราไม่มีอะไรงามหรอก ไม่สวยอะไรหรอก แต่เราเข้าใจว่าของสวยของงามแล้วก็ตบแต่งวาดคิ้วทาปาก เขียนนั่นเขียนนี่อะไรต่างๆ แต่งผีไม่มีดีอะไรหรอก ตัวเรานี่เรียกว่า ซากผี แต่งสวยสดงดงามเหมือนกับเขาแต่งโลงผีนั่นแหละ อันตัวของเราก็เหมือนกันแต่งภายนอกให้สวยสดงดงาม ไม่อยากดูของไม่ดี แต่ข้างในเหม็นหึ่งเชียว ให้เห็นตามเป็นจริงอย่างนี้แล้วจึงจะเกิดสลดสังเวช เห็นตัวตนของเราเป็นของน่าเบื่อหน่าย เห็นอย่างนี้ เรียกว่า เห็นอสุภะ


เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างที่เคยอธิบายให้ฟังแล้วของไม่เที่ยงมันแปรปรวนไปทุกวันๆ สิ่งทั้งปวงหมดในโลกนี้ไม่มีเที่ยงสักอย่างเดียว เที่ยงแท้ก็คือความตาย ทุกคนต้องตาย อะไรแต่งขึ้นมา ปรากฎขึ้นมาแล้วเสื่อมในตัว เช่น คนเกิดวันหนึ่งก็ได้เสื่อมไปวันหนึ่งแล้ว สองวันก็เสื่อมไปสองวัน เดือนสองเดือนก็เสื่อมไปตามวันเวลา มันแก่ไปคือมันเสื่อมไป สิ่งของทั้งปวงหมดก็เหมือนกัน สร้างขึ้นมายังไม่ทันสำเร็จมันก็เสื่อมไปแล้ว เสื่อมไปทุกวันๆ ถ้าไม่พิจารณาก็เห็นยาก ก็สร้างยังไม่ทันจะสำเร็จจะเสื่อมได้อย่างไร มันพูดยากอยู่เหมือนกัน สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมานั้นนับวันที่จะเสื่อม เสร็จไม่เสร็จก็ต้องเสื่อมอย่างเราสร้างบ้านให้มันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาก็ดี มันก็เสื่อมแล้วละนั่น วัตถุที่ทำนั้นมันเสื่อมไปแล้ว บ้านเรือนของเราก็ต้องเสื่อมไป เสื่อมไปทีละน้อย เสื่อมไปโดยลำดับ เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง ถ้าไม่เสื่อม ร้อยปี สองร้อยปี มันก็ถาวรมั่นคงนะซี แต่นี่มันเสื่อมชำรุดทรุดโทรมจึงให้เห็นความชำรุดทรุดโทรมของมัน นั่นเรียกว่า ความไม่เที่ยง ตัวของเราก็เหมือนกัน แก่วัน แก่เดือน แก่ปีไปโดยลำดับ ถ้าเข้าใจว่า ตนยังหนุ่มยังวัยอยู่ ไม่มีเสื่อม จนความแก่เฒ่าชำรุดทรุดโทรมมา แข้งขา อวัยวะทุกชิ้นส่วน ปวดเมื่อยเจ็บโน่นเจ็บนี่อะไรต่างๆ จึงค่อยรู้สึกว่า เสื่อมไปแล้ว ที่จริงมันเสื่อมไปโดยลำดับ แต่ไม่รู้ตัวเพราะมันมีพลังเพียงพอที่จะต้านทานต่อสู้สิ่งแวดล้อม ที่มันเสื่อมไปทุกวันทุกนาทีนะคือทุกข์ ทุกข์ที่เราเห็นนั้นน่ะ ต้องเจ็บหนักถึงกับล้มนอนกับเสื่อกับหมอน จึงค่อยรู้จักว่าทุกข์ หรือเจ็บปวดต่างๆ จนลุกไม่ได้จึงค่อยว่าทุกข์ อันนั้นมันทุกข์ใหญ่ ส่วนทุกข์ทุกวันนี้นะคือ ความเสื่อม มันทนไม่ได้นั่นแหละคือ ความทุกข์ ความทนอยู่ไม่ได้นั่นแหละเรียกว่า ทุกข์ มันแปร ปรวนไปแล้วจึงเรียกว่า ทุกข์ ก็อนิจจัง ทุกขัง นั่นแหละ


อนัตตา ความไม่มีสาระอะไรเลย เราหาสาระไม่ได้ อวัยวะของร่างกายเรานี่ เช่น แขน ขา ไม่มีสาระอะไรสักนิดเดียว มีแต่เสื่อมไปชำรุดทรุดโทรมไปโดยลำดับ เราเกิดขึ้นมาครองร่างกายๆ ก็ค่อยเสื่อมหมดไปๆ แต่จิตใจยังไม่เสื่อม เราใช้จิตใจไม่ได้ใช้ของเหล่านี้ อายตนะทั้งหก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราใช้ได้ในเมื่อจิตยังมีอยู่ ถ้าหากจิตไม่มีแล้วก็ใช้ไม่ได้ ของเหล่านี้ก็หมดเรื่อง เหตุนี้แหละจึงว่าไม่มีสาระ ผู้ปฏิบัติหากอบรมจิตใจให้แน่วแน่เต็มที่แล้ว ไม่ได้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตามลำดับอย่างนั้น ต้องเห็นอนัตตาก่อน ตนตัวไม่มีสาระเลย มันต้องเห็นชัดลงเป็นอนัตตาก่อน ตนตัวไม่มีสาระเลย มันต้องเห็นชัดลงเป็นอนัตตาก่อน จึงกลับกันแต่ก็อันเดียวกันนั่นแหละ ผู้ภาวนาต้องเห็นอนัตตาเสียก่อนแล้วก็อนิจจัง ทุกขัง ทั้งสามอย่างนี้ก็อยู่ด้วยกันนั่นแหละ เห็นอะไรชัดก็เอาเถอะเหมือนกันนั่นแหละ


ผู้ที่ตั้งใจพิจารณาอย่างนี้ เห็นเฉพาะในกายของตนอย่างนี้ ในภาษาพุทธศาสนาเรียกว่า กรรมฐานๆ อันนี้ทำแน่วแน่เต็มที่จนกระทั่งหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ไม่เหมือนกับกรรมฐานทางโลกๆ ประกอบการงานต่างๆ ให้สำเร็จไปได้ เพราะเหตุที่จิตตั้งมั่นอยู่ในเรื่องนั้น แต่เป็นของภายนอกๆ ทำไปเถิด ทำไปเท่าไรก็ทำไปเถิด ไม่มีสิ้นสุดสักที่มีปรุงมีแต่งไปเรื่อย แต่กรรมฐานในรพะพุทธศาสนาทำให้ถึงที่สุดได้ ถึงที่สุดได้อย่างไรเราทำที่จิตเข้าถึงจิตแล้วมันถึงที่สุดทั้งนั้น คือเห็นจิตของตน ว่าใครเป็นคนทำ จิตเป็นคนทำ ใครเป็นคนปรุงแต่ง จิตนั่นแหละเป็นคนปรุงแต่ง ใครเป็นกิเลสจิตนั่นแหละเป็นกิเลส ใครละกิเลส จิตละกิเลส ละกิเลสทั้งหมด ไม่มีกิเลสมันก็หมดเรื่องน่ะซี ที่เราอยู่นี่อยู่ด้วยกิเลส ประกอบด้วยกิเลส เพลิดเพลินมัวเมาลุ่มหลง นั่นแหละกิเลสทั้งหมด เมื่ออยู่ในกิเลสจึงไม่มีที่สิ้นสุด ครั้นเมื่อเห็นกิเลสแล้วละกิเลส มันก็หมดเรื่อง สิ้นสุดเท่านั้น… เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

Kob
14-10-2005, 09:39 PM
ขอมอบสิ่งดีๆให้แก่เพื่อนๆ คะ ขอให้มีความสุขมากคะ...

ขอบคุณทุกๆท่านที่มาอ่านธรรมะที่ kob ให้ และร่วมอนุโมทนาบุญ ขอให้ทุกท่านมีความสุขมากๆ นะคะ......