View Full Version : เล่าประสบการณ์ตรง และเทคนิควิธีการฝึกกสิณแสงสว่าง (จนถึงฌานสี่)
ณฐมณฑ์
12-10-2004, 05:37 PM
กระทู้นี้ เป็นกระทู้อันเนื่องมาจากกระทู้ที่คุณgirl เคยเขียนถามไว้เกี่ยวกับการฝึกฌานสี่ค่ะ ในกระทู้ดังกล่าวดิฉันเขียนเล่าประสบการณ์การทำกรรมฐานแบบอานาปานสติไว้
ส่วนการฝึกแบบกสิณนั้น ยังติดค้างไว้จากกระทู้ก่อน และมีผู้ขอให้แยกตั้งเป็นกระทู้ใหม่เลย ดิฉันก็เลยมาตั้งกระทู้นี้ค่ะ
ก่อนที่ดิฉันจะพิมพ์เล่าเรื่องการฝึกกสิณ (ซึ่งเป็นกรรมฐานกองที่ดิฉันถนัดมากที่สุดในบรรดากรรมฐานกองต่างๆ ในปัจจุบัน) และก่อนจะเล่าเรื่องการฝึกทิพจักขุญาณ ดิฉันขอเชิญคำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำมาให้ท่านอ่านก่อนเพื่อการเลือกกรรมฐานกองที่เหมาะสมแก่จริตท่าน และเพื่อความเป็นมงคลของเราทั้งผองดังนี้ค่ะ
พระพุทธเจ้าทรงจัดแยก(จริต)ไว้เป็น ๖ อย่าง คือ ราคจริต โทสจริต โมหจริต วิตกจริต ศัทธาจริต พุทธจริต และก็พระพุทธเจ้าตรัสพระกรรมฐานไว้ ๔๐ แต่ว่าเป็นกรรมฐานเฉพาะจริตเสีย ๓๐ อย่าง
พวกราคจริต ถ้าใช้อสุภ ๑๐ กับกายคตานุสสติ ๑ เป็น ๑๑และพวกโทสจริตมีกรรมฐาน ๘ คือ มีพรหมวิหาร ๔ แล้วก็กสิณอีก ๔
สำหรับกสิณ ๔ คือกสิณสีแดง กสิณสีเหลือง กสิณสีเขียว กสิณสีขาว สำหรับวิตกจริตกับโมหจริต ให้ใช้กรรมฐานอย่างเดียวคือ อานาปานุสสติ อย่างที่โยมว่า อัสสาสะ ปัสสาสะ แล้วก็ศรัทธาจริต ใช้กรรมฐาน ๖ อย่าง คือ พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสสติ แล้วก็เทวตานุสสติ
ต่อไปนี้เป็นพุทธจริต พุทธจริตนี่ก็มีกรรมฐาน ๔ คือ มรณานุสสติ อาหาเรปฏิกูลสัญญา จตุธาตุวัตถาน อุปสมานุสสติ รวมแล้วเป็น ๓๐ เหลืออีก ๑๐ เป็นกรรมฐานกลาง
ฉะนั้นการเจริญพระกรรมฐาน ถ้าหากเดินสายสุกขวิปัสสโกจะต้องใช้กรรมฐานให้ถูกกับจริต ถ้าไม่ถูกกับจริต กรรมฐานนั้นจะมีผลสูงไม่ได้ เพราะไม่มีกำลังหักล้าง
ทีนี้ถ้าหากว่านักเจริญกรรมฐานทั้งหมด ไม่ต้องการอย่างอื่นจะใช้อานาปานุสสติก็ได้ ถ้าคนทุกคนคล่องในอานาปานุสสติกรรมฐาน จะมีประโยชน์เมื่อป่วยไข่ไม่สบาย เมื่อทุกขเวทนามันเกิดขึ้นถ้าใช้อานาปาเป็นฌาน ทุกขเวทนามันจะเบามาก จะไม่มีความรู้สึกเลย นี่อย่างหนึ่ง
แล้วก็ประการที่สอง คนที่ชำนาญในอานาปาจะรู้ เวลาตายของตัว แล้วก็จะรู้ว่าตายด้วยอาการอย่างไร
แล้วก็ประการที่สาม อานาปานุสสติสามารถควบคุมกำลังฌาน สามารถเข้าฌานได้ทันทีทันใด ประโยชน์ใหญ่มาก
-----------------------------------------------------------
จริตมี ๖ อย่างคือ ๑. ราคจริต ๒. โทสจริต ๓. โมหจริต ๔. วิตกจริต ๕. ศรัทธาจริต ๖. พุทธจริตจริต
ทั้ง ๖ อย่างนี่มีด้วยกันทุกคน ไม่ใช่ว่าแต่ละคนจะมีอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น
ราคจริต ชอบสวยขอบงาม ขอบสะอาด ราคจริตเขาไม่ได้แปลว่า มักมากในกามคุณ ไอ้นั่นเข้าใจผิด ถ้าแปลตามนี้ก็แจ๊งอย่างนี้มันมีด้วยกันทุกคนใช่ไหม........
โทสจริต เรารู้จักโกรธ เราก็มีใช่ไหม......
โมหจริต กับ วิตกจริต บางครั้งสมองมันตื้อ คิดอะไรไม่ออก ตัดสินอะไรไม่ได้ อันนี้ก็มี ใช่ไหม.....
ศรัทธาจริต บางครั้งเราเกิดเชื่อง่าย อันนี้เราก็มีใช่ไหม.......ถ้าเชื่อคนก็ดี ถ้าเชื่อพวกคนเลวก็ดีอีกเหมือนกันลงนรกด้วยกันทั้งคู่ อย่างพระโกกาลิกะกับพระเทวทัต จำได้ไหมล่ะ.....?
ส่วน พุทธจริต บางครั้งจิตใจมันปลอดโปร่ง มีปัญญาแจ่มใส ใครพูดอะไรมาเราเข้าใจง่าย รวมความว่าจริตทั้ง ๖ อย่างมีด้วยกันทุกคน
ในเมื่อทุกคนมีเขาจะต้องดูว่าจริตตัวไหนมันแรงกว่าเพื่อน ถ้าตัวไหนแรงกว่าเพื่อนเราตีตัวนั้นก่อน อย่างราคจริตมันมีกำลังสูงเราจะทำอย่างไร...... เขาก็ใช้กรรมฐาน ๑๑ อย่างคือ อสุภกรรมฐาน ๑๐กับ กายคตานุสสติกรรมฐานอีก ๑ เอามาต่อสู้กับจริตตัวนี้
ถ้าโทสจริต มันเกิดขึ้นบ่อย ๆ เขาก็ต้องใช้กรรมฐาน คือ พรหมวิหาร ๔ กับ กสิณ ๔ คือกสิณสีแดง กสิณสีเขียว กสิณสีเหลือง กสิณสีขาว อ ย่างใดอย่างหนึ่งเข้ามาตีกับจริตตัวนี้ให้มันพังยับไปเลย
ถ้าหากว่ามีโมหจริตกับวิตกจริต ก็ใช้ อานาปานุสสติถ้ามีศรัทธาจริต ก็ใช้อนุสสติ ๖ ประการ คือ พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ จาคานุสสติ สีลานุสสติ แล้วก็ เทวตานุสสติ
ถ้าหากว่าพุทธจริตคือความฉลาดมันเกิดขึ้น จะต้องใช้กรรมฐาน ๔ กอง คือ มรณานุสสติ อาหาเรปฏิกูลสัญญา จตุธาตุววัตถาน อุปสมานุสสติกรรมฐานนี่ต้องรู้จริต ต้องรู้กรรมฐานที่คู่กับจริต และต้องใช้ให้มันถูกคือ พระพุทธเจ้าท่านวางไว้อย่างนี้
และก่อนที่จะใช้อารมณ์อย่างนี้ได้ต้องตีนิวรณ์ ๕ ให้พังไปก่อนถ้านิวรณ์ไม่ระงับก็ไม่มีทางคือทั้งสมถะและวิปัสสนาไม่มีการทรงตัว ไม่ใช่ทำส่งเดชไป การทำส่งเดชน่ะโยม อย่าว่าแต่เรื่องนิพพานที่โยมพูดเลย เรื่องฌานก็พูดไม่ถูกแล้ว นี่ต้องเข้าใจตามนี้นะ"
ณฐมณฑ์
12-10-2004, 06:26 PM
ในที่นี่เรากำลังว่ากันด้วยเรื่องการฝึกฌานสี่ในกสิณ อันเป็นสมถกรรมฐานนะคะ ดังนี้แล้ว ท่านต้องเลือกกรรมฐานมาสักกองในกสิณที่เหมาะแก่จริตของท่าน
นอกจากนี้ ดิฉันขอคัดเอกสารเกี่ยวกับกสิณทั้งสิบกองเพื่อการทบทวนข้อมูลก่อนดังนี้นะคะ
แล้วจะเขียนอธิบายด้วยตนเอง แบบไม่คัดตามตำราในตอนต่อไป
"กสิณ 10 ได้แก่
1. ปถวีกสิณ ดินที่พึงกระทำให้เป็นวงกลม นั้นแหละชื่อว่า กสิณ
2. อาโปกสิณ น้ำที่มีความใสสะอาดปราศจากสี นั้นแหละชื่อว่า กสิณ
3. เตโชกสิณ เปลวไฟที่กองกูณฑ์ไว้แล้ว นั้นแหละชื่อว่า กสิณ
4. วาโยกสิณ ลมที่พึงกำหนดเห็นได้ด้วยอาศัยยอดไม้ ปลายไม้ไหว หรือที่พึงกำหนดได้ด้วยอาศัย การพัดมาถูกกายของตน นั้นแหละชื่อว่า กสิณ
5. นีลกสิณ สีเขียวที่ปรากฏในใบไม้หรือในผ้า เป็นต้น นั้นแหละชื่อว่า กสิณ
6. ปีตกสิณ สีเหลืองที่ปรากฏในดอกไม้ หรือในผ้าเป็นต้น นั้นแหละชื่อว่า กสิณ
7. โลหิตกสิณ สีแดงที่ปรากฏในดอกไม้ หรือในผ้าเป็นต้น นั้นแหละชื่อว่า กสิณ
8. โอทาตกสิณ สีขาวที่ปรากฏในดอกไม้ หรือในผ้าเป็นต้น นั้นแหละชื่อว่า กสิณ
9. อากาสกสิณ อากาศที่พึงกำหนดได้โดยการตัดช่องฝา หรือผ้าเป็นต้น นั้นแหละชื่อว่า กสิณ
10. อาโลกกสิณ แสงสว่างของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงไฟ เป็นต้น"
-------------------------------------------------------------
และจากเอกสารอีกที่หนึ่งกล่าวเกี่ยวกับกสิณไว้ว่า
"1.) กสิณดิน คือการเพ่งดินที่นำมาปั้นเป็นวงกลม(แบน) เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเท่ากับ ความยาวของใบหน้าของผู้ปฏิบัติ โดยทำความรู้สึกถึงความแข็งของดิน ไม่ใช่เพ่งที่สีของดินนั้น เพราะจะกลายเป็นกสิณสีต่างๆ แทน
2.) กสิณน้ำ คือการเพ่งน้ำที่บรรจุในภาชนะปากกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเท่ากับ ความยาวของใบหน้าของผู้ปฏิบัติ
3.) กสิณไฟ คือการเพ่งเปลวไฟผ่านช่องที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเท่ากับ ความยาวของใบหน้าของผู้ปฏิบัติ โดยทำความรู้สึกถึงความร้อนของไฟ
4.) กสิณลม คือการเพ่งอาการเคลื่อนไหวของใบไม้ กิ่งไม้ที่ถูกลมพัด
5.) กสิณสีเขียว คือการเพ่งวัตถุสีเขียว เช่น กระดาษสีเขียว ที่เป็นวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเท่ากับ ความยาวของใบหน้าของผู้ปฏิบัติ โดยทำความรู้สึกถึงสีเขียวที่ปรากฏ
6.) กสิณสีเหลือง คือการเพ่งวัตถุสีเหลือง เช่น กระดาษสีเหลือง ที่เป็นวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเท่ากับ ความยาวของใบหน้าของผู้ปฏิบัติ
7.) กสิณสีแดง คือการเพ่งวัตถุสีแดง เช่น กระดาษสีแดง ที่เป็นวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเท่ากับ ความยาวของใบหน้าของผู้ปฏิบัติ
8.) กสิณสีขาว คือการเพ่งวัตถุสีขาว เช่น กระดาษสีขาว ที่เป็นวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเท่ากับ ความยาวของใบหน้าของผู้ปฏิบัติ
9.) กสิณแสงสว่าง คือการเพ่งแสงสว่างที่ลอดช่องหลังคาลงมากระทบพื้น หรือฝาผนังเป็นวงกลม หรืออาจจะประยุกต์ใช้แสงอย่างอื่นก็ได้ โดยทำความรู้สึกถึงความสว่าง ไม่ใช่เพ่งที่สีของแสงนั้น
10.) อากาสกสิณ (ช่องว่าง) คือการเพ่งช่องว่างต่างๆ เช่น ช่องว่างในกรอบหน้าต่าง ประตู "
-----------------------------------------------------------------
ดังนั้น เมื่อท่านผู้อ่านท่านใดจะเลือกกสิณกองที่เหมาะแก่ตน ก็ควรเลือกตามเกณฑ์ดังนี้
1.เลือกตามจริตของตน
2.เลือกตามกองที่ตนถนัดที่สุดในชาติใกล้ๆ
3.เลือกตามที่รู้สึกว่าใจนึกรัก
ทั้งนี้ ในกสิณทั้ง 10 กองนั้น มีวรรณะกสิณหรือกสิณสีเขียว กสิณสีแดง กสิณสีเหลือง และกสิณสีขาวที่เหมาะแก่ผู้มีโทสะจริต
นอกจากนั้น อีก 6 กองที่เหลือก็เหมาะกับคนทุกจริตค่ะ
ขอส่งข่าวว่า.....
หากท่านใดที่อยากฝึกกสิณ และอยากทราบว่าตนเคยถนัดกสิณกองใดในอดีตชาติอันใกล้แล้วละก็....
เพื่อประโยชน์เต็มศักยภาพแก่ท่านผู้อ่าน จะให้ดิฉันขอทูลถามพระพุทธองค์ในกรรมฐานให้ไหมถึงกสิณกองที่เหมาะแก่ท่าน
บอกดิฉันไว้ในกระทู้นี้ได้เลยนะคะ และดิฉันจะตรวจสอบกับเพื่อนธรรมอีกท่านหนึ่งด้วย เพื่อให้ได้คำตอบที่ปราศจากอุปทานค่ะ
(แต่ขออนุญาตไม่ตรวจสอบเรื่องทางโลกให้นะคะ เพราะดิฉันตั้งใจจะเอื้อประโยชน์ทางธรรมเป็นหลักค่ะ)
ช่วยลงชื่อถามไว้กระทู้นี้ภายในวันที่ 12 - 18 ตุลาคม 2547นะคะ
Gif animation
12-10-2004, 06:54 PM
โมทนาครับ คุณณฐมณฑ์
ธรรมะ For LIFE
12-10-2004, 07:31 PM
โมทนาคับ
ถ้ามีเรื่องอะไรจะแนะนำช่วยแนะนำด้วยนะคับ
อย่างอาโลกกสิณ นี่ คุณว่าเพ่งอะไรดีคับที่หาง่ายๆคับ
ผมอยากทราบคับ
อะแฮ่ม
12-10-2004, 08:21 PM
อะแฮ่มจะฝึกกองไหนได้เร็วที่สุดครับ
หลวงพ่อฤาษีเก่งจริงๆฝึกได้หมดทั้ง 40 กองในยุคปัจจุบันมีใครทำได้ครบบ้างครับบอกสัก 2-3 ท่านก็ได้
อะแฮ่มนับถือคนมีความรู้ทางธรรม
จึงเรียนมาเพื่อทราบ
ณฐมณฑ์
13-10-2004, 12:45 AM
:) ก่อนจะตอบคำถามเรื่องสมถกรรมฐานกองที่ท่านถนัดเพื่อการฝึกเข้าฌานสี่ ก็ขอเรียนว่าดิฉันจะทูลถามพระพุทธองค์ด้วยเจตนาแห่งความเป็นเพื่อนทางธรรมของผู้ถามเป็นที่ตั้งนะคะ ดิฉันไม่สามารถจะตอบคำถามนี้เลย หากพระองค์ไม่สงเคราะห์เมื่อดิฉันทูลถามในกรรมฐาน
เมื่อดิฉันไตร่ตรองดูแล้ว การทูลถามพระองค์ถึงกสิณกองที่เหมาะแก่แต่ละท่านที่หากจะมีผู้ถามมานั้น น่าจะเป็นสิ่งที่ดิฉันกับมิตรธรรมของดิฉันควรเกื้อกูล แต่ก็ไม่อยากมีอะไรที่พลาดให้เป็นบาปนะคะ
ก็เลยขอเรียนว่า ดิฉันจะตรวจสอบกับมิตรธรรมท่านนั้น หากตรวจสอบตรงกันแล้วจึงจะตอบท่านเพราะไม่อยากให้เป็นคำตอบจากอุปทานของใคร
(แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ดิฉันยังไม่เคยพบว่าตนมีคำตอบจากอุปทานนะคะ เมื่อขอทูลถามต่อพระพุทธบารมี หรือเบื้องบนหลังเข้าฌานสี่ในกรรมฐานถึงสองครั้งอันเป็นการระงับนิวรณ์และกิเลสของตนในขณะนั้นชั่วคราวแล้ว)
แต่หากจะให้ดีที่สุด ให้ท่านฝึกกรรมฐานกองที่ถูกจริต กับที่ถูกใจท่านมากเป็นเกณฑ์ แล้วค่อยพิจารณาร่วมกับกรรมฐานกองที่ท่านเคยถนัดที่สุดในอดีตชาติที่ดิฉันจะอำนวยประโยชน์ด้วยการทูลถามพระพุทธบารมีในกรรมฐานให้ค่ะ
นอกจากนี้ การลงมือฝึกจะทำให้ทราบโดยธรรมชาติว่าตนเข้าฌานระดับลึกได้ดีจริงหรือไม่-ฝึกง่ายกว่ากรรมฐานกองอื่นด้วยเป็นกองถนัดนั้นจริงหรือไม่
และหากท่านผู้ถามพบผู้ที่_าณแจ่มชัดมากๆ จะตรวจสอบกับท่านนั้นอีกทีถึงเรื่องกรรมฐานกองถนัดก็จะเป็นการดีค่ะ ถ้าตรงกันอีกก็จะมั่นใจได้เต็มที่เลยค่ะ ทั้งนี้ เพื่อที่ดิฉันจะได้แน่ใจว่าเจตนาดีของดิฉันจะไม่เป็นการพลาดให้เกิดบาปโดยไม่ตั้งใจนะคะ
อู่เย่
13-10-2004, 12:54 AM
,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,
Kamen rider
13-10-2004, 12:55 AM
<EMBED src=http://www.kroorenu.net/music/oraweeflowers.wma width=300 height=55 autostart="false" loop="true" VOLUME="85"><EMBED>
บัวใต้น้ำ
13-10-2004, 03:10 AM
Originally posted by ธรรมะ For LIFE
โมทนาคับ
ถ้ามีเรื่องอะไรจะแนะนำช่วยแนะนำด้วยนะคับ
อย่างอาโลกกสิณ นี่ คุณว่าเพ่งอะไรดีคับที่หาง่ายๆคับ
ผมอยากทราบคับ
ที่ลองมากับตัวเองแล้่ว ใช้ได้ผลดีเลยได้แก่
การมองหลอดไฟที่บ้านน่ะครับ หรือจะไฟกลม ไฟอะไรก็แล้วแต่
ดูความสว่างของมันไว้ครับ จะเป็นหลอดขาว หรือหลอดสีไข่ไก่ ก็ใช้ได้เหมือนกัน
จำความรู้สึกตรงนั้นเป็นอารมณ์ก็ใช้ได้แล้ว
ลืมตา หลับตา สามารถทรงอารมณ์นั้นได้
ถ้าทำได้เดี๋ยวการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น
แล้วผลจะตามมาเองครับ
Star Platinum
13-10-2004, 07:08 AM
ผมอยากทราบเหมือนกันว่าชาติก่อนๆหน้านี้เคยฝึกกสิณอะไรมาบ้าง หรือเคยได้ฌาณขั้นไหนมา
ใจจริงแล้วอยากจะฝึกให้ครบทั้งสิบอย่างเลยครับ ไม่ทราบว่าควรจะเริ่มจากกองไหนก่อนดี
ผมต้องวานคุณณฐมณฑ์ทูลถามพระพุทธองค์แล้วล่ะครับ
ขอบพระคุณมากครับสำหรับเวลาที่สละมาตอบ
Untouchable
13-10-2004, 07:35 AM
อยากรู้ว่าตัวเองเหมาะกับกสิณใด ?
ผมต้องให้ข้อมูลอะไรบ้างครับ ?
อยากทราบด้วยครับ ต้องบอกชื่อ นามสกุลจริงหรือเปล่าครับ
ถ้าต้อง รบกวนบอกทางเมลได้มั๊ยครับ แหะ แหะ ไม่สะดวกบอกทางบอร์ดครับ
ขอบคุณล่วงหน้าครับ
zipper
14-10-2004, 11:05 PM
ผมก็อยากรู้ด้วยครับว่าตัวผมนั้นเหมาะกับกสิณกองใด
พรายแสง
15-10-2004, 03:37 PM
ขอความกรุณาจากคุณณฐมณ ด้วยค่ะ ว่าพรายแสงควรจะใช้กสินกองใดเป็นกองแรกเพื่อนำร่องในการฝึก เพื่อให้สมาธิก้าวหน้าค่ะ เพราะไม่สามารถตัดสินใจว่าเราเหมาะกับแบบใด ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ และจะติดตามรอคำตอบนะคะ
อยากรบกวนขอทราบด้วยว่า ตัวเองเหมาะกับกสิณกองไหน
เตโชกสิณเหมาะไหมครับ
ณฐมณฑ์
15-10-2004, 05:55 PM
เรียน ทุกท่านที่ถามมาเรื่องกสิณกองที่เหมาะแก่ท่านนะคะ
ดิฉันขอเวลาสักระยะในการตอบนะคะ ผนวกกับมิตรธรรมท่านนั้นกำลังสุขภาพไม่ดีนัก คงต้องรอเขาฟื้นตัวสักหน่อย แล้วจะนำคำตอบมาตรวจสอบกันก่อนจะบอกท่านค่ะ
ขอตอบท่านที่จะถามถึงกสิณกองที่เหมาะนะคะว่า...
ให้ข้อมูลดิฉันมาแบบใช้ชื่อจริงก็จะสื่อถึงท่านได้ตรงดีค่ะ แต่ถ้าไม่สะดวก จะใช้นามปากกาก็ไม่เป็นไร
และ ท่านสามารถถามเรื่องกองกสิณกับดิฉันใน private message ก็ได้นะคะ แล้วจะตอบให้ค่ะ
ส่วนการเล่าประสบการณ์ วิธีการฝึกกสิณถึงฌานสี่ และการฝึกทิพจักขุ_าณนั้น คาดว่า....ดิฉันจะหาโอกาสเข้ามาเล่าได้ในเร็วๆ นี้
ขออภัยในความล่าช้านะคะ
-----------------------------------------------
คุณโอ๊ดคะ
การหาวัตถุเพ่งสำหรับกสิณแสงสว่างที่หาได้สะดวกนั้นมีหลายอย่าง
อย่างที่คุณบัวใต้น้ำแนะมาก็ดีค่ะ
แต่ขอแสดงความเห็นว่า ถ้าจะเพ่งจากหลอดไฟฟ้า ควรหากลมๆ แสงนวลๆ ที่แรงเทียนน้อยมากๆ เพื่อถนอมสายตานะคะ
ส่วนที่แนะว่าควรเป็นไฟกลมมากกว่าหลอดยาวก็เพราะ ดวงกลมๆ นั้นจะจำได้ง่าย จะได้อุคหนิมิตรง่ายดีค่ะ
แต่ถ้าใครถนัดหลอดไฟแบบยาว ก็ใช้ฝึกแบบที่ใจชอบ ใจถนัดนั้นดีที่สุด
วัตถุอีกอย่างหนึ่งที่หามาฝึกไม่ยากคือ ดวงแก้วหล่อลูกกลมๆ หรือคริสตอล (หาได้ตามร้านสังฆภัณฑ์ และร้านขายหินค่ะ)
การมองลูกแก้วนี้ ถ้าใจรัก มองแล้วสงบนิ่ง ดึงดูดเราให้มองได้ไม่เบื่อแล้วละก็ จะได้อุคหนิมิตรเร็วเช่นกัน
คนบางคนที่เคยมีทิพจักขุ_าณมาจากอดีตชาติ บางที วันเดียวก็ได้อุคหนิมิตรแล้วค่ะ (จริงตามที่ตำราท่านเคยกล่าวไว้)
แต่จะนานเท่าใดที่จะได้อุคหนิมิตรนั้นไม่สำคั_นัก สำคั_อยู่ที่ว่า หากคนเรามีอิทธิบาทสี่ ย่อมจะได้ไม่ยาก...จริงไหมคะ
พระพุทธรูปแก้วใส(ไม่มีสี) ก็บูชาและเพ่งเป็นกสิณแสงสว่างได้เป็นมงคลยิ่งค่ะ
แบบนี้จะได้ฝึกกรรมฐานสองกองพร้อมกันเลย คือกสิณแสงสว่าง และพุทธานุสติ
นอกจากนั้น จะมองพระจันทร์ตอนเต็มดวงก็ได้ (แต่ห้ามแปลงร่างเป็นมนุษย์หมาป่านะคะ อิอิ)
มองแสงที่ลอดจากหลังคาโรงรถรั่วก็ได้(ถ้ามีหลังคารั่วในครอบครองอยู่บ้าง)
มองแสงที่ลอดจากกลุ่มใบไม้ทึบก็ได้เช่นกันค่ะ
ทั้งนี้ ไม่อาจกล่าวได้เต็มที่ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการนำมาฝึกเพ่งกสิณแสงสว่างที่คุณโอ๊ดถามมานะคะ
แต่ตอบได้ว่าสิ่งที่ใจคุณรู้สึกรัก อยากใช้นำมาเพ่งกสิณ หาได้ไม่ลำบากและเอื้อต่อการฝึกได้บ่อย สิ่งนั้นย่อม"เหมาะ"กับคุณที่สุดค่ะ :)
-----------------------------------------------------
ขอบคุณสำหรับกำลังใจจากทุกท่านนะคะ
ขอให้กำลังใจอันเป็นกุศลจิตของทุกท่านกลายเป็นพรที่อำนวยให้ท่านฝึกกรรมฐานได้ง่าย และคล่องด้วยนะคะ สาธุ....
อยากทราบด้วยเหมือนกันครับ
เกจิหนุ่ม
17-10-2004, 12:21 AM
พี่ณฐมณฑ์ช่วยบอกผมทีนะคับว่าผมควรเลือกฝึกกสินแบบใดที่จะเหมาะแก่ตนเองมากที่สุดขอบคุณพี่มากๆคับ
คน-ทำ-มะ
17-10-2004, 02:07 AM
คุณณฐมณฑ์
เรื่องฌานอะไรนี่ผมก็มีกิเลสเหมือนๆทุกคนที่อยากรู้เช่นกันครับ แต่ก่อนที่พวกเราจะตัดช่องน้อยแต่พอตัวเพื่อบรรลุอะไรก็ตามแต่เพียงลำพัง อยากให้หันมาช่วยสาวกพระพุทธเจ้าผู้หลงทางซึ่งยังเวียนว่ายอยู่ในweb นี้ด้วยผมสงสารบางคนเหลือเกิน...สงสารจริงๆ
โดยส่วนตัวผมแล้วไม่เชื่อเรื่องที่พ้นวิสัยคนปกติจะทำได้ที่อวดภูมิของตนอยู่ในweb นี้เท่าไหร่นักหรอกแต่การสนใจสิ่งเหล่านี้ก็เหมือนการซื้อประกันชีวิตไว้ในภพอื่นๆเท่านั้นเอง
พิมพ์ประภัสสร์
17-10-2004, 07:24 AM
Originally posted by คน-ทำ-มะ
คุณณฐมณฑ์
เรื่องฌานอะไรนี่ผมก็มีกิเลสเหมือนๆทุกคนที่อยากรู้เช่นกันครับ แต่ก่อนที่พวกเราจะตัดช่องน้อยแต่พอตัวเพื่อบรรลุอะไรก็ตามแต่เพียงลำพัง อยากให้หันมาช่วยสาวกพระพุทธเจ้าผู้หลงทางซึ่งยังเวียนว่ายอยู่ในweb นี้ด้วยผมสงสารบางคนเหลือเกิน...สงสารจริงๆ
โดยส่วนตัวผมแล้วไม่เชื่อเรื่องที่พ้นวิสัยคนปกติจะทำได้ที่อวดภูมิของตนอยู่ในweb นี้เท่าไหร่นักหรอกแต่การสนใจสิ่งเหล่านี้ก็เหมือนการซื้อประกันชีวิตไว้ในภพอื่นๆเท่านั้นเอง
ลองดูพุทธดำรัสนะคะคุณ คน-ทำ-มะ ก่อนจะลงอเวจีมหานรก
ปฎิบัติให้ถึงก่อนดีไหมคะ ก่อนที่จะมาว่าพุทธดำรัส บาปกรรมค่ะ
ณฐมณฑ์
17-10-2004, 01:43 PM
วันนี้ขอแวะมาโพสต์นิดเดียวก่อนนะคะ
กสิณกองที่เอื้อต่อทิพจักขุญาณคือ
1.กสิณแสงสว่าง
2.กสิณสีขาว (ช่วยแก้โทสะจริตได้ด้วย)
3.กสิณไฟ
ส่วน "ฌาน" กับ "ญาณ" นั้นต่างกัน ซึ่งหลายท่านทราบอยู่แล้ว
แต่ขอทบทวนว่า"ฌาน"เป็นระดับของสมาธิ
ส่วน"ญาณ" เป็นการรู้พิเศษ
ขอคัดมาให้อ่านดังนี้
"ฌาน คือ...การเพ่งในองค์กรรมฐาน ฌานนั้นมี 4 รูปฌาน และ 4 อรูปฌาน รวมกันเราเรียกว่า สมาบัติ 8 และอุปสรรคขวางกั้นฌานคือ นิวรณ์ 5"
(ตรงนี้ดิฉันขอเสริมว่า อุปจารสมาธินั้น บ้างก็เรียกว่าอุปจารฌานค่ะ)
"ญาณ มี 7 อย่างคือ
1.บุเพนิวาสานุสสติญาณ ปัญญาที่สามารถระลึกชาติในอดีตของคนหรือสัตว์ได้
2.จุตูปปาตญาณ ปัญญาที่รู้ว่าคนหรือสัตว์ก่อนจะมาเกิดเป็นอะไรมาก่อน เมื่อตายแล้วไปเกิดเป็นอะไร
3.เจโตปริยญาณ ปัญญาที่รู้ใจคน รู้อารมณ์ความคิดจิตใจของคนและสัตว์
4.อตีตังสญาณ ปัญญาที่รู้เรื่องในอดีต เหตุการณ์ที่ล่วงมาแล้ว ทั้งในอดีตชาติ ปัจจุบันชาติ ของคนและสัตว์
5.ปัจจุปปันนังสญาณ ปัญญาที่รู้เรื่องในปัจจุบันว่าขณะนี้ใครทำอะไรอยู่ และมีสภาพอย่างไร
6.อนาคตตังสญาณ ปัญญาที่รู้เรื่องในการต่อไปว่า คน สัตว์ สรรพวัตถุ เหล่านี้ต่อไปจะเป็นอย่างไร รู้ได้ตามภาพที่ปรากฏ ถ้าภาพที่ปรากฏไม่ชัดเจน ก็อธิษฐานถามก็จะรู้ชัดและไม่ผิด
7.ยถากัมมุตญาณ ปัญญาที่รู้ผลกรรม คือ รู้ว่าคนเราที่ทุกข์หรือสุขทุกวันนี้ ทำกรรมอะไรมาในอดีตชาติ และปัจจุบันชาติจึงเป็นเช่นนี้ และจะแก้ไขได้หรือไม่ประการใด"
(ดิฉันขอเสริมว่า _าณทั้ง 7 นี้เป็น_าณในสังกัดของทิพจักขุ_าณด้วย)
ส่วนวิปัสสนาญาณดูตามลิงค์นี้นะคะ (หัวข้อวิปัสสนาญาณ ๙)
http://praruttanatri.com/special/books/barame10/
และ
http://www.geocities.com/Athens/Atlantis/5227/panya/vipasanabody.htm
ณฐมณฑ์
17-10-2004, 10:42 PM
แวะมาสนทนาต่อค่ะ (ยังไม่ใช่เนื้อหาการฝึกนะคะ แค่มาชี้แจงอะไรนิดหน่อย)
ข้อความเรื่อง"_าณ"ที่ดิฉันเพิ่งคัดมาโพสต์ให้อ่านนั้น ดิฉันเองขอเรียนเพิ่มเติมว่า บางที่ก็เรียกว่า_าณแปด โดยเพิ่มทิพจักขุ_าณไปอีกหนึ่งประการค่ะ
ส่วน "วิปัสสนา_าณ" นั้น บางที่เอ่ยถึงวิปัสสนา_าณ๙ บางที่เอ่ยถึงวิปัสสนา_าณ๑๖ ขอเชิ_ผู้รู้ว่าอธิบายเรื่องนี้ด้วยนะคะ
พอดีมิตรธรรมที่ดิฉันนับถือท่านนั้น(ที่เคยเล่าว่าเขาไม่ค่อยสบาย)แอบขึ้นภูเขาไปปฏิบัติธรรมในช่วงนี้ ดิฉันก็ไม่กล้าส่ง SMS ไปถามว่าเขาจะกลับเมื่อไรด้วย (ไม่กล้าสึกพระโยคาวจรค่ะ)
ไม่อย่างนั้น ถ้าเขาอยู่บ้าน แล้วดิฉันโทร.ไปถามเขาเรื่องนี้ เขาต้องทราบแน่เลยค่ะ
และนอกจากนี้ เรื่องการตอบเรื่องกสิณกองที่เหมาะนั้น ดิฉันต้องรอเขากลับมาช่วยกันก่อนนะคะ (เดาว่าเขาคงไม่ไปเก็บตัวนานเป็นเดือน)
ตอนนี้ขออนุ_าตชี้แจงอะไรเพิ่มเติมดีกว่า เกรงว่าจะมีผู้คาดหวังในความสามารถดิฉันจนเกินความสามารถจริงในปัจจุบันน่ะค่ะ
คืออย่างนี้นะคะ ดิฉันเองเป็นคนซื่อสัตย์ต่อความจริง ตรงไหนที่ไม่ทราบ หรือทำไม่ได้ ก็จะบอกตามตรง
(แต่ตรงไหนทำได้ หรือเป็นเรื่องจริง แต่ไม่พร้อมจะบอก ก็อาจจะพูดอ้อม แต่จะไม่โกหกค่ะ)
ส่วนตรงไหนที่ดิฉันเฉยๆ ไม่รับ แต่ไม่ปฏิเสธนั้น ไม่ได้แปลว่ายอมรับโดยปริยายทุกครั้งนะคะ แต่บางทีมันงงๆ น่ะค่ะ เลยเฉยๆ ไว้ก่อน
ทว่าตอนนี้ขอเรียนตามตรงว่า ณ วันนี้ดิฉันยังไม่คล่อง"_าณ"เท่าอดีตชาติในแต่ละชาติที่เคยได้อภิ__าและทิพจักขุ_าณมานะคะ
ดังนั้น มีอีกหลายเรื่องมากๆ ที่ดิฉันไม่มีความสามารถจะทราบได้ในปัจจุบัน แต่_าณในทิพจักขุ_าณนั้น กลับมาคร่าวๆ แล้ว
ซึ่งดิฉันเองไม่ได้วิตกที่ยังไม่คล่อง แต่ก็ปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆ ...
ส่วนเรื่องการฝึก"ฌาน" ก็ขอเรียนตามตรงว่า ณ วันนี้ยังไม่ได้"นวสี"(หรือความคล่องในฌานอย่างเอกอุ)
อีกยังฝึกกสิณไม่ครบทั้งสิบกองค่ะ แต่ทราบแนวทางของกสิณทุกกอง เพราะฌานสี่ในกสิณทุกกองนั้นอารมณ์เดียวกันหมด
โดยกสิณกองที่ฝึกประจำ กับฌานในอานาปานสตินั้น ดิฉันก็เข้าฌานสี่ได้เร็วในหน่วยเวลาที่เป็นวินาที (อย่างเร็วสุดนั้น คือไม่ถึงวินาที แต่ไม่บ่อยมาก)
ดิฉันชลอการฝึกกสิณอีกหลายกองก็เพราะต้องการจะฝึกให้ได้นวสีก่อนจึงจะฝึกกสิณกองอื่นๆ ให้ครบสิบกองในรวดเดียวเลย
(ตอนนี้ เฉพาะกสิณที่ลองฝึกก็ได้ฌานสี่ทุกกอง แต่ยังไม่คล่องระดับนวสีค่ะ) ซึ่งก็ให้กำลังใจตนเองว่า ถ้าไม่ทำตัวเข้ารกเข้าพง(นอกลู่นอกทาง)เสียก่อน และมีอิทธิบาทสี่ ก็"อาจจะ"ได้นวสีในชาตินี้อีกค่ะ
ส่วนมโนมยิทธิแบบเต็มกำลังนั้น ปัจจุบันดิฉันก็ฝึกฝนค่ะ โดยฝึกด้วยตนเองที่บ้าน จิตออกไปอย่างสงบ(ไม่สั่น)ตั้งแต่การฝึกครั้งแรก (ก่อนหน้านั้น จิตออกไปเองแบบมโนมยิทธิหลายครั้งแล้วแบบไม่ค่อยจะรู้ตัวว่าเป็นการออกไปแบบมโนมยิทธิ)
เป็นอันว่าสารภาพกันซื่อๆ แล้วนะคะ
ว่าปัจจุบันนี้ มีบางอย่างที่ดิฉันพอทำได้ ถ่ายทอดให้อ่านได้
และมีอีกหลายอย่างมากที่ยังต้องฝึกฝนต่อไปค่ะ
ทั้งนี้ การที่บอกเล่าความจริงเหล่านี้ ตนไม่ได้คิดจะเปรียบเทียบกับใครเลย เพราะเหนือฟ้ายังมีฟ้า และมีฟ้า....ไม่รู้จบ
ดิฉันตระหนักดีว่า คนเรานั้นมีวิถีและวาระแตกต่างกัน อันไม่พึงนำมาเปรียบเทียบกัน
อย่างไรก็ตาม ดิฉันเชื่อเสมอว่า ทั้งดิฉันและท่าน หากฝึกฝนสมาธิจิตหรือกรรมฐานอย่างตรงต่อคำสอนพระพุทธองค์ มีมีศีล มีศรัทธา มีอิทธิบาทสี่ มีพระนิพพานเป็นที่ปรารถนาฯลฯ ไม่ช้าก็เร็ว การฝึกฝนย่อมก้าวหน้ากว่าวันนี้แน่นอนค่ะ
zipper
17-10-2004, 11:11 PM
นับถือๆ :)
ผมคน ทำ มะ
ตอนนี้ผมมีคนที่ต้องสงสารเพิ่มอีก 1 คนแล้ว
ไม่ต้องถึงกับปฏิบัติดีหรอกครับ
แค่อ่านให้ดีก็นับว่าบุ_แล้ว....แย่จังไม่เห็นคิดดีกันเลย
Originally posted by mean
ผมคน ทำ มะ
ตอนนี้ผมมีคนที่ต้องสงสารเพิ่มอีก 1 คนแล้ว
ไม่ต้องถึงกับปฏิบัติดีหรอกครับ
แค่อ่านให้ดีก็นับว่าบุญแล้ว....แย่จังไม่เห็นคิดดีกันเลย
มาจากสายไหนหรือคะ ถึงมาเที่ยวว่าคนนั้นคนนี้ แน่จริงเอาเหตุผลมาคุยกันสิ
ไม่เกิน ๗ กระบวนท่า คุณก็ล้มแล้วไม่ต้องถึงอาจารย์ แค่พลอยก็พอค่ะ
กระเจียว
18-10-2004, 10:28 AM
ขอบพระคุณพี่มากค่ะ ตอนนี้ก็ฝึกอยู่ค่ะ ตามคำแนะนำของเวบสโนว์
ขอถามดังนี้เพราะศรัทธาพี่ค่ะ
1.ฝึกกสิณหลายกอง คือประมาณ2-3กอง ในช่วงเวลาเดียวกัน เช่นเช้าฝึกแสง เย็นฝึกไฟ ค่ำฝึกอากาศ หรือฝึกกองเดียวให้เสร็จๆไปค่อยมาสนใจกองอื่นๆ กระเจียวเป็นมือใหม่นะคะ งานนี้คนอื่นจะมาร่วมตอบร่วมให้คำแนะนำก็ได้ค่ะ รออ่าน
2.ฝึกสมถะ เช่นพวกกสิณ และอื่นๆ คู่กับ วิปัสสนา หรือฝึกเป็นอย่างๆไปก่อนดีคะ ตอนนี้สนใจฝึกวิปัสสนามากกว่า อาจเป็นเพราะช่วงที่ไปบวช ไปสนทนาธรรมกับพระป่าบ่อยๆ จนมุ่งมั่นวิปัสสนามาก แต่ก็ยังไม่ละทิ้งการฝึกกสิณ
ช่วยแนะนำบอกเล่าทีนะคะ
ณฐมณฑ์
18-10-2004, 06:03 PM
น้องกระเจียวคะ
1.ฝึกกสิณกองแรกให้จบก่อนแล้วฝึกกองต่อไปจะง่ายมาก ให้จบทีละกองจะเร็วกว่าค่ะ
2.จากประสบการณ์พี่เห็นว่า ทำสมถกรรมฐานควบคู่วิปัสสนากรรมฐานจะเสริมกันและกันค่ะ
2.1ตอนแรกทำสมถกรรมฐานให้ได้กำลังฌาน(สี่)ก่อน แล้วน้อมมาพิจารณาแบบวิปัสสนาฯ จะกดกิเลสไว้ได้ในขณะนั้น การพิจารณาจะชัดเจน เห็นสภาพตามเป็นจริงเร็วค่ะ ส่วนวิปัสสนากรรมฐานก็จะช่วยให้ใจเราเบา ทำสมถกรรมฐานง่ายขึ้นเช่นกัน
2.2แต่ไม่ว่าจะได้ฌานสี่หรือยัง สามารถทำวิปัสสนากรรมฐานอย่างง่ายๆ ได้ในทุกที่ เช่น พิจารณาไตรลักษณ์กับสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน, ตามดูอาการของกาย ตามดูอาการของใจ เป็นต้นค่ะ
ณฐมณฑ์
18-10-2004, 10:47 PM
คำสอนเกี่ยวกับกสิณทั้ง 10 กองที่ดิฉันอ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย
http://www.praruttanatri.com/member/htm/ks10.html
และขอเชิญคำสอนของหลวงพ่อฤาษีลิงดำเรื่องกสิณ10 แบบวิปัสสนาค่ะ
http://praruttanatri.com/special/books/kmt40/index.htm
เล่าการฝึกกสิณ(แสงสว่าง)จากประสบการณ์ตนเอง
1.นำวัตถุที่ใช้เพ่งมาวางที่ตำแหน่งที่มองถนัด และมองได้บ่อยค่ะ
มองด้วยอารมณ์สบาย ผ่อนคลาย ระลึกรู้ถึงความเป็นธาตุนั้นๆ เช่น ธาตุไฟ ก็ระลึกรู้ว่าเป็นธาตุไฟ พร้อมภาวนาตามธาตุนั้น เช่นกสิณไฟ ภาวนาว่า"ไฟ" หรือ"เตโชกสิณัง"
ถ้ากสิณแสงสว่าง (ดิฉันใช้ลูกแก้วกลมใสสำหรับมอง) ภาวนาว่า "แสงสว่าง" หรือ"อาโลกากสิณัง"ก็ได้ หรือจะภาวนาว่า "อาโลโก" ก็ได้
ดิฉันภาวนาว่า "อาโลโก" เพราะเป็นคำถนัดมาจากอดีตค่ะ (เลือกตามความชอบและความถนัด) ทั้งนี้ ภาวนาในจังหวะที่สอดคล้องกับลมหายใจตามธรรมชาติค่ะ
สรุปข้อนี้ว่า ใช้ใจจับภาพ จับลมหายใจตามธรรมชาติ และภาวนาอย่างสอดคล้องกันทั้งสามอย่างค่ะ
2.มองวัตถุที่ใช้เป็นนิมิตรแล้วลองหลับตา หากภาพนั้นติดเป็น"อุคหนิมิตร" ก็จะเห็นว่า หลับตาแล้วจะเป็นภาพกึ่งตาเห็น กึ่งใจเห็น (คล้ายเรากำหนดภาพขึ้นมาเองจนเหมือนวัตถุที่ตาเราเห็นตอนลืมตานั้น)
ส่วนอุคหนิมิตรในกสิณแสงสว่างแบบลืมตานั้น ดิฉันเห็นอุคหนิมิตรเป็นลูกแก้วใสลอยอยู่ในอากาศ บางเบาเทียบเท่า1/10 ของฟองสบู่ค่ะ
(แต่ฝึกขั้นแรก มองแบบหลับตาส่วนใหญ่จะง่ายกว่า)
ขั้นต้นนี้ สำคัญว่า มองวัตถุ(แบบสบายๆ)จนได้อุคหนิมิตรก่อน จะกี่วัน หรือกี่เดือนก็ตาม ต้องได้อุคหนิมิตรก่อนค่ะ
บางท่านที่เคยสำเร็จมาในอดีตชาติ มองไม่ถึงชั่วโมงก็ได้อุคหนิมิตรแล้วก็เป็นไปได้
3.เมื่อใดที่ได้อุคหนิมิตรแล้ว หลับตาหรือลืมตามองอุคหนิมิตร(อย่างแผ่วเบาด้วยอารมณ์สบาย)ต่อไป คือใจยังจับกับภาพและลมหายใจ
คำภาวนาจะค่อยๆ หายไปเอง
(บางท่านที่ไม่ถนัดภาวนาจริงๆ ก็ไม่ต้องภาวนาก็ได้ค่ะ แต่ให้ใจหมายรู้ว่าเรากำลังทำกสิณใดอยู่ แต่รู้แบบไม่คิด ใจในสมาธิจะค่อยๆเข้าสู่อารมณ์อุบกขามากขึ้นเองนะคะ)
4.อุคหนิมิตรจะเริ่มเปลี่ยนสภาพเองเป็นปฏิภาคนิมิตรในช่วงใดช่วงหนึ่ง ภาพนิมิตรที่มองนั้นจะเป็นผลึกแก้วแล้วใสขึ้น (ใจยังจับภาพอุคหนิมิตรอยู่ แต่อารมณ์จะนิ่งขึ้นเรื่อยๆ)
5.บางท่านอาจมีปิติบ้าง ก็ปล่อยไปคือไม่สนใจปิติ ใจยังจับภาพอุคหนิมิตรอยู่ อุคหนิมิตรจะใสขึ้นๆ แต่บางท่านจะไม่รู้สึกถึงปิติ เช่น ขนลุก เพราะปิติผ่านไปเร็ว ซึ่งเป็นการดีค่ะ
6.(ลมหายใจจะหมดไปเอง แต่ตลอดมานั้นไม่สนใจลมหายใจเท่าปฏิภาคนิมิตร) ใจส่วนใหญ่จับที่ปฏิภาคนิมิตร ปฏิภาคนิมิตรจะกลายเป็นแก้วประกายพรึก หรือแก้วใสประกายแบบเพชรเองตามธรรมชาติเมื่อใจสู่อุเบกขารมณ์ หรืออารมณ์นิ่ง ดิ่งวางเฉย
ตรงนี้คือฌานสี่ในกสิณ
สรุปโดยรวมคือ
1.มองวัตถุให้เกิดอุคหนิมิตรประจำก่อน คือลืมตาหรือหลับตาเมื่อใดก็กำหนดเห็นอุคหนิมิตรได้
2.วางอารมณ์แผ่วเบา ใจ(กึ่งตา)จับอุคหนิมิตร ภาวนาให้สอดคล้องกับลมหายใจ (หรือถ้าไม่ถนัด ก็ไม่ต้องภาวนาก็ได้ค่ะ แต่ใช้ใจกึ่งตาจับอุคหนิมิตรต่อไป แบบหลับตาหรือลืมตาก็ได้)
3.อุคหนิมิตรจะกลายเป็นปฏิภาคนิมิตร ระหว่างเป็นปฏิภาคนิมิตรจะย่อ ขยายปฏิภาคนิมิตรได้ตามใจ จะลองย่อ ขยายด้วยใจนึกดูก็ได้ ถ้าลองทำแล้วรู้ว่าทำได้จริง ต่อไปไม่จำเป็นว่าต้องย่อ ขยายภาพนิมิตรทุกครั้งก็ได้ค่ะ
4.เมื่อปฏิภาคนิมิตรใสเป็นประกายเพชร ก็จะเริ่มอธิษฐานได้
ดิฉันพิมพ์และเรียบเรียงความคิดช้า ข้อความนี้ใช้เวลาราว 5 ชั่วโมงทีเดียว
ดังนั้น คราวต่อไปจะมาพิมพ์เล่าถึงการอธิษฐานขอเห็นนิมิตรในกสิณแสงสว่างต่อนะคะ
Star Platinum
18-10-2004, 10:59 PM
ผมอยากฝึกกสิณมาก ข้อความที่คุณณฐมณฑ์โพสต์มานี่เป็นประโยชน์มากครับ
ขอบพระคุณอย่างสูงครับ
NanoProbe (นาโนโพรบ)
19-10-2004, 08:28 AM
คุณณฐมณฑ์ ครับ
กรุณาแนะนำต่อไปนะครับ
ผมฝึกอานาปา+ภาวนาพุทโธ+อาโลกสิน เอาดวงสว่างตั้งที่กลางลำตัว
เกิดแสงสว่างเล็กน้อย ใจสงบดี เกิดสุขเล็กน้อย แต่หลับประจำเลยครับ ควรทำอย่างไรต่อครับ สติยังน้อยใช่หรือเปล่าครับ จะแก้ยังไงดีครับเรื่องง่วงนี้ ข้อดีก็มีคือเวลาอยากหลับ จะเหมือนกับปิดสวิทช์พัดลมเลยครับ
ขอบคุณครับ
ทำไมมีคนใช้ชื่อผมตอบกระทู้ในนี้ได้ยังไง งงมากตัวเองไม่เคยตอบกระทู้ใครเลย เคยขอความช่วยเหลือจากคุณ ณฐมณฑ์ ใน private เท่านั้น ฝากขอโทษคุณ ณฐมณฑ์ด้วย ผมงงจริงๆ ผมยังรอให้คุณ ณฐมณฑ์ถามพระพุทธองค์ให้ผมอยู่นะครับ
หนุ่มทิพย์
20-10-2004, 01:20 PM
ดีใจมากที่คุณณฐมณฑ์มาสอนการทำกสินที่นี่ คนอื่นๆจะได้นำมาปฏิบัติด้วย รอมานานเกี่ยวกับเรื่องนี้ อนุโมทนาครับ ... การปฏิบัติผมยังไม่ไปไหนครับ คลานต้วมเตี้ยมๆ แถวๆนี้แหละ T-T ก็จะพยามปฏิบัติตามที่คุณณฐมณฑ์แนะนำนะครับ ....
หนุ่มทิพย์
21-10-2004, 08:45 AM
"ดิฉันชลอการฝึกกสิณอีกหลายกองก็เพราะต้องการจะฝึกให้ได้นวสีก่อนจึงจะฝึกกสิณกองอื่นๆ ให้ครบสิบกองในรวดเดียวเลย
(ตอนนี้ เฉพาะกสิณที่ลองฝึกก็ได้ฌานสี่ทุกกอง แต่ยังไม่คล่องระดับนวสีค่ะ) "
----------------------------------------------
จากที่คุณณฐมณฑ์ได้กล่าวมาข้างต้นนี้ การที่เราจะฝึกกสิณนั่นผมคิดว่าควรจะทำฌานสี่ให้คล่องในระดับวสีก่อนถูกต้องหรือไม่ครับ ? เพราะฌานสี่เป็นฐานหรือแม่บทของกสิณทุกกองถ้าเกิดทำฌานสี่ไม่คล่องแล้ว การที่จะเข้าถึงกสิณนั้นอาจเป็นไปได้ยากมาก(ไม่นับบุคคลที่เคยมีของเก่าติดตัวมาแต่อดีต) จากประสบการณ์ที่ได้ทดลองฝึกกสิณดู การกำหนดอุคหนิมิตให้เห็นติดตาทำได้นิดหน่อยไม่นาน นิมิตนั้นก็เลือนหายไปอีก ต้องกำหนดใหม่เรื่อยๆ ทำให้มัวแต่พะวักพะวงกับนิมิต จิตไม่สงบนิ่ง เลยลองไม่สนใจกำหนดนิมิตอีกต่อไป เอาสติหันไปสนใจกับลมหายใจเข้าออก จิตจับนิ่งอยู่ที่ลมหายใจเข้าออกตลอดเวลา จนสมาธิแนบแน่นเข้าถึงฌาน สตินิ่งอยู่ในอารมณ์ของฌานจนพอใจแล้ว ถอนออกมาอยู่ที่อุปจารสมาธิมีสติทรงตัว จากนั้นทำขั้นตอนเดิม คือ เข้าไปถึงฌานสี่ เข้า-ออกฌานสักสี่ถึงห้ารอบ จนจิตหมดจากภาวะของกิเลสนิวร ใสสะอาด สติดำรงค์อยู่อย่างมั่นคง จากนั้นถอนออกมาที่อุปจารสมาธิแล้วกำหนดอุคหนิมิตดู ตรงนั้นแหละอุคหนิมิตที่กำหนดจะสว่างชัดเจนแจ่มใสมาก เมื่อเพ่งเข้าไปอีก อุคหนิมิตก็จะเปลี่ยนเป็นใสสว่างดั่งเพชร ...ต่อไป นี่แหละเป็นวิธีการฝึกกสิณที่ถูกต้อง
สรุป การที่จะฝึกกสิณทุกกองให้คล่องนั้น หลักสำคั_ก็คือต้องคล่องในฌานสี่ก่อน เข้า-ออกฌานสี่อย่างเอกอุจนจิตหมดจากภาวะของกิเลสนิวร ใสสะอาด กสิณทุกกองก็จะมาอย่างง่ายได้
ครับ นี่เป็นข้อคิดเห็นของผมจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผิดพลาดประการใด คุณณฐมณฑ์โปรดชี้แนะด้วยนะครับ
กระเจียว
22-10-2004, 05:09 AM
พี่ณฐ อยู่เป็นขวัณกำลังใจและอาจารย์(เพื่อนธรรม)ในการฝึกปฎิบัติของเพื่อนสมาชิกต่อไปนะคะ เป็นบุณที่ได้มาอ่านกระทู้ของพี่ทั้งที่พันทิพย์และพลังจิต(และที่อื่นๆด้วยค่ะ)
ปาริสัชชา
22-10-2004, 06:14 PM
โมทนากับกุศลจิตของคุณณฐมฑ์เป็นอย่างยิ่งนะครับ ... ผมลงจากเขามาแล้ว แม้สุขภาพจะยังไม่ค่อยแข็งแรงดีนัก ก็ยินดีขอร่วมเกื้อกูลสหธรรมมิกอีกแรง ตามกำลังสติปัญญาอันน้อยของผม ... แต่ผมขออนุญาตออกตัวไว้ก่อนนะครับว่า การดูเรื่องกรรมฐานที่เหมาะสมจริตของแต่ละบุคคลนั้น เป็นอำนาจของพระพุทธญาณโดยเฉพาะ ดังนั้นขอใช้วิธีทูลถามตรงต่อพระพุทธองค์ แล้วนำมาตรวจสอบยืนยันกันกับคุณณฐมณฑ์อีกทีนะครับ ... ขอเวลาผมอีกนิดนะครับ เดี๋ยวผมจะขอเข้ามาใหม่ .... แต่ขออนุญาตออกตัวอีกครั้งนะครับว่า ญาณรู้ต่างๆของผมเองนั้นผมทราบได้เพียงครึ่งเดียวเมื่อเทียบกับคุณณฐมณฑ์ ดังที่เคยตรวจสอบกันอยู่หลายๆวาระ คุณณฐมณฑ์จะเสริมต่อในสิ่งที่ผมรู้ได้กว้างยิ่งขึ้นไปอีกเสมอๆครับ...สาธุกับทุกๆท่านในที่นี้ด้วยนะครับ :cool:
ณฐมณฑ์
22-10-2004, 07:11 PM
สำหรับคำถามในการฝึกกสิณต่างๆ ดิฉันจะเข้ามาตอบอย่างตั้งใจ และจะเข้ามาเล่าเกี่ยวกับการฝึกต่ออีกทีนะคะ
(บังเอิญช่วงนี้ เวลาของดิฉันไม่เอื้อต่อการตอบในเรื่องสำคัญๆ นัก เพราะดิฉันอยากตอบ-อยากเรียบเรียงความคิดในการถ่ายทอดอย่างตั้งใจจริงๆ
และอยากให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่านที่สนใจจริงๆ ค่ะ
หากรีบเขียนในเวลาที่ไม่อำนวย ก็เกรงจะเขียนไม่ดีเท่าที่ตนตั้งใจอยากให้เป็น ขอเป็นว่า... เร็วๆ นี้ จะหาเวลาเหมาะๆ มาเขียนต่อนะคะ
ช่วงนี้ แม้แต่เวลาหลับ และเวลาในการทานอาหารยังไม่ค่อยครบถ้วนเลยค่ะ)
คุณปาริสัชชาเป็นมิตรธรรมที่ดิฉันนับถือ...ผู้เคยช่วยตรวจสอบข้อมูลจากทิพจักขุญาณให้ดิฉันหลายครั้งเพื่อจะได้แน่ใจว่าบางเรื่องไม่ใช่อุปาทาน อีกเคยให้คำปรึกษาด้านวิปัสนากรรมฐาน และเคยแลกเปลี่ยน-พัฒนาประสบการณ์ทางจิตต่อกันหลายครั้ง เช่น การฝึกดูออร่าด้วยตาเปล่า การส่งโทรจิต เป็นต้น
บางทีช่วงนี้ ดิฉันจะขอให้คุณปาริสัชชาเข้ามาช่วยเสริมหรือช่วยตอบคำถามแทนดิฉันในบางคำถามนะคะ
เนื่องด้วย ดิฉันได้ทราบถึงคุณภาพระดับจิต ระดับธรรมของคุณปาริสัชชามาพอสมควรแล้ว
โดยเชื่อมั่นว่าคุณปาริสัชชามีสัมมาทิฐิมาตลอด ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมาต่อเนื่อง มีประสบการณ์ธรรม-ประสบการณ์ทางจิตมาไม่น้อย และมุ่งหมายต่อพระนิพพานในปัจจุบันชาติเช่นเดียวกับศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำทั้งหลาย
ดังนั้น จึงขอความกรุณาคุณปาริสัชชามา ณ ที่นี้ด้วยความนับถือนะคะ
:cool:
NanoProbe (นาโนโพรบ)
22-10-2004, 07:39 PM
คุณณฐมณฑ์ / คุณปาริสัชชาครับ
กรุณาแนะนำต่อไปนะครับ
ผมฝึกอานาปา+ภาวนาพุทโธ+อาโลกสิน เอาดวงสว่างตั้งที่กลางลำตัว
เกิดแสงสว่างเล็กน้อย ใจสงบดี เกิดสุขเล็กน้อย แต่หลับประจำเลยครับ
ที่ทำแบบนี้เพราะเคยชินพร้อมกันทั้ง 3 ครับ ถ้าไม่ครบมักฟุ้งซ่านง่าย พอกำหนดดวงสว่างเป็นนิมิต จิตจะสงบง่ายไม่ฟุ้งซ่าน
แต่พอนึกถึงดวงนิมิตเริ่มชัด ใจสงบดี เกิดสุขเล็กน้อย ก็จะเกิดอาการง่วงตามมาเสมอ
เคยแก้ด้วยการเดินจงกลม แต่ไม่ถนัดครับ จิตใจไม่นิ่ง
ควรทำอย่างไรต่อครับ สติยังน้อยใช่หรือเปล่าครับ จะแก้ยังไงดีครับเรื่องง่วงนี้
ข้อดีก็มีคือเวลาอยากหลับ จะหลับง่ายเหมือนกับปิดสวิทช์พัดลมเลยครับ
ขอบคุณครับ
พัดลม
22-10-2004, 08:08 PM
สำหรับโลโก้สวยๆ
ณฐมณฑ์
22-10-2004, 09:57 PM
ขอแวะมาแสดงความขอบคุณก่อนนะคะ
ขอขอบคุณน้องกระเจียว คุณหนุ่มทิพย์ น้องพลอย คุณคนทำมะ คุณ mean คุณบรรพต คุณปาริสัชชา คุณ Star Platinum คุณzipper น้องแพรว คุณอู่เย่ คุณGif คุณgirl คุณบัวใต้น้ำ คุณพิมพ์ประภัสสรและทุกท่านที่มีไมตรีจิต มีกุศลจิตต่อชาวเรามาตลอดนะคะ
ส่วนคุณคนทำมะ กับ คุณ mean นั้น ดิฉันทราบตั้งแต่ต้นแล้วว่าไม่ได้มีเจตนาไม่ดีกับใครนะคะ เพียงแต่อาจจะเป็นที่เข้าใจคลาดเคลื่อนสำหรับบางท่านไปบ้าง โดยคุณ mean นั้น ระบบเทคโนโลยีทำให้เกิดความสับสนของชื่อนิดหน่อยค่ะ
(rose) ดอกไม้ขอบคุณทุกท่านค่ะ
ดิฉันจะยังอยู่พิมพ์เล่าไปเรื่อยๆ จนจบหัวข้อกระทู้นี้นะคะ
ปาริสัชชา
23-10-2004, 01:43 AM
Originally posted by ณฐมณฑ์
สำหรับคำถามในการฝึกกสิณต่างๆ ดิฉันจะเข้ามาตอบอย่างตั้งใจ และจะเข้ามาเล่าเกี่ยวกับการฝึกต่ออีกทีนะคะ
(บังเอิญช่วงนี้ เวลาของดิฉันไม่เอื้อต่อการตอบในเรื่องสำคัญๆ นัก เพราะดิฉันอยากตอบ-อยากเรียบเรียงความคิดในการถ่ายทอดอย่างตั้งใจจริงๆ
และอยากให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่านที่สนใจจริงๆ ค่ะ
หากรีบเขียนในเวลาที่ไม่อำนวย ก็เกรงจะเขียนไม่ดีเท่าที่ตนตั้งใจอยากให้เป็น ขอเป็นว่า... เร็วๆ นี้ จะหาเวลาเหมาะๆ มาเขียนต่อนะคะ
ช่วงนี้ แม้แต่เวลาหลับ และเวลาในการทานอาหารยังไม่ค่อยครบถ้วนเลยค่ะ)
คุณปาริสัชชาเป็นมิตรธรรมที่ดิฉันนับถือ...ผู้เคยช่วยตรวจสอบข้อมูลจากทิพจักขุญาณให้ดิฉันหลายครั้งเพื่อจะได้แน่ใจว่าบางเรื่องไม่ใช่อุปาทาน อีกเคยให้คำปรึกษาด้านวิปัสนากรรมฐาน และเคยแลกเปลี่ยน-พัฒนาประสบการณ์ทางจิตต่อกันหลายครั้ง เช่น การฝึกดูออร่าด้วยตาเปล่า การส่งโทรจิต เป็นต้น
บางทีช่วงนี้ ดิฉันจะขอให้คุณปาริสัชชาเข้ามาช่วยเสริมหรือช่วยตอบคำถามแทนดิฉันในบางคำถามนะคะ
เนื่องด้วย ดิฉันได้ทราบถึงคุณภาพระดับจิต ระดับธรรมของคุณปาริสัชชามาพอสมควรแล้ว
โดยเชื่อมั่นว่าคุณปาริสัชชามีสัมมาทิฐิมาตลอด ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมาต่อเนื่อง มีประสบการณ์ธรรม-ประสบการณ์ทางจิตมาไม่น้อย และมุ่งหมายต่อพระนิพพานในปัจจุบันชาติเช่นเดียวกับศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำทั้งหลาย
ดังนั้น จึงขอความกรุณาคุณปาริสัชชามา ณ ที่นี้ด้วยความนับถือนะคะ
:cool:
เรียนคุณณฐมณฑ์ที่นับถือครับ... ผมเองคงแค่ได้แต่เพียงเข้ามาช่วยเสริมในระยะสั้นๆเท่านั้นนะครับ ทั้งนี้ก็เพราะทราบว่าตัวคุณณฐมณฑ์เองก็แทบจะไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อนเสียด้วยซ้ำ และก็เข้าใจว่าทุกๆท่านในที่นี้ก็ยังคงอยากขอให้คุณณฐมณฑ์อยู่เป็นหลักและเป็นกำลังใจให้กับเพื่อนธรรม (ที่คุณเคยเกี่ยวเนื่องกันมา ) มากกว่านะครับ
อีกประการหนึ่งก็คือ วิธีการถ่ายทอดข้อมูลของคุณณฐมณฑ์ที่แสดงออกมานั้น จะเรียบเรียงด้วยความตั้งใจอย่างยิ่ง จึงเป็นการช่วยเสริมสร้างกำลังใจให้กับผู้อ่านที่สัมผัสได้ดีกว่าผมมากนะครับ ...
หวังใจว่าช่วงเวลาที่ผมเข้ามาเสริมชั่วคราวนี้ คุณณฐมณฑ์จะได้มีเวลาเรียบเรียงข้อมูลในการอธิบายถึงวิธีการฝึกกสินจากประสบการณ์ต่อไปนะครับ
ส่วนคุณภาพระดับจิต ระดับธรรมของผมที่คุณณฐมณฑ์กล่าวนั้น ยังคงห่างไกลความดีอยู่มากครับ ผมเองไม่กล้าขอรับคำชมเหล่านั้น ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ยังมีผู้เข้ามาอ่านที่มีภูมิธรรมอันน่าเลื่อมใสอยู่หลายๆท่านในที่นี้นะครับ :)
คนเดินเดี่ยว
23-10-2004, 12:50 PM
ผมก็เปนนนึงครับที่วนไปมาหาทางออกไม่เจอ
เคยรู้สึกว่าตัวเองหูดีมากคนคุยกันถึงเรามักจาแว่วไห้ได้ยินทั้งๆที่ไม่น่าจาได้ยินคิดว่าเคยได้ลักษณะพิเศษเลยนะหละครับแต่เวลาผ่านไปมานกลับจางหายไปแค่จาทำสมาธิระดับเบื่องต้นยังไม่มีใจทำได้
ลืมแม้กระทั้งวิธีการหรือไรที่เคยทำมาอะครับเลยอยากไห้ช่วยดุหน่อยครับว่าผมน่าจาทำการเพียรแบบไหนถึงจาไปเร็วและทำไมทางของผมมานเดินๆไม่ได้เตมที่ัสักทีผมพอจาถึงพิพพานของพวกคุณไหมครับ
มีกรรมไดที่ขวางไวงั้นหรือครับ
ฝักบัว
24-10-2004, 09:25 AM
ขออนุโมทนาในกุศลจิตของคุณณฐมณฑ์ และคุณปาริสัชชา
ดีใจที่เจอคุณปาริสัชชาที่กระทู้นี้อีก
ตอนนี้ตัวเองขอค่อยๆอ่านค่อยๆแปล ความหมายไปพลางๆก่อน
บอกตามตรงว่าคำบางคำไม่ค่อยเข้าใจ
อยากจะเรียนถามว่า วสีนั้นเป็นอย่างไร(อย่าเพิ่งหัวเราะเยาะนะ)
และบางครั้งทำไมเห็น(หรือนึก)แสงหรือพระพุทธรูปตรงระหว่างคิ้ว
จึงรู้สึกปวดศรีษะ
และถ้าทำสมาธิวันที่เครียดๆจะไม่ดีหรือเปล่า
ณฐมณฑ์
24-10-2004, 03:19 PM
Originally posted by หนุ่มทิพย์
"ดิฉันชลอการฝึกกสิณอีกหลายกองก็เพราะต้องการจะฝึกให้ได้นวสีก่อนจึงจะฝึกกสิณกองอื่นๆ ให้ครบสิบกองในรวดเดียวเลย
(ตอนนี้ เฉพาะกสิณที่ลองฝึกก็ได้ฌานสี่ทุกกอง แต่ยังไม่คล่องระดับนวสีค่ะ) "
----------------------------------------------
จากที่คุณณฐมณฑ์ได้กล่าวมาข้างต้นนี้ การที่เราจะฝึกกสิณนั่นผมคิดว่าควรจะทำฌานสี่ให้คล่องในระดับวสีก่อนถูกต้องหรือไม่ครับ ? เพราะฌานสี่เป็นฐานหรือแม่บทของกสิณทุกกองถ้าเกิดทำฌานสี่ไม่คล่องแล้ว การที่จะเข้าถึงกสิณนั้นอาจเป็นไปได้ยากมาก(ไม่นับบุคคลที่เคยมีของเก่าติดตัวมาแต่อดีต) จากประสบการณ์ที่ได้ทดลองฝึกกสิณดู การกำหนดอุคหนิมิตให้เห็นติดตาทำได้นิดหน่อยไม่นาน นิมิตนั้นก็เลือนหายไปอีก ต้องกำหนดใหม่เรื่อยๆ ทำให้มัวแต่พะวักพะวงกับนิมิต จิตไม่สงบนิ่ง เลยลองไม่สนใจกำหนดนิมิตอีกต่อไป เอาสติหันไปสนใจกับลมหายใจเข้าออก จิตจับนิ่งอยู่ที่ลมหายใจเข้าออกตลอดเวลา จนสมาธิแนบแน่นเข้าถึงฌาน สตินิ่งอยู่ในอารมณ์ของฌานจนพอใจแล้ว ถอนออกมาอยู่ที่อุปจารสมาธิมีสติทรงตัว จากนั้นทำขั้นตอนเดิม คือ เข้าไปถึงฌานสี่ เข้า-ออกฌานสักสี่ถึงห้ารอบ จนจิตหมดจากภาวะของกิเลสนิวร ใสสะอาด สติดำรงค์อยู่อย่างมั่นคง จากนั้นถอนออกมาที่อุปจารสมาธิแล้วกำหนดอุคหนิมิตดู ตรงนั้นแหละอุคหนิมิตที่กำหนดจะสว่างชัดเจนแจ่มใสมาก เมื่อเพ่งเข้าไปอีก อุคหนิมิตก็จะเปลี่ยนเป็นใสสว่างดั่งเพชร ...ต่อไป นี่แหละเป็นวิธีการฝึกกสิณที่ถูกต้อง
สรุป การที่จะฝึกกสิณทุกกองให้คล่องนั้น หลักสำคัญก็คือต้องคล่องในฌานสี่ก่อน เข้า-ออกฌานสี่อย่างเอกอุจนจิตหมดจากภาวะของกิเลสนิวร ใสสะอาด กสิณทุกกองก็จะมาอย่างง่ายได้
ครับ นี่เป็นข้อคิดเห็นของผมจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผิดพลาดประการใด คุณณฐมณฑ์โปรดชี้แนะด้วยนะครับ
ขอตอบว่า
1.การเข้าฌานจนคล่องระดับ"นวสี" หรือวสี คือ...คล่องแบบไม่ถึงวินาทีก็ไปที่ฌานสี่ได้แล้ว เข้า-ออกฌานได้ทุกระดับในรูปฌานอย่างตรงระดับที่จิตกำหนดอย่างรวดเร็ว สลับฌานสลับกสิณได้ กำหนดเข้า-ออกฌานได้ตามเวลาที่ต้องการ
แบบนั้นน้อยคนในโลกนักจะทำได้ค่ะ
แต่ถ้าทำได้ ก็คือได้อภิญญา จะเหาะ จะดำดินก็ได้ทั้งนั้นหากฝึกกสิณกองที่ให้ฤทธิ์นั้นๆ นะคะ
(แต่บางท่านที่อภิญญารวมตัว ก็ไม่ต้องฝึกไล่หน้ากสิณทีละกอง ก็ทำได้เลยก็มี)
ทว่า การที่คนเราจะฝึกฝนให้ได้ระดับนวสีนั้น ตามความเป็นไปได้คือ บางทีคนหนึ่งๆ ฝึกชั่วชีวิตก็อาจจะไม่ได้ถึงระดับนั้น ดิฉันเองก็ยังไม่ทราบว่าจะได้หรือเปล่า...
ดังนั้น เอาแค่ได้ฌานสี่ในอานาปานสติมาก่อน ก็เริ่มฝึกกสิณได้แล้วค่ะ
หรือบางท่านจะเริ่มที่ฝึกกสิณก่อนก็ยังได้ ถ้าเป็นกรรมฐานกองที่ตนเคยถนัดมาในอดีตชาติ
ขอยกตัวอย่างนะคะ
ว่าดิฉันฝึกอานาปานสติมาบ้างก่อนกสิณ (โดยตอนนั้นฝึกไปเพลินๆ เพื่อความสงบค่ะ ยังไม่ได้คิดจะฝึกกสิณ และยังไม่ทราบเรื่องระดับฌานด้วย แต่ก็มาทราบทีหลังว่าได้ฌานสี่จากอานาปานสติมาบ้างแล้วโดยไม่รู้ตัว
แต่ตอนนั้น ปฏิบัติก็หลายนาทีอยู่ค่ะ กว่าจะสู่ระดับฌานสี่ในอานาปานสติ)
ต่อมา ดิฉันฝึกกสิณแสงสว่าง คาดว่าคงเพราะเป็นกรรมฐานกองเคยถนัด ดิฉันฝึกได้เร็ว และใช้งานได้ภายในไม่กี่วัน
(คุ้นๆ ว่าไม่เกินสามวันจากวันที่ได้อุคหนิมิตรครั้งแรกมั้งคะ เนื่องจากได้ปฏิภาคนิมิตรครั้งแรกในวันเดียวกับวันที่ได้อุคหนิมิตรครั้งแรก คุ้นๆ เช่นนั้น)
สรุปว่า
ไม่จำเป็นต้องเข้า-ออกฌานสี่คล่องอย่างเอกอุ ก็เริ่มฝึกกสิณได้ค่ะ
ในความถนัดเฉพาะตนของดิฉันแล้ว ดิฉันกลับรู้สึกว่ากสิณฝึกง่ายกว่าอานาปานสติอีก
(แต่อานาปานสติก็ต้องฝึกด้วยเพราะเป็นกรรมฐานพื้นฐานค่ะ)
หลวงพ่อฤาษีฯ ท่านเคยบอกว่าอย่าคิดว่าฝึกกสิณนั้นนานเป็นปีกว่าจะใช้งานได้ ท่านว่าสามเดือนก็ใช้ได้แล้วค่ะ
ดิฉันคิดว่าท่านคงหมายถึงกสิณกองที่สลายโทสะ และ/หรือ ให้ทิพจักขุญาณนะคะ
และบางท่านอาจจะได้กสิณด้านทิพจักขุญาณในเวลาที่รวดเร็วกว่าดิฉันก็เป็นไปได้
เรื่องญาณนี้...แล้วแต่วาระของแต่ละบุคคลค่ะ หากฝึกถูกต้อง เขาก็มาเอง...
2.การฝึกแบบของคุณหนุ่มทิพย์ก็เป็นอีกเทคนิคหนึ่ง
ถ้าคุณถนัดอานาปานสติกว่า จะเริ่มแบบนั้นก็ได้
แต่ต่อมา เมื่อคุณฝึกกสิณถนัดขึ้นแล้ว ก็ไม่ต้องขึ้นต้นที่อานาปานสติก็ได้ค่ะ จะได้เข้าฌานในกสิณได้คล่องขึ้นเรื่อยๆ
แต่บางคนก็เริ่มฝึกที่กสิณได้เลยเหมือนกัน แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคนค่ะ
เพราะ บางคนฝึกกสิณก็เป็นถนัดสำหรับเขา
ณฐมณฑ์
24-10-2004, 03:39 PM
Originally posted by คนเดินเดี่ยว
ผมก็เปนนนึงครับที่วนไปมาหาทางออกไม่เจอ
เคยรู้สึกว่าตัวเองหูดีมากคนคุยกันถึงเรามักจาแว่วไห้ได้ยินทั้งๆที่ไม่น่าจาได้ยินคิดว่าเคยได้ลักษณะพิเศษเลยนะหละครับแต่เวลาผ่านไปมานกลับจางหายไปแค่จาทำสมาธิระดับเบื่องต้นยังไม่มีใจทำได้
ลืมแม้กระทั้งวิธีการหรือไรที่เคยทำมาอะครับเลยอยากไห้ช่วยดุหน่อยครับว่าผมน่าจาทำการเพียรแบบไหนถึงจาไปเร็วและทำไมทางของผมมานเดินๆไม่ได้เตมที่ัสักทีผมพอจาถึงพิพพานของพวกคุณไหมครับ
มีกรรมไดที่ขวางไวงั้นหรือครับ
กรณีที่เคยมีหูทิพย์แต่จางไปแล้ว.... ขอแสดงความเห็นดังนี้นะคะ
ธรรมดาแล้ว ท่านที่มีของเดิมติดมามักจะได้คืนเมื่อทำสมถกรรมฐานใดๆ ถึงฌานสี่นะคะ จะกลับมาเอง...
แต่ถ้ายังไม่กลับมา ก็สามารถตามคืนด้วยการกำหนดจิตขอฟังหลังเข้าฌานสี่แล้วค่ะ
ถ้าคุณคนเดินเดี่ยวสนใจการฝึกสมถกรรมฐานแบบอานาปานสติ ก็จะลองอ่านที่ลิงค์นี้ก็ได้นะคะ
http://www.palungjit.com/board/showthread.php?s=&threadid=278
ส่วนการฝึกหูทิพย์นั้น ฝึกคล้ายๆ ฝึกตาทิพย์ค่ะ (รู้คล้ายเห็นด้วยตา)
โดยอธิษฐานขอฟัง แทนอธิษฐานขอเห็นภาพค่ะ ติดตามอ่านตอนการฝึกทิพจักขุญาณในกระทู้นี้ต่อไปนะคะ
ปาริสัชชา
24-10-2004, 04:06 PM
Originally posted by อริส
มาเรียนด้วยคนนะครับ :)
ขออนุ_าตทักทายคุณอริสนะครับ ที่แวะมาเว็บพลังจิต ผมเองก็คงมาชั่วคราวเช่นกันครับ เสร็จธุระแล้วก็เตรียมทัวร์ธรรมะตามประสาคนชอบอิสสระใจแล้วหล่ะครับ :)
คนเดินเดี่ยว
24-10-2004, 04:44 PM
ใจความอาจวกวนไปนิดแต่ความหมายของผมคือผมควรจาทำสมาธิไปในแนวไดดีนะครับไม่ใช่ผมอยากได้ของวิเศษอะผมเลิกอยากได้มานานละคือผมฝึกเท่าไรมานไม่เคยก้าวหน้านะครับมีแต่ถอยหลังควรจาไปในแนวทางไหนดีครับถึงจาถูกกะลักษณะผมผมนั้นอยากได้ทางสงบมากกว่าทางวุ่นวายอะครับของที่ได้มานมีแต่วุ่นวายทำไปไม่นิ่งกะสลาย ผมเคยทำกำหนดรู้ลม บางทีก็นั่งเฉยๆจนสบายใจหลับไปแต่รู้สึกมานไม่ก้าวหน้าเลยลองตรวจสอบไห้ทีนะครับลักษณะนี้น่าจาไปทางไหน
ปาริสัชชา
24-10-2004, 04:50 PM
Originally posted by ฝักบัว
ขออนุโมทนาในกุศลจิตของคุณณฐมณฑ์ และคุณปาริสัชชา
ดีใจที่เจอคุณปาริสัชชาที่กระทู้นี้อีก
ตอนนี้ตัวเองขอค่อยๆอ่านค่อยๆแปล ความหมายไปพลางๆก่อน
บอกตามตรงว่าคำบางคำไม่ค่อยเข้าใจ
อยากจะเรียนถามว่า วสีนั้นเป็นอย่างไร(อย่าเพิ่งหัวเราะเยาะนะ)
และบางครั้งทำไมเห็น(หรือนึก)แสงหรือพระพุทธรูปตรงระหว่างคิ้ว
จึงรู้สึกปวดศรีษะ
และถ้าทำสมาธิวันที่เครียดๆจะไม่ดีหรือเปล่า
โมทนาเช่นกันครับ คุณฝักบัว ... จริงๆเราพยายามที่จะเลี่ยงในการใช้ศัพย์อย่างมากๆแล้วหล่ะครับ เพื่อจะได้ฟังง่าย แต่บางทีมันเลี่ยงบางคำไม่ได้ก็จำเป็นหน่ะครับ ( อย่างคำว่าซอร์ฟแวร์นี่ จะบอกว่า "ละมุนภัณฑ์" คงไม่สากลหน่ะครับ )
คำว่า "วสี" ก็คือความชำนา_ หรือเชี่ยวชา_ หรือพูดง่ายๆว่า "คล่อง" นั่นเองครับ ... ถ้าพูดโดยขยายความคำว่า "วสี" จะมีลักษณะห้าอย่าง(มั้ง)ครับ ถ้าจำไม่ผิด เช่น 1) ชำนา_ในการตรึกถึง 2) ชำนา_ในการเข้าถึง 3) ชำนา_ในการทรงอยู่ 4) ชำนา_ในการถอยออก 5) ชำนา_ในการทบทวน ....
อาจพลาดๆไปบ้าง เพราะผมไม่ได้จำจากตำรา แต่ใช้ความเข้าใจโดยองค์รวมหน่ะครับ .....
ส่วนที่คุณฝักบัว เห็นแสง หรือภาพพระพุทธรูปตรงระหว่างคิ้วแล้วปวดศรีษะนั้น ผมเข้าใจว่า เป็นการใช้ประสาทตาเห็นรึป่าวครับ ก็เลยมีอาการบังคับประสาทให้ตึงเครียดจึงรู้สึกปวดศรีษะ (บางทีอยากอาเจียร)
การทำสมาธิใดๆก็ตาม ผมว่าใช้ใจเบาๆนะครับ อย่าบังคับประสาท หรือฝืน... การเข้าสมาธิได้นั้นเป็นกระบวนการทางธรรมชาติ เมื่อเราน้อมใจเบาๆ ด้วยใจที่อ่อนน้อม ภาวะของจิตก็จะดำเนินไปสุ่ความสงบตามลำดับไปเองนะครับ ...
วันที่เครียดๆ จะทำสมาธินั้นก็ได้ครับ ก่อนอื่นให้หายใจเข้า-ออกยาวๆลึกๆสักสาม-สี่ครั้ง (เพื่อระบายอารมภ์หยาบออก) แล้วค่อยๆน้อมใจ เพื่อทำภาวนา ดูลมหายใจเข้า-ออกไป (เบาๆ) หากเครียด ให้หยุดทำนะครับ อย่าฝืนกระบวนการทางธรรมชาติ แล้วไปผ่อนคลายจิตใจ ... คือพูดง่ายๆว่า ขณะเครียดอยู่ จิตใจมันจะตึง เราก็ผ่อนคลาย ด้วยวิธีใดก็ได้ครับ ดูต้นไม้ ดูสายน้ำ ดูธรรมชาติ แม้ฟังดนตรีบางประเภทที่ผ่อนคลายก็ได้ ...
เมื่อใจผ่อนคลาย สบายๆแล้ว ก็ทำสมาธิได้ต่อไป ... ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการทางธรรมชาติครับ แล้วโอกาสต่อๆไป ผมอาจกล่าวไปถึง การพิจารณาธรรมตามธรรมชาติด้วย (ถ้ามีโอกาสเหมาะสมนะครับ)
ขอเจริ_ในธรรมยิ่งๆขึ้นไปครับ :)
ณฐมณฑ์
24-10-2004, 04:51 PM
ถ้าอย่างนั้น ขออนุ_าตแนะว่า"คุณคนเดินเดี่ยว"ฝึกสมถกรรมฐานควบคู่วิปัสสนากรรมฐานนะคะ คุณอาจจะชอบอัชฌาสัยแบบสุกขวิปัสโกก็ได้
ส่วนกรรมฐานกองใดที่เหมาะแก่การฝึกของคุณที่สุด ดิฉันจะทูลถามพระพุทธองค์ให้คุณอีกทีดีไหมคะ
ปาริสัชชา
24-10-2004, 07:48 PM
Originally posted by NanoProbe (นาโนโพรบ)
คุณณฐมณฑ์ / คุณปาริสัชชาครับ
กรุณาแนะนำต่อไปนะครับ
ผมฝึกอานาปา+ภาวนาพุทโธ+อาโลกสิน เอาดวงสว่างตั้งที่กลางลำตัว
เกิดแสงสว่างเล็กน้อย ใจสงบดี เกิดสุขเล็กน้อย แต่หลับประจำเลยครับ
ที่ทำแบบนี้เพราะเคยชินพร้อมกันทั้ง 3 ครับ ถ้าไม่ครบมักฟุ้งซ่านง่าย พอกำหนดดวงสว่างเป็นนิมิต จิตจะสงบง่ายไม่ฟุ้งซ่าน
แต่พอนึกถึงดวงนิมิตเริ่มชัด ใจสงบดี เกิดสุขเล็กน้อย ก็จะเกิดอาการง่วงตามมาเสมอ
เคยแก้ด้วยการเดินจงกลม แต่ไม่ถนัดครับ จิตใจไม่นิ่ง
ควรทำอย่างไรต่อครับ สติยังน้อยใช่หรือเปล่าครับ จะแก้ยังไงดีครับเรื่องง่วงนี้
ข้อดีก็มีคือเวลาอยากหลับ จะหลับง่ายเหมือนกับปิดสวิทช์พัดลมเลยครับ
ขอบคุณครับ
เรียนคุณนาโนโพรบครับ... ผมขออนุ_าตอุปมาอย่างนี้นะครับว่า การทำสมาธิถ้าเปรียบเหมือนเรากำลังขับรถไปทางไกลๆ สายตาเราทอดยาวดูเส้นทางบนถนนไป ส่วนมือก็ถือพวงมาลัยบังคับรถ ส่วนเท้าก็คุมเบรคและคันเร่ง ... กระบวนการเหล่านี้เป็นไปโดยธรรมชาตินะครับ เราจะเอาใจไปมุ่งเฉพาะแต่ถนนก็ไม่ได้ เฉพาะมือที่คอยขยับพวงมาลัย หรือเท้าที่คุมเบรคและคันเร่งก็ไม่ได้ .... ถ้าหากมุ่งสนใจแต่เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง รถย่อมวิ่งไปไม่ได้ตลอดเป็นแน่ ...
ทีนี้มาดูต่อไปว่า ทำใมขับรถทางไกลๆ พอเพลินๆ แล้วอยากหลับ ก็เพราะเหตุว่ามันเพลินจนเผลอสติไปชั่วครู่หน่ะครับ ...
ดังนั้นการขับรถ หรือการเจริ_กรรมฐานใดๆก็ตาม ต้องไม่เพลิน ต้องมีสติคอยระลึกรู้อยู่เสมอ ... และการเจริ_กรรมฐานให้ได้ความสงบไปตามลำดับนั้น ก็มีลักษณะคล้ายๆดังที่ผมอุปมาเรื่องการขับรถหน่ะครับ...
จิตใจที่จะสงบนิ่งได้นั้นมันมีองค์ประกอบกันอยู่นะครับ คือถ้าจิตใจฟูเกินไปหรืออยากเกินไปก็จะฟุ้งซ่าน และถ้าจิตใจแฟ่บหรือหดหู่เกินไปก็จะง่วงนอน ... ทั้งสองอาการนี้เป็นปฎิปักษ์ต่อความสงบ ดังนั้นหากหาจุดสมดุลย์กันได้คือไม่ให้ใจฟู และไม่ให้ใจแฟ่บ จิตใจก็จะสงบลงเป็นสมาธิ
ขยายความต่ออีกนิดว่า จุดสมดุลย์กันก็คือว่า ถ้าจิตมันฟูเกินไป ก็ทำให้มันสลดและลดลงมาเช่น พิจารณาความตาย(มรณานุสติกรรมฐาน) , พิจารณาอสุภกรรมฐาน (คือความไม่สวยไม่งาม) ฯลฯ ... ส่วนถ้าจิตแฟ่บหรือหดหู่ ก็เสมือนขาดน้ำหล่อเลี้ยงใจ จิตก็จะง่วงนอน ก็ใช้วิธีแก้ด้วยการสร้างปิติใจให้เกิดขึ้น หรือหาอุบายธรรมที่ทำให้จิตใจมีกำลังขึ้นเช่น อาจระลึกถึงพระคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ,พระอริยสงฆ์เจ้าทั้งหลายที่มีคุณ ทำให้จิตมีปิติ ก็จะสามารถขจัดความง่วงออกไปได้ แต่ว่าหากยังง่วงอยู่ ก็หลับไปเลย แต่ตั้งใจอย่างนี้นะครับว่า จะหลับแค่พอหายเพลียแล้วจะรีบตื่นขึ้นมาเจริ_พระกรรมฐานต่อ อย่างนี้ก็ได้ครับ .....
จริงๆแล้วมันเป็นกระบวนการทางธรรมชาติของจิตเอง ถ้าเข้าใจธรรมชาติอย่างนี้แล้วก็จะหาอุบายได้ด้วยตนเองหน่ะครับ .... ลองพิจารณาดูนะครับ ผมขอเป็นกำลังใจและขอโมทนากับเจตนาที่มุ่งเจริ_ในธรรมด้วยนะครับ :cool:
ฝักบัว
25-10-2004, 05:39 AM
ขอบพระคุณ คุณปาริสัชชามาก ตัวเองนั้นไม่ค่อยได้ฝึกสมาธิเท่าใดนัก
ปรกติจะใช้ฝึกลมหายใจ พอเห็นนิมิตเป็นแสงสว่างกลมจะไม่รู้สึกปวดศีรษะเลย
แต่เสียตรงที่ตัวเองชอบปล่อยจิตเข้า ออก จากนิมิตกับสภาพแวดล้อมภายนอก
(ชอบเล่น)
คือ เวลาจับนิมิตจิตจะไม่รับรู้สิ่งแวดล้อมนอกตัวเองแต่พอส่งจิตออกนอกก็จะไม่รับรู้นิมิต(ยังหลับตาทำสมาธิอยู่ แม้เวลาส่งจิตออกนอกและส่งจิตเข้ามาที่สมาธิ ไม่ทราบว่าอธิบายมาคุณจะเข้าใจหรือเปล่า เพราะอธิบายไม่ค่อยถูก)และก็ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรต่อ สมาธิที่ทำ ก็ฝึกจากตำรา ไม่เคยไปที่ไหน
บางที่อ่านไปก็ไม่ค่อยเข้าใจ
ตอนนี้จึงอยากลองฝึกกสิณดู แต่สงสัยคงจะไปไม่รอด
เพราะสงสัยว่าใช้ประสาทตาดูนิมิตเป็นอย่างไร ในเมื่อขณะนั้นหลับตาอยู่
และจะทำอย่างไรดี บางทีนึกแสงสว่างที่บริเวณท้อง
แสงนั้นก็พยายามเลื่อนไปอยู่บริเวณหน้าผากระหว่างคิ้วอีก
ปาริสัชชา
25-10-2004, 01:52 PM
Originally posted by ฝักบัว
ขอบพระคุณ คุณปาริสัชชามาก ตัวเองนั้นไม่ค่อยได้ฝึกสมาธิเท่าใดนัก
ปรกติจะใช้ฝึกลมหายใจ พอเห็นนิมิตเป็นแสงสว่างกลมจะไม่รู้สึกปวดศีรษะเลย
แต่เสียตรงที่ตัวเองชอบปล่อยจิตเข้า ออก จากนิมิตกับสภาพแวดล้อมภายนอก
(ชอบเล่น)
คือ เวลาจับนิมิตจิตจะไม่รับรู้สิ่งแวดล้อมนอกตัวเองแต่พอส่งจิตออกนอกก็จะไม่รับรู้นิมิต(ยังหลับตาทำสมาธิอยู่ แม้เวลาส่งจิตออกนอกและส่งจิตเข้ามาที่สมาธิ ไม่ทราบว่าอธิบายมาคุณจะเข้าใจหรือเปล่า เพราะอธิบายไม่ค่อยถูก)และก็ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรต่อ สมาธิที่ทำ ก็ฝึกจากตำรา ไม่เคยไปที่ไหน
บางที่อ่านไปก็ไม่ค่อยเข้าใจ
ตอนนี้จึงอยากลองฝึกกสิณดู แต่สงสัยคงจะไปไม่รอด
เพราะสงสัยว่าใช้ประสาทตาดูนิมิตเป็นอย่างไร ในเมื่อขณะนั้นหลับตาอยู่
และจะทำอย่างไรดี บางทีนึกแสงสว่างที่บริเวณท้อง
แสงนั้นก็พยายามเลื่อนไปอยู่บริเวณหน้าผากระหว่างคิ้วอีก
เรียนคุณฝักบัวครับ... ผมขออนุญาตตอบแบบเล่าสู่กันฟังดีกว่านะครับ คือปรกติแล้วหากฝึกแบบกำหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออก อย่างนี้มักจะไม่มีนิมิตอะไรเกิดขึ้น (แต่จริงๆลมหายใจนั่นแหละเป็นนิมิต) ต่อเมื่อสภาวะจิตเป็นสมาธินิ่งอยู่ในระดับอุปจารสมาธิ บางทีจิตจะรู้สึกสว่างๆ ใจจะมีอาการยิ้มน้อยๆ สงบๆ...
ทีนี้ถ้ากำลังฝึกแบบกำหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออกอย่างเดียวนั้น หากเกิดนิมิตใดๆขึ้นก็ไม่ควรสนใจนะครับ เพราะจิตจะเคลื่อนออกจากสมาธิ ... และในอีกทางหนึ่งหากตั้งใจฝึกกสิน สมมุติว่าเป็นกสินสีขาว ก็ตั้งใจมองสีขาวแล้วก็หลับตาจำภาพสีขาวไว้ในใจ หากภาพสีขาวปรากฎขึ้นในใจ นั้นก็เรียกว่า เป็นนิมิตกสินสีขาว ... (คือไม่ได้เห็นที่ลูกตา แต่เห็นอยู่ที่ใจ)
การทำกรรมฐานกองใดๆ หากเริ่มต้นฝึกแบบใดอยู่ แล้วเกิดมีกองอื่นแทรกเข้ามา ต้องเพิกออกไป คือต้องไม่สนใจกับสิ่งที่แทรกเข้ามา ตั้งใจเฉพาะกรรมฐานกองที่ฝึกไปหน่ะครับ...
ส่วนตัวผมแล้ว สมัยก่อนๆผมเองก็ชอบเล่นแปลกๆอยู่เหมือนกัน เช่นบางทีนั่งสมาธิอยู่พอจิตสงบนิ่งดิ่ง ก็ลืมตาขึ้นทันที อันนี้อาจารย์ท่านห้ามไว้ว่าไม่ควรทำนะครับ ... (จริงๆผมเล่นแบบอื่นๆอีกมากหน่ะครับ)
ผมว่ากระบวนการเข้าสมาธินั้นเป็นธรรมชาติที่คนทุกคนทำได้อยู่แล้ว หากเข้าใจธรรมชาตินะครับ ว่าจิตของเรานั้นก็เข้าสมาธิเองได้อยู่แล้ว เพียงแต่เราจัดความเหมาะสมให้จิตดำเนินไป เช่นการที่เราทำภาวนาพุท-โธ และดูลมหายใจเข้า-ออกไปเรื่อยๆ ก็เพื่อเป็นเครื่องตรึงจิต หรือเป็นกรอบให้จิตไม่ส่ายออกไปรับอารมภ์อื่นๆ จิตก็จะสงบและดำเนินไปเป็นสมาธิตามลำดับจนถึงระดับฌานสี่ได้...
ผมเองอาจจะตอบได้ไม่ตรงคำถามนัก ก็เพราะเหตุว่าแนวทางของผมนั้น มักอยากจะเป็นลักษณะสนทนาแลกเปลี่ยนกันมากกว่านะครับ เนื่องด้วยตนเองก็ยังเป็นผู้ศึกษาอยู่เช่นกัน ซึ่งหากมีท่านใดติติงมา หรือเสริมในส่วนที่ขาด ก็จะได้รับประโยชน์กันทุกฝ่ายนะครับ ... อีกนัยหนึ่งก็อยากจะพูดในแนวกว้างๆเพื่อให้ ท่านผู้อ่านท่านอื่นๆฟัง เพื่อเกิดกระบวนการคิด และการสังเคราะห์ด้วยนะครับ...
ส่วนที่คุณฝักบัวสนใจฝึกกสิน ก็อ่านที่คุณณฐมณฑ์เขียนเอาไว้ข้างต้น เพื่อลองเทียบเคียงดูครับ... เส้นทางการปฎิบัติของแต่ละบุคคลนั้นจะแตกต่างกันบ้างนะครับ แม้แต่ครูบาอาจารย์ของเราเอง ท่านก็มีอาจารย์อีกทีหนึ่ง ท่านเองก็ไม่ได้เดินย่ำรอยเท้าตามอาจารย์ของท่านทุกๆก้าว ... ต่อเมื่อท่านเกิดความเข้าใจ และทำได้เองแล้ว ท่านก็มีเส้นทางเฉพาะของท่าน ... ดังนั้นเราเองก็เช่นกันนะครับ ก็จะมีเส้นทางเฉพาะของตนเอง แต่เริ่มต้นอาจต้องใช้หลักการเดียวกันก่อน แต่ต่อๆไปเมื่อปฎิบัติจนเข้าใจแล้ว ก็จะมีวิธีเดินไปในเส้นทางของตนเองได้ แต่สุดท้ายปลายทางก็บรรจบกันอยู่ดี (แต่เส้นทางสายหลักใหญ่ๆนั้นพระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนเอาไว้อยู่แล้ว)...
แต่เสริมข้อคิดอีกนิดนะครับว่า คุณฝักบัวหากชอบกสิน ก็ฝึกกสินนะครับ หรือบางทีกสินอาจเป็นกรรมฐานที่คุณฝักบัวเคยฝึกได้มาแล้วในอดีตกาลก็ได้นะครับ ดังนั้นก็ควรฝึกจากกรรมฐานที่ถนัดที่สุดก่อน แล้วจะก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว แต่ที่สำคัญคือจะฝึกกรรมฐานกองใดก็แล้วแต่ ขออย่าทิ้งอานาปานสติ (กำหนดรู้ลมหาย) ขอให้ใช้อานาปานสติเป็นกรรมฐานหลัก และจะต้องรักในกรรมฐานที่ฝึกนั้นอย่างแท้จริงด้วยนะครับ...
ขอให้คุณฝักบัวและผู้อ่านทุกๆท่านเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปครับ :)
<ปล. แม้ผู้ฝึกเฉพาะอานาปานสติอย่างเดียว หากมีวิสัยทางอภิญญา...ผมเคยเห็น และเคยทราบจากคนใกล้ชิดแล้วว่า "ท่านผู้นั้นก็สามารถอธิษฐานฤทธิ์" ได้เช่นกันครับ >
คนเดินเดี่ยว
25-10-2004, 02:03 PM
รบกวนคุณอีกทีนะครับเท่าที่อ่านมาคุณสามารถรู้ได้ใช่ไหมครับว่า
บุคคลไดเหมาะกะจริตของกรรมฐานแบบไดผมรองกำหนดลมหายใจดุเมื่อสมัยก่อนแต่มานไปได้ไม่ค่อยดีและไม่แน่ใจว่าถูกกะลักษณะผมหรือไม่มานไปได้ช้ามากกว่าจาเริ่มเข้าสมาธิมีแบบวิธีปฎิบัติอื่นบ้างครับตรวจดุไห้ผมทีนะครับว่าเหมาะสมกะแบบไดส่วนไอ้เรื่องของทิพนั้นไม่ได้อยากได้มานานละครับมานได้มาแล้วยุ่งยากไม่สงบเลยที่พูดไปเพราะอยากไห้บอกทีครับว่าผมเคยได้มาจริงไหมเรอคิดไปเองอะครับกลัวไปหลงผิด(หลอกตัวเอง)หากมีไรอื่นไดไม่เหมาะก้ช่วยแนะนำทีนะครับเพราะผมรุ้สึกว่าคุณจาดูได้จริงๆอะครับบอกได้เลยไม่ต้องเกรงใจผมๆจาได้สำนึกตัวได้ครับ
ปาริสัชชา
25-10-2004, 02:58 PM
Originally posted by คนเดินเดี่ยว
รบกวนคุณอีกทีนะครับเท่าที่อ่านมาคุณสามารถรู้ได้ใช่ไหมครับว่า
บุคคลไดเหมาะกะจริตของกรรมฐานแบบไดผมรองกำหนดลมหายใจดุเมื่อสมัยก่อนแต่มานไปได้ไม่ค่อยดีและไม่แน่ใจว่าถูกกะลักษณะผมหรือไม่มานไปได้ช้ามากกว่าจาเริ่มเข้าสมาธิมีแบบวิธีปฎิบัติอื่นบ้างครับตรวจดุไห้ผมทีนะครับว่าเหมาะสมกะแบบไดส่วนไอ้เรื่องของทิพนั้นไม่ได้อยากได้มานานละครับมานได้มาแล้วยุ่งยากไม่สงบเลยที่พูดไปเพราะอยากไห้บอกทีครับว่าผมเคยได้มาจริงไหมเรอคิดไปเองอะครับกลัวไปหลงผิด(หลอกตัวเอง)หากมีไรอื่นไดไม่เหมาะก้ช่วยแนะนำทีนะครับเพราะผมรุ้สึกว่าคุณจาดูได้จริงๆอะครับบอกได้เลยไม่ต้องเกรงใจผมๆจาได้สำนึกตัวได้ครับ
เรียนคุณคนเดินเดี่ยวครับ ... ต้องขอออกตัวก่อนนะครับว่า สาวกภูมิไม่สามารถดูกรรมฐานที่เหมาะกับจริตให้ใครได้อย่างแน่นอนหรอกนะครับ แม้แต่พระสารีบุตร ซึ่งเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาอันถูกยกย่องว่าเป็นเลิศทางปั__าแล้ว ยังเคยให้กรรมฐานผิดกองกับศิษย์ได้เลย... นี้เป็นวิสัยของพระพุทธ_าณเท่านั้นที่จะทำได้ครับ ...
แต่เจตนาอันบริสุทธิ์ของคุณณฐมณฑ์นั้น เธอสามารถกำหนดจิตไปรับคำสอนของพระพุทธองค์ได้ เธอจึงมีความบริสุทธิ์ใจอย่างยิ่งที่จะเกื้อกูลมิตรธรรม (ที่เคยอธิษฐานกันมาในอดีต) โดยจะช่วยทูลถามพระพุทธองค์ให้หน่ะครับ ซึ่งอย่างน้อยก็จะได้เป็นกำลังใจเสริมให้กับผู้สนใจปฎิบัติธรรมอีกทางหนึ่งนะครับ...
ส่วนการปฎิบัติแล้วเกิดผลนั้น ผู้ปฎิบัติต้องลงมือกระทำเองอย่างตั้งใจ และจริงใจนะครับ และถึงแม้แต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าท่านเสด็จมาโปรดแสดงธรรมให้เองนั้น ผู้ฟังก็ต้องเป็นผู้ปฎิบัติเองอย่างตั้งใจจึงจะสัมฤทธิ์ผลนะครับ...
กรรรมฐานใดที่เกิดความรู้สึกรักที่จะฝึกปฎิบัติ ก็ต้องฝึกปฎิบัติด้วย อิทธิบาทสี่นะครับ ... ขออย่าได้ร้อนใจไปเลย การปฎิบัติธรรมที่แท้จริงแล้ว หากจะทราบว่าปฎิบัติมาถูกทางหรือไม่ ก็ขอให้สังเกตุง่ายๆนะครับว่า อาการทางใจนั้นจะสงบเย็นลง จิตจะเข้าใจสิ่งกระทบมากขึ้นโดยไม่กวัดแกว่ง หรือแกว่งก็แกว่งน้อยๆ ไม่ว่าสิ่งเร้านั้นจะเป็นไปในทางสุข หรือทุกข์ก็ตาม จิตใจจะเข้าใจสภาวะนั้นๆ จนไม่หวั่นไหวตาม ... ในเบื้องต้นอาจจะไม่หวั่นไหวเพราะอำนาจของสมาธิกดทับเอาไว้ แต่ต่อๆไป จะไม่หวั่นไหวด้วยอำนาจของสติ และปั__าที่รู้เท่าทันสภาวะนั้นๆนะครับ ... จิตที่เป็นสุข คือจิตที่กวัดแกว่งไปกับสิ่งเร้าน้อยที่สุด...
ยิ่งปฎิบัติธรรมได้ละเอียดเท่าไหร่ มานะทิฎฐิก็จะน้อยลงตาม ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ก็ลดน้อยลงตามไปด้วยหน่ะครับ นี้เป็นข้อสังเกตุใจนะครับ...
บางทีคุณณฐมณฑ์เอง เธออาจจะมีข้อแนะนำอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ก็ขอรอเธออีกนิดนะครับ ... เธอพักผ่อนน้อย ก็เพราะความตั้งใจที่จะตอบทั้ง pm และเรียบเรียงเนื้อหาเรื่องกสินจากประสบการณ์ให้จบหน่ะครับ ...สุขภาพกายก็ไม่ค่อยแข็งแรง แต่สุขภาพใจของเธอดีมากครับ (y) ... ขอให้รออีกหน่อยนะครับ :cool:
<ปล. ตามที่ผมเขียนไว้ข้างบนหน่ะครับ จะฝึกกรรมฐานกองใดก็ตาม จะทิ้งกองลมไม่ได้นะครับ ถึงฌานสี่เมื่อไหร่ลมหายใจจึงจะหายไป>
ฝักบัว
26-10-2004, 02:20 AM
ต้องขอขอบคุณคุณปาริสัชชาอีกครั้ง ที่กรุณาช่วยชี้แนะ
แต่ก็อย่างว่า การอธิบายเรื่องการปฏิบัติสมาธิ และผลที่ตามมา
เป็นสิ่งที่ยากยิ่ง อย่างเช่นตอนกำหนดลมหายใจแล้วเห็นแสงเป็นวงกลมขาวนวลนั้น ขั้นตอนมันยังมีอย่างอื่นอีก เช่นตอนนั้นอาจนึกปลงอะไรอยู่ด้วย หรืออาจนึกพุทโธ ด้วย(อธิบายไม่ถูก)
แต่รับรองว่าไม่ได้ทำกสิณ และทุกขั้นตอนที่เล่ามาก็เกิดในขณะหลับตาทำสมาธิอยู่ แม้ตอนกำหนดรู้สภาวะภายนอกสมาธิ เช่นเสียงต่างๆ
ก็ยังไม่ได้ลืมตาออกจากสมาธิ ขอรบกวนคุณปาริสัชชาเพียงเท่านี้ก่อนแล้วกัน
(เกรงใจน่ะ เพราะดูๆแล้วคำถามตัวเอง อาจจะไร้สาระ ไม่มีขั้นมีตอน)
ก็ขอให้บุ_กุศลในความมีเมตตาจิตของคุณ จงดลบันดาลให้คุณประสบผล
สำเร็จตามสิ่งที่ปรารถนาด้วยเทอ_
ปาริสัชชา
26-10-2004, 03:01 AM
ผมขอโมทนา...สาธุเช่นกันครับ คุณฝักบัว
ผมเข้าใจว่าการสื่อสารทางภาษาอาจทำความเข้าใจยากสักหน่อย แต่ไม่เป็นไรนะครับ ไม่ต้องเกรงใจผม ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งครับอยากให้มีผู้สนใจปฎิบัติธรรมกันมากๆ จะได้แจ่มแจ้งในธรรมมาก พระพุทธศาสนาก็จะได้เจริ_รุ่งเรืองครับ และที่สำคั_ตัวผู้ปฎิบัติธรรมเองก็จะได้ค่อยๆทุเลาจากทุกข์ และสิ้นทุกข์ในที่สุดนะครับ
หากคุณฝักบัวยังติดข้องใจประการใดอยู่ อยากจะสนทนาเป็นส่วนตัวก็เรียนเชิ_นะครับที่ : parisatcha@yahoo.com
เจริ_ในธรรมยิ่งๆขึ้นไปนะครับ :)
ปาริสัชชา
26-10-2004, 05:26 AM
เอ !...คุณบรรพตครับ สูตรนี้ต้องให้กับ "เจ้าของกระทู้สบายใจแล้วค่ะ" รึป่าวครับ? ... (ไม่โกรธกันนา ผมแค่แซวเล่นให้ผ่อนคลายนะครับ :p )
bkkth30
30-10-2004, 11:02 PM
ตอนนี้ผมมีปั_หาการทำสมาธิครับ แต่ละครั้งการกำหนดจิตแบบอานาปานสติจิตผมคอยวิ่งไม่อยู่คงที่ครับ จะทำอย่างไรกับการไม่ให้จิตวิ่ง หรือไม่ก็ทำอย่างไรไม่ให้จิตไปสนใจสิ่งอื่นครับ (ผมนั่งสมาธิหลังจากสวดมนต์ครับ แต่ทำทีไรไม่เกิน 20 นาทีทุกทีครับ ตรงต่อเวลาเสมอ)
ของอย่างนี้ต้องเป็นผู้มีบุ_วาสนาเท่านั้น หรือจะต้องเคยปฏิบัติกันมาแล้วในชาติปางก่อน เอาเป็นว่าคนที่ยังมีภาระอยู่ พึงสำเร็จแค่ณา_ 4
ก็เกินพอแล้ว
คนเดินเดี่ยว
31-10-2004, 06:54 PM
ผมพอจาเคยได้ยินมาบ้างนะครับวิธีทำจิตไห้นิ่งครับคุณรู้จักคำว่าจิตทรง_าณไหมถ้าความหมายผิดอยางไงโทดทีนะครับแต่มานได้ผลนะครับการทำสมาธิไม่ได้ทำได้เฉพาะเวลาเรานั่งหลับตาครับ ลืมตาก็ทำได้ครับโดยสมาธิลักษณะนี้จะเปนแบบหยาบๆครับพูดทางเทคนิคบ่ได้ฟังแบบนี้เข้าใจดีกว่าครับ
คือคุณตั้งจิตจับลมหายใจหรือนึกถึงพระพุทธรูปก้ได้ครับใน1วันนึกไห้ได้บ่อยๆที่สุดและนานๆที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่อย่าเอาเปนเอาตายนะครับแค่บางๆแบบระลึกถึงนะครับได้นึกถึงก็ได้สมาธิแบบหนึ่งครับไปเรื่อยๆอย่าไปกังวลร้อนใจทำแบบนี้ประจำวันนึงคุณจาเหนว่าจิตคุณสามารถนึ่งได้แน่นอนครับและนานด้วยหากเวลาล่วงเลยนานวันเวลาคุณเข้าสมาธิจิตคุณจะไม่ถอนออกง่ายๆเลยครับอันนี้ผมพอรู้มาเลยมาบอกไห้อะครับเผื่อว่าจะมีประโยชน์ ลองไปทำดูนะครับ
bkkth30
31-10-2004, 11:15 PM
ผมจะลองทำตามคุณเดินเดี่ยวแนะนำครับ ดีกว่ามานั่งทบทวนว่าเมื่อไหรหนอเราจะมีบุ_วาสนา ถ้าคนเราไม่ริเริ่มที่จะฝึกปฏิบัติ หรือติดปั_หาถามผู้รู้ ได้รับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ ก็ยังคงดีกว่าผู้ที่รอให้วันหนึ่งบุ_วาสนามาเยือนแล้วค่อยคิดที่จะปฏิบัติครับ
ปาริสัชชา
01-11-2004, 04:51 AM
เรียน...คุณbkkth30ครับ (ขอโทษครับที่มาช้า) ตามที่คุณคนเดินเดี่ยวได้กล่าวไว้ข้างต้นนั้น ผมเองก็เห็นด้วยนะครับ ... แต่ขออนุญาตเสริมความเข้าใจอีกสักเล็กน้อยนะครับว่า ธรรมชาติของจิตเรานั้นจะดิ้นรนหาที่เกาะอยู่ ดังนั้นหากเราจะตามอารมภ์จิต หรือกำหนดรู้ตามในอาการส่ายไปของจิตว่าส่ายไปในเรื่องใด แล้วก็คอยเฝ้าดูอยู่อย่างนี้ไม่นาน จิตก็จะละทิ้งอารมภ์ที่ส่ายนั้น แล้วกลับเข้ามาสู่ความสงบเอง ....
อุปมาเหมือนกับว่า เรากำลังขี่ม้าที่พยศ เราก็แค่เกาะคอม้าให้วิ่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งม้านั้นหมดแรง เราก็ค่อยดึงมันกลับมาเข้าเส้นทางตามเดิม อย่างนี้เป็นต้นนะครับ...
ตัวอย่างจริงๆก็คือในบางครั้งเราได้ปะทะกับอารมภ์บางอย่างที่ทำให้เราไม่พอใจ หรือโกรธ แต่พอเรารู้ตัวว่าโกรธ มันจะหยุดโกรธเอง และดีไม่ดี ขณะที่จิตซึ่งได้ถูกกระทบด้วยอารมภ์โกรธอยู่นั้น หากเราสามารถแก้ได้ตกจริงๆ มันก็จะวิ่งกลับไปสู่ในภาวะที่สงบ ซึ่งตรงกันข้ามทันทีอย่างนี้เองนะครับ........
อืมส์...อีกข้อหนึ่ง ผมเห็นด้วยนะครับ วาสนานั้นเราเองต้องเป็นผู้เริ่มลงมือปฎิบัติให้เกิดขึ้นเมื่อมีโอกาส...
ขอเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปนะครับ :)
NanoProbe (นาโนโพรบ)
01-11-2004, 08:03 AM
ขอบคุณมากครับคุณปาริสัชชา/คุณณฐมณฑ์
ขอให้คุณทั้งสองมีความเจริ_ในธรรมยิ่งๆขึ้นไป
---------------------
การเกิดน่าเบื่ออย่างยิ่ง
นาโนโพรบ
bkkth30
01-11-2004, 09:00 AM
ขอบคุณครับคุณปาริสัชชา ผมจะนำคำแนะนำของคุณกับคุณคนเดินเดี่ยวไปฝึกปฏิบัติครับ ปรากฎผลอย่างไรผมก็จะมาแจ้งให้ทราบครับ
---------------------
บีเคเค30ครับ
ณฐมณฑ์
01-11-2004, 08:15 PM
ขออภัยนะคะที่ดิฉันยังไม่ได้เข้ามาเขียนอย่างต่อเนื่อง(อย่างที่ปรารถนาจะทำ)ในสัปดาห์นี้ บังเอิ_มีธุระเร่งด่วนบางอย่างที่ต้องใช้เวลาน่ะค่ะ
แต่อย่างไรก็จะเข้ามาเขียนเล่าเรื่องการอธิษฐานขอเห็นภาพนิมิตร กับเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการฝึกให้จบแน่นอนค่ะ รวมถึงจะตอบเรื่องกสิณกองที่เหมาะสมแก่ท่านที่ฝากคำถามไว้กับดิฉันด้วยนะคะ
และขอขอบคุณพี่ปาริสัชชาอีกครั้งนะคะที่เอื้อเฟื้อความรู้และประสบการณ์ธรรมในกระทู้นี้(y)
ปาริสัชชา
02-11-2004, 08:33 AM
>>>ขออภัยนะคะที่ดิฉันยังไม่ได้เข้ามาเขียนอย่างต่อเนื่อง(อย่างที่ปรารถนาจะทำ)ในสัปดาห์นี้ บังเอิญมีธุระเร่งด่วนบางอย่างที่ต้องใช้เวลาน่ะค่ะ
>เข้าใจและเห็นใจเป็นอย่างยิ่งครับ ทราบว่าขนาดเวลาที่จะพักผ่อนยังไม่ค่อยจะมีเลยนะครับ :'(
>>>แต่อย่างไรก็จะเข้ามาเขียนเล่าเรื่องการอธิษฐานขอเห็นภาพนิมิตร กับเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการฝึกให้จบแน่นอนค่ะ รวมถึงจะตอบเรื่องกสิณกองที่เหมาะสมแก่ท่านที่ฝากคำถามไว้กับดิฉันด้วยนะคะ
>สาธุครับ และเป็นกำลังใจให้ครับ...มิตรธรรมหลายๆท่านกำลังรออย่างใจจดใจจ่ออยู่นะครับ (f) (ผมเองก็พยายามหาโอกาสที่จะช่วยตรวจสอบยืนยันกันอีกแรงอยู่นะครับ)
>>>และขอขอบคุณพี่ปาริสัชชาอีกครั้งนะคะที่เอื้อเฟื้อความรู้และประสบการณ์ธรรมในกระทู้นี้
>ไม่เป็นไรนะครับคุณณฐมณฑ์ ถือเป็นการทำธรรมทานร่วมๆกันกับทุกท่านด้วย ... ธรรมทานนั้นย่อมปรากฎผลทั้งผู้ให้และผู้รับเสมอกันนะครับ (y)
Nutchakul
12-11-2004, 07:50 AM
รบกวนอาจารย์ณฐมณฑ์ ช่วยชี้แนะว่า ผมเหมาะกับการฝึกกรรมฐานกองใดด้วยครับ
ขอบคุณล่วงหน้าครับ
โยโย่
13-11-2004, 04:12 PM
ในเบื้องต้นอาจจะไม่หวั่นไหวเพราะอำนาจของสมาธิกดทับเอาไว้ แต่ต่อๆไป จะไม่หวั่นไหวด้วยอำนาจของสติ และปั__าที่รู้เท่าทันสภาวะนั้นๆนะครับ ... จิตที่เป็นสุข คือจิตที่กวัดแกว่งไปกับสิ่งเร้าน้อยที่สุด...
อ่านแล้ว ปิ๊ง (||) เลย ครับ
ปาริสัชชา
13-11-2004, 11:34 PM
โมทนาเช่นกันครับ...คุณโยโย่ (รูปน่ารักมากครับ) และคุณab ด้วยครับ...
ธรรมะอันใดที่จะก่อให้เกิดกำลังใจกับผู้อ่านหรือผู้ฟัง ผมขอน้อมถวายความดีทั้งหลายแด่พระพุทธองค์ และครูบาอาจารย์เจ้าทุกๆท่านด้วยนะครับ...สาธุครับ :)
โยโย่
14-11-2004, 02:06 AM
ผม จะถามเกี่ยวกับ สมาธิครับ ๑. เกี่ยวกับ เวลา ทำใจ สงบ หรือเข้า สมาธิแล้ว จะลืมตา หรือไม่ ลืมตา ก็ได้ สักพัก จะได้ ยิน เสียง ดัง วิ๊งๆ ที่ หู ผม เอง ๒ ข้างเลย ครับ จนป่านนี้ ยังเป็นอยุ่เลย ครับ อยากถาม พี่ ว่า เกิด จาก อะไร ครับ เมื่อไหร่ จะหายไปครับ
๒. เวลา ผมมอง จอคอม ด้วยตาปล่าว หรือ เวลา อ่านหนังสือ หรือสวดมนต์ หน้าจอ คอม หรือ ตัว แผ่น หนังสือ จะ เกิด แสง เป็นประกาย เล็ก เหมือน ออกมาจากรูๆ ปรากฎ เป็น รู บนหน้าหนังสือมาๆหาย ๆ หรือ ปรากฎ บน หน้า จอ คอม ครับ หรือเวลาหลับ ตาทำสมาธิ ก็ เกิด ครับ อยาก ถาม พี่ ว่า รู ที่เกิด แสงเล็ก ที่ผม เห็น มันเกิด จากอะไร ครับ รบกวน พี่ ปาริสัชชา เท่านี้ครับ ขอบพระคุณอย่างสุง ครับ
ณฐมณฑ์
14-11-2004, 06:06 PM
มีคำถามจากPM ที่ส่งมาถึงดิฉัน ซึ่งเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจ ดิฉันขอคัดลอกมาไว้ในกระทู้นี้ แล้วจะเข้ามาตอบอีกทีนะคะ
"ผมมีเรื่องอยากสอบถามเกี่ยวกับการทำอาโปกสิณหน่อยครับ
ตั้งแต่เมื่อวานผมลองทำอาโปกสิณโดยใช้ภาชนะเป็นอ่างแก้วใส ใส่น้ำจนเต็ม
ทีนี้ผมก็ปฏิบัติตามตำราโดยนั่งเพ่งและนึกถึงว่า? "นำ้ๆๆ" ไปเรื่อยๆ
ทำมาเป็นชั่วโมงๆก็ยังไม่เห็นอะไรเลยเวลาที่หลับตา ผมเกรงว่าที่ทำอยู่นั้นถูกต้องหรือเปล่า?
ไม่ทราบว่าผมควรจะจ้องผิวนำ้จากมุมไหนดีน่ะครับ การเพ่งของผมนั้นยังมองเห็นอ่างแก้วใสอยู่ ไม่ทราบว่าเป็นกสิณโทษหรือเปล่าน่ะครับ?
ผมไม่มั่นใจตรงจุดนี้ก็อยากให้คุณณฐมณฑ์ช่วยกรุณาอธิบายให้ผมนิดนึงน่ะครับ ผมกังวลนิดกหน่อยเพราะฝึกเอง ยังไม่มีอาจารย์สอนเลยครับ กลัวว่าจะทำไม่ถูกต้อง ไม่ทราบว่าจะรบกวนคุณณฐมณฑ์มากไปหรือเปล่าครับถ้าจะขอให้คุณณฐมณฑ์ช่วยตรวจสอบว่ากสิณกองไหนเหมาะกับผม
ขอบพระคุณมากนะครับ คืนนี้ผมก็จะทำต่อ จะตั้งใจทำอย่างเต็มที่ไปเรื่อยๆครับ
ขอให้คุณณฐมณฑ์เจริ_ในธรรมยิ่งๆขึ่นไปนะครับ"
ปาริสัชชา
16-11-2004, 06:41 AM
Originally posted by โยโย่
ผม จะถามเกี่ยวกับ สมาธิครับ ๑. เกี่ยวกับ เวลา ทำใจ สงบ หรือเข้า สมาธิแล้ว จะลืมตา หรือไม่ ลืมตา ก็ได้ สักพัก จะได้ ยิน เสียง ดัง วิ๊งๆ ที่ หู ผม เอง ๒ ข้างเลย ครับ จนป่านนี้ ยังเป็นอยุ่เลย ครับ อยากถาม พี่ ว่า เกิด จาก อะไร ครับ เมื่อไหร่ จะหายไปครับ
๒. เวลา ผมมอง จอคอม ด้วยตาปล่าว หรือ เวลา อ่านหนังสือ หรือสวดมนต์ หน้าจอ คอม หรือ ตัว แผ่น หนังสือ จะ เกิด แสง เป็นประกาย เล็ก เหมือน ออกมาจากรูๆ ปรากฎ เป็น รู บนหน้าหนังสือมาๆหาย ๆ หรือ ปรากฎ บน หน้า จอ คอม ครับ หรือเวลาหลับ ตาทำสมาธิ ก็ เกิด ครับ อยาก ถาม พี่ ว่า รู ที่เกิด แสงเล็ก ที่ผม เห็น มันเกิด จากอะไร ครับ รบกวน พี่ ปาริสัชชา เท่านี้ครับ ขอบพระคุณอย่างสุง ครับ
ผมขออนุญาตตอบตามความเข้าใจนะครับ...
๑. เข้าใจว่าจิตเมื่อเริ่มเข้าสู่ฌานลึกๆขึ้น หูจะดับจากอาการได้ยินเสียงภายนอก ... ผมว่าอย่ารู้สึกสนใจกับอาการนี้เลยนะครับ
๒. อาการนี้ผมไม่เคยเป็นนะครับ แต่เคยคุยกับคุณณฐมณฑ์เธอเคยเป็น และเข้าใจว่า เป็นอาการของคนที่เคยมีอุปนิสัยที่เคยได้ทิพยจักขุญาณมาก่อนนะครับ (คุณณฐมณฑ์อาจช่วยเสริมให้ชัดเจนอีกครั้งนะครับ) ... คุณอาจมีอุปนิสัยในการฝึกอาโลกสินนะครับ
ปาริสัชชา
16-11-2004, 08:22 AM
ขออนุ_าตเสริมเพื่อเป็นแนวทางอีกนิดนะครับว่า การฝึกกสินกองใดๆก็ตาม อย่าดูที่ขอบภาพนิมิตนะครับ ถ้าดูน้ำก็มองดูที่น้ำ ถ้าดูไฟก็มองที่แสงไฟอย่ามองเปลวที่แกว่งไกว หรือนิมิตอื่นๆเช่นหลอดไฟกลมๆ ก็อย่าใช้หลอดที่มีใส้ภายในนะครับ เพราะว่าพอเป็น "อุคหนิมิต" แล้วมันจะมีตำหนิอยู่ภายใน ...
ผมขออนุ_าตสั้นๆแค่นี้ก่อนนะครับ หากมีโอกาสตอบได้ยาวๆ ก็จะเข้ามาใหม่นะครับ ....
ขอทุกท่านเจริ_ในธรรมครับ
Star Platinum
16-11-2004, 08:55 AM
ขอบพระคุณคุณปาริสัชชามากนะครับ ไม่ทราบว่าถ้าใช้อ่างแก้วใสสำหรับเพ่งอาโปกสิณได้มั้ยครับ? เพราะว่าเวลาเพ่งแล้วจะมองเห็นทะลุแก้วใสเห็นก้นชามและมองเห็นข้างนอกด้วยน่ะครับ ผมกลัวว่าจะเป็นกสิณโทษ แต่เวลาที่ผมเพ่งผมก็จะนึกรวมๆว่า น้ำๆๆ
หลังจากที่เพ่งมาสักพัก เวลาหลับตาก็เห็นเป็นวงกลมลางๆ สีเขียวๆแล้วก็จางไปครับ เวลาจะนอนหลับตาก็มีความรู้สึกว่าเหมือนมีน้ำหรือของเหลว(บอกไม่ถูก) วันนี้ผมก็คงต้องฝึกต่อไปเรื่อยๆครับ
/อู่เย่
16-11-2004, 09:32 AM
โมทนามากๆครับกับทุกท่าน:cool:
ถ้าผมจะฝึกกสิณควรจะเริ่มจากกสิณกองไหนก่อนดีครับ ถ้าใช้การเพ่งกระดูกแทนจะได้รึเปล่าครับ อย่างผมนี่พอจะมีจริตฝึกทางด้านกสิณได้ดีหรือเปล่าครับ
ณฐมณฑ์
16-11-2004, 02:30 PM
Originally posted by โยโย่
----------------------------------------------------
๒. เวลา ผมมอง จอคอม ด้วยตาปล่าว หรือ เวลา อ่านหนังสือ หรือสวดมนต์ หน้าจอ คอม หรือ ตัว แผ่น หนังสือ จะ เกิด แสง เป็นประกาย เล็ก เหมือน ออกมาจากรูๆ ปรากฎ เป็น รู บนหน้าหนังสือมาๆหาย ๆ หรือ ปรากฎ บน หน้า จอ คอม ครับ หรือเวลาหลับ ตาทำสมาธิ ก็ เกิด ครับ อยาก ถาม พี่ ว่า รู ที่เกิด แสงเล็ก ที่ผม เห็น มันเกิด จากอะไร ครับ รบกวน พี่ ปาริสัชชา เท่านี้ครับ ขอบพระคุณอย่างสุง ครับ
ขออนุ_าตตอบแทนพี่ปาริสัชชานะคะ
อาการดังกล่าวดิฉันก็เคยเป็นมาตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก เห็นจุดแสงเล็กๆ ในบางครั้งของบางวัน แสงแบบไฟคุในเตาถ่านค่ะ คือจุดเล็กจุดเดียวอย่างนั้น และสีแบบสะเก็ดไฟคุ
ต่อๆ มาเมื่อดิฉันทำกรรมฐานได้ฌานสี่ จุดแสงดังกล่าวยังลอยมาให้เห็นในบางครั้งของบางวัน แต่คราวนี้เป็นสีของจุดแสงแบบแก้วประกายพรึก ดิฉันจึงทราบว่าเป็นจิตเดิมอันเกี่ยวเนื่องกับทิพจักขุ_าณในอดีตชาติ และน่าจะเกี่ยวเนื่องกับกสิณแสงสว่างอยู่มากค่ะ
ขอตอบคุณโยโย่ว่า...
คุณมีกุศลมาทางกสิณแสงสว่างค่ะ ฝึกกสิณแสงสว่างจะได้ทิพจักขุ_าณไม่ยากนะคะ
ณฐมณฑ์
16-11-2004, 03:15 PM
Originally posted by Star Platinum
ขอบพระคุณคุณปาริสัชชามากนะครับ ไม่ทราบว่าถ้าใช้อ่างแก้วใสสำหรับเพ่งอาโปกสิณได้มั้ยครับ? เพราะว่าเวลาเพ่งแล้วจะมองเห็นทะลุแก้วใสเห็นก้นชามและมองเห็นข้างนอกด้วยน่ะครับ ผมกลัวว่าจะเป็นกสิณโทษ แต่เวลาที่ผมเพ่งผมก็จะนึกรวมๆว่า น้ำๆๆ
หลังจากที่เพ่งมาสักพัก เวลาหลับตาก็เห็นเป็นวงกลมลางๆ สีเขียวๆแล้วก็จางไปครับ เวลาจะนอนหลับตาก็มีความรู้สึกว่าเหมือนมีน้ำหรือของเหลว(บอกไม่ถูก) วันนี้ผมก็คงต้องฝึกต่อไปเรื่อยๆครับ
ขออนุ_าตตอบเสริมคุณปาริสัชชานะคะ
ดิฉันเห็นควรว่าน่าจะใช้ขันใส่น้ำมากกว่าภาชนะใสนะคะ จะมีสิ่งรบกวนสายตาน้อยกว่าภาชนะใส แล้วก้มมองเฉพาะน้ำ ระลึกรู้ถึงความเป็นธาตุน้ำขณะภาวนา.....น้ำๆๆ
(ซึ่งคุณStar Platinum ได้ระลึกรู้ถึงความเป็นธาตุน้ำโดยธรรมชาติอยู่แล้วนะคะ)
เมื่อมองน้ำ จะได้อุคหนิมิตรเมื่อมองด้วยอารมณ์สบาย คือใจขณะมองน้ำนั้นวางอารมณ์ไว้อยู่ตรงกลางระหว่างความตั้งใจกับการพักผ่อนค่ะ มองแล้วจะมีภาพติดที่ใจ เมื่อลืมตาหรือหลับตาก็เห็นภาพนั้นคล้ายเห็นกึ่งใจกึ่งตาค่ะ เสมือนเป็นการใช้สั__าหรือความจำแผ่วๆ อยู่ส่วนหนึ่ง
คุณเริ่มได้ภาพติดตาแล้วนะคะ (อุคหนิมิตร) โดยที่คุณบอกว่าเป็นวงกลมสีเขียวนั้น ที่จริงไม่ถึงกับสีเขียวเสียทีเดียวใช่ไหมคะ เป็นวงกลมฝ้าๆ ใช่ไหมคุณฝึกต่อไปนะคะ ขออนุ_าตแนะเพิ่มเติมว่า...
-มองอุคหนิมิตรที่ได้นั้นโดยทรงอารมณ์สบายแผ่วๆ ไว้
-ภาวนาไปจนคำภาวนาจะหายไปเอง
-มองอุคหนิมิตรต่อไป ไม่ต้องสนใจอะไรนะคะ แต่อย่าให้อารมณ์เครียดไป เพราะภาพจะเคลื่อนหายค่ะ อย่าคิด อย่าสงสัย อย่าวัดระดับอารมณ์ในขณะนั้น มองแบบปล่อยวางแบบอารมณ์อุเบกขาน่ะค่ะ แต่ยังมองอุคหนิมิตรอยู่ วางอารมณ์ไว้แบบนั้น จะได้ปฏิภาคนิมิตรเอง
คือฝึกทำบ่อยๆ จะได้ปฏิภาคนิมิตรแบบแก้วประกายพรึกเองตามธรรมชาติของอารมณ์กรรมฐานค่ะ
(แต่ต้องระวังอารมณ์ตนเองว่าอย่าเครียดนะคะ อารมณ์ที่ตั้งใจจนเครียดก็จะไม่ได้ผล)
ขอโมทนาในการทำกรรมฐานของคุณด้วยคนค่ะ
ณฐมณฑ์
16-11-2004, 03:40 PM
Originally posted by wit
ถ้าผมจะฝึกกสิณควรจะเริ่มจากกสิณกองไหนก่อนดีครับ ถ้าใช้การเพ่งกระดูกแทนจะได้รึเปล่าครับ อย่างผมนี่พอจะมีจริตฝึกทางด้านกสิณได้ดีหรือเปล่าครับ
คุณwitจะฝึกกสิณกองใดก่อนดี.... ดิฉันขอทูลถามพระพุทธองค์แล้วตรวจสอบกับคุณปาริสัชชากันอุปาทานของตนนะคะ ขอเวลาสักหน่อย แล้วจะตั้งกระทู้ตอบทุกท่านที่ฝากดิฉันทูลถามมาถึงกรรมฐานกองที่เหมาะแก่ท่านค่ะ
ส่วนการนำกระดูกมาเพ่งกสิณนั้นก็เป็นกสิณสีขาวนะคะ (เป็นอสุภกรรมฐานอีกกองด้วย) ใช้ได้ค่ะ ดูที่สีขาว ระลึกรู้ถึงสีขาวเป็นเกณฑ์ค่ะ แล้วภาวนาว่า สีขาวๆ (ก็ได้)อย่างสอดคล้องกับลมหายใจ
ดิฉันมีประสบการณ์เล่าให้ฟังเพลินๆ นะคะ
ดิฉันเคยเข้ากรรมฐานแล้วกำหนดขอดูกระดูกตนเอง ก็เห็นโครงกระดูกตนเองทั้งตัว
(คุณปาริสัชชาบอกดิฉันว่าให้ดูสังขารบ่อยๆ นำมาพิจารณาไตรลักษณ์ นำพิจารณาความไม่น่าดู แล้วจิตจะคลายความยึดมั่นในตนมากขึ้นเรื่อยๆ จิตจะผ่องแผ้ว สบายขึ้นค่ะ ดิฉันก็ทำเช่นนั้น แต่ที่ไม่ได้ดูเครื่องในทั้งหลายเพราะดูไม่ค่อยเห็นน่ะค่ะ เห็นว่าตนถนัดดูกระดูก...ก็ดูกระดูกไป)
เมื่อมองไปทีละส่วน ก็เห็นกระดูกแต่ละส่วน ดิฉันก็เลยมองกระดูกท่อนแขน(ท่อนใต้ศอกถึงข้อมือ) โดยลองกำหนดมองแบบกสิณสีขาว ก็เห็นกระดูกขาวๆ เปลี่ยนเป็นแก้วมีประกายค่ะ (ฌานสี่ของกสิณสีขาว)
ดังนั้น ถ้าคุณwitชอบมองกระดูก ก็มองกระดูกนะคะ เลือกอย่างที่ใจชอบก็จะเหมาะแก่ตนค่ะ
***แต่สำหรับหลายๆ ท่านที่ฝึกกสิณ การเลือกวัตถุที่จะนำเพ่งกสิณนั้น เลือกวัตถุทรงกลม หรือมองผ่านช่องกลม(เช่นกสิณไฟ) จะติดตาเป็นทรงกลมได้ง่ายค่ะ***
คุณปาริสัชชา และคุณ ณฐมณฑ์ ที่นับถือ
ผมขอถามกับคนอื่นเขาหน่อยนะคร๊าบ
คุณคิดว่า/คุณรู้ว่า/คุณเห็นว่า/คุณพิสูจน์ได้ว่า สิ่งใดๆในจักรวาลโลก ประกอบด้วยธาตุทั้งสี่คือ ดิน ไฟ ลม น้ำ ใช่มั๊ยครับ?
คุณปาริสัชชา และคุณ ณฐมณฑ์
กรุณาตอบให้ดีๆ นะครับ ....คำตอบคือคำว่า "ใช่" กับ "ไม่" แค่นี้ครับ ถ้าคุณตอบผิด ... ผมจะไม่นับถือคุณอีกต่อไป และสิ่งที่คุณกล่าวมาทั้งหมดในกระทู้นี้ผมจะไม่เข้ามาอ่าน และไม่สนใจด้วย ถ้าคุณตอบผิดคุณก็เหมือน "telwada" .....
กรุณาตอบผมด้วยครับ ขอขอบพระคุณท่านผู้ทรงฌานทั้งสอง เพื่อพิสูจน์ความจริง? ผมจะรอคำตอบของคุณทั้งสองที่นี่
ถ้าคุณตอบไม่ได้หรือไม่ตอบก็ไม่เป็นไรครับ ....ขอขอบคุณอีกครั้ง
Star Platinum
16-11-2004, 05:04 PM
ขอขอบพระคุณคุณณฐมณฑ์ คุณปาริสัชชาและทุกท่านที่โมทนามา ณ ที่นี้ เป็นอย่างสูงนะครับ
ผมเห็นเป็นฝ้าๆอย่างที่คุณณฐมณฑ์บอกเลยครับ ไม่รู้จะขอบคุณอย่างไรดีครับ ผมขอกราบงามๆมา ณ ที่นี้เลยก็แล้วกันนะครับ
คราวหน้าถ้าผมติดขัดอะไรอีก ผมจะติดต่อมาอีกทีนะครับ
ณฐมณฑ์
16-11-2004, 06:06 PM
Originally posted by Star Platinum
ขอขอบพระคุณคุณณฐมณฑ์ คุณปาริสัชชาและทุกท่านที่โมทนามา ณ ที่นี้ เป็นอย่างสูงนะครับ
ผมเห็นเป็นฝ้าๆอย่างที่คุณณฐมณฑ์บอกเลยครับ ไม่รู้จะขอบคุณอย่างไรดีครับ ผมขอกราบงามๆมา ณ ที่นี้เลยก็แล้วกันนะครับ
คราวหน้าถ้าผมติดขัดอะไรอีก ผมจะติดต่อมาอีกทีนะครับ
เมื่อสักครู่ใหญ่พอดีรีบไปทานข้าวมาค่ะ ทานมื้อเช้าเมื่อตอนเย็นๆ นี่เอง เลยยังไม่ได้ตอบละเอียดเท่าที่อยากตอบ
ส่วนที่ค้างยังไม่ได้ตอบคุณStar Platinum หมดก็คือ...
ที่คุณบอกถึง"นิมิตร"ว่าตอนกึ่งหลับหรือเริ่มหลับนั้นคุณStar Platinum"รู้สึกว่ามีน้ำหรือของเหลว(บอกไม่ถูก)" คุณกึ่งเห็นกึ่งรู้สึกใช่ไหม?
ภาพของคุณคือมีหยาดน้ำกึ่งกลิ้งกึ่งรวมตัวเป็นวง... คล้ายๆ น้ำฝนจำนวนหนึ่งขังบนใบบอน (แต่ไม่มีใบบอน มีแต่ความใสแบบหยาดน้ำใช่ไหมคะ)
ถ้าการบรรยายแทนคุณในนิมิตรภาพนี้ใช่...กสิณกองที่เหมาะแก่คุณคือกสิณน้ำแน่นอนค่ะ
เมื่อสักครู่ดิฉันนำกระดาษที่จดคำตอบทูลถามเบื้องบนว่ากสิณกองใดเหมาะแก่คุณออกมาดู (แต่ยังไม่ได้บอกคุณเพราะว่ายังไม่ได้ตรวจสอบกับคุณปาริสัชชาอีกทีน่ะค่ะ)
ดิฉันหยิบมาดูที่จดไว้ คำตอบที่จดไว้ก็เป็น"กสิณน้ำ" ค่ะ
ขอเป็นกำลังใจค่ะ ฝึกต่อไปนะคะ
Star Platinum
16-11-2004, 06:47 PM
ใช่เลยครับ เป็นความรู้สึกกึ่งเห็นเหมือนว่ามีนำ้กระเพื่อมๆ แต่ก็ไม่ใช่น้ำเสียทีเดียว เหมือนเป็นของเหลวน่ะครับ
ถ้าเป็นน้ำก็ดีเลยครับ เริ่มต้นได้ถูกกองพอดี แล้วถ้าผมสำเร็จ ผมจะฝึกกองอื่นๆให้ครบเลยครับ
ขอบกราบขอบพระคุณคุณณฐมณฑ์และคุณปาริสัชชามาด้วยนะครับ ผมซาบซึ้งใจในคำแนะนำครั้งนี้มากครับ เพราะทำให้ผมมีโอกาสได้ก้าวไปข้างหน้าได้อีก
ณฐมณฑ์
16-11-2004, 07:16 PM
Originally posted by Star Platinum
ใช่เลยครับ เป็นความรู้สึกกึ่งเห็นเหมือนว่ามีนำ้กระเพื่อมๆ แต่ก็ไม่ใช่น้ำเสียทีเดียว เหมือนเป็นของเหลวน่ะครับ
ถ้าเป็นน้ำก็ดีเลยครับ เริ่มต้นได้ถูกกองพอดี แล้วถ้าผมสำเร็จ ผมจะฝึกกองอื่นๆให้ครบเลยครับ
ขอบกราบขอบพระคุณคุณณฐมณฑ์และคุณปาริสัชชามาด้วยนะครับ ผมซาบซึ้งใจในคำแนะนำครั้งนี้มากครับ เพราะทำให้ผมมีโอกาสได้ก้าวไปข้างหน้าได้อีก
พอคุณบอกว่าเห็นกระเพื่อมๆ ก็ใช่เลยค่ะ กึ่งรู้สึกว่าเป็นของเหลว กึ่งรู้สึกว่าเป็นน้ำ คือเห็นเงาเหลือบใสๆ นิดๆ นะคะ แต่ไม่เหลือบมาก...
ภาพนิมิตรที่คุณเห็นนั่น คล้ายๆ โดนดิฉันhackดูน่ะค่ะ
แต่ขอเรียนว่าปกติแล้วดิฉันไม่ได้ชัดขนาดนี้ตลอดเวลานะคะ ดิฉันก็กำลังอยู่ในช่วงฝึกฝนพัฒนาตนน่ะค่ะ
แต่กับคุณStar Platinumนี้ ฟ้าคงให้โอกาสดิฉันเกื้อกูลทางธรรมกับคุณอย่างนี้ในตอนนี้น่ะค่ะ
Star Platinum
16-11-2004, 07:30 PM
มีการhackได้ด้วย :) ขอถามอีกข้อนะครับ ผมก็ว่าจะไปซื้ออ่างมาใหม่ใส่่น้ำนะครับ ถ้าอ่างเป็นสีดำแบบก้นลึกนี่ไม่ทราบว่าจะใช้หรือไม่ครับ?
ผมขอเคารพคุณณฐมณฑ์แบบอาจารย์เลยนะครับ ขอกราบด้วยใจจริงครับ
001อู่เย่
16-11-2004, 07:47 PM
Originally posted by Star Platinum
มีการhackได้ด้วย :) ขอถามอีกข้อนะครับ ผมก็ว่าจะไปซื้ออ่างมาใหม่ใส่่น้ำนะครับ ถ้าอ่างเป็นสีดำแบบก้นลึกนี่ไม่ทราบว่าจะใช้หรือไม่ครับ?
ผมขอเคารพคุณณฐมณฑ์แบบอาจารย์เลยนะครับ ขอกราบด้วยใจจริงครับ อ๊ะจริงปล่าวครับ งั้นก็เป็นศิษย์รุ่น 1 หมายเลข 002 แล้วครับ
ณฐมณฑ์
16-11-2004, 10:22 PM
Originally posted by Star Platinum
มีการhackได้ด้วย :) ขอถามอีกข้อนะครับ ผมก็ว่าจะไปซื้ออ่างมาใหม่ใส่่น้ำนะครับ ถ้าอ่างเป็นสีดำแบบก้นลึกนี่ไม่ทราบว่าจะใช้หรือไม่ครับ?
ผมขอเคารพคุณณฐมณฑ์แบบอาจารย์เลยนะครับ ขอกราบด้วยใจจริงครับ
อ่างใส่น้ำสีดำก็ดีเลยค่ะ ไม่มีเงาสะท้อนของโลหะด้วย
Star Platinum
16-11-2004, 10:49 PM
ขอบพระคุณมากครับที่เป็นห่วง อุตส่าห์มาตอบคำถามของผมเสียดึกดื่น พรุ่งนี้ผมจะไปหาซื้อมาแทนอ่างแก้วเดิมนะครับ
Star Platinum
16-11-2004, 10:53 PM
Originally posted by 001อู่เย่
อ๊ะจริงปล่าวครับ งั้นก็เป็นศิษย์รุ่น 1 หมายเลข 002 แล้วครับ
ผมเคารพแบบอาจารย์จริงๆครับ ผมเคารพทุกคนที่นี่เลยครับ เพราะถ้าไม่มีพวกท่านในวันนี้ก็จะไม่มีผมในวันข้างหน้าเช่นกันครับ
ปาริสัชชา
16-11-2004, 11:20 PM
เรียน...คุณ Star Platinum ครับ ....
พวกเราต่างก็เป็นสาวกของพระพุทธองค์ ...
ความรู้ต่างๆที่ได้รับจากครูบาอาจารย์ก็ถ่ายทอด
มาจากพระธรรมของพระพุทธองค์ ...
ขอให้เคารพพระธรรมของพระพุทธองค์เป็นหลักเถอะนะครับ...สาธุ :)
;-----------------------------------------------------------;
คุณณฐมณฑ์ hack เก่งนะครับ ... แอบ hack ผมยังไม่พอ ยังแอบ hack ท่านอื่นด้วย...:p
Temper45
16-11-2004, 11:27 PM
อยากเก่งแบบนี้มั่งจัง แต่ไม่รู้ว่าตัวเองมีอะไรแบบไหน และควรจะเริ่มอะไร ตรงไหนดีอ่ะครับ เหอๆๆๆ
ณฐมณฑ์
16-11-2004, 11:27 PM
คุณStar Platinumคะ
คุณอู่เย่เขียนไม่ได้เขียนประชดหรอกค่ะ เรานับถือกันและกันอย่างจริงใจ
โดยเขาอุตส่าห์ถ่อมตัวให้ดิฉันเป็นครู
เมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้ เขาเพิ่งส่ง Private Message มาให้ดิฉันว่าเขาขอเป็นศิษย์รหัส 001 ค่ะ ดิฉันก็เพิ่งบอกเขาไปว่า แม้เคยเป็นศิษย์ชาติก่อน แต่ตอนนี้เขาคล่องกว่าแล้วนะคะ
เบื้องบนให้โอกาสดิฉันเกื้อกูลทางธรรมในโอกาสนี้น่ะค่ะ
ขอบคุณทั้งสองท่านนี้ และอีกหลายๆ ท่านค่ะที่ให้เกียรติ แต่ดิฉันไม่ค่อยกล้าเป็นครูใคร... ยังต้องสอนตัวเอง ต้องขัดเกลาแก้ไขตนอีกเยอะเลยเป็นอาชีพหลักของดิฉัน
อันที่จริงมองดิฉันเป็นมิตรธรรมก็พอนะคะ การมีโอกาสเกื้อกูลในทางธรรมต่อกันก็เป็นสิ่งที่งดงามชื่นใจโดยกระบวนการอยู่แล้วค่ะ :) (rose)
Star Platinum
16-11-2004, 11:30 PM
ขอบพระคุณครับคุณปาริสัชชา ครับผม ผมจะนึกถึงพระคุณของพระรัตนตรัยอยู่เสมอเลยครับ:)
...ผมว่าคุณปาริสัชชาก็ไม่เบาครับ รู้สึกว่าจะช่วยคุณณฐมณฑ์ hack ทางจิตมาหลายท่านแล้ว :p (ล้อเล่นน่ะครับ)
เจริญในธรรมครับผม
Star Platinum
16-11-2004, 11:41 PM
Originally posted by ณฐมณฑ์
คุณStar Platinumคะ
คุณอู่เย่เขียนไม่ได้เขียนประชดหรอกค่ะ เรานับถือกันและกันอย่างจริงใจ
โดยเขาอุตส่าห์ถ่อมตัวให้ดิฉันเป็นครู
เมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้ เขาเพิ่งส่ง Private Message มาให้ดิฉันว่าเขาขอเป็นศิษย์รหัส 001 ค่ะ ดิฉันก็เพิ่งบอกเขาไปว่า แม้เคยเป็นศิษย์ชาติก่อน แต่ตอนนี้เขาคล่องกว่าแล้วนะคะ
เบื้องบนให้โอกาสดิฉันเกื้อกูลทางธรรมในโอกาสนี้น่ะค่ะ
ขอบคุณทั้งสองท่านนี้ และอีกหลายๆ ท่านค่ะที่ให้เกียรติ แต่ดิฉันไม่ค่อยกล้าเป็นครูใคร... ยังต้องสอนตัวเอง ต้องขัดเกลาแก้ไขตนอีกเยอะเลยเป็นอาชีพหลักของดิฉัน
อันที่จริงมองดิฉันเป็นมิตรธรรมก็พอนะคะ การมีโอกาสเกื้อกูลในทางธรรมต่อกันก็เป็นสิ่งที่งดงามชื่นใจโดยกระบวนการอยู่แล้วค่ะ :) (rose)
ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะครับ ไม่ได้คิดว่าประชดเลยครับผม
ผมต้องขอโทษนะครับที่ทำให้เข้าใจผิดกัน อาจจะใช้คำสื่อความหมายได้ไม่ดี
ผมหมายถึงว่า ผมนับถือเคารพทุกๆคนทีี่นี่ เหมือนทั้งครู เหมือนพี่เหมือนน้องเพราะการที่ผมจะทำกิจที่ปรารถนานั้นให้สำเร็จได้นั้น กิจนั้นก็มิอาจจะสำเร็จได้ หากไม่มีทุกคนที่นี่ เพราะผมได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆมากมายจากที่นี่ ทุกคนก็คอยแนะนำ ชี้แนวทาง ทั้งยังขัดเกลาผม ให้ไปในทางที่ดีด้วยครับ
ผมก็คุยกับคุณอู่เย่ครับ ผมนับถือเหมือนเพื่อนธรรมและรุ่นพี่เลยครับ
ปล: ทุกคนอย่าเข้าใจผิดกันนะครับ ไม่ได้ทะเลาะหรือมีปัญหากันเลยครับ :):):):):):):)
หนุ่มทิพย์
16-11-2004, 11:50 PM
ผมก็นับถือเป็นเสมือนอาจารย์ ที่ให้ความกระจ่างในธรรมทั้งหลายทั้งปวง แม้ว่าจะมีพวกที่ไม่ค่อยเชื่อในเรื่องเหล่านี้ก็ตาม(เจอมาป่วนเยอะ) แต่ยังไงก็แล้วแต่ พวกเราทั้งหลายที่มาอยู่รวมกัน ณ ที่แห่งนี้ อดีตชาติก่อนๆคงทำกรรมร่วมกันมา แม้ว่าจะอยู่กันคนละที่ก็ตามที
ณฐมณฑ์
16-11-2004, 11:51 PM
:) (i) (*)
อู่เย่
17-11-2004, 12:26 AM
เอ๊ามาว่าเรื่องกรรมฐานกันต่อมีแต่พี่ๆน้องๆ จิตใจปรารถนาให้เจริ_ในธรรมด้วยกันทั้งนั้น แบบนี้แหละเวปบอร์ดอันสร้างสรรค์
ใครเข้ามาป่วนพี่ณฐมณฑ์กับพี่ปาริสัชชา ขออย่าเลยนะครับ เขาเรียนกรรมฐานกันอยู่ (kiss)
Candle
17-11-2004, 08:03 AM
ขอบคุณ และ อนุโมทนา ด้วยครับ คุณณฐมณฑ์ และ คุณปาริสัชชา ดีใจนะครับที่มีผู้ที่มีความรู้/เข้าใจ และผู้ที่มีต้องการจะเข้าถึงในธรรมมากันเยอะๆอย่างนี้ มาแลกเปลี่ยน มาให้ความรู้กันและกัน ผมรู้สึกดีจริงๆครับ ขอบคุณ และขอบคุณครับ คุณทั้ง2
(f) :cool:
potisad
17-11-2004, 10:42 AM
กรุณาช่วยสงเคราะห์หน่อยนะครับ
ผมนายโกศล ครับ นามสกุล มีความหมายว่า ไม่มีแสงใดให้ความสว่างได้เสมือเหมือนปั__า เกิดวันเสาร์ครับ เดือน๗ ครับ E-mail potisad@ikydot.com หรือ anapanus2@chaiyo.com ครับ
ปกติผมจะหนักไปทาง อานาปานัสสติ กสินไม่ค่อยได้เล่นครับ ช่วยสงเคราะห์ทูลถามองค์สมเด็จภควัน ด้วยนะครับ
ขอขอบคุณครับ
Star Platinum
17-11-2004, 02:18 PM
วันนี้ซื้ออ่างมาแล้วครับ มีสีขาว สีดำและใส ผมอยากให้คุณปาริสัชชาหรือคุณณฐมณฑ์ช่วยกรุณาดูให้อีกทีนะครับว่าจะใช้อ่างไหนดีที่สุดครับ คือผมกังวลว่าถ้าใช้อ่างขาวผมก็กลัวว่าจะไปซำ้กับโอทากสิณ หรือสีดำซ้ำกับนีลกสิณน่ะครับ
ขอบพระคุณอีกครั้งนะครับ
piromsuparp
17-11-2004, 02:37 PM
ขอความอนุเคราะห์คุณณฐมนฑ์ทูลถามองค์สมเด็จพระชินสีห์ว่า จริตผมควรปฏิบัติกรรมฐานกองไหน ขอบคุณครับ
ณฐมณฑ์
17-11-2004, 11:30 PM
เรียนทุกท่านที่ให้ดิฉันทูลถามพระพุทธองค์เรื่องกรรมฐานกองที่เหมาะสมนะคะ
ดิฉันจะตั้งกระทู้ใหม่ตอบเรื่องกองกรรมฐานต่อท่านอีกที ในหมวดอภิ__านี้นะคะ อาจจะอีกประมาณ 10 วันหรือกว่านั้นจะตั้งกระทู้ดังกล่าวค่ะ
ขออภัยที่ทำให้รอนะคะ
คุณStar Platinumคะ
ไม่มีใครเข้าใจผิดแล้วนะคะ :)
คุณโพสต์ภาพอ่างใส่น้ำสำหรับฝึกกสิณน้ำ ดิฉันดูอ่างทั้ง 3 แบบแล้วค่ะ
ขอเสนอว่าควรตัดอ่างแบบใสออกไปเพราะจะทำให้มองทะลุไปที่พื้นได้ง่าย จะมีภาพรบกวน ยากต่อการจำเฉพาะน้ำค่ะ
ส่วนอ่างใส่น้ำสีดำ หรือสีขาวก็ใช้ได้ทั้งนั้น แล้วแต่คุณชอบนะคะ แล้วแต่ว่าอ่างใดคุณมองแล้วเห็นภาพน้ำได้สบายตาสบายใจก็ใช้ได้เลยค่ะ
เปรียบเสมือนว่าอ่างหรือชามนี้เป็นบึงนะคะ ก้นบึงจะเป็นดินสีอะไรก็สุดแท้แต่...
อย่างไรเราก็มองแต่น้ำใช่ไหมคะ
ดังนั้นชามสีอะไรก็ใช้ฝึกได้ (ตามความเห็นดิฉันเห็นว่าควรเป็นชามทึบ) เหมือนเป็นบ่อน้ำบ่อใดก็ได้ ที่คุณStar Platinumรู้สึกว่าชอบมองน้ำบ่อนั้น สบายใจที่จะมองน้ำในบ่อนั้นน่ะค่ะ ก็ใช้บ่อน้ำนั้นฝึกนั่นเองค่ะ
Gif animation
18-11-2004, 06:08 AM
เสาร์เดือนเจ็ดราคะจริต
Star Platinum
18-11-2004, 08:23 AM
ขอบพระคุณมากครับ ผมจะพยายามฝึกฝนต่ออย่างเต็มที่ครับ
chaimongkol2
19-11-2004, 05:48 PM
ผมเองมีความสงสัยในตัวเองมานานแล้วว่ากสิณอันไหนที่จะเหมาะกับตัวเองรบกวนคุณ ณฐมณฑ์ช่วยสงเคราะห์หน่อยครับและอยากทราบเราเคยเจอกันบ้างไหมในชาติก่อนๆ
จะลองไปฝึกอานาปานสติดูก่อนนะครับ
ณฐมณฑ์
19-11-2004, 08:01 PM
คุณwitคะ
ดีเลยค่ะ เห็นด้วย... ขออนุ_าตทบทวนนะคะว่า...
อานาปานสติเป็นกรรมฐานกองที่เป็นพื้นฐานของการฝึกกรรมฐานกองอื่นค่ะ จะฝึกกองใดก็ต้องมีพื้นจากอานาปานสติด้วยเสมอ
ฝึกได้เลยนะคะ และควรทำให้ต่อเนื่องทุกวัน เนื่องจากการทำสมาธิทุกวันจะทำให้ทรงอารมณ์ง่ายขึ้นเรื่อยๆ และพัฒนาการเข้าฌานได้ลึกขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ
ในขณะเดียวกัน ถ้าคนเราเว้นช่วงปฏิบัตินานๆ ก็จะคล้ายว่าเป็นการตั้งต้นใหม่น่ะค่ะ
ดิฉันเคยเขียนเกี่ยวกับอาปานสติไว้ที่นี่นะคะ หากจะเป็นที่สนใจ...
http://www.palungjit.com/board//showthread.php?s=&threadid=278
นอกจากนี้ ตอนก่อนหลับ ขอเสนอแนะให้นอนภาวนาคำว่า"พุทโธ" หรือคำภาวนาใดก็ได้ที่คุณถนัดไปเรื่อยๆ จนหลับนะคะ
ควรทำก่อนหลับทุกคืน จะเพิ่มโอกาสหลับในฌานค่ะ
คุณchaimongkol2 คะ
ดิฉันจะตั้งกระทู้ใหม่ตอบเรื่องกรรมฐานกองที่เหมาะสมแก่คุณchaimongkol พร้อมๆ กับตอบหลายท่านที่ฝากดิฉันทูลถามพระพุทธองค์ค่ะ
จะตอบในหมวดอภิ__านี่อีกประมาณ 10 วันข้างหน้านะคะ
(เราเคยพบกันในสมัยอยุธยาค่ะคุณchaimongkol2)
อุอุ อนุโมทนาบุ_กุศลใน กระทู้นี้
ขออภัยผู้ที่กำลังศึกษาธรรมทุกๆ ท่านนะครับ
ผมรอคำตอบของผมเหมือนกัน....คร๊าบพ๊ม
เรียนผู้ทรงฌาน ...ผู้มีเกียรติอันสูงส่ง.. หามีผู้ใดทัดเทียมได้
กรุณาตอบคำถามผมด้วยครับ....
หรือไม่กล้าตอบครับ?
ไม่ต้องกล้วผิดหรอกครับ ... ?
ถ้าเปิดตำราไม่ทัน... ก็ไม่เป็นไรครับ พร้อมตอบเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ว่ากัน?
ณฐมณฑ์
19-11-2004, 10:29 PM
ขอรำพึงรำพันในสายลมว่า....
บางครั้ง...การไม่ตอบ ก็เป็นคำตอบประเภทหนึ่ง
Originally posted by ณฐมณฑ์
ขอรำพึงรำพันในสายลมว่า....
บางครั้ง...การไม่ตอบ ก็เป็นคำตอบประเภทหนึ่ง
ไม่บอกไม่รู้นะเนี่ย....ขออภัยที่ล่วงเกิน
ไม่รบกวนละครับ ...
โยโย่
19-11-2004, 10:58 PM
สำหรับ การตอบ ข้อสงสัย ของ โยโย่ ที่มี มา นาน
พอดี ผม ไปดู หน้าเวบ บอร์ด เรื่อง การฝึก อโลกสิณ
อยากถาม ว่า ผม จะหา อุปกรณ์ ที่จะมาฝึก อโลกสิณ แล้ว สร้าง ยังไงครับ ให้ สามารถ มองแสง ที่ ออก จาก ช่อง สำหรับ การฝึกครับ
อยากฝึกให้เก่งๆ ไปเลย
ขอบพระคุณ มากๆครับ
ปาริสัชชา
20-11-2004, 02:48 AM
เรียน...คุณโยโย่ครับ ไม่ต้องเรียกอาจารย์ก็ได้ครับ ผมกลัวว่าเดี๋ยวกิเลสมันจะกำเริบครับ...
การฝึกอาโลกสิน หรือการมองแสงสว่างจริงๆไม่ต้องใช้อะไรมากครับ หาโคมไฟแสงนวลทรงกลมมามองดู (แบบไม่ให้เห็นไส้นะครับ)
หรือที่ผมถนัดก็คือ ผมมองพระพุทธรูปทอง หรือพระพุทธรูปแก้วใส หรือลูกแก้วใสก็ได้ แล้วข้างๆก็มีหลอดไฟวางคู่กันเพื่อให้แสงสว่างกับพระพูทธรูป หรือลูกแก้ว ...
พอมองดูแล้วก็หลับตา ใช้ใจจำภาพให้ได้ ทำอยู่อย่างนี้ แรกๆก็ทำในห้องพระก่อน พอจำได้ในระยะหนึ่งแล้ว ก็ทรงภาพที่เห็นไว้ในใจให้ได้ตลอดเวลา ยืน เดิน นั่ง นอน ...
คำว่าทำตลอดเวลานี่ เวลาทำงาน หรือพูดคุยอะไร ก็แค่ระลึกเห็นไปด้วย แต่ไม่ใช่เพ่งจิตมาที่นิมิตจนอย่างเดียว เดี๋ยวจะทำอะไรไม่ได้นะครับ คือแค่ระลึกรู้ถึงภาพนิมิตไปด้วยแบบเบาๆ...
ตรงนี้ต้องมีใจที่รักในภาพนิมิตนี้นะครับ รู้สึกว่าเหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของเรา ก็เหมือนเราต้องหายใจนั่นแหละครับ ...
และพอช่วงว่างเมื่อไหร่ก็กำหนดจิตถึงนิมิตให้ชัดขึ้น ... ทำอย่างนี้ต่อๆไปเรื่อยๆครับ แล้วต่อไปจะเล่นกับภาพนิมิตนี้ได้ คือเลื่อนภาพไปทางไหนก็ได้ หรือจะย่อจะขยายก็ได้ มันจะคล่องขึ้นเองครับ
ต่อๆไปภาพนิมิตจะเริ่มหยุดนิ่งและชัดมากขึ้น เท่ากับหรือยิ่งกว่าตาเห็นซะอีก พอชัดจนถึงระดับหนึ่งลักษณะของภาพจะค่อยๆใสขึ้น จนใสอย่างมาก ... เมื่อใสถึงที่สุด ก็ลองทรงภาพให้อยู่ได้นานที่สุด ก็ทำอยู่อย่างนี้แหละครับไปเรื่อยๆกลับไปกลับมา ...
ขออนุญาตตอบสั้นๆไว้แค่นี้ก่อนนะครับ ... ขอให้ฝึกสำเร็จได้อย่างรวดเร็วนะครับ ผมเป็นกำลังใจให้ครับ :)
chaimongkol2
20-11-2004, 09:26 AM
ขอบคุณมากครับผมจะรออีกประมาณ10วัน
Aloha
20-11-2004, 09:44 AM
Originally posted by ณฐมณฑ์
คุณwitคะ
ดีเลยค่ะ เห็นด้วย... ขออนุญาตทบทวนนะคะว่า...
อานาปานสติเป็นกรรมฐานกองที่เป็นพื้นฐานของการฝึกกรรมฐานกองอื่นค่ะ จะฝึกกองใดก็ต้องมีพื้นจากอานาปานสติด้วยเสมอ
ฝึกได้เลยนะคะ และควรทำให้ต่อเนื่องทุกวัน เนื่องจากการทำสมาธิทุกวันจะทำให้ทรงอารมณ์ง่ายขึ้นเรื่อยๆ และพัฒนาการเข้าฌานได้ลึกขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ
ในขณะเดียวกัน ถ้าคนเราเว้นช่วงปฏิบัตินานๆ ก็จะคล้ายว่าเป็นการตั้งต้นใหม่น่ะค่ะ
ดิฉันเคยเขียนเกี่ยวกับอาปานสติไว้ที่นี่นะคะ หากจะเป็นที่สนใจ...
http://www.palungjit.com/board//showthread.php?s=&threadid=278
นอกจากนี้ ตอนก่อนหลับ ขอเสนอแนะให้นอนภาวนาคำว่า"พุทโธ" หรือคำภาวนาใดก็ได้ที่คุณถนัดไปเรื่อยๆ จนหลับนะคะ
ควรทำก่อนหลับทุกคืน จะเพิ่มโอกาสหลับในฌานค่ะ
คุณchaimongkol2 คะ
ดิฉันจะตั้งกระทู้ใหม่ตอบเรื่องกรรมฐานกองที่เหมาะสมแก่คุณchaimongkol พร้อมๆ กับตอบหลายท่านที่ฝากดิฉันทูลถามพระพุทธองค์ค่ะ
จะตอบในหมวดอภิญญานี่อีกประมาณ 10 วันข้างหน้านะคะ
(เราเคยพบกันในสมัยอยุธยาค่ะคุณchaimongkol2)
คุณทั้งสอง เห็นไปตอบกระทู้ชาวบ้านเขา ทุกวัน
ทำไมกระทู้ตัวเองต้องรอ10 วันจ๊ะ
chaimongkol2
20-11-2004, 10:11 AM
บางทีเวลาปิดตาจะเห็นจุดสว่างคล้ายกับดาวแต่พอตั้งใจมองจะหายไปพอไม่ตั้งใจถึงจะเห็น...เวลานั่งจับลมหายใจบางทีก็มา...
แต่พอไปเพ่งให้ชัดก็จะหายไป..ส่วนมากอยู่ได้ไม่นาน
บางคนว่าเป็นนิมิตหลอก...เรียนถามคุณปาริสัชชา ..แนะนำหน่อยครับ
ว่าจะทำอย่างไรดี
พัฑรา
20-11-2004, 03:25 PM
(f) (kiss)
สารภาพว่าเพิ่งเข้ามาก็วันนี้ล่ะค่ะ เพราะโดยพื้นฐานเป็นคนขี้เกียจและกลัวผีด้วย :boo:
กำลังจะตั้งใจจริงแล้วล่ะค่ะ คงเกิดจากความรักนำทาง เป็นกำลังใจให้ทั้ง 2 ท่าน และพักผ่อนกันบ้างนะคะ
ณฐมณฑ์
20-11-2004, 06:44 PM
Originally posted by Aloha
คุณทั้งสอง เห็นไปตอบกระทู้ชาวบ้านเขา ทุกวัน
ทำไมกระทู้ตัวเองต้องรอ10 วันจ๊ะ
ขอบคุณมากเลยค่ะ ที่ถามมา (ไม่ได้ประชดนะคะ) :)
ถ้าสงสัย ถามมาตรงๆ อย่างนี้แหละดี
ดิฉันมีนิสัยตรงไปตรงมาคนนึงเช่นเดียวกันค่ะ
ขอเรียนตามตรงว่า...
ส่วนให_่ดิฉันมักจะอยู่กับกระทู้กรรมฐานและ/หรือการฝึกจิต
จะไปกระทู้บันเทิงน้อยมาก (ไม่ได้ว่ากระทู้บันเทิงไร้สาระแต่อย่างใดนะคะ ที่นั่นดิฉันเคยไปคุยเล่นบ้าง ถือว่าเป็นการพักผ่อนจิตใจเหมือนนั่งในห้องประชุม แล้วก็ไปนั่งโล้ชิงช้าในสวนนั่งเล่นบ้าง)
บางกระทู้น่าโมทนา ดิฉันก็เข้าไปสาธุกับเขาด้วยใจจริง
อาจจะดูว่าดิฉันบกพร่องในหน้าที่ของตนในสายตาบางท่านก็เป็นไปได้ เหมือนว่ารับปากเขาแล้วก็ไม่ทำให้เต็มที่
ทว่า...คืออย่างนี้นะคะ
เกณฑ์การตอบข้อความต่างๆ ของดิฉันคือว่า เรื่องจริงจังอย่างเรื่องการอธิบายกรรมฐาน หรือเรื่องใดที่ต้องตอบอย่างรอบด้าน (ไม่ว่าในกระทู้ หรือในPM หรือในอีเมล์) ดิฉันจะตอบเมื่อสมองและจิตใจพร้อมที่สุด แต่เรื่องทั่วๆ ไปก็จะสามารถตอบในสภาวะทั่วๆ ไปได้ค่ะ ร่างกายอาจจะล้าแรงไปบ้าง ก็ยังตอบได้ไม่ยาก
อย่างPMของ"คุณลูกพระ"ที่แสนดีซึ่งดิฉันอยากตอบมากๆ หรือPMบางฉบับที่ถามเรื่องกรรมฐานที่ลึกมากๆ ดิฉันก็ผลัดวันประกันพรุ่งกับเขา เพราะเรื่องบางเรื่องไม่สามารถจะตอบไปง่วงไปได้
ต้องขออภัยทุกท่านที่ดิฉันกับคุณปาริสัชชาอาจจะไม่ได้ตอบในกระทู้หลักของตนทันท่วงที
ก็เพราะนอกจากการตอบ PMบางวันเป็นสิบชั่วโมงรวด(ด้วยความเต็มใจที่มีผู้สนใจกรรมฐาน)
แล้วก็ต้องตอบเมล์วันละอีกหลายฉบับซึ่งเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติธรรม
ด้วยพลังงานอันน้อยนิดของดิฉัน ดิฉันก็ไม่กล้ามาตอบกระทู้ในเรื่องสำคั_แบบคนอ่อนแรงนะคะ เนื่องจาก ถ้าตอบพลาดแล้วมันจะเสียหายกว่ากระทู้ที่เข้าไปคุยเล่นๆ แน่นอน
ดิฉันต้องพักฟื้นแรงกาย หรือพักสมองตามประสาผู้มีสังขารอันไม่เที่ยงเป็นธรรมดา
แล้วเรื่องสำคั_ๆ อย่างการทูลถามพระพุทธองค์
ดิฉันไม่อาจจะไม่ให้เกียรติท่านหรือก่อบาปใส่ตัวโดยการทำแบบสุกเอาเผากินได้หรอกค่ะ ดิฉันขอเรียนด้วยความจริงใจนะคะ กรณีสำคั_มากเช่นนี้ ถ้าคิดจะทำแบบไม่ตั้งใจแล้ว ไม่ทำเลยเสียจะเป็นการดีกว่า
(แต่ดิฉันไม่มีนิสัยทำอะไรแบบสุกเอาเผากินอยู่แล้ว ไม่ว่าในเรื่องใด)
การใช้กำลัง_าณตอนร่างกายล้านั้นอุปาทานกินได้ง่ายค่ะ ท่านใดที่มี_าณคงยันยืนประการนี้ได้ดี
ดิฉันจะตรวจสอบเรื่องกรรมฐานกองที่เหมาะแก่ท่าน 3 รอบนะคะ
คือดิฉันจะทูลถามเบื้องบนด้วย 1.มโนมยิทธิแบบเต็มกำลัง 2.กสิณแสงสว่าง 3.คุณปาริสัชชาจะทูลถามตามวิธีที่พี่เขาถนัด
ทั้งนี้ ปัจจุบันดิฉันทูลถามสำหรับบางท่านราวๆ 20 ท่านไป 1 รอบแล้ว (แต่ยังเหลือบางท่านที่ฝากดิฉันมาระยะหลังๆนี้)
และคุณปาริสัชชาก็ทูลถามเมื่อคืนไป 1 รอบแล้ว เพราะหลังๆ มานี้พี่เขาก็ไม่ค่อยแข็งแรงเต็มที่ในช่วงนี้เช่นกันค่ะ
จะรอตรวจให้ครบสามรอบจึงจะแจ้งท่านค่ะ
ในกรณีคุณStar Platinum นั้น ดิฉันอาจจะกำหนดดูนิมิตรได้ชัดก็เพราะฟ้าเปิดเป็นกรณีพิเศษค่ะ
หลังๆ มานี้ ดิฉันหลับวันละสาม-สี่ชั่วโมงได้มั้งคะ และทราบมาว่าคุณปาริสัชชาหลับน้อยกว่านั้น ดิฉันไม่อาจจะอธิบายได้ทั้งหมด เกรงท่านที่อ่านบางท่านจะนึกว่าท่านรบกวนดิฉัน ซึ่งไม่อยากให้คิดเช่นนั้น ดิฉันสุขใจเสมอที่เห็นท่านรักการปฏิบัตินะคะ
ขอเรียนว่าดิฉันดีใจ เต็มใจจะเกื้อกูลท่านที่มีเจตนาจะปฏิบัติธรรมจริงๆ
ดิฉันไม่ได้มาเพื่อจะเป็นที่รู้จักหรือหวังสิ่งใดมากไปกว่าความรู้สึกดีๆ ที่ได้เกื้อกูลท่านที่รักกรรมฐาน ได้เกื้อกูลมนุษย์ผู้มีศักยภาพที่จะเป็นพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ในอนาคต และคำพูดนี้ ดิฉันมิได้เขียนเกินความจริง...
ทุกท่านที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ล้วนมีศักยภาพนี้ตามแต่บารมีของตน
บางท่านอาจคลางแคลงในตัวดิฉันหรือคุณปาริสัชชาก็เป็นไปได้ แต่ดิฉันก็เชื่อว่าหลายท่านมองเห็นความบริสุทธิ์ใจของดิฉันและคุณปาริสัชชา
นอกจากนี้ ดิฉันเชื่อว่าฟ้ามีตานะคะ เบื้องบนทราบดีว่าใครเป็นอย่างไร
ดิฉันยืนยันได้หนักแน่นว่าตนเองเป็นผู้หนึ่งในโลกใบนี้ที่ละอายต่อบาปเป็นนิสัย ดิฉันก็บอกไปตามความจริง และความจริงก็ย่อมคือความจริง
ก่อนจะเข้าเรื่องกรรมฐาน ขอบอกเพิ่มอีกหน่อยว่า...
ตามที่เคยบอกว่าดิฉันเจตนาจะเข้ามาเวปบอร์ดนี้เพียงชั่วคราว ดิฉันก็ยังยืนยันเจตนานั้น งานของดิฉันในที่แห่งนี้ใกล้จบแล้วค่ะ
และดิฉันมีงานต้องไปพัฒนา-ต้องขัดเกลาตนเองอีกตลอดชีวิต ซึ่งนั่นย่อมเป็นหน้าที่สามั_ยิ่งของมนุษย์เราทุกคนอันพึงกระทำ
ดิฉันมาเวปบอร์ดแห่งนี้อย่างจริงใจและบริสุทธิ์ใจ อยู่..และจะไปอย่างอย่างจริงใจและบริสุทธิ์เหมือนเมื่อมา...
และเชื่อว่าคุณปาริสัชชาที่เมตตามาช่วยดิฉันก็บริสุทธิ์ใจเท่าๆ ดิฉัน
การเข้ามาที่นี่ มีผู้โมทนาบ้าง ให้กำลังใจบ้าง ปรามาสบ้าง ท้าทายบ้าง คลางแคลงใจบ้าง
ก็เป็นประสบการณ์ที่พึงนำมาพิจารณาธรรมไปด้วยสำหรับตน
ดิฉันรักความเงียบสงบตลอดมา และต้องการใช้ชีวิตเช่นนั้นตลอดไป
เพื่อบรรลุเจตนาทางธรรมที่เพียรมาหลายภพชาติแล้ว อันเป็นสิ่งที่ตนตั้งใจไว้สูงสุด
กรรมใดที่ดิฉันและคุณปาริสัชชากระทำแล้วท่านเห็นว่าดี ขอให้ร่วมโมทนาเถิดนะคะ
แต่กรรมใดที่ดิฉันล่วงเกินท่านใดโดยไม่เจตนาประการใดก็ตาม ขอให้อโหสิกรรมแก่ดิฉันด้วย
ขอให้ทุกท่านเจริ_ในธรรมยิ่งๆ ขึ้นนะคะ
หนุ่มทิพย์
20-11-2004, 06:55 PM
ไม่อยากให้จากไปเลย คอยอยู่เป็นที่ปรึกษาทางด้านการปฏิบัติธรรมสมาธิ วิปัสนา ในเวปบอร์ดแห่งนี้ตลอดไปมิได้เหรอครับ เศร้าจัง:'(
Aloha
20-11-2004, 07:19 PM
ขอไปเปิดตำราก่อน .. ตั้งตัวไม่ติดอ่ะ
สอบถามกันมา มากมาย จนไม่ได้หลับไม่ได้นอน
prarahu
20-11-2004, 08:06 PM
ขออนุโมทนาในกุศลเจตนาของคุณณฐมณฑ์และคุณปาริชสัชชา
ขอให้อยู่ชี้ทางสว่างให้กับชาวพลังจิตต่อไปเถอะครับ
ผมเองยังรอคำตอบจากคุณณฐมณฑ์อยู่และผมพอจะทราบว่าคุณ
ณฐมณฑ์บำเพ็_บารมีมาแล้วมากมายหลายแสนกัปป์
ช่วยดึงให้พวกเราได้เห็นฝั่งพระนิพพานบ้างเถอะครับ
ขออนุโมทนาสาธุการครับ
NanoProbe (นาโนโพรบ)
20-11-2004, 08:53 PM
คุณณฐมณฑ์/คุณปาริสัชชา ที่นับถือ
การทำดีย่อมต้องมี คนชอบใจ หรือ ไม่ชอบใจ เป็นธรรมดา โลกธรรม8 ครับ หลวงพ่อฤาษียังเคยโดน เราลูกศิษย์ท่านคงต้องทำใจ
ผมตามอ่านกระทู้นี้มาตลอด อ่านละเอียดบ้างไม่ละเอียดแบบทุกอักขระ เพราะบางท่านไม่ได้ขัดข้องในจุดที่ผมขัดข้อง ก็อ่านข้ามไปบ้างแต่ก็ได้ใจความมาตลอด
ผมบอกได้ว่าคุณทั้งสอง ตอบตามจริงตามกำลังที่รู้มา ตอบด้วยความมี หิริโอตตัปปะ และ มีความจริงใจ
หลายๆท่านที่ตามอ่านคงเห็นตามนี้
ผู้ที่เขียนทักท้วงด้วยความไม่รู้ แต่มีความสุภาพ แบบนี้คุยกันดีเหมือนบัณฑิตคุยกัน ดั่งพระนาคเสนคุยกับพระมิลิน ยิ่งคุยยิ่งได้ปั__า
ผู้ที่เขียนมาหาความรู้ ควรตักตวงกันก่อนที่ คุณณฐมณฑ์/คุณปาริสัชชา จะหยุดตอบ นะครับ
(f) (f)
NanoProbe (นาโนโพรบ)
20-11-2004, 08:55 PM
ลืมไปครับ
มอบดอกไม้ให้ท่านละ 1 ช่อ
(f) (f)
อยากถามคุณณฐมณฑ์ครับ ว่าหลักการปฎิบัติธรรมในwww.thammatipo.com เป็นอย่างไรบ้างครับ ถูกหรือผิดประการใดเพราะผมก็ทำวิธีนี้มาก่อน ช่วยแนะนำด้วยครับ ที่ถามเพราะอยากทราบความคิดเห็นของผู้ปฎิบัติธรรมท่านอื่นบ้างครับ ถ้าดีหรือไม่ดีประการใดจะได้นำมาปฎิบัติเพิ่มเติมครับ ส่วนการภาวนากับดูลมหายใจจะใช้กำหนดที่กลางทรวงอกเป็นฐานได้รึเปล่าครับ
ดวงดาว
21-11-2004, 03:21 AM
(y) คุณ ณฐมณฑ์, (y)คุณ ปาริสัชชา
(*) (*) (*) (*) (*)
(b-flower)
santosos
21-11-2004, 08:57 AM
ฌาน เป้นเรื่องของโลกีย์วิสัย ควรทำต่อ ตัดกายตามหลวงพ่อฤาษี
การที่สอนคนเรื่องฌาน เป็นการแสดงความเป็นโลกีย์วิสัย
ผมขอเสนอ ให้ตรวจดู ว่าเรารู้รอบตามหลวงพ่อฤาษีหรือยัง
วิปัสสนา หลวงพ่อฤาษีสอนตัดกาย ควรลองพิจารณา
ผมเองเป็นคนนึงที่ทำอยู่ และรู้เรื่องฌาน จึงรู้ว่ามันไม่คงที่
ควรเข้าวิปัสสนา จึงลองทำ และ เสนอคุณทำวิปัสสนาให้ยิ่งๆขึ้น
ณฐมณฑ์
21-11-2004, 01:42 PM
Originally posted by chaimongkol2
บางทีเวลาปิดตาจะเห็นจุดสว่างคล้ายกับดาวแต่พอตั้งใจมองจะหายไปพอไม่ตั้งใจถึงจะเห็น...เวลานั่งจับลมหายใจบางทีก็มา...
แต่พอไปเพ่งให้ชัดก็จะหายไป..ส่วนมากอยู่ได้ไม่นาน
บางคนว่าเป็นนิมิตหลอก...เรียนถามคุณปาริสัชชา ..แนะนำหน่อยครับ
ว่าจะทำอย่างไรดี
ขออนุ_าตตอบแทนคุณปาริสัชชานะคะ
ถ้าฝึกกสิณแสงสว่าง หลับตาหรือลืมตาแล้วเห็นจุดสว่างแสดงว่าเริ่มได้อุคหนิมิตรแล้วค่ะ
แต่ทั้งนี้ ในการฝึกกสิณกองใดก็ตาม นักปฏิบัติจะไม่นับนิมิตรที่ลอยมาเอง จะใช้แต่อุคหนิมิตรที่เราสร้างขึ้นเองค่ะ
สำหรับกสิณทุกกองนั้น เมื่อได้อุคหนิมิตรแล้ว วิธีทรงอุคหนิมิตรให้อยู่นานจนเป็นปฏิภาคนิมิตร มีดังนี้
1.ถ้าหลับตากำหนดอุคหนิมิตร อย่าเผลอใช้ตามองค่ะ เพราะนิมิตรใดก็ตามนั้นเราจะเห็นแบบกึ่งตากึ่งใจเห็น คล้ายๆ เห็นจากหางตาก็คล้ายค่ะ ถ้าเผลอปรับใช้ตามอง ภาพจะหาย
2.แต่ถ้า"ลืมตา"กำหนดอุคหนิมิตร จะเห็นด้วยตาเนื้อเป็นดวงลอยจางๆ อยู่ในอากาศ ให้ใช้อารมณ์ใจแผ่วๆ มองต่อไป(ไม่เพ่งมองค่ะ)
ขณะมอง ใจไม่วอกแวกไปทางอื่น ใจอยู่กับอุคหนิมิตร อุคหนิมิตรก็จะใสขึ้น แล้วใสจนเป็นประกายตามธรรมชาติของอารมณ์ฌานเมื่อถึงฌานสี่ค่ะ
ณฐมณฑ์
21-11-2004, 01:48 PM
เห็นด้วยค่ะว่าสมถกรรมฐานควรปฏิบัติควบคู่กับวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อให้เกิดปั__ารู้เท่าทันตามความจริงแท้ที่มีอยู่ในธรรมชาติ
และการมีวิปัสนา_าณจึงจะเข้าถึงความหลุดพ้นได้
ฌานในสมถกรรมฐานเป็น"เครื่องมือได้"ดังนี้
1.ระหว่างอยู่ในฌานจะเป็นการระงับกิเลสชั่วคราวเพื่ออาศัยจังหวะจิตใสนี้น้อมมาพิจารณาไตรลักษณ์ และพิจารณาตัดความยึดมั่นในกายแบบวิปัสสนาได้ดี
2.กำลังสมถกรรมฐานเป็นกำลังที่ใช้เพื่อความเป็นทิพย์ได้ และความเป็นทิพย์ เช่น ทิพจักขุ_าณ ก็เป็นเครื่องมือพิเศษอีกอันที่ใช้เพื่อการเข้าถึงธรรมได้กว้างไกล และรวดเร็วขึ้นค่ะ
เช่น การเห็นชาติภพของตนหลายชาติ เห็นความไม่เที่ยงของฐานะ สถานภาพ คือ เคยรวยบ้าง จนบ้าง เป็นคนบ้าง เป็นเทวดาบ้าง เป็นสัตว์บ้าง ก็จะคลายความยึดมั่นในตนได้ดี ไม่ยึดติดว่าตนดีกว่าใคร แต่เข้าใจว่าเป็นสภาวะจังหวะกรรมส่งผลในช่วงนั้นๆ ให้คนเราและสัตว์โลกแตกต่างกันไป เป็นต้น
ณฐมณฑ์
21-11-2004, 01:51 PM
ขอบคุณมากนะคะสำหรับกำลังใจจากหลายท่าน (f)
Star Platinum
21-11-2004, 03:21 PM
ขอถามคุณณฐมณฑ์หรือคุณปาริสัชชาอีกนิดหนึ่งนะครับ มีข้อควรระวังอะไรสำหรับการรักษากสิณไหมครับ ผมเคยอ่านเจอในหนังสือว่าไม่ควรมองแสงอาทิตย์ ไม่ทราบว่าจริงเท็จแค่ไหนครับ
ขอบพระคุณครับ
(f)
ปาริสัชชา
21-11-2004, 03:47 PM
ขออภัยที่ผมหายไป ๑ วัน ผมเพิ่งจะแก้ไวรัสเสร็จครับ ... :)
ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณทุกๆท่านที่เป็นกำลังใจให้ทั้งผมและก็คุณณฐมณฑ์เป็นอย่างสูงนะครับ .... ผมขอมอบดอกไม้ให้ทุกท่านเช่นกันครับ ... (f)
ปาริสัชชา
21-11-2004, 04:16 PM
Originally posted by Aloha
ขอไปเปิดตำราก่อน .. ตั้งตัวไม่ติดอ่ะ
สอบถามกันมา มากมาย จนไม่ได้หลับไม่ได้นอน
ผมสละเวลาส่วนตัวที่จะไปปฎิบัติธรรมบนเขา เพื่อมาบำเพ็ญความดี ได้พักผ่อนแค่สองสามชั่วโมงต่อวัน...
คำตอบทั้งหมดก็มาจากประสบการณ์ คำว่าประสบการณ์ก็รวมทั้งการได้อ่าน การได้สนทนาและอบรมมากับท่านผู้รู้ และจากการปฎิบัติจนเกิดความเข้าใจ....
หรือหากแม้นว่าผมจะไปค้นตำรามาอ่านให้ท่านฟังจริงๆ ท่านก็ยังมองไม่เห็นสะเก็ดความดีบ้างเลยหรือครับ คุณAloha?
ปาริสัชชา
21-11-2004, 04:25 PM
Originally posted by Star Platinum
ขอถามคุณหรือคุณปาริสัชชาอีกนิดหนึ่งนะครับ มีข้อควรระวังอะไรสำหรับการรักษากสิณไหมครับ ผมเคยอ่านเจอในหนังสือว่าไม่ควรมองแสงอาทิตย์ ไม่ทราบว่าจริงเท็จแค่ไหนครับ
ขอบพระคุณครับ
(f)
เรียน คุณStar Platinum ครับ ... ตามตำราว่าไว้ ผู้ที่ได้อุคหนิมิตใหม่ๆ พึงต้องระวังรักษาเป็นอย่างยิ่ง และไม่ควรมองย้อนแสงอาทิตย์จ้าๆ เพราะอาจจะทำให้นิมิตที่ได้เสื่อมไป
แต่ในกรณีที่เจริญกสินด้วยการมองดวงอาทิตย์แบบโยคีนั้น ท่านจะมองดวงอาทิตย์เฉพาะช่วงรุ่งอรุณ และยามอัสดงเท่านั้น แต่ระวังตาจะเสียนะครับ เพราะยังไงก็ยังมีรังสีมากมายที่จะทำลายดวงตาได้ครับ
ขอบคุณมากจริงๆครับ (f) และผมขอโมทนากับความตั้งใจในการปฎิบัติจริงด้วยนะครับ (y)
ปาริสัชชา
21-11-2004, 04:43 PM
Originally posted by wit
อยากถามคุณณฐมณฑ์ครับ ว่าหลักการปฎิบัติธรรมในwww.thammatipo.com เป็นอย่างไรบ้างครับ ถูกหรือผิดประการใดเพราะผมก็ทำวิธีนี้มาก่อน ช่วยแนะนำด้วยครับ ที่ถามเพราะอยากทราบความคิดเห็นของผู้ปฎิบัติธรรมท่านอื่นบ้างครับ ถ้าดีหรือไม่ดีประการใดจะได้นำมาปฎิบัติเพิ่มเติมครับ ส่วนการภาวนากับดูลมหายใจจะใช้กำหนดที่กลางทรวงอกเป็นฐานได้รึเปล่าครับ
เรียนคุณ wit ครับ ... เดี๋ยวผมขอเข้าไปอ่านที่ลิงค์มาก่อนนะครับ เดี๋ยวผมมาตอบครับ
chaimongkol2
21-11-2004, 04:53 PM
ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมคนดีมีวิชาถึงไม่อยากเปิดเผยตัว
โดนรุมทึ้งด้วยคำถามนานาชนิดบางคนติดขัดจริงๆ
บางคนถามเล่นๆบางคนกลับพูดว่าให้เสียกำลังใจ
จึงขออนุโมทนาทั้ง 2 ท่านที่มีกำลังใจที่สูงมาก
ถึงยอมลำบากจนไม่ได้พักผ่อนผมขอร้องคนถาม
ขอให้ที่ติดขัดจริงๆจึงถามและขอทั้ง 2 ท่าน
เลือกตอบดีกว่าครับจะได้มีเวลาพักบ้าง
ก็ขอให้ทั้ง 2 ท่านเจริ_ในธรรมตามที่ใจปารถนานะครับ
ปาริสัชชา
21-11-2004, 05:26 PM
Originally posted by พัฑรา
(f) (kiss)
สารภาพว่าเพิ่งเข้ามาก็วันนี้ล่ะค่ะ เพราะโดยพื้นฐานเป็นคนขี้เกียจและกลัวผีด้วย :boo:
กำลังจะตั้งใจจริงแล้วล่ะค่ะ คงเกิดจากความรักนำทาง เป็นกำลังใจให้ทั้ง 2 ท่าน และพักผ่อนกันบ้างนะคะ
ผมขอขอบคุณ...คุณพัฑรา มากครับ และผมก็จะเป็นกำลังใจในการปฎิบัติธรรมให้คุณด้วยเช่นกันครับ (f)
เดี๋ยวพอปฎิบัติธรรมได้ โรคขี้เกียจและกลัวผีก็จะหายไปเองนะครับ ก็ตัวเราเองนี่แหละคือผีที่เดินได้ครับ :)
ปาริสัชชา
21-11-2004, 05:46 PM
Originally posted by NanoProbe (นาโนโพรบ)
คุณณฐมณฑ์/คุณปาริสัชชา ที่นับถือ
การทำดีย่อมต้องมี คนชอบใจ หรือ ไม่ชอบใจ เป็นธรรมดา โลกธรรม8 ครับ หลวงพ่อฤาษียังเคยโดน เราลูกศิษย์ท่านคงต้องทำใจ
ผมตามอ่านกระทู้นี้มาตลอด อ่านละเอียดบ้างไม่ละเอียดแบบทุกอักขระ เพราะบางท่านไม่ได้ขัดข้องในจุดที่ผมขัดข้อง ก็อ่านข้ามไปบ้างแต่ก็ได้ใจความมาตลอด
ผมบอกได้ว่าคุณทั้งสอง ตอบตามจริงตามกำลังที่รู้มา ตอบด้วยความมี หิริโอตตัปปะ และ มีความจริงใจ
หลายๆท่านที่ตามอ่านคงเห็นตามนี้
ผู้ที่เขียนทักท้วงด้วยความไม่รู้ แต่มีความสุภาพ แบบนี้คุยกันดีเหมือนบัณฑิตคุยกัน ดั่งพระนาคเสนคุยกับพระมิลิน ยิ่งคุยยิ่งได้ปัญญา
ผู้ที่เขียนมาหาความรู้ ควรตักตวงกันก่อนที่ คุณณฐมณฑ์/คุณปาริสัชชา จะหยุดตอบ นะครับ
(f) (f)
เรียน คุณNanoProbeครับ... ขอบคุณครับ โลกธรรม8 เป็นของคู่โลกครับ ... พระท่านว่า "จงทำตัวให้เหมือนกับผ้าขี้ริ้วแล้วจะสบาย(ใจ)" อันนี้เป็นเรื่องจริงครับ (f)
ปาริสัชชา
21-11-2004, 06:12 PM
ขอบคุณ คุณหนุ่มทิพย์ คุณprarahu คุณดวงดาว มากครับ ... มอบดอกไม้ท่านละช่อนะครับ (f) (f) (f)
เราไปพระนิพพานพร้อมกันนะครับ ... แต่ยังไงแล้วตัวเราเองต้องเป็นผู้ลงมือปฎิบัตินะครับ จึงจะเข้าถึงได้ :)
"ดูกรภิษุทั้งหลาย! ผู้ใดเคารพหนักแน่นในพระศาสดาและพระธรรม มีความยำเกรงในพระอริยสงฆ์ มีความเคารพหนักแน่นในสมาธิ
มีความเพียรเครื่องเผาบาป เคารพในไตรสิกขา และเคารพในปฎิสันถาวรการต้อนรับอาคันตุกะ ผู้เช่นนั้นย่อมไม่เสื่อม ดำรงตนอยู่ใกล้พระนิพพาน"
<พุทธโอวาท>
Star Platinum
21-11-2004, 06:44 PM
ขอบพระคุณคุณปาริสัชชาเป็นอย่างสูงนะครับ:)
วานิช
21-11-2004, 09:11 PM
ขอขอบคุณคุณณฐมณฑ์และคุณปาริสัชชานะครับที่ได้เสียสละเวลามาสอนเรื่องกรรมฐานให้กับทุกๆคนในเว็ปนี้ ตัวผมเองก็ไม่เคยได้ถามอะไรจากท่านทั้งสองเท่าไรครับ เพราะคนอื่นถามให้หมดแล้ว ตอนนี้ก็เรียนตามที่ท่านทั้งสองได้สอนไว้ในกระทู้หลายกระทู้มาตลอด รู้สึกดีมากครับ ไงก็ขอให้ท่านทั้งสองอยู่คู่เว็ปนี้ตลอดไปนะครับ เจริ_ในธรรมครับ(f)
ปาริสัชชา
21-11-2004, 11:23 PM
ผมไม่กล้ารับคำชม หรือสรรเสริญใดๆเลยครับ สิ่งที่ผมทราบก็มาจากครูบาอาจารย์ที่ท่านถ่ายทอดมา ผมก็แค่นำมาถ่ายทอดต่อไป เหมือนคนนำสารเท่านั้นครับ ไม่มีค่าเกินกว่านั้นหรอกครับ :) ผมโมทนาเป็นอย่างยิ่งครับที่คุณวานิชได้ประโยชน์จากธรรมนั้นด้วยครับ (y)
ณฐมณฑ์
21-11-2004, 11:29 PM
ขอบคุณคุณวานิชสำหรับมิตรภาพและกำลังใจ แต่ดิฉันขอลอกคุณปาริสัชชานะคะ คิดอย่างข้อความที่ 152 ของคุณปาริสัชชาทั้งกระบิน่ะค่ะ
คุณStar Platinum เคยถามไว้เกี่ยวกับข้อควรระวังสำหรับการรักษากสิณ ซึ่งคุณปาริสัชชาได้ตอบไปแล้ว
แต่อย่างไรก็ตาม ดิฉันนึกถึงประสบการณ์บางอย่างที่น่าจะมาเล่าเสริมในประเด็นนี้เพิ่มอีกนิดน่ะค่ะ
พรุ่งนี้ดิฉันจะมาเล่าต่อนะคะ
(อันที่จริงพิมพ์เสร็จแล้ว แต่คลิกผิดคลิกถูก...ข้อมูลหายเกลี้ยง...
ไม่เป็นไร พรุ่งนี้พิมพ์ใหม่)
ปาริสัชชา
22-11-2004, 03:37 AM
Originally posted by wit
อยากถามคุณณฐมณฑ์ครับ ว่าหลักการปฎิบัติธรรมในwww.thammatipo.com เป็นอย่างไรบ้างครับ ถูกหรือผิดประการใดเพราะผมก็ทำวิธีนี้มาก่อน ช่วยแนะนำด้วยครับ ที่ถามเพราะอยากทราบความคิดเห็นของผู้ปฎิบัติธรรมท่านอื่นบ้างครับ ถ้าดีหรือไม่ดีประการใดจะได้นำมาปฎิบัติเพิ่มเติมครับ ส่วนการภาวนากับดูลมหายใจจะใช้กำหนดที่กลางทรวงอกเป็นฐานได้รึเปล่าครับ
เรียนคุณ wit ครับ .... ผมขออนุญาตตอบแทนคุณณฐมณฑ์นะครับ ผมอ่านดูแล้วก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ดีครับ จริงๆการฝึกที่ว่านี้เป็นการประยุกต์กันเข้ามา โดยเฉพาะท่านหลวงพ่อธรรมธโร แห่งวัดไทรงาม นี้ท่านจะใช้สติปัฎฐานสี่ ซึ่งผมเคยเรียนรู้มาอยู่บ้าง จึงขอกล่าวโดยสรุปย่อๆดังนี้นะครับ ...
การเจริญกรรมฐานแบบนี้จะใช้กำลังจิตให้สงบนิ่งลงในระดับหนึ่งเริ่มตั้งแต่ ขณิกสมาธิ-อุปจารสมาธิ แล้วพิจารณาการเคลื่อนไหวหรือหยุดอยู่ของ กาย เวทนา จิต ธรรม โดยใช้จิตดักอาการกระทบต่างๆ แล้วพิจารณาให้เห็นการเกิด-ดับ .... อย่างนี้เป็นต้น...
คุณwit ลองปฎิบัติดูก็ได้ครับว่า ตรงกับจริตหรือไม่ คือปฎิบัติไปแล้วรู้สึกจิตเห็นสภาวะธรรมที่มันเกิด-ดับได้ชัดหรือไม่ ...
มีอีกวิธีหนึ่งที่พระสายหลวงปู่มั่นท่านใช้ก็คือ การเจริญอานาปานสติจนจิตมีกำลัง(ถึงอัปปนาสมาธิ) แล้วท่านให้พิจารณาลงไปที่ร่างกายให้เห็นถึงสภาวะไตรลักษณ์ หรือลักษณะทั้งสามคือ ๑.มีความไม่เที่ยงและเปลี่ยนแปลงไป(อนิจจัง) ๒.มีความคงทนอยู่ในสภาวะเดิมไม่ได้ (ทุกข์) ๓.มีความแตกดับไปจนไม่มีตัวมีตน (อนัตตา) ....
ท่านจะเน้นให้จิตสงบด้วยสมถภาวนาก่อน และใช้การพิจารณาธรรมให้หยั่งลงสู่ไตรลักษณ์ ... ซึ่งจริงๆวิธีการนี้ผมเองก็ใช้อยู่ทุกวัน เช่นเมื่อจิตสงบลงและตั้งมั่นดีแล้ว ก็พิจารณาความไม่สวยงามของกาย คือพิจารณาลอกหนังออกเป็นชั้นๆ แยกอวัยวะต่างๆออกไป จนกระทั่งเห็นว่า ตัวตนของเรานี้หายไป คือเห็นอนัตตานั่นเอง และเมื่อเห็นอนัตตา ก็จะเห็นอนิจจัง และทุกขังด้วย คือลักษณะทั้งสามนี้เป็นสิ่งที่ติดตามกันอยู่ ดังนั้นเมื่อพิจารณาเห็นลักษณะอย่างหนึ่ง ก็จะเห็นอีกสองลักษณะตามกันมา และเมื่อพิจารณาในไตรลักษณ์นี้บ่อยๆ จิตก็จะปล่อยวางจากการยึดมั่นในขันธ์ห้า คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และเมื่อจิตปล่อยวางในขั้นแรกๆนี้ไปเรื่อยๆ ญาณแห่งวิปัสสนา หรือที่เรียกว่า "วิปัสสนาญาณ" จริงๆจึงจะเกิดขึ้น และลบล้างกิเลสให้หมดไปเป็นขั้นๆ อย่างนี้เป็นต้นครับ...
การฝึกกสิน หรือเจริญกรรมฐานในแบบอื่นก็เช่นกันครับ ก็คือต้องมาพิจารณาธรรมแบบนี้เพื่อเพิกถอนกิเลสออกไปจนสิ้นให้ได้เช่นกันครับ...
เอาหล่ะนะครับอธิบายมาก็ยาวมากแล้ว ก็ขอให้คุณ wit เลือกใช้วิธีที่รู้สึกเหมาะกับจริตของตัวเอง และขอให้ถึงที่สุดแห่งธรรมโดยเร็วนะครับ...
ปล.การภาวนาดูลมหายใจ และกำหนดรู้ที่ตรงอก ก็มีบางท่านนำวิธีการนี้มาใช้ ซึ่งเมื่อคืนผมลองกำหนดจิตรู้ไว้ที่อกดู ก็ดีเหมือนกันครับ จิตสงบแต่ไม่ถูกจริตของผม ... อันนี้คุณwit ลองทำดูครับ วิธีการใดที่ตรงกับเรา เราจะรู้สึกว่าง่ายและราบรื่นไม่อึดอัด และจะมีกำลังใจฝึกไปเรื่อยๆครับ สังเกตุดูด้วยว่าจิตใจจะสงบเยือกเย็นมีปิติน้อยๆหล่ะก็น่าจะใช่ครับ :)
ปาริสัชชา
22-11-2004, 03:46 AM
Originally posted by จันทร์เจ้า
เรื่องนี้ผมคิดขึ้นเองนะครับ อาจจะไม่เกิดขึ้นจริงก็ได้
ตอนที่ฝึกกศินจะต้องจองหลอดไฟ หรือ อะไรก็ได้ที่กำเนิดแสงได้ใช่ไหมครับ
แต่ว่าการจองแสงสว่างนานๆจะทำให้เซลส์รับแสงเกิดอาการอ่อนล้า
ผลคือ เวลาเราเปลี่ยนไปมองตำแหน่งอื่นแล้ว เราจะเห็นภาพติดตา
เป็นตามรูปแสงไฟที่มองนานๆอันนั้น
จะมีคนเข้าใจผิด คิดว่าเป็นนิมิตติดตาไหมน้า...
สำหรับการฝึกกศินต่างๆ ผมมีคำถามสงสัยอยู่ข้อหนึ่งครับ
ทำไมรูปที่ใช้เพ่งจะต้องเป็นวงกลมด้วยครับ
เป็นรูปสี่เหลี่ยม หรือ รูปดาวอะไรได้ไหมครับ
ถ้าฝึกจนกระทั่งเห็นนิมิตเป็นรูปดาวได้ จะถือว่าเป็นกศินไหมครับ
หรือว่าถ้าเป็นรูปอื่น ในขั้นตอนที่จะเข้าถึงญาณ 4 ที่ต้องทำให้เป็นแก้วใส จะมีปัญหาครับ
เรียน คุณจันทร์เจ้าครับ... เรื่องเพ่งกสิน ไม่ได้ใช้ภาพที่ติดตาอย่างนั้นนะครับ มันเป็นภาพติดใจ เหมือนให้คุณนั่งหลับตาเห็นน้ำตก หรือภูเขาตอนนี้ คุณก็จะต้องใช้ใจเห็นใช่มั้ยครับ! ก็เช่นเดียวกันนะครับ
ส่วนทำใมต้องใช้ดวงกสินกลม ก็เพราะว่า ความกลมมันไม่มีมุม ไม่มีจุดสิ้นสุด และมันอาจจะสอดคล้องกับดวงจิต หรือธรรมชาติมากกว่าทรงอื่น...
แต่ผู้ที่ชำนา_และมีอุปนิสัยเดิมมานั้น มองอะไรก็ได้ครับ มองแสงจากหลอดยาวๆก็ได้ คือจะจำภาพเฉพาะความสว่างเป็นหลักนั่นแหละครับ :)
Star Platinum
22-11-2004, 01:12 PM
กระทู้นี้มีประโยชน์มากๆเลยครับ คุณณฐมณฑ์และคุณปาริสัชชาช่วยคลี่คลายปัญหาคาใจผมหลายๆอย่างเลยครับ ขอให้คุณทั้งสองสำเร็จทุกอย่างในสิ่งที่ปรารถนานะครับ
tamsak
22-11-2004, 02:24 PM
ขออนุโมทนาบุ_ในสิ่งที่คุณณฐมณฑ์และคุณปาริสัชชาทำด้วยนะครับ
ว่าแต่ ชื่อของคุณปาริสัชชาเนี่ย คล้ายชื่อของพระพรหมองค์หนึ่งจังเลย...
จันทร์เจ้า
22-11-2004, 10:00 PM
ขอบคุณครับ คุณปาริสัชชา
งั้นผมก็จะเลือกวงกลม ใช้ในการฝึกด้วยเช่นกัน
ผมอยากฝึกกศินเพราะเคยได้ยินมาว่า
ผู้ที่ฝึกกศินสำเร็จแล้วจะเดินบนน้ำ หรือบนอากาศได้
ผมเองก็อยากทำได้บ้าง ไม่ได้ต้องการฝึกเพื่อสมาธิ
คิดอย่างนี้คงไม่ผิดนะครับ
โยโย่
22-11-2004, 11:34 PM
ตอนนี้ โยโย่ กำลังจะไปหาเช่า พระพุทธรูป ทองเหลือง
เพื่อ สำหรับฝึกอโลกสิณ อยากถาม ท่านทั้ง ๒ ว่า พอนำ พระมาตั้ง ไว้ตรงกลาง ส่วนด้านข้างของพระ นำเอาโคมไฟ ๒ ดวง ส่องมาที่พระพุทธรูป จากทั้ง ๒ ด้าน เลย ถูกไม๊ครับ
แล้ว ผมจะเริ่มฝึกแล้ว ครับ ขอบคุณครับ
ณฐมณฑ์
23-11-2004, 12:43 AM
เรียน คุณจันทร์เจ้าและคุณโยโย่
คาดว่าคุณปาริสัชชาจะมาตอบคำถามของท่านในราวๆ อีก 2-3 วันนะคะ ทราบมาว่าพี่เขากำลังป่วยไข้ขึ้นค่ะ
(ขอภาวนาให้หายไวๆ นะคะพี่ปาริสัชชา)
เรียน ท่านผู้อ่านทุกท่าน
ดิฉันต้องขออนุญาตหยุดรับคำถามใหม่ๆ ตั้งแต่บัดนี้นะคะ เนื่องด้วย...
1.จะพยายามเขียนประเด็นการอธิษฐานขอดูนิมิตรและเทคนิคบางประการ ที่ค้างไว้ให้จบในสองสามวันนี้ค่ะ
2.จะขอไปฟื้นร่างกายและกำลังจิตเพื่อเตรียมตัวทูลถามพระพุทธองค์ถึงกรรมฐานกองที่เหมาะสม