กระเจียว
18-11-2004, 10:40 PM
"ไม่จำเป็นต้องทำการตลาดให้พระพุทธเจ้า"
"ตอนนี้กระแสทั่วโลก พุทธศาสนามีคนสนใจอย่างมากมาย เพราะอะไร เพราะเขาตั้งคำถามว่า สิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาเกี่ยวกับพุทธศาสนานั้นจริงหรือไม่ เมื่อสงสัยแล้วก็ต้องปฏิบัติ การปฏิบัติก็คือการเจริ_สติภาวนานี่เอง เมื่อปฏิบัติแล้วเกิดปั__ารู้เห็นตามความเป็นจริงก็ไม่มีใครหลอกได้"
ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มดีเค คอนซัลแทนส์ (ประเทศไทย) จำกัด และสำนักพิมพ์ดีเอ็มจี นักการตลาดรุ่นใหม่ที่นำการบริหารเชิงพุทธมาใช้ในบริษัทกล่าว และเมื่อถามถึงการนำการตลาดกลับไปรับใช้พระพุทธศาสนาบ้าง เขาตอบว่า เราไม่จำเป็นต้องทำการตลาดให้กับพระพุทธเจ้า เพราะบริษัทของพระองค์ ที่พระองค์ทรงเป็นประธานผู้ก่อตั้งนั้นอยู่มากว่า 2,547 ปีแล้ว มีหลักการปฏิบัติและเป้าหมายชัดเจนที่สุด มีกลยุทธ์ มีการบริหารตนเอง บริหารชีวิตในชีวิตประจำวัน บริหารครอบครัว บริหารองค์กร บริหารสังคมเพื่อไปสู่การพ้นทุกข์ ด้วยการปฏิบัติตามหลักมรรคมีองค์ 8
"เพียงแค่เราปฏิบัติ เริ่มต้นด้วยมีสัมมาทิฐิ คือมีความเห็นชอบด้วยปั__า แล้วเราก็จะไม่หลงทาง"
เพราะอะไร ดนัยอธิบายต่อมาว่า เพราะพระองค์ทรงวางแผนการเดินทางไว้ให้มากที่สุดถึง 84,000 พระธรรมขันธ์ รอการพิสูจน์อยู่ตลอดเวลา ไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำการตลาดให้พระองค์ เพราะเรื่องภาษาบางครั้งปิดกั้นสัจธรรมความเป็นจริง
"ธรรมะสื่อกันด้วยกาย วาจา และใจ ปฏิบัติเองรู้เอง เป็นปัจจัตตัง คือรู้ได้เฉพาะตน ภาษาเป็นเพียงสิ่งสมมติเท่านั้นเอง เราอย่าไปมองกรอบนอก พุทธศาสนาคือสิ่งที่สัมผัสได้ สิ่งที่เราควรรักษาไว้คือการสื่อออกไปตรงๆ อย่างแรกคือบอกเขาว่า ห้ามเชื่อ แต่ต้องมาพิสูจน์เอง มาปฏิบัติการทางจิต มาเข้าห้องแล็บในตัวเอง เราเรียนรู้ทุกอย่างนอกตัวเราไปจนถึงนอกโลก แต่ภายในตัวเราเคยศึกษาไหม?"
ในบริษัทที่ดนัยเป็นเจ้าของ จึงเปิดโอกาสให้พนักงานลาไปปฏิบัติธรรมได้โดยไม่ต้องใช้วันลา เพื่อให้พิสูจน์สัจธรรมด้วยตนเอง นอกจากนี้เขายังทำชมรม 'คนรู้ใจ' (ตัวเอง) ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้คนนอกและคนในบริษัทได้มีโอกาสสัมผัสกับกิจกรรม และกุศโลบายเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมอย่างหลากหลาย นอกจากนี้
"ผมทำโครงการปฏิบัติธรรมให้กับคนทำสื่อด้วย ผมบอกว่า เรามาหยุดกัน หยุดเขียนเรื่องของคนอื่น แต่มาเขียนเรื่องตัวเอง บ่อยครั้งที่เรารู้จักคนอื่นมากกว่าตัวเอง แต่จะมีอะไรที่ดีไปกว่าการรู้จักตัวเอง พุทธศาสนาไม่ได้สอนอะไรนอกจากสอนให้รู้จักตัวเองก่อน เมื่เรารู้จักตัวเอง เราก็จะรู้จักผู้อื่นด้วย"
เขาบอกว่า เพราะหัวใจของพระพุทธศาสนาคือตัวปั__านี่เอง ผมเพิ่งกลับจากงานมหกรรมหนังสือ แฟรงค์เฟิร์ต บุ๊คส์แฟร์ ประเทศเยอรมนี พุทธศาสนาที่นั่นมาแรงมาก กลุ่มแพทย์ วิศวกร นักธุรกิจระดับผู้บริหาร ตลอดจนชนชั้นปกครองที่เขาไม่ต้องกังวลเรื่องทำมาหาเลี้ยงชีพ เขาเริ่มศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจังในเรื่องที่เขาได้ยินได้ฟังมาว่าจริงหรือเปล่า
"ในสหรัฐเมริกาเอง การเจริ_สติภาวนาก็ได้รับความสนใจอย่างมากเช่นกัน เพราะวัตถุภายนอกที่เขามีอยู่ไม่สามารถตอบสนองความสงบสุขภายในได้ ที่เห็นชัดๆ คือ หลังตึกเวิลด์ เทรดถล่ม คนหาที่พึ่งทางใจกันอย่างมาก เขาก็ค้นหาจนได้ศึกษาพุทธศาสนานี่แหละที่มาเยียวยา เพราะพุทธศาสนาไม่ให้พึ่งปัจจัยภายนอก แต่ให้พึ่งตนเอง ทุกอย่างเกิดจากการกระทำของเราเอง ในสังคมที่มีปั__าพุทธศาสนาจะเบ่งบาน สังคมไทยก็เป็นสังคมที่มีปั__า แต่เราก็ต้องตั้งคำถามว่า ที่เป็นอยู่เป็นพุทธหรือเปล่า ? พิธีกรรมไม่ใช่หลักธรรมของศาสนา พิธีกรรมเป็นเพียงการนำศรัทธาน้อมเข้าสู่การศึกษาตัวเอง"
ดนัยเล่าว่า นิตยสาร TIME ฉบับวันที่ 4 สิงหาคม ที่ผ่านมา เขาทำสกู๊ปเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนาในระดับโลกว่าได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกาและเยอรมันได้สแกนสมองมนุษย์ออกมา ผลการวิจัยเขาได้สัมผัส พลังของคลื่นสมองของผู้ปฏิบัติธรรมเจริ_สติสมาธิภาวนา ว่าคลื่นสมองของคนเหล่านี้มีระเบียบ มีการจัดคลื่นสมองที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้ร่างกายสมดุลปราศจากโรคมะเร็ง ไมเกรน หรือโรคต่างๆ
"นอกจากนี้ยังทำให้เซลล์สมองที่มีอยู่ 100% ซึ่งปกติเราใช้เพียง 7% นั้น สามารถใช้ประโยชน์ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ เช่นเดียวกันที่เราใช้คอมพิวเตอร์ เรามักใช้เพียง 1% ของคุณสมบัติที่มันมีอยู่ บางทีเราไม่รู้เลยว่า มันทำอะไรได้ตั้งมากมาย เราปล่อยให้อีกตั้ง 90 กว่าเปอร์เซ็นสู_เสียการใช้ประโยชน์ไป เช่นเดียวกับตัวเรา ทุกคนมีศักยภาพของตัวเองอยู่ ทุกอย่างอยู่ในตัวเรา คัมภีร์ชีวิตอยู่ในกายกับใจเรานี่เอง"
นั่นคือคำตอบที่ว่า ทำไมพุทธศาสนาจึงไม่ต้องอาศัยการตลาดในการโปรโมท และประชาสัมพันธ์เป็นเงินหลายร้อยหลายพันล้านบาท
"พระพุทธองค์ตรัสรู้ธรรมก็ขณะที่ท่านเป็นมนุษย์ ท่านรู้ทุกอย่างเพราะท่านใช้ศักยภาพในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งเดี๋ยวนี้พิสูจน์ได้แล้วทางการแพทย์ สังคมตะวันตกตื่นเต้นกันมากกับการค้นพบตัวเองตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้พิสูจน์กันเอง"
และจากการศึกษาและปฏิบัติธรรมาตั้งแต่เด็กของดนัย เขาค้นพบว่า พุทธศาสนามีความเป็นสากล
"คือความสามารถที่จะรู้ทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง คนที่มีสภาวะธรรมสูงก็จะอยู่ในทุกๆ ที่อย่างสงบสุข และมีประสิทธิภาพ"
สำหรับหนังสือธรรมะที่พิมพ์แจก ดนัยเห็นว่า ก็เห็นพิมพ์แจกกันมากมาย แต่ถามว่า อ่านแล้วปฏิบัติกันหรือเปล่า? นั่นอีกเรื่องหนึ่ง
"สำนักพิมพ์ดีเอ็มจีของผมเอง ก็แจกหนังสือธรรมะเป็นธรรมทานเหมือนกัน จริงๆ แล้วการเป็นพุทธที่ดีไม่ต้องแจก ถ้าเรามีความสุข น้อมนำธรรมเข้ามาอยู่ในตัวเอง อยู่ตรงไหนก็ทำให้คนอื่นมีความสุขไปด้วย model ที่ดีที่สุดคือตัวเรา อุปกรณ์ทุกอย่างเป็นเพียงตัวเสริมเท่านั้น"
เพราะพุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องที่เพียงแต่เข้าใจ แต่ต้องเข้าถึงด้วย ดนัยยกตัวอย่างว่า ส่วนให_่ ดีชั่วรู้หมด แต่อดใจไม่ไหว ถ้าหลักธรรมอยู่ในใจเราแล้ว ดีชั่วรู้หมดแล้วก็อดใจไหวด้วยทั้งต่อหน้าและลับหลัง เหมือนมีองครักษ์ 2 องค์ คือ 'สติ' และ 'สัมปชั__ะ' ซึ่งจะคอยเตือนเราทั้งความดีและความชั่ว อย่างเช่น ทำไมยังโกรธอยู่ ทำไมยังว่าคนอื่นอยู่ เพราะเรายังเข้าไม่ถึงธรรมนั่นเอง
"ตอนนี้สังคมไทยกำลังเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ เราต้องหันมาศึกษาแก่นธรรมคำสอนของพระพุทธองค์กันจริงๆ จังๆ จะได้ไม่มีใครมาหลอกเรา เพราะเวลาเรามีความทุกข์ เราจะไปอ้อนวอนใครให้คลายทุกข์ เราต้องทำตัวเองให้มีภูมิคุ้มกันความบกพร่องทางใจด้วยตนเอง"
แล้วอะไรที่เป็นวัคซีนคุ้มกันความบกพร่องทางใจได้ดีที่สุด ดนัยยืนยันว่า ก็คือหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์นั่นเอง ซึ่งเรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นแสงสว่างนำทางเราเท่านั้น แต่ตัวเราต้องปฏิบัติจนกระทั่งเป็นแสงสว่างให้กับตัวเองให้ได้
และจากประวัติศาสตร์การก่อร่างสร้างชาติมา ประเทศไทยก็เป็นประเทศที่ใจกว้างมาก ตั้งแต่สมัยที่เป็นราชอาณาจักรสยามเราโอบอุ้มทุกศาสนาทุกเชื้อชาติมาโดยตลอด ดนัยเล่าว่า ทุกศาสนาเข้ามาเผยแผ่ตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราชจนถึงปัจจุบัน นั่นทำให้พุทธศาสนามั่นคงและสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ชาวพุทธแต่งงานกับคนที่นับถือศาสนาไหนก็ได้ ประเทศไทยถือว่าเป็นดินแดนหนึ่งในโลกที่หลากหลายศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขมาตลอด
ในประเด็นนี้ดนัยเห็นว่า ทุกศาสนา ทั้งคริสต์ อิสลามและพุทธ ต่างมีหลักในการเจริ_สติ สมาธิภาวนาเหมือนกัน ทุกศาสนาสอนให้ปฏิบัติธรรมเรียนรู้ตัวเองกันทั้งนั้น
"ดังนั้นใครจะมาเผยแผ่อะไร เราไม่ต้องกลัว น่าจะเป็นสิ่งที่ดีมากกว่า เราจะได้ตื่นตัวในการปฏิบัติธรรมกันมากขึ้น เราต้องฉลาดในการที่จะใช้ประโยชน์จากทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเรา บางครั้งเราไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกได้ แต่เราดูแลและเรียนรู้จากปัจจัยภายนอกที่มากระทบเราได้
เพราะศาสนาพุทธให้เรากลับมาเอกซเรย์ตัวเอง เห็นตัวเอง เราบกพร่องอะไรก็ดูตัวเราเองก่อน" ก่อนที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น!
"ตอนนี้กระแสทั่วโลก พุทธศาสนามีคนสนใจอย่างมากมาย เพราะอะไร เพราะเขาตั้งคำถามว่า สิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาเกี่ยวกับพุทธศาสนานั้นจริงหรือไม่ เมื่อสงสัยแล้วก็ต้องปฏิบัติ การปฏิบัติก็คือการเจริ_สติภาวนานี่เอง เมื่อปฏิบัติแล้วเกิดปั__ารู้เห็นตามความเป็นจริงก็ไม่มีใครหลอกได้"
ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มดีเค คอนซัลแทนส์ (ประเทศไทย) จำกัด และสำนักพิมพ์ดีเอ็มจี นักการตลาดรุ่นใหม่ที่นำการบริหารเชิงพุทธมาใช้ในบริษัทกล่าว และเมื่อถามถึงการนำการตลาดกลับไปรับใช้พระพุทธศาสนาบ้าง เขาตอบว่า เราไม่จำเป็นต้องทำการตลาดให้กับพระพุทธเจ้า เพราะบริษัทของพระองค์ ที่พระองค์ทรงเป็นประธานผู้ก่อตั้งนั้นอยู่มากว่า 2,547 ปีแล้ว มีหลักการปฏิบัติและเป้าหมายชัดเจนที่สุด มีกลยุทธ์ มีการบริหารตนเอง บริหารชีวิตในชีวิตประจำวัน บริหารครอบครัว บริหารองค์กร บริหารสังคมเพื่อไปสู่การพ้นทุกข์ ด้วยการปฏิบัติตามหลักมรรคมีองค์ 8
"เพียงแค่เราปฏิบัติ เริ่มต้นด้วยมีสัมมาทิฐิ คือมีความเห็นชอบด้วยปั__า แล้วเราก็จะไม่หลงทาง"
เพราะอะไร ดนัยอธิบายต่อมาว่า เพราะพระองค์ทรงวางแผนการเดินทางไว้ให้มากที่สุดถึง 84,000 พระธรรมขันธ์ รอการพิสูจน์อยู่ตลอดเวลา ไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำการตลาดให้พระองค์ เพราะเรื่องภาษาบางครั้งปิดกั้นสัจธรรมความเป็นจริง
"ธรรมะสื่อกันด้วยกาย วาจา และใจ ปฏิบัติเองรู้เอง เป็นปัจจัตตัง คือรู้ได้เฉพาะตน ภาษาเป็นเพียงสิ่งสมมติเท่านั้นเอง เราอย่าไปมองกรอบนอก พุทธศาสนาคือสิ่งที่สัมผัสได้ สิ่งที่เราควรรักษาไว้คือการสื่อออกไปตรงๆ อย่างแรกคือบอกเขาว่า ห้ามเชื่อ แต่ต้องมาพิสูจน์เอง มาปฏิบัติการทางจิต มาเข้าห้องแล็บในตัวเอง เราเรียนรู้ทุกอย่างนอกตัวเราไปจนถึงนอกโลก แต่ภายในตัวเราเคยศึกษาไหม?"
ในบริษัทที่ดนัยเป็นเจ้าของ จึงเปิดโอกาสให้พนักงานลาไปปฏิบัติธรรมได้โดยไม่ต้องใช้วันลา เพื่อให้พิสูจน์สัจธรรมด้วยตนเอง นอกจากนี้เขายังทำชมรม 'คนรู้ใจ' (ตัวเอง) ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้คนนอกและคนในบริษัทได้มีโอกาสสัมผัสกับกิจกรรม และกุศโลบายเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมอย่างหลากหลาย นอกจากนี้
"ผมทำโครงการปฏิบัติธรรมให้กับคนทำสื่อด้วย ผมบอกว่า เรามาหยุดกัน หยุดเขียนเรื่องของคนอื่น แต่มาเขียนเรื่องตัวเอง บ่อยครั้งที่เรารู้จักคนอื่นมากกว่าตัวเอง แต่จะมีอะไรที่ดีไปกว่าการรู้จักตัวเอง พุทธศาสนาไม่ได้สอนอะไรนอกจากสอนให้รู้จักตัวเองก่อน เมื่เรารู้จักตัวเอง เราก็จะรู้จักผู้อื่นด้วย"
เขาบอกว่า เพราะหัวใจของพระพุทธศาสนาคือตัวปั__านี่เอง ผมเพิ่งกลับจากงานมหกรรมหนังสือ แฟรงค์เฟิร์ต บุ๊คส์แฟร์ ประเทศเยอรมนี พุทธศาสนาที่นั่นมาแรงมาก กลุ่มแพทย์ วิศวกร นักธุรกิจระดับผู้บริหาร ตลอดจนชนชั้นปกครองที่เขาไม่ต้องกังวลเรื่องทำมาหาเลี้ยงชีพ เขาเริ่มศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจังในเรื่องที่เขาได้ยินได้ฟังมาว่าจริงหรือเปล่า
"ในสหรัฐเมริกาเอง การเจริ_สติภาวนาก็ได้รับความสนใจอย่างมากเช่นกัน เพราะวัตถุภายนอกที่เขามีอยู่ไม่สามารถตอบสนองความสงบสุขภายในได้ ที่เห็นชัดๆ คือ หลังตึกเวิลด์ เทรดถล่ม คนหาที่พึ่งทางใจกันอย่างมาก เขาก็ค้นหาจนได้ศึกษาพุทธศาสนานี่แหละที่มาเยียวยา เพราะพุทธศาสนาไม่ให้พึ่งปัจจัยภายนอก แต่ให้พึ่งตนเอง ทุกอย่างเกิดจากการกระทำของเราเอง ในสังคมที่มีปั__าพุทธศาสนาจะเบ่งบาน สังคมไทยก็เป็นสังคมที่มีปั__า แต่เราก็ต้องตั้งคำถามว่า ที่เป็นอยู่เป็นพุทธหรือเปล่า ? พิธีกรรมไม่ใช่หลักธรรมของศาสนา พิธีกรรมเป็นเพียงการนำศรัทธาน้อมเข้าสู่การศึกษาตัวเอง"
ดนัยเล่าว่า นิตยสาร TIME ฉบับวันที่ 4 สิงหาคม ที่ผ่านมา เขาทำสกู๊ปเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนาในระดับโลกว่าได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกาและเยอรมันได้สแกนสมองมนุษย์ออกมา ผลการวิจัยเขาได้สัมผัส พลังของคลื่นสมองของผู้ปฏิบัติธรรมเจริ_สติสมาธิภาวนา ว่าคลื่นสมองของคนเหล่านี้มีระเบียบ มีการจัดคลื่นสมองที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้ร่างกายสมดุลปราศจากโรคมะเร็ง ไมเกรน หรือโรคต่างๆ
"นอกจากนี้ยังทำให้เซลล์สมองที่มีอยู่ 100% ซึ่งปกติเราใช้เพียง 7% นั้น สามารถใช้ประโยชน์ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ เช่นเดียวกันที่เราใช้คอมพิวเตอร์ เรามักใช้เพียง 1% ของคุณสมบัติที่มันมีอยู่ บางทีเราไม่รู้เลยว่า มันทำอะไรได้ตั้งมากมาย เราปล่อยให้อีกตั้ง 90 กว่าเปอร์เซ็นสู_เสียการใช้ประโยชน์ไป เช่นเดียวกับตัวเรา ทุกคนมีศักยภาพของตัวเองอยู่ ทุกอย่างอยู่ในตัวเรา คัมภีร์ชีวิตอยู่ในกายกับใจเรานี่เอง"
นั่นคือคำตอบที่ว่า ทำไมพุทธศาสนาจึงไม่ต้องอาศัยการตลาดในการโปรโมท และประชาสัมพันธ์เป็นเงินหลายร้อยหลายพันล้านบาท
"พระพุทธองค์ตรัสรู้ธรรมก็ขณะที่ท่านเป็นมนุษย์ ท่านรู้ทุกอย่างเพราะท่านใช้ศักยภาพในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งเดี๋ยวนี้พิสูจน์ได้แล้วทางการแพทย์ สังคมตะวันตกตื่นเต้นกันมากกับการค้นพบตัวเองตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้พิสูจน์กันเอง"
และจากการศึกษาและปฏิบัติธรรมาตั้งแต่เด็กของดนัย เขาค้นพบว่า พุทธศาสนามีความเป็นสากล
"คือความสามารถที่จะรู้ทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง คนที่มีสภาวะธรรมสูงก็จะอยู่ในทุกๆ ที่อย่างสงบสุข และมีประสิทธิภาพ"
สำหรับหนังสือธรรมะที่พิมพ์แจก ดนัยเห็นว่า ก็เห็นพิมพ์แจกกันมากมาย แต่ถามว่า อ่านแล้วปฏิบัติกันหรือเปล่า? นั่นอีกเรื่องหนึ่ง
"สำนักพิมพ์ดีเอ็มจีของผมเอง ก็แจกหนังสือธรรมะเป็นธรรมทานเหมือนกัน จริงๆ แล้วการเป็นพุทธที่ดีไม่ต้องแจก ถ้าเรามีความสุข น้อมนำธรรมเข้ามาอยู่ในตัวเอง อยู่ตรงไหนก็ทำให้คนอื่นมีความสุขไปด้วย model ที่ดีที่สุดคือตัวเรา อุปกรณ์ทุกอย่างเป็นเพียงตัวเสริมเท่านั้น"
เพราะพุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องที่เพียงแต่เข้าใจ แต่ต้องเข้าถึงด้วย ดนัยยกตัวอย่างว่า ส่วนให_่ ดีชั่วรู้หมด แต่อดใจไม่ไหว ถ้าหลักธรรมอยู่ในใจเราแล้ว ดีชั่วรู้หมดแล้วก็อดใจไหวด้วยทั้งต่อหน้าและลับหลัง เหมือนมีองครักษ์ 2 องค์ คือ 'สติ' และ 'สัมปชั__ะ' ซึ่งจะคอยเตือนเราทั้งความดีและความชั่ว อย่างเช่น ทำไมยังโกรธอยู่ ทำไมยังว่าคนอื่นอยู่ เพราะเรายังเข้าไม่ถึงธรรมนั่นเอง
"ตอนนี้สังคมไทยกำลังเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ เราต้องหันมาศึกษาแก่นธรรมคำสอนของพระพุทธองค์กันจริงๆ จังๆ จะได้ไม่มีใครมาหลอกเรา เพราะเวลาเรามีความทุกข์ เราจะไปอ้อนวอนใครให้คลายทุกข์ เราต้องทำตัวเองให้มีภูมิคุ้มกันความบกพร่องทางใจด้วยตนเอง"
แล้วอะไรที่เป็นวัคซีนคุ้มกันความบกพร่องทางใจได้ดีที่สุด ดนัยยืนยันว่า ก็คือหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์นั่นเอง ซึ่งเรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นแสงสว่างนำทางเราเท่านั้น แต่ตัวเราต้องปฏิบัติจนกระทั่งเป็นแสงสว่างให้กับตัวเองให้ได้
และจากประวัติศาสตร์การก่อร่างสร้างชาติมา ประเทศไทยก็เป็นประเทศที่ใจกว้างมาก ตั้งแต่สมัยที่เป็นราชอาณาจักรสยามเราโอบอุ้มทุกศาสนาทุกเชื้อชาติมาโดยตลอด ดนัยเล่าว่า ทุกศาสนาเข้ามาเผยแผ่ตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราชจนถึงปัจจุบัน นั่นทำให้พุทธศาสนามั่นคงและสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ชาวพุทธแต่งงานกับคนที่นับถือศาสนาไหนก็ได้ ประเทศไทยถือว่าเป็นดินแดนหนึ่งในโลกที่หลากหลายศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขมาตลอด
ในประเด็นนี้ดนัยเห็นว่า ทุกศาสนา ทั้งคริสต์ อิสลามและพุทธ ต่างมีหลักในการเจริ_สติ สมาธิภาวนาเหมือนกัน ทุกศาสนาสอนให้ปฏิบัติธรรมเรียนรู้ตัวเองกันทั้งนั้น
"ดังนั้นใครจะมาเผยแผ่อะไร เราไม่ต้องกลัว น่าจะเป็นสิ่งที่ดีมากกว่า เราจะได้ตื่นตัวในการปฏิบัติธรรมกันมากขึ้น เราต้องฉลาดในการที่จะใช้ประโยชน์จากทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเรา บางครั้งเราไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกได้ แต่เราดูแลและเรียนรู้จากปัจจัยภายนอกที่มากระทบเราได้
เพราะศาสนาพุทธให้เรากลับมาเอกซเรย์ตัวเอง เห็นตัวเอง เราบกพร่องอะไรก็ดูตัวเราเองก่อน" ก่อนที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น!