PDA

View Full Version : บทความสร้างสรรค์ที่ชาวพุทธควรอ่าน สรุปคือ "พุทธศาสนาไม่จำเป็นต้องโฆษณา"


กระเจียว
18-11-2004, 10:40 PM
"ไม่จำเป็นต้องทำการตลาดให้พระพุทธเจ้า"

"ตอนนี้กระแสทั่วโลก พุทธศาสนามีคนสนใจอย่างมากมาย เพราะอะไร เพราะเขาตั้งคำถามว่า สิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาเกี่ยวกับพุทธศาสนานั้นจริงหรือไม่ เมื่อสงสัยแล้วก็ต้องปฏิบัติ การปฏิบัติก็คือการเจริ_สติภาวนานี่เอง เมื่อปฏิบัติแล้วเกิดปั__ารู้เห็นตามความเป็นจริงก็ไม่มีใครหลอกได้"

ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มดีเค คอนซัลแทนส์ (ประเทศไทย) จำกัด และสำนักพิมพ์ดีเอ็มจี นักการตลาดรุ่นใหม่ที่นำการบริหารเชิงพุทธมาใช้ในบริษัทกล่าว และเมื่อถามถึงการนำการตลาดกลับไปรับใช้พระพุทธศาสนาบ้าง เขาตอบว่า เราไม่จำเป็นต้องทำการตลาดให้กับพระพุทธเจ้า เพราะบริษัทของพระองค์ ที่พระองค์ทรงเป็นประธานผู้ก่อตั้งนั้นอยู่มากว่า 2,547 ปีแล้ว มีหลักการปฏิบัติและเป้าหมายชัดเจนที่สุด มีกลยุทธ์ มีการบริหารตนเอง บริหารชีวิตในชีวิตประจำวัน บริหารครอบครัว บริหารองค์กร บริหารสังคมเพื่อไปสู่การพ้นทุกข์ ด้วยการปฏิบัติตามหลักมรรคมีองค์ 8

"เพียงแค่เราปฏิบัติ เริ่มต้นด้วยมีสัมมาทิฐิ คือมีความเห็นชอบด้วยปั__า แล้วเราก็จะไม่หลงทาง"

เพราะอะไร ดนัยอธิบายต่อมาว่า เพราะพระองค์ทรงวางแผนการเดินทางไว้ให้มากที่สุดถึง 84,000 พระธรรมขันธ์ รอการพิสูจน์อยู่ตลอดเวลา ไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำการตลาดให้พระองค์ เพราะเรื่องภาษาบางครั้งปิดกั้นสัจธรรมความเป็นจริง

"ธรรมะสื่อกันด้วยกาย วาจา และใจ ปฏิบัติเองรู้เอง เป็นปัจจัตตัง คือรู้ได้เฉพาะตน ภาษาเป็นเพียงสิ่งสมมติเท่านั้นเอง เราอย่าไปมองกรอบนอก พุทธศาสนาคือสิ่งที่สัมผัสได้ สิ่งที่เราควรรักษาไว้คือการสื่อออกไปตรงๆ อย่างแรกคือบอกเขาว่า ห้ามเชื่อ แต่ต้องมาพิสูจน์เอง มาปฏิบัติการทางจิต มาเข้าห้องแล็บในตัวเอง เราเรียนรู้ทุกอย่างนอกตัวเราไปจนถึงนอกโลก แต่ภายในตัวเราเคยศึกษาไหม?"

ในบริษัทที่ดนัยเป็นเจ้าของ จึงเปิดโอกาสให้พนักงานลาไปปฏิบัติธรรมได้โดยไม่ต้องใช้วันลา เพื่อให้พิสูจน์สัจธรรมด้วยตนเอง นอกจากนี้เขายังทำชมรม 'คนรู้ใจ' (ตัวเอง) ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้คนนอกและคนในบริษัทได้มีโอกาสสัมผัสกับกิจกรรม และกุศโลบายเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมอย่างหลากหลาย นอกจากนี้

"ผมทำโครงการปฏิบัติธรรมให้กับคนทำสื่อด้วย ผมบอกว่า เรามาหยุดกัน หยุดเขียนเรื่องของคนอื่น แต่มาเขียนเรื่องตัวเอง บ่อยครั้งที่เรารู้จักคนอื่นมากกว่าตัวเอง แต่จะมีอะไรที่ดีไปกว่าการรู้จักตัวเอง พุทธศาสนาไม่ได้สอนอะไรนอกจากสอนให้รู้จักตัวเองก่อน เมื่เรารู้จักตัวเอง เราก็จะรู้จักผู้อื่นด้วย"

เขาบอกว่า เพราะหัวใจของพระพุทธศาสนาคือตัวปั__านี่เอง ผมเพิ่งกลับจากงานมหกรรมหนังสือ แฟรงค์เฟิร์ต บุ๊คส์แฟร์ ประเทศเยอรมนี พุทธศาสนาที่นั่นมาแรงมาก กลุ่มแพทย์ วิศวกร นักธุรกิจระดับผู้บริหาร ตลอดจนชนชั้นปกครองที่เขาไม่ต้องกังวลเรื่องทำมาหาเลี้ยงชีพ เขาเริ่มศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจังในเรื่องที่เขาได้ยินได้ฟังมาว่าจริงหรือเปล่า

"ในสหรัฐเมริกาเอง การเจริ_สติภาวนาก็ได้รับความสนใจอย่างมากเช่นกัน เพราะวัตถุภายนอกที่เขามีอยู่ไม่สามารถตอบสนองความสงบสุขภายในได้ ที่เห็นชัดๆ คือ หลังตึกเวิลด์ เทรดถล่ม คนหาที่พึ่งทางใจกันอย่างมาก เขาก็ค้นหาจนได้ศึกษาพุทธศาสนานี่แหละที่มาเยียวยา เพราะพุทธศาสนาไม่ให้พึ่งปัจจัยภายนอก แต่ให้พึ่งตนเอง ทุกอย่างเกิดจากการกระทำของเราเอง ในสังคมที่มีปั__าพุทธศาสนาจะเบ่งบาน สังคมไทยก็เป็นสังคมที่มีปั__า แต่เราก็ต้องตั้งคำถามว่า ที่เป็นอยู่เป็นพุทธหรือเปล่า ? พิธีกรรมไม่ใช่หลักธรรมของศาสนา พิธีกรรมเป็นเพียงการนำศรัทธาน้อมเข้าสู่การศึกษาตัวเอง"

ดนัยเล่าว่า นิตยสาร TIME ฉบับวันที่ 4 สิงหาคม ที่ผ่านมา เขาทำสกู๊ปเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนาในระดับโลกว่าได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกาและเยอรมันได้สแกนสมองมนุษย์ออกมา ผลการวิจัยเขาได้สัมผัส พลังของคลื่นสมองของผู้ปฏิบัติธรรมเจริ_สติสมาธิภาวนา ว่าคลื่นสมองของคนเหล่านี้มีระเบียบ มีการจัดคลื่นสมองที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้ร่างกายสมดุลปราศจากโรคมะเร็ง ไมเกรน หรือโรคต่างๆ

"นอกจากนี้ยังทำให้เซลล์สมองที่มีอยู่ 100% ซึ่งปกติเราใช้เพียง 7% นั้น สามารถใช้ประโยชน์ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ เช่นเดียวกันที่เราใช้คอมพิวเตอร์ เรามักใช้เพียง 1% ของคุณสมบัติที่มันมีอยู่ บางทีเราไม่รู้เลยว่า มันทำอะไรได้ตั้งมากมาย เราปล่อยให้อีกตั้ง 90 กว่าเปอร์เซ็นสู_เสียการใช้ประโยชน์ไป เช่นเดียวกับตัวเรา ทุกคนมีศักยภาพของตัวเองอยู่ ทุกอย่างอยู่ในตัวเรา คัมภีร์ชีวิตอยู่ในกายกับใจเรานี่เอง"

นั่นคือคำตอบที่ว่า ทำไมพุทธศาสนาจึงไม่ต้องอาศัยการตลาดในการโปรโมท และประชาสัมพันธ์เป็นเงินหลายร้อยหลายพันล้านบาท

"พระพุทธองค์ตรัสรู้ธรรมก็ขณะที่ท่านเป็นมนุษย์ ท่านรู้ทุกอย่างเพราะท่านใช้ศักยภาพในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งเดี๋ยวนี้พิสูจน์ได้แล้วทางการแพทย์ สังคมตะวันตกตื่นเต้นกันมากกับการค้นพบตัวเองตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้พิสูจน์กันเอง"
และจากการศึกษาและปฏิบัติธรรมาตั้งแต่เด็กของดนัย เขาค้นพบว่า พุทธศาสนามีความเป็นสากล

"คือความสามารถที่จะรู้ทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง คนที่มีสภาวะธรรมสูงก็จะอยู่ในทุกๆ ที่อย่างสงบสุข และมีประสิทธิภาพ"

สำหรับหนังสือธรรมะที่พิมพ์แจก ดนัยเห็นว่า ก็เห็นพิมพ์แจกกันมากมาย แต่ถามว่า อ่านแล้วปฏิบัติกันหรือเปล่า? นั่นอีกเรื่องหนึ่ง

"สำนักพิมพ์ดีเอ็มจีของผมเอง ก็แจกหนังสือธรรมะเป็นธรรมทานเหมือนกัน จริงๆ แล้วการเป็นพุทธที่ดีไม่ต้องแจก ถ้าเรามีความสุข น้อมนำธรรมเข้ามาอยู่ในตัวเอง อยู่ตรงไหนก็ทำให้คนอื่นมีความสุขไปด้วย model ที่ดีที่สุดคือตัวเรา อุปกรณ์ทุกอย่างเป็นเพียงตัวเสริมเท่านั้น"

เพราะพุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องที่เพียงแต่เข้าใจ แต่ต้องเข้าถึงด้วย ดนัยยกตัวอย่างว่า ส่วนให_่ ดีชั่วรู้หมด แต่อดใจไม่ไหว ถ้าหลักธรรมอยู่ในใจเราแล้ว ดีชั่วรู้หมดแล้วก็อดใจไหวด้วยทั้งต่อหน้าและลับหลัง เหมือนมีองครักษ์ 2 องค์ คือ 'สติ' และ 'สัมปชั__ะ' ซึ่งจะคอยเตือนเราทั้งความดีและความชั่ว อย่างเช่น ทำไมยังโกรธอยู่ ทำไมยังว่าคนอื่นอยู่ เพราะเรายังเข้าไม่ถึงธรรมนั่นเอง

"ตอนนี้สังคมไทยกำลังเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ เราต้องหันมาศึกษาแก่นธรรมคำสอนของพระพุทธองค์กันจริงๆ จังๆ จะได้ไม่มีใครมาหลอกเรา เพราะเวลาเรามีความทุกข์ เราจะไปอ้อนวอนใครให้คลายทุกข์ เราต้องทำตัวเองให้มีภูมิคุ้มกันความบกพร่องทางใจด้วยตนเอง"

แล้วอะไรที่เป็นวัคซีนคุ้มกันความบกพร่องทางใจได้ดีที่สุด ดนัยยืนยันว่า ก็คือหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์นั่นเอง ซึ่งเรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นแสงสว่างนำทางเราเท่านั้น แต่ตัวเราต้องปฏิบัติจนกระทั่งเป็นแสงสว่างให้กับตัวเองให้ได้

และจากประวัติศาสตร์การก่อร่างสร้างชาติมา ประเทศไทยก็เป็นประเทศที่ใจกว้างมาก ตั้งแต่สมัยที่เป็นราชอาณาจักรสยามเราโอบอุ้มทุกศาสนาทุกเชื้อชาติมาโดยตลอด ดนัยเล่าว่า ทุกศาสนาเข้ามาเผยแผ่ตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราชจนถึงปัจจุบัน นั่นทำให้พุทธศาสนามั่นคงและสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ชาวพุทธแต่งงานกับคนที่นับถือศาสนาไหนก็ได้ ประเทศไทยถือว่าเป็นดินแดนหนึ่งในโลกที่หลากหลายศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขมาตลอด

ในประเด็นนี้ดนัยเห็นว่า ทุกศาสนา ทั้งคริสต์ อิสลามและพุทธ ต่างมีหลักในการเจริ_สติ สมาธิภาวนาเหมือนกัน ทุกศาสนาสอนให้ปฏิบัติธรรมเรียนรู้ตัวเองกันทั้งนั้น

"ดังนั้นใครจะมาเผยแผ่อะไร เราไม่ต้องกลัว น่าจะเป็นสิ่งที่ดีมากกว่า เราจะได้ตื่นตัวในการปฏิบัติธรรมกันมากขึ้น เราต้องฉลาดในการที่จะใช้ประโยชน์จากทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเรา บางครั้งเราไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกได้ แต่เราดูแลและเรียนรู้จากปัจจัยภายนอกที่มากระทบเราได้

เพราะศาสนาพุทธให้เรากลับมาเอกซเรย์ตัวเอง เห็นตัวเอง เราบกพร่องอะไรก็ดูตัวเราเองก่อน" ก่อนที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น!

pun
18-11-2004, 11:56 PM
ขอบคุณครับ
สำหรับบทความดีๆ

Star Platinum
19-11-2004, 06:55 AM
(||) (verygood)

piromsuparp
19-11-2004, 07:08 AM
ดีมากครับ (smile) (||)

telwada
24-11-2004, 06:14 PM
ขออภัยข้าพจ้าไม่ได้เข้ามาหาเรื่องนะ แต่ใคร่ขอถามว่า
บทความที่คุณนำมาลงเนี่ย มันเป็นการ โฆษณาหรือไม่ มันต่างกันตรงไหน
หรือว่า ทำอย่างหนังสือ พลังชีวิตไม่ได้ ก็เลย อิจฉา ขออภัยเอากันตรงๆไม่อ้อมค้อม อย่าคิดว่าเป็นการด่าหรือเป็นการยั่วยุ ขอตอบให้สักหน่อยเถิด
ขออภัยอีกครั้ง เพราะระยะนี้ เขียนอะไรตรงๆไป กลายเป็นการด่าเขา ว่าเขา เสียความรู้สึกของเจ้าของกระทู้ ขออภัย ขออภัย ขอรับ

เมฆคล้อยอนิจจัง
27-11-2004, 09:30 AM
คนเราทุกวันนี้มักจะมองแต่ผู้อื่น เพ่งโทษผู้อื่น แล้วก็เอามาเดือดร้อนใจตนเอง
หารู้ไม่ หนทางที่ดีที่สุด คือเรียนรู้ในตนเองให้ถ่องแท้ ดูในตนเองไว้เหอะ ผิดพลาดเมื่อใดก็ติมันเลย แล้วแก้ไขมันซะ
จะให้ดีก็ติก่อนที่จะผิดพลาด แล้วจะไม่ผิดพลาด เอาสติตามรู้ให้เท่าทัน
หากผู้ใดเข้าใจตนอย่างถ่องแท้ ย่อมไขประแจสู่ขุมคลังในตัวเองได้
นั่นแหละ คือ "หนทาง" นั่นแหละคือ "หลักธรรมแท้" เพราะธรรมะ มาจากคำว่า ธรรมชาติ
คือศาสตร์ที่รู้เนื้อแท้แห่งธรรมชาติ ไม่หลงไหลไปกับสิ่งปรุงแต่งทั้งมวล(sing)

นายเม
27-11-2004, 05:01 PM
:boo: สาธุ ดีจัง

jumpman
28-11-2004, 08:52 AM
การกระทำมีอยู่ 3 อย่าง
มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม
หากคุณต้องการเผยแพร่ธรรมหรือประกาศธรรม
ทางใดเป็นทางที่ทำได้บ้าง
ทางที่ดีก็คือ คุณนำเอาหลักธรรมมาปฏิบัติให้ได้ผลแล้วให้คนอื่นเป็นแบบอย่าง
ซึ่งต้องมีวจีกรรมหรือการพูดมาเกี่ยวข้องแล้ว
หากเพื่อนถามคุณว่านับถือศาสนาอะไร คุณค่อยตอบนั้น นั่นเป็นกรณีหนึ่ง
หากคุณปฏิบัติแล้วได้ผลดีนั้น ชักชูงหรือป่าวประกาศโดยไม่ต้องรอให้เพื่อนถาม นั่นเป็นอีกกรณีหนึ่ง จังหวะนั้นดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับคนฟัง
เช่นเพื่อนคุณยอมลองปฏิบัติตามได้ง่าย คุณรีบๆบอกเพื่อนให้ลองทำ นั่นก็ดีกว่ารอให้เพื่อนมาถาม หรือเพื่อนคุณมีเยอะป่าวประกาศออกมาเลยนั่นก็ดี ไม่ต้องรอให้เพื่อนแต่ละคนมาถาม
ซึ่งกรณี"พลังชีวิต"เข้าข่ายนี้ ป่าวประกาศให้คนทั้งประเทศรู้
ผมไม่คิดว่าศาสนาพุทธไม่ต้องโฆษณา แต่ว่าก็ไม่ต้องร้อนตัว เพราะความเห็นผม โฆษณาเป็นวจีกรรมรูปแบบหนึ่ง เลือกใช้ตามสถานการณ์ที่เหมาะสมเป็นดี

พ่อมดโลจิ
02-12-2004, 10:00 AM
เคล็ดจันทร์ในบ่อ http://www.newsworks.org/lompran3.htm (||)

cwyp
02-12-2004, 10:11 AM
พุทธศาสนาไม่ต้องโฆษณา เพราะเป็นของที่ปฏิบัติเองรู้เอง เป็นของจริงอยู่แล้ว ใครไม่ได้สัมผัสก็จะไม่รู้ว่าที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นจริงแท้แค่ไหน ฝากไว้เท่านี้แหละครับ

นายฉิม
10-12-2004, 12:21 PM
ศรัทธาเพิ่มเข้ามาอีกเป็นระยะๆ รู้สึกดีใจที่ได้เกิดมาเจอพุทธศาสนา

casy99
20-12-2004, 07:22 PM
หลักของศาสนาพุทธอยู่ที่พระธรรม ซึ่งผู้ปฏิบัติตามพระธรรมของพุทธศาสนา จะพึงเห็นได้เอง(สันทิฏฐิโก) สามารถปฏิบัติได้ตลอดกาล(อะกาลิโก) เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้าหาตนเอง(โอปะนะยิโก) เป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะผู้ที่ปฏิบัติด้วยตนเอง(ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ) สิ่งมีค่าไม่ต้องเร่ขาย กลิ่นแห่งศีลย่อมฟุ้งกระจายทวนลมและเป็นที่ชื่นชมแห่งสัปปุรุษเสมอ