PDA

View Full Version : คนร่ำรวยมีโอกาสสร้างกุศลผลบุญได้มากกว่าคนจนจริงหรือไม่?


paang
03-10-2005, 08:42 AM
<TABLE class=alt1 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD align=middle>http://www.palungjit.com/buddhism/gallery/data/574/prasung_1_.JPG











</TD></TR><TR><TD class=tcat align=middle></TD></TR></TBODY></TABLE>

ความที่ข้าพเจ้าเป็นคนช่างคิดก็อดที่จะคิดไม่ได้ ว่าอันคนร่ำรวยซึ่งมีตึกคฤหาสน์เป็นที่พำนัก พรั่งพร้อมไปด้วยข้าทาสบริวารคนครัว คนรถ คนสวน คอบปรนนิบัติรับใช้ จะขยับตัวทำอะไรสักหน่อยบริวารก็วิ่งพล่านแย่งยื้อทำให้หมด แต่ละห้องในบ้านก็มีเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ บรรดาลูกๆ ก็ล้วนได้รับการส่งเสียให้ได้เล่าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อ และการไปโรงเรียนหรือกลับบ้านก็มีคนขับรถรับ-ส่งให้เสร็จ อยากจะได้อะไรก็ได้เพราะมีเงินมีทองร่ำรวยมหาศาล ไม่ต้องวิตกทุกข์ร้อนในเรื่องใดๆ เลย และเมื่ออยากจะทำบุญก็สามารถจะควักเงินออกทำบุญครั้งละเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านได้อย่างสบายๆ ผิดกับคนที่จะต้องดิ้นรนขวนขวายหางานทำ พอได้ค่าจ้างมาซื้อกรอกหม้อ และกับราคาถูก ไปเพียงวันหนึ่งๆ ไหนจะต้องวิตกกังวลในเรื่องค่าเช่าบ้าน ไหนจะค่าเล่าเรียน ไหนจะดอกเบี้ยที่ไปกู้ยืมเขามา จิปาถะ มิหนำซ้ำบ้านที่อยู่ก็อุดอู้หาความสะดวกสบายใดๆ มิได้เลยและแม้เมื่ออยากจะสร้างกุศลผลบุญกับเขาบ้างก็คงจะทำได้เพียงครั้งละ 5 บาท 10 บาท เป็นอย่างมาก

ดังนั้นเมื่อความแตกต่างระหว่างคนร่ำรวยกับคนจนมีมากเช่นนี้จึงทำให้ข้าพเจ้าเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า โอกาสในการสร้างบุญกุศลของคนร่ำรวยย่อมจะมีได้มากกว่าคนจน และเมื่อเป็นเช่นนี้อีกกี่ภพกี่ชาติหากเกิดเป็นมนุษย์อีก ก็ย่อมเป็นคนร่ำรวยอีก ส่วนคนจนนั้นก็จะน่าจะต้องยากจนอยู่เช่นนั้นทุกภพทุกชาติไปซิ


ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงค่อยๆ เลียบเคียงถามหลวงพ่อว่า


“หลวงพ่อครับ บรรดาเศรษฐีมีเงินทั้งหลายนั้นมีความเป็นอยู่ที่พรั่งพร้อมมีความสุขและสะดวกสบายไปเสียทุกอยาง ผิดกับคนจนที่มีความวิตกทุกข์ร้อนทั้งในด้านการงาน,ค่าเล่าเรียนลูก,ค่าเช่าบ้าน,ดอกเบี้ยที่ไปกู้ยืมเขามาจิปาถะ
ดังนั้นคนร่ำรวยซึ่งไม่มีความทุกข์ก็ย่อมได้เปรียบคนยากจนซึ่งมีความทุกข์ ในกาสร้างบุญกุศลใช่ไหมครับ?”


“คุณรู้ได้อย่างไรว่าคนร่ำรวยไม่มีทุกข์?” หลวงพ่อย้อนถาม


“จะมีทุกข์อะไรล่ะครับ อยู่คฤหาสน์โอ่อ่า มีเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำสิ่งอำนวยความสะดวกเพียบ จะขยับตัวทำอะไรสักหน่อยข้าทาสบริวารก็วิ่งกันพล่านยื้อแย่งทำให้หมด อยากจะได้อะไรก็ได้ เพราะมีเงินทองร่ำรวยมหาศาล”ข้าพเจ้าอธิบาย

“เอ้อ คุณเคยเจ็บไข้ ได้ป่วย เช่น ปวดหัว ปวดท้อง ปวดฟัน แขนหัก ขาหัก ออกหัด อีสุกอีใสอีดำอีแดง กับเขาบ้างไหม?”หลวงพ่อถามเรื่อยๆ

“เคยซิครับ และดูเหมือนจะเป็นมาแล้วทุกอย่างที่หลวงพ่อถามนั่นแหละครับ”ข้าพเจ้าชักลังเลไม่ทราบว่าหลวงพ่อจะมาในรูปใด

“แล้วในระหว่างที่คุณเจ็บไข้ได้ป่วยนะ คุณเป็นทุกข์ไหม?”หลวงพ่อถามต่อ

“เป็นทุกข์สิครับ”ข้าพเจ้าตอบ


“แล้วคนร่ำรวย เขาต้องเจ็บป่วยอย่างคุณบ้างไหมหรือว่าคนร่ำรวยไม่มีสิทธิ์เจ็บไข้ได้ป่วย?”หลวงพ่อถามเรื่อยๆ


“ก็ต้องเจ็บไข้ได้ป่วยเหมือน๐ กันแหละครับแต่เขาคงมีหมอมีพยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิด”ข้าพเจ้าตอบเสียงอ่อยๆ แต่คุณอย่าลืมนะว่า


“คนร่ำรวยหัวไม่แข็งอย่างคนจนเจ็บนิดเจ็บหน่อยละก้อเขาเป็นทุกข์กว่าคนจนเสียอีกนะ ความเจ็บไข้บางชนิดคนจนเป็นวันสองวันก็หาย บางทีเป็นเองหายเองได้เช่นหวัด แต่ถ้าคนร่ำรวยเป็นอาจต้องฉีดยา นอนให้น้ำเกลือกันทีเดียวทุกข์กว่าคนจนอีกนะ”หลวงพ่ออธิบายแล้วย้อนถามว่า “แล้วคนร่ำรวยมีสิทธิ์แก่ชราหรือตายไหม?”


“โธ่ หลวงพ่อจะมีหรือจนเกิดมาก็ต้องเจ็บ ต้องแก่ ต้องตายทุกคนแหละครับ”ข้าพเจ้าตอบตามความเป็นจริง


“แล้วคุณว่า ความเจ็บ ความแก่ ความตายเป็นทุกข์ไหม?” หลวงพ่อถาม


“เป็นทุกข์สิครับ แม้เพียงแค่คิดถึงก็เกิดทุกข์แล้วครับ?” ข้าพเจ้าตอบ


“แล้วบิดา มารดา ลูก เมีย ของคุณต้องตายจากไปก็ดีหรือข้าวของเครื่องใช้ที่คุณรักใคร่หวงแหนหายไปคุณเป็นทุกข์ไหม?” หลวงพ่อถาม

“เป็นทุกข์สิครับ มากด้วย”ข้าพเจ้าตอบ


การพลัดพรากจากของรัก ล้วนเป็นทุกข์ทั้งสิ้นนะ ไม่ว่าคนร่ำรวยหรือคนจน หากประสบเข้าก็ล้วนทุกข์ทั้งสิ้น ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันนะความจริงแล้วคนร่ำรวยที่มีกิจการใหญ่โตเขาก็ต้องกู้เงินธนาคารมาลงทุนนะ ต้องเสียดอกเบี้ยเหมือนกัน มิหนำซ้ำจำนวนมากมายเสียด้วย ยิ่งถ้าวางแผนไว้ผิดเขาก็ต้องคิดหนัก ทุกข์หนักกว่าคนจนเสียอีกบางคนถึงกับฆ่าตัวตายก็มีบ้านช่องก็ถูกยึดไปก็มี ส่วนการมีข้าทาสบริวานมากน่ะ ยิ่งมากเท่าไรปัญหาก็ยิ่งมากเท่านั้นนะ และยิ่งคนร่ำรวยมีกิจการมากมายไม่มีเวลาอบรมลูก อีกทั้งลูกก็ถือว่าพ่อแม่ร่ำรวยประพฤติตนไปในทางเสื่อมเสียก็ยิ่งทำให้พ่อแม่ทุกข์หนักได้เช่นกัน ดังนั้นคนร่ำรวยก็ดี คนจนก็ดี ล้วนมีความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้นไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบใครหรอก เป็นแต่ว่ามีทุกข์กันคนละรูปแบบเท่านั้นเองนะ”หลวงพ่ออธิบายอย่างละเอียด


“แต่คนร่ำรวยก็ยังได้เปรียบกว่าคนจนในการทำบุญอยู่ดีแหละครับหลวงพ่อ เพราะคนร่ำรวยอาจทำบุญได้ครั้งละเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านได้ในขณะที่คนจนทำบุญได้ครั้งละ 5 บาท 10 บาทเท่านั้นเอง”ข้าพเจ้าติง


“การทำบุญด้วยเงินก็ดี อาหารก็ดี เสื้อผ้าก็ดี หรือสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ก็ดี เขาเรียกว่า “วัตถุทาน” นะ และกุศลผลบุญอันจะเกิดจากวัตถุทานนั้น หาได้วัดกันที่จำนวนเงินหรือจำนวนสิ่งของเครื่องใช้ไม่แต่เขาวัดกันที่องค์ประกอบ 3 อย่างคือ


1- ผู้มีความเต็มใจในการให้(ถึงพร้อมด้วยเจตนา)


2- วัตถุทานที่ให้นั้นได้มาด้วยความบริสุทธิ์(ถึงพร้อมด้วยไทยธรรม)


3- ผู้รับมีความบริสุทธิ์(ถึงพร้อมด้วยบุญเขต)


ดังนั้นหากคนจนบริจาคเงินทำบุญเพียงแค่ 5 บาท 10 บาทแต่มีความเต็มใจในการทำบุญ อีกทั้งเงินที่ทำนั้นหามาได้อย่างสุจริตด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง ก็ย่อมได้กุศลผลบุญมากกว่าคนร่ำรวยที่บริจาคเงินเป็นหมื่น เป็นแสน หรือเป็นล้าน ด้วยเจตนาที่หวังอวดหรือแบ่งทับผู้อื่น หรือว่าเงินที่บริจาคนั้นได้มาเพราะคดโกงเขามานะ”หลวงพ่ออธิบาย ทำให้ข้าพเจ้าค่อยยิ้มออก

“แล้วที่ว่าผู้รับบริสุทธิ์ล่ะครับ หมายความว่าอย่างไรครับ?”ข้าพเจ้าถาม

“อ๋อ หมายความว่า ให้ทานแก่ท่านที่เป็นอริยบุคคล เป็นเนื้อนาบุญของโลกมีอานิสงส์สูงมาก พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบไว้ดังนี้


-ให้ทานแก่พระสกิทาคามี 1 ครั้งมีผลมากกว่าให้ทานแก่พระโสดาบัน 100 ครั้ง

-ให้ทานแก่พระอนาคามี 1 ครั้งมีผลมากกว่าให้ทานแก่พระสกิทาคามี 100 ครั้ง

-ให้ทานแก่พระอรหันต์ 1 ครั้งมีผลมากกว่าให้ทานแก่พระอนาคามี 100 ครั้ง

-ให้ทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า 1 ครั้ง มีผลมากกว่าให้ทานแก่พระอรหันต์ 100ครั้ง

-ให้ทานแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า 1 ครั้งมีผลมากกว่าให้ทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า 100 ครั้ง

-ให้ทานแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข (สังฆทาน)มีผลมากกว่าถวายทานแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า 1 ครั้ง

และการสร้างวิหารถวายสงฆ์ผู้มาจากจตุรทิศมีผลมากกว่าสังฆทานเข้าใจหรือยัง?” หลวงพ่ออธิบายอย่างอารมณ์ดี และเมื่อยังเห็นข้าพเจ้ายังสนใจอยู่ก็พูดต่อว่า

“ความจริงแล้ว วัตถุทานนี้แม้ไม่มีเงินสักบาทเดียวก็ทำได้นะ”

“ทำอย่างไรครับหลวงพ่อ?”ข้าพเจ้าถามอย่างสนใจ

“ก็คอยโมทนาเขาไงล่ะ ใครถวายเงินแสน เงินล้าน คุณก็ยกมือไหว้กำหนดจิตโมทนาไปกับเขาด้วย เขาได้บุญเท่าไร คุณก็ได้เท่านั้นแหละดีไหมล่ะ ไม่ต้องไปอิจฉาคนร่ำรวยให้เสียเวลาจริงไหม?”หลวงพ่อตอบ
“แบบนี้ไม่เป็นการเอาเปรียบผู้อื่นเหรอครับ?”ข้าพเจ้าถามอย่างติดใจสงสัย

“ไม่เอาเปรียบหรอก เพราะคุณจะโมทนาหรือไม่ ก็ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ผู้ทำบุญนี่ เขาก็ยังได้บุญของเขาเต็มที่อย่างเดิมนั่นแหละแต่อย่างไรก็ตาม วัตถุทานนี้ก็เป็นเพียงแค่ทานเบื้องต้นเท่านั้นนะ ยังมีทานแบบอื่นที่ไม่ต้องใช้เงินทองเลยแม้แต่บาทเดียว แต่ให้กุศลผลบุญได้สูงกว่าวัตถุทานเสียอีกนะ”หลวงพ่ออธิบาย

“ทำทานแบบใดล่ะครับ?”ข้าพเจ้ารีบถามด้วยความสนใจ


“อภัยทาน อย่างไรล่ะ ใครเขาทำผิดคิดร้ายต่อคุณอย่างไร คุณก็ไม่ถือโกรธ อภัยให้เขาเสีย เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านให้อภัยให้แก่บรรดาผู้คนที่มุ่งร้ายต่อองค์ท่านนั่นแหละ เห็นไหมไม่ต้องเสียเงินสักบาทเดียวแต่ได้กุศลผลบุญมากกว่าบริจาคเงินเป็นจำนวนมากๆเสียด้วยซ้ำไป”หลวงพ่ออธิบายยิ้มๆ


“แหม หลวงพ่อครับได้บุญมากโดยไม่เสียเงินก็จริง แต่มันทำได้ยากนะครับ โดยเฉพาะผมแล้ว ผมชอบประพฤติปฏิบัติต่อผู้คนแบบเกลือจิ้มเกลือ คือดีมาก็ดีไป ร้ายมาก็ร้ายตอบ แรงมาก็แรงไป หวานมาก็หวานไป อะไรทำนองนี้แหละครับ มันค่อยมีชีวิตชีวาหน่อยขืนอภัยให้บ่อยๆ คนเลวๆ เหล่านั้นก็ยิ่งได้ใจใหญ่คิดว่าเราแหยซิครับเคยแค่แอบลอบนินทาลอบกัดลับหลัง คราวนี้ละก็มันต้องบุกเข้ามาด่าว่าท้าทายถึงในบ้านเป็นแน่”ข้าพเจ้าให้เหตุผลไปตามที่คิด

“อ้าว อยากได้บุญมาก หนำซ้ำไม่ต้องเสียเงินเสียมองด้วยก็ต้องยากหน่อยซิ แต่ก็มิใช่ยากเย็นจนทำไม่ได้นะ หากคุณควบคุมสติได้แล้วคิดว่า โอ หนอ คนเลวเหล่านี้ คงรับกรรมอยู่ในนรก เปรต อสุรกายและสัตว์เดรัจฉานมานานหลายภพหลายชาติแล้ว กว่าจะชดใช้กรรมชั่วหมดได้เกิดมาเป็นมนุษย์กับเขาชาติแรกได้ ก็ต้องทนทุกข์เวทนาอย่างแสนสาหัส มาหลายกัปหลายกัลป์ แม้เป็นมนุษย์แล้วความเลวร้ายความดุร้ายก็ยังติดตามมาตามสันดานดั้งเดิมอีก ดังนั้นเราเองซึ่งเป็นมนุษย์ที่สร้างสมบุญบารมีมาแล้วหลายภพหลายชาติ จะใช้วิธีแบบเกลือจิ้มเกลือ คือร้ายมาก็ร้ายไป เลวมาก็เลวไปอย่างที่คุณว่าแล้ว เรามิต้องเป็นคนเลวไปเช่นเขาเหล่านั้นหรอกหรือ ต้องพยายามคิดอย่างนี้นะแล้วในที่สุดคุณจะให้ “อภัยทาน” ได้เองนะ ยิ่งถ้าคุณได้เจริญวิปัสสนาญาณด้วยแล้วการให้อภัยทานจะเป็นของง่ายมาก” หลวงพ่ออธิบาย และเมื่อยังเห็นข้าพเจ้าสนใจก็พูดต่อว่า “ยังมีทานที่ไม่ต้องใช้เงินทองแต่ได้กุศลผลบุญสูงกว่าอภัยทานอีกนะ”

“ทานอะไรหรือครับ ที่สูงกว่าอภัยทาน”ข้าพเจ้าถามด้วยความอยากรู้

“ก็ ธรรมทาน ยังไงล่ะ สร้างสมได้โดยช่วยชี้แนะสั่งสอนผู้คนที่ประพฤติตนหลงผิด คิดชั่วให้กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี เป็นที่ยอมรับของสังคมโดยทั่วไป หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือ ช่วยนำทางคนที่เดินทางผิดให้มาเดินถูกทางนั่นแหละ ธรรมทานนี้จะได้กุศลผลบุญสูงกว่าอภัยทานนะ เพราะแม้เราให้อภัยทานแก่คนที่เลวร้ายไปแล้วก็ตาม แต่เขาก็หาได้อยู่รอดปลอดภัยไม่ อาจถูกคนอื่นที่เขาไม่ให้อภัยกำจัดเสียก็ได้ แต่ถ้าเราให้ธรรมทาน จนสามารถทำให้คนเลวกลับกลายมาเป็นคนดีเสียได้เขาจะอยู่ได้โดยรอดปลอดภัยใช่ไหม?” หลวงพ่ออธิบาย


“ครับ แต่แหม มันก็ยิ่งยากกว่าให้อภัยอีกทานเสียอีก เพราะอภัยทานนั้น เราเพียงอภัยในใจไม่ต้องไปข้องแวะกับคนเลวๆ พรรค์นั้นเขาร้ายมาเราก็เลี่ยงเสีย เขาด่าเขานินทาเราก็เอาหูทวนลมเสีย แต่ถ้าถึงขั้นต้องพาตัวเข้าไปอบรมสั่งสอนคนชั่วร้ายเช่นนั้น คงไม่ไหวหรอกครับหลวงพ่อ”ข้าพเจ้าตอบพร้อมส่ายหัวอย่างท้อแท้

“อ้าว ถ้าคุณยังทำใจไม่ได้ ก็ต้องรู้จักใช้อุบายสิ เช่น ถ้าคุณรู้ว่าคนเลวผู้นั้นนับถือใคร หรือเกรงใจใครและบังเอิญคุณก็รักใคร่ชอบพอกับเขา ก็ขอความร่วมมือกับเขา ฝากหนังสือธรรมะไปให้อ่านบ้างหรือให้เขาหาทางชวนไปหาพระฟังธรรมะบ้าง หรือหาทางล่อหลอกพามาหาฉันก็ได้นะ อย่างนี้คุณก็ได้ธรรมทานด้วยเช่นกัน” หลวงพ่ออธิบาย และเมื่อเห็นข้าพเจ้ายังสนใจฟังก็พูดต่อว่า “ยังมีวิธีสร้างกุศลผลบุญที่สูงกว่า ทานทั้งหลายโดยไม่ต้องเสียเงินและข้องแวะกับบุคคลอื่นอีกด้วยนะ”

“ทำอย่างไรครับหลวงพ่อ”ข้าพเจ้ารีบถามอย่างกระตือรือร้น

“ก็รักษาศีล อย่างไรเล่า อย่างคุณรักษาแค่ศีล 5 ให้บริสุทธิ์ก็พอแล้วได้บุญมากกว่าการให้ทานทุกรูปแบบเสียอีกนะ และยิ่งอยากได้กุศลผลบุญมากกว่ารักษาศีลก็ต้อง เจริญภาวนาให้ได้ ฌานสมาบัติ นะหากคุณ สามารถทรงฌานได้ และจิตเป็นเอกัคคตารมณ์ คือมีอารมณ์เป็นหนึ่งได้แม้เพียงชั่วเสี้ยววินาที หรือแค่ช้างกระดิกหูเท่านั้นคุณจะได้กุศลผลบุญมากเสียกว่าบวชตั้งหลายพรรษาโดยมิได้เจริญภาวนาเสียอีกนะ”หลวงพ่ออธิบาย

“เอ ถ้ายังงั้น ผมเลือกสร้างกุศลผลบุญด้วยการเจริญภาวนาเสียเลยจะมิดีกว่าหรือครับ?” ได้บุญสูงกว่าการให้ทาน และรักษาศีลเสียอีกข้าพเจ้าและให้ข้อคิดเห็น


“มันไม่ง่ายอย่างที่คุณคิดนะซี การขึ้นบันไดเขาต้องขึ้นทีละขั้นมิใช่กระโดดทีเดียวขึ้นไปอยู่บันไดขั้นสูงสุดเลย ดีไม่ดีตกมาแข้งขาหักนะ
การให้ทานบ่อยๆ ย่อมทำให้เกิดตัวเมตตา คือ ความรักบังเกิด ตัวกรุณา คือความสงสารเกิด
และเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ก็ทำให้คุณเกิดความละอายที่จะผิดศีลโดยเฉพาะศีล 5
และเมื่อศีล 5 บริสุทธิ์การเจริญภาวนาก็เป็นไปได้โดยง่ายมันเป็นบันได 3 ขั้นนะ จะกระโดดพรวดพราวไปเจริญภาวนาเลยมันก็ยากเย็น

หากไม่มีการให้ทานและการรักษาศีลมาก่อน เสมือนหนึ่งกระโดดจากพื้นขึ้นบันไดขั้นสุดท้ายนั่นแหละ แต่ก็อาจทำได้นะ ถ้าคุณมีวิชาตัวเบาเหมือนในหนังจีน

และก็เคยมีคนในสมัยพระพุทธเจ้าทำมาแล้วด้วยเหมือนกันคือ ท่านผู้นั้นดูถูกว่าการให้ทานเป็นกุศลผลบุญขั้นต่ำ จึงมุ่งรักษาศีลและเจริญภาวนาไปเลย ด้วยกุศลผลบุญดังกล่าวเมื่อตายไปก็เป็นผลทำให้มาเกิดเป็นมนุษย์และได้บวชในพระพุทธศาสนาเมื่อบวชใหม่ได้ออกบิณฑบาตแต่เนื่องจากท่านอาวุโสน้อยที่สุด จึงต้องเดินท้ายสุดปรากฏว่า ชาวบ้านที่นำอาหารมาใส่บาตร พอใส่มาถึงท่านนั้นอาหารก็หมดพอดี ทำให้พระท่านนั้นต้องนำบาตรป่าวกลับมาอาศรมและต้องอาศัยภัตตาหารจากพระรูปอื่นที่แบ่งปันให้พอได้ขบฉันบ้าง



ในวันรุ่งขึ้น พระอุปัชฌาย์จึงสั่งให้พระท่านนั้น ออกเดินนำหน้าพระภิกษุรูปอื่นออกบิณฑบาต โดยให้เหตุผลว่าเมื่อวานนี้พระท่านนั้นเดินท้ายแถวจึงไม่ได้อาหาร ส่วนทางฝ่ายชาวบ้านที่นำอาหารมาคอยใส่บาตรกลับนัดแนะกันว่า เมื่อวานนี้พวกเราใส่บาตรจากหัวไปทางท้ายแถวทำให้พระท่านหนึ่งซึ่งอยู่ท้ายแถวไม่ได้รับอาหารเลย ดังนั้นวันนี้เราจงใส่บาตรจากท้ายแถวไปทางหัวแถวเพื่อเป็นการชดเชยเถิด ด้วยเหตุนี้เมื่อพระมา ชาวบ้านก็ใส่บาตรจากท้ายแถวไปทางหัวแถว และพอใส่บาตรมาถึงพระท่านนั้นที่อยู่หัวแถวอาหารก็หมดพอดี ทำให้พระท่านนั้นต้องนำบาตรเปล่ากลับอาศรม เช่นเดียวกับวันแรกอีก



ในวันต่อมา พระอุปัชฌาย์จึงสั่งให้ท่านนั้นออกบิณฑบาตโดยให้เดิน อยู่ในตำแหน่งกลางแถวในวันต่อไป โดยให้เหตุผลว่า คราวนี้แม้ชาวบ้านจะใส่บาตรจากหัวแถว หรือท้ายแถวมาก็ตามพระท่านนั้นย่อมต้องได้ภัตตาหารแน่ ส่วนทางฝ่ายชาวบ้านก็กลับปรึกษากันว่าสองวันแล้วนะที่เรานำอาหารมาใส่บาตรและไม่ว่าจะใส่บาตรจากหัวแถวไปหาท้ายแถว หรือใส่บาตรจากท้ายแถวย้อนไปทางหัวแถวก็ตามมีพระภิกษุรูปหนึ่งไม่เคยได้รับอาหารเลยนะ อย่ากระนั้นเลยในวันรุ่นขึ้นพวกเราจงแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มเถิด คือกลุ่มหนึ่งใส่บาตรจากหัวแถวไปทางท้ายแถว และอีกกลุ่มหนึ่งใส่บาตรจากท้ายแถวไปหาหัวแถว เพราะถ้าทำวิธีนี้แล้วไม่ว่าพระท่านนั้นจะเดินบิณฑบาตอยู่หัวแถว หรือท้ายแถวก็ตามที ย่อมต้องได้ภัตตาหารจากพวกเราอย่างแน่นอน


ดังนั้นในวันรุ่งขึ้นเมื่อพระออกบิณฑบาตชาวบ้านก็แยกออกเป็น 2 กลุ่ม และแยกกันใส่บาตรตามวิธีการที่คิดเอาไว้ ปรากฏว่า พอถึงพระท่านนั้นที่ยืมอยู่ตรงกลาง อาหารก็หมดพอดี ทำให้พระท่านนั้นต้องนำบาตรเปล่ากลับอาศรมในวันที่ 4 พระอุปัชฌาย์จึงให้พระบวชให้เข้าแถวเป็นองค์ที่สองต่อจากท่านเมื่อชาวบ้านมาใส่บาตร เมื่อใส่องค์แรกแล้วก็ข้ามไปใส่องค์ที่สาม เนื่องจากมองไม่เห็นบาตรองค์ที่สองพระอุปัชฌาย์จึงให้มือของท่านจับปากบาตรรพระบวชใหม่ไว้ ชาวบ้านจึงเห็นบาตรของพระองค์ที่สอง และใส่บาตรของท่านได้โดยอาศัยทานบารมีของพระอุปัชฌาย์



เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงทราบเรื่องราวแล้วจึงได้ทรงอธิบายว่า พระท่านนั้นในอดีตชาติมิได้สร้างสมทานบารมีมาเลย ด้วยดูถูกว่าทานบารมี เป็นกุศลผลบุญขั้นต่ำจึงมุ่งแต่รักษาศีลและเจริญภาวนา ดังนั้นเมื่อมาเกิดในชาตินี้จึงขาดลาภและขาดแคลนในทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่อาหารการกินดังที่ได้ประจักษ์แล้ว ผิดกับพระสีวลีซึ่งในอดีตสร้างทานบารมีมามาก มาในชาตินี้จึงอุดมสมบูรณ์เป็นยังไงล่ะคุณมนูญ จะเอาย่างพระท่านนั้นหรือ?” หลวงพ่ออธิบายโดยละเอียดแล้วย้อยถามข้าพเจ้า


“เอ หากเป็นเช่นนี้ผมก็เห็นจะต้องรีบสร้างทานและรักษาศีลก่อนแล้วนะครับ

ท่านผู้อ่านที่รัก พอเข้าใจแล้วใช่ไหมครับว่า ไม่ว่าท่านจะเป็นคนร่ำรวยล้นฟ้าสักเพียงไร หรือยากจนข้นแค้นสักปานไหนก็ตามท่านมีโอกาสที่จะสร้างกุศลผลบุญได้ไม่น้อยหน้ากันเลยนะครับ

ที่มา : http://www.geocities.com/magic_angelth/index22_1.htm (http://www.geocities.com/magic_angelth/index22_1.htm)

nok
08-10-2005, 04:09 PM
อนุโมทนา กับธรรมทานดีดีค่ะพี่แป้ง

littleweb
08-10-2005, 06:23 PM
เคยสงสัยมานาน ตอนนี้หายสงสัยละ ขอบคุณมากๆๆเลยพี่แป้ง

99919991
08-10-2005, 07:02 PM
โมทนาด้วยค่ะ สาธุ

roiet1012001
08-10-2005, 08:41 PM
ทาน ศีล ภวานา อยากนักที่ผู้คนจะเข้าใจอย่างท่องแท้...จนรวยไม่สำคัญคับ..บนเส้นทางการสร้างบารมีทุกคนเสมอกัน..อยู่ที่ว่าจะทำหรือไม่..ถ้าตามใจ..ก็คงยากคับ..ทำตามพระธรรมวินัยมันต้องฝืนใจทำ..แต่สิ่งที่ได้มาด้วยความยากเย็น..มันมีค่าคับ..แต่มันก็ไม่ยากจนเกินความสามารถของคุณสมบัติที่เกิดมาเป็นมนุษย์..นอกจากคุณต้องการเกิดมาเป็นคน..ไม่ใช่มนุษย์

Attawat_Rx
08-10-2005, 09:52 PM
โมทนาครับ

nanuu
09-10-2005, 06:07 AM
โมทนาด้วยคนครับ

บัวทิพย์
09-10-2005, 11:22 AM
อนุโมทนาด้วยค่ะ สาธุ

zankuro
10-10-2005, 11:27 AM
อนุโมทนาด้วยครับ
เพิ่งรู้ว่า ทำทานด้วยการรักษาศีล 5 ก็ได้บุญด้วย

kittikorn
10-10-2005, 04:41 PM
อนุโมทนา กับธรรมทานดีดีครับได้อ่านแล้วอิ่มเอิบมาก

chue27
12-10-2005, 10:07 PM
เออเหรอครับ เป็นความรู้มากเลยครับ สาธุดวยครับ

olj
26-11-2005, 02:21 AM
โมทนาครับ

mali
02-12-2005, 02:19 PM
ขออนุโมทนาสาธุการค่ะ มีเรื่องดีๆ มาให้อ่านเสมอ

ธรรมวิเสโส
07-12-2005, 08:36 AM
หลวงพ่อสอนดีจริงๆ ขอบคุณที่นำมาให้อ่านเป็นประโยชน์จริงๆ ที่ได้อ่าน ขออนุโมทนาบุญทานนี้ด้วยครับ

แคท
17-12-2005, 05:11 PM
ขออนุโมทนา นะค่ะ
....
คนจน หรือ คนรวย
หนทาง ดับทุกข์ ไม่ต่างกัน
อย่าไปหลง วัตถุ

Taton
20-12-2005, 12:20 AM
ขออนุโมทนา สาธุ ด้วยครับ เข้าใจดีแล้วครับ

พัชรวัฒน์
27-12-2005, 01:07 PM
โมทนา สาธุ

รัชตะ
28-12-2005, 03:11 PM
ขอร่วมอนุโมทนา สาธุ กับคุณแป้ง และทุกท่านด้วยค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ สำหรับข้อความธรรมทานดีๆ
เรามาพยายามสร้างบุญบารมีให้ครบทุกบุญเพื่อทางไปที่ดีกันเถอะค่า

nirun rukbon
16-01-2006, 07:52 AM
สาธุ...ครับกับความดีสูงสุด...

นายจันทร์เจ้า
26-01-2006, 10:50 AM
สาธุ โมทนาครับ

Xzerion
19-02-2006, 03:50 PM
อนุโมทนาด้วยครับ

ศิษย์น้อย
19-02-2006, 05:02 PM
กว่าจะหาเงินมาทำทานได้ 5 บาท 10 บาท ... มันช่างยากลำบากนัก สำหรับ คนยากจนอย่างเราๆ ...... โดนใจๆ จริงๆ...


เราต้องดิ้นรน ทำกิจการงาน ขณะที่คนรวยนอนกินดอกเบี้ย ... เงินหุ้น..


สู้โว้ยยยยยยยยย....

yeen
20-02-2006, 02:21 PM
กำลังใจครับ กำลังใจสูง แกร่ง ก็ทำบารมีได้เยอะ ทำกุศลได้เยอะ

ปัชฌา
21-02-2006, 10:24 PM
ถึงแม้การใช้ชีวิตจะมีอุปสรรคมากมาย จนจะทนไม่ไหว แต่เรายังคงเดินหน้าในการทำดีต่อไป ถึงแม้จะเหนื่อยใจก็ตาม

ปัชฌา
21-02-2006, 10:27 PM
ถึงแม้การใช้ชีวิตจะมีอุปสรรคมากมาย จนจะทนไม่ไหว แต่เรายังคงเดินหน้าในการทำดีต่อไป ถึงแม้จะเหนื่อยใจก็ตาม

kunchaytae
17-03-2006, 11:46 PM
ชอบเวปนี้มากคับ อนุโมทนา คับ

qwerty2521
25-05-2006, 08:02 PM
เป็นเนื้อหาที่อ่านแล้วสบายใจจริงๆเลย รู้สึกชื่นบานในใจ ขอร่วมอนุโมทนาด้วยค่ะ

###อ่อน###
25-05-2006, 09:25 PM
ของมันแน่ๆ อยู่แล้ว เคยอ่านวัฎจักรของฅนรวยมั๊ย?

ฅนจนมันก็จนต่อไป ใครจะรวยเท่าไร ก็ปล่อยให้รวยเสียให้เข็ด .....
เอ้า ...ฅนมันจนมันก็จนต่อไป ใครจะรวยเท่าไร ก็ปล่อยให้รวยเสียให้เข็ด .....

แล้ววัฎจักรของฅนจนคืออะไร?
และแตกต่างจาก วัฎจักรของฅนรวยอย่างไร?

ใช่มั๊ย?

อาณัติ
31-05-2006, 07:09 PM
อนุโมทนาครับ
เป็นคนจนน่ะครับ คิดเรื่องนี้มานานแต่ไม่กระจ่างเสียที่ ดีใจที่ได้พบหลวงพ่อ ดีใจที่ได้เสวนากับศิษย์ดีๆของหลวงพ่อ ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง มีความสุขทุกท่านครับ

nhong
28-06-2006, 10:09 AM
อนุโมทนาบุญครับ

BVon16
14-07-2006, 01:53 PM
"ข้าพเจ้าและครอบครัว ขอร่วมอนุโมทนาบุญด้วยใจยินดีกับทุกๆท่านที่ได้เข้ามาทั้งๆที่เข้ามาโพสหรือเข้ามาชมและที่ได้เอาธรรมะ รวมทั้งแนวทางแห่งการหลุดพ้นมาเผยแผ่ในเว็ปพลังจิตนี้ด้วยเทอญ"

ไฟราคะ
31-08-2006, 06:55 PM
อนุโมทนาคับ ขอถามผู้รู้หน่อยคับ
สมมุติว่าเงินที่มีคนเขาให้เรามา แล้วเรานำเงินส่วนนั้นไปทำบุญเราจะได้บุญเต็มๆ ไหม?อ่า (ด้วยความงกบุญ) เราคนที่ให้จะได้บุญด้วยไหม

แก้วสารพัดนึก
10-09-2006, 11:24 PM
อนุโมทนาบุญ ด้วยค่ะ อ่านเรื่องนี้แล้ว ย้อนนึกถึงตัวเองเลย

Sunshineman
18-09-2006, 09:44 PM
อนุโมทนาด้วยครับ ได้สติดีมากๆเลย(verygood)

กฤษณะ3210
18-09-2006, 11:20 PM
อนุโมทนาคับ ขอถามผู้รู้หน่อยคับ
สมมุติว่าเงินที่มีคนเขาให้เรามา แล้วเรานำเงินส่วนนั้นไปทำบุญเราจะได้บุญเต็มๆ ไหม?อ่า (ด้วยความงกบุญ) เราคนที่ให้จะได้บุญด้วยไหม

ตัวเราก็ได้ซิครับ เพราะเขาได้ให้เงินเรามาแล้ว มันก็เป็นของๆเรา แต่ถ้าไปขโมยมาทำอันนี้ก็ได้นะครับ แต่ได้บุญน้อย

และถ้าอยากให้คนที่ให้เงินเราเขาได้บุญด้วยต้องบอกให้เขาอนุโมทนาบุญกับเราครับ แบบนี้ได้บุญแน่นอน อย่างที่หลวงพ่อท่านเทศน์ไว้

ขอเสริมหน่อยครับ อย่างการอุทิศส่วนกุศลให้คนตายเหมือนกัน ถ้าเราอุทิศไปให้กับบุคคลนั้นๆ แต่บุคคลนั้นเขาไม่ได้อนุโมทนา เขาก็ไม่ได้นะครับ แม้ว่าเขาจะรู้ว่าเราทำบุญ เพราะว่าสมัยที่เขาเกิดเป็นมนุษย์เขาไม่เคยยินดีกับความดีของใคร เรียกว่า ชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์ เห็นว่าถ้าเราทำดีเราก็ได้ คนอื่นทำดีเขาก็ได้ของเขา จึงเป็นนิสัยติดตัวไป ทำให้เสียบุญโดยที่ลงทุนแค่มีใจยินดีแต่มีอนิสงส์เหลือคณานับ

นั่นก็เพราะไม่ได้ศึกษาว่าการอนุโมทนาก็เป็นบุญอย่างหนึ่งในสมัยมนุษย์นั่นเองครับ ต้องระวังนะครับอย่าให้นิสัยนี้ติดไปเพราะอนิสงส์ของการอนุโมทนานั้นไม่ใช่ธรรมดานะ (เรื่องนี้จำพระท่านเทศน์มาครับ)

ดั้งนั้นการอนุโมทนา คือ การร่วมยินดีกับการกระทำดีของคนอื่น ต้องฝึกไว้ให้เป็นประจำแม้ว่าหากเราตายแล้ว ไปเกิดเป็นเทพ หรือ ในภูมิใดๆ นิสัยที่ร่วมยินดีก็จะติดตัวเราไปครับ

การทำบุญที่ได้อานิสงส์(ผลบุญ)สูง


วัตถุทานบริสุทธิ์ - หาได้มาอย่างสุจริต
ผู้รับบริสุทธิ์ - เป็นเนื้อนาบุญที่ดี
จิตผู้ให้ - ก่อนให้ผ่องใส - ขณะให้ก็ผ่องใส - หลังให้ก็ผ่องใส

นพศรัณย์
08-10-2006, 04:46 PM
ขอกราบอนุโมทนาด้วยครับ เสมอภาค ยุติรรม ร่มเย็นดี ชื่นใจจัง สาธุ

surad
08-10-2006, 05:36 PM
โมทนาครับ ต่อไปไม่น้อยใจแล้วที่ทำบุญได้น้อยกว่าคนรวย

jhighness
16-10-2006, 09:18 PM
[b-nurse] อนุโมทนาด้วยนะคะ

wanawananon
22-12-2006, 10:46 AM
คนรวยกับคนจนเปรียบเทียบปริมาณการทำบุญแล้วได้ผลต่างกันอย่างเห็นได้ชัด....ในที่นี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้นมิได้มีเจตนาอื่นใดไม่...ยกตัวอย่าง:เช่น..คนจนทำบุญเพื่อสร้างวัด 20 บาท...แต่คนรวยทำบุญอย่างเดียวกันโดยสร้างวัดได้สำเร็จเลย 1 วัด....ทำไมผลบุญถึงเท่ากัน..ในเมื่อผลลัพท์แห่งปริมาณแตกต่างกันมาก...อีกประการหนี่งผู้ที่ไม่ได้ทำบุญเอง..แต่คอยตามไปโมทนาสาธุ..แล้วได้บุญไป..90%นี่..อีกหน่อยก็คงมีแต่คนโมทาสาธุ....แต่ความเป็นจริงในสังคมแล้วการทำบุญเช่นทอดผ้าป่า..กฐิน...ก็ต้องนำปัจจัยใส่ซองทั้งสิ้นก่อนโมทนาสาธุ..ไม่เห็นมีกองผ้าป่า..กฐินใด....ไม่ใช้ซอง..หรือใช้แต่คำโมทนาสาธุเลย..และก็สร้างวัดหรือวัตถุมงคลไม่ได้ด้วยถ้าใช้เพียงคำนี้/

cadet38
12-01-2007, 02:32 AM
อนุโมทนาบุญด้วยครับ

นายเอก
02-02-2007, 09:29 AM
อนุโมทนาครับ

รัก+ยม
03-02-2007, 09:21 AM
ffffffffffffffff

รัก+ยม
03-02-2007, 09:25 AM
...........ทดสอบ

wudi
07-03-2007, 09:47 AM
อนุโมทนา สาธุ กับเรื่องราวดีๆ ที่เป็นประโยคนี้ด้วยนะครับ คราวนี้ คนจนหรือคนรวยก็จะได้ตาสว่างกันซะที ว่าคนเรานี้มันก็ทุกข์เหมือนๆ กัน จริงไหมครับ (อนิจจัง ทุกขัง อนันตา)

creammy
23-07-2007, 08:44 PM
อนุโมทนาค่ะ

หนูแว่น
23-07-2007, 10:41 PM
อนุโมทนา ทำบุญแต่เท่าที่มีกำลัง แต่สม่ำเสมอ
พร้อมทั้งรักษาศีลด้วย ย่อมให้ผลดีแน่นอน

เด็กหัดใหม่
24-07-2007, 10:30 PM
ได้ความรู้เยอะเลยค่ะ ต่อไปจะอนุโมทนากับทุกคนที่ทำบุญเลยค่ะ

sharingidea
30-07-2007, 11:37 PM
อนุโมทนาครับ

nhong
07-08-2007, 10:39 AM
ขออนุโมทนาบุญครับ

bigger
07-08-2007, 03:18 PM
อนุโมทนาครับ

kong_sorakrit
20-08-2007, 04:29 PM
ขออนุโมทนาสาธุครับ

อิสระพงษ์
23-09-2007, 09:21 AM
คนรำรวยมีโอกาสสร้างกุศลผลบุญได้มากกว่าคนจนหรือไม่
ผมคิดว่าความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนจึงทำให้ข้าพเจ้าสงสัยขึ้นมาว่าโอกาศสร้างบุญกุศลของคนรวยย่อมจะมีมากกว่าคนจนและถ้าเป็นเช่นนี้อีกกี่ภพกี่ชาติถ้าเกิดเป็นมนุษย์อีกส่วนคนจนก็จะเกิดมาจนทุกภพทุกชาติไป
“คนร่ำรวยหัวไม่แข็งอย่างคนจนเจ็บนิดเจ็บหน่อยละก้อเขาเป็นทุกข์กว่าคนจนเสียอีกนะ ความเจ็บไข้บางชนิดคนจนเป็นวันสองวันก็หาย แต่คนรวยก็จะเป็นนนาน

อิสระพงษ์
23-09-2007, 11:01 AM
(b-glass) คนรำรวยมีโอกาสสร้างกุศลผลบุญได้มากกว่าคนจนหรือไม่
ผมคิดว่าความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนจึงทำให้ข้าพเจ้าสงสัยขึ้นมาว่าโอกาศสร้างบุญกุศลของคนรวยย่อมจะมีมากกว่าคนจนและถ้าเป็นเช่นนี้อีกกี่ภพกี่ชาติถ้าเกิดเป็นมนุษย์อีกส่วนคนจนก็จะเกิดมาจนทุกภพทุกชาติไป(evil2) (evil2) (ping) (evil2) (evil2)
“คนร่ำรวยหัวไม่แข็งอย่างคนจนเจ็บนิดเจ็บหน่อยละก้อเขาเป็นทุกข์กว่าคนจนเสียอีกนะ ความเจ็บไข้บางชนิดคนจนเป็นวันสองวันก็หาย แต่คนรวยก็จะเป็นนนาน(ping) (ping) (evil2) (ping) (ping)
<!-- / message -->

อิสระพงษ์
23-09-2007, 11:09 AM
(b-glass) คิว่าคนรวยกับคนจนน่าจะได้บุญกุศลเท่ากันครับเพราะมันอยู่ที่จิตใจของคนเรา (evil2) (ping) (evil2)

wannalap
07-10-2007, 08:52 AM
เรียนท่านผู้รู้

รบกวนขอบทสวดพร้อมคำแปลในแต่ละวรรคตอน ของ อาทิตตปริยายสูตร อนัตตลักขณสูตร ธรรมนิยามสูตร และ มหาสติปัฎฐานสูตร ด้วยค่ะ
ขอบคุณและขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ

kooii
17-10-2007, 12:37 PM
อนุโมทนา ด้วยค่ะ

ธรรมวิวัฒน์
17-10-2007, 02:34 PM
อนุโมทนา ทำบุญแต่เท่าที่มีกำลัง แต่สม่ำเสมอ
พร้อมทั้งรักษาศีลด้วย ย่อมให้ผลดีแน่นอน
<!-- / message --><!-- sig -->
ต้องดูอย่างอดีตชาติพระอนุรุทธะครับ ถวายทานพระปัจเจกพุทธเจ้าแค่นิดเดียวก็ยังรวยทุกชาติ จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ครับ กำลังใจสำคัญที่สุด ครับ สาธุ

kobporn
18-10-2007, 02:27 PM
อนุโมทนาค่ะ

คนมีกิเลส
18-10-2007, 09:17 PM
ปริมาณบุญ ขึ้นอยู่กับปัจจัย ๓ ประการ
๑.ผู้ให้บริสุทธิ์
๒.วัตถุทานบริสุทธิ์
๓.ผู้รับวัตถุทานบริสุทธิ์
บุญเกิดขึ้น ๓ กาล
ก่อนทำ ขณะทำ และ หลังจากทำแล้ว
ทั้ง ๓ กาล ใจต้องผ่องใส นะครับ

สุมังคลัง
02-11-2007, 09:48 AM
บุญจากการให้ทาน เป็นบุญขั้นต้น
บุญจากการรักษาศีล เป็นบุญขั้นกลาง
บุญจากการภาวนา สมาธิ วิปัสสนา เป็นบุญขั้นสูง
ทั้งหมดมีความสำคัญเหมือนกัน ช่วยเกื้อหนุนกัน
ควรทำทั้งสามอย่างไปพร้อมกัน จึงจะครบถ้วนสมบูรณ์ตามหลักพุทธศาสน์

Xiaobao
08-11-2007, 07:29 PM
เคยคิดน้อยใจในโชคชะตา ที่ทำให้เรื่องในชีวิตบางอย่างต้องทุกข์ต้องคิดมาก

แต่ลองมาคิดกลับกันแล้ว ไม่คิดน้อยใจในคุณค่าความเป็นคนเลย พึ่งจะสำนึกว่า โชคดีแค่ไหนแล้วที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์

iofeast
08-11-2007, 07:43 PM
คนร่ำรวยมีโอกาสสร้างบุญกุศลได้มากกว่า และ มีก็โอกาสสร้างอกุศลกรรมได้มากกว่าเหมือนกัน เป็นดาบสองคมน่ะถ้าใช้ให้ดีก็ดีไป ถ้าใช้ไม่ดีก็สองเท่า

แย้มจิต
14-11-2007, 02:22 PM
คนรวยด้วยบุญเก่า ถึงเราจน ก็ค่อยๆสร้างสมบุญและความดีไปเรื่อยได้ ตามแนวพระราชดำรัสเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง"

ceta64
07-12-2007, 08:34 PM
ละเอียดและชัดเจนครับ ขออนุโมทนาครับ

TopciviL
20-12-2007, 01:24 PM
อนุโมทนา สาธุ ครับ

chai3211
21-01-2008, 09:35 AM
อนุโมทนาด้วยครับ สาธุ สาธุ สาธุ

ahantharik
21-01-2008, 10:26 AM
http://board.palungjit.com/images/buttons/post_thanks.gif (http://board.palungjit.com/showthread.php?do=post_thanks_add&p=127611)

ahantharik
21-01-2008, 12:10 PM
อนุโมทนาครับ กับทานธรรมเนื้อหาสาระดีมาก ๆ เลย

kritsada_li
25-01-2008, 08:59 PM
ขอบพระคุณมาครับเป็นความรู้มากเลยครับ
ขออนุโมทนา สาธุ

GOLFGTC
08-02-2008, 08:27 AM
อนุโมทนาครับ อ่านแล้วรู้สึกสนุกไปด้วย ทำให้เห็นภาพชัดเจนเลยครับ

Thanarit
19-02-2008, 10:23 AM
สุดยอดครับ

slamb
15-03-2008, 06:09 PM
สาธุ ใด้เรียนรู้และมีประโยชน์มากๆครับ ขอให้คุณแป้งจงมีแต่ความสุขความเจริญ
คุณพระรักษาครับ

kong_sorakrit
16-03-2008, 03:19 PM
ขออนุโมทนาสาธุในบุญกุศลของธรรมทานในครั้งนี้ด้วยนะครับ

Suto
03-04-2008, 01:37 AM
สาธุครับ เข้าใจได้มากขึ้นเยอะเลยครับ

โอเวน
11-06-2008, 11:17 AM
ขออนุโมทนา สาธุด้วยอีกคนครับ

ธรรมวิวัฒน์
11-06-2008, 01:17 PM
อนุโมทนากับธรรมทานในครั้งนี้ครับ

oomsin2515
12-06-2008, 11:00 PM
กุศลผลบุญใด ๆ ก็ตามที่ข้าพเจ้าได้ทำมาแล้ว ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้าขออุทิศให้<O:p</O:p


“สมาชิกเว็ปพลังจิตทุกท่าน”<O:p</O:p


จงได้รับ หรืออนุโมทนากุศลผลบุญนี้ด้วย เทอญ.<O:p</O:p

<O:p</O:p


บุญสำเร็จได้ด้วยการ อนุโมทนา สาธุ สาธุ สาธุ<O:p</O:p

<O:p</O:p


ขอให้ทุกท่านมีความเจริญยิ่งขึ้นในพระพุทธศาสนา<O:p</O:p

บีว่า
29-07-2008, 09:36 AM
ขออนุโมทนาบุญ ด้วยครับ สาธุ....สาธุ

ทิพย์ดอกไม้
31-07-2008, 01:23 PM
ขออนุโมทนา กับคุณ paang ที่ได้นำบทสนทนาดีๆมาให้อ่านกัน และขออนุญาตนำไปเผยแพร่ต่อไปยังเวบอื่นด้วย สาธุ

kaitheera
09-08-2008, 01:13 PM
ขออนุญาตนำไปเผยแผ่ต่อครับผม

jjkate
21-08-2008, 09:21 AM
ขออนุโมทนา สาธุค่ะ
เมื่อก่อนไม่เข้าใจ ตอนนี้เข้าใจแล้วค่ะ

NNnight
20-09-2008, 12:13 PM
เข้าใจชัดเจน ท่องแท้ดีแล้วครับ ผมก็สังสัยมานานแล้วเหมือนกัน เพียงแต่ไม่แจ่มแจ้งเท่านั้นเอง ได้ฟังจากที่ท่านเล่ามาผมรู้สึกยินดี ยินชอบเป็นอย่างยิ่งเลยครับ ธรรมะผสมผสานแง่คิดดีๆ คราวนี้ผมเข้าใจแล้ว

ขอ อนุโมทนา สาธุครับ

NNnight
20-09-2008, 12:16 PM
ผม ขออนุญาติคุณแป้ง นำไปเผยแพร่ต่อด้วยน่ะครับ เผื่อคนที่ยังลังเลสงสัยอยู่ จะได้คลายความสงสัยไปบ้าง

ศึกษาธรรม2551
23-09-2008, 10:06 AM
ขออนุโมทนาครับ

tuconvergence
26-09-2008, 11:28 AM
ร่วมน้อมนำคำสอนไปปฏิบัติครับ...

อนุโมทนา..สาธุ ครับ..

ถนอม021
30-09-2008, 12:44 PM
ขออนุโมทนาบุญด้วยครับ

ถนอม สุพัตรา ถกนธ์ พร้อมครอบครัวและญาติมิตร

phoozaza
14-10-2008, 12:20 PM
ดีมากเลยค่ะ

อนุโมทนาสาธุค่ะ

mu-nice
05-11-2008, 08:56 AM
ขออนุโมทนาด้วยความปลื้มปิติจริงๆค่ะขนลุกเลยน้ำตาพาลจะไหล ขอทุกคนให้อภัยกันเถอะนะคะโลกนี้จะได้สงบถ้าทุกคนคิดว่าเขาคือพี่น้องเราประเทศไทยคงดีกว่านี้ ให้อภัยกันนะ ทุกอย่างถ้าคิดในแง่ดี ก็จะดี อย่างเช่น เขาขับรถปาดหน้าเรา ก็คิดว่า เขาไม่เจตนา เขาอาจจะรีบ มีเหตุจำเป็นอะไรก็ได้ มองให้เป็นเรื่องตลกให้หมด ความโกรธจะไม่เกิด

TUK2800
07-11-2008, 09:34 AM
http://board.palungjit.com/images/anumotana.gifขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ

Lukhgai
08-11-2008, 09:52 PM
อนุโมทนา..สาธุ ค่ะ