View Full Version : ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์-ผลที่เกิดจากภาวะโลกร้อนและการป้องกัน
Falkman
15-10-2008, 04:40 PM
กระทู้นี้ตั้งมาเพื่อรวบรวมข้อมูล เวบไซท์ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ องค์การต่างๆ เช่น องค์การนาซ่า หรือ นักวิทยาศาตร์ ต่างๆ ที่ทำนายเกียวกับโลกร้อน และผลกระทบที่ตามมา และวิธีที่จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา
ใครมีอะไรเอามาลงๆ กันไว้เลยนะ
;aa21
Elfen
15-10-2008, 05:00 PM
ยอดเยี่ยมครับท่าน..เป็นกำลังใจให้คร๊าบบบบบ
Falkman
15-10-2008, 05:07 PM
http://flood.firetree.net/?ll=16.3412,97.3388&z=12&m=9
ดูประเทศไทยที่ระดับน้ำทะเล 9 เมตร
Forever In LoVE
16-10-2008, 08:12 AM
แจ่มไปเลยค่ะพี่อ๋อ
(f) (f) (f)
vanco
18-10-2008, 10:03 AM
ว๊าววววว
เด๋วมาแจมกะพี่อ๋อนะครับ
(แอบไปหาข้อมูลก่อน)
ชอบๆๆๆๆๆๆ แนวนี้จัง
---------------------------
vanco
18-10-2008, 10:11 AM
การค้นคว้าเกี่ยวกับโลกร้อน 200 ปีที่ผ่านมา (http://www.thaihotzone.com/global-warming/170-global-warming-research.html)
http://www.thaihotzone.com/images/stories/445g5.jpg ภาวะโลกร้อน
อากาศตามฤดูกาลวิทยา หรือ Climatology เคยเป็นการค้นคว้าเล็ก และ การค้นคว้าที่ถูกมองข้าม โดยนักวิทยาศาสตร์ ครั้งอดีต แต่การค้นคว้าที่สำคัญเมื่อต้นศตวรรษที่ 19 ได้เปลียนทุกสิ่งทุกอย่าง และทำให้การค้นคว้าเกี่ยวกับโลกร้อนได้กลายเป็น การค้นคว้าที่สำคัญทีสุดในโลกปัจจุบัน
พ.ศ.2367 (ค.ศ. 1824)
นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศษ Joseph Fourier เป็นบุคคลแรกที่ได้นำคำว่า ก๊าซเรือนกระจก มาสู่สายตาชาวโลก และ การค้นคว้าของเขาได้ถูกบันทึกไว้ที่ มหาวิทยาลัย Paris's Académie Royale des Sciences ณ กรุงปารีส
พ.ศ. 2404 (ค.ศ. 1861)
นักฟิสิกส์ชาวไอซ์แลน John Tyndall ทำการค้นคว้าเกี่ยวกับการ สร้างความร้อน และ ดูดซึมควมร้อนจากอากาศ โดยแก็ซ รวมถึง การค้นคว้า CO2 และ H2O เขาแสดงให้เห็นว่าก๊าซ คาร์บอนไดออกไซค์สามารถดูดซึม รังสี อินฟราเรดได้ และมันสามารถทำให้เกิดการเปลียนแปลงในอุณภูมิ Tyndall เคยกล่าวไว้ว่า "รังสีจากดวงอาทิตย์. . .พลังที่สามารถผ่านชั้นบรรยากาศ แต่เมื่อรังสีของมันถูกดูดซึมโดยโลก มันจะถูกยิงกลับออกไปในอวกาศ ทั้งนี้ ไม่มีวันกลีบไปด้วยปรีมาญเท่าเดิม ถึงแม้ว่าชั้นบรรยากาศโลกจะปล่อยให้รังสีจากดวงอาทิตย์เข้ามา แต่มันจะไม่ปล่อยรังสีออกไปง่ายๆ ผลลับก็คือการเพิ่มอุณภูมิของโลกขึ้นเล็กน้อยทุกๆวัน"
พ.ศ.2439 (ค.ษ1896)
นักเคมีวิทยาชาว สวีเด็น Svante Arrhenius เสนอความคิดแรกของการสร้างก๊าซเรือนกระจกโดยมนุษย์ และไม่ใช่ธรรมชาติ เขาสร้างสมมุติฐานขึ้นมาว่า การเผาไม้ถานหิน 200 ปีที่ผ่านมาได้สร้างกาศ CO2 ขึ้นมาอย่างมหาศาลและ ทำให้อุณภูมิของโลกเราร้อนขึ้น Arrhenius เคยพยายามจะคิดหาเห็นผลว่าทำไมโลกเราจึงเกิดยุคน้ำแข็ง แต่เขาก้ไม่เคยเข้าใจมันอย่างแท้จริง
พ.ศ. 2483 (ค.ศ. 1938)
นักวิศวะ ชาวอังกฤษ Guy Stewart Callendar ได้ค้นคว้าและนำตัวเลขมารวมกัน สิ่งที่เขาค้นพบคือ อุณภูมิของโลกเราได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ร้อยปีที่ผ่านมา นอกจากนั้น เขายังพบว่า ก๊าซ CO2 ในชั้นบรรยากาศได้เพิ่มขึ้นถึง 10% อีกด้วย สุดท้ายเขาได้กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้อุณภูมิของโลกปรับตัวสูงขึ้นคือ ก๊าซ CO2 นี้เอง
พ.ศ. 2500 (ค.ศ.1955)
นักวิทยาศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัย John Hopkins นามว่า Gilbert Plass ได้พิสูจว่า การเพิ่มปริมาณของ CO2 ในชั้นบรรยากาศคือสาเหตุที่ทำให้โลกร้อนขึ้น จนถึงปี พ.ศ.2504 (ค.ศ.1959) เขาได้ทำนายว่าอุณภูมิของโลกนั้นจะเพิ่มขึ่นถึง 0.2 C
พ.ศ. 2503 (ค.ศ.1958)
นักเคมีวิทยา Roger Revelle และ Hans Suess ได้จ้าง นักธรนีวิทยา Charles Keeling ให้ทำการวัน จำนวลก๊าซ CO2 ในชั้นบรรยากาศอย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้นเพียง สองปี ขั้วโลกใต้ Antarctica ได้หายไปส่วนหนึ่ง และเป็นสิ่งที่เริ่มทำให้ชาวโลกหันมาตระหนักถึง ปัญหา กาศ CO2 นี้ หรือที่ปัจจุบันคือ โลกร้อนนั้นเอง
พ.ศ.2512 (ค.ศ.1970)
วันที่ 22 เมษา ปี2512 เป็น "วันโลก" วันแรกของอเมริกา ชาวอเมริกา 20ล้านคนออกมาร่วมฉลอง งานที่จัดโดย วุฒธิสมาชิก Gaylord Nelson จากพรรคเดโมเเครด และในวันนั้น ได้มีการแถลงข่าวร้าย เกี่ยวกับถาวะโลกร้อนสู่สายตาชาวอเมริกานั้นเอง
พ.ศ.2521 (ค.ส. 1979)
การประชุมอากาศโลก ได้เกิดขึ้นนะกรุงเคเนวา ซึ่งนำไปสู่ โปรแกรมช่วยโกร้อนครั้งแรกของโลกนำโดยนานาชาติ
พ.ศ.2527 (ค.ส.1985)
การประชุม อากาศโลก ในเมือง Allach ประเทศ ออสเตรเลีย นักวิทยาศาสตร์ได้เปิดเผยว่า อุณภูมิของโลกที่สูงขึ้นนี้ จำนำไปสู่ การละลายของน้ำแข็งซึ้งจะหมายความว่า น้ำทะเลจะสูงขึ้นเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังกล่าวว่าพวกเขาได้ค้นพบช่องโหว่ในบรรยากาศ เหนือขั้วโลกตายอีกด้วย
พ.ศ.2529 (ค.ส.1987)
มีการบันทึกวันที่ร้อนที่สุดตั้งแต่มีการบันทึกอุณภูมิโลกมา สามปีให้หลัง ยุค 80 ถูกบันทึกเป็น 10 ที่ร้อนที่สุด ตั้งแต่มีการบันทึกอุณภูมิโลกมา
vanco
18-10-2008, 10:12 AM
พ.ศ.2530 (ค.ส.1988)
The Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ถูกจัดตั้งขึ้นโดย World Meteorological Organization (WMO) และ United Nations Environment Program (UNEP) โดย IPCC จะค้นคว้าและเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโลกร้อนสู่สายตาชาวโลก
Dr. James Hansen จาก NASA ได้นำข้อมูลสู่ประธานาธิปดีสหรัฐ โดยใช้คอมพิวเตอร์ให้เห็นว่า เขาแน่ใจถึง 99% ว่า ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดกาจมนุษย์นั้น กำลังเปลียนแปลงอุณภูมิโลกจิงๆ
พ.ศ.2532 (ค.ส.1990)
IPCC ได้นำข้อมูลแรกออกมาว่า อุณภูมิของโลก จะเพิ่มขึ้น 0.3 °C ทุกๆ10ปี และ ยังเปิดเผยอีกว่า โลกเราไม่เคยร้อนขนาดนี้มาถึง 1หมื่นปีแล้ว
พ.ศ.2535 (ค.ส.1992)
172 ประเทศ ได้เจรจาหารือกันเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อนนี้ ที่กรุงรีโอ เด จาเนโร ประเทศบราสิล ซึ่งจะ นำไปสู้สนธิสัญญา เกี่ยวดตในไม่ช้า
พ.ศ.2538 (ค.ส.1995)
ถูกบันทึกเป็นปีที่ร้อนทีสุด และ สี่ปีให้หลัง ยุค 90 ถือเป็น 10 ปีที่ร้อนที่สุดในรอบ 1000 ปี
IPCC ได้เปิดเผยว่ามีหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่ามนุษย์เป็นสาเหตุของโลกร้อนนี้ และ มันไม่ใช่ประกฏการธรรมชาติ
พ.ศ.2540 (ค.ส.1997)
สนธิสัญญา Kyoto ว่าด้วยประเทศพัฒนาแล้ว ยกเว้นสหรัฐ ซึ่งโวท 95 ต่อ 0 เพื่อไม่เข้าร่วมสนธิสัญญานี้ ได้ตกลงกันที่จะทำตามกฏ หกข้อ ว่าด้วยการลดจำนวลก๊าซเรือนกระจกลง 5.2% สนธิสัญญานี้จะหมดอายุลงในปี 2555 หรือ 2012
พ.ศ.2544 (ค.ส.2001)
ประธานาธิปดีคนใหม่ของสหรัฐ George W. Bush ได้ประกาศว่าจะไม่เข้าร่วมสนธิสัญญาเกียวโต เนื่องจากมันจาทำลายเศรฐกิจ สหรัฐ
IPCC ได้ประกาศว่า จากข้อมูล โลกร้อนที่เกิดจากมนุษย์นั้นมาจากการ เผาไม้เชื่อเพลิงเช่นน้ำมันเป็นส่วนใหญ่
พ.ศ.2546 (ค.ส.2003)
ยุโรปได้เจอกับฤดูร้อน ที่ร้อนที่สุดตั้งแต่ีการวัดมา ซึ่งฆ่าชีวิตชาวยุโรปถึง 3 หมื่นคน
พ.ศ.2550 (ค.ส.2007)
175 ประเทศได้ลงนามในสนธิสัญญาเกียวโต รวมถึง ประเทศ ออสเตรเลียที่ยืนเขียงข้างสหรัฐมาตลอดบัดนี้ ทนดูเหตุการเลวร้ายต่างๆไม่ใหว จนทำให้ต้องตัดสินใจลงนาม
Al Gore ไดรับรางวัล โนเบล ในการช่วยธรรมชาติ
พ.ศ.2551 (ค.ส.2008)
น้ำแข็งขนาด 260 ตารางกิโลเมตร ได้แตกออกจากขั้วโลกใต้ และทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ภาวะโลกร้อนกำลังเลวร้ายขึ้นมากกว่าที่พวกเขาคิด
และอีกไม่นานจะมีการประชุม อากาศโลกที่กรุงเทพ เพื่อพูดคุยเรื่องของสนธิสัญญาฉบับใหม่ก่อนที่เกี่ยวโตจะหมดอายุลงในปี 2012
ข้อมูลจาก: CNN.com
แปลไทยโดย: Thaihotzone.com
vanco
18-10-2008, 10:13 AM
http://www.thaihotzone.com/images/stories/549000017668102s.jpg ภาวะโลกร้อน
ปลูกป่าเขตเหนือทำโลกร้อนขึ้น ขณะที่ป่าเขตร้อนช่วยผ่อนปัญหา
เอเจนซี - รายงานสิ่งแวดล้อมโลกของสหรัฐระบุว่า การเพิ่มเนื้อที่ของป่าเขตร้อนใต้เส้นศูนย์สูตรจะช่วยบรรเทาปัญหาโลกร้อนได้ ในขณะเดียวกันการขยายป่าดงดิบในเขตตอนเหนือของเส้นศูนย์สูตรจะส่งผลในทางตรงกันข้าม
นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยมงต์เปลิแยร์ 2 (Montpellier University II) ของฝรั่งเศส, สถาบันคาร์เนกี้ (Carnegie Institution) และห้องวิจัยแห่งสหรัฐฯ ลอเรนซ์ ลิเวอร์มอร์ (Lawrence Livermore National Laboratory) ได้ร่วมมือกันศึกษาผลกระทบของการทำลายป่าต่ออุณหภูมิโลกและคาร์บอนในบรรยากาศ
นายโกวินดาซามี บาลา (Govindasamy Bala) หัวหน้าผู้เขียนรายงานดังกล่าวระบุว่า การศึกษาพบว่าป่าเขตร้อนสำคัญต่ออุณหภูมิของโลก เนื่องจากป่าจะดูดซับคาร์บอนเพิ่มปริมาณเมฆ ซึ่งจะช่วยให้โลกเย็นลง ในขณะที่การปลูกป่าเหนือเส้นศูนย์สูตรกลับทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น
นักสิ่งแวดล้อมรู้กันมานานแล้วป่าสามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจก และรวบรวมความชื้นเข้าจนกลายเป็นเมฆที่ป้องกันแสงอาทิตย์อันร้อนแรงได้
นักวิจัยที่เกี่ยวข้องในการศึกษาดังกล่าวชี้ว่ากลุ่มเมฆที่อยู่เหนือป่าทางเหนือของเส้นศูนย์สูตรจะดูดซับความร้อนจากแสงอาทิตย์เอาไว้ และทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ดังนั้น การปลูกป่าทางเขตที่เลยเส้นกึ่งกลางโลกขึ้นมา จึงไม่ช่วยแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างที่เข้าใจกันมาแต่เดิม
"การปลูกป่าเหนือเส้นศูนย์สูตรดูเหมือนจะมีผล "เป็นศูนย์" หรือเป็นผลเสียในเรื่องภาวะโลกร้อน แนวโน้มที่ร่มเงาไม้อันหนาทึบจะดูดซับแสงอาทิตย์เอาไว้ แล้วทำให้โลกอุ่นขึ้น ได้ถูกมองข้ามมาโดยตลอด" บาลากล่าว
"การที่ร่มใบของป่าใหม่ในเขตทางเหนือซึ่งอยู่ละติจูดสูงปิดทึบพื้นผิวโลก ทำให้เกิดการดูดซับแสงอาทิตย์ไว้ได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้พื้นผิวโลกร้อนขึ้น" บาลากล่าว
ผลการศึกษาสรุปว่า ภายในปี 2100 ป่าไม้ในเขตละติจูดกลางและสูงจะทำให้บางพื้นที่อุ่นขึ้นกว่าการไม่มีป่าไม้เหล่านั้นได้ถึง 10 องศาฟาเรนไฮต์
"ผลการศึกษาของเราแสดงให้เห็นว่า การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้นั้นไม่น่าจะมีผลกับสภาพภูมิอากาศในฐานะเป็นตัวช่วยชะลอภาวะโลกร้อน" เคน คัลเดรา (Ken Caldeira) ผู้เขียนวิจัยร่วมจากสถาบันคาร์นิกี กล่าว
"เพื่อเป็นการป้องกันสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เราจำเป็นต้องเปลี่ยนระบบการใช้พลังงาน มีแต่การเปลี่ยนระบบการใช้พลังงานและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอันเป็นถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ เท่านั้น จึงจะทำให้เรารักษาสิ่งแวดล้อมที่ดีไว้ได้ เราต้องให้ความสำคัญกับวิธีที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่วิธีที่รู้สึกว่าดี" คัลเดราระบุ
รายงานดังกล่าวเป็นรายงานฉบับแรกที่ประเมินปัญหาที่เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่าอย่างรอบด้าน และจะนำเสนอต่อสมาคมภูมิศาสตร์กายภาพแห่งอเมริกา (American Geophysical Society) ในวันที่ 15 ธ.ค.ระหว่างการประชุมประจำปีที่จัดขึ้นในซาน ฟรานซิสโก
ขอขอบคุณ: manager.com
vanco
18-10-2008, 10:14 AM
http://www.thaihotzone.com/images/stories/sealevelgraphic1.jpg ภาวะโลกร้อน
ตารางด้านซ้ายแสดงเป็นความสูงของกระแสน้ำ ส่วนตารางด้านขวาแสดงปริมาณน้ำตั้งแต่ปี 1993 ด้วยการวัดระดับจากดาวเทียม
น้ำ ทะเลเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ โมเลกุลน้ำขยายตัว บวกกับปริมาณน้ำที่มาจากการละลายของน้ำแข็ง ทำให้น้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นเป็นปริมาณมาก
น้ำแข็งละลาย
http://www.thaihotzone.com/images/stories/icemassgraphic4.jpg ภาวะโลกร้อน
ภาพด้านซ้าย, แสดงให้เห็นถึงจุดที่มีการละลายของน้ำแข็งมากหรือน้อยต่างกัน ด้วยสีที่เข้มน้อย-มาก ในเกาะ Greenland ส่วน ภาพด้านขวา, จะแสดงให้เห็นถึงปริมาณน้ำแข็งที่ละลายหายไปในขั้วโลกเหนือ
ปริมาณก๊าซ CO<SUB>2</SUB>
http://www.thaihotzone.com/images/stories/carbondioxidegraphic1.jpg ภาวะโลกร้อน
Carbon dioxide (CO2) เป็นตัวหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญที่สุด เกิดขึ้นจาก ธรรมชาติ เช่น ภูเขาไฟระเบิด และยังเกิดขึ้นการกิจกรรมของมนุษย์ เช่นการตัดไม้ทำลายป่า อีกด้วย ภาพด้านซ้ายแสดงปริมาณก๊าซ CO2 ในบรรยากาศโลกตั้งแต่มีการบันทึกได้ ภาพด้านขวาแสดงปริมาณ CO2 ที่สูงขึ้นในไม่กี่มีที่ผ่านมา
อุณหภูมิโลก
http://www.thaihotzone.com/images/stories/globaltemperaturegraphic1.jpg ภาวะโลกร้อน
http://www.thaihotzone.com/images/stories/globaltempgraphicanim3.gif
ภาพแสดงถึงอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นตั้งแต่ปี 1854-2008 ปี 2007 เป็นปีที่ร้อนที่สุดอันดับ 8 รองจาก 1998, 2005, 2003, 2002, 2004, 2006 and 2001 ซึ้งสังเกตได้ว่าเป็นปีที่ผ่านมาไม่นานนี้เอง
ช่องว่างในชั้น ozone
http://www.thaihotzone.com/images/stories/ozoneholegraphic1.jpg ภาวะโลกร้อน
ขนาดล่าสุด: 22 ล้านตารางกิโลเมตร
ขนาดที่เคยใหญ่ที่สุด: 26 ล้านตารางกิโลเมตร
"ช่องว่างในชั้น ozone" เป็นหนึ่งในสิ่งที่อันตรายมาก เพราะมันคือช่องโหว่ในชั้นของ ozone เหนือ Antarctica มันเกิดขึ้นจากการที่มนุษย์ปล่อยก๊าซ chlorine และ bromine เข้าสู่อากาศชั้นบน ชั้น ozoneนี้ ทำหน้าที่ในการป้องกันโลกจากแสง ultraviolet ที่มีความอันตรายต่อโลก
ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงข้อมูลล่าสุดในความเสียหายของช่องว่างใน ชั้น Ozone, สีน้ำเงินและม่วงเป็นจุดที่มี ozone น้อยที่สุด ส่วนสีอื่นคือปริมาณ ozone เรียงลำดับกันไป
สิ่งที่สำคัญก็คือ ขณะนี้ ช่องว่างในชั้น Ozone เหล่านี้ กำลังขยายตัว และอาจจะเร็วยิ่งขึ้นไปอีกเนื่องจาก ภาวะโลกร้อน
ข้อมูลจาก: NASA.gov
แปลไทยโดย: Thaihotzone.com
vanco
18-10-2008, 10:15 AM
http://www.thaihotzone.com/images/stories/1195555469.jpg มลพิษ
มลพิษเพิ่มขึ่น 3 %
ผลจากการตรวจวัดค่าปริมาณมลพิษ ที่มนุษย์สร้างขึ้นในปี 2550 ทำให้นักวิทยาศาตร์ตกใจ เพราะมันมีปริมาณที่สูงกว่าการคาดการของนักวิทยาศาตร์่ทั่วโลก
ตัวเลขใหม่ ที่ถูกเรียกว่า "น่ากลัว" โดยบางคน, ทำให้นักวิทยาศาตร์ทั่วโลกตกใจ เนื่องจาก เศรฐกิจที่กำลังชลอตัวทั่วโลก น่าจะทำให้มีการใช้พลังงานน้อยลง แต่กลับกลายเป็นว่า การผลิตก๊าซ CO2 ของโลกเราเพิ่มขึ้นจากปี 2549 ถึง 2550 ถึง 3% เลยทีเดียว.
และจำนวนที่ว่านั้น เป็นปริมาณที่สูงอยู่ในระดับที่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ ผู้ได้รางวัล Nobel ในปี 2007 คาดการว่าจะเป็นระดับที่สูงที่สุด ซึ่งมันก็พุ่งขึ้นถึงระดับนั้นจริงๆ
ในขณะเดียวกัน, ผืนป่า และ มหาสมุทร, ซึ่งทำหน้าที่ในการดูดซึมก๊าซ CO2 จากบรรยากาศ, ก็กำลังลดปริมาณการดูดซึมลง ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา. ถ้าเกิดว่า ปริมาณการผลิตมลพิษยังเพิ่มขึ้น และความสามารถในการกำจัดมันยังลดลงเรื่อยๆเช่นนี้ต่อไป มันจะทำให้โลกเราเดินไปสู่เส้นทางที่จะทำให้ มีการเพิ่มของอุณหภูมิ และ ระดับน้ำทะเล ที่เร็วที่สุด
ประเทศผู้นำหัยนะสู่โลก ที่นำโดย จีน และตามมาด้วยสหรัฐ ยังคงไม่หยุดและยังเพิ่มปริมาณการผลิตก๊าซ CO2 ขึ้นทุกปี รวมถึงปีที่แล้ว ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศนั้นสามารถลดลงได้สำเร็จ
แต่อย่างไรก็ตาม, มีการเพิ่มปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 จากจีน, อินเดีย และประเทศกำลังพัฒนาอีกหลายประเทศ ที่ได้เพิ่มปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 ขึ่นอีก ซึงทำลายสถิติเป็นปริมาณถึง 9.34 พันล้านตัน. ซึ่งไม่ต้องสงสัยที่ ครึ่งหนึ่งของปริมาณนั้นมาจากประเทศจีน, สหรัฐ , สหราชอณาจักร และ ออสเตรเลีย ซึ่งจีนเพิ่งจะแซงหน้าสหรัฐไปในปี 2006 และกำลังจะเพิ่มปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 ไปในบรรยากาศขึ้นเรื่อยๆอย่างแน่นอน
สหรัฐเองก็ได้เพิ่มปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 ขึ้นถึง 2% ในปี 2007 . ซึ่งสหรัฐปล่อยก๊าซ CO2 ถึง 1.75 พันล้านตัน ในปีที่ผ่านมา
"ทุกอย่างกำลังเกิดขึ้นเร็วมากๆ," ศาสตราจารย์ Corinne Le Quere, ในมหาวิทยาลัย East Anglia และทำงานให้แก่ British Antarctic Survey กล่าว "มันน่ากลัวมาก"
ข้าราชการระดับสูงในกระทรวงพลังงานของสหรัฐ,Gregg Marland,ได้ให้ความเห็นว่า , มันแปลกที่ปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 ทั้วโลกยังเพิ่มขึ้นอยู่ ทั้งๆที่มีการชลอตัวของเศรฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐ
"ถ้าเราจะทำอะไรสักอย่าง เพื่อหยุดมัน, มันต้องไม่ใช่สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้," Gregg Marland เชื่อ
จากสถิติ ประเทศจีนเป็นผู้นำการปล่อยก๊าซ CO2 ของโลก ซึ่งประเทศจีนเองปล่อยก๊าซ CO2 มากถึง 2 พันล้านตันในปีที่ผ่านมา และได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นถึง 7.5 %
"เรากำลังใช้แรงงานชาวต่างชาติ แต่ในขนะเดียวกัน เราก็ได้ส่งก๊าซ CO2 ไปกับมัน," Marland กล่าว. "เพราะประเทศจีนผลิต บุ๋ย , บูนซีเม็น และ อื่นๆอีกมากมายให้กับเรา."
ประเทศกำลังพัฒนา ไม่ได้ร่วมในพิธีสารเกียวโต ในปี 1997 — และ จีน กับ อินเดีย ก็เป็นหนึ่งในนั้น — ซึ่งสองประเทศนี้ตอนนี้ เป็นสาเหตุของ การปล่อยก๊าซ CO2 เข้าสู่อากาศมากถึง 53 %
อินเดีย กำลังเข้าใกล้การเป็นอันดับ สาม แทนที่รัซเซีย รองจากสหรัฐ, Marland กล่าว. อินโดเนเซีย ก็กำลังเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างน่าตกใจ
ปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 ของ Denmark ลดลงถึง 8 %. สหราชอณาจักร และ เยอร์มันลดลงไป 3 %, โดยตามมาด้วย ฝรั่งเศษ และ ออสเตรเลียที่ลดลงได้ 2 %. นั้นเป็นสัญญาณที่ดีมาก แต่ลดลงก็ยังไม่ได้หมายความว่ามันจะดี เพราะในขนะนี้ พวกเขาก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ปล่อย ก๊าซพิษนี้ออกมามากที่สุด แต่มันจะฟังดูดีกว่านี้มาก ถ้าสหรัฐเอง จะใส่ใจในการลดการปล่อยก๊าซ CO2 ออกมาบ้าง เพราะสิ่งที่เราทุกคนเองต้องยอมรับ ประเทศกำลังพัฒนาเช่น จีนและ อินเดีย จะให้ลดลงตอนนี้ คงเป็นไปได้ยาก ส่วนประเทศที่กำลังเติมโตอย่างรวดเร็วเช่น อินโดเนเซียนี้ ไม่ต้องพูดถึง วันนี้เราต้องเริ่มจากประเทศที่ขึ่นถึงุดสูงสุดแล้ว แล้วเดียว ประเทศต่างๆจะตามไปเอง
ธรรมชาติ ไม่สามารถช่วยเราได้มากพอ เพราะในช่วง 1955 ถึง 2000, ผืนป่า และ มหาสมุทร ช่วยเราลดปริมาณก๊าซ CO2 ในอากาศถึง 57 % ตอนนี้ เหลือเพียงแค่ 54% ฟังดูน้อย แต่ลองศึกษากันดูแล้วกัน ว่ามันมีผลกระทบมากแค่ไหน น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ผ่านมา ไม่ใช่เพราะ 3% ที่หายไปหรือ?
จาก: Seth Borenstein (StopGlobalWarming.org (http://www.stopglobalwarming.org/)) 25 กันยายน 2008
แปลโดย : David Benkert (ThaiHotZone.com (http://www.thaihotzone.com/))
vanco
18-10-2008, 10:16 AM
<SCRIPT type=text/javascript>digg_url = 'http://www.thaihotzone.com/news/latest/218-snow-in-2009.html'; digg_title = 'หิมะตกในเมืองไทยปีหน้า'; digg_bodytext = ''; digg_bgcolor = '#ffffff'; digg_window = 'new';</SCRIPT><SCRIPT type=text/javascript src="http://digg.com/tools/diggthis.js"></SCRIPT>
http://www.thaihotzone.com/images/stories/195865_002.jpg หิมะตกในเมืองไทย
โหร " โสรัจจะ" ทำนายไทย " หิมะ " ตกปีหน้า
'โหรโสรัจจะ' ยืนยันปีหน้าคนไทยได้ดูหิมะแน่ เหตุสามดาวทำมุมวิกฤต ย้ำเจอภัยธรรมชาติหนักทั้งแผ่นดินไหว พายุ น้ำท่วม ด้านอธิบดีกรมอุตุฯ ยันเป็นไปได้ยาก โอกาสเกิดน้อยมาก แต่ยอมรับเคยเกิดที่พม่า ไม่วางใจจับตาสภาพอากาศวิปริต
คำทำนาย 'โหรโสรัจจะ' ใกล้เคียงกับผลวิจัยของนักวิชาการ จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ที่ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรม การเปลี่ยนแปลงของโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาระบุว่า ปรากฏการณ์ลานีญาปีนี้แรงมากที่สุดในรอบ 30 ปี และทำให้ไทยมีอากาศหนาวหนักที่สุด
ทั้งนี้ พบว่าผลวิจัยดังกล่าวตรงกับคำทำนายของ 'โหรโสรัจจะ นวลอยู่' ซึ่งได้ทำนายไว้ในหนังสือ 'ศาสตร์แห่งโหร' ปี 2551ของสำนักพิมพ์'มติชน' ที่ระบุว่า
'...ส่วนสยามประเทศ ปีชวด 2551 นี้ จะเป็นปีแห่งความอาเพศ ในปลายปีชวด 2551 นี้ จะเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่าแปลกมหัศจรรย์ จะเกิด 'หิมะตก' ในเมืองไทยไปทั่วทางภาคเหนือและอีสานบางส่วน ประชาชนทั้งคนไทยและทั่วโลกตื่นตกใจแทบช็อก เพราะไม่เคยเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อนเลย
แต่จริงๆ แล้ว ในทางโหราศาสตร์ไทยถือว่าเป็นอาเพศ เป็นลางร้ายที่จะเกิดมหันตภัยตามมาไม่หยุดหย่อน ทั้งทางธรรมชาติ บุคคล การเมือง การปกครอง วัฒนธรรมประเพณี ความเป็นอยู่แบบไทยๆ เราก็จะเปลี่ยนแปลงไป...'
ย้ำ 3 ดาวทำมุมวิกฤต ส่งผล 'หิมะตก'
นายโสรัจจะ นวลอยู่ หรือ โหรโสรัจจะ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า มีความเป็นไปได้ว่า ปีหน้า เมืองไทยจะมีหิมะตก เพราะเท่าที่วิเคราะห์แล้วพบว่า มีดวงดาวสามดวงที่ทำมุมกันอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน ทำให้ปลายปีหน้าไทยอาจจะมีหิมะเกิดขึ้น คือสามดาวใหญ่จะทำมุมกันแบบวิกฤต ทั้งดาวพฤหัส ดาวเสาร์ และราหู ทำให้มีแนวโน้มว่าอาจทำให้เกิดภาวะธรรมชาติวิปริต สอดคล้องกับวงการวิทยาศาสตร์เหมือนกัน
'ดาวพฤหัสบดี ซึ่งตอนนี้อยู่ในราศีพิจิกจะเขยิบย้ายไปอยู่ราศีธนู ขณะที่ราหูจะยังอยู่ในราศีกุมภ์ ส่วนดาวเสาร์ก็จะยังอยู่ในราศีสิงห์ ตรงนี้ถือว่า กระทบต่อโลกและเมืองไทยโดยตรง เพราะเป็นการจรของดวงดาวในมุมอับ ซึ่งตรงกับดวงเมืองลัคนาของไทย เพราะดาวพฤหัสซึ่งดาวเกี่ยวกับน้ำจะย้ายไปอยู่ราศีธนูในเดือนพฤศจิกายนนี้ ขณะที่ราหูจะโคจรจากราศีกุมภ์ไปยังราศีมีน ถือเป็นจุดตรึงเมืองไทย หรือเหมือนเจอมุมกากบาท ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศโดยตรง คือเมืองไทยเราจะเจอภาวะอากาศหนาวจัด ตรงนี้ก็อาจสอดคล้องกับปรากฏการณ์วิทยาศาสตร์เรื่องน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงจากปลายปีนี้ ซึ่งอากาศเมืองไทยเริ่มหนาวมาก โดยดาวพฤหัสจะเริ่มย้ายเข้าสู่ราศีธนูในเดือนพฤศจิกายนนี้แล้ว ' โหรโสรัจจะกล่าว
เมื่อถามย้ำว่า แล้วจะเกิดหิมะขึ้นในเมืองไทยจริงหรือไม่ โหรชื่อดังกล่าวว่า อาจเป็นลักษณะเป็นเกร็ดน้ำแข็งมากกว่า แต่เป็นปรากฎการณ์ที่จะเรียกว่าจะบ่อยครั้งขึ้นในเมืองไทยหรือทุก ๆ 1 หรือ 2 ปี จากเดิมที่เกิดแบบ 3 ทศวรรษครั้ง
ปีหน้าหนัก ทั้งแผ่นดินไหว พายุ น้ำท่วม
โหรโสรัจจะ ยังกล่าวว่า นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ว่าปีหน้าจะเกิดภัยธรรมชาติอย่างรุนแรง ๆ เช่น พายุ อุทกภัย หรือน้ำท่วมในบางแห่ง เรียกว่าเป็นภัยรุนแรงเกี่ยวกับน้ำ คน และมหาสมุทร โดยเฉพาะในช่วงที่ปลายปีหน้า ดาวพฤหัสจะเขยิบจะไปอยู่ราศีมังกร ตรงนี้เกี่ยวกับไทยโดยตรง เพราะทำฉากกับลัคนาของดวงเมืองไทย ส่วนราหูก็จะโคจรมารวมอยู่กับดาวพฤหัสด้วย ถือเป็นมุมเล็งกัน
'จากมุมวิกฤตของดวงดาวดังกล่าวตั้งแต่ปีนี้จนถึงปีหน้า ไทยอาจะต้องเจอภัยธรรมชาติอื่นๆ เช่น แผ่นดินไหวในบางพื้นที่ หรือสึนามิใต้ทะเล ดินถล่ม รวมทั้งเรื่องแผ่นดินไหว ที่คาดว่าอาจเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษา เพราะอิทธิพลของราหูที่ย้ายเข้าราศีมังกร' โหรโสรัจจะ กล่าว
อธิบดีกรมอุตุ รับเคยมีหิมะตกที่พม่า
ด้านนายศุภฤกษ์ ตันศรีรัตนวงค์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวถึงสภาวะอากาศที่แปรปรวนบ่อย โดยคาดว่า จะเป็นช่วงที่อากาศหนาวที่สุดในรอบ 30 ปี ว่า ในขณะนี้ถือได้ว่ามีปรากฏการณ์ลานีญาเกิดขึ้น ซึ่งเป็นแบบอ่อนๆ ยังไม่มากนัก และจะเป็นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2551 และหากประกอบกับมีมวลอากาศเย็นจากประเทศจีน ก็จะทำให้อุณหภูมิลดต่ำลง 1-2 องศาเซลเซียสในภาคเหนือและภาคอีสาน ซึ่งน่าจะสนับสนุนกับแนวคิดของนักวิชาการที่เคยระบุไปก่อนหน้านี้
vanco
18-10-2008, 10:17 AM
การทำนายอนาคตของนักวิทยาศาสตร์ (http://www.thaihotzone.com/warming-result/172-current-and-future-consequences-.html)
<SCRIPT type=text/javascript>digg_url = 'http://www.thaihotzone.com/warming-result/172-current-and-future-consequences-.html'; digg_title = 'การทำนายอนาคตของนักวิทยาศาสตร์'; digg_bodytext = ''; digg_bgcolor = '#ffffff'; digg_window = 'new';</SCRIPT><SCRIPT type=text/javascript src="http://digg.com/tools/diggthis.js"></SCRIPT>
http://www.thaihotzone.com/images/stories/normpage-8.jpg ภาวะโลกร้อน
หลังจากที่มีการพิสูจน์แล้ว ว่า ภาวะโลกร้อนกำลังเกิดขึ้น แทนน้ำแข็งหายไป, น้ำแข็งในขั้วโลกและบนเขาละลาย, เวลาของธรรมชาติเปลี่ยนไป สัตว์และพืชเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
ผลกระทบ ที่นักวิทยาสาตได้ทำนายไว้เมื่อก่อน ก็กำลังเกิดขึ้นจริงๆ: น้ำแข็งในขั้วโลกที่ละลาย, ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น, มีพายุที่มากขึ้น เกิดขึ้นจาก ความกดอากาศต่ำที่มากขึ้น
นักวิทยาสาตในปัจจุบันทำนายว่า อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นเรื่อยๆในอีก สิบๆปีข้างหน้า เพราะก๊าซเรือนกระจก ยังเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุด สถาบัน IPCC, ซึ่งรวมถึง นักวิทยาสาตกว่า 1300 คนทั่วโลก, ทำนายว่าอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นอีก 2.5 ถึง 10 องศาฟาเรนไฮ ภายในสิ้นศตวรรษนี้
สถาบัน IPCC ได้กล่าวอีกว่า, สภาพอากาศจะแปรปรวนขึ้นเรื่อยๆ และมันจะแตกต่างกันไปในพื้นที่ต่างๆ ขึ่นอยู่กับว่า สังคมในพื้นที่นั้นๆ จะสามารถปรับตัวให้เข้ากับความรุนแรงของอากาศนี้ได้เช่นไร แต่ถ้าไม่เตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ ความเสียหายครั้งใหญ่อาจจะเกิดขึ้นได้
"มันเป็นความเสียหายของทุกคน" สถาบัน IPCC กล่าว, "จากการประกาศของนักวิทยาศาสตร์ กว่า 1300คน ความเสียหายจากโลกร้อนจะมีมากขึ้น และตราบใดที่อุณหภูมิโลกยังไม่หยุดร้อนขึ้น เราคงจะต้องเตรียมตัวเจอกับหัยนะกันทึกคน"
ความเสียหายในพื้นที่ต่างๆของโลก ในอนาคต ทำนายโดย สถาบัน IPCC :
อเมริกาเหนือ: หิมะ และ น้ำแข็งจะลดลงในภูเขาทางทิศตะวันตก; การมีฝนตกมากขึ่น 5-10% ในพื้นที่ที่มีความชื่นสูง; ความรุนแรง และ ขนาดที่เพิ่มขึ้นของคลื่นความร้อน ที่จะส่งผลถึงความรุนแรงของพายุที่มากขึ้น
อเมริกาใต้: การทดแทนป่าเขตร้อน Amazon ด้วยทุ่งหญ้ากว้างใหญ่แทน ในแถบทางตะวันออกของป่า; ความเสียงในการสูญพันของสัตว์หลากหลายชนิดในป่าฝน Amazon และ ป่าฝนอื่นๆ; ความเปลี่ยนแปลงในปริมาณน้ำจืดที่มีอยู่ เนื่องจากสถานที่กักเก็บน้ำอย่างป่ากำลังลดถอยลงไป
ยุโรป: ความเสียงในน้ำท้วมที่เพิ่มขึ้น จากความสูงของแม่น้ำที่สูงขึ้นในบางเวลา; ความเสียงของการมีน้ำท่วมจากชายฝั่งที่มากขึ้น รวมถึง การกรัดกร่อนจากพายุและน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้เมืองต่างๆที่ความเสียงมากขึ้น; ธารน้ำแข็งที่กำลังละลายหายไปจากภูเขา; ปริมาณหิมะลดลง; สัตว์ต่างๆที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สูงและเย็นกำลังเสียงต่อการศูนย์พันธุ์; ปริมาณการปลูกพืชที่ลดลงในพื้นที่ทางใต้ของยุโรป
อาฟริกา: ภายในปี 2020, ระหว่าง 75 ถึง 250 ล้านคนจะขาดน้ำดื่ม; การปลูกพืชนั้นจะลดลงถึง 50% เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่ลดลง; อาหารสำหรับประชากรจะขาดแคลนอย่างมาก (มากกว่าที่เป็นอยู่มาก)
เอเชีย: ปริมาณน้ำจืดลดลงในพื้นที่ กลาง, ใต้, ตะวันออก, รวมถึงตะวันออกเฉียงใต้ ภายในปี 2050; บริเวณชายฝั่งมีความเสียงของน้ำท้วมสูง; ความเสี่ยงต่อโรคที่มาจากน้ำท้วมและ ความแห้งแล้งจะเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่
ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน: ในปัจจุบัน และอนาคตอันใกล้
<TABLE border=0 cellSpacing=2 cellPadding=4 width="100%"><TBODY><TR bgColor=#608bb5><TD>เหต์การ</TD><TD>ความเป็นไปได้ที่จะเกิด ภายในปี 2100
</TD></TR><TR bgColor=#f5f5f5><TD vAlign=top>วัน และ คืนที่เย็นผิดปกติ ในพื้นที่ ที่มีอุณหภูมิต่ำ</TD><TD vAlign=top>เป็นไปได้สูงมาก
</TD></TR><TR bgColor=#f5f5f5><TD vAlign=top>วัน และ คืนที่ร้อนผิดปกติ ในทุกพื้นที่
</TD><TD vAlign=top>เป็นไปได้สูงมาก</TD></TR><TR bgColor=#f5f5f5><TD vAlign=top>คลื่นความกดอากาศต่ำ
</TD><TD vAlign=top>เป็นไปได้สูง</TD></TR><TR bgColor=#f5f5f5><TD vAlign=top>ปรากฏการณ์ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นกว่าปกติ จะถี่ขึ้น *
</TD><TD vAlign=top>เป็นไปได้สูง
</TD></TR><TR bgColor=#f5f5f5><TD vAlign=top>พื้นที่ที่กลายเป็นพื้นแห้งแล้งเพิ่มขึ้น (เกิดขึ้นแล้ว ตั้งแต่ปี 1970)</TD><TD vAlign=top>เป็นไปได้สูง ในบางพื้นที่</TD></TR><TR bgColor=#f5f5f5><TD vAlign=top>ความเป็นไปได้ของ พื้นที่ ที่อยู่ในระดับต่ำกว่าน้ำทะเลที่จะ ถูกน้ำท่วมจากแม้น้ำสายใหญ่ สูงขึ้น </TD><TD vAlign=top>เป็นไปได้
</TD></TR><TR bgColor=#f5f5f5><TD vAlign=top>ความเสี่ยงจากพายุไซโคลนใน Atlantic เหนือจะมีมากขึ้น (เกิดขึ่นแล้วตั้งแต่ปี 1970)</TD><TD vAlign=top>เป็นไปได้สูง ในบางพื่้นที่
</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR bgColor=#608bb5><TD bgColor=#ffffff width=2 align=left>http://climate.jpl.nasa.gov/images/spacer.gif</TD><TD bgColor=#608bb5>http://climate.jpl.nasa.gov/images/spacer.gif</TD><TD bgColor=#ffffff width=2 align=right>http://climate.jpl.nasa.gov/images/spacer.gif</TD></TR></TBODY></TABLE>*Tsunami ไม่เกี่ยว, มันไม่ได้เกิดขึ้นจาก ภาวะโลกร้อน
ผลกระทบจาก ภาวะโลกร้อน : ในอนาคต
<TABLE border=0 cellSpacing=2 cellPadding=4 width="100%"><TBODY><TR bgColor=#608bb5><TD>เหต์การ</TD><TD>ความเป็นไปได้ที่จะเกิด </TD></TR><TR bgColor=#f5f5f5><TD vAlign=top>ความหนาแน้นของหิมะที่ปกคลุมจะลดลง, การละลายของน้ำแข็งในพื้นที่ ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยื่อกแข็งตลอดปี, </TD><TD vAlign=top>เป็นไปได้สูงมาก
</TD></TR><TR bgColor=#f5f5f5><TD vAlign=top>คลื่นความกดอากาศต่ำที่มีความรุนแรงมากขึ่น, ฝนตกหนักมากในบางพื่นที่ </TD><TD vAlign=top>เป็นไปได้สูง</TD></TR><TR bgColor=#f5f5f5><TD vAlign=top>พายุฝนเขตเขตร้อนที่รุนแรงขึ่น</TD><TD vAlign=top>เป็นไปได้
</TD></TR><TR bgColor=#f5f5f5><TD vAlign=top>ฝนตกมากขึ่นในพื้นที่เหนื่อจุดศูนย์สูตร</TD><TD vAlign=top>เป็นไปได้สูง</TD></TR><TR bgColor=#f5f5f5><TD vAlign=top>ฝนตกน้อยลงในพื้นที่ ที่ความความร้อนข่อนข้างสูง เช่น แอฟริกากลาง
</TD><TD vAlign=top>เป็นไปได้สูง</TD></TR><TR bgColor=#f5f5f5><TD vAlign=top>ปรีมาญน้ำจืดที่ลกลงในบางพื่นที่ เช่น ฝั่งตะวันตกของสหรัส รวมถึงพื้นที่รอบชายฝั่งทะเล Mediterranea </TD><TD vAlign=top>เป็นไปได้มีสูงมาก</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR bgColor=#608bb5><TD bgColor=#ffffff width=2 align=left>http://climate.jpl.nasa.gov/images/spacer.gif</TD><TD bgColor=#608bb5>http://climate.jpl.nasa.gov/images/spacer.gif</TD><TD bgColor=#ffffff width=2 align=right>http://climate.jpl.nasa.gov/images/spacer.gif</TD></TR></TBODY></TABLE>การอธิบาย: เป็นไปได้สูงมาก>99%, เป็นไปได้สูง>90%, เป็นไปได้>66%.
ข้อมูลจาก: NASA.gov
แปลไทยโดย: Thaihotzone.com
vanco
18-10-2008, 10:19 AM
<SCRIPT type=text/javascript>digg_url = 'http://www.thaihotzone.com/warming-result/148-climate-variable-or-extreme.html'; digg_title = 'สถาพอากาศกำลัง แค่เปลี่ยนแปลง หรือ กำลังเลวร้ายขึ้น?'; digg_bodytext = ''; digg_bgcolor = '#ffffff'; digg_window = 'new';</SCRIPT><SCRIPT type=text/javascript src="http://digg.com/tools/diggthis.js"></SCRIPT>
http://www.thaihotzone.com/images/stories/32595956-2-120-014.gif สภาพอากาศ 1
การจะสำรวจความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ว่ากำลังเลวร้ายขึ้นหรือเปล่า ต้องอาศัยการการเฝ้าดูรายวัน หรืออาจจะรายชั่วโมง ในระยะเวลานาน นอกจากนี้ยังต้องเฝ้าดูในพื้นที่ต่างๆทั่วโลกอีกด้วย ข้อมูลเหล่านี้ สมัยก่อนเป็นข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ยาก เนื่องจากการแบ่งปันข้อมูลในประเทศที่อยู่ไกลกันนั้นต้องใช้เวลา แต่วันนี้ การแบ่งปันข้อมูลและการสำรวจร่วมกัน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วไป ทำให้นักค้นคว้าสามารถสรุปได้ว่าบรรยากาศโลกนั้น กำลังเพียงแค่เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย หรือ กำลังเลวร้ายขึ้นอย่างน้ากลัว ทั่วโลกกำลังเกิดเหตุ การผิดปกติในบรรยากาศ รวมถึง การลดลงของจำนวนวัน หรือ คืนที่หนาวผิดปกติ แต่ เป็นการเพิ่มขึ้นของ วัน และ คืนที่ร้อนผิดปกติแทน ความผิดปกติอื่นคือ ฤดูที่มีระยะเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น หน้าร้อนที่ยาวขึ้น และหน้าหนาวที่สั้นลง มีแนวโน้มที่ชัดเจน ว่า การเกิดปรากฏการอุณหภูมิลดต่ำมากผิดปกติกำลัง ได้ลดลงเรื่อยๆทุกปี แต่กลับเป็นจำนวนวันที่ร้อนมากผิดปกติ ที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
http://www.thaihotzone.com/images/stories/32595956-2-120-015.gif สภาพอากาศ 2
ในพื้นที่ ที่ แห้งแล้ง หรือ ชื้นมาก ปกติแล้วจะทำให้เกิดประกดการ El Niño หรือ La Niña และปรากฏการทั้งสองปรากฏการนั้น กำลังเกิดขึ้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานว่า ได้มีการเพิ่มจำนวนพื้นที่แห้งแล้งขึ้นทั่วโลก แต่ที่น่าแปลกคือ ไม่มีหลักฐานใดๆชี้ว่ามีพื้นที่แห้งแล้งเพิ่มขึ้นสหรัฐ ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า พื้นที่ ที่อยู่ 45องศาเหนือขึ้นไป ที่มีการเพิ่มขึ้นของปริมาณน้ำฝน ได้เกิดเหตุ การฝนตกมากผิดปกติหลาย ต่อ หลายครั้ง เช่นที่ออกข่าว น้ำท่วมในอังกฤษ และ เยอรมัน แม้แต่ตะวันออกกลางยังมีข้อมูลว่าฝนตกมากขึ้นในช่วงหน้าฝน แต่ที่หน้าแปลกคือ จำนวนน้ำฝนที่วัดในต่อปีกำลังลดลง เหตุผลก็คือเพราะ ถึงแม้ว่าจะมีฝนตกมากขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ จำนวนครั้งที่ฝนตก ก็ได้ลดลงเรื่อยๆในแต่ละปี
http://www.thaihotzone.com/images/stories/32595956-2-120-016.gif
สถาบันเอกชนต่างๆ ก็ได้เห็นพ้องกันว่า มีการเกิด พายุไซโคลนมากขึ้น ในพื้นที่ ที่มีฝนตกชุกอยู่แล้ว พื้นที่นั้น รวมถึงประเทศไทยด้วย ในช่วงศตวรรษที่ 20 แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่เหนือเส้นสูนสูตร ในพื้นที่เส้นสูนสูตร จำนวน พายุไซโคลนกลับลดลง นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์พายุ เฮอรีเคนใน Atlantic มากขึ้นตั้งแต่ 1970เป็นต้นมา ด้วยจำนวนมากสุดเป็นประวัติศาสตร์ในปี 2005 แต่ว่านักวิทยาศาสตร์สามารถรับรองได้ว่า เหตุการณ์เหล่านี้ จะเกิดขึ้นในระยะยาว หรือเป็นเพียงแค่ปรากฏการช่วง 100-200ปีเท่านั้น
vanco
18-10-2008, 10:19 AM
http://www.thaihotzone.com/images/stories/normpage-19.jpg
นักวิทยาศาสตร์ใช้ข้อมูลมากมายในการสรุปเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน แต่ปัญหาใหญ่คือว่าไม่สารถรู้ได้อย่างแน่นอนถึงอนาคต และ ผลกระทบที่จะเกิดต่อมนุษย์โดยตรง
เพื่อความเข้าใจที่ดีขึ้น, นักวิทยาศาสตร์ได้แบ่งผลกระทบจากถาวะโลกร้อนออกเป็นสองหัวข้อ: "forcing" และ "feedback"
Climate forcing จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศ รังศรีจากดวงอาทิตย์ เป็นหนึ่งในนั้น ถ้าพระอาทิตย์ปล่อยรังสีออกมามากขึ้น โลกก็จาร้อนขึ้น นี้คือ สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า "forcing"
Climate feedbacks Climate forcing เป็นผลกระทบที่เกิดจากโลกร้อน และเพิ่มความรุนแรง หรือ ลดความรุนแรง ให้กับ"forcing" ตัวอย่างเช่น "ice-albedo feedback" หลังจากอุณหภูมิโลกร้อนขึ้น, น้ำแข็งก็ละลาย น้ำแข็งนั้นทำหน้าที่เหมือนกระจกสะท้อนแสงอาทิต, ถ้าขาดมันไป น้ำทะเลก็จะรับแสงอาทิตไปเต็มๆ หลังจากนั้น ทะเลมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น และนั้นหมายความว่า อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นเช่นกัน "feedback" ที่เพิ่มความรุนแรงให้กับ "forcing" เรียกว่า"positive feedback" "feedback" ที่ลดความรุนแรงให้กับ "forcing" เรียกว่า "negative feedback" การละลายของน้ำแข็งที่เรียกว่า "ice-albedo feedback" เป็น "positive feedback" ที่ทรงพลังมาก และได้ส่งผลกระทบต่อโลกเรามานานหลายสิบปีแล้ว
นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังพูดคุยเกี่ยวกับ "การเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศอย่างกะทันหัน" ซึ่งหมายความว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า "tipping points" หรือ "จุดเปลี่ยนอันรุนแรง" ในบรรยากาศโลก บรรยากาศโลกนั้น มีสภาพที่คงที่มานาน แต่การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนั้น สามารถเป็นไปได้รวดเร็วกว่าที่เราคิด(สำหรับนักวิทยาศาสตร์ ถือว่าเร็ว), ภายในร้อยปี หรือ ถ้ากำลังเกิดเหตุการณ์ต่างๆแบบในปัจจุบัน, อาจจะไม่กี่สิบปี การเปลี่ยนแปลงที่เร็วขนาดนี้นั้น คือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า 'การเปลี่ยนสภาพ' และเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กังวลว่าเป็นผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้เพราะ ภาวะโลกร้อน แต่มันจะเห็นได้ชัดกว่าในพื้นต่างๆ แต่ไม่ใช่ทั้งโลก ก่อนการเปลี่ยนสภาพ หรือ จุดเปลี่ยนอันรุนแรงนั้น มันจะมีการเปลี่ยนแปลงของ feedback ให้เห็นก่อน แต่จากการค้นคว้าที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รุ ว่าการเปลี่ยนแปลงของ feedback ที่จะบ่งบอกให้เราเตรียมตัวรับหัยนะนั้น คืออะไรกันแน่
ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Forcing และ Feedback ต่างๆ
Forcing:
รังสีจากดวงอาทิตย์. พระอาทิตย์มีวงจร 11 ปี ที่รู้จักกันดี มันคือวงจรของดวงอาทิตย์ที่มีการเปลี่ยนแปลงของ รังสีมากขึ้น .08% รังสีจากพระอาทิตย์ได้ถูกเฝ้าระวังโดยดาวเทียมทุกวัน ตั้งแต่ปลายยุค 1970, และเจ้าวงจรพระอาทิตย์นี้ คือสิ่งที่รวมตัวกันเป็น แบบจำลองบรรยากาศ มีการค้นพบหลักถานของรังสีจากดวงอาทิตย์นับได้เป็นพันๆปี, การวัดจาด ต้นไม้โบราญ, และวัตถุอื่นที่สัมผัสกับแสงอาทิตมาเป็นระยะเวลานาน แต่ถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีหลักถานพิสูจน์การเปลี่ยนแปลงของ รังสีจากดวงอาทิตย์ที่ปล่อยมา , เพราะยังไม่มีการวัดดวงอาทิตย์อย่างละเอียด ก่อนจะถึงยุค 70 , นักวิทยาศาสตร์จึงยังไม่มีหลักถานที่แน่นอนในการบอกถึงความเปลี่ยนแปลงของดวง อาทิตในระยะเวลานาน แต่ในวันนี้ นักวิทยาศาสตร์ รวมถึง NASA เองกำลังศึกษาดวงอาทิตย์อย่างระเอียด เนื่องจาก มันอาจจะนำไปสู่วิธีใหม่ในการช่วยโลกจากความร้อนที่มาจากดวงอาทิตย์ได้
ละอองของเหลว, ฝุ่น, ควัน และเขม่า. มันมาทั้ง จากธรรมชาติ และ จากมนุษย์ เจ้าละอองกรดกำมะถันที่ลอยอยู่ในอากาศ, ซึ่งมาจาก การเผาไหม้ของถานหิน, สิ่งมีชีวิต, และภูเขาไฟระเบิด, เหมือนจะทำให้โลกเย็นลง (0.0!!?) การเพิ่มจำนวลของโรงงานต่างๆที่ผลิต ละอองกรดกำมะถันนั้น เชื่อว่าทำให้ ซีกโลกทางด้านเหนือเส้นศูนย์สูตรขึ้นไป เย็นลงในช่วงปี 1940-1970 แต่อนุภาคที่น้อยที่สุดของมัน ทำสิ่งที่ตรงกันข้าม ผลกระทบจากละอองเหล่านี้พึ่งจะถูกเฝ้าติดตามมาสิปกว่าปี , ทำให้นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มไม่แน่ใจว่า สรุปแล้ว มันดี หรือ ร้าย มันกำลังทำให้โลกร้อนขึ้นแบบที่เชื่อกันในปัจจุบัน หรือกำลังทำให้โลกเย็นลงเหมือนที่เชื่อกันว่ามันทำ ให้ช่วงกลางศตวรรษ
Feedback:
เมฆ. เมฆนั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อบรรยากาศโลกเป็นอย่างมาก, 1/3 ของแสงอาทิตย์ที่ส่งมายังโลก จะถูกสะท้อนกลับไปสู่อวกาศโดยเมฆ หลังจากที่บรรยากาศเปลี่ยน การทำงานของเมฆก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้เช่นกัน หน้าที่ในการสะท้อนแสงอาทิตย์อาจจะไม่สมบูรณ์ เพราะว่าเมฆเป็นสิ่งที่สำคัญและทรงพลังมาก ต่อบรรยากาศโลก, ถ้าเกิดมีความเปลี่ยนแปลงในปริมาณเมฆ, ต่ำแหนงที่อยู่ของมัน และ ความเร็วในการกลายเป็นเม็ดฝนที่เร็วขึ้น หรือ ช้าลง, ไม่ว่าใดๆทั้งสิ้น มันจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในบรรยากาศโลกได้ในปัจจุบัน แบบจำลองสภาพอากาศยังไม่ให้ความสำคัญต่อเมฆมากนัก, ทำให้ IPCC ได้ตั้งเป้าให้การค้นคว้าเกี่ยวกับเมฆเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของสถาบัน แต่เราก็ไม่สามารถบอกได้อย่างแน่ชัดว่า ถ้าเกิดว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงจริงๆล่ะ มันจะแย่มากขนาดที่เราคิดหรือไม่ หรือว่า มันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยที่เราควรมองข้าม?
วงจร Carbon.จนถึงปัจจุบัน, ธรรมชาติได้เก็บกักก๊าซ carbon ที่เกิดจากมนุษย์เกือบครึ่งหนึ่งทุกปี เรายังไม่รู้แน่ชัดว่า carbon เหล่านี้หายไปไหนบ้าง, หลักถานบางส่วนบอกว่า ทะเล และ ชีวะชาติ เป็นสิ่งที่ดูดซึมและกักเก็บ carbon ส่วนใหญ่ที่เราส่งสู่บรรยากาศ แต่ปัญหาใหญ่ที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบคือว่า วงจรการกักเก็บ carbon นี้อาจจะล้มเหลว หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นสูงกว่าปกติ, นั้นทำให้โลกที่ร้อนขึ้นอยู่แล้ว ยิ่งร้อนเร็วขึ้นเข้าไปอีก แต่นี้ก็อาจจะเป็นความเข้าใจผิดเช่นกัน NASA กำลังจะค้นพบคำตอบในไม่ช้า หลังจากที่พวกเขาได้ดำเนินการภารกิจ ในการหาคำตอบว่า ระบบการดูดซึม Carbon ของโลกจะล้มเหลวหรือไม่
การไหลเวียนของน้ำในมหาสมุทร. เป็นอีกหนึ่งการขาดการที่ดังที่สุด รองจากการที่โลกร้อนขึ้น นั้นก็คือ, การไหลเวียนของน้ำทะเลในมหาสมุทร Atlantic ที่กำลังจะเปลี่ยนไป และจะทำให้ยุโรปประเชิญกับยุคน้ำแข็ง แต่คำว่ายุคน้ำแข็งไม่ใช่สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ชอบนัก พวกเขาแค่เรียกมันว่า การเย็นลงของยุโรป แต่เราทุกคนก็คงจะเข้าใจว่า การเย็นลงมหาสารขนาดที่พวกนักวิทยาศาสตร์คาดเดานั้น ไม่ต่างจากยุคน้ำแข็งสักเท่าไหร่ แต่เราก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้จริงว่า การเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้ยุโรปกลายเป็นน้ำแข็งหรือไม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ การไหลเวียนของน้ำในมหาสมุทร Atlantic นั้น กำลังชะลอลงจริงๆ
ปรีมาณฝน. มนุษยชาติได้กำเนิดขึ้นและใช้ชีวิตขึ่นอยู่กับ ฝน และ หิมะ เราต้องใช้มันในการดื่มและปลูกพืชเพื่ออาหาร แบบจำลองบรรยากาศโลกกำลังทำนายว่า ฝนจะตกมากขึ้น แต่ไม่ใช่ทั่วโลก บางพื้นที่จะแห้งแล้งแทน นักวิทยาศาสตร์อยากรู้ว่าจุดไหนบ้างที่จะมีการเปลี่ยนแปลง ฝนที่มากขึ้น หรือ น้อยลง แต่ปัจจุบัน เทคโนโลยียังไม่เก้าหน้าถึงระดับนั้น แต่เครื่องมือได้บอกคร่าวๆได้เช่น จามีฝนตกน้อยลงในตะวันออกเฉียงใต้ของอเมริกา เพราะข้อมูลที่มีน้อยนิดนั้น ทำให้การตัดสินใจในการป้องกันต่างๆเป็นไปได้ยากมาก การหาคำตอบนั้น ต้องใช้เวลาในการค้นคว้าอีกมาก
ระดับน้ำทะเลทีู่สูงขึ้น. ในปี 2007, IPCC ได้ใช้ดาวเทียมในการสรุปว่า การละลายของน้ำแข็งในขั้วโลก และ Greenland กำลังทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจริงๆ และ ได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2001 แล้ว ปริมาณน้ำที่จะสามารถสูงขึ้นได้ ถ้าหากน้ำแข็งใน Greenland ละลายหมดจะสูงขึ้นถึง 6 เมตร และอีก 6-7 เมตร หากน้ำแข็งใน Antarctic ฝั่งตะวันตกละลายหมด, ในที่น้ำแข็งในฝั่งตะวันออกคงจะไม่ละลายภายในศตวรรษนี้ คนหลายร้อยล้านใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ ที่จะจมอยู่ใกล้น้ำหลังจากที่น้ำขึ้นสูงในระดับที่คาดการไว้, ซึ่งหมายความว่า หากนักวิทยาศาสตร์คาดเดาถูกจริง การช่วยชีวิตคนหลายร้อยล้านออกจากพื้นที่เสียงภัย หรือ จะเรียกว่า ผู้คนหลายร้อยล้านต้องทิ้งบ้านของตนเองไว้ใต้น้ำตลอดไป
ข้อมูลจาก: NASA.gov
แปลไทยโดย: Thaihotzone.com
vanco
18-10-2008, 10:26 AM
สารพัดข่าวโลกร้อนแห่ง ปี 2550
โลกเร่าร้อน น้ำแข็งขั้วโลกหลอมละลาย
กระแสข่าวโลกร้อน มาแรงแซงโค้งข่าวอื่นใดในบรรดาข่าวสิ่งแวดล้อม เริ่มตั้งแต่กลางปีที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งสหรัฐอเมริกา(นาซา) ออกแถลงการณ์การตรวจวัดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นตัวการหลักในการทำให้เกิดปัญหาโลกร้อนในชั้นบรรยากาศโลกว่าขณะนี้ถึงขั้นสูงสุด คือวัดได้ 383 ส่วนในล้านส่วน ยังไม่นับรวมถึงปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ระหว่างการเดินทางถึงชั้นบรรยากาศว่ามีปริมาณเท่าไร ทั้งนี้ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังกล่าวอยู่ในชั้นบรรยากาศได้นาน 50-200 ปี
<!-- in column picture --><TABLE id=picture border=0 width=100 align=left><TBODY><TR><TD id=picture vAlign=top align=middle>
http://www.thaihotzone.com/images/stories/news20071202a.jpg ภาวะโลกร้อน
</TD></TR></TBODY></TABLE>
นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกคาดการณ์กันว่า อีกไม่ถึง 3 ปี จะเกิน 400 ส่วนในล้านส่วนแน่นอน และเมื่อใดที่เกิน 450 ส่วนในล้านส่วน อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นอีก 2 องศา เซลเซียส เมื่อนั้นอัตราความเร็วของการละลายน้ำแข็งขั้วโลกก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย
โลกร้อนก่อคลื่นน้ำเย็น
ข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องปรากฏการณ์โลกร้อนที่สะเทือนวงการสิ่งแวดล้อมอีกเรื่องคือ ปรากฏการณ์คลื่นน้ำเย็นที่ไหลเข้ามาในน่านทะเลไทย โดยกระแสคลื่นน้ำเย็นนี้มีต้นกำเนิดจากหมู่เกาะนิโคบา ทั้งนี้ปกติแล้วอุณหภูมิในทะเลอันดามันจะอยู่ที่ 26 องศาเซลเซียส แต่บางช่วงกลับวัดได้เพียง 15 องศาเซลเซียสเท่านั้น กระแสคลื่นน้ำเย็นนี้จะเข้ามาเป็นช่วงๆครั้งละประมาณ 15 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดต่ำลงด้วยเป็นสาเหตุให้ปะการังอ่อนและสัตว์น้ำช็อคตาย
โลกร้อน ระวัง !! อย่ามีลูก !!
อีกข่าวที่เหมือนจะเป็นเรื่องตลก แต่อ่านดีๆ อาจจะหัวเราะไม่ออก เมื่อ ดร.จิรพล สินธุนาวา นักวิชาการสิ่งแวดล้อม จากคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ออกมาเตือนคนไทยว่า ใครที่ แต่งงานแล้ว หากยังไม่มีลูกก็ไม่ควรมี เพราะอีก 5-7 ป ีข้างหน้าผลกระทบที่เกิดจากภาวะโลกร้อนจะชัดเจนกว่านี้ เด็กๆ ที่เกิดมาจะมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก ต้องผจญกับโรคภัยไข้เจ็บจากเชื้อโรคทั้งชนิดใหม่ และชนิดเก่าที่แข็งแรงมากขึ้น ทั้งนี้อย่าตั้งความหวังว่าต่อไปรัฐบาลของประเทศไหนๆจะสามารถกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้หมดไปได้ ในขณะที่ยังผลิตออกมาทุกวัน วันละจำนวนมาก
ดร. จิรพล บอกด้วยว่า คำเตือนที่ว่าอย่าเพิ่งมีลูกช่วงเวลานี้ ไม่ถือว่ารุนแรงเลย แต่เป็นการวางแผนรับมือภาวะโลกร้อนที่จำเป็นต้องทำมากที่สุด เพราะถึงเวลานั้น ลำพังพ่อแม่เองก็ต้องทนลำบากเผชิญกับความวิกฤตต่างๆมากมายอยู่แล้ว หากมีลูกพ่อแม่ก็จะต้องเพิ่มภาระดูแลลูกปกป้องลูกมากกว่าภาวะปกติหลายเท่าตัว เด็กจะอ่อนแอกว่าผู้ใหญ่ จึงแนะนำว่าอย่ามีลูกกันเลย
โลกร้อนทำทะเลเป็นกรด
อีกเรื่องที่น่าตกใจไม่แพ้กันคือ เรื่องภาวะทะเลกรด โดยภาวะโลกร้อน เกิดขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะอย่างยิ่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นตัวหลักในก๊าซเรือนกระจก ยิ่งมีปริมาณก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้นเท่าไร ยิ่งมีส่วนเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเร็วยิ่งขึ้น ในปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นในชั้นนั้น ร้อยละ 48 ไม่ได้อยู่ในอากาศ แต่จะละลายลงไปอยู่ในน้ำ และเกือบทั้งหมดจะไปอยู่ในน้ำทะเล ทำให้ค่าความเป็นกรดด่างเปลี่ยนไปจากเดิมที่น้ำทะเลจะมีค่าค่อนไปทางด่างเล็กน้อย แต่คาร์บอนไดออกไซด์ที่ตกลงไปในน้ำจะเปลี่ยนทำให้น้ำทะเลมีสภาพเป็น “ทะเลกรด” ในที่สุด
ค่าความเป็นกรดด่างที่เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยจะทำให้วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิตในทะเลจะเปลี่ยนไปด้วย จากการตรวจสอบพบว่าขณะนี้ค่าความเป็นกรดด่างในทะเลขยับจาก 8-8.1 ไปอยู่ที่ 7.8-7.9 แล้ว และมีแนวโน้มว่าจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ หากว่าปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่ลดลงคาดว่า ภายในระยะเวลา 50 ปี นับจากนี้ ค่าความเป็นกรดด่างจะกลายเป็น 7.6 หรือมีความเป็นกรดมากขึ้นอย่างชัดเจนทำให้เกิดผลกระทบต่อกระบวนการสร้างเปลือกของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ เช่น หอย ปะการัง เม่นทะเล ฯลฯ รวมถึงตัวอ่อนของสัตว์ทะเลและแพลงก์ตอนของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านธาตุอาหารในมหาสมุทร อันจะส่งผลกระทบด้านต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย
<!-- in column picture --><TABLE id=picture border=0 width=100 align=right><TBODY><TR><TD id=picture vAlign=top align=middle> http://www.thaihotzone.com/images/stories/news20071202c.jpg ภาวะโลกร้อน
</TD></TR></TBODY></TABLE>
หิ้งน้ำแข็งทำน้ำท่วมโลก
ข่าวโลกร้อนส่งท้ายปี 2550 ที่เพิ่มดีกรีความร้อนให้วงการสิ่งแวดล้อม เมื่อนิตยสาร เจอนอล เนเจอร์ จีโอ ไซอัน ได้ตีพิมพ์งานวิจัยการศึกษา ระดับน้ำทะเลอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงของโลกและกระแสน้ำในมหาสมุทรจากอดีตถึงอนาคต พบว่า จากเดิมที่ คณะกรรมการสากลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หรือ ไอพีซีซี ได้สรุปรายงานการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศฉบับที่ 4 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาว่า ภายในปี ค.ศ. 2100 หรือ พ.ศ. 2643 ระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้นอีก 32 นิ้ว หรือ ราว 88 เซนติเมตร จากปัจจัย 2 ประการ คือ การละลายของน้ำแข็งขั้วโลก และการขยายตัวของน้ำในมหาสมุทรต่างๆ เป็นการคำนวณระดับการเพิ่มขึ้นของน้ำทะเลพลาดไป 1 เท่าตัว
เพราะไม่ได้เอาปัจจัยหิ้งน้ำแข็งมาโดยหิ้งน้ำแข็ง คือ น้ำแข็งที่ตกลงมาจากยอดเขาบริเวณขั้วโลกใต้ลงมาในทะเลรอบมหาสมุทรแอนตาร์กติก ซึ่งอุณหภูมิฤดูหนาวบริเวณขั้วโลกประมาณ –30 องศาเซลเซียสนั้น จะทำให้น้ำแข็งที่ตกลงมาไม่ละลายน้ำ แต่จะเกาะติดแน่นเป็นทางตามลาดไหล่เขาไปจนถึงบริเวณชายฝั่ง เมื่อถึงฤดูร้อนอุณหภูมิขั้วโลกจะลดเหลือประมาณ –10 องศาเซลเซียส เป็นเหตุให้หิ้งน้ำแข็งเหล่านั้นละลายมีปริมาตรหลายพันลูกบาศก์กิโลเมตร ซึ่งมากพอที่จะเพิ่มระดับน้ำทะเลให้สูงกว่าเดิมถึง 64 นิ้ว หรือ 163 เซนติเมตร ในปี ค.ศ.2100 หรือ พ.ศ.2643
ประชุมแก้ปัญหาโลกร้อน สุดเลื่อนลอย
<!-- in column picture --><TABLE id=picture border=0 width=100 align=right><TBODY><TR><TD id=picture vAlign=top align=middle> http://www.thaihotzone.com/images/stories/news20071202b.jpg ภาวะโลกร้อน
</TD></TR></TBODY></TABLE>
ขณะเดียวกัน ผลการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 13 (COP13) และการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 3 (CMP3) ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ล่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ยังไม่ยอมเข้าร่วมภาคีอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก 25-40% ที่ทุกชาติจะทำร่วมกัน ก็ยังไม่สามารถระบุเป็นพันธะกรณีสำคัญได้ โดยเป็นเพียงเชิงอรรถ หรือความเลื่อนลอยเท่านั้น
โลกร้อน คนไทยยังใจเย็น
ตัวการหลักที่ทำให้เกิดปัญหาโลกร้อน คือ ภาคพลังงาน ประเทศที่ปล่อยพลังงานออกมาทำลายบรรยากาศโลกมากที่สุดคือ สหรัฐอเมริกา คือ 26% ของการปล่อยพลังงานทั้งหมด รองลงมาคือ จีน 19% แต่คาดว่า ประมาณปี 2552 จีนจะแซงหน้าอเมริกา ส่วนประเทศไทยแม้จะปล่อยเพียง 1% แต่คิดเป็นปริมาณเน็ตๆก็มากถึง 7,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี นับว่าสูงพอที่จะทำให้บรรยากาศภายในประเทศเปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องอุณหภูมิที่สูงมากขึ้นทุกปี
ขณะที่โลกร้อนขึ้นทุกวัน แต่คนไทยยังใจเย็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีแต่การรณรงค์ แต่ไม่มีใครทำอะไร จริงจัง
ใจเย็นกันเหลือเกิน
ขอขอบคุณ: ชุติมา นุ่นมัน
www.verdantplanet.org (http://www.verdantplanet.org/)
vanco
18-10-2008, 10:33 AM
http://www.thaihotzone.com/images/stories/p3578.jpg
ข่าววันที่ 3 กันยายน 2008
แผ่นน้ำแข็ง ขนาดเท่าเกาะ Manhattan ได้แตกออกจากแผ่นดินใหญ่ของเกาะ Ellesmere ทางเหนือของ Canada ซึ่งอยู่ในบริเวณขั้วโลกเหนือ เป็นอีกผลกระทบหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการเพิ่มขึ้น ของอุณหภูมิโลก ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของ ขั้วโลกเหนือ
Derek Mueller, ผู้เชี่ยวชานด้าน ขั้วโลกเหนือ แห่งมหาวิทยาลัย Trent ใน Ontario, บอกกับนักข่าวว่า เจ้าแผ่นนำแข็ง Markham อายุกว่า 4,500-year-old ได้แยกตัวออกจาก แผ่นดินใหญ่และกำลังลอยลำอยู่ในมหาสมุทร Atlantic ตั้งแต่ต้นเดือน สิงหาคมที่ผ่านมา
"แผ่นน้ำแข็ง Markham เป็นความประหลาดใจครั้งใหญ่สำหรับพวกเรา เพราะอยู่ดีๆ มันก็หายไป เราบินหามันเหนือเมฆ และหลังจากที่เราอยู่เหนือจุดที่มันควรจะอยู่ มันกับไม่อยู่เสียแล้ว มันเป็นสิ่งเราไม่คาดคิด ว่าภาวะโลกร้อนจะสามารถเปลี่ยนแปลงพื้นที่ของขั้วโลกเหนือได้มากถึงขนาด" ดร Mueller ได้ให้สัมภาษณ์
Mueller ก็ยังเพิ่มเติมว่า แผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่อีกสองแผ่นได้ แยกตัวออกจาก แผ่นน้ำแข็ง Season ซึ้ง มีขนาดใหญ่กว่า แสนตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 60% ของ ตัวแผ่นน้ำแข็ง นอกจากนี้ แผ่นน้ำแข็ง Ward Hunt ก็กำลังแตกตัวออกเช่นกัน ซึ่งขนาดของมันมีไม่มาก แค่ 2หมื่นตารางกิโลเมตรเท่านั้น...จินตนาการ ปริมาณน้ำในถังน้ำขนาด 2หมื่นตารางกิโลเมตรสิครับ...
และเมื่อ เดือนที่แล้วนี้เอง ที่ แผ่นน้ำแข็งขนาด 1หมื่น 8พัน ตารางกิโลเมตร และหนา 39 ของแผ่นน้ำแข็ง Ward Hunt ได้แตกออก
นี้ก็ทำให้เราได้เห็นถึงปัญหาที่กำลังเกิด เช่น การละลายของธารน้ำแข็งของ Greenland ตอนเหนือ และใต้, ปริมาณน้ำแข็งในทะเลช่วงหน้าร้อนที่น้อยที่สุดในประวัตติศาสตร์ของ ขั้วโลกเหนือ รวมถึงการแตกตัวของน้ำแข็งที่มีปริมาณสูงจนน่ากลัว
"การที่น้ำแข็งของขั้วโลกเหนือกำลังละลายลอง ก็คงจะเดากันไม่ยาก สาเหตุก็เป็นเพราะอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นนั้นเอง" Luke Copland, ผู้อำนวยการคณะ Cryospheric แห่งหมาวิทยาลัย Ottawa "การที่มีปริมาณน้ำแข็งที่กำลังแยกตัวออก และละลายลงในที่สุด เช่นที่เกิดขึ้นกับ แผ่นนำแข็ง Ward Hunt, เป็นเครื่องแสดงให้เราทุกคนได้ตระหนักถึงปัญหาของอุณหภูมิโลก ที่กำลังสูงขึ้น อย่างหน้าเป็นห่วง และน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือ ก็กำลังละลายหายไปเรื่อยๆ"
เกาะ Ellesmere เคยเป็นแผ่นน้ำแข็งขนาดมหึมา ที่แยกตัวออกจากแผ่นดินใหญ่ในช่วง ต้นศตวรรษที่ 1900 สิ่งที่เหลื่ออยู่ในปัจจุบันคือ เกาะเล็กๆ 4เกาะที่มีขนาดรวมกัน ประมาณ 8แสนตารางกิโลเมตร ซึ่งเทียบกับเมื่อก่อนถือว่าเล็กมาก
การแตกตัวของน้ำแข็งครั้งล่าสุดสามครั้ง ได้ทำให้เราได้เห็นการหายไปของน้ำแข็งในขั้วโลกครั้งใหญ่ที่สุด ตั้งแต่มีการวัดด้วยดาวเทียม เมื่อ 30ปีก่อน ซึ่งเราไม่อาจะรู้ได้ ว่าก่อนหน้าที่เรามีดาวเทียมนั้น มันเคยมีการหายไปครั้งใหญ่ขนาดนี้หรือไม่
"การเปลี่ยนแปลงในระดับนี้ อาจจะทำให้ไม่มีน้ำแข็งอยู่ในขั้วโลกเหนือเลย ซึ้งหมายความว่า น้ำปริมาณมหาศาล จะกลายเป็นน้ำทะเล ซึ่งจะทำให้อีกไม่ถึง พันปี พื้นที่บนโลกที่พวกเราใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบัน จมอยู่ใต้น้ำอย่างถาวรก็เป็นได้" ดร.Mueller กล่าว
เมื่อก่อน หลังจากที่น้ำแข็งแตกออก น้ำก็จะแข็งตัวและกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งใหม่แทนที่ แผ่นเก่า แต่วันนี้ ด้วยความที่อุณหภูมินั้นได้เพิ่มขึ้น การที่น้ำจะกลายเป็นน้ำแข็งเพื่อแทนที่แผ่นน้ำแข็งที่ละลาย หรือ แตกออกอีกครั้ง คงเป็นไปได้ยาก...มันเป็นสิ่งที่หน้ากลัวมาก " Mueller ให้ความเห็นต่อผู้สื่อข่าว
“แผ่นน้ำแข็ง Markham เป็นพื้นที่ ทีมีจำนวนสิ่งมีชีวิตอยู่มากถึงครึ่งหนึ่งของ แผ่นน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือ การที่มันได้แตกตัวออกไป และกำลังละลายไปกับท้องทะเล นั้นหมายความว่า จะมีการสูญพันของ สิ่งมีชีวิตหลายๆชนิดที่ใช้ชีวิตอยู่บนพื้นผิวของมัน”ดร Mueller
แผ่นน้ำแข็งเหล่านี้มีความสำคัญต่อทั่วทั้งโลก ถ้าไม่มีแผ่นน้ำแข็งหลงเหลื่ออยู่เลย ประชากรของโลกมากกว่า 90% จะไร้ที่อยู่ และพื้นที่ ที่เหลืออยู่ละ ใครจะมีสิทธิได้มัน ถ้าเราไม่สู้เพื่อมัน อนาคตของเราทุกคน ของลูกหลาน และ บรรพระบุรุธของพวกเราจะเป็นอย่างไร ถ้าเราไม่ช่วยกันทำอะไร ซะตั้งแต่วันนี้
ข้อมูลจาก : ThaiHotZone.Com (http://www.thaihotzone.com/)
vanco
18-10-2008, 10:34 AM
http://www.thaihotzone.com/images/stories/iceberg-calving.jpg ภาวะโลกร้อน
ตะลึง!แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกเหนือเท่า"แมนฮัตตัน"แตกตัว
ระทึก!เผยแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่เท่าเมืองแมนฮัตตันแตกตัวจากขั้วโลกเหนือ บ่งชี้ภาวะโลกร้อนส่วนแผ่นน้ำแข็งใหญ่อีกสองยังหดตัวลงด้วย
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเดเร็ก มูลเล่อร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นนำแข็งอาร์คติก ประจำมหาวิทยาลัยเทรนต์ ในเมืองออนตาริโอ เปิดเผยว่า แผ่นน้ำแข็ง"มาร์คแฮม"ซึ่งมีขนาดใหญ่เท่าเมืองแมนฮัตตัน หรือขนาด 19 ตร.ไมล์ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของแคนาดา ได้แตกตัวออกไปเมื่อเดือนส.ค.และถือเป็นเรื่องน่าแปลกใจครั้งใหม่เพราะแผ่น น้ำแข็งดังกล่าวเกิดหายไปอย่างฉับพลัน และเน้นให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในขั้วโลกเหนือ นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญรายนี้เผยด้วยว่า น้ำแข็งใหญ่อีก 2 แผ่นยังแตกตัวจากแผ่นน้ำแข็งเซอร์ซัน ไอซ์ ชีฟ จากการหดตัวลงเหลือเพียง 47 ตร.ไมล์ หรือลดตัวลง 60 % ขณะที่แผ่นน้ำแข็งวาร์ด ฮันท์ ไอซ์ เชฟ ก็ยังคงแตกตัว และเริ่มสูญเสียพื้นที่ขยายแผ่นดินน้ำแข็งจำนวน 8 ตร.ไมล์
vanco
18-10-2008, 10:35 AM
http://www.thaihotzone.com/images/stories/eacoral127.jpg ภาวะดลกร้อน
จากการค้นคว้าล่าสุด นักวิทยาศาสตร์ได้ออกมาเปิดเผยว่า แนวปะการัง ต้องการ ความช่วยเหลื่อจากมนุษย์โดยด่วน ถ้าเกิดอยากจะให้ แนวปะการังทั่วโลก ไม่สูญหายไปเพราะ ภาวะโลกร้อน
พื้นที่ ที่มีการปกป้องในปัจจุบัน มีอยู่น้อยมาก, นอกจากนี้มันยังเป็นพื้นที่ ที่ไม่ไดรับผลกระทบจาก ภาวะโลกร้อน สักเท่าไหร่
จากการค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก พวกเขาเรียกร้องให้มีการปกป้องพื้นที่แนวปะการังอีกหลายพื้นที่ เนื่องจาก แนวปะการัง เป็นสิ่งที่มีค่ามากต่อระบบ สิ่งแวดล้อม และสัตว์น้ำ ใต้ทะเล
พื้นที่ ที่มีการปกป้องในปัจจุบัน มีอยู่น้อยมาก, นอกจากนี้มันยังเป็นพื้นที่ ที่ไม่ไดรับผลกระทบจาก ภาวะโลกร้อน สักเท่าไหร่
จากการค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก พวกเขาเรียกร้องให้มีการปกป้องพื้นที่แนวปะการังอีกหลายพื้นที่ เนื่องจาก แนวปะการัง เป็นสิ่งที่มีค่ามากต่อระบบ สิ่งแวดล้อม และสัตว์น้ำ ใต้ทะเล
กลุ่มนักวิทยาศาสตร์, โดยมีการนำของมหาวิทยาลัย Newcastle และ องกร Wildlife Conservation Society, ได้ศึกษา แนวปะการัง 66แห่งใน 7ประเทศ ทั่วมหาสมุทรอินเดีย ใน 10 ปีที่ผ่านมา
พวกเขาสรุปว่า ในระหว่างที่มีการเพิ่ม พื้นที่อนุรักษ์แนวปะการังใหม่ ก็ไม่ควรลืมที่เก่า
พื้นที่อนุรักษ์แนวปะการังใหม่ๆนั้น เป็นสิ่งที่เราต้องการโดยด่วน เนื่องจากการหายไปจากการทำลาย และ จากอุณหภูมิน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ระบบวงจรอาหารเกิดการล่มครั้งใหญ่ และ แหล่งอาหารของเรา ก็คงจะมีปัญหาเช่นกัน เนื่องจากปลาหลากหลายชนิดต้องการ แนวปะการังในการดำรงชีวิต
พื้นที่อนุรักษ์ปะการัง ในปัจจุบัน ถูกสร้างขึ้นในยุค 60 และ 70 เพื่อปกป้องปลาชนิดต่างๆในมหาสมุทร นั้นเป็นช่วงก่อน ภาวะโลกร้อนจะเป็นปัญหา พื้นที่อนุรักษ์หลายๆที่ เป็นแนวปะการังเล็กๆ ที่ส่วนใหญ่มีปลาอยู่มากมาย
นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ Nick Graham, จากมหาวิทยาลัย Newcastle ได้กล่าวว่า: "เราต้องเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์แนวปะการังมากมายมหาสาร และ เราต้องทำมันเดียวนี้"
"จากการค้นคว้าของเราพื้นที่อนุรักษ์ปะการังในปัจจุบัน อยู่ในที่ๆผิด"
"พื้นที่อนุรักษ์ใหม่ๆเป็นสิ่งที่จำเป็น และ พื้นที่นั้น ต้องเป็นพื้นที่ ที่เน้นไปในการปกป้องแนวปะการังจากอุณหภูมิของน้ำที่สูงขึ้น เพราะภาวะโลกร้อน แต่สิ่งที่สำคัญคือการฟื้นฟูแนวปะการังทั้งหมด ไม่ใช่เพียงจุดๆเดียว เพราะขณะนี้ พื้นแนวปะการังมากมายทั่วโลกกำลังไม่สมดุล - สิ่งที่พวกเราต้องร้องขอ โดยต้องการความร่วมมือจากรัฐบาลประเทศต่างๆ คือ การไม่ให้นักท่องเที่ยว เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับแนวปะการังบางแห่ง ซึ้งเป็นสถานที่ท้องเที่ยวที่สำคัญ และแหล่งรายได้หลักของบางพื้นที่"
"แนวปะการังจะตาย ถ้าเกิดว่ามันถูกทำให้มีความเครียด หรือ มีสิ่งที่ไม่สมบูรณ์เกิดขึ้น และนั้นคือเหตุที่เราจะต้องห้ามไม่ให้มนุษย์เข้าไปใกล้ปะการังเหล่านี้ ไม่ใช่เพียง การท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เป็น การปกปลาเหนือพื้นที่แนวปะการัง, มลพิษเช่นขยะต่าง และ การไม่ให้เกิดการตกตะกอนในชั้นหิน"
"ด้วยการทำให้ปะการังไม่เกิดความเครียดที่ มนุษย์เราสร้างให้มัน จะเป็นสิ่งเดียวที่เราสามารถทำ ในการช่วยให้ปะการังปกป้องตัวเอง และ ปรับตัวให้เข้ากับอุณหภูมิของน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น"
นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน มหาสมุทรอินเดียในปี 1998 หลังจากภาวะโลกร้อนได้ทำให้อุณหภูมิของมหาสมุทรชั้นบน เพิ่มขึ่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และได้ฆ่าปะการังหลายชนิด และ บางชนิดได้ตายลงไปกว่า 90%
หลังจากเหตุการณ์นั้น สัตว์น้ำใต้ทะเลได้ตกอยู่ในอันตรายอย่างมาก เพราะแหล่งอาหาร และ แหล่งที่หลบซ้อนตัวจากนักล่า ของมันได้ตายลงไปเป็นปริมาณที่สูงมาก ซึ้งผลกระทบของเหตุการณ์นั้น ทำให้การขยายพันของสัตว์น้ำใต้ทะเลในพื้นที่นั้น ลดลงถึง 50%
ไม่ใช่แนวปะกรังทุกที่ ที่มีปัญหา ในบางพื้นที่ ปะการังนั้น ก้ได้ปรับตัวเข้ากับอุณหภูมิของน้ำเรียบร้อยแล้ว และ แนวปะการังอีกมากมาย ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ถ้าหากเรายังคงไปรบกวนมันอยู่
"เหตุการณ์นี้ ทำให้เราได้เห็น ผลกระทบใหม่ จากสภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน”, Mr. Graham กล่าว
แปลไทยโดย : Thaihotzone.com
vBulletin® v3.8.0 Beta 3, Copyright ©2000-2009, Jelsoft Enterprises Ltd.