PDA

View Full Version : มหาปรินิพพานสูตร"พระพึงปฏิบัติต่อสตรีอย่างไร"


NoOTa
15-10-2008, 12:11 AM
มหาปรินิพพานสูตร "พระพึงปฏิบัติต่อสตรีอย่างไร"

ธรรมะนอกธรรมาสน์

เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต



มหาปรินิพพานสูตร

"พระพึงปฏิบัติต่อสตรีอย่างไร"

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์พึงปฏิบัติในมาตุคาม (สตรี) อย่างไร"

"ดูก่อนอานนท์ การไม่เห็นได้เป็นการดี"

"ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจำเป็นต้องเห็น (เพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้) จะพึงปฏิบัติอย่างไร"

"ไม่ต้องพูดด้วยสิ อานนท์"

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าจำเป็นต้องพูดด้วยจะพึงปฏิบัติอย่างไร"

"พึงพูดด้วยสติสิ อานนท์"

ข้อความนี้จาก มหาปรินิพพานสูตร ขณะพระพุทธเจ้าเสด็จดำเนินมุ่งหน้าไปยังเมืองกุสินาราเพื่อปรินิพพาน ณ คราวหนึ่งพระอานนท์ พุทธอนุชา ได้กราบทูลถามวิธีปฏิบัติต่อมาตุคาม (คือสตรี) ว่าพึงปฏิบัติตนอย่างไร พระองค์ตรัสดังข้อความข้างต้น

นักสิทธิสตรีบางคนกล่าวว่า พระพุทธเจ้าไม่ให้เกียรติสตรี หาว่าทรงรังเกียจสตรีจึงแนะให้สาวกไม่มองไม่เห็น ถ้าจำเป็นต้องมองต้องเห็น ก็ไม่ให้พูดด้วย และถ้าจำเป็นต้องพูดด้วยก็ให้พูดด้วยสติ ความจริงสตรีในสังคมสมัยพุทธกาลไม่มีสิทธิไม่มีเสียงในสังคมใดๆ พระพุทธศาสนาต่างหากเปิดโอกาสให้มีสิทธิมีเสียงในสังคม เช่น เปิดโอกาสให้สตรีออกบวช เพราะพระองค์ทรงเห็นว่าสตรีก็สามารถบรรลุธรรมได้เช่นเดียวกับบุรุษ

แต่เนื่องจากผู้ประพฤติพรหมจรรย์มักจะเศร้าหมองเพราะเกี่ยวข้องกับกาม จึงทรงเตือนให้ห่างๆ กันไว้ ขนาดทรงเตือนทรงย้ำอย่างนี้ เจ้ากูประเภท "ทุมมังกุ" (ผู้เก้อยาก) ยังฝ่าฝืนและสร้างความมัวหมองแก่วงการผ้าเหลืองครั้งแล้วครั้งเล่า

ลูกที่ไม่เคารพคำสั่งของพ่อ ยังจะมีหน้ามาอ้างว่าเป็นลูกพ่อได้หรือครับ



มหาปรินิพพานสูตร

"อานิสงส์ของศีล"

"ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย อานิสงส์แห่งศีลสมบัติ (ความถึงพร้อมด้วยศีล) มี 5 ประการ คือ

1. คนมีศีลย่อมถึงพร้อมด้วยโภคทรัพย์อันยิ่งใหญ่ เพราะความไม่ประมาทเป็นเหตุ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ 1 ของการมีศีล

2. เกียรติศัพท์อันงามของคนมีศีลย่อมฟุ้งขจรไป นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ 2 ของการมีศีล

3. คนมีศีลจะเข้าไปสู่บริษัท (ชุมชนใด) ไม่ว่าจะเป็นขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คหบดีบริษัท หรือสมณบริษัท ย่อมองอาจไม่เก้อเขิน นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ 3 ของการมีศีล

4. คนมีศีลย่อมไม่หลงทำกาละ (ตาย) นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ 4 ของการมีศีล

5. คนมีศีลตายไปแล้วย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ 5 ของการมีศีล"

ข้อความนี้จาก มหาปรินิพพานสูตร ตรัสผลดีของการมีศีลบริสุทธิ์ไว้ 5 ประการ ลองไตร่ตรองดูตามพระดำรัสจะเห็นว่าเป็นความจริง คนมีศีลนั้นรวยแน่นอน และเป็นความรวยที่ร่มเย็น ไม่มีเวรไม่มีภัยด้วย ไม่เหมือนคนทุศีลคอร์รัปชั่นเขามา รวยจริง แต่ไปไหนต้องมี "มือปืน" คอยคุ้มกันเป็นขบวน

คนมีศีลมีแต่คนสรรเสริญ ชื่นชม ตายไปกี่ร้อยปีชื่อเสียงก็ยังอยู่ ส่วนคนทุศีลเน่าแต่ยังไม่ตาย แม้จะเกณฑ์ให้บริษัทบริวารรับรองในความบริสุทธิ์ให้ก็ตาม

คนมีศีลเข้าสู่สมาคมใดก็ไม่หวาดหวั่น ส่วนคนทุศีลไม่องอาจเพราะมีแผลอยู่ในใจ กลัวใครเขายกเอาความประพฤติอันชั่วทรามของตนขึ้นมาพูดในที่ชุมนุม ดังภาษิตโบราณว่า วัวสันหลังหวะ อีกาบินผ่านก็เสียวแล้ว

คนมีศีลเวลาตายจะตายอย่างสงบเหมือนหลับ ส่วนคนทุศีลจะเพ้อคุมสติไม่อยู่ ดังคนบางคนสั่งฆ่าคนมามากเพ้อว่า "ฆ่ามันสิวะๆ" อย่างนี้พระท่านว่า "หลงตาย"

คนมีศีลตายแล้วขึ้นสวรรค์ ส่วนคนทุศีลตายแล้วต้องลงนรกยมบาลรอรับ "เลี้ยงฉลอง" อยู่

ใครทุศีลก็รีบๆ ไปเสีย เดี๋ยวยมบาลฉุนขึ้นมาจะลำบาก



โรหณสูตร

"การร้องเพลงคือการร้องไห้สำหรับพระอริยะ"

"ภิกษุทั้งหลาย การขับร้องคือการร้องไห้ในวินัยของอริยเจ้า การฟ้อนรำคือความเป็นบ้าในวินัยของอริยเจ้า การหัวเราะจนเห็นฟันเต็มปากคือความเป็นเด็กในวินัยของอริยเจ้า

เพราะฉะนั้น จึงควรเลิกเด็ดขาดซึ่งการขับร้อง ฟ้อนรำ เมื่อมีความเบิกบานใจในธรรม เพียงแต่ยิ้มแย้มก็พอ"

ข้อความสั้นๆ นี้ตรัสไว้ใน โรหณสูตร ถึงจะตรัสสอนเฉพาะภิกษุก็จริง แต่น่าจะเป็นคติเตือนใจคนทั้ง 2 ระดับคือ

ระดับชาวบ้านทั่วไป ก็เตือนสติว่าอย่าได้หลงระเริง สนุกสนานในการฟ้อนรำขับร้องจนเกินไป "รำที่ไหนไปที่นั่น ขับร้องที่ไหนไปที่นั่น ดีดสีตีเป่าที่ไหนไปที่นั่น เสภาที่ไหนไปที่นั่น เพลงที่ไหนไปที่นั่น เถิดเทิงที่ไหนไปที่นั่น" สิ่งเหล่านี้ถ้าหากหมกมุ่นมากๆ ท่านว่าเป็นอบายมุข (ปากทางแห่งความเสื่อม)

สิ่งที่ชาวโลกเรียกว่าความสุขนั้น ในสายตาพระอริยะแล้วก็คือ กิริยาอาการเยี่ยงทารกผู้ไร้เดียงสานั่นเอง เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ หรือไม่ก็คือกิริยาอาการของคนบ้า

สำหรับพระภิกษุผู้ปฏิญาณตนงดเว้นอากัปกิริยาของชาวบ้านแล้ว ถ้ายังประพฤติเช่นชาวบ้านอยู่ก็ไม่สมควรอย่างยิ่ง พระสูตรนี้เตือนบรรพชิตให้รู้จักสำรวจปฏิบัติตนให้เป็นที่เจริญศรัทธาปสาทะของประชาชน อย่าได้ทำให้พระศาสนาเต็มไปด้วย "การร้องไห้หรือหัวเราะบ้าคลั่ง" เป็นที่สลดสังเวชแก่วิญญูชน

พระพุทธองค์ตรัสว่า ถ้ามีความเบิกบานใจในธรรม เพียงแต่ยิ้มแย้มก็พอ อย่าได้เอิ๊กอ๊ากๆ อย่างสุดสุด

"ยิ้ม" เห็นแก้ม "แย้ม" เห็นไรฟัน แต่ "หัวเราะ" ขบขันเห็นฟันเต็มปาก นี่คือคำจำกัดความที่ฟังชัดเจนที่สุด เอาแค่ให้เห็นแก้มกับไรฟันก็พอครับ

+++++++++++++++++++

ที่มา:ข่าวสดออนไลน์
http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROamIyd3lNREUxTVRBMU1RPT0=&sectionid=TURNd013PT0=&day=TWpBd09DMHhNQzB4TlE9PQ==

โป๊ยเซียนสาว
15-10-2008, 06:03 AM
อนุโมทนา สาธุ

สติเท่านั้นที่จะคอยฉุดรั้งให้ไปนรก หรือ สวรรค์ เมื่อร่างได้ดับสูญ

wara43
15-10-2008, 06:34 AM
http://board.palungjit.com//images/smilies/aafairy3.gifhttp://board.palungjit.com//images/smilies/in-love.gif ขอกราบโมทนาสาธุครับ สาธุ...http://board.palungjit.com//images/smilies/in-love.gifhttp://board.palungjit.com//images/smilies/aafairy3.gif

ฅนเมืองพริบพรี
15-10-2008, 06:52 AM
สาธุครับ

mainoi
16-10-2008, 04:58 PM
โมทนา....สาธุค่ะ