PDA

View Full Version : ธรรมะคืออะไร ในพุทธศาสนา บทที่2 (พุทธศาสนา พัฒนามนุษย์) ตอนที่ 4


telwada
14-10-2008, 08:38 AM
ธรรมะคืออะไร ในพุทธศาสนา บทที่2 ( พุทธศาสนา พัฒนามนุษย์) ตอนที่4
ในตอนที่สาม ข้าพเจ้าได้อรรถาธิบายไปตอนหนึ่งว่า “ศาสนาทุกศาสนา ล้วนเกิดจากการ ระลึก และดำริ ทั้งสิ้น” ท่านทั้งหลายเมื่ออ่านไปแล้วก็อย่าได้เข้าใจผิด คิดว่าข้าพเจ้าเอาหลักธรรมะในพุทธศาสนา ครอบคลุมศาสนาอื่นๆ หรือเข้าใจผิดคิดว่า ข้าพเจ้า ทับถมดูแคลนศาสนาอื่น ฯ หรือที่เข้าใจผิดไปแล้ว ก็โปรดได้ทำความเข้าใจในความถูกต้องไว้ว่า มนุษย์ ย่อมมีการ “ระลึก (นึกถึงฯลฯ) และ ดำริ (การคิดฯ)” เป็นธรรมชาติ (หมายเอาเฉพาะมนุษย์ ความจริงแล้ว สัตว์บางชนิดก็ ระลึก ดำริ ได้เช่นเดียวกับมนุษย์ก็มี) ดังนั้น เมื่อมนุษย์ล้วนย่อม มีการ ระลึก,ดำริ ซึ่งเกิดจากการได้สัมผัสทางอายตนะภายใน คือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ อันเกิดจากการที่อวัยวะที่ได้กล่าวไป ได้สัมผัสกับ อายตนะภายนอกตัวเอง คือ รูป รส กลิ่น แสง สี เสียง โผฏฐัพพะ(สิ่งที่มาถูกต้องกาย) จนทำให้เกิด อารมณ์ ความรู้สึก เกิดสภาพสภาวะจิตใจซึ่งเรียกไปในหลายรูปแบบ บ้างก็เรียกว่า เป็นธรรมะ บ้างก็เรียกว่า เป็นกิเลส ฯลฯ ซึ่งก่อนที่เกิดอารมณ์ ความรู้สึก ฯลฯ เมื่อได้สัมผัส ก็จะเกิด การระลึก (นึกถึง) และเกิดความคิด ตามลำดับ แล้วความคิดและการระลึกนึกถึง ก็จะทำให้เกิดเป็นอารมณ์ ความรู้สึก ฯลฯ ดังที่ข้าพเจ้าได้อธิบายไว้ในตอนก่อนๆว่า อารมณ์ ความรู้สึก สภาพสภาวะจิตใจที่เรียกว่า ธรรมะบ้าง หรือ บ้างก็เรียกว่า กิเลส ล้วนเกิดขึ้นที่ หัวใจ ของบุคคลนั้นๆ
ศาสนาทุกศาสนาก็ย่อมเกิดขึ้นจากการ ระลึก และ ดำริ อันเป็นเครื่องดิ้นรน เพื่อให้หลุดพ้นจากสิ่งที่ศาสดาแต่พระองค์เรียกว่า ทุกข์ เพื่อให้เกิดสันติสุข เพื่อให้เกิดสามัคคี และอยู่ร่วมกันโดยความสงบสุข ซึ่งท่านทั้งหลายสามารถศึกษาค้นคว้า ศึกษา และเปรียบเทียบในคำสอนของทุกศาสนาได้เลยว่า ล้วนหนีไม่พ้น ธรรมชาติของตัวมนุษย์เอง เพียงแต่ว่าสิ่งไหนเป็นมรรค สิ่งไหนเป็นผล ก็ล้วนเป็นเรื่องของศัพท์ภาษา และขึ้นอยู่กับยุคสมัยแห่งการได้รับการศึกษา และวิวัฒนาการของสมองสติปัญญาของมนุษย์ ถ้าจะกล่าวอีกในรูปแบบหนึ่ง ก็หมายความว่า คำสอน หรือหลักธรรมะของศาสนาย่อมอาศัยปัจจัย คือสมองสติปัญญา การเรียนรู้ของมนุษย์ ตามแต่ยุคสมัยว่าควรใช้ศัพท์ภาษาเยี่ยงใด เพื่อให้เกิดความเข้าใจง่าย บ้างอาจเป็นผลแห่งการระลึก,ดำริ บ้างอาจเป็นเหตุแห่งการระลึกดำริ บ้างอาจเป็นทั้งเหตุและผลแห่งการระลึก,ดำริ ซึ่งล้วนเกิดจากการได้รับสัมผัสโดยอายตนะภายใน จากการได้สัมผัส อายตนะภายนอก ฯ
เมื่อมาถึงยุคสมัยปัจจุบัน และอนาคต หลักธรรมะ ย่อมต้องเป็นหลักธรรม ที่ทำให้มนุษย์ทุกคนยอมรับว่า เป็นหลักความจริง เป็นสิ่งที่ทำให้เกิด “ทุกข์” ,เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ฯลฯ และ ย่อมเป็นสิ่งที่ทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้เช่นกัน
ข้าพเจ้าจึงได้กล่าวว่า หลักธรรมในทุกศาสนา ล้วนเกิดจาก การ ระลึก,และดำริ ซึ่งหากท่านทั้งหลายพิจารณาให้ดีแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมแห่งศาสนาใดใด เมื่อได้อ่าน และทำความเข้าใจในสิ่งที่ข้าพเจ้าได้สร้างบรรทัดฐานไว้ ก็จะเกิดความเข้าใจในหลักแห่งศาสนานั้นๆมากขึ้น ความเจริญในแต่ละศาสนาก็จะเกิดขึ้น เพราะผู้ศรัทธาหรือผู้เกี่ยวข้อง หรือบุคคลากรในศาสนานั้น มีความเข้าใจในหลักธรรมะหรือหลักคำสอนของศาสนานั้นๆตามหลักความจริง ตามหลักธรรมชาติ อันเป็นการพัฒนาศาสนาทุกศาสนาไปพร้อมๆกัน มิใช่ยกพุทธศาสนามาข่มศาสนาอื่น
หลายๆท่านอาจสงสัยว่า ศาสนาทุกศาสนาจะเจริญ ได้อย่างไรกัน หากว่าผู้สังคมในศาสนานั้นๆ มีความรู้ มีความเข้าใจในหลักธรรมะแห่งศาสนาพุทธในข้อ ระลึก ดำริ ที่ข้าพเจ้ากล่าวไปก็เพราะ “ระลึก ดำริ” เป็นธรรมชาติของมนุษย์ เป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ เมื่อรู้แล้วว่า มนุษย์ย่อมมีการ คิด และการนึกถึง หลักธรรมหรือคำสอนในศาสนาใดใด ก็ล้วนมีรากฐานแบบเดียวกัน สามารถพิจารณาจนแตกฉานในศาสนานั้นๆ สามารถพิจารณาจนหลุดพ้นตามหลักศาสนานั้นๆ ได้อย่างไม่ต้องอายใคร และไม่มีการแบ่งแยกว่า ศาสนานั้นจะดีกว่าศาสนานี้ ศาสนาโน้น จะดีกว่าศาสนานั้น เพราะหลักการศาสนาใดใด แตกต่างกันเพียงแต่ภาษาที่ใช้ และแตกต่างกันตรงที่ความจำเป็นในการใช้ภาษาหรือใช้หลักธรรมคำสอน ตามยุค ตามสมัย ตามสมองสติ ปัญญา ตามสภาพภูมิประเทศ ตามสภาพภูมิอากาศ ตามความจำเป็นในการสังคมเป็นอยู่ร่วมกันของมนุษย์
หากท่านทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรในศาสนาใดใด หรือเป็นผู้ศรัทธาในศาสนาใดใด ได้เข้ามาอ่าน ได้เข้ามาดูมาศึกษา ก็ไม่ต้องกังวลใจไปว่า ข้าพเจ้าได้ยกเอาหลักธรรมะ ในศาสนาพุทธมาสอนมาเผยแพร่ แล้วจะทำให้ศาสนาอื่นเสื่อมโทรม เลิกคิดได้เลย เพราะศาสนาทุกศาสนาล้วนย่อมเจริญรุ่งเรือง และได้รับการพัฒนาไปพร้อมกัน ซึ่งก็ย่อมต้องขึ้นอยู่กับการระลึก ดำริ ของพวกท่านนั่นแหละขอรับ
จบตอนที่ 4

wara43
14-10-2008, 12:17 PM
http://board.palungjit.com//images/smilies/aafairy3.gifhttp://board.palungjit.com//images/smilies/in-love.gif ขอกราบโมทนาสาธุครับ สาธุ...http://board.palungjit.com//images/smilies/in-love.gifhttp://board.palungjit.com//images/smilies/aafairy3.gif

wvichakorn
14-10-2008, 07:04 PM
"ความเจริญในแต่ละศาสนาก็จะเกิดขึ้น เพราะผู้ศรัทธาหรือผู้เกี่ยวข้อง หรือบุคคลากรในศาสนานั้น มีความเข้าใจในหลักธรรมะหรือหลักคำสอนของศาสนานั้นๆตามหลักความจริง ตามหลักธรรมชาติ"

ขออนุโมทนาค่ะ

telwada
15-10-2008, 01:43 PM
"ความเจริญในแต่ละศาสนาก็จะเกิดขึ้น เพราะผู้ศรัทธาหรือผู้เกี่ยวข้อง หรือบุคคลากรในศาสนานั้น มีความเข้าใจในหลักธรรมะหรือหลักคำสอนของศาสนานั้นๆตามหลักความจริง ตามหลักธรรมชาติ"

ขออนุโมทนาค่ะ


ใช่แล้วขอรับ แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพสภาวะจิตใจของเขาเหล่านั้น ว่าจะรับเอาสิ่งใหม่หรือไม่
มันเป็นเรื่องธรรมดาขอรับ ที่ความใหม่ มักจะถูกคัดค้าน ไม่ยอมรับ ถึงอย่างไรก็ตาม หากเขาเหล่านั้นได้คิดพิจารณา ก็ย่อมรู้และเข้าใจ ด้วยตัวเองขอรับ

มะหน่อ
15-10-2008, 09:07 PM
มีข้อสังเกตุครับ
ทำไมทุกศาสนาเอ่ยหรือกล่าวว่า....มีมารดาอยู่ในร่างกาย
ชีวิตเกิดจากดิน.....มีไฟด้วยนะครับ....มีกลิ่นเหม็นในร่างกาย
และมีพระท่านเกิดจากไขสันหลัง...คงหมายความถึงสมองมากกว่า

ทางยุโรปเท่าที่ผมศึกษาอ่านจากเพื่อนปรึกษาเพื่อนแต่ยังไม่เข้าไปอ่านในคำภีร์
มีความรู้สึก...เขาเรียกว่าsin...ข้อความบางตอนแทบจะซ้ำกันด้วยซ้ำครับ
คือการให้.....แต่ทางยุโรปเน้นปัจุบันไม่เน้นเรื่องชีวิตหลังความตาย

เอจะล่อแหลมไหมครับ....แต่เวลาผมนอนนี่ผมไหว้พระเจ้าทุกพระองค์เลยนะครับ
และที่น่าสังเกตุ....เยรูซาเลมหรือเปล่าครับลืมไปแล้วที่แบ่งครึ่งกันสองศาสนาตรงโบสถ์ที่ติดกัน....ติดทะเลครับ.....ศาสนามาทางเรือหรือเปล่าครับและที่ผมโพสทั้งหมดนี่เราน่าจะเป็นพี่น้องร่วมเผ่าพันธ์เดียวกันและรักสามัคคีกันเพราะทุกศาสนาสอนเรื่องเดียวกันเลยครับแต่เอาไปแต่งเป็นเรื่องราวบ้างเล่าเป็นนิยายพื้นบ้านเล่าสืบทอดกันมาบ้าง....เพราะสองพันห้าร้อยปีก่อนนี่คงภาษามือกันเป็นส่วนใหญ่....ก็เลยสมมุติเอาเป็นเหตุการณ์ในเหตุการจริงในขณะนั้น....ก็อื้อๆ....เออกันไปว่าให้เข้าใจเป็นอย่างนี้นะอย่างนั้นนะ....อยากรู้คำว่ากินที่สื่อสารได้ทั่วโลกไหมครับ...ประกอบด้วยมือทำท่ากินแล้วบอกว่า...จั้บๆ...เหมือนภาษาจีนแต่ก็ไม่ใช่...ฝรั่งจีนแขกนี่เข้าใจเลยครับว่ามีความหมายว่ากิน...นี่ปีสองพันห้าร้อยกว่าแล้วนะครับมีคำนี้ครับมีจริงๆ....คนงานที่มาทำงานตะวันออกกลางเขาไม่รู้ภาษาก็มีครับ...ในเมื่อธรรมชาติมันหิวแล้ว...ก็คิดออกมาเองได้แหละครับธรรมชาติสอนครับ

ทุกศาสนากล่าวถึงเรื่องความสมดุลย์กับชีวิตและธรรมชาติเลยนะครับ...และต้องเป็นต้องเปลี่ยนไปตามลักษณะของธรรมชาตินั้นๆ....ผมก็คิดอีกครับ....พระไทยในประเทศหนาวนี่สบงสามผืนไหวเหรอครับ.....หากศาสนาพุทธมาเกิดกลางทะเลทรายแล้วโกนศรีษะโต่งเหม่งเดินตากแดดห้ามคลุมผมก็ไม่ได้อีกละครับ

อีกเรื่องใครอ้างตัวเองว่ารู้ว่าเป็นพระเจ้า....คงเป็นเหมือนองค์พระศาสดาเยซูคริสแน่นอนครับ....จะต้องถูกใส่ร้ายจากกิเลสที่มีพวกมากกว่า....โดนทรมานตายแน่ๆครับ...พระเจ้าต้องไม่ใช่คน....เพราะโดยธรรมชาติมนุษย์ชอบคบกันที่ผลประโยชน์มากกว่า....ตัวอย่างมีอย่างมากเลยครับขนาดผัวเมียกันหากมีเรื่องเศรษฐกิจในครอบครัวเกิดขึ้น....ส่วนมากไปกันไม่รอด....แล้วอาจารย์กับศิษย์ละครับ

เอาเป็นว่าศาสนาทุกศาสนาไม่แตกต่างกันนะครับ....สอนเพื่อพบความดีงาม...รักใคร่กลมเกลียวผู้อื่น....เรามาสามัคคีกันเถิดครับ...มันต่างกันตรงที่สมมุติเหมือนท่านกล่าวจริงๆครับ

telwada
16-10-2008, 08:17 PM
มีข้อสังเกตุครับ
ทำไมทุกศาสนาเอ่ยหรือกล่าวว่า....มีมารดาอยู่ในร่างกาย
ชีวิตเกิดจากดิน.....มีไฟด้วยนะครับ....มีกลิ่นเหม็นในร่างกาย
และมีพระท่านเกิดจากไขสันหลัง...คงหมายความถึงสมองมากกว่า

ตอบ
แน่นอนขอรับ มนุษย์,สัตว์,พืช ย่อมเกี่ยวโยงกันทางพันธุกรรม ไม่ใช่มีแต่มารดา เพียงอย่างเดียว บิดา ปู่ ย่า ตา ยาย ทวด ก็อยู่ในร่างกายเราด้วย
มนุษย์ไมได้เกิดจากดิน จากน้ำ จากลม จากไฟ แต่มนุษย์(หมายเอาเฉพาะมนุษย์) ต้องอาศัย ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นเครื่องช่วยในการสร้างชีวิต ดำรงชีวิต ต้องทำความเข้าใจให้ดีขอรับส่วนเรื่องกลิ่นเหม็น มันเป็นเรื่องของระบบการทำงานของร่างกาย อันเกี่ยวโยงไปถึงการรับประทานอาหาร การทำงาน ฯลฯ อย่าคิดมากเลยขอรับ เพราะบางอย่างไม่รู้ก็ไม่เป็นไรขอรับ

มะหน่อ เขียน......
ทางยุโรปเท่าที่ผมศึกษาอ่านจากเพื่อนปรึกษาเพื่อนแต่ยังไม่เข้าไปอ่านในคำภีร์
มีความรู้สึก...เขาเรียกว่าsin...ข้อความบางตอนแทบจะซ้ำกันด้วยซ้ำครับ
คือการให้.....แต่ทางยุโรปเน้นปัจุบันไม่เน้นเรื่องชีวิตหลังความตาย

เอจะล่อแหลมไหมครับ....แต่เวลาผมนอนนี่ผมไหว้พระเจ้าทุกพระองค์เลยนะครับ
และที่น่าสังเกตุ....เยรูซาเลมหรือเปล่าครับลืมไปแล้วที่แบ่งครึ่งกันสองศาสนาตรงโบสถ์ที่ติดกัน....ติดทะเลครับ.....ศาสนามาทางเรือหรือเปล่าครับและที่ผมโพสทั้งหมดนี่เราน่าจะเป็นพี่น้องร่วมเผ่าพันธ์เดียวกันและรักสามัคคีกันเพราะทุกศาสนาสอนเรื่องเดียวกันเลยครับแต่เอาไปแต่งเป็นเรื่องราวบ้างเล่าเป็นนิยายพื้นบ้านเล่าสืบทอดกันมาบ้าง....เพราะสองพันห้าร้อยปีก่อนนี่คงภาษามือกันเป็นส่วนใหญ่....ก็เลยสมมุติเอาเป็นเหตุการณ์ในเหตุการจริงในขณะนั้น....ก็อื้อๆ....เออกันไปว่าให้เข้าใจเป็นอย่างนี้นะอย่างนั้นนะ....อยากรู้คำว่ากินที่สื่อสารได้ทั่วโลกไหมครับ...ประกอบด้วยมือทำท่ากินแล้วบอกว่า...จั้บๆ...เหมือนภาษาจีนแต่ก็ไม่ใช่...ฝรั่งจีนแขกนี่เข้าใจเลยครับว่ามีความหมายว่ากิน...นี่ปีสองพันห้าร้อยกว่าแล้วนะครับมีคำนี้ครับมีจริงๆ....คนงานที่มาทำงานตะวันออกกลางเขาไม่รู้ภาษาก็มีครับ...ในเมื่อธรรมชาติมันหิวแล้ว...ก็คิดออกมาเองได้แหละครับธรรมชาติสอนครับ

ตอบ.....
สิ่งที่คุณกล่าวมา ดูเหมือนจะไร้สาระนะขอรับ คุณทำความเข้าใจในบทเรียนอย่างช้าๆ ก็จะรู้ได้ด้วยตัวเอง ศาสนาทุกศาสนาสอนเหมือนกัน ต่างกันตรงภาษา และข้อความทึ่หยิบยกขึั้นมาสอน ถ้าจะกล่าวตามแนวทางพุทธศาสนาพุทธแล้ว คำสอนในแต่ละศาสนานั้น บ้างก็เป็นผล ที่เกิดจาก.... บ้างก็เป็นเหตุที่เกิดจาก.... บ้างก็เป็นทั้งผล และเป็นทั้งเหตุไปพร้อมๆกัน พิจารณาให้ดีเถิดขอรับ

มะหน่อ เขียน......
ทุกศาสนากล่าวถึงเรื่องความสมดุลย์กับชีวิตและธรรมชาติเลยนะครับ...และต้องเป็นต้องเปลี่ยนไปตามลักษณะของธรรมชาตินั้นๆ....ผมก็คิดอีกครับ....พระไทยในประเทศหนาวนี่สบงสามผืนไหวเหรอครับ.....หากศาสนาพุทธมาเกิดกลางทะเลทรายแล้วโกนศรีษะโต่งเหม่งเดินตากแดดห้ามคลุมผมก็ไม่ได้อีกละครับ

ตอบ......
ไม่เกี่ยวกับเรื่องความสมดุลหรือไม่สมดุลดอกขอรับ คำว่าสมดุล หมายถึง ความเสมอกัน หรือเท่ากัน คุณดูตัวคุณซิว่า มีอะไรบ้าง ที่เท่ากัน หรือเสมอกัน แทบจะไม่มีเลย เพราะพันธุกรรมของ บิดา และมารดาคุณไม่เหมือนกัน บางคนใบหน้าข้างซ้ายหรือด้านบน เหมือนแม่ ,ใบหน้าข้างขวาหรือด้านล่าง เหมือนพ่อ และทุกคนเป็นอย่างที่ข้าพเจ้ากล่าวไปทุกคน
ส่วนที่คุณกล่าวมา ถ้ามีพระสงฆ์เดินกลางทะเลทราย พระสงฆ์รูปนั้น ก็ต้องมีผ้าหรือสิ่งป้องกันแสงแดดและทราย ตามลักษณะภูมิประเทศตามลักษณะภูมิอากาศ ถ้าเป็นเมืองหนาว พระสงฆ์รูปนั้น ก็ต้องมีเครื่องป้องกันมิให้หนาว ไม่ผิดดอกขอรับ และไม่ใช่เรื่องที่คุณจะต้องยกมากล่าวอ้างดอกนะคุณ


มะหน่อ เขียน.....
อีกเรื่องใครอ้างตัวเองว่ารู้ว่าเป็นพระเจ้า....คงเป็นเหมือนองค์พระศาสดาเยซูคริสแน่นอนครับ....จะต้องถูกใส่ร้ายจากกิเลสที่มีพวกมากกว่า....โดนทรมานตายแน่ๆครับ...พระเจ้าต้องไม่ใช่คน....เพราะโดยธรรมชาติมนุษย์ชอบคบกันที่ผลประโยชน์มากกว่า....ตัวอย่างมีอย่างมากเลยครับขนาดผัวเมียกันหากมีเรื่องเศรษฐกิจในครอบครัวเกิดขึ้น....ส่วนมากไปกันไม่รอด....แล้วอาจารย์กับศิษย์ละครับ

ตอบ....
ใครจะกล้ากล่าวอ้างละคุณ พระเจ้า ไม่ใช่พระเยซู ดอกนะคุณ พระเยซูเป็นบุตรแห่งพระเจ้า
พระเจ้า ก็คือ เทพเจ้าทั้งหลายที่มีอยู่จริง (แต่คุณคงไม่รู้ และคงไม่เชื่ออีกนั่นแหละ เพราะคุณไม่เห็น ไม่ได้ประสบด้วยตัวเอง)
ถ้าข้าพเจ้าจะกล่าวว่า ข้าพเจ้า ก็คือ พระเจ้า หรือเทพเจ้าองค์หนึ่งแห่งจักรวาล คุณจะเชื่อไหมละ

มะหน่อ เขียน......
เอาเป็นว่าศาสนาทุกศาสนาไม่แตกต่างกันนะครับ....สอนเพื่อพบความดีงาม...รักใคร่กลมเกลียวผู้อื่น....เรามาสามัคคีกันเถิดครับ...มันต่างกันตรงที่สมมุติเหมือนท่านกล่าวจริงๆครับ

ตอบ.....
ศาสนาทุกศาสนาไม่แตกต่างกัน ถ้าเขาเหล่านั้น ได้เรียนรู้ และเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ ตามหลักความเป็นจริง ดังที่ข้าพเจ้าได้สร้างบรรทัดฐานไว้
ข้าพเจ้าไม่กล่าว และไม่เคยกล่าวเลยว่า เป็นสิ่งสมมุติ เพราะคำว่าสมมุติ หมายถึง การกำหนด กฎเกณฑ์ หรือตกลงยอมรับกันเอง โดยมิได้คำนึง ถึงหลักความเป็นจริง โดยไม่ได้คำนึงถึง หลักธรรมชาติ
สิ่งไหนที่เป็นหลักความจริง หลักธรรมชาติ สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่การสมมุติ
ข้าพเจ้าจะยกตัวอย่างให้คุณได้พิจารณาว่า
น้ำ คือ ของเหลว ประกอบไปด้วย ธาตุอากาศ คือ ออกซิเจน 1 ส่วน ไฮโดรเจน 2 ส่วน เขียนเป็นสัญลักษณ์ (สมมุติ)คือ H2O
สัญลักษณ์ H2O คือ สิ่งสมมุติแทน "น้ำ
เข้าใจไหม
และคุณก็อย่าพยายามคัดค้านว่า คำว่าน้ำ เป็นสิ่งสมมุติ นะ เพราะถ้าอย่างนั้นเถียงกันไม่มีจบดอกขอรับ

มะหน่อ
17-10-2008, 10:28 PM
กราบขอบพระคุณท่านยิ่งแล้วนะครับที่ท่านชี้นำแนวทางให้ถูกต้อง
กระะผมอยากเรียนถามท่านว่าน้ำเปลี่ยนสังขารได้ไหมครับ
คืออยากถามท่านว่าสังขารของน้ำเที่ยงหรือไม่เที่ยงครับหมายถึงเปลี่ยนเป็นธาติดินได้หรือไม่...เป็นธาตุลมได้หรือไม่และเป็นธาตุไฟได้หรือไม่เท่านั้นครับ
กราบขอบพระคุณครับ

telwada
18-10-2008, 08:55 AM
กราบขอบพระคุณท่านยิ่งแล้วนะครับที่ท่านชี้นำแนวทางให้ถูกต้อง
กระะผมอยากเรียนถามท่านว่าน้ำเปลี่ยนสังขารได้ไหมครับ
คืออยากถามท่านว่าสังขารของน้ำเที่ยงหรือไม่เที่ยงครับหมายถึงเปลี่ยนเป็นธาติดินได้หรือไม่...เป็นธาตุลมได้หรือไม่และเป็นธาตุไฟได้หรือไม่เท่านั้นครับ
กราบขอบพระคุณครับ


ตอบ...
ความจริงแล้ว คำถามที่คุณถามมา เหมือนกับเป็นการลองภูมิมากกว่า เพราะตัวคุณก็รู้อยุ่แล้วในคำตอบ แต่ไม่เป็นไร คำตอบอาจไม่เหมือนกัน เพราะคนเราได้เรียนรู้มาไม่เหมือนกัน

"น้ำ เปลี่ยนสังขารได้หรือไม่" คำว่า "สังขาร"ที่คุณเขียนมา" หมายถึง การปรุงแต่ง หรือหมายถึง ร่างกายของเรา
ถ้าหมายถึงการปรุงแต่ง น้ำย่อมมีส่วน ที่จะเปลี่ยนแปลงการปรุงแต่ง หรือ สังขารได้ ตามแต่สภาพแวดล้อม โอกาส หรือเหตุการณ์
แต่ถ้าหมายถึงร่างกายของคนเราแล้ว น้ำ ก็ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน แต่อาจจะไม่เห็นผลได้ชัดเจน ที่เห็นผลชัดคือสภาพสภาวะจิตใจหรืออารมณ์เมื่อได้สัมผัสกับน้ำ ในรูปแบบต่างๆกัน เช่น สบาย เย็น ,หรือ เป็นทุกข์ อึดอัด ก็แล้วแต่สถานะการณ์ และสิ่งแวดล้อมในขณะนั้น

มะหน่อ ถามว่า
คืออยากถามท่านว่าสังขารของน้ำเที่ยงหรือไม่เที่ยงครับหมายถึงเปลี่ยนเป็นธาติดินได้หรือไม่...เป็นธาตุลมได้หรือไม่และเป็นธาตุไฟได้หรือไม่เท่านั้นครับ

ตอบ...
ข้อนี้ก็เช่นกัน ถ้าคุณหมายสถานะหรือร่างกายของน้ำ ดังที่เคยบอกไปว่า น้ำ มี สถานะเป็นของเหลว ประกอบไปด้วย อากาศธาตุ หลายอย่าง ที่สำคัญและส่วนใหญ่ ประกอบด้วย
ไฮโดรเจน 2 ส่วน ออกซิเจน 1 ส่วน สัญลักษณ์ สมมุติ คือ H2O
สถานะของน้ำจะเที่ยงหรือไม่เที่ยง คือจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสภาพลมฟ้าอากาศ การไหลของน้ำ พื้นผิวที่น้ำได้สัมผัสหรือไหลไป และอื่นๆอีกมาก ดังนั้น ถ้าสภาพสภาวะปกติ น้ำก็จะมีสถานะคงที่ หากได้รับการกระตุ้น หรืออื่นใด น้ำก็จะเปลี่ยนสถานะไป เช่น กลายเป็นไอ บ้าง สูญหายไปบ้าง หรือเปลี่ยนสภาพเป็นอย่างอื่นบ้าง ดังนี้เป็นต้น
น้ำ เปลี่ยนเป็นธาตุอื่นๆ ได้หรือไม่ ตอบ เปลี่ยนไม่ได้ขอรับ ยกเว้น น้ำได้รับการผสมจากธาตุอื่นๆ กลายเป็นธาตุที่เสมือนไฟ ธาตุที่เสมือนลม และธาตุที่เสมือนดิน
และที่สำคัญ ในน้ำ ก็ย่อมมีธาตุอื่นแฝงอยู่ หมายความย่อมมี ธาตุดิน(ดิน) ธาตุไฟ(ไฮโดรเจน)(อาจจำผิด แต่คิดว่าไม่ผิด) ธาตุลม(คือการเคลื่อนที่ของธาตุทั้งหลาย) อย่างนี้เป็นต้น

มะหน่อ
18-10-2008, 11:32 AM
กระผมไม่มีจิตเจตนาเป็นอย่างอื่นนะขอรับท่านเหล่ามิตรักสหายธรรมนอกจากเสวนาสนทนาหาความรู้ทางด้านธรรมมะเท่านั้น...ดูกระจกด้านหน้าเห็นรูปของตัวเอง...เดินไปดูกระจกทางด้าหลังหายไปแล้ว...แล้วตัวเองอยู่ตรงไหน....ในกระจกก็มีแต่รูปตัวเองเท่านั้นแล้วทำไมไม่หล่อไม่รวยเหมือนคนอื่นเขา...เพื่อให้รู้จักตัวกระผมเองบ้างกระผมก็ต้องขอรบกวนท่านยิ่งแล้วเพื่อเป็นกระจกเพื่อจะได้รู้จักตัวของกระผมเองเท่านั้น...รบกวนท่านยิ่งแล้ว

ต้องกราบขอความกรุณาจากท่านอีกแล้วครับ...คือน้ำมีส่วนประกอบหลายตัวครับ....เอาไฮโดรเจนตัวเดียวดีกว่าจะเห็นชัดขึ้นไหมขอรับ....หากเขาอยู่ดีๆตามธรรมะชาตินี่....เกาะที่ญี่ปุ่นจะหายไปไหมครับ....เขาเปลี่ยนเป็นไฟปลัยกัลย์ไปแล้ว...ใครทำ...คนทำครับ...แล้วคนอยู่ตรงไหนของคน..จิตทำ...กิเลสทำ...หรือวิญญานทำ......โยนให้ผู้อื่นอยู่ร่ำไปไม่เคยรับเลยว่าตัวเองเป็นคนทำ

หากธรรมชาติเขาอยู่ของเขาเขาคงไม่ระเบิดวุ่นวายขนาดนั้น...อะตอมเดียวใช่ไหมขอรับ...สักสิบอะตอมยี่สิบอะตอมในไม่ถึงครึ่งที่เตรียมกันเรียบร้อยแล้วเพราะมนุษย์นี่...น้ำแข็งขั้วเหนือขั้วใต้เป็นเช่นไร

ต้องขอรบกวนท่านยิ่งแล้วที่เอาเรื่องปวดหัวมารบกวนท่านเพราะเป็นเรื่องความคิดเห็นส่วนตัวไม่มีที่อ้างอิง.....เพื่อความไม่ประมาททั้งสองด้านทั้งผู้เสนอและผู้รับหากความคิดของกระผมไม่เป็นประโยชน์ก็ขอความเมตตากรุณาจากท่านด้วยที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นในกระทู้ของท่านเพื่อกระผมจะได้พิจารณาปรับปรุงและแก้ไขในตัวเองในเวลาต่อไปด้วยความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท...ขอรบกวนท่านยิ่งแล้ว....ขอกราบขอบพระคุณครับ

telwada
19-10-2008, 08:15 AM
ความจริงแล้วถ้าคุณอ่านกระทู้ "ธรรมะคืออะไร ในพุทธศาสนา" ตั้งแต่บทที่ 1 เป็นต้นมา แล้วพิจารณาให้ดี คุณก็จะเกิดความเข้าใจ อาจจะเข้าใจถึงขั้น บรรลุธรรมเลยก็ได้ เพียงแต่(ขออภัยที่จะกล่าวตามตรงว่า) คุณมีความคิด ที่ค่อนข้างจะเบี่ยงเบนจากปกติทั่่วไป ถ้าคุณแก้ไขจุดนี้ได้ คุณอาจจะมองเห็นธรรมะทั้งหมด อย่างทะลุปรุโปร่งก็ได้
เพราะ หลักธรรมะในศาสนาล้วนมาจากธรรมชาติ ที่มีอยู่ ที่เป็นอยู่ ของสรรพสิ่ง
ลองค้นหาในหมวดพุทธศาสนานี้แหละ "ธรรมะคืออะไร ในพุทธศาสนา" ตั้งแต่บทที่ 1 (3 ตอน) บทที่2 (5ตอน ยังเหลืออีก 1ตอน ยังไม่ได้นำมาเผยแพร่ เพราะเขียนยาก หาคำศัพท์ที่จะทำให้คนทั้งหลายอ่านแล้วเข้าใจได้ยาก)

telwada
19-10-2008, 08:15 AM
ความจริงแล้วถ้าคุณอ่านกระทู้ "ธรรมะคืออะไร ในพุทธศาสนา" ตั้งแต่บทที่ 1 เป็นต้นมา แล้วพิจารณาให้ดี คุณก็จะเกิดความเข้าใจ อาจจะเข้าใจถึงขั้น บรรลุธรรมเลยก็ได้ เพียงแต่(ขออภัยที่จะกล่าวตามตรงว่า) คุณมีความคิด ที่ค่อนข้างจะเบี่ยงเบนจากปกติทั่่วไป ถ้าคุณแก้ไขจุดนี้ได้ คุณอาจจะมองเห็นธรรมะทั้งหมด อย่างทะลุปรุโปร่งก็ได้
เพราะ หลักธรรมะในศาสนาล้วนมาจากธรรมชาติ ที่มีอยู่ ที่เป็นอยู่ ของสรรพสิ่ง
ลองค้นหาในหมวดพุทธศาสนานี้แหละ "ธรรมะคืออะไร ในพุทธศาสนา" ตั้งแต่บทที่ 1 (3 ตอน) บทที่2 (5ตอน ยังเหลืออีก 1ตอน ยังไม่ได้นำมาเผยแพร่ เพราะเขียนยาก หาคำศัพท์ที่จะทำให้คนทั้งหลายอ่านแล้วเข้าใจได้ยาก)