wellrider
13-10-2008, 12:12 PM
การที่คนทั่วไปทำบุญแล้ว ไม่เห็นผล ไม่เจริญก้าวหน้า ไม่ได้ในสิ่งที่ตนปราถนา เหตุก็เพราะว่า คนทั่วไปนั้นทำบุญไม่เป็น ไม่รู้จักวิธีทำบุญที่ถูกต้อง จึงทำเท่าไหร่ ก็ไม่เป็นผลสักที ถึงแม้จะทำบุญมาก็จะได้ผลน้อย ถ้าทำบุญน้อย ก็จะยิ่งได้น้อยขึ้นไปอีก แม้จะทำด้วยใจก็ตามที เปรียบเสมือนคน 2 คนถือข้าวเปลือกคนละ 1 กำมือ คนแรกโรยข้าวเปลือกไปบนแผ่นคอนกรีต คนที่ 2 โรยไปบนผืนดินที่อุดมสมบูรณ์และมีน้ำชุ่ม ลองคิดดูเถิดว่าข้าวเปลือกของใครจะเจริญงอกงามกว่ากัน สำหรับคนแรกที่โรยไปบนแผ่นคอนกรีตนั้น แม้ว่าโรยข้าวเปลือกลงไปมากเท่าใด ก็ย่อมได้ผลน้อย แต่คนที่ 2 นั้น ถึงจะโรยข้าวเปลือก แต่น้อยลงบนผืนดินที่เหมาะสม ข้าวก็จะเจริญงอกงามอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับการทำบุญ ถ้ารู้จักการทำบุญที่ถูกต้อง ก็ย่อมจะได้ผลบุญมากเกินความคาดหมายนั่นเอง
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD id=welcome height=20>อยากทำบุญกับพระอรหันต์จะทำอย่างไร</TD></TR><TR><TD id=main_txt>ในสมัยพุทธกาล มีอุบาสกคนหนึ่งอยากจะทำบุญกับพระอรหันต์ แต่ไม่สามารถรู้ว่าพระองค์ไหนเป็นพระอรหันต์ จึงเกิดความสงสัย อุบาสกคนนั้นจึงเข้าไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ตรัสแก่อุบาสกคนนั้นว่า “การที่เราจะรู้ว่าพระองค์ไหนเป็นพระอรหันต์นั้น เราจะต้องอยู่ใกล้ชิดท่าน และฟังธรรมะจากท่านบ่อยๆ เราก็จะสามารถรู้ได้ แต่ถ้าเราไม่มีเวลาใกล้ชิดและไม่มีเวลาฟังธรรม แต่อยากทำบุญแล้วให้ได้ผลบุญมากเทียบเท่ากับพระอรหันต์ ถ้าอย่างนั้นต้องไปทำสังฆทาน”
</TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD id=welcome height=20>ถวายสังฆทานอานิสงค์เกินความคาดหมาย</TD></TR><TR><TD id=main_txt>ในสมัยพุทธกาล มีพี่น้องอยู่ สองคน คนพี่นามว่า “ภัททา” คนน้องนามว่า “สุภัททา” ภัททาคนพี่เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทำทานโดยใส่บาตรตอนเช้าเป็นประจำทุกวัน มาตั้งแต่วัยเยาว์ต่อมานางได้ไปอยู่ในตระกูลของสามี แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน ภัททาจึงบอกให้สามีรับสุภัททาน้องสาวมาอยู่ร่วมกันเพื่อนที่จะได้มีลูกสืบสกุล ภัททาได้ให้โอวาทแก่น้องสาวว่าให้ทำทานเสมอ จักได้ทรัพย์สมบัติในภายภาคหน้า นางสุภัททาก็เชื่อฟังและปฎิบัติตามคำที่พี่สอน วันหนึ่งนางจึงให้คนไปนิมนต์พระเรวตะเถระ ซึ่งเป็นพระอรหันต์ให้เข้ามาฉันภายในบ้านของตน พระเรวตะเถระได้มีจิตกรุณาปราถนาจะให้นางสุภัททาได้บุญมาก จึงพาพระภิกษุ 7 รูป ที่ล้วนเป็นพระอรหันต์ขีณาสพได้ด้วย เพื่อให้นางได้ถวายเป็น “สังฆทาน” นางก็ได้ถวายพระอรหันต์ทั้งหลายด้วยใจที่เลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก ต่อมาก็ถวายสังฆทาน ขั้นพระอรหันต์ทานอีกหลายครั้ง เมื่อถึงอายุขัย นางทั้งสองก็ตายไปตามธรรมดาสังขาร <?XML:NAMESPACE PREFIX = O /><O:P></O:P>
<O:P></O:P>
นางสุภัททา ผู้เป็นน้องได้มาบังเกิดเป็นเทพนารี ทรงรัศมีรุ่งเรืองงดงาม มีปราสาททองเป็นวิมาน อยู่บนสรวงสวรรค์ชั้น นิมมานรดี เมื่อนางามาพิจารณาดูถึงเหตุแห่งผลบุญอันมหาศาลนี้ ก็ได้รู้แจ้งว่า ได้เคยถวายสังฆทานแด่พระอริยสงฆ์ และที่ทำไปก็เพราะโอวาทที่พี่สาวเคยอบรมไว้ นางจึงไปหาพี่สาว ซึ่งได้มาบังเกิตเป็นบาทบริจาริการ(คนรับใช้)แห่งท้าวสักกะบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นางภัททาเกิดความสงสัยว่าผลบุญอันใดที่ทำให้นางเป็นผู้เรืองยศ และมีความสุขสมบูรณ์เช่นนี้ <O:P></O:P>
<O:P></O:P>
นางภัททาเทพธิดา จึงถามว่า “พี่ได้เลี้ยงดูพระภิกษุทั้งหลาย ผู้สำรวมดี ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวและน้ำ ด้วยมือของตนเองมากกว่าเธอ ก็ยังได้บังเกิดในเหล่าเทพเจ้าต่ำกว่าเธอ ส่วนเธอได้ถวายทานเพียงเล็กน้อย อย่างไรจึงมาได้ผลอย่างพิเศษไพบูลย์ถึงเช่นนี้เล่าแม่เทพธิดา ฉันถามเธอแล้ว นี่เป็นผลแห่งกรรมอะไร โปรดตอบฉันด้วยเถิด ” นางสุภัททาเทพธิดา ได้ตอบว่า “เมื่อชาติก่อน ดิฉันได้เห็นพระภิกษุผู้อบรมจิตใจเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่ จึงได้นิมนต์ท่านรวม 8 รูปด้วยกัน มีพระเรวตะเถระเป็นประธานด้วยภัตตาหาร ท่านพระเรวตะนั้นมุ่งจะให้เกิดประโยชน์ อนุเคราะห์แก่ดิฉัน จึงบอกแก่ดิฉันว่า จงถวายทานแค่สงฆ์เถิด ดิฉันได้ทำตามคำของท่าน ทักขิณาของดิฉันนั้นจึงเป็นสังฆทาน ดิฉันเข้าตั้งไว้ในสงฆ์เป็นทานที่ไม่อาจปริมาณผลได้ว่ามีอยู่เท่าไร ส่วนทานที่คณพี่ได้ถวายแด่ภิกษุด้วยความเลื่อมใสเป็นรายบุคคล จึงมีผลไม่มาก”นางภัททาเทพธิดา จึงกล่าวรับรองดังนั้นว่า “พี่เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าการถวายสังฆทานนี้มีผลมาก ถ้าว่าพี่ได้ไปบังเกิดเป็นมนษย์อีก จักเป็นผู้รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ ถวายสังฆทานและจะไม่ประมาทเป็นนิตย์”
</TD></TR></TBODY></TABLE>
การทำสังฆทานที่ไม่ถูกต้องในปัจจุบัน <O:P></O:P>
ชาวพุทธในปัจจุบัน เข้าใจผิดว่าการถวายสังฆทาน คือ การนำของใส่ถังไปถวายพระหนึ่งรูปบ้าง สองรูปบ้าง แท้จริงแล้วการทำบุญแบบนั้นเป็นสังฆทานที่ผิดได้บุญต่ำ บางสิ่งอาจได้ทำบาปอีกด้วย ถ้ามีการถวายเงินแล้วพระรับกับมือหรือครอบครองเงินนั้นไว้กับตัว
<O:P></O:P>
การถวายสังฆทานที่ถูกต้อง <O:P></O:P>
วิธีการปฎิบัติที่ถูกต้อง <O:P></O:P>
1. <!--[endif]-->ต้องเป็นอาหารที่พระฉันได้ในเวลานั้น และต้องถวายก่อนเที่ยงเหมือนกับการถวายภัตราหารเพลพระนั่นเอง <O:P></O:P>
2. ต้องกล่าวคำถวายสังฆทาน ดังนี้ “อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ ภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคันหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะฯ” (ในหัตถบาสใช้อิมานิ นอกหัตถบาสใช้เอตานิ) <O:P></O:P>
3. พระตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไป (ครบองค์สงฆ์) พระน้อยกว่า 4 รูป ไม่สามารถรับสังฆทานได้ เป็นบาป เพราะเป็นเพียงบุคคลเท่านั้น เมื่อพระครบ 4 รูป จึงจะถือว่าเป็นสงฆ์ จะถวายพระ 1 รูป ได้ก็ต่อเมื่อ พระรูปนั้นเป็นพระอรหันต์ เพราะท่านเองเป็นสงฆ์นั่นเอง <O:P></O:P>
4. <!--[endif]-->จะต้องทำการอุปโลกข์สังฆทาน <O:P></O:P>
หลังจากที่พระรับสังฆทานแล้ว พระรูปที่ 2 จะต้องทำการอุปโลกข์สังฆทาน (คือ ประชุมสงฆ์ เพื่อทำการแบ่งปันอาหารมาตามลำดับจนถึงให้ญาติโยม) หากไม่ได้ทำการอุปโลกข์ อาหารทุกชิ้นที่เป็นของสงฆ์ ใครจะนำไปกินไม่ได้เด็ดขาด พระบางรูปจะบอกยกให้ก็กินไม่ได้ แม้แต่พระผู้รับสังฆทาน ก็จะฉันไม่ได้ ถ้าผู้ใดกินเข้าไป เมื่อตายไปแล้วต้องไปเกิดเป็นเปรตประมาณ 92 กัลป์ (1 กัลป์ คือ 6,420 ล้านปี) ดังนั้นจึงถือเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างมากของชาวพุทธที่ไม่รู้ธรรมะ <O:P></O:P>
คำอุปโลกข์สังฆทานก็คือ ยัคเฆ ภัณเต สังโฆ ชานาตุ อะยัง ปะฐะมะ ภาโค มะหาเถรัสสะ ปาปุณาติ อะวะเสสา ภาคา อัมหากัง ปาปุณาติ
ที่มา http://www.siripong.net/content.php?arti_id=10
<O:P></O:P>
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD id=welcome height=20>อยากทำบุญกับพระอรหันต์จะทำอย่างไร</TD></TR><TR><TD id=main_txt>ในสมัยพุทธกาล มีอุบาสกคนหนึ่งอยากจะทำบุญกับพระอรหันต์ แต่ไม่สามารถรู้ว่าพระองค์ไหนเป็นพระอรหันต์ จึงเกิดความสงสัย อุบาสกคนนั้นจึงเข้าไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ตรัสแก่อุบาสกคนนั้นว่า “การที่เราจะรู้ว่าพระองค์ไหนเป็นพระอรหันต์นั้น เราจะต้องอยู่ใกล้ชิดท่าน และฟังธรรมะจากท่านบ่อยๆ เราก็จะสามารถรู้ได้ แต่ถ้าเราไม่มีเวลาใกล้ชิดและไม่มีเวลาฟังธรรม แต่อยากทำบุญแล้วให้ได้ผลบุญมากเทียบเท่ากับพระอรหันต์ ถ้าอย่างนั้นต้องไปทำสังฆทาน”
</TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD id=welcome height=20>ถวายสังฆทานอานิสงค์เกินความคาดหมาย</TD></TR><TR><TD id=main_txt>ในสมัยพุทธกาล มีพี่น้องอยู่ สองคน คนพี่นามว่า “ภัททา” คนน้องนามว่า “สุภัททา” ภัททาคนพี่เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทำทานโดยใส่บาตรตอนเช้าเป็นประจำทุกวัน มาตั้งแต่วัยเยาว์ต่อมานางได้ไปอยู่ในตระกูลของสามี แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน ภัททาจึงบอกให้สามีรับสุภัททาน้องสาวมาอยู่ร่วมกันเพื่อนที่จะได้มีลูกสืบสกุล ภัททาได้ให้โอวาทแก่น้องสาวว่าให้ทำทานเสมอ จักได้ทรัพย์สมบัติในภายภาคหน้า นางสุภัททาก็เชื่อฟังและปฎิบัติตามคำที่พี่สอน วันหนึ่งนางจึงให้คนไปนิมนต์พระเรวตะเถระ ซึ่งเป็นพระอรหันต์ให้เข้ามาฉันภายในบ้านของตน พระเรวตะเถระได้มีจิตกรุณาปราถนาจะให้นางสุภัททาได้บุญมาก จึงพาพระภิกษุ 7 รูป ที่ล้วนเป็นพระอรหันต์ขีณาสพได้ด้วย เพื่อให้นางได้ถวายเป็น “สังฆทาน” นางก็ได้ถวายพระอรหันต์ทั้งหลายด้วยใจที่เลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก ต่อมาก็ถวายสังฆทาน ขั้นพระอรหันต์ทานอีกหลายครั้ง เมื่อถึงอายุขัย นางทั้งสองก็ตายไปตามธรรมดาสังขาร <?XML:NAMESPACE PREFIX = O /><O:P></O:P>
<O:P></O:P>
นางสุภัททา ผู้เป็นน้องได้มาบังเกิดเป็นเทพนารี ทรงรัศมีรุ่งเรืองงดงาม มีปราสาททองเป็นวิมาน อยู่บนสรวงสวรรค์ชั้น นิมมานรดี เมื่อนางามาพิจารณาดูถึงเหตุแห่งผลบุญอันมหาศาลนี้ ก็ได้รู้แจ้งว่า ได้เคยถวายสังฆทานแด่พระอริยสงฆ์ และที่ทำไปก็เพราะโอวาทที่พี่สาวเคยอบรมไว้ นางจึงไปหาพี่สาว ซึ่งได้มาบังเกิตเป็นบาทบริจาริการ(คนรับใช้)แห่งท้าวสักกะบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นางภัททาเกิดความสงสัยว่าผลบุญอันใดที่ทำให้นางเป็นผู้เรืองยศ และมีความสุขสมบูรณ์เช่นนี้ <O:P></O:P>
<O:P></O:P>
นางภัททาเทพธิดา จึงถามว่า “พี่ได้เลี้ยงดูพระภิกษุทั้งหลาย ผู้สำรวมดี ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวและน้ำ ด้วยมือของตนเองมากกว่าเธอ ก็ยังได้บังเกิดในเหล่าเทพเจ้าต่ำกว่าเธอ ส่วนเธอได้ถวายทานเพียงเล็กน้อย อย่างไรจึงมาได้ผลอย่างพิเศษไพบูลย์ถึงเช่นนี้เล่าแม่เทพธิดา ฉันถามเธอแล้ว นี่เป็นผลแห่งกรรมอะไร โปรดตอบฉันด้วยเถิด ” นางสุภัททาเทพธิดา ได้ตอบว่า “เมื่อชาติก่อน ดิฉันได้เห็นพระภิกษุผู้อบรมจิตใจเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่ จึงได้นิมนต์ท่านรวม 8 รูปด้วยกัน มีพระเรวตะเถระเป็นประธานด้วยภัตตาหาร ท่านพระเรวตะนั้นมุ่งจะให้เกิดประโยชน์ อนุเคราะห์แก่ดิฉัน จึงบอกแก่ดิฉันว่า จงถวายทานแค่สงฆ์เถิด ดิฉันได้ทำตามคำของท่าน ทักขิณาของดิฉันนั้นจึงเป็นสังฆทาน ดิฉันเข้าตั้งไว้ในสงฆ์เป็นทานที่ไม่อาจปริมาณผลได้ว่ามีอยู่เท่าไร ส่วนทานที่คณพี่ได้ถวายแด่ภิกษุด้วยความเลื่อมใสเป็นรายบุคคล จึงมีผลไม่มาก”นางภัททาเทพธิดา จึงกล่าวรับรองดังนั้นว่า “พี่เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าการถวายสังฆทานนี้มีผลมาก ถ้าว่าพี่ได้ไปบังเกิดเป็นมนษย์อีก จักเป็นผู้รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ ถวายสังฆทานและจะไม่ประมาทเป็นนิตย์”
</TD></TR></TBODY></TABLE>
การทำสังฆทานที่ไม่ถูกต้องในปัจจุบัน <O:P></O:P>
ชาวพุทธในปัจจุบัน เข้าใจผิดว่าการถวายสังฆทาน คือ การนำของใส่ถังไปถวายพระหนึ่งรูปบ้าง สองรูปบ้าง แท้จริงแล้วการทำบุญแบบนั้นเป็นสังฆทานที่ผิดได้บุญต่ำ บางสิ่งอาจได้ทำบาปอีกด้วย ถ้ามีการถวายเงินแล้วพระรับกับมือหรือครอบครองเงินนั้นไว้กับตัว
<O:P></O:P>
การถวายสังฆทานที่ถูกต้อง <O:P></O:P>
วิธีการปฎิบัติที่ถูกต้อง <O:P></O:P>
1. <!--[endif]-->ต้องเป็นอาหารที่พระฉันได้ในเวลานั้น และต้องถวายก่อนเที่ยงเหมือนกับการถวายภัตราหารเพลพระนั่นเอง <O:P></O:P>
2. ต้องกล่าวคำถวายสังฆทาน ดังนี้ “อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ ภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคันหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะฯ” (ในหัตถบาสใช้อิมานิ นอกหัตถบาสใช้เอตานิ) <O:P></O:P>
3. พระตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไป (ครบองค์สงฆ์) พระน้อยกว่า 4 รูป ไม่สามารถรับสังฆทานได้ เป็นบาป เพราะเป็นเพียงบุคคลเท่านั้น เมื่อพระครบ 4 รูป จึงจะถือว่าเป็นสงฆ์ จะถวายพระ 1 รูป ได้ก็ต่อเมื่อ พระรูปนั้นเป็นพระอรหันต์ เพราะท่านเองเป็นสงฆ์นั่นเอง <O:P></O:P>
4. <!--[endif]-->จะต้องทำการอุปโลกข์สังฆทาน <O:P></O:P>
หลังจากที่พระรับสังฆทานแล้ว พระรูปที่ 2 จะต้องทำการอุปโลกข์สังฆทาน (คือ ประชุมสงฆ์ เพื่อทำการแบ่งปันอาหารมาตามลำดับจนถึงให้ญาติโยม) หากไม่ได้ทำการอุปโลกข์ อาหารทุกชิ้นที่เป็นของสงฆ์ ใครจะนำไปกินไม่ได้เด็ดขาด พระบางรูปจะบอกยกให้ก็กินไม่ได้ แม้แต่พระผู้รับสังฆทาน ก็จะฉันไม่ได้ ถ้าผู้ใดกินเข้าไป เมื่อตายไปแล้วต้องไปเกิดเป็นเปรตประมาณ 92 กัลป์ (1 กัลป์ คือ 6,420 ล้านปี) ดังนั้นจึงถือเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างมากของชาวพุทธที่ไม่รู้ธรรมะ <O:P></O:P>
คำอุปโลกข์สังฆทานก็คือ ยัคเฆ ภัณเต สังโฆ ชานาตุ อะยัง ปะฐะมะ ภาโค มะหาเถรัสสะ ปาปุณาติ อะวะเสสา ภาคา อัมหากัง ปาปุณาติ
ที่มา http://www.siripong.net/content.php?arti_id=10
<O:P></O:P>