PDA

View Full Version : ถาม-ตอบ กับภิกขุโย


ลีลาวดี
12-10-2008, 06:02 PM
http://www.dktoday.net/onlineshop/components/com_virtuemart/shop_image/product/69e49036cf0feda59d3d068250ae46ae.jpg

ความก้าวหน้าในการปฏิบัติ เอาเกณฑ์ใดมาวัด (http://enteringthestream.wordpress.com/2007/10/31/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1/)

ถาม ความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมคืออะไร และเอาเกณฑ์ใดมาวัด

ตอบ เราเรียนภาษาอังกฤษ เราพูดได้ นั้นแสดงถึงว่าเราก้าวหน้า….
แต่ถ้าเราเรียนการดับทุกข์ ทุกข์น้อยลงมั้ยล่ะ ถ้าน้อยลงล่ะก็ ก็ถือได้ว่าเดินหน้าแล้ว สกัดได้ถูกทางแล้ว จริงๆ แล้วสิ่งที่มันเป็นอยู่ทุกๆ วันน่ะ มันก็ไม่ได้ลดอะไรลงดอก คนที่เราเคยไปรําคาญ เรายังรําคาญอยู่มั้ยล่ะ ลักษณะอาการที่เคยเกิดเมื่อได้พบประสบอะไร มันยังเป็นเหมือนเดิมอยู่มั้ยล่ะ เอาง่ายๆ พูดภาษาง่ายๆ ก็ได้ว่าอะไรๆ ที่เคยเป็นอยู่วันนั้น วันนี้ความรู้สึกที่เธอมีต่อมันนั้น มันรบกวนเธอน้อยลงหรือเปล่า? ถ้าดีขึ้น ก็เข้าเค้าที่จะก้าวหน้าแล้วล่ะ… อย่าไปใส่ใจเรื่องที่ว่าความก้าวหน้าก็คือการได้เห็นโน่นเห็นนี่ เห็นนรกสวรรค์ เขาได้เห็น แต่ฉันไม่ได้เห็น นั่นเขาก้าวหน้ากว่าเราแล้ว เขานั่งได้นานกว่า เขาเดินได้สงบกว่า นั่นเขาก้าวหน้ากว่าเราแล้ว เขากินได้สุขุมกว่า ฯลฯ อะไรต่อมิอะไร
ให้เข้าใจง่ายๆ การปฏิบัติธรรม เธอปฏิบัติเพื่ออะไร เพื่อเห็นนิมิตหรือ? เพื่อไปนรก สวรรค์หรือ ถ้าใช่ เธอได้เห็นแล้ว นั่นก็คือ จบแล้ว ก้าวหน้าแล้ว ไม่ต้องทําอะไรอีก นี่ เข้าใจอย่างนี้สิว่าการปฏิบัติธรรมเพื่อดับทุกข์นั้น ความดับแห่งทุกข์คือที่หมาย หากเธอต้องการเกณฑ์มาชี้วัด ก็ลงพิจารณาจากตัวของเธอเอง แล้วพยายามปรับให้ถูกต้อง ให้เข้าใจไว้ดังนี้ก็พอ
แต่ก็ขอให้เธออย่าไปสนมากนักเลยว่าเมื่อไหร่จะก้าวหน้าก้าวหลัง สอบถามได้ แต่อย่าไปยึดมันมากว่าฉันจะต้องก้าวหน้าในปีนี้ หรืออย่างไร บางครั้ง เธอไม่เห็นหรอก มันอาจจะมีอะไรๆ อย่างอื่นปรากฏขึ้นมาแทนความสุขที่คิดว่าจะได้รับจากการปฏิบัติ ผลของการปฏิบัติมันไม่ใช่ว่าปฏิบัติให้มันออกจากทุกข์ แล้วมายึดสุขที่ได้จากการปฏิบัติอีกนะ มันก็ติดกันไปติดกันมาอย่างนี้แหล่ะ ไม่จบสิ้นเสียที เอาล่ะ เดี๋ยวจะพูดกันยาว เราขออย่างนี้แล้วกัน ให้ปฏิบัติธรรมเหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของการดําเนินชีวิต ทํามันเหมือนกับหว่านเมล็ดลงดิน แล้วปล่อยทิ้งไว้ สักพักก็เกิดหน่อเกิดกล้าเอง ทําไปเหมือนกับว่ามันจะไม่ได้อะไรนั่นแหล่ะ แต่ที่สําคัญ ขอให้ปฏิบัติให้ตรงทางนั้นดีที่สุด ถ้าเธอจะหว่านอะไรลงไปทั้งที เธอควรจะต้องหว่านให้ตรงทางที่สุด เมื่อตรงแล้วเธอก็พอจะหวังได้ว่าอย่างน้อยจะได้ไม่เสียเวลามากไป
อย่าไปนั่งหวังว่าจะก้าวหน้า บอกตัวเองไว้เสมอๆ ว่า “ช่างมัน” จะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน ปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆ ปฏิบัติให้ถูกทาง ถ้ามันถูกทาง มันก็เห็นผลของมันเอง โดยไม่ต้องไปนั่งหามัน
บางคนก็นั่งหวัง นั่งฝัน ปฏิบัติไปก็นั่งฝันหวานว่าเมื่อไหร่กูจะได้เป็นโสดาบัน เมื่อไหร่กูจะได้ญาณแปด ญาณเก้า เมื่อไหร่กูจะรู้สึกเบื่อ จะได้เป็นสัญญาณว่าจะได้นิพพิทาญาณเสียที พอเบื่อลูก เบื่อหลาน เบื่อสามีภรรยา พอมาอยู่วัดเดี๋ยวเดียว มันเบื่อ ก็สติแตกหาว่าตัวเองได้ญาณโน้นญาณนี้อีก เวลามันรู้สึกอย่างนี้ มันรู้สึกอยู่ที่ตัวเอง มันไม่ได้กระโตกกระตาก เพราะว่ามันเดินทางมาไม่ถูกทาง ถ้าได้สั่งสอนให้เข้าใจในเรื่องสัมมาทิฏฐิ คือ หันหัวเรือให้ตรงฝั่ง แล้วพุ่งเข้าไป ยังไงมันก็ถึงฝั่ง แต่นี่บางคนที่ไม่พร้อมก็สอนๆ กันมาโดยไม่มีสัมมาทิฏฐิเป็นผู้นําทัพ เอาความพอใจของตนเป็นเครื่องบอกว่า “นี่คือเกณฑ์” ของความก้าวหน้า
บางวัดที่มีการสอนกรรมฐาน ก็สอนว่าให้เกิดสภาวะธรรม นั่งอธิษฐานว่าขอให้ฉันได้เจอสภาวะธรรมบ้าง อะไรบ้าง เข้าใจหรือยัง
เราปฏิบัติไปเพื่ออะไร ระลึกดูให้ดีๆ เพื่อสมาธิหรือ เพื่อให้ตัวหมุน ตัวโยกหรือ เพื่อให้ตัวพอง หรือเพื่อให้ได้เห็นนรก จึงจะพอใจว่านี่คือผลที่ได้จากการปฏิบัติเล่า?
ถ้าจะปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกข์ ก็ต้องให้มันได้พ้นทุกข์ ทุกข์ที่หมดไปคือสิ่งที่หวังได้

มันไม่ใช่การปฏิบัติไปเพื่อให้เกิดความวิเศษเหนือกว่าคนอื่น แต่เป็นการย้อนกลับ (reverse) ไปสู่สภาวะจิตเดิมที่ยังไม่มีกิเลส ตัณหา อุปาทานเกาะ เข้าใจหรือยัง

ที่มา http://enteringthestream.wordpress.com/

ลีลาวดี
12-10-2008, 06:02 PM
สงสัยมากว่า ทําไมพระองคุลีมาลถึงเป็นพระอรหันต์ได้ทั้งๆ ที่ฆ่าคนมาเยอะครับ (http://enteringthestream.wordpress.com/2007/10/31/%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b8%97%e0%b9%8d%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84/)

ถาม. ทําไมพระองคุลีมาลถึงเป็นพระอรหันต์ได้ทั้งๆ ที่ฆ่าคนมาเยอะครับ??
ตอบ. อย่างแรกที่อยากให้ได้รู้ไว้ก็คือ การตั้งคําถามลักษณะนี้และการตอบคําถามลักษณะนี้ล้วนแล้วแต่จะพาให้ไม่มีที่สิ้นสุดและไม่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติธรรม หรือเธอคิดว่ามันมีประโยชน์ที่จะไปเที่ยวรู้ว่าใครเป็นอย่างไร ทําไมถึงเป็นอย่างนั้น ทําไมเป็นอย่างนี้ คําถามเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ก่อกวนการปฏิบัติและพาให้ผู้ปฏิบัตินั่งคิด นั่งหาเหตุผลมาพิจารณา มาหักล้าง และไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีประโยชน์อันใด มันไม่ได้ทําให้เธอได้กระเถิบเข้าไปแม้แต่นิดเดียว
“ใจ” น่ะ จะต้องรักษาให้มันถูกต้อง เอาล่ะ ถ้าฟังแล้วเจ็บใจ ก็ให้กําหนดรู้เสียนะ
ถ้าสมมติเราตอบไปว่าที่พระองคุลีมาลได้เป็นพระอรหันต์ก็เพราะอย่างโน้นอย่างนี้ เธอก็จะสงสัยและอาจจะพาลให้น้อยใจอิจฉาอีกว่าทําไมเราไม่เกิดในยุคพุทธกาล ทําไมอย่างโน้น ทําไมอย่างนี้ นี้เป็นการแสดงถึงความเขลาออกมา มันอาจจะทําให้เธอพาลคิดปรุงแต่งไปว่า ถ้าแหม เราได้เกิดในยุคพุทธกาลนั้นคงจะดีไม่น้อย คงได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า หรือได้เกิดในยุคนั้นเพราะทําบุญมาดี ถึงได้ไปฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าโดยตรง และอื่นๆ อีกที่เธอพาลจะคิดไปได้ มันพาออกไปอยู่ข้างนอก มันไปอยู่ที่เปลือกทั้งนั้นแหล่ะ….
พวกเธอทั้งหลายที่คิดเช่นนี้ ขอจงคิดเสียใหม่ เธอไปอ่านหนังสือพุทธประวัติมาอะไรมาก็ตาม เธอจงไตร่ตรองด้วยปัญญา และพยายามใช้ช่องทางนี้หนุนนําให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติ ถ้าเธออ่านมา แล้วรู้ว่าพระองคุมาลนั้นฆ่าคนไปเป็นพัน แต่สุดท้ายก็ยังสําเร็จได้ นั้นแสดงให้เห็นถึงท่านมีความวิริยะอุตสาหะ และท่านได้พบกับอาจารย์ที่ดี นั่นคือ พระพุทธเจ้า นั่นเอง
เรื่องนี้สามารถสอนเธอได้ 2 ประการ อย่างแรกคือ เธอจงคบหาสัตตบุรุษ คบหากับผู้ที่สามารถให้ทางสว่างแก่เธอได้ เธอจงเริ่มแสวงหาผู้นั้น ไปฟัง ไปถาม ไปให้ท่านผู้นั้นคอยตบให้เข้าทางที่ถูก ทางที่ถูกก็คือ หนทางไปสู่ที่สุดแห่งทุกข์ นั่นคือจุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนาที่ตรงที่สุด ถ้าเธอไปคบหากับคนที่เป็นผู้ที่เอาแต่ชื่นชมดอกไม้ริมทาง คอยพาออกนอกทางไปสู่ทางที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เธอก็จะล่าช้าและมีโอกาสเห็นผิดได้ นั้นคือประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งก็คือ พระองคุลีมาลได้กระทําความเพียรโดยชอบ ยังผลให้บรรลุธรรม ดังที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า “บุคคลล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร” ตัวเธอหรือตัวเราไม่ได้เคยฆ่าคนมาถึงพันคน ถ้าเทียบกันแล้วบาปกรรมก็คงไม่เท่ากับท่าน ท่านนั้นฆ่าคนมามาก แต่ก็ยังสําเร็จได้ แล้วอย่างนี้ตัวเธอนั้นเล่าจะยอมแพ้เชียวหรือ
นี้คือสองประการที่เธอควรระลึกเอาไว้โดยเสมอ และให้เธอเปลี่ยนจากการถามอะไรแบบนี้ มาเป็นการพิจารณาไปในทางที่ส่งเสริมให้เกิดวิริยะในการปฏิบัติให้มากขึ้น อย่าให้การอ่านเรื่องราวใดๆ อ่านแล้วเกิดคําถามหรือเกิดความอยากรู้โน่นรู้นี่ ยิ่งอยากรู้มาก ก็ยิ่งวุ่นวายมาก เราสามารถตั้งสมมติฐานได้ แต่ไม่มีประโยชน์ในการปฏิบัติ และไม่ควรนํามาคุยกันหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพราะมันเป็นการนําความคิดของตนมายันใส่กัน ก่อให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งได้

ลีลาวดี
12-10-2008, 06:03 PM
ฝึกที่วัดกับฝึกที่บ้านไม่เหมือนกัน จะผิดหรือไม่ครับ (http://enteringthestream.wordpress.com/2007/10/31/%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99/)

1. ถาม ผมปฏิบัติธรรม โดยเดินจงกรมวันละ 4 รอบ แล้วนั่งสมาธิต่ออีก ไม่ได้กำหนดเวลาว่าต้องนานเท่าไร ขณะฝึกที่วัด เขาจะมีนาฬิกาตีบอกเวลา ให้เดิน 1 ชั่วโมง และนั่งอีก 1 ชั่วโมง แต่พอปฏิบัติที่บ้านเอง ใจผมคิดว่าไม่ต้องยึดติดกับเวลา จะผิดไปจากที่ครูบาอาจารย์สอนหรือไม่ครับ จะเป็นโทษไหมครับ
ตอบ วิธีการปฏิบัติและจริตในการปฏิบัติแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่จําเป็นว่าทุกๆ คนจะต้องใช้เวลา 1 ชม. นั่ง 1 ชม. ทุกคนไป ถ้ากายพร้อม ใจพร้อมก็เอา ว่ากันง่ายๆ บางคน ครูอาจารย์ก็ให้เริ่มนั่ง 15 นาที เดิน 15 นาทีบ้าง แล้วแต่ แต่ถ้าคล่องแล้ว บางคนก็อาจจะไม่ต้องบริกรรมขวาย่าง ซ้ายย่างก็ได้ แล้วแต่ แล้วแต่จริตนิสัยก็ค้นคว้าและปรับกันไปให้เหมาะที่สุด เราก็ยืดหยุ่นเวลาไปตามความเหมาะสมของจริตนิสัยของเราด้วยส่วนหนึ่ง ครูอาจารย์เป็นผู้บอกแนวทางเท่านั้น ส่วนที่เหลือ ผู้ปฏิบัติก็ควรค้นคว้าจากตัวเองด้วย สงสัยตรงไหนก็สอบถามครูอาจารย์ว่าผมคิดอย่างนี้ถูกมั้ย เป็นมิจฉาทิฏฐิมั้ย อันนี้เพื่อกันไม่ให้ออกนอกทาง เพราะบางคนมาปฏิบัติที่บ้าน พอเกิดนิมิตขึ้น ก็ไม่ได้สอบถาม ก็ไปเข้าใจว่าเราได้ไปไหนมา และก็นั่งหาสภาวะเดิมอยู่อย่างนั้นบางคน อาจจะมีงานล้นมือ เธอปลีกเวลาได้แค่ 15 นาที เธอก็ใช้เวลาในช่วงนี้ให้คุ้ม ไม่ควรยึดติดว่าจะต้องนั่งเวลาเท่านั้นเท่านี้ ถ้าไม่นั่งตามนี้ หายใจแบบนี้แล้วจะเป็นบาป หรือเกิดโทษ อย่าไปยึด ยึดเมื่อใด มันก็เคลื่อนไหวลําบาก ถ้าเลิกยึด มันก็จะเคลื่อนไหวได้สะดวกมากขึ้น คล่องตัว และอย่าลืมเน้นการเจริญสตินี้ เจริญให้มากๆ เจริญสติในทุกๆ อิริยาบถ ขอให้เน้นที่การเจริญสติไว้เป็นหลัก เพราะถึงแม้ไม่มีเวลานั่งสมาธิ เดินจงกรม เราก็อาศัยการเจริญสติให้มาก ยามที่เราทํางานทําการใดๆ ตลอดวันนี่แหล่ะ พอมีโอกาสเดินจงกรม ก็อาศัยให้เรารู้ตัวตลอดเวลาระยะเวลาการเดิน และการนั่งก็เช่นกัน ก็ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมโดยตลอดการนั่ง หายใจเข้า หายใจออก ไม่ควรนั่งแล้วปล่อยตัวปล่อยใจเพื่อให้จิตเข้าภวังค์หรือสะลืมสะลือ วูบๆ หรืออะไร ในช่วงการเดินจงกรมและการนั่ง ให้เป็นช่วงที่เจริญสติรู้ตัวให้มากๆ เอาล่ะ ลองไปปรับดูนะ

ลีลาวดี
12-10-2008, 06:03 PM
ผมผิดศีลข้อ 2 อทินนาทั้งชีวิตเลยใช่ไหมครับ (http://enteringthestream.wordpress.com/2007/10/31/%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a8%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad-2-%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87/)

ถาม. ผมผิดศีลข้อ2 อทินนาทั้งชีวิตเลยใช่ไหมครับ ไม่มีทางถือศีล5ได้ ผมใช้Windowsซึ่งเป็นของเถื่อน ผิดทุกองค์ประกอบของอทินนาเลยครับตอบ. ผิดแล้วเป็นยังไง? มันผิดก็เพราะมันคิดผิดมาตั้งแต่ต้นเธอต้องการแค่ให้ได้ชื่อว่า “เธอถือศีล” แค่นั้นเองดอกหรือ??
เธอไม่ได้มีศีลไว้ประจําใจเพื่อให้กิเลสมันลดลงดอกหรือ?
ขอให้เธอได้รู้และเข้าใจว่าศีลและวัตรต่างๆ นั้นมีไว้เพื่อขจัดกิเลส แต่ไม่ใช่มีไว้ให้เธอเอาแค่ “ถือ” แล้วมานั่งสอบทานว่า วันไหนศีลไม่มี ถือแล้วหล่น ก็เอามาถือใหม่ แล้วพอหล่นอีก ก็ยกมาถืออีก อย่าจับฉวยศีลเพียงแค่เพื่อให้ตัวเธอได้ชื่อว่า “ฉันมีศีลๆ” หรือไปบอกใครๆ ว่า “ฉันถือศีล 5 นะ ฉันเลยเป็นชาวพุทธ” ชาวพุทธบางคน มีนะที่มาขอรับศีล ถามว่าทําไม บอกว่าผิดศีลมา เลยมาขอใหม่ก็มี บางคนก็ชอบเหลือเกินที่จะเข้าไปตามงานบุญต่างๆ พอถึงเวลาที่อาราธนาศีล ก็ตั้งอกตั้งใจรับ ทําใจให้เป็นบุญตอนนั้น เพื่อที่จะได้รับศีล แล้วก็เดินถือศีลต่อไปเรื่อยๆ พอหล่นก็มานั่งหาศีล ยกขึ้นมาจับใหม่
ขอให้เธอใช้ปัญญา และพิจารณา ดูที่ตัวเนื้อแท้ แก่นแท้ของศาสนา อย่าไปจับเอาศีลในแบบที่ผิดความมุ่งหมายเดิม นั่นก็คือ ศีลมีไว้เพื่อขจัดกิเลส ไม่ใช่เอาไว้ให้ถือเดินกันไว้เฉยๆ อย่าไปคิดว่าเราจะต้องเอาศีลมาวางไว้ข้างหน้า 5 ข้อ สิบข้อ และก็เอาปากกานั่งเช็คแต่ละข้อๆ ว่าผ่านหรือไม่ผ่าน แล้วรวมแต้ม และก็สรุปว่านี่คือทั้งหมดของศาสนา อย่าไปเหมาเอาแบบนั้น อย่าไปเข้าใจแบบนั้น อย่างนี้ ขอให้พิจารณาด้วยปัญญาอีกที พิจารณาให้ดีๆ ถ้าเธอเอาแค่เปลือกมาชนกัน มันก็จะถามหาเหตุผลไม่มีที่สิ้นสุด ลองถอยหลังมาอีกก้าว มายืนอยู่ตรงกลางๆ หน่อย อย่าให้การปฏิบัติของเธอวุ่นวายจากการนั่งเช็คสถานะ โดยให้พิจารณาและเข้าใจให้ถูกต้องถึงจุดมุ่งหมายของศีล เข้าใจมั้ย

ลีลาวดี
12-10-2008, 06:04 PM
เป็นคนพูดน้อย เข้ากับใครที่ทํางานไม่ค่อยได้ ทําอย่างไร (http://enteringthestream.wordpress.com/2007/10/31/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%83%e0%b8%84/)

ถาม ผมเพิ่งเข้าทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งได้ไม่นาน คือ ผมเป็นคนมนุษยสัมพันธุ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คือเป็นคนพูดน้อย ยิ้มน้อย เลยเข้ากับเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่ทำงานไม่ค่อยได้ เรื่องงานไม่มีปัญหาครับ แต่กลุ้มใจเรื่องเพื่อนร่วมงาน ไม่รู้จะพัฒนาตนเองยังไง
ตอบ ถ้าเธออยากจะปรับปรุงตัว เธอก็เริ่มที่การดูตัวเองก่อนว่าเธอนั้นเป็นอย่างไร แล้วปรับปรุงในส่วนนั้นไป พฤติกรรมที่ไม่ดีบางอย่างที่เธอพิจารณาแล้วคิดว่ามันเป็นการทําให้รอบข้างมีปัญหา เล็กๆ น้อยๆ เช่น มาสาย, ไม่ตรงเวลา ถ้าเธอแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้ และพัฒนาปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นมันก็ไม่มีปัญหาสําหรับเธอ ถ้าเธอจะต้องอยู่ในสังคม เธอก็จะต้องเรียนรู้การอยู่ในสังคม เพื่อให้ทํางานร่วมกันได้ สร้างสรรค์งานได้ เล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้ เธอจะต้องพยายามปรับตัวเข้า เหมือนกับการเข้าเมืองตาหลิ่ว เธอก็จะต้องหลิ่วตาตาม สักนิด สักหน่อย ถ้ามันไม่เป็นปัญหาสําหรับเธอมาก ถ้าทําแล้วดีขึ้น ก็ลองทําดูตามแต่สมควร ทําให้พอดีๆ อย่างน้อยถ้าเพื่อให้ร่วมงานกันได้ ทําเพื่อให้มีเพื่อนเพื่อที่จะคอยช่วยเหลือกันได้ต่อไป
เธอบอกว่าเป็นคนพูดน้อย ยิ้มน้อย นั้นมันก็เป็นบุคลิกของเธอมิใช่หรือ เธอไม่จําเป็นจะต้องเอาจริงเอาจังว่าถ้าฉันจะให้คนยอมรับ ฉันจะต้องยิ้มให้มาก พูดให้มากๆ คนพูดมากๆ น่ะ เธอชอบมั้ยล่ะ… หรือคนที่ยิ้มมากๆ น่ะ เธอคิดว่าเป็นคนสติดีหรือยังไง นี่… เธอไม่ต้องไปวิตกหรือไปคิดว่าฉันมันคนพูดน้อย ยิ้มน้อย แล้วนั่นมันทําให้ฉันไม่มีเพื่อน ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงล่ะก็ ทุกๆ คนที่ทํางานที่นี่จะต้องยิ้มมากๆ พูดมากๆ อย่างนั้นหรือ ถึงจะเรียกว่ามนุษย์สัมพันธ์ดี ถ้าเธอมีอะไรที่พอช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานได้ เธอก็ช่วย อย่างนี้แหล่ะดี ไปลามาไหว้ นั่นล่ะ บ่งบอกถึงความมีมนุษย์สัมพันธ์ได้ สังคมมันมีคนหลายๆ ประเภท เงียบๆ ก็มี สนุกสนานก็มี ยิ้มเก่งก็มี คุยเก่งก็มี ขี้อิจฉาก็มี ฯลฯ เธอก็เป็นหนึ่งในนั้น และเธอก็ไม่จําเป็นที่จะต้องไปรวมอยู่ให้ครบในทุกๆ กลุ่ม ถูกมั้ย เอาแค่ว่าเธอปรับมันให้มันดีขึ้น ไปในทางที่ดีขึ้น ให้เป็นที่รักของคนรอบข้าง ทําไปตามอุปนิสัยของเรา เอานิสัยที่ดีๆ เอาที่ความมีน้ำใจ มันจะได้ส่งผลให้การทํางานดีขึ้น บุคคลรักมากขึ้น ทํางานร่วมกันได้ เธอจําคํานี้ไว้ว่า ถ้าเธออยากได้อะไรจากใคร เธอก็จงทําอย่างนั้นก่อน แต่ขอบอกว่าอย่าทําจนเว่อร์ก็แล้วกัน
ตรงนี้ เธอก็พยายามปรับไปตามสมควรในเรื่องของการปรับตัว อีกสิ่งหนึ่งที่เธอก็จะต้องพยายามก็คือ พยายามจัดการกับความกลุ้มของตนเองก่อนที่มันจะขยายกลายเป็นความเครียด สิ่งที่เธอควรจะทําก็คือ เธอจะต้องพยายามที่จะเลิกการคิดเอาเอง บางครั้งการคิดเองเออนั้นมันจะทําให้เธอวุ่นวายใจทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วอาจจะยังไม่มีอะไร อาจจะยังไม่มีใครคิดอะไรทั้งหมด บางคนอาจจะคิดว่าทุกๆ คนรอบข้างคือศัตรู หรือทุกๆ คนรอบข้างเข้ากับเราไม่ได้ แต่มันก็อาจจะเป็นไปได้ว่าที่เรารู้สึกอย่างนี้ เป็นเพราะเรานั้นชอบคิดไปเอง นิสัยประเภทชอบคิดไปเองนั้นพบได้ในใครหลายๆ คน บางครั้งเราเดินทางไปทํางาน แทนที่เราจะอยู่กับตัวเอง เรากลับคิดไปเองว่าวันนี้ต้องโดนอย่างนั้นอย่างนี้ วันนี้ฉันจะเข้ากับใครเขาไม่ได้ นั้นเป็นเพราะว่าเธอไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน แต่เธอกลับไปติดอยู่กับสิ่งที่เธอคิดซึ่งเธอนั้นทึกทักเอาเอง แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ทุกข์ใจได้อย่างไร
คนตัดฟืนคนหนึ่ง มีอคติไม่ดีต่อเด็กคนหนึ่งมาโดยตลอด วันหนึ่ง ขวานของชายผู้นี้หายไป ตั้งแต่นั้นมา คนตัดฟืนก็มองเด็กคนนั้นด้วยสายตาที่เป็นศัตรูมาตลอด นี่ เข้าใจหรือยัง คนที่คิดไปเอง เขาสร้างโลกของเขาที่ร้อนเป็นไฟขึ้นมาเอง ขอถามว่ามันเกี่ยวอะไรกับเด็กคนนั้นหรือไม่ ไม่เลย เขาคิดเองเออเองจากความอคติที่เขาเคยมีมาก่อนหน้า เขาไม่เคยรักษาใจของเขาเลย นี่จึงได้ผลออกมาเป็นแบบนี้ เขาเลยร้อนใจมาตลอด จนมาวันหนึ่งเขามาพบว่า แท้ที่จริงแล้ว เขาลืมขวานไว้ที่ใต้ต้นไม้เอง นั่นล่ะ คนตัดฟืนก็มองเด็กคนนั้นด้วยความเอ็นดูและรับอุปการะเด็กคนนั้น เข้าใจหรือยัง
เมื่อบุคคลไม่ได้รับการศึกษามาอย่างถูกต้อง ไม่ได้รับการฝึกฝนดูแลจิตใจมาอย่างถูกต้อง ไม่เคยรักษาจิตใจมาก่อน จิตใจของบุคคลผู้นั้นก็ทับถมด้วยกิเลส ซึ่งมันพร้อมที่จะพาให้เราตกไปในทางใดทางหนึ่ง และก็มักที่จะคิดไปในทางแบบนี้เสียส่วนมาก บ้างก็คิดเองเออ บ้างก็เหมาไปเองว่าเราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เธอมีความสามารถในการประเมินคนรอบข้างและรู้เลยหรือว่าคนรอบข้างคิดยังไงกับเธอ? นี่… เข้าใจหรือยัง ดังนั้น ศัตรูตัวร้ายมันไม่ใช่ที่ข้างนอก แต่มันอยู่ที่ข้างใน…. ความที่ชอบ “ทึกทักเอาเอง” นั้นล่ะ ที่เธอควรหาทางสกัดให้ดี สกัดได้ด้วยการเจริญสติมากๆ เอาสติมาตามดูกายไปเรื่อยๆ ดูอิริยาบถย่อยไปเรื่อยๆ อย่าส่งจิตออกนอก คือ ให้จิตตั้งอยู่บนฐานกาย อย่าไปให้จิตไปจับอยู่ที่ความคิดที่เธอคิด เพราะถ้าคิดไม่ดี แล้วจิตมันไปติดอยู่ที่การคิดไม่ดี เธอก็จะร้อนรุ่มกลุ้มใจ เผาตัวเองต่อไป ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว คนข้างนอกเขาไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับเธอเลยว่าจิตเธอจะเป็นอย่างไร คนที่นั่งเผาตัวเองก็คือตัวเธอเองนั่นแหล่ะ
ดังนั้น ข้อหนึ่ง เจริญสติให้มาก เพื่อดักและดับความคิดที่จะพาให้เรากลัดกลุ้มเหล่านี้ออกให้หมด และข้อสอง ในขณะเดียวกันนี้ เธอก็พยายามปรับตัว ทําตาหลิ่วบ้าง พยายามปรับตัวในที่ทํางานใหม่ เธอเพิ่งเข้าทํางานมิใช่หรือ ยังมีเวลาอีกมากที่เธอจะปรับตัว อย่าคิดว่าจะต้องให้มันได้ภายในวันพรุ่งนี้ หรืออีกทีหนึ่งก็คือ ปล่อยให้เวลาผ่านไปสักนิด เมื่อตัวเธอนั้นชินกับที่ทํางานใหม่ ชินกับเพื่อนร่วมงาน ชินกับงานมากขึ้น คุ้นเคยกันมากขึ้น กําแพงเหล่านี้อาจจะหายไปเอง แต่อาศัยเวลาสักนิด อย่าไปรีบร้อน เวลาผ่านไปสัก 1 ปีแล้ว เธอลองมองย้อนกลับมาดูวันนี้สิ เธอก็จะรู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว เรากลุ้มไปเองคนเดียวจริงหรือไม่? เอา ลองดู ลองหาเอา

ลีลาวดี
12-10-2008, 06:05 PM
http://board.palungjit.com/images/buttons/firstnew.gif (http://board.palungjit.com/showthread.php?goto=newpost&t=153212) คู่มือประหารกิเลสสู่โสดาบันก่อนตาย (http://board.palungjit.com/showthread.php?t=153212)

ชนะมาร
12-10-2008, 06:41 PM
อนุโมทนาสาธุบุญ



ละความชั่วด้วยศีล ทำความดีด้วยทาน จิตเบิกบานด้วยภาวนา

ลีลาวดี
12-10-2008, 08:27 PM
http://www.dktoday.net/onlineshop/components/com_virtuemart/shop_image/product/69e49036cf0feda59d3d068250ae46ae.jpg http://www.se-ed.com/itemmaster/LargeProductPic/9789740510994L.gif

แนะนำหนังสือน่าอ่าน

AddWassana
12-10-2008, 08:28 PM
http://www.dktoday.net/onlineshop/components/com_virtuemart/shop_image/product/69e49036cf0feda59d3d068250ae46ae.jpg
ขออนุโมทนากับบทถาม-ตอบบทธรรมะนี้ เข้าใจและชัดเจนดีค่ะ

Khundeaw
12-10-2008, 09:14 PM
ผมอ่านแล้ว มันโดนใจผมมากๆตามประสาคนขี้สงสัยและฝึกตนน้อยในแต่ละวัน

น่าอ่านมากๆ

อนุโมทนาสาธุ กับเจ้าของกระทู้ และท่านภิกขุโย

Mr.Boy_jakkrit
17-11-2008, 05:02 PM
ผมก็อ่านมาเยอะเหมือนกันครับ
แต่หยุดและปิ้งในหัวหนังสือเล่มแรกของท่านภิกขุโยนี่แหละ
ก่อนหน้านั้นผมก็ปฏิบัติมาอยู่บ้างเกิดความสงสัยอะไรๆในสมาธิดังเช่นหลายท่านนั่นแหละครับ
หาหนังสือมาอ่านเยอะแยะ แต่สุดท้ายแล้วก็เกิดความเบื่อหน่ายในการนำเสนอมันซ้ำซากจำเจมาก ไหนจะผี ไหนชาตินั้นชาติโน้น เป็นเพราะอย่างนั้นจึงมาเป็นอย่างนี้ฯลฯ ก็เลยทำให้เราเกิดความทึกทักไปตามหนังสือ แต่ยังดี
ที่ยังพอมีสติ บวกกับจริตตัวเองไม่ชอบแนวนั้น ...

แต่เหลือเชื่อ ตอนที่ไปเดินอ่านหนังสือธรรมะตามร้านหนังสือทั่วไปนั่น (เกิดมาไม่เคยอ่านหนังสือเล่มหนาๆอย่าง 7เดือนบรรลุธรรม มาก่อนเลยให้ตายเหอะ..แต่เนื้อเรื่องในหนังสือจะทำให้เราปรุงแต่งมากไปหน่อยนะ *ความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ)

พอมาเจอหนังสือของท่าน ภิกขุโย ยืนๆอ่านอยู่ดีๆ มีความรู้สึกว่ามีพระถือไม้คอยดักความคิดเห็นที่ผิดๆของเราตลอดเวลาเลย บางทีก็จิตนากาีรไปว่านี่ถ้าเราอยู่ใกล้ๆมือท่าน คงโดนฟาดไปหลายดอกแล้วล่ะ (ฮา) เป็นแค่ความในใจตอนนั้นนะครับ ไม่ใช่นินทาพระเด้อ..ขอให้เข้าไว้อย่างนั้นด้วย

สรุปคือ..หนังสือดีครับน่าอ่าน แต่อย่าลืมอ่านหน้าแรกล่ะ ที่ท่านบอกว่าท้ายที่สุดต้องปล่อยวางแม้ตัวตนของท่านและของใครต่อใครทั้งหลายทั้งปวง
ให้คิดซะว่าท่านเป็น "คนพายเรือรูปหล่อ" (ฮา..)

อนุโมทนา..สาธุครับ

ไปหามาอ่านเด้อจะได้ไม่หลง..เพราะในหนังสือเล่มนี้ไม่ชวนไปแสดงฤทธิ์เดช ไม่พาไปเป็นหมอดูๆชาติที่แล้วหรือชาติหน้าให้คนอื่นๆ แต่ชวนให้ไปไม่ต้องเกิดอีก

ถาม-ตอบ ได้ที่นี่ครับ http://agaaligo.blogspot.com/

nakoruru
20-11-2008, 12:00 PM
ติดตามผลงาน ของท่านภิกขุโยมาทุกๆเล่มเลย ที่ออกมาใหม่ อีก 2 เล่มต่อจากนี้
ก็ "เมื่อดวงตาเห็นธรรมก่อนตาย" กับ "ประหารความหลงตรงสู่นิพพาน"
ดีมากๆ เช่นกันครับ