PDA

View Full Version : ...วาจาสุดท้ายที่พระพุทธองค์ทรงฝากไว้...


^_HaPpY_^
10-10-2008, 11:23 PM
...วาจาสุดท้ายที่พระพุทธองค์ทรงฝากไว้...
<HR SIZE=1><!-- / icon and title --><!-- message -->http://www.dhammajak.net/gallery/albums/userpics/%BE%C3%D0%BE%C3%CB%C1%A4%D8%B3%D2%C0%C3%B3%EC%28%BB.%CD.%BB%C2%D8%B5%DA%E2%B5%29.jpg

พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เป็นหลักการ
ถ้าว่าตามปัจฉิมวาจาหรือวาจาสุดท้าย ก็ตรัสบอกว่า
สิ่งทั้งหลายที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง
หรือสังขารทั้งหลาย มีการเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา
ไม่ว่าจะเป็นชีวิตมนุษย์ก็ตาม หรือสังคมอารยธรรมอะไรต่าง ๆ
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว
ก็มีการแตกสลายกันไปตามเหตุปัจจัย
สิ่งที่มนุษย์ต้องทำคือ ต้องไม่ประมาท
ดังนั้นก็ตรัสฝากไว้ว่า “ ให้ไม่ประมาท ”

เมื่อเราไม่ประมาท
เราก็จะใช้ประโยชน์จากหลักอนิจจัง
หรือความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ถูกต้อง
ว่าในขณะที่สิ่งทั้งหลายเสื่อมสลายเปลี่ยนแปลงไป

หนึ่ง ตัวเราเองไม่นิ่งนอนใจ
เรากระตือรือร้นในการที่จะพัฒนาชีวิตของตน
ให้วันเวลาผ่านไปอย่างดีที่สุด เป็นประโยชน์ที่สุด

สอง คือสังคม ประเทศชาติ ตลอดจนอารยธรรมของโลก
ก็ต้องศึกษาวิเคราะห์เหตุปัจจัย เพื่อให้ไม่ประมาทว่า
อะไรจะเป็นเหตุปัจจัยแห่งความเสื่อม
แล้วก็แก้ไขป้องกันเหตุปัจจัยเหล่านั้น
อะไรที่จะเป็นเหตุปัจจัยของความเจริญงอกงาม
ก็ชวนกันรีบสร้างสรรค์ขึ้น
อันนี้เป็นหลักปฏิบัติในการเป็นอยู่โดยไม่ประมาท

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสเรื่องอนิจจัง คือ เรื่องไม่เที่ยง
มักจะตรัสควบกับความไม่ประมาท
นั่นคือ มนุษย์จะได้ประโยชน์จากความไม่เที่ยง
และจากเรื่องของการแตกสลายเสื่อมโทรม
ซึ่งเป็นธรรมชาติของสิ่งทั้งหลายที่มันไม่คงทนอยู่ตลอดไป
แต่ที่สำคัญก็คือ หลักการใหญ่ของพระพุทธศาสนาบอกไว้ว่า
การที่สิ่งทั้งหลายจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรนั้น
มันเป็นไปตามเหตุปัจจัย
มนุษย์จะอยู่ได้ดีที่สุดก็ต้องไม่ประมาท ไม่ประมาทอย่างไร

หนึ่ง ในการศึกษาเรียนรู้ ให้เข้าใจเหตุปัจจัย

สอง นำความรู้นั้นมาปฏิบัติแก้ไขเหตุปัจจัยที่จะทำให้เสื่อม
และสร้างสรรค์เหตุปัจจัยที่จะทำให้เจริญ
อย่างน้อยก็ดำรงรักษาเหตุปัจจัยในฝ่ายดีไว้

อย่างสังคมไทยเราปัจจุบันนี้
ควรจะพิจารณาตรวจสอบดูว่า
ชีวิตและสังคมของเราตั้งอยู่ในความไม่ประมาทไหม
และมีสภาพของความเสื่อมมากมายหรือเปล่า
พวกเรากำลังทำเหตุปัจจัยของความเสื่อมกันอยู่มากมายหรือเปล่า
ในแง่ของความเจริญ เราเจริญจริงหรือเปล่า
และเราทำเหตุปัจจัยของความเจริญกันบ้างหรือเปล่า
หรือว่าเราได้เพียงแค่รับเอาภาพของความเจริญมา
แต่เราไม่ได้ทำเหตุปัจจัยของความเจริญ
เราอาศัยเหตุปัจจัยของความเจริญจากที่อื่น
และรับเอาแต่เพียงผลจากเขา ใช่หรือไม่

ถ้าเราไม่ทำเหตุปัจจัยของความเจริญ
เราจะเจริญงอกงามได้ยาก
สิ่งที่เอามานั้นเป็นเหมือนของยืม
หรือเป็นของที่ถูกหลอกถูกล่อให้เอามาใช้หลอกตัวเองเท่านั้น
ถ้าอย่างนี้ก็ไม่ยั่งยืน
อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องมาวิเคราะห์ตรวจสอบตัวเองกันบ้าง
ตามหลักพุทธศาสนา สังคมพุทธต้องเป็นสังคมแห่งปัญญา
เมื่อจะมีศรัทธาก็ต้องมีเราเป็นศรัทธาในพระพุทธศาสนาที่แท้หรือไม่

หนึ่ง ที่ว่าเรามีศรัทธาในพระพุทธศาสนานั้น
เรามีศรัทธาถูกต้องหรือเปล่า
ศรัทธาของเราเป็นศรัทธาในพระพุทธศาสนาที่แท้หรือไม่

สอง ศรัทธาที่จะถูกต้องก็คือ ต้องมีปัญญา
เรามีปัญญาประกอบหรือไม่

สาม เรามีการพัฒนาในเรื่องศรัทธาและปัญญานี้หรือไม่
เราได้มีการวิเคราะห์สภาวการณ์และใช้ปัญญากันจริงจังหรือเปล่า
แม้แต่จะสร้างวิถีชีวิตแห่งปัญญาให้เกิดเป็นวัฒนธรรมแห่งปัญญา
เช่นมีความใฝ่รู้ ชอบศึกษา เราทำกันบ้างไหม
การใฝ่รู้ชอบศึกษาทำให้เกิดความเจริญปัญญาในตนเอง
แต่นอกจากนั้นยังทำให้เรารู้เข้าใจสภาพความเป็นจริงของชีวิต
และเหตุการณ์ของโลก
ซึ่งจะทำให้ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้เท่าทันว่า
โลกที่เจริญอย่างปัจจุบันนี้ เจริญจริงหรือเปล่า เจริญในแง่ไหน
มีความเสื่อมพ่วงอยู่ หรือซ่อนอยู่อย่างไร มีเหตุปัจจัยอย่างไร
เราควรจะเลือกรับส่วนไหนและจะนำมาปรับใช้
จะแก้ไข จะพัฒนาต่อไปอย่างไร

มนุษย์ที่มีปัญญา เป็นชาวพุทธ จะต้องใช้ปัญญาพิจารณาและแก้ไข
ไม่ใช่ตื่นไปกับภาพของสิ่งที่จะมาบำรุงบำเรอ
ฉาบฉวยผิวเผินไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีหลัก
คติพระพุทธศาสนาที่จะนำมาใช้ปฏิบัติได้มีมากมาย
อยู่ที่เราจะใช้ปัญญาวิเคราะห์พิจารณาหรือไม่

การเวียนมาถึงของวันวิสาขบูชา ก็คือ เป็นการเตือนใจเรา
และเป็นโอกาสสำหรับเราจะได้มารำลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า
แล้วศึกษาให้เข้าใจ และนำมาใช้ประโยชน์
เมื่อทำอย่างนี้อารยธรรมนุษย์ก็จะพัฒนาได้ต่อไป
ไม่อย่างนั้นเราก็เป็นเพียงผู้เสวยผลที่มีมาในอดีต
ไม่รู้จักสร้างสรรค์อะไรเลย
โดยแม้แต่จะรับก็อาจจะเลือกไม่เป็น เพราะไม่ใช้ปัญญา
บางทีก็ไปเอาส่วนเสื่อมโทรมในที่ต่าง ๆ มารวมไว้กับตัวเอง
ฉะนั้น เมื่อถึงวันวิสาขบูชา
อย่างน้อยก็ควรถือเอาประโยชน์จากการที่พระพุทธเจ้า
ได้สอนเราให้มีความไม่ประมาท
ในการที่จะใช้ปัญญาศึกษาเหตุปัจจัย
แล้วก็ใช้เรี่ยวแรงความเพียรในการกระทำของตนเอง
ทำการแก้ไขและสร้างสรรค์ขึ้นมา ก็จะมีความเจริญได้อย่างแท้จริง
วันวิสาขบูชาจะเป็นวันสำคัญของโลกได้
ก็ต้องมีความสำคัญเริ่มตั้งแต่ที่ตัวของแต่ละคน แต่ละชีวิต
แต่ละท้องถิ่น แล้วก็แต่ละสังคม
ถ้าเราสามารถทำให้พระพุทธศาสนามีความหมาย
ความสำคัญต่อประเทศไทยได้
ก็จะเกิดความสำคัญต่อโลกพ่วงมาด้วย
และจะให้สำคัญต่อโลกแท้จริง
ก็ต่อเมื่อคนไทยรู้จักนำเอาหลักพุทธศาสนา
มาใช้สร้างสรรค์แก้ไขปัญหาของสังคมตนเอง
แล้วก้าวไปแก้ไขปัญหาของโลกด้วย

เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า เวลานี้โลกมีปัญหามากมายเพียงไร
เราก็เอาภาพความฟุ้งเฟ้อผิวเผินอะไรบางอย่างมากลบ ๆ กันไว้
ลึกลงไปใต้นั้นก็ซ่อนเต็มไปด้วยปัญหาทั้งนั้น
ประเทศพัฒนาแล้วก็ตาม กำลังพัฒนา หรือด้อยพัฒนา ล้าหลังก็ตาม
เวลานี้มีปัญหาอะไรก็รู้กันอยู่แล้ว
เจริญกันมากพัฒนากันไป
เดี๋ยวก็บอกว่า เป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน
โลกนี้ถูกคุกคามด้วยปัญหาธรรมชาติแวดล้อมเสื่อมโทรม
สังคมที่พัฒนาแล้วหรือประเทศเจริญมากอย่างอเมริกา
มีปัญหาตั้งแต่ชีวิตจิตใจเครียดมีความทุกข์มาก
ฆ่าตัวตายมาก ฆ่ากันตายมาก ปัญหาความรุนแรง
เด็กนักเรียนประถมเอาปืนไปยิงเพื่อนนักเรียนบ้าง
ยิงครูที่โรงเรียนบ้าง ติดยาเสพติด ยาบ้า ยาอี โคเคน
ครอบครัวก็แตกสลาย เด็กหญิงยังไม่ได้แต่งงาน
มีลูกตั้งแต่อายุ 12 ลูกก็ไม่มีพ่อ ตัวเองก็ยังเลี้ยงลูกไม่เป็น
เด็กก็เจริญเติบโต มาเป็นส่วนประกอบของสังคมที่เป็นปัญหา
ซึ่งจะทำให้สังคมเสื่อมโทรมลงระยะยาว
ไหนจะมีความแบ่งแยกรังเกียจเหยียดผิวกันเรื้อรังมาเป็นศตวรรษ
มองกว้างออกไปก็มีการแย่งชิงทรัพยากรกันในหมู่ประเทศต่าง ๆ
ประเทศที่มีอำนาจมากก็แข่งขันกัน
ในการที่จะแผ่อำนาจทางเศรษฐกิจ หาผลประโยชน์
หากแหล่งทรัพยากรมีการขัดแย้งผลประโยชน์
ระหว่างประเทศร่ำรวยด้วยกัน
ความหวั่นกลัวต่อการครอบงำและเอารัดเอาเปรียบ
ระหว่างประเทศที่มั่งคั่ง กับประเทศที่ขาดแคลน
ระบบและองค์กรที่ว่าตั้งขึ้นเพื่อการค้าขายที่เสรีมีความเสมอภาค
ก็เป็นที่สงสัยว่าจะไม่เกิดจากวัตถุประสงค์ที่จริงใจ ฯลฯ
ถ้าสนใจเอาจริงเอาจัง รู้จักรับฟัง ก็จะมองเห็นสภาพปัญหาเหล่านี้

แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นภาพทั่วไป ก็คือ การมองไปที่สิ่งเสพบริโภค
ซึ่งมาล่อให้ตื่นเต้น โดยบางทีเราก็ไม่ได้มองว่า
เบื้องหลังของสิ่งเหล่านี้มีอะไร
คนที่มีปัญญาจะอยู่เพียงกับภาพที่ปรากฏผิวเผินภายนอกไม่ได้
จะต้องใช้ปัญญาพิจารณาวิเคราะห์
ถ้าเราจะต้องการแก้ปัญหาและสร้างสรรค์ชีวิตสังคม
และอารยธรรมของโลกกันจริง ๆ ก็เป็นโอกาสว่า
เมื่อถึงวันวิสาขบูชาทีหนึ่งก็มาทบทวน ตรวจสอบ วิเคราะห์
แล้วก็พยายามที่จะนำเอาหลักการของพระพุทธศาสนา
มาใช้ให้เป็นประโยชน์ทั้งในการสร้างสรรค์ค์และแก้ปัญหา
จากหนังสือ ธรรมลีลา ปีที่ 6 ฉบับ 66 พฤษภาคม 2549
โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน


คัดลอกจาก...
http://www.kanlayanatam.com/sara/sara76.htm (http://www.kanlayanatam.com/sara/sara76.htm)
<!-- / message --><!-- sig -->__________________

ขอบคุณที่มาค่ะ ^^ http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=18085

Veerasak_Chai
10-10-2008, 11:28 PM
ความไม่ประมาทคืออะไร ?

ความไม่ประมาท คือ การมีสติกำกับตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะคิด จะพูด จะทำสิ่งใดๆ ไม่ยอมถลำลงไปในทางที่เสื่อม และไม่ยอมพลาดโอกาสในการทำความดี ตระหนักดีถึงสิ่งที่ต้องทำ ถึงกรรมที่ต้องเว้นใส่ใจสำนึกอยู่เสมอในหน้าที่ ไม่ปล่อยปละละเลย กระทำอย่างจริงจังและดำเนินรุดหน้าตลอดเวลา

ความไม่ ประมาทเป็นคุณธรรมที่สำคัญยิ่ง กล่าวได้ว่าคำสอนในพุทธศาสนาทั้งหมด เมื่อสรุปแล้ว ก็คือสอนให้เราไม่ประมาท ดังจะเห็นได้จากปัจฉิมโอวาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ

“ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย บัดนี้เราจักเตือนเธอทั้งหลาย สังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด”

ไม่ประมาทในธรรมหมายความว่าอย่างไร

คำว่า “ธรรม” ในที่นี้หมายถึง คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาแปลเอาความท่านแปลว่าเหตุ หมายถึงต้นเหตุ ข้อธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกข้อ ถ้าดูให้ดีแล้วล้วนแต่เป็นคำบอกเหตุทั้งสิ้นคือ บอกว่าถ้าทำเหตุอย่างนี้แล้ว จะเกิดผลอย่างนั้น หรือไม่ก็บอกว่าผลอย่างนี้เกิดมาจากเหตุอย่างนั้น เช่น ความขยันหมั่นเพียรเป็นเหตุให้เกิดความเจริญ ความเกียจคร้านเป็นเหตุให้เกิดความเสื่อม

ดังนั้น “ไม่ประมาทในธรรม” จึงหมายถึง “ไม่ประมาทในเหตุ” ให้มีสติรอบคอบตั้งใจทำเหตุที่ดีอย่างเต็มที่ เพื่อให้บังเกิดผลดีตามมานั่นเอง

ลักษณะของผู้ที่ยังประมาทอยู่

๑. พวกกุสีตะ คือพวกไม่ทำเหตุดีแต่จะเอาผลดี เป็นพวกเกียจคร้าน เช่น เวลาเรียนไม่ตั้งใจเรียนแต่อยากสอบได้ งานการไม่ทำ แต่ความดีความชอบจะเอา ไม่ทำประโยชน์แก่ใคร แต่อยากให้คนทั้งหลายนิยมชมชอบ ทาน ศีล ภาวนา ไม่ปฏิบัติ แต่อยากได้สวรรค์ นิพพาน ฯลฯ
๒.พวกทุจริตะ คือพวกทำเหตุเสียแต่จะเอาผลดี เป็นพวกทำอะไรตามอำเภอใจ แต่อยากได้ผลดี เช่น ทำงานเหลวไหลเสียหาย แต่พอถึงเวลาพิจารณาผลงานอยากได้เงินเดือนเพิ่ม ๒ ขั้น ปากเสียเที่ยวด่าว่าชาวบ้านทั่วเมืองแต่อยากให้ทุกคนรักตัว ฯลฯ

๓. พวกสิถิละ คือพวกทำเหตุดีเล็กน้อยแต่จะเอาผลดีมากๆ เป็นพวกค้ากำไรเกินควร เช่น จุดธูป ๓ ดอกบูชาพระ แต่จะเอาสวรรค์วิมาน มีนางฟ้า เทวดา คอยรับใช้นับหมื่นนับแสน อ่านหนังสือแค่ ๑ ชั่วโมง แต่จะเอาที่ ๑ ในชั้น เลี้ยงข้าวเขาจานหนึ่ง แต่จะให้เขาจงรักภักดีต่อตัวไปจนตาย

รวมความแล้ว ผู้ที่ยังประมาทอยู่มี ๓ จำพวกคือ พวกไม่ทำเหตุดีแต่จะเอาผลดี พวกทำเหตุเลวแต่จะเอาผลดี พวกทำเหตุน้อยแต่จะเอาผลมาก ส่วนผู้ไม่ประมาทในธรรม มีคุณสมบัติตรงข้ามกับคน ๓ จำพวกดังกล่าว คือ จะต้องไม่เป็นคนดูเบาในการทำเหตุ ต้องทำแต่เหตุที่ดี ทำให้เต็มที่ และทำให้สมผล
ผู้ที่ไม่ประมาททุกคนจะต้องมีสติอยู่เสมอ

wara43
11-10-2008, 06:29 AM
http://board.palungjit.com//images/smilies/aafairy3.gifhttp://board.palungjit.com//images/smilies/in-love.gif ขอกราบโมทนาสาธุครับ สาธุ...http://board.palungjit.com//images/smilies/in-love.gifhttp://board.palungjit.com//images/smilies/aafairy3.gif

oomsin2515
11-10-2008, 06:58 AM
อนุโมทนากับเจ้าของกระทู้ที่นำสาระ ดี ๆ มาให้อ่านครับ
สาธุ สาธุ สาธุ<O:p</O:p
<O:p</O:p
<O:p</O:p



_____________________________<O:p</O:p
เชิญร่วมบริจาคหนังสือ เข้าห้องสมุดชุมชนวัดย่านยาว<O:p</O:p
http://board.palungjit.com/showthread.php?t=130823 (http://board.palungjit.com/showthread.php?t=130823)<O:p</O:p

BlueBlur
11-10-2008, 07:03 AM
ถ้าเราครองสติอยู่ที่ลมหายใจ เข้าและออก ความประมาทในทางโลกทั้งหลายก็จะไม่เกิด ..สาธุ

wvichakorn
11-10-2008, 02:18 PM
"เวลานี้มีปัญหาอะไรก็รู้กันอยู่แล้ว
เจริญกันมากพัฒนากันไป
เดี๋ยวก็บอกว่า เป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน
โลกนี้ถูกคุกคามด้วยปัญหาธรรมชาติแวดล้อมเสื่อมโทรม"

ขออนุโมทนาค่ะ

เด็กวัดถุงผ้าขาว
11-10-2008, 10:03 PM
อนุโมทนา สาธุ