kim9
10-10-2008, 02:29 PM
"โลกสมมุติ"
http://i56.photobucket.com/albums/g166/rakpong/19.jpg
หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร วัดถ้ำยายปริก เกาะสีชัง ชลบุรี
ในระหว่างที่ผมได้ไปวัดมาตลอดช่วงสิบปีมานี้ สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้คือ วัดถ้ำยายปริกนี้มีอะไรๆให้เราเปรียบเทียบทางธรรมได้หลายอย่าง หลายครั้งหลายคราที่ทำให้ผมได้ฝึกฝนปัญญาและสมาธิ ทั้งนี้ก็ด้วยคำสอนของหลวงพ่อฯ ที่ก้องหูผมอยู่เรื่อยๆนั่นเอง
ตัวอย่างของการเปรียบเทียบทางธรรมที่ผมจะกล่าวถึงก็คือ ในอดีตช่วง ๒๐ ปีมานี้ สิบปีแรก ผมได้ไปคลุกคลีปฏิบัติในสายวัดป่า เคยได้ตระเวนกราบครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียง มีศีลาจารวัตรที่งดงามน่าเลื่อมใส ที่สำคัญก็คือ มีหมู่ชนให้การเคารพนบนอบนับถือมากมายทั่วไป ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า บรรยากาศแห่งการปฏิบัติธรรมกับท่านเหล่านั้น ย่อมเป็นไปด้วยความขรึม ขลัง และดูมีพลังเป็นอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างก็คือการปฏิบัติในสายหลวงปู่มั่นและพระป่าทั้งหลาย แต่ย้อนมาดูที่วัดถ้ำยายปริก หากจะให้ผมเล่าให้ทุกท่านทราบโดยแท้จริงก็คือ ในช่วงแรกๆที่ผมเข้าวัดนี้ ผม คิดในตอนนั้นว่า วัดนี้ไม่ค่อยสงบ ทั้งนี้ก็เพราะว่า หลายต่อหลายครั้งที่ผมไปวัดแล้วมักพบว่า มีเสียงเพลงดังมาจากบ้านตรงข้ามกำแพงวัด ส่วนใหญ่เป็นเพลงดิสโก้เสียด้วย เปิดดังสนั่นหวั่นไหว มีวิธีเดียวที่จะหลีกเลี่ยงเสียงนี้ได้ก็คือ ต้องหลบไปอยู่ที่ด้านหลังภูเขาของวัดเท่านั้น นอกจากนี้ ในช่วงนั้น ที่วัดถ้ำยายปริก ในตอนกลางวันก็มักจะมีการก่อสร้างทั่วไปที่ทำกันเองโดยพระและแม่ชีโดยมีหลวงพ่อประสิทธิ์เป็นผู้คุม (บางครั้งท่านก็มาลงมือเองด้วย) สิ่งเหล่านี้ ในตอนนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุให้ผมมองว่า วัดนี้ไม่ค่อยสงบ!
ผมยอมรับเลยว่า ในขณะนั้น ทุกคราที่ไปช่วยงานก่อสร้างในวัด ในใจก็จะคิดแต่ว่า เฮ้อ เมื่อไรจะหาความสงบได้นะถ้าหากมัวทำแบบนี้ ทำไมไม่ไปเดินจงกรมนั่งสมาธิกันอย่างวัดป่าเขาทำกันนะ
คราวหนึ่งผมไปถึงวัด ก็มองหาหลวงพ่อเป็นท่านแรกเพื่อจะกราบท่านตามธรรมเนียม ซึ่งก็ไม่ต้องเสาะหามาก เพราะหลวงพ่อก็นั่งบนเก้าอี้พลาสติกเล็กๆแบบมีพนักพิงอยู่แถวหน้าวัดนั่นเอง ที่สำคัญคือ หากพิจารณาด้วยความไม่สำรวม ก็จะมีความรู้สึกเหมือนกับว่า หลวงพ่อท่านออกมานั่งฟังเพลงด้วยซ้ำไป เนื่องด้วยในระยะไม่ไกลจากองค์ท่าน ซึ่งก็คือบ้านที่อยู่เยื้องกับซุ้มประตูวัด (หลวงพ่อนั่งอยู่แถวซุ้มประตูวัด) กำลังเปิดเพลงดิสโก้เสียงดังสนั่น จังหวะถูกใจวัยรุ่นเหลือเกิน ครั้นผมกราบหลวงพ่อเสร็จ ผมก็ถามท่านว่า หลวงพ่อครับ หลวงพ่อไม่รำคาญหรือครับ เสียงเพลงดังอย่างนี้ เปิดกันนานแล้วด้วย แถมกุฏิหลวงพ่อก็อยู่หน้าวัดอย่างนี้อีก ผมพูดพลางมองไปทางกุฏิหลวงพ่อที่อยู่ใกล้ๆซุ้มประตูวัดนั่นเอง
หลวงพ่อตอบว่า ไม่ร้อก มันก็เปิดของมันอย่างนั้นมาชั่วนาตาปี พระชีในอาวาสมันก็ไม่ได้เกรงใจอะไร ก็ช่างมัน มันเปิดให้เราฟังเราก็ฟังให้มันไปท่านพูดพลางหัวเราะ
แล้วผมก็ถามท่านว่า อย่างนั้นก็หาความสงบไม่ได้เสียทีสิครับหลวงพ่อ ผมว่าเขาเปิดแทบจะตลอด ๒๔ ชม.ด้วยซ้ำ ท่านก็ตอบกลั้วหัวเราะอีกว่า ไม่เห็นเป็นไร มันอยากเปิดตลอดชาติก็ให้มันเปิดไป อันที่จริงเสียงเพลงมันก็แค่เกิดๆดับๆ เสียงสูงเสียงต่ำไปตามเรื่องของมัน หลวงพ่อฟังแล้วมันก็มีค่าเท่ากับเสียงด่าและเสียงชมนั่นแหละพงศ์เอ๊ย หลวงพ่อนั่งฟังมันไป พอเพลงเริ่ม เอ้าเกิด พอเพลงจบเอ้าดับ จึงว่ามีแต่สภาวะที่เกิดและดับ ไม่มีอะไรเป็นตัวอย่างของความเที่ยงแท้มั่นคงเลย ฟังให้ดีมันก็เป็นธรรมะได้เหมือนกันนะพงศ์
คำกล่าวดังนี้ของหลวงพ่อก็ทำให้ผมมานั่งพิจารณาแล้วก็เห็นจริงดังท่านว่า พลางระลึกย้อนไปพิจารณาถึงเรื่องหนึ่งในหนังสือของหลวงปู่ดูลย์ (เล่มใหญ่ ที่ผมเคยได้มาตอนไปวัดบูรพาราม จ.สุรินทร์) มีอยู่ตอนหนึ่งหลวงปู่ดูลย์เคยแนะนำศิษย์บางองค์ว่า ให้ไปนั่งภาวนาที่ข้างๆวงปี่พาทย์บรรเลงด้วยซ้ำไป และอีกข้อธรรมหนึ่งคือ หลวงปู่สอนว่า ให้กำหนดสติระลึกกายใจประดุจว่า กำลังมีคนถือดาบเงื้อจะฟันเราอยู่ และจะลงดาบทันทีที่เราคลาดสายตาจากเขา ซึ่งก็หมายถึงเราขาดสตินั่นเอง
แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง ที่ผมยังค้างคาใจอยู่ในตอนนั้นคือ เรื่องของการก่อสร้างในวัด ที่ผมเห็นว่า เป็นสาเหตุให้ในวัดไม่สงบ (ซึ่งแท้จริงแล้ว ผมก็มารู้ทีหลังว่า สิ่งที่ไม่สงบน่ะ คือใจผมเอง ไม่ใช่วัดหรือคนในวัดสักหน่อยเลย) ผมก็ถามหลวงพ่อว่า หลวงพ่อครับ แล้วการก่อสร้างต่างๆในวัดล่ะครับ ผมว่าการมามะรุมมะตุ้มกันทำงานอย่างนี้ จะหาความสงบได้ที่ไหนกันครับ ผมไม่เข้าใจเลย ท่านตอบว่า เอ็งยังไม่เข้าใจเรื่องของความสงบที่แท้จริง ความสงบที่แท้จริงนั้นคือ การมีสติเห็นรอบในกายใจของเรา เห็นรอบในอิริยาบถ เห็นรอบในอารมณ์และความรู้สึกและความคิดนึกปรุงแต่งของเรา และถ้าเอ็งเข้าใจสิ่งที่มันเป็นเหตุแห่งความสงบ เอ็งจะไม่พูดอย่างนี้ เอ็งลองสังเกตดูสิ พระและชีในวัด มาร่วมกันทำงานก็จริง แต่ให้มองแต่ละคนเขาทำงานกันอย่างไร เขาทำงานกันด้วยสติหรือด้วยความรู้สึก? นั้นแหละเป็นตัวชี้วัด และนี้ก็แสดงว่าเอ็งยังไม่เข้าใจเรื่องของรูป-นาม แต่พระและชีหลายรูป หลวงพ่อแนะนำสั่งสอนเขาแล้วเขาก็เข้าใจ เขาเข้าใจว่า ภาพที่เห็นว่ามาทำงานๆอย่างนั้น แต่ความเป็นจริงนั้นไม่ใช่ ความจริงก็คือเป็นเพียงการขยับมือไม้แข้งขา ซึ่งเป็นอิริยาบถของสติสัมปชัญญะปัพพะ จัดว่าเป็น รูปอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง และผลพลอยได้คือ เราได้เสียสละช่วยงานวัดวาอาราม ได้ออกแรงเสียเหงื่อถวายให้พระศาสนา จะหากุศลที่ไหนได้ขนาดนี้ นี้แหละถ้าเราทำความเข้าใจเรื่องของรูปนามแล้ว มันจะแจ้งแทงตลอดไปเรื่อยๆเองดอก ซึ่งก็ทำให้ผมต้องนำกลับมาพิจารณาอยู่นานทีเดียวในสิ่งที่หลวงพ่อพูด
และ มีสิ่งหนึ่งที่ผมยอมรับคือ ขนาดว่าในตอนกลางวัน ทั้งพระและชีมาช่วยกันทำงานอย่างนั้น แต่ตอนกลางคืน ท่านเหล่านั้นจำนวนมากองค์จะพากันหลับนอนพักผ่อนเอนกายก็หาไม่ กลับแยกย้ายกันไปเดินจงกรมหรือเจริญสมาธิภาวนากันตามสุมทุมพุ่มป่าต่างๆในวัด อันจัดว่าเป็น รูปแบบ ของการปฏิบัติที่ผมต้องการให้เป็นไป สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผมเข้าใจทีหลังมาว่า พระและชีวัดนี้ ไม่ได้อยู่กันอย่างสบายๆเลย มีภาระหน้าที่ทั้งทางโลกและทางธรรมกันเต็มมือเต็มใจ แต่ท่านเหล่านั้นจะมีความทุกข์ใจร้อนรุ่มก็หาไม่ กลับดูสงบกันอย่างน่าอนุโทนายิ่ง ชะรอยท่านเหล่านั้นคงจะเข้าใจ รูป-นาม กันพอสมควรแล้วกระมัง (หลวงพ่อฯกล่าวอยู่หลายครั้งว่า ผู้ที่มีรูปนามเป็นอารมณ์อยู่ตลอดเวลา ย่อมตั้งอยู่ในคุณธรรมของพระอนาคามี... แต่ทั้งนี้ ผมมิได้หมายความว่า ท่านเหล่านั้นจะเป็นอนาคามีกันนะครับ เพราะเพียงแต่ใครบางคนที่เข้าใจเรื่องของ รูป-นาม และน้อมนำมาปฏิบัติ ก็ย่อมทำให้เกิดความสงบเย็นใจได้มากแล้วล่ะครับ ส่วนเรื่องคุณธรรมของใครๆนั้น หลวงพ่อให้อนุโมทนายกให้ท่านเหล่านั้นไปทั้งหมด ไม่ต้องไปยกยอหรือดูหมิ่นดูแคลน เพราะเป็นเรื่องของท่านเหล่านั้นเองโดยแท้จริง เราย้อนมาหมั่นดูกายใจเราเองจะดีกว่า)
อย่างไรก็ดี บางครั้งหลวงพ่อก็จะ กระหนาบ พระและชีเป็นระยะๆ เนื่องด้วยท่านเหล่านั้นก็ยังคงต้องปฏิบัติเดินหน้ากันไป ตราบใดที่ยังไม่ถึงที่สุด เมื่อมอบกายถวายชีวิตให้พระศาสนาแล้ว ย่อมเป็นการดีที่ถูกกระหน่ำเฆี่ยนตีโดยครูบาอาจารย์ ยกตัวอย่างเช่น เช้าวันหนึ่งก่อนลงมือฉันพร้อมกัน หลวงพ่อพูดขึ้นว่า นี่แน่ะ ชี...(เอ่ยชื่อ) เมื่อคืนนี้เอ็งไปเดินเร็วๆบนยอดเขาอย่างนั้นเอ็งเดินทำอะไรวะ แม่ชีท่านนั้นก็ตอบว่าเดินจงกรมค่ะ
หลวงพ่อ: เดินอย่างนั้นเรอะเดินจงกรม เดินเร็วยังกับวิ่ง ตามองชมนกชมไม้ จะก้มลงมองเท้ามองพื้นสักนิดก็ไม่มี
แม่ชี:ค่ะเดินจงกรมค่ะ
หลวงพ่อ: อย่ามาหลอกฉัน ถ้าอย่างนั้นเอ็งเรียกว่าเดินจงกรม คราวหน้าฉันจะให้ไปเดินบนเศษแก้ว ดูซิว่ามันจะเดินเร็วๆชมนกชมไม้อย่างนั้นได้ไม๊
แล้วหลวงพ่อก็เสริมว่า พระและชีในวัดนี้ หลายองค์นะยังพูดไม่ตรง จะเรียกว่าโกหกตลบตะแลงก็ได้ พวกโยมก็เหมือนกัน (โยมในวัดหลายคนตอนนั้นที่กำลังฟังเพลินๆก็สะดุ้งกันเป็นแถว) มาวัดมานุ่งขาวห่มขาว แต่ขอโทษที ข้างในน่ะไม่ขาวหรอกนะ ฉันเห็นน่ะฉันถึงได้พูดอย่างนี้ ต้องขอบอกกันตรงๆ พวกชอบโกหกตอหลดตอแหลน่ะ ขอนิมนต์และขอเชิญออกไปจากวัดนี้เสียเถอะ คนพูดโกหกก็คือคนไม่มีสัจจะ คนเราถ้าไม่มีสัจจะแล้วจะหาความเจริญได้ที่ไหน พวกเป็นโยมก็ต้องยกไว้ เพราะเขายังต้องอยู่ทางโลก ยังข้องแวะในกามคุณอยู่ เราจะไปเอากับเขานักก็ไม่ได้ มาคุยกับฉันๆก็รู้อยู่นะว่า มันโกหก แค่นั้นมันก็บาปขั้นแรกแล้ว แต่จะดุว่ามันก็ไม่ได้ เดี๋ยวมันขุ่นใจขึ้นมา บาปกินหัวมันอีก แต่พวกท่านนี่สิ เป็นบรรพชิต สู้อุตส่าห์สละเพศฆราวาสมาแล้ว ก็ควรจะมุ่งหน้าปฏิบัติ เอาให้มันจริงจังให้มันจบกิจซะในชาตินี้ มันอยู่ที่สัจจะคือความจริงนั่นแหละที่จะนำพาเราไป ผมจะเตือนพวกท่านนะว่า คนเราน่ะ จะไปนิพพานได้ ต้องยอมรับความจริง! ต้องมีสัจจะและความเพียร แต่นี่พวกท่านแค่พูด ยังชอบพูดโกหก แล้วปากบอกอยากจะไปนิพพาน แล้วมันจะไปได้ยังไง (ว่าเท่านี้ แม่ชีที่ถูกหลวงพ่อตำหนิก็หน้าเสีย และแม่ชีมาพูดทีหลังกับหลายๆคนว่า จริงอย่างหลวงพ่อพูด คือแม่ชีแค่ไปเดินกินลมชมดาวบนยอดเขาเล่นเท่านั้น แต่ที่สำคัญคือ แม่ชีสงสัยว่า หลวงพ่อทราบได้อย่างไร ว่าแม่ชีเดินบนยอดเขาอย่างนั้น มีกิริยาอย่างนั้นๆ เพราะปกติแล้ว หลวงพ่อในวัยชราอย่างนี้ จะเดินขึ้นยอดเขาไปดูผู้ปฏิบัติทั้งหลายในยามดึกดื่นเที่ยงคืนอย่างนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากนัก....)
เมื่อได้โอกาสที่เห็นหลวงพ่อนั่งว่างๆองค์เดียว ผมก็ย่องเข้าไปกราบท่าน แล้วถามท่านตรงๆ(ตามที่หลวงพ่อนิยมให้เป็นไป)ว่า หลวงพ่อครับ ขอหลวงพ่อช่วยอธิบายเรื่อง คนจะไปนิพพานได้ ต้องยอมรับความจริง ให้ด้วยครับ ผมยังไม่เข้าใจ หลวงพ่อยิ้มแล้วถามย้อนผมว่าอ้าว แล้วเอ็งคิดว่าความจริงที่ว่ามันคืออะไรล่ะ
ผม: ก็เช่นว่า ผมยอมรับความจริงว่า ผมเป็นผู้ชาย ผมชื่อนายรักพงศ์ ผมยังมีกิเลสตัณหาและเป็นผู้ที่เผลอปล่อยตัวปล่อยใจให้ความรู้สึกคิดนึกปรุงแต่งเข้ามาครอบงำอยู่มากครับ ยังเป็นคนไม่ดีอยู่มากๆเลยครับ
หลวงพ่อ: ถูก ระลึกได้อย่างนั้นก็ดีแล้ว แต่คราวนี้ มันยังมีความจริงของโลกเราและตัวเราที่เราต้องยอมรับให้ยิ่งขึ้นไปอีกคือ เราทุกคน รวมทั้งสัตว์ สิ่งของต่างๆ ไปจนถึงอะไรๆในสามโลกธาตุ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งสมมุติ ที่มันวุ่นวายโกลาหลไปด้วยการทะเลาะวิวาท แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น โกรธเกลียดรักชัง ลุ่มหลงหญิงชาย หรือแม้แต่ระเบียบพิธีอะไรต่างๆนานา ก็ด้วยความไม่เข้าใจในเรื่องของสมมุตินี้ตัวเดียว
ผม:ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไรจึงจะถอนสมมุตินี้ได้ล่ะครับ หลวงพ่อ: อันนี้ไม่ยาก ทั้งหมดให้เอ็งหมั่นโอปนยิโก คือน้อมเข้ามาใส่ตัว หมั่นใช้สติระลึกว่า อะไรๆมันก็แค่เรื่องสมมุติ จะหาความจริงแก่นแท้ใน ๓ โลกธาตุนั้นอย่าหาเลย ไม่มีหรอก มันสมมุติเพราะว่ามันยึดติดกับสิ่งที่เป็นเพียงธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๖ สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา อย่างที่ว่าเขาด่ากันหรือด่าเรา หรือจะชมเราก็แล้วแต่ มันก็แค่สมมติลมปาก ถ้าเขามาตีเราทำร้ายเราหรือยกเราขึ้นบูชาก็แล้วแต่ มันก็แค่สมมุติอิริยาบถรูปนามขยับเขยื้อนกายาไปเท่านั้น ไม่ใช่ของจริง เป็นเพียงสิ่งสมมุติ ตัวเราก็เหมือนกัน ก็เป็นเพียงสิ่งสมมุติ ถ้ามันเป็น ของจริง มันคงไม่ต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ไม่ต้องหิวต้องกระหาย ไม่ต้องอยากต้องใคร่ ไม่ต้องอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ไม่ต้องซักเสื้อผ้าอาภรณ์ให้มันหายเหม็นเหงื่อไคล คือเคยอยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้นนั่นจึงจะเรียกได้ว่าเออนั้นของจริง แต่นี่เปล่า ตลอดมาและตลอดไป ไม่มีใครไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายสักคน ทรัพย์สมบัติเงินทองข้าวของและญาติพี่น้องก็ตามที ไม่มีใครหรือสิ่งใดไม่ผุพังเสียหาย ไม่สูญสลาย ไม่พลัดพรากตายจากกันเลยสักรายเดียว แล้วเอ็งจะเอาอะไร ก็มันไม่มีอะไรเที่ยงแท้เป็นแก่นสารสักอย่าง ยึดถือกับมันก็เหมือนไล่คว้าจับลมจับอากาศ สุดท้ายพอตายเอ้าต้องแบมือปล่อยออกอยู่ดี หลวงพ่อมองๆดู เห็นคนเข้ามาและออกไป(จากวัด) บางวันคนมามากๆ บางคนถามว่า หลวงพ่อไม่รำคาญคนรึ เราบอกไปว่า ไหนละคน โยม? อาตมาเห็นแต่ศพมีลมผลักกระดูกให้พูดได้เดินได้ พูดก็พูดด้วยลม เข้าแล้วก็ออก ขยับเขยื้อนอิริยาบถต่างๆก็ด้วยลมมันทำหน้าที่ คือพอมีลมเขาเรียกว่า คน พอลมหมดเขาเรียกว่า ศพ แต่แท้จริงแล้วมันก็ ศพ นั่นแหละ เป็นแต่ศพเดินได้เพราะมีลมเท่านั้น คนน่ะไม่มีหรอกโยมเอ๊ย อย่างเวลาอาบน้ำ ลองเอามือลูบตั้งแต่หัวลงไปจนถึงปลายเท้า กำหนดกระทบไปตามมือเรา ใจก็หมั่นน้อมว่า เออ นี่ศพทั้งตัวนี่แหละที่กูกำลังลูบไล้อยู่ กูมันก็ศพเดินได้นี่เอง แล้วกูจะเอาอะไรนักหนากับศพนี้?
นี้เองเลยเป็นเหตุให้ผมระลึกได้ และพอเข้าใจในสิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อสอนอยู่เสมอว่า "เวลาอาบน้ำก็ให้ระลึกว่า อาบน้ำศพ เวลาล้างหน้า ก็ระลึกว่า ล้างหน้าศพ" มันเป็นอย่างนี้
"หลวงพ่อจะไปอยู่กับพระพุทธเจ้า ถ้าเอ็งอยากไปอยู่กับหลวงพ่อ อยู่กับพระพุทธเจ้า ก็ทำลาย"ความรู้สึก"ให้หมดเสีย ใช้สตินั่นแหละ กอปรกับความเพียรไม่ท้อถอย สักวันหนึ่งเอ็งจะ"เห็นความจริง" ก็ไปอยู่ด้วยกัน ไม่ต้องเกิด ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย เท่านั้นเองหรอก"
"ยึดมั่นถือมั่น เหนื่อยเปล่า!"
จาก เว็บhttp://202.44.204.76/forum/style_images/logo_larndham.gif (http://202.44.204.76/index.php#head)
ขอขอบพระคุณที่เอื้อเฟื้อข้อมูล
<!-- / message -->
http://i56.photobucket.com/albums/g166/rakpong/19.jpg
หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร วัดถ้ำยายปริก เกาะสีชัง ชลบุรี
ในระหว่างที่ผมได้ไปวัดมาตลอดช่วงสิบปีมานี้ สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้คือ วัดถ้ำยายปริกนี้มีอะไรๆให้เราเปรียบเทียบทางธรรมได้หลายอย่าง หลายครั้งหลายคราที่ทำให้ผมได้ฝึกฝนปัญญาและสมาธิ ทั้งนี้ก็ด้วยคำสอนของหลวงพ่อฯ ที่ก้องหูผมอยู่เรื่อยๆนั่นเอง
ตัวอย่างของการเปรียบเทียบทางธรรมที่ผมจะกล่าวถึงก็คือ ในอดีตช่วง ๒๐ ปีมานี้ สิบปีแรก ผมได้ไปคลุกคลีปฏิบัติในสายวัดป่า เคยได้ตระเวนกราบครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียง มีศีลาจารวัตรที่งดงามน่าเลื่อมใส ที่สำคัญก็คือ มีหมู่ชนให้การเคารพนบนอบนับถือมากมายทั่วไป ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า บรรยากาศแห่งการปฏิบัติธรรมกับท่านเหล่านั้น ย่อมเป็นไปด้วยความขรึม ขลัง และดูมีพลังเป็นอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างก็คือการปฏิบัติในสายหลวงปู่มั่นและพระป่าทั้งหลาย แต่ย้อนมาดูที่วัดถ้ำยายปริก หากจะให้ผมเล่าให้ทุกท่านทราบโดยแท้จริงก็คือ ในช่วงแรกๆที่ผมเข้าวัดนี้ ผม คิดในตอนนั้นว่า วัดนี้ไม่ค่อยสงบ ทั้งนี้ก็เพราะว่า หลายต่อหลายครั้งที่ผมไปวัดแล้วมักพบว่า มีเสียงเพลงดังมาจากบ้านตรงข้ามกำแพงวัด ส่วนใหญ่เป็นเพลงดิสโก้เสียด้วย เปิดดังสนั่นหวั่นไหว มีวิธีเดียวที่จะหลีกเลี่ยงเสียงนี้ได้ก็คือ ต้องหลบไปอยู่ที่ด้านหลังภูเขาของวัดเท่านั้น นอกจากนี้ ในช่วงนั้น ที่วัดถ้ำยายปริก ในตอนกลางวันก็มักจะมีการก่อสร้างทั่วไปที่ทำกันเองโดยพระและแม่ชีโดยมีหลวงพ่อประสิทธิ์เป็นผู้คุม (บางครั้งท่านก็มาลงมือเองด้วย) สิ่งเหล่านี้ ในตอนนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุให้ผมมองว่า วัดนี้ไม่ค่อยสงบ!
ผมยอมรับเลยว่า ในขณะนั้น ทุกคราที่ไปช่วยงานก่อสร้างในวัด ในใจก็จะคิดแต่ว่า เฮ้อ เมื่อไรจะหาความสงบได้นะถ้าหากมัวทำแบบนี้ ทำไมไม่ไปเดินจงกรมนั่งสมาธิกันอย่างวัดป่าเขาทำกันนะ
คราวหนึ่งผมไปถึงวัด ก็มองหาหลวงพ่อเป็นท่านแรกเพื่อจะกราบท่านตามธรรมเนียม ซึ่งก็ไม่ต้องเสาะหามาก เพราะหลวงพ่อก็นั่งบนเก้าอี้พลาสติกเล็กๆแบบมีพนักพิงอยู่แถวหน้าวัดนั่นเอง ที่สำคัญคือ หากพิจารณาด้วยความไม่สำรวม ก็จะมีความรู้สึกเหมือนกับว่า หลวงพ่อท่านออกมานั่งฟังเพลงด้วยซ้ำไป เนื่องด้วยในระยะไม่ไกลจากองค์ท่าน ซึ่งก็คือบ้านที่อยู่เยื้องกับซุ้มประตูวัด (หลวงพ่อนั่งอยู่แถวซุ้มประตูวัด) กำลังเปิดเพลงดิสโก้เสียงดังสนั่น จังหวะถูกใจวัยรุ่นเหลือเกิน ครั้นผมกราบหลวงพ่อเสร็จ ผมก็ถามท่านว่า หลวงพ่อครับ หลวงพ่อไม่รำคาญหรือครับ เสียงเพลงดังอย่างนี้ เปิดกันนานแล้วด้วย แถมกุฏิหลวงพ่อก็อยู่หน้าวัดอย่างนี้อีก ผมพูดพลางมองไปทางกุฏิหลวงพ่อที่อยู่ใกล้ๆซุ้มประตูวัดนั่นเอง
หลวงพ่อตอบว่า ไม่ร้อก มันก็เปิดของมันอย่างนั้นมาชั่วนาตาปี พระชีในอาวาสมันก็ไม่ได้เกรงใจอะไร ก็ช่างมัน มันเปิดให้เราฟังเราก็ฟังให้มันไปท่านพูดพลางหัวเราะ
แล้วผมก็ถามท่านว่า อย่างนั้นก็หาความสงบไม่ได้เสียทีสิครับหลวงพ่อ ผมว่าเขาเปิดแทบจะตลอด ๒๔ ชม.ด้วยซ้ำ ท่านก็ตอบกลั้วหัวเราะอีกว่า ไม่เห็นเป็นไร มันอยากเปิดตลอดชาติก็ให้มันเปิดไป อันที่จริงเสียงเพลงมันก็แค่เกิดๆดับๆ เสียงสูงเสียงต่ำไปตามเรื่องของมัน หลวงพ่อฟังแล้วมันก็มีค่าเท่ากับเสียงด่าและเสียงชมนั่นแหละพงศ์เอ๊ย หลวงพ่อนั่งฟังมันไป พอเพลงเริ่ม เอ้าเกิด พอเพลงจบเอ้าดับ จึงว่ามีแต่สภาวะที่เกิดและดับ ไม่มีอะไรเป็นตัวอย่างของความเที่ยงแท้มั่นคงเลย ฟังให้ดีมันก็เป็นธรรมะได้เหมือนกันนะพงศ์
คำกล่าวดังนี้ของหลวงพ่อก็ทำให้ผมมานั่งพิจารณาแล้วก็เห็นจริงดังท่านว่า พลางระลึกย้อนไปพิจารณาถึงเรื่องหนึ่งในหนังสือของหลวงปู่ดูลย์ (เล่มใหญ่ ที่ผมเคยได้มาตอนไปวัดบูรพาราม จ.สุรินทร์) มีอยู่ตอนหนึ่งหลวงปู่ดูลย์เคยแนะนำศิษย์บางองค์ว่า ให้ไปนั่งภาวนาที่ข้างๆวงปี่พาทย์บรรเลงด้วยซ้ำไป และอีกข้อธรรมหนึ่งคือ หลวงปู่สอนว่า ให้กำหนดสติระลึกกายใจประดุจว่า กำลังมีคนถือดาบเงื้อจะฟันเราอยู่ และจะลงดาบทันทีที่เราคลาดสายตาจากเขา ซึ่งก็หมายถึงเราขาดสตินั่นเอง
แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง ที่ผมยังค้างคาใจอยู่ในตอนนั้นคือ เรื่องของการก่อสร้างในวัด ที่ผมเห็นว่า เป็นสาเหตุให้ในวัดไม่สงบ (ซึ่งแท้จริงแล้ว ผมก็มารู้ทีหลังว่า สิ่งที่ไม่สงบน่ะ คือใจผมเอง ไม่ใช่วัดหรือคนในวัดสักหน่อยเลย) ผมก็ถามหลวงพ่อว่า หลวงพ่อครับ แล้วการก่อสร้างต่างๆในวัดล่ะครับ ผมว่าการมามะรุมมะตุ้มกันทำงานอย่างนี้ จะหาความสงบได้ที่ไหนกันครับ ผมไม่เข้าใจเลย ท่านตอบว่า เอ็งยังไม่เข้าใจเรื่องของความสงบที่แท้จริง ความสงบที่แท้จริงนั้นคือ การมีสติเห็นรอบในกายใจของเรา เห็นรอบในอิริยาบถ เห็นรอบในอารมณ์และความรู้สึกและความคิดนึกปรุงแต่งของเรา และถ้าเอ็งเข้าใจสิ่งที่มันเป็นเหตุแห่งความสงบ เอ็งจะไม่พูดอย่างนี้ เอ็งลองสังเกตดูสิ พระและชีในวัด มาร่วมกันทำงานก็จริง แต่ให้มองแต่ละคนเขาทำงานกันอย่างไร เขาทำงานกันด้วยสติหรือด้วยความรู้สึก? นั้นแหละเป็นตัวชี้วัด และนี้ก็แสดงว่าเอ็งยังไม่เข้าใจเรื่องของรูป-นาม แต่พระและชีหลายรูป หลวงพ่อแนะนำสั่งสอนเขาแล้วเขาก็เข้าใจ เขาเข้าใจว่า ภาพที่เห็นว่ามาทำงานๆอย่างนั้น แต่ความเป็นจริงนั้นไม่ใช่ ความจริงก็คือเป็นเพียงการขยับมือไม้แข้งขา ซึ่งเป็นอิริยาบถของสติสัมปชัญญะปัพพะ จัดว่าเป็น รูปอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง และผลพลอยได้คือ เราได้เสียสละช่วยงานวัดวาอาราม ได้ออกแรงเสียเหงื่อถวายให้พระศาสนา จะหากุศลที่ไหนได้ขนาดนี้ นี้แหละถ้าเราทำความเข้าใจเรื่องของรูปนามแล้ว มันจะแจ้งแทงตลอดไปเรื่อยๆเองดอก ซึ่งก็ทำให้ผมต้องนำกลับมาพิจารณาอยู่นานทีเดียวในสิ่งที่หลวงพ่อพูด
และ มีสิ่งหนึ่งที่ผมยอมรับคือ ขนาดว่าในตอนกลางวัน ทั้งพระและชีมาช่วยกันทำงานอย่างนั้น แต่ตอนกลางคืน ท่านเหล่านั้นจำนวนมากองค์จะพากันหลับนอนพักผ่อนเอนกายก็หาไม่ กลับแยกย้ายกันไปเดินจงกรมหรือเจริญสมาธิภาวนากันตามสุมทุมพุ่มป่าต่างๆในวัด อันจัดว่าเป็น รูปแบบ ของการปฏิบัติที่ผมต้องการให้เป็นไป สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผมเข้าใจทีหลังมาว่า พระและชีวัดนี้ ไม่ได้อยู่กันอย่างสบายๆเลย มีภาระหน้าที่ทั้งทางโลกและทางธรรมกันเต็มมือเต็มใจ แต่ท่านเหล่านั้นจะมีความทุกข์ใจร้อนรุ่มก็หาไม่ กลับดูสงบกันอย่างน่าอนุโทนายิ่ง ชะรอยท่านเหล่านั้นคงจะเข้าใจ รูป-นาม กันพอสมควรแล้วกระมัง (หลวงพ่อฯกล่าวอยู่หลายครั้งว่า ผู้ที่มีรูปนามเป็นอารมณ์อยู่ตลอดเวลา ย่อมตั้งอยู่ในคุณธรรมของพระอนาคามี... แต่ทั้งนี้ ผมมิได้หมายความว่า ท่านเหล่านั้นจะเป็นอนาคามีกันนะครับ เพราะเพียงแต่ใครบางคนที่เข้าใจเรื่องของ รูป-นาม และน้อมนำมาปฏิบัติ ก็ย่อมทำให้เกิดความสงบเย็นใจได้มากแล้วล่ะครับ ส่วนเรื่องคุณธรรมของใครๆนั้น หลวงพ่อให้อนุโมทนายกให้ท่านเหล่านั้นไปทั้งหมด ไม่ต้องไปยกยอหรือดูหมิ่นดูแคลน เพราะเป็นเรื่องของท่านเหล่านั้นเองโดยแท้จริง เราย้อนมาหมั่นดูกายใจเราเองจะดีกว่า)
อย่างไรก็ดี บางครั้งหลวงพ่อก็จะ กระหนาบ พระและชีเป็นระยะๆ เนื่องด้วยท่านเหล่านั้นก็ยังคงต้องปฏิบัติเดินหน้ากันไป ตราบใดที่ยังไม่ถึงที่สุด เมื่อมอบกายถวายชีวิตให้พระศาสนาแล้ว ย่อมเป็นการดีที่ถูกกระหน่ำเฆี่ยนตีโดยครูบาอาจารย์ ยกตัวอย่างเช่น เช้าวันหนึ่งก่อนลงมือฉันพร้อมกัน หลวงพ่อพูดขึ้นว่า นี่แน่ะ ชี...(เอ่ยชื่อ) เมื่อคืนนี้เอ็งไปเดินเร็วๆบนยอดเขาอย่างนั้นเอ็งเดินทำอะไรวะ แม่ชีท่านนั้นก็ตอบว่าเดินจงกรมค่ะ
หลวงพ่อ: เดินอย่างนั้นเรอะเดินจงกรม เดินเร็วยังกับวิ่ง ตามองชมนกชมไม้ จะก้มลงมองเท้ามองพื้นสักนิดก็ไม่มี
แม่ชี:ค่ะเดินจงกรมค่ะ
หลวงพ่อ: อย่ามาหลอกฉัน ถ้าอย่างนั้นเอ็งเรียกว่าเดินจงกรม คราวหน้าฉันจะให้ไปเดินบนเศษแก้ว ดูซิว่ามันจะเดินเร็วๆชมนกชมไม้อย่างนั้นได้ไม๊
แล้วหลวงพ่อก็เสริมว่า พระและชีในวัดนี้ หลายองค์นะยังพูดไม่ตรง จะเรียกว่าโกหกตลบตะแลงก็ได้ พวกโยมก็เหมือนกัน (โยมในวัดหลายคนตอนนั้นที่กำลังฟังเพลินๆก็สะดุ้งกันเป็นแถว) มาวัดมานุ่งขาวห่มขาว แต่ขอโทษที ข้างในน่ะไม่ขาวหรอกนะ ฉันเห็นน่ะฉันถึงได้พูดอย่างนี้ ต้องขอบอกกันตรงๆ พวกชอบโกหกตอหลดตอแหลน่ะ ขอนิมนต์และขอเชิญออกไปจากวัดนี้เสียเถอะ คนพูดโกหกก็คือคนไม่มีสัจจะ คนเราถ้าไม่มีสัจจะแล้วจะหาความเจริญได้ที่ไหน พวกเป็นโยมก็ต้องยกไว้ เพราะเขายังต้องอยู่ทางโลก ยังข้องแวะในกามคุณอยู่ เราจะไปเอากับเขานักก็ไม่ได้ มาคุยกับฉันๆก็รู้อยู่นะว่า มันโกหก แค่นั้นมันก็บาปขั้นแรกแล้ว แต่จะดุว่ามันก็ไม่ได้ เดี๋ยวมันขุ่นใจขึ้นมา บาปกินหัวมันอีก แต่พวกท่านนี่สิ เป็นบรรพชิต สู้อุตส่าห์สละเพศฆราวาสมาแล้ว ก็ควรจะมุ่งหน้าปฏิบัติ เอาให้มันจริงจังให้มันจบกิจซะในชาตินี้ มันอยู่ที่สัจจะคือความจริงนั่นแหละที่จะนำพาเราไป ผมจะเตือนพวกท่านนะว่า คนเราน่ะ จะไปนิพพานได้ ต้องยอมรับความจริง! ต้องมีสัจจะและความเพียร แต่นี่พวกท่านแค่พูด ยังชอบพูดโกหก แล้วปากบอกอยากจะไปนิพพาน แล้วมันจะไปได้ยังไง (ว่าเท่านี้ แม่ชีที่ถูกหลวงพ่อตำหนิก็หน้าเสีย และแม่ชีมาพูดทีหลังกับหลายๆคนว่า จริงอย่างหลวงพ่อพูด คือแม่ชีแค่ไปเดินกินลมชมดาวบนยอดเขาเล่นเท่านั้น แต่ที่สำคัญคือ แม่ชีสงสัยว่า หลวงพ่อทราบได้อย่างไร ว่าแม่ชีเดินบนยอดเขาอย่างนั้น มีกิริยาอย่างนั้นๆ เพราะปกติแล้ว หลวงพ่อในวัยชราอย่างนี้ จะเดินขึ้นยอดเขาไปดูผู้ปฏิบัติทั้งหลายในยามดึกดื่นเที่ยงคืนอย่างนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากนัก....)
เมื่อได้โอกาสที่เห็นหลวงพ่อนั่งว่างๆองค์เดียว ผมก็ย่องเข้าไปกราบท่าน แล้วถามท่านตรงๆ(ตามที่หลวงพ่อนิยมให้เป็นไป)ว่า หลวงพ่อครับ ขอหลวงพ่อช่วยอธิบายเรื่อง คนจะไปนิพพานได้ ต้องยอมรับความจริง ให้ด้วยครับ ผมยังไม่เข้าใจ หลวงพ่อยิ้มแล้วถามย้อนผมว่าอ้าว แล้วเอ็งคิดว่าความจริงที่ว่ามันคืออะไรล่ะ
ผม: ก็เช่นว่า ผมยอมรับความจริงว่า ผมเป็นผู้ชาย ผมชื่อนายรักพงศ์ ผมยังมีกิเลสตัณหาและเป็นผู้ที่เผลอปล่อยตัวปล่อยใจให้ความรู้สึกคิดนึกปรุงแต่งเข้ามาครอบงำอยู่มากครับ ยังเป็นคนไม่ดีอยู่มากๆเลยครับ
หลวงพ่อ: ถูก ระลึกได้อย่างนั้นก็ดีแล้ว แต่คราวนี้ มันยังมีความจริงของโลกเราและตัวเราที่เราต้องยอมรับให้ยิ่งขึ้นไปอีกคือ เราทุกคน รวมทั้งสัตว์ สิ่งของต่างๆ ไปจนถึงอะไรๆในสามโลกธาตุ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งสมมุติ ที่มันวุ่นวายโกลาหลไปด้วยการทะเลาะวิวาท แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น โกรธเกลียดรักชัง ลุ่มหลงหญิงชาย หรือแม้แต่ระเบียบพิธีอะไรต่างๆนานา ก็ด้วยความไม่เข้าใจในเรื่องของสมมุตินี้ตัวเดียว
ผม:ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไรจึงจะถอนสมมุตินี้ได้ล่ะครับ หลวงพ่อ: อันนี้ไม่ยาก ทั้งหมดให้เอ็งหมั่นโอปนยิโก คือน้อมเข้ามาใส่ตัว หมั่นใช้สติระลึกว่า อะไรๆมันก็แค่เรื่องสมมุติ จะหาความจริงแก่นแท้ใน ๓ โลกธาตุนั้นอย่าหาเลย ไม่มีหรอก มันสมมุติเพราะว่ามันยึดติดกับสิ่งที่เป็นเพียงธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๖ สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา อย่างที่ว่าเขาด่ากันหรือด่าเรา หรือจะชมเราก็แล้วแต่ มันก็แค่สมมติลมปาก ถ้าเขามาตีเราทำร้ายเราหรือยกเราขึ้นบูชาก็แล้วแต่ มันก็แค่สมมุติอิริยาบถรูปนามขยับเขยื้อนกายาไปเท่านั้น ไม่ใช่ของจริง เป็นเพียงสิ่งสมมุติ ตัวเราก็เหมือนกัน ก็เป็นเพียงสิ่งสมมุติ ถ้ามันเป็น ของจริง มันคงไม่ต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ไม่ต้องหิวต้องกระหาย ไม่ต้องอยากต้องใคร่ ไม่ต้องอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ไม่ต้องซักเสื้อผ้าอาภรณ์ให้มันหายเหม็นเหงื่อไคล คือเคยอยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้นนั่นจึงจะเรียกได้ว่าเออนั้นของจริง แต่นี่เปล่า ตลอดมาและตลอดไป ไม่มีใครไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายสักคน ทรัพย์สมบัติเงินทองข้าวของและญาติพี่น้องก็ตามที ไม่มีใครหรือสิ่งใดไม่ผุพังเสียหาย ไม่สูญสลาย ไม่พลัดพรากตายจากกันเลยสักรายเดียว แล้วเอ็งจะเอาอะไร ก็มันไม่มีอะไรเที่ยงแท้เป็นแก่นสารสักอย่าง ยึดถือกับมันก็เหมือนไล่คว้าจับลมจับอากาศ สุดท้ายพอตายเอ้าต้องแบมือปล่อยออกอยู่ดี หลวงพ่อมองๆดู เห็นคนเข้ามาและออกไป(จากวัด) บางวันคนมามากๆ บางคนถามว่า หลวงพ่อไม่รำคาญคนรึ เราบอกไปว่า ไหนละคน โยม? อาตมาเห็นแต่ศพมีลมผลักกระดูกให้พูดได้เดินได้ พูดก็พูดด้วยลม เข้าแล้วก็ออก ขยับเขยื้อนอิริยาบถต่างๆก็ด้วยลมมันทำหน้าที่ คือพอมีลมเขาเรียกว่า คน พอลมหมดเขาเรียกว่า ศพ แต่แท้จริงแล้วมันก็ ศพ นั่นแหละ เป็นแต่ศพเดินได้เพราะมีลมเท่านั้น คนน่ะไม่มีหรอกโยมเอ๊ย อย่างเวลาอาบน้ำ ลองเอามือลูบตั้งแต่หัวลงไปจนถึงปลายเท้า กำหนดกระทบไปตามมือเรา ใจก็หมั่นน้อมว่า เออ นี่ศพทั้งตัวนี่แหละที่กูกำลังลูบไล้อยู่ กูมันก็ศพเดินได้นี่เอง แล้วกูจะเอาอะไรนักหนากับศพนี้?
นี้เองเลยเป็นเหตุให้ผมระลึกได้ และพอเข้าใจในสิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อสอนอยู่เสมอว่า "เวลาอาบน้ำก็ให้ระลึกว่า อาบน้ำศพ เวลาล้างหน้า ก็ระลึกว่า ล้างหน้าศพ" มันเป็นอย่างนี้
"หลวงพ่อจะไปอยู่กับพระพุทธเจ้า ถ้าเอ็งอยากไปอยู่กับหลวงพ่อ อยู่กับพระพุทธเจ้า ก็ทำลาย"ความรู้สึก"ให้หมดเสีย ใช้สตินั่นแหละ กอปรกับความเพียรไม่ท้อถอย สักวันหนึ่งเอ็งจะ"เห็นความจริง" ก็ไปอยู่ด้วยกัน ไม่ต้องเกิด ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย เท่านั้นเองหรอก"
"ยึดมั่นถือมั่น เหนื่อยเปล่า!"
จาก เว็บhttp://202.44.204.76/forum/style_images/logo_larndham.gif (http://202.44.204.76/index.php#head)
ขอขอบพระคุณที่เอื้อเฟื้อข้อมูล
<!-- / message -->