PDA

View Full Version : ของสงฆ์ ของอาถรรพ์.!!! (ควรอ่านไว้เพื่อความไม่ประมาท)


คนมีกิเลส
09-10-2008, 10:01 PM
http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=418416&stc=1&d=1223567966



นานมาแล้วสมัยยังเด็ก เคยอ่านหนังสือธรรมะของหลวงพ่อฤษีลิงดำ (พระราชพรหมยาน) วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ท่านบอกว่า “พระ-เณรสมัยนี้ตกนรกประมาณ 90 %” อ่านครั้งแรกก็งง ไม่เข้าใจว่าทำไมพระเณรจึงตกนรกกันมากมายนัก ยังคิดแย้งท่านในใจว่า “ถ้าพระเณรไม่ได้ขึ้นสวรรค์ แล้วใครจะได้ขึ้นสวรรค์ล่ะ?”

ต่อมาเมื่อมีโอกาสได้บวชเรียน จึงค่อย ๆ เข้าใจในสิ่งที่ท่านเคยบอกไว้ ยิ่งต่อมาได้เห็นตัวอย่างพระเณรที่คอร์รัปชั่น นำของสงฆ์หรือนำเงินที่โยมถวายไปใช้ผิดประเภท จึงมาร่วมยืนยันให้หลวงพ่อฤษีลิงดำอีกหนึ่งเสียงว่า ที่ท่านกล่าวไว้เป็นเรื่องจริง

พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “สามัญฺญํ ทุปฺปรามตฺถํ นิรยายูปกฑฺฒติ” แปลว่า “ชีวิตความเป็นพระนั้น ถ้าประพฤติไม่ดีแค่นิดเดียว ก็ลงนรกได้” พระนั้นลงนรกง่ายกว่าโยมมาก เช่น การรับประทานอาหาร พระต้องพิจารณาแล้วจึงฉัน ถ้าไม่พิจารณาให้เห็นเป็นเพียงธาตุ ๔ แล้วฉัน ต้องอาบัติ ส่วนโยมนั้นซื้ออาหารมาทานได้เลย

เหตุที่เป็นอย่างนี้ ก็เพราะว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของพระนั้น ต้องอาศัยชาวบ้าน พระไม่ได้ทำมาหากินเอง ได้วัตถุสิ่งของมาแบบง่าย ๆ ได้มาโดยอาศัยศรัทธาที่ชาวบ้านเขาทำบุญให้ ชาวบ้านนั้นกว่าจะได้มาแต่ละบาทแต่ละสตางค์นั้น ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ ต้องต่อสู้ดิ้นรนแก่งแย่งกัน ส่วนพระนั้นได้มาอย่างง่ายที่สุด แทบไม่ต้องลงทุนหรือลงแรงอะไรเลย

ดังเช่นพระออกไปฉันเช้าหรือฉันเพล นอกจากฉันอาหารฟรี ๆ แล้ว ยังได้รับจตุปัจจัยไทยทานได้มาแบบฟรี ๆ อีก แล้วยังได้เงินใส่ซองมาอีกต่างหาก มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ฐานะของเจ้าภาพ ใช้เวลาแค่ประมาณ 2 – 3 ชั่วโมงเท่านั้น

ดังนั้น ถ้าพระได้เงินจากการไปฉันเช้าและฉันเพลแล้ว นำมาใช้ในทางที่ผิด อาทิ เล่นอบายมุขต่าง ๆ เป็นต้น ก็ไม่แคล้วที่จะไปอบาย ถ้าไม่ไปอยู่ในนรกก็ไปเป็นเปรต (มีเพียง ๒ อย่างเท่านั้น)

เมื่อหลายปีก่อน มีพระรูปหนึ่งบวชมานานตั้งแต่เป็นสามเณร จนกระทั่งได้เป็นพระครูฯ มียศมีตำแหน่งทางคณะสงฆ์ อีกทั้งมีทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างบวชมากมาย ประมาณไม่ต่ำกว่า ๑ ล้านบาท พระรูปนี้จะรักญาติของท่านมาก ด้วยความที่ถือตัวว่าเป็นพระผู้ใหญ่ จึงมักจะชอบหยิบของวัด (ของสงฆ์) นำไปให้ญาติของท่านใช้ โดยที่ไม่มีผู้ใดกล้าทัดทานหรือคัดค้าน

ต่อมาไม่นานท่านก็ได้เสียชีวิตลงไป แต่ตอนเสียนี่ซิสำคัญ พวกญาติโกโหติกาของท่าน ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน เมื่อทราบข่าวก็พากันมาที่กุฏิ พากันมาขนของออกไปไว้บ้านตัวเองจนหมด ไม่เหลือสิ่งมีค่าไว้เลย โดยอ้างว่าพระครูเป็นญาติของตน ตนมีสิทธิ์นำไปได้

เมื่อทางคณะสงฆ์เข้าไปตรวจค้นทีหลัง เห็นแต่ความว่างเปล่าและกระดาษทิชชูที่ใช้เช็ดน้ำมูกแล้ว ๑ ใบ พอถึงคราวจัดงานศพ พวกญาติ ๆ ของพระครูฯ ก็เข้ามาป่วนอีก โดยเป็นเจ้ากี้เจ้าการจัดการเรื่องเงินเสร็จสรรพ เสร็จจากงานศพเหลือเงินหลายแสนบาท พวกญาติที่แสนดีของพระครูก็เอาไปแบ่งกันหมด วัดไม่ได้อะไรแม้แต่บาทเดียว หนำซ้ำ ! วัดต้องจ้างคนมาเคลียร์สถานที่หลังเสร็จงานศพให้อีก (แต่ไม่เป็นไรหรอก)


พระครูอยู่ที่ไหน ?

เขียนมาถึงตรงนี้แล้วคุณผู้อ่านหลายคนอาจสงสัยอยากรู้ว่า ตอนนี้พระครูท่านเสวยสุขอยู่ ณ แห่งหนตำบลใด หรืออยู่สวรรค์วิมานอะไร สุขกายสบายใจหรือไม่อย่างไร ?

ขอเฉลยว่า ขณะนี้ท่านพระครูกำลังเสวยทุกข์หนักอยู่ในนรก ในชั้นที่เกือบต่ำสุด เพราะชอบยักยอกของสงฆ์เอาไปให้ญาติ (คิดว่าญาติจะเป็นที่พึ่งอันเกษม หารู้ไม่ว่าพวกญาติตัวดีนี่แหละที่ทำให้ท่านลงนรกลึกกว่าเดิม ทุกข์ทรมานมากกว่าเดิม)

ความจริงแล้ว ท่านพระครูจะลงนรกไม่ลึกเท่านี้หรอก ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะญาติตัวดีของท่านมีส่วนช่วยกระทืบท่านซ้ำ กระทืบอย่างไร ? กระทืบโดยการมาเอาของท่านไปไว้บ้านนะซิ ความจริงแล้ว ข้าวของเครื่องใช้ของพระครูทั้งหมดที่ได้มาระหว่างบวช เมื่อท่านตายแล้วต้องตกเป็นของสงฆ์ (ของวัดนั้น ๆ) พวกญาติไม่มีสิทธิ์เอาไปบ้าน

ถ้าพวกญาติของท่านนำของเหล่านั้นมาคืนสงฆ์ทั้งหมด ท่านพระครูก็จะได้รับความทุกข์ทรมานในนรกลดลงครึ่งหนึ่ง แต่เมื่อไม่คืนให้สงฆ์ ท่านพระครูก็ได้รับความทุกข์ทรมานเต็ม 100 % ปัจจุบันนี้แม้ท่านพระครูจะสำนึกผิดแล้ว แม้จะร้องเสียงแหบเสียงแห้งอยู่ในนรก ก็ไม่มีญาติคนไหนได้ยิน (นอกจากท่านผู้มีตาทิพย์และหูทิพย์และพวกสัตว์นรกด้วยกัน)

พวกญาติของท่านก็เช่นกัน ถ้าไม่นำของมาคืนสงฆ์ ตายแล้วก็เตรียมตัวไปอยู่กับท่านพระครูที่นครได้เลย (ตอนนี้ท่านพญายมสั่งยมทูตให้เตรียมสถานที่ไว้รอแล้ว) แม้ตอนคนเหล่านี้ตายจะนิมนต์พระมาสวดศพ แต่สวดอย่างไรพวกนี้ก็ไม่ได้ขึ้นสวรรค์หรอก เพราะกรรมหนักจริง ๆ


http://intaram.org.www.readyplanet5.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538740372&Ntype=7

คนมีกิเลส
09-10-2008, 10:03 PM
ข้อควรปฏิบัติเกี่ยวกับของสงฆ์

๑. สิ่งใดที่ได้มาก่อนบวช เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ เรือกสวนไร่นา หรือเงินสด เป็นต้น เป็นของที่ภิษุรูปนั้นจะทำอะไรก็ได้ตามปรารถนา

๒. สิ่งใดที่ได้มาระหว่างบวช แม้ว่าโยมจะถวายส่วนตัวก็ตาม ก็ถือว่าเป็นของสงฆ์เช่นกัน เพราะเป็นของที่ได้มาเพราะผ้าเหลือง (ผ้ากาสาวพัตร์) ถือว่าเป็นสมบัติของศาสนา เมื่อสึกออกไปจะต้องคืนสงฆ์ทั้งหมด จะต้องนำของนั้นถวายวัดใดวัดหนึ่งที่เห็นสมควร
ของสงฆ์นั้นถือเป็นของสูง เป็นของที่ผู้มีจิตศรัทธาทำบุญให้มา ถ้าใครนำเอาไปทำมาหากินส่วนตัว จะเป็นอาถรรพ์ จะประสบแต่ความวิบัติหาความเจริญมิได้

๓. ถ้าผู้ใดเอาของสงฆ์ไปใช้แล้วสำนึกได้ก่อนตาย ให้รีบนำมาคืนสงฆ์หรือถ้าของนั้นชำรุดแล้ว ก็ให้ชดใช้เป็นเงินแทน เรียกว่า “ชำระหนี้สงฆ์”

๔. การแก้กรรมเหล่านี้ให้พยายามทำในระหว่างที่เป็นคน (ยังไม่ตาย) ตายแล้วแก้ยาก

๕. ของสงฆ์ไม่ใช่สมบัติประจำตระกูล และไม่ใช่สมบัติของเจ้าอาวาส แต่เป็นของผู้มีจิตศรัทธาถวายพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ผู้มาจากทิศทั้งสี่ แม้กระทั่งเจ้าอาวาสก็ไม่มีสิทธิ์นำของสงฆ์ไปมอบให้ใคร ถ้าจะจัดการหรือทำอะไรเกี่ยวกับของสงฆ์ ต้องฟังมติสงฆ์เท่านั้น ไม่ใช่ฟังคำสั่งเจ้าอาวาส

๖. ถ้าญาติ ๆ ของเราซึ่งเคยนำของสงฆ์มาใช้จนพังและเขาก็ตายไปแล้ว เราก็สามารถทำบุญชำระหนี้สงฆ์แทนเขาได้ (แต่เงินทำบุญต้องมีค่าเท่ากับของสงฆ์นั้น) ทำอย่างนี้เขาก็จะพ้นจากความทุกข์ในนรกได้

http://intaram.org.www.readyplanet5.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538740372&Ntype=7

Marthaporn
09-10-2008, 10:28 PM
อนุโมทนาค่ะ ...................
ตั้งแต่นี้ต่อไปจะขอรักษาศีล 5 แม้จะไม่บริสุทธิ์นัก แต่ก็จะ
พยายามทำให้ดีที่สุด เพื่อจะได้พ้นจากอบายภูมิ

พระไตรภพ
09-10-2008, 10:39 PM
เรื่องนี้อ่านแล้วก็น่ากลัวนะ แต่ว่ายังมีจุดที่ต้องพิจารณาอีกมาก สาธุ

กรรมใดใครก่อกรรมนั้นตอบสนอง กรรมใดใครไม่ทำจะมีกรรมได้อย่างไร

หากเราเอาข้าวก้นบาตรวางไว้ ผู้อื่นมาหยิบไปกินเสียโดยมิบอกกล่าว

เราไม่ต้องโทษไปด้วยหรือ ?

มงคลที่ ๑๗.การสงเคราะห์ญาติ
<TABLE height=205 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=661 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=left height=121>

เมื่อยามญาติ อัตคัด เกินขัดข้อง
ควรหาช่อง สงเคราะห์ ไม่เลาะหนี
เขาซาบซึ้ง ถึงคุณ อบอุ่นดี
หากถึงที เราจน ญาติสนใจ


</TD></TR><TR><TD vAlign=top align=left height=208>ลักษณะของญาติที่ควรให้การสงเคราะห์ เมื่ออยู่ในฐานะดังนี้คือ
๑. เมื่อยากจนหาที่พึ่งมิได้
๒. เมื่อขาดทุนทรัพย์ในการค้าขาย
๓. เมื่อขาดยานพาหนะ
๔ .เมื่อขาดอุปกรณ์ทำมาหากิน
๕. เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย
๖. เมื่อคราวมีธุระการงาน
๗. เมื่อคราวถูกใส่ความหรือมีคดี

การสงเคราะห์ญาติ ทำได้ทั้งทางธรรมและทางโลกได้แก่
ในทางธรรม ก็ช่วยแนะนำให้ทำบุญกุศล ให้รักษาศีล และทำสมาธิภาวนา
ในทางโลก ก็ได้แก่
๑. ให้ทาน คือการสงเคราะห์เป็นทรัพย์สิน หรือเงินทองเพื่อให้เขาพ้นจากทุกข์หรือความลำบากตามแต่กำลัง
๒. ใช้ปิยวาจา คือการพูดเจรจาด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยน สุภาพ และประกอบไปด้วยความปรารถนาดี
๓. มีอัตถจริยา คือการประพฤติตนให้เป็นประโยชน์กับเขา อาจช่วยเหลือด้วยแรงกาย กำลังใจ หรือด้วยความสามารถที่มี
๔. รู้จักสมานัตตตา คือการวางตัวให้เหมาะสม อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ถือตัว

</TD></TR></TBODY></TABLE>

พระไตรภพ
09-10-2008, 11:38 PM
จงมองที่เจตนาเถิด อย่าไปมองเพียงการแสดงภายนอก
เมื่อสมควรจึงเอื้อเกื้อกูลกัน
บำรุงบิดามารดา - เลี้ยงดูพ่อแม่ เกิดก่อสวรรค์


บุคคลใดเลี้ยงดูบิดามารดาโดยธรรม
นักปราชญ์ทั้งหลาย
ย่อมสรรเสริญบุคคลผู้เลี้ยงมารดาและบิดานั้นในโลกนี้
บุคคลนั้นละจากโลกนี้ไปแล้ว
ย่อมบันเทิงอยู่ในสวรรค์



สภาพใจของคนทั่วไปที่ยังไม่ได้ฝึกฝน มักจะซัดส่าย ไม่หยุดนิ่ง ดิ้นรนไปมาเหมือนปลาที่ถูกยกขึ้นวางบนบก อยากกลับไปหาแหล่งน้ำ ร่างกายของคนเรานั้น แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงเจริญขึ้นตามวัย อีกทั้งเป็นรูปธรรม แต่กลับไม่มีใครสามารถบังคับให้อยู่ในอำนาจตามต้องการได้ ผิดกับใจที่ดูเหมือนว่ามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า กลับพร้อมที่จะยอมรับการฝึกฝนให้เป็นไปตามต้องการ และเมื่อฝึกฝนจนกระทั่งละเอียดอ่อนนุ่มนวล ควรแก่การงานแล้ว ก็สามารถที่จะโน้มน้าวไปที่ไหนก็ได้ตามปรารถนา

มีวาระพระบาลีใน สุวรรณสามชาดก ว่า

"โย มาตรํ ปิตรํ วา มจฺโจ ธมฺเมน โปสติ
อิเธว นํ ปสํสนฺต เปจฺจ สคฺเค ปโมทติ

บุคคลใดเลี้ยงดูบิดามารดาโดยธรรม นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุคคลผู้เลี้ยงมารดาและบิดานั้นในโลกนี้ บุคคลนั้นละจากโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงอยู่ในสวรรค์"

ปัจจุบันมีหลายประเทศทั่วโลกที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วโดยวัดกันที่มาตรฐานการศึกษา ค่าครองชีพ และเทคโนโลยีต่างๆ แต่มีสิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกับความเจริญทางด้านวัตถุ คือ พ่อแม่ที่แก่เฒ่าถูกทอดทิ้งเพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นปัญหาสังคม รัฐบาลต้องทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อนำมาใช้แก้ไข ด้วยการจัดสถานที่รองรับคนชราที่ลูกทอดทิ้ง ผู้สูงอายุเหล่านั้นต้องทนอยู่อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง บางคนต้องไปอยู่บ้านพักคนชรา เพราะความจำเป็นก็มี จำใจไปก็มี เช่น บางคนไปอยู่เนื่องจาก ไม่อยากให้เป็นภาระลูกต้องมาลำบากเพราะพ่อแม่ อยากให้ลูกมีความสุขกับชีวิตครอบครัว ได้ทำงานอย่างเต็มที่ คิดอย่างนี้ก็มี

ลูกบางคนบอกว่า ไม่มีเวลาดูแล จึงให้พ่อแม่ไปอยู่ที่นั่น แล้วส่งเงินไปให้ใช้เป็นประจำ มีบางท่านอยากให้พ่อแม่อยู่บ้านเหมือนกัน แต่ลูกๆ ไม่รู้วิธีการเอาใจคนชราว่าต้องการอะไร เมื่อพ่อแม่เห็นว่าลูกไม่เอาใจใส่ตนเอง มัวแต่ยุ่งอยู่กับเรื่องธุรกิจการงาน ทำให้เกิดอาการน้อยใจ จึงตัดสินใจหนีไปอยู่ บ้านพักคนชรา ทำให้คุณธรรม คือ ความกตัญญูกตเวทีระหว่างลูกต่อบิดามารดา ผู้เป็นบุพการีลดลงไปเรื่อยๆ

เรื่องหน้าที่ของลูก ที่พึงปฏิบัติต่อบิดามารดานี้มีตัวอย่าง เป็นเรื่องของพระภิกษุรูปหนึ่ง แม้ท่านบวชมาแล้ว ยังอุตสาหะทำหน้าที่พระลูกชายยอดกตัญญู ออกบิณฑบาตมาเลี้ยงบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้า

*ในสมัยพุทธกาล ที่กรุงสาวัตถี มีลูกชายเศรษฐีท่านหนึ่ง เป็นคนมีบุญ เมื่อได้ฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเกิดศรัทธา จึงขอพ่อแม่ออกบวช แต่ได้รับการปฏิเสธ ลูกชายอดอาหารประท้วงถึง ๗ วัน บิดามารดาคิดว่า "ถ้าไม่ยอม ลูกคงตายแน่ แต่ถ้ายอมให้ลูกบวช ยังมีโอกาสได้เห็นหน้าลูกชายบ้าง" จึงพร้อมใจกันยินยอมให้ลูกบวช

ลูกชายดีใจเป็นที่สุด กราบแทบเท้ามารดาบิดา แล้วรีบไปที่วัดเชตวันมหาวิหารเพื่อขอรับการบรรพชาอุปสมบท เมื่อบวชแล้วก็ตั้งใจศึกษาคันถธุระอยู่ ๕ พรรษา แล้วจึงปลีกวิเวกด้วยการเข้าไปบำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าตามลำพัง ท่านทำความเพียรอยู่ ๑๒ ปี แต่ยังไม่ได้คุณวิเศษอะไร ส่วนโยมพ่อโยมแม่ เมื่อไม่มีลูกชายแล้ว ก็ไม่อาจรักษาทรัพย์สมบัติเอาไว้ได้ เพราะความแก่เฒ่า ธุรกิจการค้าจึงถูกเขาโกงไป แม้แต่ข้าทาสบริวารก็ขโมยทรัพย์สินไปหมด แม้บ้านของตัวก็จำเป็นต้องขายเพื่อเอาทรัพย์มาเลี้ยงชีพ และต่อมาเมื่อทรัพย์หมดก็ไร้ที่อยู่อาศัย ในที่สุดจำต้องเลี้ยงชีพด้วยการขอทานอย่างน่าเวทนา

วันหนึ่ง พระภิกษุผู้เป็นบุตรเศรษฐีได้ข่าวจากเพื่อนภิกษุอาคันตุกะว่า โยมพ่อโยมแม่ของท่านกำลังลำบากต้องขอทานเขากิน ท่านรู้สึกสงสารขึ้นมาอย่างจับใจ ประกอบกับช่วงนั้นท่านรู้สึกท้อแท้เพราะผลการปฏิบัติธรรมที่ไม่ก้าวหน้า จึงคิดอยากสึกออกไปเป็นคฤหัสถ์ เพื่อเลี้ยงดูมารดาบิดา จึงรีบเดินทางกลับกรุงสาวัตถีทันที

เมื่อเดินทางมาถึงทาง ๒ แพร่ง ระหว่างไปบ้านเกิดกับไปวัดพระเชตวัน ท่านคิดว่า ไหนๆ จะสึกแล้ว เราไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนจะดีกว่า ปรากฏว่าเช้าวันนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเรื่องความกตัญญู เมื่อท่านได้ฟังแล้วก็เกิดวิริยอุตสาหะ ที่จะบำรุงเลี้ยงดูมารดาบิดาในเพศบรรพชิต ได้ออกตามหาจนพบ เมื่อมองเห็นมารดาบิดาทั้งสองกำลังนั่งขอทานอยู่ จึงเดินเข้าไปยืนใกล้ๆ

"นิมนต์พระคุณเจ้าข้างหน้าเถิดเจ้าข้า" โยมแม่พูดโดยไม่กล้ามองหน้าพระ ฝ่ายพระลูกชายได้แต่ยืนนิ่ง น้ำตานองหน้า เพราะสงสารเหลือเกิน แม้โยมแม่จะกล่าวนิมนต์ให้ไปข้างหน้าตั้งหลายครั้ง แต่ท่านก็ยังยืนนิ่งเฉยอยู่อย่างนั้น ฝ่ายบิดาเริ่มเอะใจจึงสังเกตดูภิกษุรูปนี้ ในที่สุดก็จำได้ว่าเป็นพระลูกชาย ทั้งสามต่างร่ำไห้กันยกใหญ่

พระลูกชายปลอบใจโยมทั้งสองว่า "โยมพ่อโยมแม่ไม่ต้องลำบากหรอก จากนี้ไปไม่ต้องขอทานแล้ว พระจะบิณฑบาตมาเลี้ยงดูไม่ให้อดอยาก"

ตั้งแต่นั้นมาอาหารบิณฑบาตที่ได้มาท่านก็นำมาให้มารดาบิดารับประทานก่อน ผ้าจีวรที่เขานำมาถวาย ท่านก็จะนำมาให้มารดาบิดาซักย้อม และตัดเย็บสวมใส่ แม้พระลูกชายจะมีอาหารไม่พอฉัน แต่ก็สู้อดทนเลี้ยงดูด้วยความกตัญญูกตเวที จนในที่สุดท่านซูบผอมร่างกายเหลือง สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น

เพื่อนสหธรรมิกเห็นอาการผิดปกติเช่นนั้น จึงไต่ถามดูว่า "อาวุโส เมื่อก่อนท่านมีผิวพรรณวรรณะผ่องใส แต่เดี๋ยวนี้ร่างกายผ่ายผอมสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ท่านป่วยเป็นโรคอะไรหรือ" ท่านบอกว่าตนเองไม่ได้ป่วยเป็นโรคอะไรหรอก เพียงแต่ว่าอาหารไม่พอฉัน เนื่องจากต้องแบ่งอาหารบิณฑบาตให้โยมพ่อโยมแม่

เพื่อนสหธรรมิกได้ยินเช่นนั้น เนื่องจากเป็นผู้เคร่งครัดในธรรมวินัย จึงตำหนิท่านว่า "การนำอาหารที่เขาถวายมาด้วยศรัทธาไปเลี้ยงดูคฤหัสถ์ เป็นสิ่งที่ไม่สมควร" เรื่องการเลี้ยงอาหารแก่คฤหัสถ์จึงถูกโจษขานขึ้นในหมู่สงฆ์ ภิกษุสงฆ์จึงกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธองค์จึงตรัสเรียกท่านเข้ามาสอบถามในท่ามกลางมหาสังฆสมาคม ท่านได้แต่ก้มหน้ายอมรับคำตำหนิในท่ามกลางสงฆ์


เมื่อถูกพระพุทธองค์ตรัสถามว่า "ดูก่อนภิกษุ เธอนำอาหารที่เขาถวายด้วยศรัทธาไปเลี้ยงดูคฤหัสถ์จริงหรือ"

"จริงพระเจ้าข้า"

"เธอนำอาหารไปเลี้ยงดูคฤหัสถ์ไหนกันล่ะ"

"เป็น มารดาบิดาของข้าพระองค์เองพระเจ้าข้า" ภิกษุหนุ่มเตรียมใจรับคำตักเตือนด้วยความเคารพ แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อได้ยินเสียงสาธุการจากพระองค์ถึง ๓ ครั้งว่า "สาธุ สาธุ สาธุ เธอทำถูกต้องแล้ว แม้เราในอดีตก็บำรุงเลี้ยงดูมารดาบิดาเหมือนกัน" จากนั้นพระองค์ตรัสเล่าเรื่องสุวรรณสามชาดก ซึ่งเป็นพระชาติหนึ่งของพระพุทธองค์ ที่บำรุงเลี้ยงมารดาบิดาผู้ตาบอดทั้งสองข้างด้วยความขยันขันแข็ง แม้ว่าจะประสบเภทภัยจนเกือบถึงแก่ชีวิต ก็ไม่อาลัยกับชีวิตตน จิตห่วงใยแต่มารดาบิดาทั้งสอง และด้วยแรงกตัญญูจึงทำให้ท่านรอดพ้นจากอันตรายครั้งนั้นมาได้

ภิกษุหนุ่มฟังแล้วปลื้มใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะสิ่งที่ท่านทำลงไปนอกจากจะไม่ผิดธรรมวินัยแล้ว ยังได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาอีกด้วย เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นท่านมีจิตแช่มชื่นเบิกบานดีแล้ว ทรงเริ่มแสดงอริยสัจ ๔ ท่านได้ปล่อยใจไปตามกระแสพระธรรมเทศนา ศูนย์กลางกายของท่านที่เคยมืดมิดมาตลอด ๑๒ ปี ก็สว่างโพลงขึ้น มีใจหยุดใจนิ่ง จนในที่สุดเข้าถึงพระธรรมกายโสดาบัน เป็นพระอริยเจ้า

wara43
10-10-2008, 06:02 AM
http://board.palungjit.com//images/smilies/aafairy3.gifhttp://board.palungjit.com//images/smilies/in-love.gif ขอกราบโมทนาสาธุครับ สาธุ...http://board.palungjit.com//images/smilies/in-love.gifhttp://board.palungjit.com//images/smilies/aafairy3.gif

ZeusInw
10-10-2008, 06:33 AM
สาธุ อนุโมทนาคับ

ttii01591
10-10-2008, 07:10 AM
การบิณฑบาตรครั้งละมากๆขนาดใช้รถสึ่ล้อเล็กขนแล้วไปให้ทานจะสมควรหรือไม่
ส่วนตัวผมคิดว่าไม่สมควร พระจะมัวห่วงคนจนจนตัวเองไม่ได้ปฎิบัติหรือไม่ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหรือไม่คนเหล่านั้นจะไม่คิดทำมาหากินหรือ ของที่คนนำมาถวายหรือใส่บาตรเป็นสังฆทานพระมีสิทธิที่จะนำไปแจกจ่ายได้หรือถ้ายังไม่เป็นของเดนสงฆ์ แล้วพระพุทธบัญญัติมีว่าอย่างไรเกี่ยวกับการรับบาตร ผมคิดผิดหรือไม่ที่ไม่เคยศรัทธาพระที่รับบาตรครั้งละมาก ๆ

โป๊ยเซียนสาว
10-10-2008, 07:50 AM
การบิณฑบาตรครั้งละมากๆขนาดใช้รถสึ่ล้อเล็กขนแล้วไปให้ทานจะสมควรหรือไม่
ส่วนตัวผมคิดว่าไม่สมควร พระจะมัวห่วงคนจนจนตัวเองไม่ได้ปฎิบัติหรือไม่ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหรือไม่คนเหล่านั้นจะไม่คิดทำมาหากินหรือ ของที่คนนำมาถวายหรือใส่บาตรเป็นสังฆทานพระมีสิทธิที่จะนำไปแจกจ่ายได้หรือถ้ายังไม่เป็นของเดนสงฆ์ แล้วพระพุทธบัญญัติมีว่าอย่างไรเกี่ยวกับการรับบาตร ผมคิดผิดหรือไม่ที่ไม่เคยศรัทธาพระที่รับบาตรครั้งละมาก ๆ

อนุโมทนา สาธุ กรรมเกิดจากการกระทำก็จริงอยู่ แต่ถ้าจิตของผู้กระทำนั้นไม่ใช่ทำอย่างที่เราเห็นและคิดปรุงแต่งเอง กรรมนั้นจะตกกับผู้คิดเองได้

อย่างที่พระคุณเจ้าไตรภพกล่าวนั้นถูกต้องแล้วค่ะ ว่าการให้หากสงเคราะห์ผู้ยากไร้ ที่หมดหนทางเพียงให้ผู้นั้นได้มีแรงลุกขึ้นมาช่วยตัวเองได้ มิใช่เพื่อให้สุขสบายนั้นสมควรอยู่ แต่หากให้แล้วไม่คิดทำการใดเลยรอจ้องแต่สิ่งของนั้นเพียงถ่ายเดียว นั่นสิบาปหนา

อย่างพระที่รับบิณฑบาตร ตามบ้านเรือนแล้วมีรถปิ๊กอัพรับอาหารที่ญาติโยมถวายนั้น หากเรามองว่าจะให้พระหรือลูกวัดหิ้วเหมือนฆราวาสก็คงดูไม่งาม หรือถ้าถามว่า พระก็หยุดรับ จะฉันท์อะไรมากมาย แล้วญาติโยมบ้านเรือนอื่นหละคะที่รอพระท่านมาโปรด ก็ไม่มีโอกาสใส่บาตรเพื่อสร้างกุศล หากจะให้ไปที่วัดก็คงจะต้องดูจังหวะและเวลาที่ไม่เอื้อในสภาพปัจจุบันด้วยนะคะ พระท่านได้รับอาหารจากญาติโยมมากมายฉันท์ไม่หมดก็จริงอยู่ แต่ท่านก็ให้ลูกวัดและสัตว์โลกที่มาอาศัยวัดอยู่ได้รับผลอานิสงค์จากคนที่มาใส่บาตรด้วยค่ะ อย่าหมดศรัทธาง่ายๆ แบบนั้นนะคะ "บุญเกิดจากการให้ เพราะเราพิจารณาก่อนแล้วว่าสมควรให้ ไม่ต้องไปคิดต่อว่าให้แล้วเอาไปทำอะไร" ^ ^

อธิมุตโต
10-10-2008, 08:12 AM
สาธุ อนุโมทนานะครับ

สงสาร สมมุติสงฆ์ สมัยนี้ จัง กลัวจะเป็นอย่างในบทความนี้อะครับ

ซ้อจิตต์
10-10-2008, 08:26 AM
อนุโมทนาสาธุ ค่ะ
เมื่อมีจิตศรัทธา ทำบุญแล้ว ก็อย่าไปคิดต่อ
ว่าพระหรือผู้รับจะนำไปทำอะไร
ทำบุญแล้ว อย่าหวังผล ทำด้วยความศรัทธา
ทำด้วยจิตบริสุทธิ์ เมื่อเหตุดี ผลก็ต้องดีค่ะ
เชื่อมั่นอย่างนั้น

Hearton
10-10-2008, 08:29 AM
อนุโมทนาสาธุๆครับ

vilawan
10-10-2008, 08:42 AM
อนุโมทนาคะ ทำบูญด้วยจิตที่แจ่มใสเบิกบาน ทั้งก่อนทำ ขณะที่ทำ และหลังทำ

อย่าไปคิดต่อให้ผู้อื่นเลยคะว่าเขาทำถูกหรือผิดอย่างไร

ฅนเมืองพริบพรี
10-10-2008, 08:44 AM
โมทนา กับเจ้าของกระทู้ครับ

ขอแจ้งข่าวด้วยครับ
มาบอกข่าวดีแต่เช้าเลย ...ญาติพี่น้องญาติธรรมทั้งหลาย

วันนี้(ศุกร์ที่10 ต.ค.51)
ผมและพี่สาว จะไปบ้านอนุสาวรีย์
(ผมไปช่วงเย็น 5 โมง-ส่วนพี่สาวจะไปถึงประมาณเที่ยงๆ)

จะแจก สายสินธุ์ ที่นำเข้าพิธีบวงสรวง พุทธาภิเษก ไหว้ครู ประจำปี
ในวันเสาร์ 5 (4 ต.ค.51)ที่ผ่านมาที่วัดเขาแร่
มีพุทธคุณทุกด้าน จริงๆ
(พระเศียรพ่อแก่ไหว้ครู มีพระเกศาธาตุหลวงพ่อฤาษีฯบรรจุอยู่ด้วย)
ได้เข้าพิธีครอบครู
พระพุทธเจ้า ทุกพระองค์ พระธรรม พระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์
นับร้อย ที่หลวงพี่เอกอ่าน ชื่อ และพรหม เทวดา พ่อปู่ ฤาษี ต่างๆ

และรับยันต์ 3 ยันต์ คือ
1.ยันต์เกราะเพชร (หลวงพ่อท่านเป่า) รู้วิธีอาราธนากันแล้วนะครับ
2.ยันต์พระไตรรัตนจักร ชัยสิทธิ์(ป้องกันภัยกาลียุค-ภัยพิบัติ 10 ประการ) วิชาหลวงปู่ชื้น
อาราธนา "พุทธัง...ธัมมัง ...สังฆัง... ต่อด้วย สะระณัง คัจฉามิ 3 ไตรสรณคมณ์"
3.ยันต์มหาลาภ ทางภาคเหนือ
"มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุเม " 3,-9 จบ ให้คิดถึงเงินในกระเป๋า หรือเงินที่เก็บไว้

***ของพี่สาว ประมาณ 50-80 เส้น สีเหลือง สวยดี
***ของผม 50 เส้น สีฟ้าเข้ม สวยอีกเช่นกัน เหมาะกับผู้หญิง..

โมทนา ครับ ใครไปบ้านอนุสาวีรย์วันนี้ ตั้งแต่ บ่ายๆถึงเย็น
เจอใครก็แจกเลยครับ สาธุ
<!-- / message --><!-- sig -->

Sujinno
10-10-2008, 08:51 AM
การบิณฑบาตรครั้งละมากๆขนาดใช้รถสึ่ล้อเล็กขนแล้วไปให้ทานจะสมควรหรือไม่
ส่วนตัวผมคิดว่าไม่สมควร พระจะมัวห่วงคนจนจนตัวเองไม่ได้ปฎิบัติหรือไม่ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหรือไม่คนเหล่านั้นจะไม่คิดทำมาหากินหรือ ของที่คนนำมาถวายหรือใส่บาตรเป็นสังฆทานพระมีสิทธิที่จะนำไปแจกจ่ายได้หรือถ้ายังไม่เป็นของเดนสงฆ์ แล้วพระพุทธบัญญัติมีว่าอย่างไรเกี่ยวกับการรับบาตร ผมคิดผิดหรือไม่ที่ไม่เคยศรัทธาพระที่รับบาตรครั้งละมาก ๆ


พระวินัยระบุ ไว้ว่า ไม่ให้ภิกษุรับบาตร เกินกว่า 3 บาตร รับเกินนั้นต้องอาบัติ
และอาหารส่วนที่มากเกินไปนั้นให้นำถวายพระผู้ชรา หรือผุ้ที่อาพาธ(ป่วย)

ส่วนการนำอาหารที่บิณฑบาต ให้แก่บุคคลอื่นที่ไม่ใช่พระภิกษุ อนุญาตให้เฉพาะการเลี้ยงดูบิดา มารดา

ส่วนอื่น ๆ ไม่ตอบเพราะกรรมเป็นเครื่องแสดงเจตนา

ทรัพย์พระฤาษี
10-10-2008, 08:57 AM
โมทนาด้วยครับ


<TABLE class=webtitle2 height=76 width="53%" align=center border=0><TBODY><TR><TD height=10>พระนิพพาน ไม่ใช่ภาษาพูด


</TD></TR><TR><TD height=10>ไม่ใช่ภาษาเขียน แต่เป็นภาษาปฏิบัติ


</TD></TR><TR><TD height=10>( คำสอนของ พระองค์ที่ 10 )


</TD></TR></TBODY></TABLE>



http://www.dpgb.mbu.ac.th/th/images/supasit/proverb06.gif




http://topicstock.pantip.com/cafe/toy/image/new6.gifhttp://topicstock.pantip.com/cafe/toy/image/new6.gifhttp://topicstock.pantip.com/cafe/toy/image/new6.gifผมมีบทความดีๆเกี่ยวกับในหลวง อยากให้ลองอ่านกันครับhttp://topicstock.pantip.com/cafe/toy/image/new6.gifhttp://topicstock.pantip.com/cafe/toy/image/new6.gifhttp://topicstock.pantip.com/cafe/toy/image/new6.gif
คลิกนี้
http://board.palungjit.com//showthread.php?t=150879
<!-- / message -->

neo1982
10-10-2008, 09:05 AM
การบิณฑบาตรครั้งละมากๆขนาดใช้รถสึ่ล้อเล็กขนแล้วไปให้ทานจะสมควรหรือไม่
ส่วนตัวผมคิดว่าไม่สมควร พระจะมัวห่วงคนจนจนตัวเองไม่ได้ปฎิบัติหรือไม่ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหรือไม่คนเหล่านั้นจะไม่คิดทำมาหากินหรือ ของที่คนนำมาถวายหรือใส่บาตรเป็นสังฆทานพระมีสิทธิที่จะนำไปแจกจ่ายได้หรือถ้ายังไม่เป็นของเดนสงฆ์ แล้วพระพุทธบัญญัติมีว่าอย่างไรเกี่ยวกับการรับบาตร ผมคิดผิดหรือไม่ที่ไม่เคยศรัทธาพระที่รับบาตรครั้งละมาก ๆ
คนเรา คอยจ้องจับผิด แต่ผู้อื่น เสียเวลาเปล่าครับ ดูตัวเองให้มากๆเข้าไว้

คุณจะไม่พอใจทำไม ในเมื่อมันไม่ใช่เรื่องของคุณ และคุณ ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรกับความไม่พอใจนั้นเลย นอกจากความเศร้าหมอง

จะผิดจะถูก จะรู้ไปทำไม ครับ มันทำให้ตัวคุณ ได้บรรลุธรรม หรือเปล่า

สนใจแต่เรื่องเป็นประโยชน์เถิดครับ ชีวิตนี้สั้นนัก อย่าปล่อยเวลา ผ่านเลยไปกับเรื่องของผู้อื่น กับเรื่องไร้สาระ

เห็นด้วยกับ หลายคนข้างบน ที่บอกว่า ทำบุญไปแล้ว ไม่ต้องสนใจว่า ท่านจะเอาของเราไปทำอะไร
เพราะการ ทำบุญ ทำทานนั้น ไม่ใช่เพื่อหวังได้บุญ แต่อุบาย ให้เรา รู้จักการเสียสละ การปล่อยวาง ซึ่ง ทาน เป็นพื้นฐาน ชองการปฏิบัติ
ทาน >> ศีล >> ภาวนา
ให้ทาน เพื่อลดความตระหนี่ รู้จักการให้ การปล่อยวาง
ถือศีล เพื่อ ให้ใจบริสุทธิ์ คิดแต่เรื่องดีทำแต่เรื่องดี จิตใจจะสงบ ร่มเย็น ไม่มีทุุกข์ มาเยือน
แล้วจึง ปฏิบัติ ภาวนา เมื่อใจ สงบ แล้ว จะให้ผลได้รวดเร็ว กว่า ปฏิบิต ด้วย จิตที่วอกแวก แส่ส่าย ไม่สงบ

เขียนขึ้นตามความเข้าใจของตัวเอง ผิดถูก ขออภัย ด้วย ครับ

พระไตรภพ
10-10-2008, 09:38 AM
การบิณฑบาตรครั้งละมากๆขนาดใช้รถสึ่ล้อเล็กขนแล้วไปให้ทานจะสมควรหรือไม่
ส่วนตัวผมคิดว่าไม่สมควร พระจะมัวห่วงคนจนจนตัวเองไม่ได้ปฎิบัติหรือไม่ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหรือไม่คนเหล่านั้นจะไม่คิดทำมาหากินหรือ ของที่คนนำมาถวายหรือใส่บาตรเป็นสังฆทานพระมีสิทธิที่จะนำไปแจกจ่ายได้หรือถ้ายังไม่เป็นของเดนสงฆ์ แล้วพระพุทธบัญญัติมีว่าอย่างไรเกี่ยวกับการรับบาตร ผมคิดผิดหรือไม่ที่ไม่เคยศรัทธาพระที่รับบาตรครั้งละมาก ๆ

หากมัวหวงก็ไปไหนไม่รอด หากมัวหาแต่อาหารก็ไปไหนไม่ได้

มากเพราะเขาให้ทานเอง กับมากเพราะแสวงหา มันต่างกันยิ่ง นั่นคนที่กำลังเพ่งโทษอยู่นั้นต่างหากคือผู้เสพความทุกข์ทน

ttii01591
10-10-2008, 09:56 AM
การรับบาตรเกิน สาม ผิดพระวินัย
ถ้าเรารู้แล้วไปสนับสนุนท่านไม่เป็นการช่วยส่งเสริมให้ท่านผิดพระวินัยหรือ
การทำบุญโดยไม่ต้องไปสนใจว่าท่านจะนำไปทำอะไรต่อชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์กระนั้นหรือ
การที่เราเห็นคนกำลังทำร้ายพระศาสนาแล้วไม่ป้องกันช่างเถอะเดี๋ยวเขาก้อตกนรกเองกระนั้นหรือ
โจรกำลังจะปล้นบ้านหลังหนึ่งเราผ่านไปเห็นแล้วแจ้งตำรวจเราผิดที่ไปจ้องจับผิดเขาหรือ
ผมจำได้ว่าในพระไตรปิฎกพระพุทธเจ้ากล่าวเรื่องการทำบุญที่ให้ผลสูงสุดคือสังฆทานถ้าผู้รับทานจากเราไม่มีศีลผิดพระธรรมวินัยเป็นอาจินผลบุญจะเต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือ หว่านพืชก้อต้องการผลแต่ถ้าดินแห้งไม่มีปุ๋ยพืชก้ออาจขึ้นแต่ก้อแคระแกนในที่สุด สาธุ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

ถนอม021
10-10-2008, 10:37 AM
อนุโมทนาสาธุด้วยเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ

และขออุทิศบุญกุศลทั้งปวงแด่เจ้ากรรมนายเวรทุกภพทุกชาติ
ให้ทุกท่านมีความสุขกายสุขใจตลอดไป ขอให้อโหสิรรมและ
ขออโหสิกรรมกับทุกรูปทุกนามด้วยเถิด ให้ทุกท่านได้พระนิพพาน
ในชาตินี้ด้วยเถิด

ถนอม สุพัตรา ถกนธ์ พร้อมครอบครัวและญาติมิตร

หลังจากสวดบูชาพระรัตนตรัยเสร็จเรียบร้อยแล้วสำหรับท่านที่ไม่ค่อยมีเวลามาก แนะนำบทสวดพุทธมนต์แบบย่อ ๆ แต่มีพลานุภาพมาก มีอานิสงส์มาก สวดไม่เกิน 5 นาทีจบ ดังนี้

นะโม 3 จบ
หัวใจ อิติปิโส ว่า
อิสะวาสุ
หัวใจพาหุง
พา มา นา อุ กะ สะ นะ ทุ
หัวใจพระเจ้าสิบชาติ
เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว
หัวใจบารมี 30 ทัส
ทา สี เน ปะ วิ ขะ สะ อะ เม อุ
หัวใจพระอาการวัตตาสูตร
มุนินทะ วะทะนัมโพชะ คัพพะสัมภาวะ สุนทะรีปาณีนัง สะระณัง วาณี มัยหัง ปิณะ ยะตัง มะนัง
หัวใจพระธารณะปริตร
ทิฏฐิลา ทัณฑิลา มันติลา โรคิลา ขะระรา ทุพพิลา เอเตนะ สัจจะ วัชเชนะ โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา
หัวใจพระไตรปิฎก
จิเจรุนิ
หัวใจพระคาถาชินบัญชร
ชะ จะ ต ะ สะ สี สัง หะ โก ทะ กะ เก นิ กุ โส ปุ เถ เส เอ ชะ ระ ธะ ขะ อา ชิ วา อะ ชิ สะ อิ ตัง
คาถาบูชาพระพุทธเจ้า 16 พระองค์
นะมะนะอะ นอกอนะกะ กอออนออะ นะอะกะอัง อุมิอะมิ มะหิสุตัง สุนะพุทธัง สุอะนะอะ

http://board.palungjit.com//images/icons/icon_06.gifสวดจบควรแผ่เมตตาทุกครั้งhttp://board.palungjit.com//images/icons/icon_06.gif

ฟางฟืน
10-10-2008, 10:42 AM
เมื่อรากไม่แข็งแรง ลำต้นและปลายจะเจริญเติบโตได้เช่นไร

พระไตรภพ
10-10-2008, 10:50 AM
การรับบาตรเกิน สาม ผิดพระวินัย
ถ้าเรารู้แล้วไปสนับสนุนท่านไม่เป็นการช่วยส่งเสริมให้ท่านผิดพระวินัยหรือ
การทำบุญโดยไม่ต้องไปสนใจว่าท่านจะนำไปทำอะไรต่อชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์กระนั้นหรือ
การที่เราเห็นคนกำลังทำร้ายพระศาสนาแล้วไม่ป้องกันช่างเถอะเดี๋ยวเขาก้อตกนรกเองกระนั้นหรือ
โจรกำลังจะปล้นบ้านหลังหนึ่งเราผ่านไปเห็นแล้วแจ้งตำรวจเราผิดที่ไปจ้องจับผิดเขาหรือ
ผมจำได้ว่าในพระไตรปิฎกพระพุทธเจ้ากล่าวเรื่องการทำบุญที่ให้ผลสูงสุดคือสังฆทานถ้าผู้รับทานจากเราไม่มีศีลผิดพระธรรมวินัยเป็นอาจินผลบุญจะเต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือ หว่านพืชก้อต้องการผลแต่ถ้าดินแห้งไม่มีปุ๋ยพืชก้ออาจขึ้นแต่ก้อแคระแกนในที่สุด สาธุ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

การรับบาตรไม่ให้เกินสามบาตรนั้น หมายถึง โยมหนึ่งท่านต่อสามบาตรหากโยมใส่บาตรครบสามบาตรแล้ว แม้มีภิกษุอื่นมาอีกก็ไม่ควรรับบาตรจากโยมผู้นั้น
สมมติ เราเข้าไปบ้านโยม โยมใส่บาตรให้เรา 2 บาตรแล้ว ต่อมามีอีกรูปเดินมา รูปที่2ที่มาสามารถรับได้อีก 1บาตรเท่านั้น หากมาอีกรูป ก็ไม่สามารถรับได้

ถ้าอาตมารับสามบาตรแล้วจากโยมคนนั้น อาตมาเจอพระอีกรูปกำลังจะมารับบาตรต่อ อาตมาต้องแจ้งให้ท่านทราบว่า อาตมารับมาแล้ว3บาตร เพื่อให้ท่านรูปนั้นรู้ตัวว่า ไม่ควรเข้าไปรับบาตรอีก เพราะโยมใส่บาตรจครบกำหนดแล้ว

นี้คือ สามบาตรตามพระวินัย ไม่ใช่ตามที่คิดเอาเองตามที่ได้ยินมา


ไม่ได้หมายความรวมเหมาหมดทุกๆคนไป อีกประการหนึ่งนั้น การรับบาตรเกินสามบาตรนั้นท่านก็ยังไม่ปรับเป็นอาบัติ เพียงแต่ของส่วนที่เกินนั้นไม่ควรแก่ท่านผู้รับนั้นที่จะพึงกลืนกินเท่านั้น หากท่านกลืนกินลงไปจึงต้องอาบัติ

หากนำส่วนที่เกินมานั้นไปเพื่อให้แก่ผู้อื่นเสียก็มิได้เป็นอาบัติใดๆเลย

ที่ว่าให้ก็ต้องพิจารณาอีกด้วยว่าให้แบบไหน หากเอาไปเพื่อขายต่อนั้นหนะ ผิดแน่

สาธุ

adisak007
10-10-2008, 11:06 AM
อนุโมทนาสาธุครับ

Mrs.Kim
10-10-2008, 11:54 AM
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
ขออนุโมทนาสาธุบุญด้วยค่ะ

pucca2101
10-10-2008, 12:22 PM
อนุโมทนาคะ ทำบูญด้วยจิตที่แจ่มใสเบิกบาน ทั้งก่อนทำ ขณะที่ทำ และหลังทำ

อย่าไปคิดต่อให้ผู้อื่นเลยคะว่าเขาทำถูกหรือผิดอย่างไร



อนุโมทนา สาธุค่ะ กับเจ้าของกระทู้ด้วยนะคะ คิดเหมือนกับคุณ vilawan เลยค่ะ

เศษสตางค์
10-10-2008, 12:41 PM
อนุโมทนา สาธุ

ahantharik
10-10-2008, 12:48 PM
อนุโมทนาครับ

คนมีกิเลส
10-10-2008, 01:12 PM
http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=418819&stc=1&d=1223622672

หลายๆวัด จะมีตู้รับบริจาคเพื่อชำระหนี้สงฆ์

เจ้าหญิงแพร
10-10-2008, 01:31 PM
โมทนาสาธุจ้า

ว่าแต่บวชเป็นพระแล้วใช้โคโลญได้ไหม ช่วยบอกทีครับ

noppadol108
10-10-2008, 02:50 PM
เราควรจะทำบุญในพระพุทธศาสนาด้วยปัญญา ต้องตั้งเจตนาเพื่อลดความเห็นแก่ตัวลง และเพื่อธำรงพระพุทธศาสนาให้เป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์สืบไป

ภพพระ
10-10-2008, 03:01 PM
บุคคลทำกรรมใดไว้ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม ย่อมได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอนไม่ช้าก็เร็ว เราอย่าไปตัดสินผู้ใดว่าผิดหรือถูกจะเป็นการเพิ่มมนะให้แก่ตัวเองเปล่าๆ ปล่อยให้กฏแห่งกรรมทำหน้าที่ดีกว่า.

AddWassana
10-10-2008, 03:09 PM
อนุโมทนาสาธุค่ะ
เมื่อมีจิตศรัทธา จิตบริสุทธิ์ในการทำบุญแล้ว
ก็อย่าไปคิดต่อว่าพระหรือผู้รับจะนำไปทำอะไรเลยค่ะ
เราทำบุญไม่ได้หวังผลเป็นรูปธรรม เมื่อมีจิตดีก็ควรคิดดีค่ะ

wvichakorn
10-10-2008, 05:01 PM
ขออนุโมทนาค่ะ

ความจริงแท้๒
10-10-2008, 06:17 PM
อนุโมทนา

banlue
10-10-2008, 07:06 PM
การมองโลกในแง่เดียวนั้นเมื่อมองดูแล้วเกิดทุกข์ใจ เกิดความสงสัย ในการประพฤติของพระสงฆ์ในเรื่องต่างๆ ก็ควรหัดมองในด้านอื่นๆที่ทำให้เราสบายใจ ไม่ทุกข์ ไม่ใช่ว่ามองในด้านๆเดียว แล้ววันไหนเราจะสบายใจ เบาใจซะที ยิ่งเป็นพระสงฆ์ด้วยแล้วยิ่งไม่ควรที่เราชาวพุทธจะตำหนิติเตียนท่าน ท่านเป็นหนึ่งในไตรสรณที่เรานับถือสูงสุด ย่อมมีพระวินัยเป็นเครื่องดูแลควบคุมในความประพฤติของท่านเอง ศีลเราก็น้อยกว่าท่าน ยังมัวเมาในกิเลสตัณหาด้วยซ้ำ ทำไหมพระธาตุพนมจึงมี 4 ด้าน พระพรหมจึงมี 4 หน้า เป็นการแฝงไว้ซึ่งการสอนเรื่องการมองในด้านต่างๆๆ สาธุ

wara43
10-10-2008, 07:19 PM
http://board.palungjit.com//images/smilies/aafairy3.gifhttp://board.palungjit.com//images/smilies/in-love.gif ขอกราบโมทนาสาธุครับ สาธุ...http://board.palungjit.com//images/smilies/in-love.gifhttp://board.palungjit.com//images/smilies/aafairy3.gif

น้องแป้ง
10-10-2008, 08:14 PM
เราทำแล้วใครจะเอาไปทำอะไรก็ช่างแล้วแต่ท่านเห็นสมควร
พอเราทำบุญใจก็เป็นสุขแล้วเกิดปิติชิวิตก็สุข

อนูดิน
10-10-2008, 08:51 PM
การรับบาตรไม่ให้เกินสามบาตรนั้น หมายถึง โยมหนึ่งท่านต่อสามบาตรหากโยมใส่บาตรครบสามบาตรแล้ว แม้มีภิกษุอื่นมาอีกก็ไม่ควรรับบาตรจากโยมผู้นั้น
สมมติ เราเข้าไปบ้านโยม โยมใส่บาตรให้เรา 2 บาตรแล้ว ต่อมามีอีกรูปเดินมา รูปที่2ที่มาสามารถรับได้อีก 1บาตรเท่านั้น หากมาอีกรูป ก็ไม่สามารถรับได้

ถ้าอาตมารับสามบาตรแล้วจากโยมคนนั้น อาตมาเจอพระอีกรูปกำลังจะมารับบาตรต่อ อาตมาต้องแจ้งให้ท่านทราบว่า อาตมารับมาแล้ว3บาตร เพื่อให้ท่านรูปนั้นรู้ตัวว่า ไม่ควรเข้าไปรับบาตรอีก เพราะโยมใส่บาตรจครบกำหนดแล้ว

นี้คือ สามบาตรตามพระวินัย ไม่ใช่ตามที่คิดเอาเองตามที่ได้ยินมา


ไม่ได้หมายความรวมเหมาหมดทุกๆคนไป อีกประการหนึ่งนั้น การรับบาตรเกินสามบาตรนั้นท่านก็ยังไม่ปรับเป็นอาบัติ เพียงแต่ของส่วนที่เกินนั้นไม่ควรแก่ท่านผู้รับนั้นที่จะพึงกลืนกินเท่านั้น หากท่านกลืนกินลงไปจึงต้องอาบัติ

หากนำส่วนที่เกินมานั้นไปเพื่อให้แก่ผู้อื่นเสียก็มิได้เป็นอาบัติใดๆเลย

ที่ว่าให้ก็ต้องพิจารณาอีกด้วยว่าให้แบบไหน หากเอาไปเพื่อขายต่อนั้นหนะ ผิดแน่

สาธุ

แบบนี้ เวลาตักบาตรเทโว เขาไม่ต้องอาบัติหมดรึท่าน
เห็นบางที ท่านมากันตั้งสี่ห้าวัด ในบางงาน บางท่านก็ใส่ตั้งแต่หัวแถวจนสุดหางแถว
วัดป่าหลายที่ท่านก็เดินเรียงเป็นแถวยาว(วัดป่าท่านก็เคร่งพระวินัยสุดๆ)


ที่สนทนานี้ ไม่ได้ต้องการติเตียนใคร แต่ต้องการรู้จริงๆ
เผื่อว่าวันหนึ่ง ถ้าหากได้บวช จะได้เอาไปใช้ได้ถูก จริงๆ

กาเลนะ ธัมมะสากัจฉา การได้เจรจาสนทนาธรรมตามกาลเวลาอันสมควร
เป็นองค์ของมงคลอันสูงสุด

อนูดิน
10-10-2008, 09:06 PM
เรื่องนี้อ่านแล้วก็น่ากลัวนะ แต่ว่ายังมีจุดที่ต้องพิจารณาอีกมาก สาธุ

กรรมใดใครก่อกรรมนั้นตอบสนอง กรรมใดใครไม่ทำจะมีกรรมได้อย่างไร

หากเราเอาข้าวก้นบาตรวางไว้ ผู้อื่นมาหยิบไปกินเสียโดยมิบอกกล่าว

เราไม่ต้องโทษไปด้วยหรือ ?

มงคลที่ ๑๗.การสงเคราะห์ญาติ


ตัวพระที่วางไว้ผมว่าไม่น่าผิด แต่ผู้มากินโดยสงฆ์(4รูปขึ้นไป)
ไม่ได้อนุญาติ คนนั้นลงนรก(อเวจี)แน่นอนครับ
การสงเคราะห์ญาติ เคยได้ยินว่าได้แค่พ่อแม่
และก็ไม่ใช่ว่า เอากันให้รวยกันไปข้างนึง

แค่ให้ท่านทรงชีวิตอยู่ได้ไม่ลำบากจนเกินไปน่าจะพอ
อย่าให้ถึงกับมีเงินเก็บในธนาคาร หรือปล่อยกู้ ฯลฯ
น่าจะปลอดภัยต่อตัวพ่อแม่ของพระเอง

เคยได้รับการตักเตือนว่า หากไปเตือนชาวบ้านเขาอย่างงี้
เขาจะกล้าเข้่าวัดหรือ
เราก็ได้แต่มานั่งนึกว่า
หากเราไม่เตือน ชาวบ้านเขาเข้าวัดแต่ลงนรก(อเวจี)ี
กับเราเตือน เขาไม่เข้าวัด เขารอดจากนรก แต่อาจได้สร้างบุญน้อยหน่อย

ท่านว่า อันไหนจะดีกว่ากัน นะ
แต่ผมว่าใครเขาจะเข้าวัด เขาก็เข้าอยู่ดี แต่อาจระวังมากขึ้น เ่ท่านั้น

tasattar
10-10-2008, 10:30 PM
ขออภิโมทนานะคับ

แหะๆ

เรื่องบางเรื่องที่อาจมองไปว่าเล็ก บางทีอาจกำลังรอทำร้ายเราโดยไม่รู้ตัวจริงๆ

ขอบคุณมากนะครับที่นำเรื่องดีๆ อย่างนี้มาเผยแพร่กัน

อารมณ์สุนทรีย์
11-10-2008, 12:41 AM
ข้อมูลดีจริงๆ

ครับ

อนุโนทนา

พระไตรภพ
11-10-2008, 02:55 AM
แบบนี้ เวลาตักบาตรเทโว เขาไม่ต้องอาบัติหมดรึท่าน
เห็นบางที ท่านมากันตั้งสี่ห้าวัด ในบางงาน บางท่านก็ใส่ตั้งแต่หัวแถวจนสุดหางแถว
วัดป่าหลายที่ท่านก็เดินเรียงเป็นแถวยาว(วัดป่าท่านก็เคร่งพระวินัยสุดๆ)


ที่สนทนานี้ ไม่ได้ต้องการติเตียนใคร แต่ต้องการรู้จริงๆ
เผื่อว่าวันหนึ่ง ถ้าหากได้บวช จะได้เอาไปใช้ได้ถูก จริงๆ

กาเลนะ ธัมมะสากัจฉา การได้เจรจาสนทนาธรรมตามกาลเวลาอันสมควร
เป็นองค์ของมงคลอันสูงสุด

เรื่องนี้ชักยาวนะ จากเรื่องนึงมาอีกเรื่อง แต่ก็ต้องอธิบายกันไม่งั้นลงนรกทั้งๆที่ไม่ได้ตั้งใจอยากจะลง (ตั้งใจว่าพระอย่างเดียว) แถมยังจะพากันมาบิดเบือนพระวินัยให้เสียใจความดั้งเดิมไปตามกิเลสของตนๆอีก สร้างความแตกร้าวให้ความศรัทธาไท เลยจะพากันมุ่งจับผิดอย่างเดียวไป เลยไม่สมควร แท้ๆ


สิกขาบทที่ ๔ โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามรับบิณฑบาตเกิน ๓ บาตร)

มารดานางกาณาทำขนมไว้จะให้บุตรีนำไปสู่สกุลแห่งสามี ภิกษุเข้าไปรับบิณฑบาตแล้วกลับบอกกันต่อไปให้ไปรับ นางจึงถวายจนหมด แม้ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ที่ทำขนมก็เกิดเรื่องทำนองนี้ จนบุตรีของนากาณาไม่ได้ไปสู่สกุลสามีสักที ทำให้เกิดความเสียหายแก่บุตรีของนาง พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ภิกษุเข้าไปสู่สกุล ถ้าเขาปรารณาด้วยขนมหรือด้วยข้าวสัตตุผง เพื่อนำไปได้ตามปรารถนา พึงรับเพียงเต็ม ๒-๓ บาตร ถ้ารับเกินกว่านั้น ต้องปาจิตตีย์. ทางที่ชอบ ภิกษุรับ ๒-๓ บาตรแล้ว พึงนำไปแบ่งกับภิกษุทั้งหลาย.

ในการทำผิดพระวินัย ส่วนของปาจิตติย์ มีการปรับโทษและวิธีออกจากโทษ ด้วยการปลงอาบัติ คือการบอกความผิดของตนเองแก่ภิกษุรูปอื่น แต่มีข้อแม้ว่า ห้าทำอีก และภิกษุที่จะรับบอกนั้น ต้องบริสุทธิ์ไม่เป็นอาบัติด้วยกัน ไม่ใช่พักพวกร่วมแก้ง

แต่ที่ทำให้ตกนรกนั้น มีข้อต่างตรง จิตละโมบโลภมากต่างหาก ขโมยของสงฆ์อย่างจงใจ เช่นเงินตู้บริจาค เงินกฐินผ้าป่า เป็นต้น มีความหวงแหนยึดมั่นตนเอง จนเกิดเป็นอกุศลจิต เห็นผิดเป็นถูก เห็นถูกเป็นผิด ไม่เชื่อบุญบาป บวชมาแสวงหาลาภสักการะ นั่นหนะผิดแน่ และลงนรกแน่นอน ไม่ต้องไปแช่ง ไม่ต้องไปด่า ตกเองเลยหละ


คำว่า 1 บาตร 2 บาตร หรือ 3 บาตร หมายเอา เต็มบาตรหนึ่งๆ จึงนับเป็นบาตร พระวินัยคือพระวินัย ตักบาตรเทโวมิได้นำไปเพื่อตนเองมิใช่หรือท่าน

หากจะนับความผิด แม้เอาข้าวสารใส่บาตรยังผิดเลย ภิกษุห้ามรับของดิบ ธัญชาติดิบ เนื้อดิบ รับได้แต่ของสุกแล้วเท่านั้น แม้แต่อาหารต่างๆที่จะกลืนกินหากสามารถปลูกเกิดได้ต้องทำกัปปิเสียก่อน จึงควรแก่สมณะบริโภค

แต่พระวินัยยังมีข้อลดหย่อน ท่านเรียกอนุบัญญัติที่พระพุทธองค์ทรงญัติญัติขึ้นซ้ำสอง เช่น การรักษาไว้ซึ่งศรัทธาของชาวบ้าน แม้อาหารหล่นลงพื้นดิน ก็จงเก็บขึ้นมาเถิด เมื่อจะฉันค่อยรับประเคนเสียใหม่ เพื่อป้องกันการเสื่อมสิ้นของศรัทธาไท เป็นต้น

ส่วนนี้เสริมนะ ไม่เกี่ยวกับท่านอนูดินนะ

โดยมากแล้วคนที่มักติเตียนนินทาเกียวกับการให้ทานของผู้อื่น มักจะไม่ค่อยให้ทานกันนักหรอก นอกจากจะจวนตัวจริงๆ เช่น หมอดูทักว่าใกล้จะมีเคราะห์ใหญ่ เป็นต้น

เรื่องของพระวินัยนั้น มีรายละเอียดมากมาย อย่าได้ยกแค่บางส่วนมาต่อว่ากัน และที่สำคัญต้องเข้าถึงหัวใจของพระวินัยด้วย อย่ากล่าวอ้างด้วยทิฐิส่วนบุคคลเลย

ที่เรามากล่าวเรื่องนี้ไม่ใช่ว่ามาแก้ต่างหรอก เพราะที่วัดเราบิณฑบาตได้รูปละบาตรเดี่ยวหนะก็มากโขแล้ว หมู่บ้านเล็กๆ มีแค่30กว่าครอบครัว เราจึงตอบตามพระวินัยโดยปราศจากอคติใดๆหรือมาแก้ต่างแทนตนเอง หากเคืองขุ่นใจก็ต้องขออภัยจจากหัวใจด้วยนะ เรารักท่านจึงไม่อยากให้ลงนรกเนื่องจากห่วงพระมากไป จนลืมห่วงใจตัวเองว่ากำลังคิดไม่ดีอยู่ ขออภัยจากใจจริง จงอโหสิกรรมแก่กันด้วยเถิด

สาธุ

ttii01591
11-10-2008, 06:15 AM
นมัสการพระคุณเจ้า เราเห็นต่างแต่ไม่แตกแยก ตาบอดคลำช้างไม่รู้แน่ว่าช้างเป็นเช่นไร ผู้รู้สอนถูกมีเหตุผลดีเราควรน้อมรับ เช่นพระคุณเจ้าอธิบายธรรมได้ดีมีเหตุมีผล ผมน้อมรับและจะสำรวมระวังในกาลต่อไป ไม่มีใครหรอกครับเป็นสัพพัญญูยกเว้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผมเป็นปุถุชนจึงต้องศึกษาหาความรู้ความเข้าใจเพื่อเป็นสัมมาฐิถิต่อไป สาธุ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม เพราะเหตุนี้เกิดเหตุนี้จึงเกิด

phoozaza
11-10-2008, 06:27 AM
สาธุค่ะ

bunlert
11-10-2008, 10:42 AM
สาธุ

แมวแหมว
11-10-2008, 10:56 AM
ถ้าเห็นว่าพระทำไม่ถูกไม่ดีไม่งาม ก็ควรบอกแนะนำพูดคุยกับท่าน การปล่อยไปวางเฉยมันก็ได้ แต่ปล่อยวางไม่ได้ต้องเคลียร์ท่านก็ทำไปเถิด ถ้าทำไปเพื่อความสบายใจของท่านเอง การทำบุญอย่าหวังผล ทำไปเถิดถ้าทำแล้วสบายใจ ถ้าทำแล้วไม่นำความเดือดร้อนให้ใครทั้งต่อตนเองและผู้อื่นก็ทำไปเถิด คิดมากไปก็ไม่ดีนะ ทำใจให้เป็นกลาง ๆ เข้าไว้

ธรรมะแท้จริงลึกซึ้งนะ ขึ้นอยู่กับภูมิธรรมของท่าน การปฏิบัติที่เห็นว่าเหมือน ๆ กัน บางทีทำเข้าจริง ๆ ไม่เหมือนกันเลยนะ

ดังเช่นในการปรุงอาหารของที่ใช้ก็เหมือน ๆ กันกับตำราอาหาร แต่ทำไมพอเราทำกลับไม่อร่อยแบบร้านอาหารที่เราชอบว่าเขาทำอาหารดีเหลือเกินละ สูตรอาหารต่าง ๆ ก็มีวางขายเต็มไปหมดตามร้านขายหนังสือ แล้วทำไมทุกคนที่ซื้อหนังสือไปทำตาม ทำไมบางคนทำได้ดีอาหารอร่อย แต่บางคนทำไมทำไม่ได้ดีละ ก็อย่างนี้แหละ ธรรมดามนุษย์

อิทธิปาฏิหาริย์
11-10-2008, 01:20 PM
อนุโมทนาครับ
>>>>> พระเครื่อง (http://www.itti-patihan.com) <<<<<

>>>>> เครื่องราง (http://www.itti-patihan.com) <<<<<

>>>>> พระขุนแผน (http://www.itti-patihan.com/ans4-3.php) <<<<<

>>>>> กุมารทอง (http://www.itti-patihan.com/pramai12-4.php) <<<<<

อนูดิน
11-10-2008, 01:34 PM
เรื่องนี้ชักยาวนะ จากเรื่องนึงมาอีกเรื่อง แต่ก็ต้องอธิบายกันไม่งั้นลงนรกทั้งๆที่ไม่ได้ตั้งใจอยากจะลง (ตั้งใจว่าพระอย่างเดียว) แถมยังจะพากันมาบิดเบือนพระวินัยให้เสียใจความดั้งเดิมไปตามกิเลสของตนๆอีก สร้างความแตกร้าวให้ความศรัทธาไท เลยจะพากันมุ่งจับผิดอย่างเดียวไป เลยไม่สมควร แท้ๆ


สิกขาบทที่ ๔ โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามรับบิณฑบาตเกิน ๓ บาตร)

มารดานางกาณาทำขนมไว้จะให้บุตรีนำไปสู่สกุลแห่งสามี ภิกษุเข้าไปรับบิณฑบาตแล้วกลับบอกกันต่อไปให้ไปรับ นางจึงถวายจนหมด แม้ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ที่ทำขนมก็เกิดเรื่องทำนองนี้ จนบุตรีของนากาณาไม่ได้ไปสู่สกุลสามีสักที ทำให้เกิดความเสียหายแก่บุตรีของนาง พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ภิกษุเข้าไปสู่สกุล ถ้าเขาปรารณาด้วยขนมหรือด้วยข้าวสัตตุผง เพื่อนำไปได้ตามปรารถนา พึงรับเพียงเต็ม ๒-๓ บาตร ถ้ารับเกินกว่านั้น ต้องปาจิตตีย์. ทางที่ชอบ ภิกษุรับ ๒-๓ บาตรแล้ว พึงนำไปแบ่งกับภิกษุทั้งหลาย.

ในการทำผิดพระวินัย ส่วนของปาจิตติย์ มีการปรับโทษและวิธีออกจากโทษ ด้วยการปลงอาบัติ คือการบอกความผิดของตนเองแก่ภิกษุรูปอื่น แต่มีข้อแม้ว่า ห้าทำอีก และภิกษุที่จะรับบอกนั้น ต้องบริสุทธิ์ไม่เป็นอาบัติด้วยกัน ไม่ใช่พักพวกร่วมแก้ง

แต่ที่ทำให้ตกนรกนั้น มีข้อต่างตรง จิตละโมบโลภมากต่างหาก ขโมยของสงฆ์อย่างจงใจ เช่นเงินตู้บริจาค เงินกฐินผ้าป่า เป็นต้น มีความหวงแหนยึดมั่นตนเอง จนเกิดเป็นอกุศลจิต เห็นผิดเป็นถูก เห็นถูกเป็นผิด ไม่เชื่อบุญบาป บวชมาแสวงหาลาภสักการะ นั่นหนะผิดแน่ และลงนรกแน่นอน ไม่ต้องไปแช่ง ไม่ต้องไปด่า ตกเองเลยหละ


คำว่า 1 บาตร 2 บาตร หรือ 3 บาตร หมายเอา เต็มบาตรหนึ่งๆ จึงนับเป็นบาตร พระวินัยคือพระวินัย ตักบาตรเทโวมิได้นำไปเพื่อตนเองมิใช่หรือท่าน

หากจะนับความผิด แม้เอาข้าวสารใส่บาตรยังผิดเลย ภิกษุห้ามรับของดิบ ธัญชาติดิบ เนื้อดิบ รับได้แต่ของสุกแล้วเท่านั้น แม้แต่อาหารต่างๆที่จะกลืนกินหากสามารถปลูกเกิดได้ต้องทำกัปปิเสียก่อน จึงควรแก่สมณะบริโภค

แต่พระวินัยยังมีข้อลดหย่อน ท่านเรียกอนุบัญญัติที่พระพุทธองค์ทรงญัติญัติขึ้นซ้ำสอง เช่น การรักษาไว้ซึ่งศรัทธาของชาวบ้าน แม้อาหารหล่นลงพื้นดิน ก็จงเก็บขึ้นมาเถิด เมื่อจะฉันค่อยรับประเคนเสียใหม่ เพื่อป้องกันการเสื่อมสิ้นของศรัทธาไท เป็นต้น

ส่วนนี้เสริมนะ ไม่เกี่ยวกับท่านอนูดินนะ

โดยมากแล้วคนที่มักติเตียนนินทาเกียวกับการให้ทานของผู้อื่น มักจะไม่ค่อยให้ทานกันนักหรอก นอกจากจะจวนตัวจริงๆ เช่น หมอดูทักว่าใกล้จะมีเคราะห์ใหญ่ เป็นต้น

เรื่องของพระวินัยนั้น มีรายละเอียดมากมาย อย่าได้ยกแค่บางส่วนมาต่อว่ากัน และที่สำคัญต้องเข้าถึงหัวใจของพระวินัยด้วย อย่ากล่าวอ้างด้วยทิฐิส่วนบุคคลเลย

ที่เรามากล่าวเรื่องนี้ไม่ใช่ว่ามาแก้ต่างหรอก เพราะที่วัดเราบิณฑบาตได้รูปละบาตรเดี่ยวหนะก็มากโขแล้ว หมู่บ้านเล็กๆ มีแค่30กว่าครอบครัว เราจึงตอบตามพระวินัยโดยปราศจากอคติใดๆหรือมาแก้ต่างแทนตนเอง หากเคืองขุ่นใจก็ต้องขออภัยจจากหัวใจด้วยนะ เรารักท่านจึงไม่อยากให้ลงนรกเนื่องจากห่วงพระมากไป จนลืมห่วงใจตัวเองว่ากำลังคิดไม่ดีอยู่ ขออภัยจากใจจริง จงอโหสิกรรมแก่กันด้วยเถิด

สาธุ
ดูตามพระสูตรแล้ว รู้สึกว่าโยมหนึ่งท่านต่อบาตรเต็ม3บาตรใช่หรือไม่
ตามความคิดผมพระที่บิณฑบาตรตอนเช้าเป็นแถวยาวส่วนใหญ่
ท่านรับบาตรจากผู้หนึ่งๆไม่เต็มบาตร
คนใส่บาตรส่วนมากก็ใส่บาตรเพียง 3 ทัพพี+กับข้าวอีกนิดหน่อย
จะหา คน คนเดียว ที่จะใส่บาตรจนเต็ม ได้ถึงสามบาตรได้ยากยิ่ง
ผมว่าอย่างนี้ สงฆ์ผู้รับบาตรเทโวหรือผู้บิณฑบาตรเป็นแถวยาวก็รอดอาบัตินะ

แสดงว่า หากต้องการความชัดแจ้งในพระวินัย
ควรต้องศึกษาในเรื่องประวัติความเป็นมาของพระวินัยนั้น(พระสูตรใช่ไหมครับ)
เพราะฉะนั้น การได้บวชเป็นสงฆ์ ควรอย่างยิ่ง
ที่จะต้องได้ศึกษาพระไตรปิฏกเพื่อกันความผิดพลาด(แต่รู้แล้วก็ต้องนำมาใช้)
เพราะฉะนั้นการเผยแพร่พระไตรปิฏก และการที่เรียนนักธรรม/เปรียญธรรม
ก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง(หากไม่ได้พระอุปัชฌาย์ที่มีความฉลาดและเอาใจใส่พอ) ต่อการเผยแพร่พระพุทธศาสนาและความมั่นคงในพระศาสนาในอนาคต
ดังนั้นผมคงต้องทำบุญสร้างพระไตรปิฏกต่อไป(มากน้อยตามแต่กำลัง)
เพื่อสืบทอดพระศาสนา

พระไตรภพ
11-10-2008, 01:48 PM
ดูตามพระสูตรแล้ว รู้สึกว่าโยมหนึ่งท่านต่อบาตรเต็ม3บาตรใช่หรือไม่
ตามความคิดผมพระที่บิณฑบาตรตอนเช้าเป็นแถวยาวส่วนใหญ่
ท่านรับบาตรจากผู้หนึ่งๆไม่เต็มบาตร
คนใส่บาตรส่วนมากก็ใส่บาตรเพียง 3 ทัพพีกับข้าวอีกนิดหน่อย
จะหา คน คนเดียว ที่จะใส่บาตรจนเต็มได้ถึงสามบาตรได้ยากยิ่ง
ผมว่าอย่างนี้ สงฆ์ผู้รับบาตรเทโวหรือผู้บิณฑบาตรเป็นแถวยาวก็รอดอาบัตินะ

แสดงว่า หากต้องการความชัดแจ้งในพระวินัย
ควรต้องศึกษาในเรื่องประวัติความเป็นมาของพระวินัยนั้น(พระสูตรใช่ไหมครับ)
เพราะฉะนั้น การได้บวชเป็นสงฆ์ ควรอย่างยิ่ง
ที่จะต้องได้ศึกษาพระไตรปิฏกเพื่อกันความผิดพลาด(แต่รู้แล้วก็ต้องนำมาใช้)
เพราะฉะนั้นการเผยแพร่พระไตรปิฏก และการที่เรียนนักธรรม/เปรียญธรรม
ก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง(หากไม่ได้พระอุปัชฌาย์ที่มีความฉลาดและเอาใจใส่พอ) ต่อการเผยแพร่พระพุทธศาสนาและความมั่นคงในพระศาสนาในอนาคต
ดังนั้นผมคงต้องทำบุญสร้างพระไตรปิฏกต่อไป(มากน้อยตามแต่กำลัง)
เพื่อสืบทอดพระศาสนา

ถูกต้องแล้ว สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทนากับการแจ้งในปริยัตินี้ด้วยใจ

Khundeaw
11-10-2008, 02:05 PM
บ้านผมอยู่ปลายทางที่พระเดินบิณฑบาตร ผมคงหมดโอกาสได้ใส่บาตรแน่

หากวันใดมีผู้อยากใส่บาตรทำบุญหลายคนแต่คนเหล่านั้นอยู่ก่อนพระเดินบิณฑบาตรก่อนถึงบ้านผม

อย่างนี้หากผมต้องการใส่บาตรผมก็ต้องไปคอยใส่บาตรตอนที่พระออกจากประตูวัดเลยถึงจะแน่ใจได้ว่าตัวเองจะไม่ทำบาปให้พระต้องผิดพระวินัย

ถ้ามีคนคิดอย่างผมแล้วไปออกันที่ประตูวัด..คนที่ไม่ได้ไป..แต่รออยู่ตามเส้นทางก็อดได้ทำบุญซิครับ

นี่เป็นเพียงสมมติเพื่อขออธิบายเพิ่มเติมให้เราได้เห็นภาพชัดๆ...


แต่ก็ดีครับ...มีผู้เห็นแตกต่างเพื่อให้คนอื่นระมัดระวังและมีผู้มาอธิบายความจริงให้รับทราบ

อนุโมทนา สาธุ สาธุ

chodchoi
11-10-2008, 08:30 PM
ขอกราบอนุโมทนาบุญด้วยครับ สาธุ

manny_tong
11-10-2008, 09:02 PM
ผลของกรรม

sandland
11-10-2008, 10:52 PM
สาธุ ๆ

longhorn48
12-10-2008, 07:02 PM
อนุโมทนาบุญทุกท่านครับ

BlueBlur
12-10-2008, 07:39 PM
สาธุ เป็นบทความที่ดีมากๆครับ อนุโมทนา

pbn609
12-10-2008, 08:24 PM
ข้างบ้านผมก็มีครับแต่ผมสืบไม่ได้ว่า(มัน)บวชที่วัดไหน มักจะเอาเงินจากการทอดกฐินมาให้เมียมันใช้บ่อยๆโอนมาเข้าธนาคาร รวมทั้งปัจจัยดำรงชีพต่างๆแลเครื่องสังทาน เมีย(มัน)ไม่ทำงานทำการอะไรมีทองใส่เส้นเบ่อเร่อครับเมียมันบอกว่าผัวมันทำงานต่างประเทศผมได้ยินเมีย(มัน)คุยกับไอ้มารศาสนาบ่อย ๆ ว่าให้โอนเงินมาให้อีกเงินเริ่มหมดแล้วข้าวของเครื่องใช้ในบ้านเค้าสังเกตุดูจะมีพวกกระป๋องสีเหลืองๆรวมถึงผ้าเช็ดตัวสีเหลือง......อยากเอามันเข้าคุกครับอยากทราบว่าเราควรดำเนินการอย่างใดดีแจ้งไปที่วัฒนธรรมจังหวัดก็ไม่มีอะไรคืบหน้าครับ .....

Prathuang
13-10-2008, 09:08 AM
อนุโมทนา สาธุ

neo1982
13-10-2008, 09:49 AM
บ้านผมอยู่ปลายทางที่พระเดินบิณฑบาตร ผมคงหมดโอกาสได้ใส่บาตรแน่

หากวันใดมีผู้อยากใส่บาตรทำบุญหลายคนแต่คนเหล่านั้นอยู่ก่อนพระเดินบิณฑบาตรก่อนถึงบ้านผม

อย่างนี้หากผมต้องการใส่บาตรผมก็ต้องไปคอยใส่บาตรตอนที่พระออกจากประตูวัดเลยถึงจะแน่ใจได้ว่าตัวเองจะไม่ทำบาปให้พระต้องผิดพระวินัย

ถ้ามีคนคิดอย่างผมแล้วไปออกันที่ประตูวัด..คนที่ไม่ได้ไป..แต่รออยู่ตามเส้นทางก็อดได้ทำบุญซิครับ

นี่เป็นเพียงสมมติเพื่อขออธิบายเพิ่มเติมให้เราได้เห็นภาพชัดๆ...


แต่ก็ดีครับ...มีผู้เห็นแตกต่างเพื่อให้คนอื่นระมัดระวังและมีผู้มาอธิบายความจริงให้รับทราบ

อนุโมทนา สาธุ สาธุ
ก่อนโพสต์ ท่านอ่าน ทุก ข้อความโดยละเอียดแล้วหรือยัง ครับ แนะนำ ย้อนกลับไปอ่านให้ละเอียดอีกที่ ตามที่ ท่าน พระไตรภพ ได้ ชี้แจง มา ครับ

palm96
13-10-2008, 03:48 PM
กุศลผลบุญใด ๆ ก็ตามที่ข้าพเจ้าได้ทำมาแล้ว ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้าขออุทิศให้<O:p</O:p



“สมาชิกเว็บพลังจิตทุกท่าน”<O:p</O:p



จงได้รับ หรืออนุโมทนากุศลผลบุญนี้ด้วย เทอญ.<O:p</O:p

<O:p</O:p



บุญสำเร็จได้ด้วยการ อนุโมทนา สาธุ สาธุ สาธุ<O:p</O:p

<O:p</O:p



ขอให้ทุกท่านมีความเจริญยิ่งขึ้นในพระพุทธศาสนา

HS4OFL
14-10-2008, 12:49 PM
อนุโมทนาสาธ

เลอสันติ์
15-10-2008, 02:01 PM
ขออนุโมทนาครับ

มุ่งเต็มใจ
15-10-2008, 06:32 PM
ขออนุโมทนาครับ<TABLE class=tborder cellSpacing=1 cellPadding=6 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=tcat></TD></TR><TR><TD class=alt2 height=29>http://board.palungjit.com/images/anumotana.gif มุ่งเต็มใจ (http://board.palungjit.com/member.php?u=77439) </TD></TR></TBODY></TABLE>
<!-- / message --><!-- sig -->

๐Oอิ๊คQจัJO๐
15-10-2008, 07:12 PM
ว้าวๆอยากฟังเรื่องปฏิหารจังเยย

เตมินทร์
15-10-2008, 08:58 PM
ดีคับเมื่อตอนผมบวชได้พยายามอยู่ใน กฏของสงฆ์อย่างแคร่งครัดแต่ก้ได้เอาเงินส่วนหนึ่งที่ได้รับมาให้มารดาด้วยเพื่อเลี้ยงดูท่าน ในขณะที่ยังเป็นพระสงฆ์อยู่แบบนี้ผมจะตกนรกไหมคับ

พระไตรภพ
16-10-2008, 11:13 AM
ดีคับเมื่อตอนผมบวชได้พยายามอยู่ใน กฏของสงฆ์อย่างแคร่งครัดแต่ก้ได้เอาเงินส่วนหนึ่งที่ได้รับมาให้มารดาด้วยเพื่อเลี้ยงดูท่าน ในขณะที่ยังเป็นพระสงฆ์อยู่แบบนี้ผมจะตกนรกไหมคับ
อืม ไม่ตก แต่ต้องเตือนสติตัวเองไว้อย่ายินดีในการได้ของนั้นๆ อย่าทำให้เคยชินจนหลงลืมไป เมื่อมีโอกาสก็หาทางทำบุญเพื่อใช้หนี้สงฆ์เพื่อชำละหนี้ใจตัวเองเสีย

เตมินทร์
19-10-2008, 05:21 PM
อืม ไม่ตก แต่ต้องเตือนสติตัวเองไว้อย่ายินดีในการได้ของนั้นๆ อย่าทำให้เคยชินจนหลงลืมไป เมื่อมีโอกาสก็หาทางทำบุญเพื่อใช้หนี้สงฆ์เพื่อชำละหนี้ใจตัวเองเสีย


ครับ ของที่ได้มาจากปัจจัยที่ พ่อแม่ญาติโยมทั้งหลายนั้นถวายมานั้นไม่เคยยินดีครับโชคดีที่จิตคิดแบบนี้ครับไม่อยากได้ไม่ติดอยู่ในลาภใดๆในขณะนั้นครับ ขอบคุณมากๆครับที่ตอบกระผมครับ

เพื่อความถูกต้อง
03-12-2008, 02:24 PM
ความคิดที่จะป้องกันพระพุทธศาสนาดีแล้ว
แต่อย่า คิดที่จะประณามซ้ำเติม
บางครั้งเราก็รู้เห็น สิ่งที่ไม่ดี ก็ เป็นธรรมดา ของสังคม สังคมประชาชน ก็ มีคนดี คนไม่ดี
สังคมพระก็ มีเช่นเดียวกัน

เราเป็นพุทธศานิกชน ก็ควรอย่าทำร้ายพุทธศาสนา จะทำไห้พระดีในพุทธศาสนา รู้สึก หมดกำลังใจ ท้อแท้ และก็มองหน้าใครไม่ได้ แค่นี้นะ