ชัชวาล เพ่งวรรธนะ
04-10-2008, 11:43 AM
อ่านด้วยการพิจารณาครับ
ช่วงนี้มีหนังสือพิมพ์ออกข่าวครึกโครมเรื่องของนายทหารท่านหนึ่ง
ชื่อพลเอกเสนาะ จินดารัตน์ ท่านมาเล่าเรื่องตายและฟื้นมา ๒ ครั้งและมาเล่าประสบการณ์ต่าง ๆ
รวมทั้งเรื่องพระคาถาชินบัญชรด้วย ตัวผมเองเกิดจิตศรัทธาก็เลยไล่ท่อง3วันจนคล่องอยู่ในใจ
และสวดก่อนนอนเป็นประจำ
ทุกอย่างก็ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่มีอยู่คืนหนึ่งก็ได้เรื่อง เวลาตอนนั้นก็ปาไปประมาณเกือบ ๕ ทุ่มแล้ว ในขณะที่ผมก้ม ๆ เงย ๆ วาดรูป และงานเขียนตุ๊กตาของผมอยู่ ผมก็ได้เห็นเงาลาง ๆ มาวนรอบตัวของผม บางทีหางตาเห็นเหมือนคนมายืนอยู่ข้าง ๆ
แต่มองไปก็ไม่เจอใครหรอกครับ เลยเวลาไป ๕ ทุ่มกว่าผมต้องไปนอนแล้ว บ้านพี่สาวที่อยู่เป็นครึ่งตึกครึ่งไม้ด้านบนเป็นไม้นะครับ ผมเดินขึ้นไปที่บันไดบ้านและไหว้ไปที่หัวบันไดบ้าน เป็นการให้อนุญาต ผมพูดออกไปว่า<O>
“ถ้ามีอะไรให้ผมได้ช่วยบ้างก็ยินดี แต่ขอให้มาดี ๆ นะครับ” <O>
ผมขึ้นไปนอนจน ๖ โมงเช้าเป็นช่วงเวลาที่ผมตื่นแล้ว ช่วงนั้นเป็นช่วงหน้าหนาวอากาศที่พิษณุโลกยังหนาวเย็นอยู่เลย
ผมเองตอนนี้กำลังนอนขดตัวในผ้าห่ม ในขณะที่ฟ้าข้างนอกก็ยังครึ้มอยู่ ผมนอนห้องด้านหน้าติดริมหน้าต่างหน้าบ้าน
เตียงของผมเป็นเตียงใหญ่ แต่ตอนนี้ผมนอนอยู่ที่ริมเตียงห่างจากหน้าต่างออกมาหน่อยเพราะ
ช่วงนี้อากาศค่อนข้างจะเย็น ผมคิดในใจว่า <O>
“เออ ไม่มีอะไรแฮะ หลับสบายเลย” จากท่านอนตะแคงผมหันมานอนหงาย ทันใดนั้นเองผมมีความรู้สึกว่ามีคนมาทับหน้าอกผมอย่างแรงจนแน่น
หายใจไม่ออกเอาเลย แล้วเขาก็ใช้จิต กดผมจนกระดิกตัวไม่ได้เลย เวลานี้ผมไม่ได้ฝันแน่นอนผมตื่นอยู่แล้ว ผมคิดในใจว่า <O>
"เอาเข้าแล้ว เจอเข้าจนได้ ก็บอกให้มาหาดี ๆ นี่นา ไม่ใช่แล้ว"
แค่คิดในใจ แค่นี้เอง สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นมาจนแทบตั้งตัวไม่ทัน บทสวดของพระคาถาชินบัญชรบทที่ ๑ ออกมาจากปลายนิ้วชี้ของผม<O>
"ชะยาสะนากะตา พุทธา เชตะวามารังสะวาหะนัง
จะตุสัจจาสะภังระสัง เยปิวิงสุนะราสะภา
แต่ไม่ใช่เป็นการท่องออกมา เป็นเหมือนพระคาถาทำการปกป้องโดยผมไม่ได้ไปนึกถึงเลย ผมรู้แต่ว่าจิตมันสัมผัสได้นี่คือคาถาชินบัญชร
ในขณะที่นิ้วชี้ของผมยกชูขึ้นมาผมก็ได้เห็น ความศักดิ์สิทธิ์ของพระคาถาชินบัญชรบทที่ ๑ ครับ
ผมเห็นเป็นเม็ดแสงพรูออกมาจากปลายนิ้วชี้เป็นสีสันต่าง ๆ กัน ไปกระทบเอากับจิตที่กดผมอยู่
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ อทิสสมานกายของผมโดนผลักออกมาจากกายเนื้อ เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ไม่ได้ไปภูมิอื่น
แต่นี่คือห้องของผมเลยทีเดียว ตัวผมโดนผลักเลื่อนมาอยู่ติดกับริมหน้าต่าง เวลานั้น ผมมีสติเต็มร้อยแน่นอน เพราะผมเห็นตัวผม กายเนื้อ นอนห่างออกไปไม่เกินเมตร และที่บนหน้าอกของกายเนื้อของผม ๆ เห็นสภาพของกายวิญญาณ
ที่พร่า ๆ เลือน ๆ เป็นลักษณะโปร่ง ๆ ใส ๆ และด้วยเพราะโดนพระคาถาปัดออกไปเต็มแรง กำลังบิดกายด้วยความเจ็บปวดอยู่ตรงหน้าของผมนั้นเอง<O>
ผมได้แต่ตะลึงเมื่อมองเห็นจิตวิญญาณนั้นชัดเจนขึ้น ครับของจริงเลยทีนี้ ตัวผอมกระหร่องจนเห็นซี่โครงเลย
หัวก็โตกว่าคนปกติซักเท่าหนึ่ง ผมบนหัวแทบมองไม่เห็นเลย ผิวกายก็ดำคล้ำ เวลานั้นผมขนหัวลุกตั้งชันเลย คาถาชินบัญชรบทที่ ๒ ออกมาโดยไม่ได้นึกถึงอีกแล้ว<O>
"ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ
นายะกา สัพเพ ปะติฏฐิตามัยหัง มัตถะเก เต มุนิสสะรา" <O>
คราวนี้ไม่ใช่การท่องอีกแล้ว แต่ผมมีความรู้สึกถึงแรงดันที่ท้องจนต้องเป่าเป็นลมออกมา เหมือนหมอผีเลยผมตอนนั้น เป่าพรวด ผีตนนั้นร้องอย่างเจ็บปวดเลย
จะว่าใจร้ายก็ใจร้ายละ ความตกใจขอให้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้หายไปซะก่อนเถอะ เรื่องอื่นค่อยว่าทีหลัง คาถาชินบัญชรบทที่ ๓ ออกมาอีกจนได้<O>
"สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโมทะวิโลจะเน
สังโฆ ปะติฏฐิโตมัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร"<O>
ครับได้เรื่องเลย บทนี้เป็นอัญเชิญ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาที่ศรีษะ ดวงตาทั้งสอง และหน้าอก ครับ
ผลก็คือไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับผีตนนั้นเลย แต่ตัวผมเองซิ มันหายกลัวและเกิดเมตตาขึ้นมาทันที
จิตบอกว่าเขามาขอร้องให้ช่วยนะ ผมเลื่อนตัวเข้าไปจับมือที่ซูบกรังทันที <O>
"ขอโทษ ผมขอโทษจริง ๆ ผมตกใจ และไม่คิดว่าพระคาถาชินบัญชรจะออกมาปกป้องผมเช่นนี้" ผมมองไปที่หน้าเขาเหมือนคนที่สำนึกในสิ่งที่ผิดพลาดอย่างแรง <O>
"เป็นไรมากไหมครับ" ผมมองไปที่หน้าของเขา
ตาที่ลึกดวงตาที่ขาวขุ่น จมูกบี้แทบจะมองไม่เห็นรูจมูก ผิวกายก็หยาบกระด้างและแข็ง หน้าตาเต็มไปด้วยคราบน้ำตาจนผมรู้สึกผิดมาก ๆ จริง ๆ <O>
"ผมขอโทษอีกทีเป็นเพราะผมตกใจ และผมก็บอกพระภูมิเจ้าบ้านแล้วให้มาดี ๆ คุณเข้าหาผมไม่เป็นก็เลยกลายเป็นเรื่องเลย" ผมจำได้ตอนที่ไหว้หัวบันไดเมื่อคืน<O>
"ไม่เป็นไรครับ ผมขอร้องท่านเองเมื่อคืน ว่าให้อนุเคราะห์ผมด้วย เพราะมีแต่ท่านที่จะช่วยให้ผมพ้นทุกข์จากตรงนี้ได้
และผมกับพระภูมิ เคยเป็นญาติกันมาแต่อดีตท่านก็เลยอนุเคราะห์ผม แต่ไม่ให้รบกวนคุณตอนนอน
ให้มาช่วงเช้า เวลาที่คุณตื่นนะครับ" เสียงของผีเปรตตนนี้ทั้งแหบพร่าและสั่น<O>
"คุณชื่ออะไรล่ะ แล้วเพราะกรรมอันใดจึงได้มาทุกข์ทรมานอย่างนี้" ผมถามเขาไปเพราะอยากจะรู้<O>
"ผมชื่อ ณัฐพล ครับ ผมเป็นคนขี้เหล้า ตลอดชีวิตไม่เคยเชื่อเรื่องบุญกุศล แถมไปขโมยของวัด ทั้งเงินและข้าวของใช้
เลยทำให้ผมเจอวิบากหนัก ผมตายมานานมากแล้วไปตกนรกมาอยู่ช่วงหนึ่ง และกรรมก็ซัดให้มาเป็นเปรตเที่ยวขอส่วนบุญแต่ไม่มีใครเห็นผมและช่วยผมได้เลย
ผมได้แต่กินน้ำหนองของตัวเอง หิวเหลือเกินไม่มีอะไรกินเลย ไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าของใช้ นั่นเพราะกรรมชั่วของผมเองแท้ ๆ”
ผมมองเขาด้วยความรู้สึกที่ประกอบไปด้วยเมตตา ก็เลยตัดสินใจจะทำอะไรให้เขาบ้างเลยพูดออกไปว่า<O>
"เอาอย่างนี้นะคุณณัฐพล เช้านี้ผมจะไปทำสังฆทานที่วัดใหญ่ให้แก่คุณเลย อานิสงส์คงมากพอที่จะทำให้คุณพ้นจากสภาวะทุกข์ไปได้ และบุญที่ผมได้ปฏิบัติขอจงบังเกิดกับคุณโดยบัดนี้เถิด"
ผมอธิษฐานและจับมือเขาไปด้วย สิ่งที่ผมเห็นก็คือประกายตาเขาเกิดแจ่มใสขึ้นมาทันที ผมรู้ว่าเขาได้บุญในขณะนั้นแล้ว รอที่จะถวายให้พระสงฆ์ และกรวดน้ำให้เท่านั้น<O>
" ขอบคุณมากครับ ผมจะไม่มารบกวนให้คุณตกใจอีก ผมขอบคุณในน้ำใจของคุณด้วยนะครับ" <O>
เขายกมือจบหัวและหายไปต่อหน้าของผม
ส่วนตัวผมเองกะว่าจะดูอะไรที่มากกว่านี้ ไม่ได้แล้วครับ ไม่ได้ออกมาด้วยสมาธิ ออกมาด้วยฤทธิ์คุณอันศักดิ์สิทธิ์ ตัวผมโดนใยเล็ก ๆ เหมือนเส้นผม (สายใยของตัณหาที่ยึดติดกายนะครับ)
ดึงกลับเข้าไปที่ร่างกายทันที ในขณะที่ผมก็กระเด้งตัวลุกขึ้นมาเหมือนจะบอกว่าอย่าพึ่ง…โอ๊ย…หมดกัน ผมเล่าเรื่องที่เจอให้พี่สาวของผม เจ๊ก็จัดอาหารและให้ผมไปซื้อของมาทำบุญให้แก่เขาครับ<O>
คาถาชินบัญชรที่ออกมาปกป้องจริง ๆ
แล้วคืนนั้นผมไม่ได้สวดเลย เพราะองค์พระคาถาจะคลุมตัวเราไว้ อะไรก็เข้าไม่ได้นะครับ
แต่จิตที่เต็มไปด้วยศรัทธาเป็นสิ่งที่แนบแน่นไปแล้ว และที่สำคัญ ผมว่าใครสวด องค์พระคาถา จะเป็นการเรียกวิญญาณแถวนั้น
เพื่อรอจังหวะมาขออานิสงส์ แหะ ๆ อยากเจออะไรแปลก ๆ ก็ตั้งใจเอาไว้ละกัน ลองทำอย่างผมนะ เชิญเขาเข้ามา แต่ให้พระภูมิ เจ้าที่ท่านเลือกมาให้ด้วยนะ ไม่งั้นขืนเจอพวกแสบ ๆ ละก็แย่เลย
ไม่ใช่คุณแย่นะ เจ้าพวกแสบ ๆ น่ะ เพราะถ้าลองผ่านบทที่ ๓ แล้ว จิตจะบอกเราเองเลยว่ามาดีหรือมาร้าย
ถ้ามาร้ายบทที่ ๔ สงสัยวิญญาณธรรมดาก็ กระเด็นแน่ แล้วถ้าคุณลุยแบบไม่บันยะบันยังเลย ผมว่าจิตวิญญาณนั้นต้องได้รับผลแห่งความร่มเย็น
อันเป็นสิ่งตรงข้ามกับจิตของเขาที่ยังเสวยอยู่กับความคับแคบอันเป็นสิ่งร้อนอยู่ครับ ความทรมานไม่ได้เกิดขึ้นจากพระคาถานะครับ<O>
พระคาถาไม่ได้ทำร้ายใครเลย เปรียบเหมือนหม้อต้มน้ำที่ร้อน ๆ ที่อยู่บนเตาไฟเฉย ๆ แต่กลับไปเอามือไปแตะเอง เพียงแต่แตกต่างในเรื่องของใจที่ร้อนและเย็น จิตที่สวดพระคาถาประกอบไปด้วย
ศรัทธา มีศีลรักษาใจ ซึ่งเป็นความปกติของจิตที่ไม่เบียดเบียนผู้ใด จิตจึงเป็นลักษณะที่ปลอดโปร่งโล่งเย็น
กระจายปกคลุมสภาวะแห่งกายและจิต ด้วยกำลังแห่งคุณของพระรัตนตรัยที่รักษาในส่วนที่เรานำเอาความดีเป็นที่ตั้ง จิตประกอบไปด้วยคุณธรรมต่าง ๆ ที่รักษา
จึงมีสภาพของความเย็น ปลอดโปร่ง ซึ่งตรงข้ามกับจิตวิญญาณที่ยังรับสภาวะกรรม
จิตประกอบไปด้วยนิวรณ์ และกรรมไม่ดีต่าง ๆ อันเป็นสิ่งคับแคบเปรียบเสมือนของร้อน จิตที่ปราศจากคุณธรรม
ปราศจากศีล
ปราศจากศรัทธา ย่อมเป็นธรรมดาเหลือเกินที่กำลังย่อมแตกต่างกันอย่างมากมาย ความร้อนที่มีกำลังน้อยเมื่อมากระทบความเย็นแห่งจิตที่มีกำลังมาก ผลก็คือต้องรับกรรมอันที่ตนได้กระทำนั่นเอง <O>
ขอให้เข้าใจกันด้วยว่าพระคาถาแห่งพระอริยะเจ้านั้น
ทำหน้าที่ปกป้องกายและจิตเท่านั้นนะครับ
ไม่ได้เอาไว้ใช้ทำลายสรรพสัตว์ให้พินาศ
อ่านแบบสนุก แบบนวนิยายนะครับ
<O>
ช่วงนี้มีหนังสือพิมพ์ออกข่าวครึกโครมเรื่องของนายทหารท่านหนึ่ง
ชื่อพลเอกเสนาะ จินดารัตน์ ท่านมาเล่าเรื่องตายและฟื้นมา ๒ ครั้งและมาเล่าประสบการณ์ต่าง ๆ
รวมทั้งเรื่องพระคาถาชินบัญชรด้วย ตัวผมเองเกิดจิตศรัทธาก็เลยไล่ท่อง3วันจนคล่องอยู่ในใจ
และสวดก่อนนอนเป็นประจำ
ทุกอย่างก็ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่มีอยู่คืนหนึ่งก็ได้เรื่อง เวลาตอนนั้นก็ปาไปประมาณเกือบ ๕ ทุ่มแล้ว ในขณะที่ผมก้ม ๆ เงย ๆ วาดรูป และงานเขียนตุ๊กตาของผมอยู่ ผมก็ได้เห็นเงาลาง ๆ มาวนรอบตัวของผม บางทีหางตาเห็นเหมือนคนมายืนอยู่ข้าง ๆ
แต่มองไปก็ไม่เจอใครหรอกครับ เลยเวลาไป ๕ ทุ่มกว่าผมต้องไปนอนแล้ว บ้านพี่สาวที่อยู่เป็นครึ่งตึกครึ่งไม้ด้านบนเป็นไม้นะครับ ผมเดินขึ้นไปที่บันไดบ้านและไหว้ไปที่หัวบันไดบ้าน เป็นการให้อนุญาต ผมพูดออกไปว่า<O>
“ถ้ามีอะไรให้ผมได้ช่วยบ้างก็ยินดี แต่ขอให้มาดี ๆ นะครับ” <O>
ผมขึ้นไปนอนจน ๖ โมงเช้าเป็นช่วงเวลาที่ผมตื่นแล้ว ช่วงนั้นเป็นช่วงหน้าหนาวอากาศที่พิษณุโลกยังหนาวเย็นอยู่เลย
ผมเองตอนนี้กำลังนอนขดตัวในผ้าห่ม ในขณะที่ฟ้าข้างนอกก็ยังครึ้มอยู่ ผมนอนห้องด้านหน้าติดริมหน้าต่างหน้าบ้าน
เตียงของผมเป็นเตียงใหญ่ แต่ตอนนี้ผมนอนอยู่ที่ริมเตียงห่างจากหน้าต่างออกมาหน่อยเพราะ
ช่วงนี้อากาศค่อนข้างจะเย็น ผมคิดในใจว่า <O>
“เออ ไม่มีอะไรแฮะ หลับสบายเลย” จากท่านอนตะแคงผมหันมานอนหงาย ทันใดนั้นเองผมมีความรู้สึกว่ามีคนมาทับหน้าอกผมอย่างแรงจนแน่น
หายใจไม่ออกเอาเลย แล้วเขาก็ใช้จิต กดผมจนกระดิกตัวไม่ได้เลย เวลานี้ผมไม่ได้ฝันแน่นอนผมตื่นอยู่แล้ว ผมคิดในใจว่า <O>
"เอาเข้าแล้ว เจอเข้าจนได้ ก็บอกให้มาหาดี ๆ นี่นา ไม่ใช่แล้ว"
แค่คิดในใจ แค่นี้เอง สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นมาจนแทบตั้งตัวไม่ทัน บทสวดของพระคาถาชินบัญชรบทที่ ๑ ออกมาจากปลายนิ้วชี้ของผม<O>
"ชะยาสะนากะตา พุทธา เชตะวามารังสะวาหะนัง
จะตุสัจจาสะภังระสัง เยปิวิงสุนะราสะภา
แต่ไม่ใช่เป็นการท่องออกมา เป็นเหมือนพระคาถาทำการปกป้องโดยผมไม่ได้ไปนึกถึงเลย ผมรู้แต่ว่าจิตมันสัมผัสได้นี่คือคาถาชินบัญชร
ในขณะที่นิ้วชี้ของผมยกชูขึ้นมาผมก็ได้เห็น ความศักดิ์สิทธิ์ของพระคาถาชินบัญชรบทที่ ๑ ครับ
ผมเห็นเป็นเม็ดแสงพรูออกมาจากปลายนิ้วชี้เป็นสีสันต่าง ๆ กัน ไปกระทบเอากับจิตที่กดผมอยู่
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ อทิสสมานกายของผมโดนผลักออกมาจากกายเนื้อ เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ไม่ได้ไปภูมิอื่น
แต่นี่คือห้องของผมเลยทีเดียว ตัวผมโดนผลักเลื่อนมาอยู่ติดกับริมหน้าต่าง เวลานั้น ผมมีสติเต็มร้อยแน่นอน เพราะผมเห็นตัวผม กายเนื้อ นอนห่างออกไปไม่เกินเมตร และที่บนหน้าอกของกายเนื้อของผม ๆ เห็นสภาพของกายวิญญาณ
ที่พร่า ๆ เลือน ๆ เป็นลักษณะโปร่ง ๆ ใส ๆ และด้วยเพราะโดนพระคาถาปัดออกไปเต็มแรง กำลังบิดกายด้วยความเจ็บปวดอยู่ตรงหน้าของผมนั้นเอง<O>
ผมได้แต่ตะลึงเมื่อมองเห็นจิตวิญญาณนั้นชัดเจนขึ้น ครับของจริงเลยทีนี้ ตัวผอมกระหร่องจนเห็นซี่โครงเลย
หัวก็โตกว่าคนปกติซักเท่าหนึ่ง ผมบนหัวแทบมองไม่เห็นเลย ผิวกายก็ดำคล้ำ เวลานั้นผมขนหัวลุกตั้งชันเลย คาถาชินบัญชรบทที่ ๒ ออกมาโดยไม่ได้นึกถึงอีกแล้ว<O>
"ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ
นายะกา สัพเพ ปะติฏฐิตามัยหัง มัตถะเก เต มุนิสสะรา" <O>
คราวนี้ไม่ใช่การท่องอีกแล้ว แต่ผมมีความรู้สึกถึงแรงดันที่ท้องจนต้องเป่าเป็นลมออกมา เหมือนหมอผีเลยผมตอนนั้น เป่าพรวด ผีตนนั้นร้องอย่างเจ็บปวดเลย
จะว่าใจร้ายก็ใจร้ายละ ความตกใจขอให้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้หายไปซะก่อนเถอะ เรื่องอื่นค่อยว่าทีหลัง คาถาชินบัญชรบทที่ ๓ ออกมาอีกจนได้<O>
"สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโมทะวิโลจะเน
สังโฆ ปะติฏฐิโตมัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร"<O>
ครับได้เรื่องเลย บทนี้เป็นอัญเชิญ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาที่ศรีษะ ดวงตาทั้งสอง และหน้าอก ครับ
ผลก็คือไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับผีตนนั้นเลย แต่ตัวผมเองซิ มันหายกลัวและเกิดเมตตาขึ้นมาทันที
จิตบอกว่าเขามาขอร้องให้ช่วยนะ ผมเลื่อนตัวเข้าไปจับมือที่ซูบกรังทันที <O>
"ขอโทษ ผมขอโทษจริง ๆ ผมตกใจ และไม่คิดว่าพระคาถาชินบัญชรจะออกมาปกป้องผมเช่นนี้" ผมมองไปที่หน้าเขาเหมือนคนที่สำนึกในสิ่งที่ผิดพลาดอย่างแรง <O>
"เป็นไรมากไหมครับ" ผมมองไปที่หน้าของเขา
ตาที่ลึกดวงตาที่ขาวขุ่น จมูกบี้แทบจะมองไม่เห็นรูจมูก ผิวกายก็หยาบกระด้างและแข็ง หน้าตาเต็มไปด้วยคราบน้ำตาจนผมรู้สึกผิดมาก ๆ จริง ๆ <O>
"ผมขอโทษอีกทีเป็นเพราะผมตกใจ และผมก็บอกพระภูมิเจ้าบ้านแล้วให้มาดี ๆ คุณเข้าหาผมไม่เป็นก็เลยกลายเป็นเรื่องเลย" ผมจำได้ตอนที่ไหว้หัวบันไดเมื่อคืน<O>
"ไม่เป็นไรครับ ผมขอร้องท่านเองเมื่อคืน ว่าให้อนุเคราะห์ผมด้วย เพราะมีแต่ท่านที่จะช่วยให้ผมพ้นทุกข์จากตรงนี้ได้
และผมกับพระภูมิ เคยเป็นญาติกันมาแต่อดีตท่านก็เลยอนุเคราะห์ผม แต่ไม่ให้รบกวนคุณตอนนอน
ให้มาช่วงเช้า เวลาที่คุณตื่นนะครับ" เสียงของผีเปรตตนนี้ทั้งแหบพร่าและสั่น<O>
"คุณชื่ออะไรล่ะ แล้วเพราะกรรมอันใดจึงได้มาทุกข์ทรมานอย่างนี้" ผมถามเขาไปเพราะอยากจะรู้<O>
"ผมชื่อ ณัฐพล ครับ ผมเป็นคนขี้เหล้า ตลอดชีวิตไม่เคยเชื่อเรื่องบุญกุศล แถมไปขโมยของวัด ทั้งเงินและข้าวของใช้
เลยทำให้ผมเจอวิบากหนัก ผมตายมานานมากแล้วไปตกนรกมาอยู่ช่วงหนึ่ง และกรรมก็ซัดให้มาเป็นเปรตเที่ยวขอส่วนบุญแต่ไม่มีใครเห็นผมและช่วยผมได้เลย
ผมได้แต่กินน้ำหนองของตัวเอง หิวเหลือเกินไม่มีอะไรกินเลย ไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าของใช้ นั่นเพราะกรรมชั่วของผมเองแท้ ๆ”
ผมมองเขาด้วยความรู้สึกที่ประกอบไปด้วยเมตตา ก็เลยตัดสินใจจะทำอะไรให้เขาบ้างเลยพูดออกไปว่า<O>
"เอาอย่างนี้นะคุณณัฐพล เช้านี้ผมจะไปทำสังฆทานที่วัดใหญ่ให้แก่คุณเลย อานิสงส์คงมากพอที่จะทำให้คุณพ้นจากสภาวะทุกข์ไปได้ และบุญที่ผมได้ปฏิบัติขอจงบังเกิดกับคุณโดยบัดนี้เถิด"
ผมอธิษฐานและจับมือเขาไปด้วย สิ่งที่ผมเห็นก็คือประกายตาเขาเกิดแจ่มใสขึ้นมาทันที ผมรู้ว่าเขาได้บุญในขณะนั้นแล้ว รอที่จะถวายให้พระสงฆ์ และกรวดน้ำให้เท่านั้น<O>
" ขอบคุณมากครับ ผมจะไม่มารบกวนให้คุณตกใจอีก ผมขอบคุณในน้ำใจของคุณด้วยนะครับ" <O>
เขายกมือจบหัวและหายไปต่อหน้าของผม
ส่วนตัวผมเองกะว่าจะดูอะไรที่มากกว่านี้ ไม่ได้แล้วครับ ไม่ได้ออกมาด้วยสมาธิ ออกมาด้วยฤทธิ์คุณอันศักดิ์สิทธิ์ ตัวผมโดนใยเล็ก ๆ เหมือนเส้นผม (สายใยของตัณหาที่ยึดติดกายนะครับ)
ดึงกลับเข้าไปที่ร่างกายทันที ในขณะที่ผมก็กระเด้งตัวลุกขึ้นมาเหมือนจะบอกว่าอย่าพึ่ง…โอ๊ย…หมดกัน ผมเล่าเรื่องที่เจอให้พี่สาวของผม เจ๊ก็จัดอาหารและให้ผมไปซื้อของมาทำบุญให้แก่เขาครับ<O>
คาถาชินบัญชรที่ออกมาปกป้องจริง ๆ
แล้วคืนนั้นผมไม่ได้สวดเลย เพราะองค์พระคาถาจะคลุมตัวเราไว้ อะไรก็เข้าไม่ได้นะครับ
แต่จิตที่เต็มไปด้วยศรัทธาเป็นสิ่งที่แนบแน่นไปแล้ว และที่สำคัญ ผมว่าใครสวด องค์พระคาถา จะเป็นการเรียกวิญญาณแถวนั้น
เพื่อรอจังหวะมาขออานิสงส์ แหะ ๆ อยากเจออะไรแปลก ๆ ก็ตั้งใจเอาไว้ละกัน ลองทำอย่างผมนะ เชิญเขาเข้ามา แต่ให้พระภูมิ เจ้าที่ท่านเลือกมาให้ด้วยนะ ไม่งั้นขืนเจอพวกแสบ ๆ ละก็แย่เลย
ไม่ใช่คุณแย่นะ เจ้าพวกแสบ ๆ น่ะ เพราะถ้าลองผ่านบทที่ ๓ แล้ว จิตจะบอกเราเองเลยว่ามาดีหรือมาร้าย
ถ้ามาร้ายบทที่ ๔ สงสัยวิญญาณธรรมดาก็ กระเด็นแน่ แล้วถ้าคุณลุยแบบไม่บันยะบันยังเลย ผมว่าจิตวิญญาณนั้นต้องได้รับผลแห่งความร่มเย็น
อันเป็นสิ่งตรงข้ามกับจิตของเขาที่ยังเสวยอยู่กับความคับแคบอันเป็นสิ่งร้อนอยู่ครับ ความทรมานไม่ได้เกิดขึ้นจากพระคาถานะครับ<O>
พระคาถาไม่ได้ทำร้ายใครเลย เปรียบเหมือนหม้อต้มน้ำที่ร้อน ๆ ที่อยู่บนเตาไฟเฉย ๆ แต่กลับไปเอามือไปแตะเอง เพียงแต่แตกต่างในเรื่องของใจที่ร้อนและเย็น จิตที่สวดพระคาถาประกอบไปด้วย
ศรัทธา มีศีลรักษาใจ ซึ่งเป็นความปกติของจิตที่ไม่เบียดเบียนผู้ใด จิตจึงเป็นลักษณะที่ปลอดโปร่งโล่งเย็น
กระจายปกคลุมสภาวะแห่งกายและจิต ด้วยกำลังแห่งคุณของพระรัตนตรัยที่รักษาในส่วนที่เรานำเอาความดีเป็นที่ตั้ง จิตประกอบไปด้วยคุณธรรมต่าง ๆ ที่รักษา
จึงมีสภาพของความเย็น ปลอดโปร่ง ซึ่งตรงข้ามกับจิตวิญญาณที่ยังรับสภาวะกรรม
จิตประกอบไปด้วยนิวรณ์ และกรรมไม่ดีต่าง ๆ อันเป็นสิ่งคับแคบเปรียบเสมือนของร้อน จิตที่ปราศจากคุณธรรม
ปราศจากศีล
ปราศจากศรัทธา ย่อมเป็นธรรมดาเหลือเกินที่กำลังย่อมแตกต่างกันอย่างมากมาย ความร้อนที่มีกำลังน้อยเมื่อมากระทบความเย็นแห่งจิตที่มีกำลังมาก ผลก็คือต้องรับกรรมอันที่ตนได้กระทำนั่นเอง <O>
ขอให้เข้าใจกันด้วยว่าพระคาถาแห่งพระอริยะเจ้านั้น
ทำหน้าที่ปกป้องกายและจิตเท่านั้นนะครับ
ไม่ได้เอาไว้ใช้ทำลายสรรพสัตว์ให้พินาศ
อ่านแบบสนุก แบบนวนิยายนะครับ
<O>