PDA

View Full Version : ความหมายของการไหว้พระสวดมนต์


vanco
02-10-2008, 07:53 PM
http://www.watgiessen.com/images/1124834512/buja01.jpg

การสวดมนต์ไหว้พระ


ความหมายของการสวดมนต์ไหว้พระ

การสวดมนต์ไหว้พระ ได้นิยมมาแล้วตั้งแต่โบราณกาล แม้ในศาสนาพราหมณ์ ก็ได้นิยมสวดดังที่เรียกกันว่า สาธยายมนต์ ร่ายมนต์ เพื่อความทรงจำพระเวทบ้าง เพื่อสิริมงคลบ้าง ในทางพระพุทธศาสนา ก็มีการสวดสาธยายเช่นเดียวกัน ในชั้นต้นเพ่งเพียงสวดสาธยาย เพื่อความทรงจำหลักคำสอนที่เป็นพระพุทธวจนะเท่านั้น เมื่อชาวบ้านได้ยินพระสงฆ์สวดสาธยายก็พากันอนุโมทนา และได้ถือกันว่าการได้ยินได้ฟังพระสงฆ์สวดสาธยายเช่นนั้นเป็นสิริมงคล ในสมัยนั้น ยังไม่มีตำราที่จดจารึกเอาไว้ ต้องท่องจำให้ได้ด้วยวาจา

บทสวดในพระพุทธศาสนามีมาก พระภิกษุสามเณรและอุบาสกอุบาสิกาถือเป็นหลักสำคัญอย่างหนึ่งในพระพุทธศาสนา ประโยชน์ของการสวดมนต์ไหว้พระที่เห็นได้ชัด มี ๓ อย่าง คือ

๑. เป็นปริตรป้องกันเหตุเภทภัยต่าง ๆ

๒. เป็นการทรงจำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเอาไว้

๓. เป็นกัมมัฏฐานอบรมจิตใจของตน ทั้งที่เป็นสมถะและวิปัสสนา

ด้วยเหตุทั้ง ๓ ประการนี้ ที่ถือกันว่าเป็นสิริมงคล และสามารถที่จะป้องกันภัยอันตรายได้นั้น จึงพากันนิยมการสวดสาธยาย เป็นไปทั้งทางวัดและทางบ้าน ภิกษุสามเณรและอุบาสกอุบาสิกาได้สวดเป็นประจำ เช่น ทำวัตรไหว้พระเป็นต้น ในบางสมัยเมื่อปรารภเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น ก็อาราธนาพระสงฆ์สวดเพื่อสิริมงคลบ้าง เพื่อเจริญความสังเวชบ้าง เมื่อมีความนิยมมากขึ้น ต่อมาก็เลยนิยมเป็นพิธีทั้งในพระราชพิธีและพิธีของปวงชนทั่วไป.

การสวดมนต์ ได้มีเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้ายังดำรงอยู่ มีบัญญัติในพระวินัยของนางภิกษุณีก็มี เช่น ห้ามนางภิกษุณี และทรงห้ามพระภิกษุเรียนเดรัจฉานวิชา แต่ให้เรียนปริตรป้องกันเหตุเภทภัยต่างๆ เมื่อมีเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น พระสงฆ์ก็ใช้สวดสาธยายพระพุทธวจนะนั้นตามสมควรแก่เหตุการณ์ ดังมีเรื่องเล่าว่า เมื่อคราวเมืองเวสาลี เกิดโรคระบาดทำให้คนและสัตว์ตายเป็นอันมาก พระอานนท์ ได้ไปยังที่นั้นแล้วสวดรตนสูตร โรคนั้นระงับไป เมื่อสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงประชวร โปรดให้พระจุนทเถระสวดโพชฌงคสูตรถวาย ครั้งหนึ่งพวกภิกษุไปบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ป่า ถูกพวกอมนุษย์รบกวน กลับมาเฝ้ากราบทูลพระผู้มีพระภาค พระองค์โปรดให้สวดกรณียเมตตสูตร แล้วอยู่ต่อไป ภัยเหล่านั้นก็ไม่มี หรือเมื่อพระโมคคัลลานะและพระมหากัสสปะเป็นไข้หนัก พระพุทธเจ้าได้สวดโพชฌงคสูตร ให้สดับแล้วหายจากโรคภัยไข้เจ็บ อานิสงส์ของการสวดมนต์ไหว้พระ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้มีเทศนาอยู่ตอนหนึ่งในหนังสือบูรพาจารย์ที่ทางมูลนิธิพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้จัดพิมพ์ขึ้นมีใจความว่า การสาธยายพุทธมนต์ ใครสวดก็ตาม จะเป็นกิจวัตรพระสงฆ์ เช้า - เย็น หรือชาวพุทธทุกคนสวดพุทธคุณ ระลึกในใจ มีอานุภาพแผ่ไปได้หมื่นจักรวาล พูดสวดออกเสียงพอฟังได้ มีอานุภาพไปได้แสนจักรวาล สวดมนต์เช้า - เย็น ธรรมดามีอานุภาพแผ่ไปได้แสนโกฏิจักรวาล สวดเต็มเสียงสุดกู่ มีอานุภาพแผ่ไปได้ อนันตจักรวาล แม้สัตว์ที่อาศัยอยู่ในภพที่สุดอเวจีมหานรกยังได้รับความสุข เมื่อแว่วเสียงพุทธมนต์ผ่านเข้า ถึงชั่วขณะหนึ่งครู่หนึ่ง (ชั่วช้างพับหูงูแลบลิ้น) ดีกว่าหาสุขไม่ได้ตลอดกาล นี้คืออานิสงส์ของการเจริญพระพุทธมนต์

พิธีกรรมไหว้พระและสวดมนต์ ในพระพุทธศาสนา
การไหว้พระเป็นกิจเบื้องต้น ต้องทำก่อนสวดมนต์ ไหว้พระกับบูชาพระโดยใจความอย่างเดียวกัน ไหว้พระก็จะประสงค์ให้ระลึกถึงคุณพระ บูชาพระก็เพื่อให้ระลึกถึงคุณพระว่า ควรแก่การบูชา แต่โดยวัตถุต่างกัน ไหว้พระไม่มีเครื่องบูชาเป็นแต่ประนมมือระลึกด้วยใจเปล่งด้วยวาจา กราบลงด้วยกายก็สำเร็จ เป็นไหว้พระพร้อมด้วยไตรทวาร คือ ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยตามคำประกาศเป็นมโนประณามหนึ่ง เปล่งวาจา ประกาศคุณพระรัตนตรัย เป็นวจีประณามหนึ่ง กราบลงด้วยเบญจางคประดิษฐ์ คือ ฝ่ามือทั้ง สอง เข่าทั้งสองและหน้าผากหนึ่ง รวมเป็นห้าจดลงกับพื้นเป็นกายประณามหนึ่ง ส่วนบูชาพระมีเครื่อง บูชา เช่น ดอกไม้ ธูป เทียน หรือเครื่องตกแต่งประดับประดา ซึ่งอาจทำความเลื่อมใสศรัทธาให้ทวีมากขึ้น เมื่อแลเห็นแสงประทีปสว่างไสวและหอมตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นธูป เทียน และดอกไม้ อันยังน้ำใจของผู้เห็นทำให้อิ่มเอิบไปด้วยศรัทธาโน้มน้าวใจให้นึกถึงคุณพระรัตนตรัยยิ่ง ๆ ขึ้นไป

การสวดมนต์ คือการกล่าวคำศักดิ์สิทธิ์ อันมีฤทธิ์มีอำนาจเหนือชีวิตจิตใจ ได้แก่การสรร เสริญ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ และมนต์ของพระพุทธเจ้าซึ่งเรียกว่า “พระพุทธมนต์” แต่พระพุทธมนต์เป็นคำศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง ผู้นับถือพระพุทธศาสนาย่อมนับถือพระพุทธมนต์เสมอด้วยชีวิตจิตใจ ถือว่าเป็นเครื่องป้องกันภัยอันตราย และประสิทธิ์ประสาทความเจริญ ให้จัดเป็นกุศลพิธีมาแต่ครั้งพุทธกาล การสวดมนต์ใช้สวดกันเป็นภาษามคธเป็นพื้น เพราะภาษามคธเป็นภาษาหลักเดิมของพระพุทธศาสนา และนับถือกันว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ข้อสำคัญควรรู้ความที่สวดนั้นด้วย การสวดมนต์ที่เราเห็นกันอยู่คือการสวดเป็นกิจวัตรสำหรับตนอย่างหนึ่ง ฟังพระสวดมนต์ในพิธีต่างๆ อย่างหนึ่ง ในการสวดก็มีหลายแบบ หลายวิธีสุดแต่จะนิยมสวดกัน ส่วนที่นิยมเป็นอย่างเดียวกันและเว้นไม่ได้ก็คือ บทนมัสการพระ ได้แก่ “นะโม” บทนี้ต้องใช้ขึ้นต้นเสมอไปไม่ว่าในพิธีใด ๆ และดูเหมือนจะขึ้นใจกันในบทนี้ก่อน เพราะเป็นบทไหว้พระบรมครู ที่ต้องการว่าก่อน เรียกว่าตั้ง นะโม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อท่านผุ้เป็นพระบรมครูของโลก ผู้เริ่มสร้างหลักธรรมของพระพุทธศาสนาขึ้นจะได้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ ในบทที่จะสวด บทต่อไปมีอยู่ ๕ บท คือ นะโม บทหนึ่ง ตัสสะ บทหนึ่ง ภะคะวะโต บทหนึ่ง อะระหะโต บทหนึ่ง สัมมาสัมพุทธัสสะ บทหนึ่ง ทั้ง ๕ บทนี้ มีตำนานมาว่า

ครั้งหนึ่งเทวดาห้าองค์ คือ สาตาคิรายักษ์ องค์หนึ่ง อสุรินทราหู องค์หนึ่ง ท้าวมหาราช องค์หนึ่ง ท้าวสักกะ องค์หนึ่ง ท้าวมหาพรหม องค์หนึ่ง ไปเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าอย่างจับใจ จึงได้เปล่งวาจาขึ้น

สาตาคิรายักษ์ เปล่งวาจาว่า นะโม
อสุรินทราหู เปล่งวาจาว่า ตัสสะ
ท้าวมหาราช เปล่งวาจาว่า ภะคะวะโต
ท้าวสักกะ เปล่งวาจาว่า อะระหะโต
ท้าวมหาพรหม เปล่งวาจาว่า สัมมาสัมพุทธัสสะ

ใช้สำหรับเป็นบทนมัสการพระพุทธเจ้า ตั้งแต่นั้นมาจนทุกวันนี้ ใจความของนะโมนั้นมีว่า “ขอนอบน้อม แด่สมเด็จพระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น” เพียงเท่านี้ก็เป็นอันประกาศพระคุณของพระพุทธเจ้า อย่างรวบยอดโดยสิ้นเชิง พระคุณของพระพุทธเจ้าอย่างรวบยอดมี ๓ ประการ คือ

๑. ทรงตรัสรู้ ชอบด้วยพระองค์เอง เรียกว่า พระปัญญาคุณ

๒. ทรงบริสุทธิ์สิ้นเชิง เรียกว่า พระวิสุทธิคุณ

๓. สั่งสอนผู้อื่นให้รู้ยิ่งตามความเป็นจริง เรียกว่า พระกรุณธิคุณ

การสวดมนต์เป็นหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนมานานแล้ว ทั้งสวดด้วยตนเองและฟังพระสวด การสวดด้วยตนเอง ได้กล่าวแล้วว่า เป็นกิจวัตรสำหรับตน ซึ่งจะต้องทำเสมอ ๆ เพื่อให้เกิดสวัสดิมงคลแก่ตน และเป็นเครื่องปลอบใจให้สงบไม่ฟุ้งซ่าน โดยนึกถึงคุณพระเป็นอารมณ์ เพื่อหน่วงเหนี่ยวน้ำใจให้แช่มชื่น อยู่ในพระคุณของท่าน แม้เวลามีอันตราย เมื่อนึกถึงคุณพระก็บรรเทาความหวาดสะดุ้งไปได้ชั่วขณะ ในโลกนี้ ใครที่จะถูกขอร้องให้ทำงานทั้งใหญ่ ทั้งหนักทั้งมาก และไม่มีเวลาหยุดเหมือนคุณพระเป็นไม่มีแล้ว งานแต่ละอย่างที่ถูกขอร้องนั้น ล้วนมหึมาทั้งสิ้น เช่น งานดลบันดาล งานคุ้มครองป้องกัน งานปกป้องรักษา ดังปรากฏในคำขอร้องอวยพรต่าง ๆ ในที่ทั่ว ๆ ไป คุณพระต้องแบ่งภาคทำงานใหญ่ ทุกทิศทุกทางไม่หยุดหย่อน แล้วแต่ว่าเขากลัวกันในด้านไหน ต้องการอะไร เขาก็ขอร้องให้ทำทั้งนั้น เขาไปรบก็ต้องแบ่งภาคไปกับเขา ถ้าเขาไปกันแสนหนึ่ง ก็ต้องแบ่งภาคไปแสนหนึ่ง ที่เฝ้าแนวหลังก็ต้องแบ่งภาคอยู่ด้วย ทุกวัดวาอาราม ทุกบ้านเรือนที่นับถือต้องอยู่ช่วยกันทั้งนั้น จนกระทั่งเด็กเล็ก ๆ ก็ต้องแบ่งภาคเป็นองค์เล็ก ๆ ให้ผูกคอ ทั้งเป็นหมอวิเศษนัก ผู้ที่เส้นประสาทไม่ค่อยดี เพราะเสียงสัญญาณภัย ทางอากาศ ถ้าไม่ได้คุณพระซึ่งเป็นหมอวิเศษแล้วจะเลยเป็นบ้ากันยกใหญ่ ถึงที่เส้นประสาทดีก็ได้ท่านรักษาอีก จึงคงดีอยู่ได้มาก เรารบกวนท่านแล้วถึงเพียงนี้ ก็ควรทำให้ดีอยู่กับท่านเสมอ ๆ นึกถึงท่านทุกวันคืน ไม่ใช่นึกถึงท่านเพียงชั่วขณะมีอันตรายเท่านั้น ทำได้ดังนี้เป็นสวัสดีแน่ ๆ


ความหมายเครื่องบูชาบนโต๊ะหมู่
เครื่องสักการะบูชาพระรัตนตรัยที่ชาวพุทธทั้งหลายได้เอามาบูชานั้น ล้วนแต่มีความหมายและแฝงไว้ซึ่งปรัชญา แต่ชาวพุทธอีกจำนวนมากไม่ทราบเลยว่า ทำไมจึงต้องมีสิ่งเหล่านี้ และมีไว้เพื่ออะไร ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอเข้าเรื่อง “ความหมายเครื่องบูชาบนโต๊ะหมู่” เพื่อความเข้าใจอันดีและถูกต้องตามความหมาย จึงใคร่ของนำมาเสนอแนะ ดังต่อไปนี้

ธูป สำหรับบูชาพระพุทธเจ้า นิยมจุดครั้งละ ๓ ดอก หมายความว่า พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายนั้น พระองค์มีพระคุณมากมายสุดที่พรรณนาได้ แต่เมื่อจะย่อลงให้น้อยที่สุดก็เหลือเพียง ๓ ประการ คือ ๑. พระปัญญาคุณ ๒. พระบริสุทธิคุณ ๓. พระมหากรุณาธิคุณ

ธูปที่บูชาบนโต๊ะหมู่ จึงหมายถึงพระคุณทั้ง ๓ ประการนี้ บรรดากลิ่นหอมทั้งหลายที่มีอยู่ในโลก ส่วนใหญ่เป็นกลิ่นที่ยั่วยุกามารมณ์ให้กำเริบ กลิ่นธูปเป็นกลิ่นที่น่าอัศจรรย์ คือเป็นกลิ่นหอมและกลิ่นอันสามารถทำจิตใจให้สงบได้ แต่กลิ่นของศีลนั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า เป็นกลิ่นที่ทวนลมและเป็นกลิ่นตามลม ที่เหล่าเทพยดาทั้งหลายทรงสรรเสริญและยกย่อง แม้พระองค์ทรงดับขันธ์ปรินิพพานไปนานกว่า ๒๕๐๐ ปีเศษ กลิ่นแห่งศีลของพระองค์ก็ยังตรึงใจของเหล่าชาวพุทธอยู่ตลอดเวลา

เทียน เทียนที่นิยมใช้จุดบูชานั้น มี ๒ เล่ม เป็นอย่างน้อย หมายความว่า บรรดาคำสอนที่เป็น “สัตถุศาสน์” คือ คำสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อแยกประเภทออกแล้วมีอยู่ ๒ ประเภทด้วยกัน คือ

๑. พระวินัย สำหรับฝึกหัดกาย วาจา ให้เรียบร้อย

๒. พระธรรม สำหรับฝึกใจให้สงบเพื่อจะได้พบความสุข

ดังนั้น เทียน ๒ เล่ม จึงเป็นเครื่องหมายถึงพระธรรมวินัย หรือ ที่เราเข้าใจกันว่า ศีลธรรมนั่นเอง จะเป็นศีล ๕, ศีล ๘, ศีล ๑๐, ศีล ๒๒๗, ศีล ๓๑๑ ก็ตาม ล้วนแต่อยู่ในความหมายนี้ และอีกอย่างหนึ่ง เทียนนี้ท่านผู้รู้ได้เปรียบเหมือนมารดาและบิดาผู้ให้กำเนิดแก่บุตรธิดา เพราะเทียนนั้นเมื่อจุดแล้วให้แสงสว่างแก่ผู้จุด แต่เทียนนั้นก็ค่อย ๆ หมดไปเหมือนมารดาและบิดาผู้เลี้ยงดูบุตรธิดาให้เติบโต และให้ได้รับการศึกษาวิชาความต่าง ๆ ส่วนสภาพ ร่างกายนั้นก็เหี่ยวแห้งลงตามลำดับ ฉันใด เทียนที่จุดแล้วให้ความแสงสว่าง และตัวเองก็ค่อย ๆ หมดไปฉันนั้น

พระธรรมไม่ว่าจะเป็นธรรมขั้นพื้นฐาน ขั้นกลาง หรือขั้นสูงสุด ก็รวมอยู่ในความหมายนี้เช่นกัน ผู้ที่จุดเทียนในที่มืดไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตาม ย่อมจะทำที่นั้นให้สว่าง สามารถมองเห็นทางเดินได้อย่างชัดเจน ฉันใด พระธรรมและพระวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ฉันนั้น ผู้ใดทำให้เกิดมีขึ้นในใจมากเท่าใด ก็จะเป็นแสงประทีปนำทางของผู้นั้นให้ได้พบความสว่างและความสงบ มีปัญญาเฉลียวฉลาดอย่างที่ไม่เคยมีปัญญาใด ๆ ในโลกจะมาเทียบได้

ดังนั้น การบูชาทุกครั้งจึงต้องจุดเทียนก่อนเสมอ เพื่อแสดงให้เห็นว่าศีลทุกคนจะต้องรักษาเพื่อดัด กาย วาจา ของตนให้ละเอียดประณีตขึ้น และธรรมทุกคนจะต้องประพฤติเพื่อความอยู่เป็นสุขใจสังคมมนุษย์ อย่างน้อยที่สุดต้องมีความรักความเอ็นดู ความสงสาร และการไม่เบียดเบียนกันและกัน โลกจึงจะสงบสุข พบกับสันติภาพ

ดอกไม้ การนำดอกไม้มาบูชานั้นมีความหมายว่า อันธรรมดาว่าดอกไม้นานาพันธุ์ที่เกิดอยู่ตามธรรมชาติ ย่อมมีความสวยงามตามสมควรแก่สภาพของมัน แต่พอบุคคลนำมากองไว้ปะปนกัน โดยมิได้จัดให้มีระเบียบ ย่อมไม่สวยงามไม่น่าดูไม่น่าชม แต่ถ้านายมาลาการคือช่างดอกไม้ นำมาร้อยจัดสรรให้เป็นระเบียบเสียบไว้ในแจกัน หรือใส่พานประดับแต่งให้มีระเบียบแล้ว ย่อมจะแลดูสวยงาม น่าดู น่าชม ข้อนี้ฉันใด เหล่าพระสงฆ์สาวกของพระพุทธ องค์ คราวที่ท่านอยู่ครองฆราวาส มีกิริยามารยาท ทางกาย วาจาและใจงามเหมาะสมตามควรแก่ตระกูลของตน หยาบบ้าง ประณีตบ้าง ละเอียดบ้างอันไม่เท่ากัน แบ่งชั้นวรรณะกันไปตามตระกูลวงศ์ มีอัธยาศัยต่าง ๆ กันไป เมื่อมีศรัทธาเลื่อมใสเข้ามาบวชรวมกันอยู่ ถ้าไม่มีระเบียบข้อวัตรปฏิบัติให้เป็นอันเดียวกันก็ไม่ต่างอะไรกับดอกไม้ที่นำมากองไว้ ไม่มีระเบียบ ไม่น่า เลื่อมใส ไม่น่าเคารพบูชาแก่ผู้ที่พบเห็น ครั้นพระพุทธเจ้าผู้เป็นเสมือนนายช่างดอกไม้ผู้ฉลาด พระองค์ได้ทรงวางระเบียบปฏิบัติคือ พระธรรมและพระวินัยไว้เป็นแบบแผนปฏิบัติ จัดสรรพระสงฆ์สาวกเหล่านั้น ให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในระเบียบเดียวกัน จึงเกิดมีระเบียบเรียบร้อย น่าเคารพ น่าเลื่อมใสศรัทธาแก่บรรดาผู้ที่ได้พบเห็นฉันนั้น

ดอกไม้ที่เลือกสรรมาบูชานั้น ชาวพุทธส่วนมากนิยมนำดอกไม้ที่มีคุณลักษณะที่ดีงามมาบูชา คือเป็นดอกไม้ที่กำลังแรกแย้ม มีกลิ่นหอม และมีสีสวยสด ไม่นิยมนำดอกไม้เหี่ยวแห้งมาบูชาหรือดอกไม้ ที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ เช่นดอกไม้ที่ทำด้วยพลาสติกเป็นต้น เพราะเชื่อกันว่าผู้บูชาด้วยดอกไม้ที่มีสีสวยมีกลิ่น หอม และเป็นดอกไม้แรกแย้มแล้ว เมื่อคราวจะได้อะไร ก็จะได้แต่ของที่ใหม่สดเสมอ ไม่เป็นมือสองรองจากใคร ดุจตาชูชกผู้มีอายุแก่คราวปู่ได้นางอมิตตา ซึ่งเป็นสาวแรกรุ่นมาเป็นเมีย ส่วนผู้ที่บูชาด้วยดอกไม้ ที่เหี่ยวแห้ง เช่นดอกไม้ที่ทำด้วยสิ่งประดิษฐ์ด้วยพลาสติก อาจมีสีสวยแต่ไม่มีกลิ่นหอม เข้าทำนองที่ว่า สวยแต่รูปจูบไม่หอม ผู้นั้นเวลาจะได้อะไรก็มักจะได้ของที่ไม่ดี ไม่สวยเป็นที่พอใจ ตัวอย่างนางอมิตตาได้ ตาชูชก ซึ่งแก่คราวปู่มาเป็นสามี

อย่างไรก็ตาม การบูชาด้วยดอกไม้นั้นนิยมนำดอกบัวตูมมาถวายพระหรือบูชาพระ เพราะลักษณะคล้ายรูปหัวใจ มีความหมายว่า ดอกบัวนั้น มีถิ่นกำเนิดในเปลือกตมไม่สะอาดแต่พอพ้นน้ำแล้วบาน สะพรั่งสวยงามเปรียบได้กับพระสงฆ์สาวกที่ออกจากเปลือกตม คือ กิเลส เบ่งบานด้วยรสพระธรรม ตัดความอาลัยคือ กามคุณห้าได้แล้ว เป็นพระอริยบุคคล (การบูชาด้วยดอกบัวนั้น จะให้มีความหมายที่ถูกต้องแล้ว ต้องบูชาให้ครบ ๘ ดอก ซึ่งหมายถึง พระอริยบุคคล ๘ จำพวก มีพระโสดาบันเป็นต้น)

สรุปได้ความว่า ธูป ๓ ดอก ที่จุดบูชานั้น หมายถึงพระพุทธคุณทั้ง ๓ ประการ คือ

๑. พระปัญญาคุณ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงด้วยพระองค์เองโดยไม่มีใครสอน)
๒. พระบริสุทธิคุณ (ความบริสุทธิ์หมดจดสิ้นราคะ โทสะ และโมหะ)

๓. พระมหากรุณธิคุณ (มีเมตตาสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตามความเป็นจริง)

เทียน ๒ เล่ม หมายถึงจุดเพื่อบูชาคุณของศีลและธรรม ซึ่งเป็นคำสอนของพระบรมศาสดา ที่พระองค์ทรงค้นพบด้วยปัญญาของพระองค์เอง

๑. เทียนเล่มซ้ายมือผู้จุด หมายถึงพระวินัยคือศีลทั้งหมด

๒. เทียนเล่มขวามือผู้จุด หมายถึงพระธรรมที่พระองค์ทรงค้นพบแล้วทรงสั่งสอนหมู่มนุษย์และ เทวดาให้มีจิตใจอ่อนโยน

เวลาจุดเทียนต้องจุดเล่มซ้ายมือของเราก่อน เพราะหมายถึง ศีลซึ่งกำจัดกิเลสอย่างหยาบ ปรกติเมื่อจะทำบุญใด ๆ (ทำความดี) ก็ตามจะต้องรับศีล

การจุดเทียนเล่มขวามือของเรานั้น หมายถึงพระธรรมอันเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียด และรักษาผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมมิให้ตกไปทางที่ชั่ว

ดอกไม้ที่นำมาบูชาพระบนโต๊ะหมู่นั้น หมายถึงพระสงฆ์ที่ท่านออกจากบ้านเรือนมาบวชแล้วตั้งอยู่ในศีลธรรม ทั้งที่เป็นพระอริยสงฆ์ และพระกัลยาณะ สมมติสงฆ์ เมื่อเราทราบความหมายดังนี้แล้ว จึงควรที่เราทั้งหลายมาช่วยกันรักษาและกราบไหว้ให้ถูกต้อง และสั่งสอนบุตรหลานทั้งหลายให้เขาเข้าใจในความหมายเหล่านี้ เมื่อเขาเข้าใจดีแล้ว ก็จะได้สืบต่ออายุพระพุทธศาสนาให้ยาวนานสืบต่อไป.


---------------------------------------------------------------------

ที่มาของข้อมูล :
http://www.watgiessen.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=182293&Ntype=6 (http://www.watgiessen.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=182293&Ntype=6)

---------------------------------------------------------------------

vanco
02-10-2008, 07:59 PM
เรื่อง อานิสงส์การสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิ

หากพูดเรื่องการสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ ทุกคนก็นึกถึงพระสงฆ์องค์เจ้าทั้งหลายที่อยู่ตามวัดวาอาราม หรือผู้ปฏิบัติธรรมเท่านั้น จริงๆ แล้วการสวดมนต์ไหว้พระ ควรเป็นข้อปฏิบัติประจำของเหล่าชาวพุทธทั้งหลาย โดยเฉพาะการสวดมนต์ ไหว้พระในวันวันธรรมสวนะ หรือวันพระ หากเราพิจารณาความสำคัญของการสวดมนต์โดยเปรียบเทียบกับทุกศาสนา เราจะพบว่ามีปฏิบัติกันถ้วนหน้าทีเดียว ชาวคริสต์ต้องเข้าโบสถ์สวดมนต์

ทุกวันอาทิตย์ อิสลามิกชนก็จะมีการสวดมนต์ทุกวันสำคัญ และมีการละหมาดวันละ 6 เวลาทีเดียว เบื้องต้นน่าจะเห็นพ้องต้องกันว่าการสวดมนต์เป็นสิ่งที่ดี แต่คำถามที่มักจะได้ยินเสมอว่าก็คือ ดีอย่างไร
<O:p
หากเรามองย้อนไปในอดีตตอนพวกเราๆ เป็นเด็ก จะพบว่าในรุ่นปู่ย่า ตายายของเรา แทบจะทุกคนที่จะไปวัดเพื่อสวดมนต์ ไหว้พระในวันพระเสมอ และยังมีการสวดมนต์ที่ค่อนข้างยาวทีเดียวก่อนนอนทุกวัน

หลายผู้อาจจะไปนั่งพนมมือด้วย หลายผู้ก็นอนฟังแล้วก็หลับไป หลายผู้อาจถูกปลูกฝั่งให้ปฏิบัติเอาเยี่ยงบ้าง

ก็มีผมเคยถามท่านทั้งหลายในรุ่นนั้น ว่าสวดมนต์ ไหว้พระแล้วได้อะไร ก็มักจะได้คำตอบว่า “ มันดี ”ทำให้ชีวิตดี หรือชีวิตมีสิริมงคล หรือจะได้มีคุณพระคุณเจ้าคุ้มครอง หรือ อีกเหตุผลอีกหลายประการ ซึ่งฟังแล้วไม่เป็นรูปธรรม จับต้องไม่ได้ คือเข้าใจยากนั่นแหละ คนสมัยนี้ชอบใช้เหตุผลที่ค่อนข้างเป็นวิทยาศาสตร์เสียด้วย

ทำให้มรดกพุทธศาสนา ( สวดมนต์ ไหว้พระ) จึงไม่ได้รับการสืบทอดและเป็นที่นิยมกันในคนรุ่นปัจจุบัน
<O:p
บวรธรรมสถาน เป็นอีกสำนักหนึ่งที่มุ่งเน้น สั่งสอนให้ลูกศิษย์สวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิ แผ่เมตตา
<O:p
ทุกวันพระและให้สวดมนต์ก่อนนอนโดยให้เป็นกิจปฏิบัติที่สำคัญลำดับต้นๆ เลยทีเดียว แม้ว่าการสวดนั้นจะสวดได้แบบปากเปล่าหรือจะต้องดูหนังสือสวดก็ตาม สำคัญอยู่ที่การสวดมนต์นั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของความตั้งใจจริง มีสมาธิที่ดี นำจิตไปจับที่ตัวอักษรที่จะสวดออกมาอย่างจดจ่อ เปล่งเสียงให้ดังฟังชัดเจน โดยครูบาอาจารย์ได้อรรถาธิบายความถึงอานิสงส์ของการสวดมนต์ไว้ ดังนี้

<O:p1. อานิสงส์ที่เกิดกับสุขภาพร่างกาย <O:p
ผู้ที่นิยมสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิสม่ำเสมอจะก่อให้เกิดผลดีต่อจิตยิ่ง จะมีความผ่องแผ้วสว่างบริสุทธิ์ จิตที่สว่างจะทำให้อารมณ์ผ่องใส ไม่โกรธง่าย ไม่เครียด แม้ถ้าจะต้องใช้ความคิดก็จะคิดแบบมีเหตุมีผล การที่จิตผ่องแผ้วถือเป็นโอสถทิพย์ที่สำคัญต่อร่างกายที่เดียว ส่งผลให้ร่างกายสร้างและหลั่งฮอร์โมนในร่างกายที่เป็นปกติ ทำให้ร่างกายสมดุล เมื่อร่ายกายสมดุลบุคคลนั้นจะอายุยืน คนที่มีอารมณ์ดี ไม่เครียด จะอายุยืนยาวเช่นพระสงฆ์ที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นสรณะจะอายุยืนบางองค์เกินร้อยปีก็มีหรือคนโบราณที่ชอบสวดมนต์ ไหว้พระจะอายุยืนยาวมากไม่มีต่ำกว่าแปดสิบปี ซึ่งต่างจากคนสมัยปัจจุบันที่แก่เร็ว อายุสั้น เฉลี่ยแล้วไม่เกินหกสิบห้า หรือ อย่างมากก็เจ็ดสิบปี การมีจิตที่ผ่องใส เสมือนหนึ่งมียาอายุวัฒนะขนานเอกไว้ในตัวเอง ลักษณะนี้ ครูบาอาจารย์ท่านให้เรียกว่า “ การนำปัจจัยภายในมาสร้างอายุวัฒนะ” <O:p

2. <?xml:namespace prefix = v ns = "urn:schemas-microsoft-com:vml" /><v:shape style="Z-INDEX: -3; POSITION: absolute; TEXT-ALIGN: left; MARGIN-TOP: -45pt; WIDTH: 54pt; HEIGHT: 53pt; MARGIN-LEFT: 459pt; LEFT: 0px" id=_x0000_s1026 type="#_x0000_t75"><v:imagedata src="file:///C:\DOCUME~1\xxx\LOCALS~1\Temp\msohtml1\01\clip_image001.jpg" o:title="LOGO"></v:imagedata></v:shape>อานิสงส์ให้เกิดจิตที่แกร่ง <O:p
หลังการสวดมนต์ไหว้พระและนั่งสมาธิ จะทำให้จิตมีกำลัง เป็นการบำรุงจิต จิตที่มีกำลังจะเข้มแข็ง ไม่อ่อนไหวง่าย สติดี หนักแน่น การมีจิตเป็นสมาธิสติจะคงอยู่เสมอ จะก่อให้เกิดปัญญาตามมา ปัญญาหมายถึง ระบบการคิดที่มีสติคอยกำกับ การคิดจึงอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผลไม่มีอารมณ์เข้ามาเจือปน ส่วนความคิดที่ขาดสติ เราเรียกว่า “อารมณ์” คนสมัยใหม่ที่ไม่นิยมนั่งสมาธิ ส่งผลให้สติไม่มั่นคง โกรธง่าย โมโหร้าย ขี้หงุดหงิด ไม่อดทนต่อแรงกดดันทั้งปวง มีอารมณ์แปรปรวนไม่สม่ำเสมอ เหตุเพราะจิตมีอ่อนกำลัง เราจึงพบว่าสถิติการฆ่าตัวตายของคนสมัยนี้ จึงมีอัตราที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นต้น รูปธรรมข้างต้นเหล่านี้คงจะพอแสดงให้เห็นถึงความต่างระหว่างจิตสองลักษณะคือ จิตแกร่งกับจิตอ่อน ได้เป็นอย่างดี ให้เปรียบเทียบง่ายๆ ว่า การที่เราต้องรับประทานข้าวปลาอาหารเพราะอาหารเป็นสิ่งที่มีความสำคัญกับชีวิต ฉันใดก็ฉันนั้น สมาธิก็จะเป็นอาหารที่สำคัญของจิต เช่นกัน
<O:p
3. ได้อานิสงส์จากการได้โปรดดวงจิตวิญญาณ<O:p
ผู้ที่สวดมนต์ไหว้พระนั่งสมาธิถึงขั้นเป็นผู้มีจิตใสสว่างนั้น เป็นที่โปรดปรานของพวกวิญญาณเร่ร่อนยิ่งนัก เพื่อปรารถนาจะขอส่วนบุญ ส่วนกุศลให้ตนได้ร่มเย็น หรือพ้นทุกข์ หรือแม้กระทั่งหลุดพ้นจากการถูกจองจำ โดยปกติบทสวดมนต์จะมีความขลังอยู่ในตัวเพราะ เป็นอักขระภาษาที่มีมนต์ขลัง บางบทเป็นพระคาถาที่มีอานุภาพสูง โดยเฉพาะบทพุทธบารมี บทพระคาถาชินบัญชร มีอานุภาพสูง ยิ่งผู้สวดมีสมาธิจิตที่ดีแล้ว พลังแห่งเมตตา พลังแห่งอานุภาพจะแผ่กระจายปกคลุมไปไกล ด้วยอานุภาพของพลังจิตผู้สวดเอง เมื่อเสียงสวดและอักขระไปกระทบ หรือสัมผัสกับดวงจิตวิญญาณใด พลังเมตตาและพลานุภาพแห่งมนตรานี้จะกระตุ้นให้ดวงจิตวิญญาณเกิดความระลึกได้ เมื่อระลึกได้ก็จะสามารถดูดซับพลังบารมีทั้งปวงจากบทสวดอย่างเต็มที่ ดวงจิตที่มืดบอดก็จะสว่างผ่องใสขึ้นและหลุดพ้นจากบ่วงพันธนาการในที่สุด สภาพโดยธรรมชาติของวิญญาณทั้งหลายนั้น พวกเขาจะถูกจำกัด หรือถูกควบคุมพื้นที่เสมือนถูกจองจำ
ตีตรวน เหมือนนักโทษที่ติดอยู่ในคุก บางคนก็สำนึกได้เอง บางคนต้องได้รับการอบรมสั่งสอนก่อนจึงจะเกิดสำนึก เช่นกันดวงวิญญาณหลายดวงเกิดสำนึกในความดี ความชั่วที่ตนได้กระทำได้เอง เมื่อสำนึกได้ก็จะสามารถเปิดรับธรรมะได้เลยทันที การสำนึกได้เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ดังที่คนโบราณได้สั่งสอนบอกต่อกันมาว่า ก่อนตายให้นึกถึงพระ ความหมายนี้ก็คือ ให้เกิดรู้สำนึกนั่นเอง แม้ถ้าคนเราสำนึกได้ในวินาทีสุดท้ายขณะใกล้จะตายก็ถือว่า มีโอกาสที่จะรับรู้สัมผัสธรรมได้ ( จิตเปิด) มีโอกาสหลุดพ้น(จากการจำกัดบริเวณ )ได้ และภาษาอักขระในบทสวดดวงจิตวิญญาณสามารถก็สามารถเข้าถึงได้ ให้ดวงจิตวิญญาณเข้าใจได้ ก่อให้เกิดความกระจ่างได้และยิ่งเมื่อเราแผ่เมตตาตามอีก เขาก็จะได้อานิสงส์มากยิ่งขึ้น ดวงจิตวิญญาณเหล่านั้นชุ่มเย็นเป็นสุขเสมือนเรานำน้ำที่เย็นชโลมรดให้กับผู้ที่หิวกระหาย ลุ่มร้อนมานานปี จนสุดท้ายก็จะสามารถหลุดพ้นไปได้ การที่เราทำให้วิญญาณตกทุกข์ได้ยาก
ทุกข์ทรมาน ได้รับความสุข สว่างสดใส หรือ กระทั่งหลุดพ้นไปได้ นับว่าได้อานิสงส์มหาศาลทีเดียว สภาพความจริงในภพแห่งวิญญาณนั้น ถ้ามนุษย์มองเห็นก็จะพบว่ามีวิญญาณเร่ร่อน ( สัมภเวสี )จำนวนมากมายทีเดียว
มีทุกหนทุกแห่ง เช่น คนมีจิตสว่างบางคนไปนอนที่ไหนก็จะมีวิญญาณมาดึง มาปลุก มาทำให้ไม่สามารถนอนได้ ปรากฏการณ์เช่นนี้ให้ท่านเข้าใจเป็นเบื้องต้นว่า เขามาขอส่วนบุญ เขาเห็นจิตของท่านที่สว่าง แสดงว่าท่านเป็นมีบุญที่สามารถแผ่ให้กับเขาได้ อย่าตกใจ อย่ากลัวให้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี วิธีปฏิบัติก็คือ สวดมนต์ แผ่เมตตาให้เขาเสีย แล้วท่านจะนอนหลับฝันดี เขาจะเฝ้าดูแลท่านตลอดทั้งคืน บางที่อาจให้โชคลาภกับท่านเสียอีก สถานที่บางแห่งวิญญาณอยู่กันเหมือนตัวหนอน เหมือนฝูงแมลงวัน ยิ่งดวงวิญญาณอยู่กันมากมายเช่นนี้ผู้สวดมนต์ แผ่เมตตา ภาวนาสมาธิให้ ก็จะได้อานิสงส์มากเท่าทวีคูณ การสวดมนต์ที่แท้ก็คือ การแผ่เมตตานั่นเอง

<v:shape style="Z-INDEX: -2; POSITION: absolute; TEXT-ALIGN: left; MARGIN-TOP: -87.5pt; WIDTH: 54pt; HEIGHT: 53pt; MARGIN-LEFT: 462pt; LEFT: 0px" id=_x0000_s1027 type="#_x0000_t75"><v:imagedata src="file:///C:\DOCUME~1\xxx\LOCALS~1\Temp\msohtml1\01\clip_image001.jpg" o:title="LOGO"></v:imagedata></v:shape>การทำจิตให้นิ่งเป็นสมาธิบ่อยๆ เสมือนเราอยู่ในที่สูง อานิสงส์ที่เราสร้าง บุญกุศลที่เราทำจะเปรียบเสมือนเราเทน้ำให้ไหลลงสู่เบื้องล่าง ผู้อยู่เบื้องล่างที่หิว กระหายก็จะรอรับอย่างชุ่มเย็น มีความปีติยินดี
<O:p
4. ได้อานิสงส์จากโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลาย <O:p
นอกจากดวงจิตวิญญาณแล้ว ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ปรารถนาจะได้รับพลังเมตตาบารมีจากการสวดมนต์ ไหว้พระและนั่งสมาธิเช่นกัน ซึ่งก็คือพวกสัตว์เล็ก สัตว์น้อย สรรพสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นนั่นแหละ พลังแห่งการแผ่เมตตาบารมีนี้มีอานุภาพยิ่งใหญ่ เป็นพลังแห่งพุทธานุภาพ เป็นพลังฝ่ายบุญกุศล การสวดมนต์ ไหว้พระนั่งสมาธิ และแผ่เมตตาบ่อยๆ จะทำให้จิตมีความแข็งแกร่ง พลังแห่งการแผ่เมตตาก็จะมีอานุภาพที่แรงครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น นั่นย่อมหมายถึงไปสู่สรรพสัตว์มากจำนวนยิ่งขึ้นตามเบื้องต้นสามารถพิสูจน์ได้จริง ไม่ว่ามด ยุง แมลง ฯลฯ ล้วนต้องการ และแสวงหาพลานุภาพแห่งเมตตาอย่างหิวโหยจริง เช่นผู้ปฏิบัติธรรมบางคนพบว่ามีมดขึ้นมาเกาะบนกลดขณะที่ท่านกำลังที่ภาวนาอยู่จำนวนมาก หรือมียุงมากัดจำนวนมากขณะนั่งสมาธิ แต่เมื่อท่านกล่าวแผ่เมตตาให้แล้ว พวกเขาเหล่านั้นก็จะจากไปของเขาเอง ไม่ทำร้าย ไม่รบกวนเราอีกเหตุเพราะพวกเขาได้รับแล้วนั่นเอง ลักษณะเช่นนี้จะเป็นเรื่องเดียวกันกับที่ครูบาอาจารย์ที่กล่าวไว้ว่า พวกมด ยุง แมลง นั้นพวกเราสามารถพูดกับเขาได้นั่นเอง เมื่อเราทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายที่ได้ทุกข์หลุดพ้นจากทุกข์ ช่วยให้สรรพสัตว์ที่ได้สุข ให้ได้สุขยิ่งๆขึ้นไป เราก็ได้อานิสงส์แห่งการนี้ตอบคืน อานิสงส์เช่นนี้ เป็นอานิสงส์ที่ก่อให้เกิดบารมีที่ยิ่งใหญ่มากทีเดียว เราเรียกว่า “ อานิสงส์ทางทิพย์”<O:p

5. ได้อานิสงส์จากพรเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์<O:p
ทุกครั้งที่เราสวดมนต์ หลังจากสวดบทบูชาพระรัตนตรัยแล้ว เราก็มักจะสวดบทชุมนุมอัญเชิญเทวดาเสมอ (สักเคฯ) เป็นการบอกกล่าวอัญเชิญเทวดาให้มาร่วมพิธีการสวดมนต์ เทวดาเทพ เทพารักษ์ทั้งหลายโปรดการฟังสวดมนต์มาก เพราะถือเป็นพิธีกรรมแห่งพุทธที่มีมนต์ขลังมีความศักดิ์สิทธิ์ ดังที่ได้เรียนไปแล้ว บทสวดทุกบทเป็นอักขระ มีพลังพุทธานุภาพสูง ใครได้ยินได้ฟังได้ซึมซับก็จะเกิดความสว่างไสว เกิดพลังบารมี มนุษย์ที่สวดมนต์ไหว้พระประจำเทวดา จึงเป็นที่โปรดปรานของเทวดา ไปที่ไหนมีเทวดาปกป้องคุ้มครอง
ให้โชคให้ลาภ ให้ความมั่งมีสีสุขคนโบราณจึงย้ำหนักหนาให้ลูกหลานสวดมนต์ก่อนนอน นี่คือความหมายที่แท้จริงของการสวดมนต์ก่อนนอน เทวดาก็ต้องการสร้างบารมีของตนให้สูงยิ่งๆ ขึ้นไปเช่นกัน เมื่อเราสวดมนต์ ไหว้พระ แผ่เมตตา ทำให้เทวดาได้บารมีเพิ่ม ได้ความสว่างเพิ่ม เทวดาก็จะอำนวยอวยพรชัยมงคลให้กับเรา เป็นการตอบแทนคุณเรา หากเราสังเกตให้ดี เราจะพบว่า ทุกพิธีกรรมทางพุทธศาสนาตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบันจะต้องเกี่ยวข้อง เชื่อมโยงกับเทวดาเสมอ ก่อนเริ่มพิธีกรรมจึงต้องมีการสวดบวงสรวงอัญเชิญทวยเทพเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาร่วมพิธีก่อนเสมอ พุทธองค์ทรงสำเร็จมรรคผลด้วยทวยเทพ เทวดาช่วยเหลือ ชี้แนะ ในทางกลับกันเทวดาก็พึ่งพาธรรมจากพุทธองค์ หรือพุทธสาวก เพื่อสร้างบารมี ชี้ทางสว่างเสมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า องค์ทวยเทพเทวากับพุทธศาสนาจึงแยกกันไม่ออก เป็นของคู่กัน <O:p<v:shape style="Z-INDEX: -1; POSITION: absolute; TEXT-ALIGN: left; MARGIN-TOP: -31.3pt; WIDTH: 54pt; HEIGHT: 53pt; MARGIN-LEFT: 459pt; LEFT: 0px" id=_x0000_s1028 type="#_x0000_t75"><v:imagedata src="file:///C:\DOCUME~1\xxx\LOCALS~1\Temp\msohtml1\01\clip_image001.jpg" o:title="LOGO"></v:imagedata></v:shape>

6. สามารถแผ่เมตตาช่วยคนเจ็บป่วยได้ <O:p
อานิสงส์การแผ่เมตตานั้น นอกจากสรรพสัตว์และดวงวิญญาณทั้งหลายแล้ว มนุษย์ทั่วไปที่นอนเจ็บป่วยทนทุกข์ทรมานก็สามารถรับอานิสงส์ของการแผ่เมตตาได้ โดยให้เรากล่าวว่า ดังนี้ “ อานิสงส์ของการสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิ ของข้าพเจ้าในวันนี้ ขอส่งให้ (ชื่อ-สกุล ผู้ป่วย)” เพียงเท่านี้เองก็จะก่อให้เกิดผลดีต่อผู้ป่วยมหาศาล โดยเฉพาะผู้แผ่เมตตาเป็นผู้บุญบารมีมากยิ่งก่อให้เกิดผลเร็วขึ้น โดยมาตรฐานที่จะให้เกิดผลสมบูรณ์ ให้ทำติดต่อกัน 33 วัน สภาพร่างกายและอำนาจจิตของผู้ป่วยก็จะดีขึ้นอย่างชัดเจน แม้บางรายสังขารจะไม่ดีก็ตาม ความทุกข์ทรมานจะลดลงจิตจะดี คนเราเมื่อจิตดีก็มีความสุข อย่างไรก็ดีต้องทำความเข้าใจหลักของเวรกรรมแต่ละคนด้วย (ผู้ป่วย) ผู้ป่วยบางรายอาจจะยกเว้นไม่เป็นไปตามมาตรฐานนี้ อันเนื่องจากอยู่ในภาวะชดใช้กรรมของเขาเอง และอีกประการหนึ่งให้เข้าใจในเรื่องวิถีจิตของผู้ป่วยต้องเปิดด้วย ถ้าจิตปิดก็รับไม่ได้ แต่หากผู้ป่วยเป็นผู้ปฏิบัติธรรมแล้วก็จะยิ่งเกิดผลเร็วทันตาเห็น ใช้เวลาเพียง 16 ถึง 24 วันเท่านั้นก็เพียงพอ นั้นหมายถึงเขาเปิดประตูจิตไว้รออยู่แล้วนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ความเป็นสายเลือดสายโลหิตระหว่างผู้แผ่อานิสงส์และผู้ป่วย ก็เป็นข้อยกเว้นพิเศษอีกเช่นกัน เพราะความเป็นสายเลือดการส่งอานิสงส์บุญกุศลจะยิ่งรวดเร็วที่สุด
เกิดอานุภาพแรงที่สุดเช่นกัน
<O:p
ดังกล่าวมาข้างต้น คงพอจะทำให้ทุกท่านเข้าใจ เรื่อง อานิสงส์ หรือ ประโยชน์ที่จะรับจากการสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิ ตลอดจนการแผ่เมตตาเป็นอย่างดีแล้ว อย่างไรก็ดีนี่เป็นเพียงประโยชน์เบื้องต้นเท่านั้น

ความจริงแล้วมีอานิสงส์ที่จะได้รับทางอ้อม ทางลึกอีกมากมายกว่านี้นักแต่เป็น “ ปัจจัตตัง” ของแต่ละคนไป

การอ่านบรรยายข้างต้นเชื่อว่าสามารถทำให้ท่านเข้าใจได้แต่จะให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ท่านต้องปฏิบัติเอง

ธรรมะคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีเครื่องมือชนิดใดสามารถมาวัดประสิทธิภาพ วัดความจริงได้
เป็นเรื่องเหนือวิทยาศาสตร์ ต้องวัดผลด้วยการปฏิบัติเอง<O:p

“ สิบปากว่า สิบตาเห็น ไม่เท่าเราลงมือทำเอง”
เอวัง ... ด้วยประการฉะนี้<O:p


-----------------------------------------------------------------

ที่มาของข้อมูล:
http://www.borvorndhammasathan.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=429428 (http://www.borvorndhammasathan.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=429428)

-----------------------------------------------------------------

จรัล
02-10-2008, 08:14 PM
ขออนุโมทนาครับ

wara43
03-10-2008, 06:03 AM
http://board.palungjit.com//images/smilies/aafairy3.gifhttp://board.palungjit.com//images/smilies/in-love.gif ขอกราบโมทนาสาธุครับ สาธุ...http://board.palungjit.com//images/smilies/in-love.gifhttp://board.palungjit.com//images/smilies/aafairy3.gif

spk7192
03-10-2008, 08:09 AM
ขออนุโมทนาครับ

toss
04-10-2008, 02:46 PM
สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ

tui s,luangkhot
04-10-2008, 03:11 PM
สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ

จื่อหลิง
04-10-2008, 04:49 PM
ดีครับ ผมสวดเป็นประจำ เพราะคิดว่าสวดให้ตนเองความจำดีและสวดให้เทวดาฟังและดวงวิญญาณต่างๆ ครับ เป็นกุศลดี
;aa22

slamb
12-10-2008, 10:55 PM
อนุโมทนาสาธุครับ

apple_meppo
14-10-2008, 10:17 AM
อนุโมทนาสาธุ

vilawan
14-10-2008, 10:51 AM
อนุโมทนา สาธุ

ภัทรวรรัฏฐ์
18-10-2008, 07:04 PM
อนุโมทนาค่ะ ^^

Nutuk
21-10-2008, 08:25 PM
http://i242.photobucket.com/albums/ff298/akapong999/dookdik/animal/dog/th_002.gif (http://glitter.kapook.com/content.php?id=3756&category_id=95) ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ

" การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง "






ขอบอกบุญต่อด้วยจ้า บริจาคอวัยวะที่ http://www.organdonate.in.th/ (http://www.organdonate.in.th/) บริจาคดวงตาที่ http://www.eyebankthai.com/ (http://www.eyebankthai.com/) ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่ต้องการบริจาคนะคะ สาธุ สาธุ สาธุ <!-- / sig -->
<!-- / message -->

TUK2800
23-10-2008, 02:51 PM
อนุโมทนาสาธุ
อานิสงส์พระคาถาชินบัญชร ตอนก่อนจะออกจากบ้านทุกเวลา ให้พนมมือ สวดนะโม…3 จบแล้วว่า “ชินะปัญชะระปะริตตังมัง รักขะตุ สัพพะทา” 3 จบ “ขอพระชินบัญชรปริตรจงรักษาข้าพเจ้า ตลอดเวลาทุกเมื่อ”

<TABLE class=tborder id=post1600625 cellSpacing=0 cellPadding=6 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD class=alt1 id=td_post_1600625 style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid">
อานิสงค์ของการสวดมนต์

สำหรับใครที่คิดว่าเราสวดมนต์ไปวันๆเพื่อประโยชน์อะไร ท่องๆไปบางครั้งสวดไปเราเองก็ไม่ไดรู้หรือทราบถึงคำแปลเลยแม้แต่อย่างใด
ดังนั้นมีหลายคนที่ตั้งคำถามที่ว่าเราสวดมนต์ หรือแม้แต่ อ่านหนังสือธรรมะไปเพื่ออะไรมาดูกันด้านล่างนี้เลย ... .. .
1. ไล่ความขี้เกียจ :ขณะสวดมนต์ อารมณ์เบื่อ เซื่องซึม ง่วงนอน เกียจคร้าน จะหมดไป เกิดความแช่มชื่น<O:p</O:p
กระฉับกระเฉงขึ้น
2. ตัดความเห็นแก่ตัว :เพราะขณะนั้นอารมณ์ของเราหน่วงอยู่ที่การสวด ไม่ได้คิดถึงตัวเอง ความโลภ โกรธ หลงจึง<O:p</O:p
มิได้กล้ำกลายเข้าสู่วาระจิต
3. ได้ปัญญา : การสวดมนต์โดยรู้คำแปลรู้ความหมาย ย่อมทำให้ผู้สวดได้ปัญญา ความรู้ แทนที่จะสวดแจ้วแจ้ว <O:p</O:p
เหมือนนกแก้วนกขุนทอง โดยไม่รู้อะไรเลย เป็นเหตุให้ถูกค่อนว่า ทำอะไรโง่ๆ
4. จิตเป็นสมาธิ : เพราะขณะนั้นผู้สวดต้องสำรวมใจแน่วแน่ มิฉะนั้นจะสวดผิดได้หน้าลืมหลัง เมื่อจิตเป็นสมาธิ <O:p</O:p
ความสงบเยือกเย็นในจิตจะเกิดขึ้น
5. ได้เฝ้าพระพุทธเจ้า : เพราะขณะนั้น ผู้สวดมีกาย วาจาปกติ มีศีล มีใจแน่วแน่ มีสมาธิมีความรู้ระลึกถึงคุณความดี<O:p</O:p
ของพระพุทธเจ้ามีปัญญาเท่ากับเฝ้าพระองค์ด้วยการปฏิบัติบูชา ครบไตรสิกขาอย่างแท้จริง ... .. .

ที่มาhttp://dharma.thaiware.com/dharma_article.php?id=129
<!-- / message --></TD></TR></TBODY></TABLE>

ประเสริฐ2522
23-10-2008, 07:47 PM
ดีมากๆๆเลยคร๊าบ ขออนุโมทนาด้วยคน

ธรรมวิวัฒน์
26-10-2008, 01:13 PM
อนุโมทนาครับ สาธุ

ปัญญาสมาธิวัชร
01-11-2008, 05:33 PM
อนุโมทนา สาธุ สาธุ