View Full Version : หลวงปู่ขาว อนาลโย ธุดงค์เผชิญสัตว์ต่างๆ
ขอกราบอนุญาตและกราบขอบพระคุณ หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านด้วยดวงจิต
กุศลผลบุญใดที่พึงบังเกิดจากธรรมทานนี้ ขอน้อมถวายแด่ หลวงปู่ขาว อนาลโย
และจงเป็นบุญเป็นปัจจัยแด่ท่านผู้ที่ได้รวบรวมเรียบเรียงไว้คือท่าน รศ.ดร.ปฐม - รศ.ภัทรา นิคมานนท์
รวมทั้งท่านเจ้าของภาพทุกภาพ และท่านผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในธรรมทานนี้ทุกๆท่าน
พระคุณเจ้าหลวงปู่ขาว อนาลโย แห่งสำนักวัดถ้ำกลองเพล จังหวัดหนองบัวลำภู ได้ชื่อว่าเป็นเพชรน้ำเอก และเป็นศิษย์ต้นแห่งวงพระกรรมฐานสายพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต
ท่านเป็นพระธุดงค์กรรมฐานที่มีจิตใจแข็งแกร่ง เด็ดเดี่ยว มุ่งมั่น มีเมตตาธรรมเป็นเลิศ มีปัญญาธรรมที่เฉียบคม และเป็นพระอริยะเจ้าที่ทรงคุณธรรมอันบริสุทธิ์ดุจดังเพชรเม็ดงามประดับไว้ในพระพุทธศาสนา ที่หาจุดตำหนิหรือรอยมัวหมองไม่มี นับตั้งแต่ท่านสละเพศฆารวาส ออกบวช ตราบจนวาระสุดท้ายในชีวิต ท่านละสังขารทิ้งในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ เมื่อท่านอายุได้๙๖ปี
หลวงปู่มั่น เคยเปิดเผยกับศิษย์ใกล้ชิดว่า หลวงปู่ขาว อนาลโย เป็นศิษย์หนึ่งในจำนวนสององค์ที่บรรลุเป็นพระอรหันต์ หมดสิ้นกิเลส เข้าสู่สอุปาทิเสสนิพพาน ที่บ้านโหล่งขอด อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ในช่วงหลวงปู่มั่นยังดำรงขันธ์อยู่ แล้วเดินทางกลับไปโปรดลูกศิษย์ในภาคอีสาน ใช้ชีวิตพระธุดงค์อยู่ตามป่าเขา แสวงความวิเวกโปรดญาติโยมในภาคอีสานตอนบน แถบจังหวัดสกลนคร หนองคาย อุดรธานีและฝั่งประทศลาวอยู่หลายปี
หลวงปู่ขาว ธุดงค์ตามสันเขาภูพาน มาถึงถ้ำกลองเพล อ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี (ในสมัยนั้น)
เมื่อปี พ.ศ. 2500 ได้ก่อตั้งวัดถ้ำกลองเพลขึ้น พัฒนามาจนเป็นวัดกรรมฐานที่สำคัญ และท่านก็ได้พำนักประจำที่วัดแห่งนี้จนสิ้นอายุขัย
หลวงปู่ขาว อนาลโย ธุดงค์เผชิญกับสัตว์ต่างๆ
พญานาคที่ภูถ้ำค้อ
หลวงปู่ขาว อนาลโย เล่าถึงเหตุการณ์ที่ภูถ้ำค้อ ที่เกี่ยวกับลูกหลานพญานาค ดังต่อไปนี้
คืนหนึ่ง ในระหว่างที่หลวงปู่นั่งสมาธิภาวนา ได้เห็นในนิมิตว่าบรรดางูใหญ่งูเล็กหลายพันตัว
พากันเลื้อยออกมาจากถ้ำเป็นขบวนยาวเหยียด
หลวงปู่ได้ถามในนิมิตว่า จะไปไหนกันมากมายเช่นนี้?
หัวหน้างูใหญ่ตอบว่า พวกข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นภูมินาค
หลวงปู่ถามซ้ำอีกว่า จะพากันไปไหนทำไมไม่อยู่ที่เดิมนี้?
งูตอบว่า จะไปที่ห้วยอีตุ้ม เพราะตั้งแต่พระคุณเจ้ามาอยู่ในถ้ำนี้แล้ว พวกข้าพเจ้าอยู่ยากกินยาก
หลวงปู่จึงถามว่า เพราะอะไร
งูตอบว่า เพราะพวกข้าพเจ้าอยู่สูงกว่าพระคุณเจ้าผู้มีศีลอันบริสุทธิ์ ทำให้ร้อนไปทั่วร่างกาย จึงขอลงไปอยู่ในที่ต่ำๆจะได้ไม่เป็นบาป
ในบรรดางูเหล่านั้นมีนาคหนุ่มตัวหนึ่งถูกมัดปาก โดยให้คาบก้อนหินอยู่ หลวงปู่เห็นว่าแปลกกว่านาคตัวอื่นๆ จึงถามหัวหน้าพวกเขาว่า ทำไมจึงต้องมัดปากเขาไว้ด้วย?
หัวหน้าตอบว่า มันดื้อมากเกรงมันจะทำอันตรายพระคุณเจ้า
หลังจากออกจากสมาธิแล้ว หลวงปู่ได้ยกเรื่องของนาคมาพิจารณาโดยละเอียด ท่านบอกว่าเรื่องของนาคนี้ไม่มีบรรยายไว้ในตำราเล่มใด ถ้าหากไม่ปฏิบัติสมาธิให้ถึงขั้นแล้ว จะไม่เห็นได้เลย
เป็นสนฺทิฏฐิโก คือรู้เห็นเฉพาะตนเท่านั้น
บทเพลงลูกสาวพญานาค
การจำพรรษาของหลวงปู่ขาว อนาลโยที่ภูถ้ำค้อนั้น ท่านว่าได้ข้อธรรมอย่างมากเลยทีเดียว การพิจารณาค้นคว้าธรรมไม่ติดข้อง มีความรู้แปลกๆหลายอย่าง รู้ทั้งเรื่องของโลกและรู้ทั้งเรื่องของโลกทิพย์
หลวงปู่เล่าว่าคืนหนึ่งท่านเข้าที่บำเพ็ญภาวนา จิตสงบ ปรากฎว่าตัวของท่านได้ลงไปถึงชั้นบาดาล
หลวงปู่ถามว่า เมืองอะไร?
มีเสียงพูดขึ้นว่า นี่คือบาดาลพิภพ เมืองนาค
หลวงปู่บอกว่าขณะนั้นเห็นตัวท่านเองยืนอยู่บนก้อนหินอยู่กลางน้ำ น้ำในเมืองบาดาลไม่เหมือนกับน้ำในเมืองมนุษย์ กล่าวคือน้ำในเมืองบาดาลน้ำจะไหลผ่านกัน เช่นสายหนึ่งไหลไปทางทิศเหนืออีกสายหนึ่งจะไหลไปทางทิศใต้สลับกัน สายหนึ่งไหลไปทางตะวันออก อีกสายก็ไหลไปทางตะวันตก บางแห่งจะไหลเวียนขวากับเวียนซ้าย น่าแปลกประหลาดมาก
หลวงปู่เห็นก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง มีลักษณะสวยงามมาก มีสาวงามซึ่งเป็นลูกของพญานาคยืนนิ่งอยู่เธอสวยงามมาก หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ดูราวกับนางฟ้าเทพธิดา แต่งตัวด้วยเครื่องทรงที่งดงามเหมือนในภาพที่วาดกัน
สาวน้อยหันหน้ามาทางหลวงปู่ เธอประนมมือและแสดงความคารวะ แล้วทำการร่ายรำพร้อมกับขับร้องเป็นเพลงว่า อะหัง นะเม นะเม นะวะชาตินะวะ หลวงปู่จำเนื้อเพลงได้ดี
ลูกศิษย์เคยกราบเรียนถามหลวงปู่ว่าเพลงของลูกสาวพญานาคมีความหมายว่าอย่างไร ท่านบอกว่าให้แปลเอาเอง
หลวงปู่เคยเล่าเรื่องนี้ถวายสมเด็จพระญาณสังวร (สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน) สมเด็จฯท่านก็ไม่แปลให้ฟัง พระองค์ท่านอยากฟังหลวงปู่แปลมากกว่า จึงนิมนต์ให้หลวงปู่แปลให้ฟัง
หลวงปู่บอกว่า ผมไม่ได้มหาเปรียญ ไม่ได้เรียนศึกษาจะแปลได้อย่างไร
สมเด็จฯท่านว่า หลวงปู่เรียนทางในไตรปิฎก ผมเรียนทางนอกทางตำรา
หลวงปู่จึงยอมแปลให้ฟัง ท่านพูดว่า พูดตามที่เป็นมา ไม่ใช่ตำราอะไรนะ อะหัง ก็แปลว่าเรา ชาติใหม่ของเราไม่มีอีกแล้ว มีชาติเดียวเท่านี้
แล้วหลวงปู่ก็ยิ้มระรื่นตามนิสัยอารมณ์ดีของท่าน แล้วถามสมเด็จว่า ผมแปลแบบบาลีโคก แบบนี้ถูกหรือไม่
สมเด็จฯ ท่านตอบว่า หลวงปู่แปลได้ถูกต้องแล้ว
เจ้าตัวยาวแห่งถ้ำผาผึ้ง
จากข้อเขียนของพระอาจารย์บวร พุทฺธญาโณ เขียนถึงธรรมชาติอันวิเศษมหัศจรรย์ของวัดถ้ำกลองเพล ดังนี้
วัดถ้ำกลองเพลนี้ มีจุดเด่นเป็นสง่าที่น่าสัมผัสทัศนาอยู่ ๓ แห่ง คือบริเวณถ้ำกลองเพล บริเวณถ้ำผาผึ้ง ลึกเข้ามาอีกหน่อย และบริเวณผาผึ้งอยู่สูงขึ้นไปบนสันเขาภูพาน
ทั้ง๓แห่งมีหินตั้งตระการตั้งตระหง่านเรียงรายเป็นทิวแถว มีทั้งก้อนสูงใหญ่ กลาง เล็ก สลับกันไปอย่างมากมาย มองดูแล้วเป็นธรรมชาติสบายตายิ่งนัก
ถ้ำผาผึ้ง อยู่ทางด้านทิศเหนือของผาผึ้งขึ้นไปประมาณสามร้อยเมตร โขดหินของผาผึ้งทางใต้เป็นลักษณะโพรง เป็นที่อยู่อาศัยของบรรดาค้างคาวน้อยใหญ่จำนวนมากมายนับแสนนับล้าน มันมาพักผ่อนนอนหลับ ณ ที่แห่งเดียวนี้เป็นประจำ
ส่วนสัตว์ที่เป็นเจ้าของถ้ำ อาศัยอยู่เป็นประจำเช่นกันก็ได้แก่ เจ้าตัวยาว ซึ่งเป็นงูเหลือมขนาดใหญ่มากนั่นเอง
หลวงปู่เล่าให้ฟังว่า มีวันหนึ่งพระอาจารย์จันทา ถาวโร ไปนั่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ในบริเวณใต้ปากถ้ำนั้น เจ้าตัวยาวคงจะเสร็จจากหาอาหารแล้วกลับมาอยู่ที่ของมัน เลื้อยบ้างหยุดบ้างสลับกันไปเป็นระยะๆ ดูท่าจะอิ่มเต็มที
เมื่อเจ้าตัวยาวมาใกล้จะถึงปากถ้ำที่อาศัยของมัน มันเลื้อยทับกิ่งไม้ดังกร๊อบๆสียงดังผิดปกติ เหมือนคนรากอะไรหนักๆ ผ่านไปตามกิ่งไม้ใบไม้แห้ง
พระอาจารย์จันทาออกจากสมาธิ คอยจับตาดูก็เห็นงูเหลือมขนาดใหญ่ค่อยๆเลื้อยเข้ามาใกล้ พอใกล้จะถึงปากถ้ำ พระอาจารย์จันทา จึงพูดว่า พอๆ หยุดให้ดูเสียก่อนอย่ารีบด่วนไป
เจ้าตัวยาวก็หยุดนิ่งให้พระท่านดู เมื่อเห็นได้ถนัดชัดเจนแล้ว พระอาจารย์จันทาเกิดความคิดอยากให้พระอีกรูปหนึ่งซึ่งภาวนาอีกที่หนึ่งใกล้ๆ กันนั้นได้ดูด้วยจึงพูดว่า ถ้าได้เชือกมาผูกล่ามไว้คงจะได้ดูนานๆ
เมื่อเจ้าตัวยาวได้ยินพระพูดเช่นนั้น มันก็แสดงอาการไม่พอใจ คือชูหัวขึ้นสูงและใช้หางตีพื้นดินแรงๆ หลายที แล้วก็รีบเลื้อยหายไป ในโพรงที่อยู่ของมันโดยไม่ออกมาให้พระอาจารย์จันทาได้เห็นอีกเลย
แสดงให้เห็นว่าสัตว์เหล่านี้สามารถสัมผัสรู้ภาษาคนได้ มันจึงแสดงอาการไม่พอใจออกมา หรืออาจจะนึกติเตียนพระก็ได้ ดังนั้นพระอาจารย์จันทา และพระเณรในวัดจึงได้เพิ่มความระมัดระวังในการคิด การพูด และการกระทำมากยิ่งขึ้น
เทศน์อบรมเสือ
หลวงปู่ขาว อนาลโย เล่าเรื่องเกี่ยวกับเสือในช่วงที่ท่านพักจำพรรษาที่ดงหม้อทอง อำเภอบึงกาฬ
จังหวัดหนองคาย ดังนี้
คืนหนึ่งหลวงปู่กำลังให้อบรมกรรมฐานแก่พระที่จำพรรษา อยู่ด้วยสามสี่องค์ ก็ได้ยินเสียงนักเลงโตสามตัว ลายพาดกลอน ดังกระหึ่มๆขึ้นข้างๆ บริเวณที่พัก มันอยู่คนละด้านกัน
ต่อจากนั้นพวกมันก็มาพบกัน ได้ยินเสียงคำรามขู่กันบ้าง เสียงกัดในลักษณะหยอกล้อกันบ้าง สักพักก็เงียบไป นึกว่าพวกมันไปกันแล้ว
ต่อมาได้ยินเสียงขู่เข็ญกัดกัน เล่นกันข้างๆที่พักนั่นเอง ดูมันจะใกล้กับที่พระนั่งภาวนาอยู่เรื่อยๆ
ประมาณสามทุ่ม เจ้าป่าทั้งสามก็พากันมาหยอกล้ออยู่ใต้ถุนศาลาที่พระกำลังนั่งสมาธิภาวนา ฟังธรรมจากหลวงปู่ อยู่ศาลาหลังเล็กๆนั้นมีพื้นสูงเพียงเมตรกว่าเท่านั้นเอง โครงสร้างไม่ได้แข็งแรงอะไรเลย ปลูกพอได้อาศัยเท่านั้น เสือสามตัวส่งเสียงคำรามหยอกล้อกัดกัน เล่นกันอยู่ใต้ถุนศาลาเล็กๆนั้น ส่งเสียงรบกวนพระ โดยไม่สนใจอะไร ดูท่ามันจะสนุกกันใหญ่
หลวงปู่เห็นว่าไม่ควรปล่อยไว้เช่นนั้น จึงพูดเสียงดังลงไปว่า เฮ้ย สามสหาย อย่าพากันส่งเสียงอื้ออึงนักซิ พระกำลังเทศน์และฟังธรรมกัน เดี๋ยวจะเป็นบาปตกนรกฉิบหายกันหมดนะ เดี๋ยวจะว่าไม่บอก ที่นี่ไม่ใช่ที่เอ็ดตะโรโฮเฮกัน จงพากันไปเที่ยวร้องครางที่อื่น ที่นี่เป็นวัดของพระ ที่ท่านชอบความสงบไม่เหมือนพวกแก รีบไปเสีย พากันไปร้องไปเล่นที่อื่นตามสบาย ไม่มีใครไปยุ่งกับพวกแกหรอก ที่นี่เป็นที่พระบำเพ็ญธรรม จึงห้ามไม่ให้พวกแกส่งเสียงอื้ออึง
พอได้ยินเสียงหลวงปู่ร้องบอกไป พวกมันพาสงบเงียบอยู่พักหนึ่ง หลังจากนั้นอีกสักพัก ก็ได้ยินเสียงพวกมันเกี้ยวพาราสีกันซุบซิบเบาๆ อยู่ใต้ถุนศาลา คล้ายกับจะเตือนกันว่า พวกเราอย่าส่งเสียงดังกันนักซิ พระท่านรำคาญ และร้องบอกลงมานั่นไงล่ะ ทำเสียงเบาๆหน่อยเถอะเพื่อน เดี๋ยวเป็นบาปขี้กลากขึ้นหัวนะ
เสียงเสือหยุดไปพักหนึ่ง ต่อไปก็มีเสียงหยอกล้อกันอีกไม่ยอมไปไหน แต่เสียงค่อยกว่าตอนแรกๆ พวกมันหยอกล้อกันเล่นสนุก ตั้งแต่สามทุ่มจนถึงสองยาม บรรดาพระก็ตั้งใจทำสมาธิภาวนา แม้ใจไม่สงบนักก็ไม่กล้ากระดุกกระดิกกลัวเสือมันจะกัดเอา พอถึงหกทุ่ม การอบรมธรรมก็จบลง พวกเสือแยกกันเข้าป่าไป พระก็แยกกันกลับกุฏิ
ช้างใหญ่เข้ามาหากลางดึก
หลวงปู่ขาวได้เล่าเหตุการณ์ระทึกใจเมื่อตอนอยู่เชียงใหม่ดังนี้
คืนหนึ่งในระหว่างพรรษาเวลาดึกสงัด หลวงปู่นั่งภาวนาอยู่ในกุฏิหลังเล็กๆ ที่ชาวบ้านสร้างถวาย
ปรากฏมีช้างใหญ่เชือกหนึ่ง เป็นช้างบ้านที่เจ้าของเขาปล่อยให้หากินตามลำพังในป่าแถบนั้น ซึ่งไม่ทราบว่ามันมาจากไหน เดินเข้ามาในบริเวณที่หลวงปู่พัก แล้วตรงเข้ามายังกุฏิของท่าน ด้านหลังกุฏิมีหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งขวางอยู่ ช้างจึงไม่สามารถเข้าถึงตัวหลวงปู่ได้ มันใช้งวงล้วงเข้ามาในกุฏิจนถึงกลดและมุ้ง บนศีรษะของท่านที่กำลังนั่งภาวนาอยู่
เสียงสูดลมหายใจของมันดังฟูดฟาดๆ จนกลดมุ้งไหวไกวไปมาและพ่นลมเย็นไปถึงศีรษะของท่าน
หลวงปู่นั่งนิ่งหลับตาบริกรรม พุทโธ-พุทโธ อยู่อย่างฝากจิตฝากใจ ฝากเป็นฝากตายกับพุทโธจริงๆ
ไม่มีที่อิงอาศัยอื่น
ช้างใหญ่ยังยืนคุมเชิงอยู่อย่างนั้น โดยไม่หนีไปไหน นานๆจะได้ยินเสียงลมหายใจ และสูดกลิ่นท่านอยู่นอกมุ้งกลดครั้งหนึ่งแล้วก็เงียบไป มันทำอยู่เช่นนั้นเป็นเวลาถึงสองชั่วโมงเศษ
จากนั้นก็เดินเลี่ยงไปด้านตะวันตกของกุฏิ เอางวงล้วงเข้าไปในตะกร้ามะขามเปรี้ยวที่แขวนกับต้นไม้ ที่โยมเขาเอามาไว้ขัดฝาบาตร
เสียงมันเคี้ยวมะขามดังกร้วมๆ ด้วยความเอร็ดอร่อย หลวงปู่คะเนเอาว่า เมื่อเจ้าท้องใหญ่พุงโลกินมะขามในตะกร้าหมดแล้ว มันคงเดินมาที่กุฏิอีก คราวนี้อาจเข้าถึงตัวท่าน และอาจเข้าบดขยี้ท่านก็เป็นได้
หลวงปู่คิดว่าท่านน่าจะออกไปพูดกับมันให้รู้เรื่อง มันคงรู้ภาษาคนดี เพราะมันอยู่กับคนมานาน มันคงจะยอมฟังคำพูดของท่าน หากมันฝืนทะลึ่งพรวดพราดเข้ามาจะฆ่าเรา ก็ยอมตายเสียเท่านั้น
หลวงปู่คิด แม้เราจะไม่ออกไปพูดกับมัน เมื่อมันกินมะขามหมดแล้ว มันก็ต้องเข้ามาหาเราจนได้ ถ้ามันจะฆ่าเราก็ต้องตาย หนีไม่พ้นอย่างแน่นอน เพราะเป็นเวลาที่ค่ำคืน ตาก็มองไม่เห็นทางอะไรด้วย
ออกไปพูดกับช้างให้รู้เรื่อง
เมื่อหลวงปู่ตกลงใจอย่างนั้นแล้ว ก็ออกจากกุฏิมายืนแอบโคนต้นไม้ด้านหน้า แล้วพูดกับช้างว่า
พี่ชาย น้องขอพูดด้วยสักคำสองคำ ขอพี่ชายจงฟังคำของน้อง น้องขอพูดด้วยเวลานี้
พอช้างได้ยินเสียงหลวงปู่พูดด้วย มันยืนนิ่งไม่ไหวติง จากนี้ท่านก็เริ่มกล่าวคำหวานต่อไปว่า
พี่ชายเป็นสัตว์ของมนุษย์ในบ้านนำมาเลี้ยงไว้เป็นเวลานาน จนเป็นสัตว์บ้าน ความรู้สึกทุกอย่าง ตลอดทั้งภาษามนุษย์ที่เขาพูดกัน และพร่ำสอนพี่ชายตลอดมานั้น พี่ชายรู้ได้ดีทุกอย่าง ยิ่งกว่ามนุษย์บางคนเสียอีก
ดังนั้นพี่ชายควรจะรู้ธรรมเนียมและข้อปฏิบัติของมนุษย์ ไม่ควรทำอะไรตามใจชอบ เพราะการทำบางอย่าง แม้จะถูกใจเรา แต่เป็นการขัดใจมนุษย์ ก็ไม่ใช่ของดี เมื่อขัดใจมนุษย์แล้ว เขาอาจทำอันตรายเราได้ ดีไม่ดีอาจถึงตายได้ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์แหลมคมกว่าบรรดาสัตว์ที่อยู่ร่วมโลกกัน
สัตว์ทั้งหลายจึงกลัวมนุษย์มากกว่าสัตว์ด้วยกัน
ตัวพี่ชายเองก็อยู่ในบังคับของมนุษย์ จึงควรเคารพมนุษย์ผู้ฉลาดกว่าเรา ถ้าดื้อดึงต่อเขา อย่างน้อยเขาก็ตี เขาเอาขอสับลงที่ศีรษะพี่ชายให้ได้รับความเจ็บปวด มากกว่านั้นเขาอาจฆ่าให้ตาย
พี่ชายจงจำไว้ อย่าลืมคำที่น้องสอนด้วยความเมตตาอย่างนี้
ให้ช้างรับศีล๕
หลวงปู่ได้แผ่เมตตาให้กับช้าง พร้อมทั้งพูดว่า ต่อไปนี้พี่ชายจงรับศีล๕ น้องเป็นพระจะให้ศีล๕แก่พี่ชาย จงรักษาให้ดี เวลาตายไปจะได้ไปสู่ความสุข อย่างต่ำก็มาเกิดเป็นมนุษย์ ผู้มีบุญมีคุณธรรมในใจ ยิ่งกว่านั้นก็ไปเกิดบนสวรรค์หรือพรหมโลกสูงขึ้นไปเป็นลำดับ
ดีกว่ามาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เช่นเป็นช้างเป็นม้าให้เขาขับเฆี่ยนตีและขนไม้ขนฟืน ซึ่งเป็นความลำบากทรมานจนตลอดวันตายก็ไม่ได้ปล่อยวางภาระหนัก ดังที่เป็นอยู่เวลานี้
พี่ชายจงตั้งใจฟัง และตั้งใจรับศีล๕ด้วยเจตนาจริงๆ น้องจะบอกให้ดังนี้
ข้อที่หนึ่งปาณาฯ อย่าฆ่าคนฆ่าสัตว์ให้เขาตายด้วยกำลังของตน และอย่าเบียดเบียนคนและสัตว์ด้วยกันมันเป็นบาป
ข้อสอง อทินนาฯ อย่าลักขโมยของที่มีเจ้าของหวงแหน เช่นมะขามที่พี่ชายเคี้ยวอยู่เมื่อกี้นี้ คนเขาเอามาให้น้องไว้ขัดฝาบาตร แต่น้องไม่ให้พี่เป็นบาปเป็นกรรมอะไรหรอก เพียงบอกให้ทราบว่าเป็นของมีเจ้าของ ถ้าเขาไม่ให้อย่ากิน อย่าเหยียบย่ำทำลายมันเป็นบาป
ข้อสาม กาเมฯ อย่าเสพสัตว์ที่เขามีเจ้าของหวงแหน มันเป็นบาป ถ้าเสพก็เสพเฉพาะสัตว์ตัวไม่มีคู่ ไม่มีเจ้าของ จึงไม่เป็นบาป
ข้อสี่ มุสาฯ อย่าโกหกหลอกลวง กริยาแสดงออกต้องตรงต่อความจริง อย่าแสดงเป็นกริยาหลอกลวงให้ผู้อื่นหลงเชื่อ มันเป็นบาป
ข้อห้า สุราฯ อย่ากินของมึนเมามีสุราเมรัยเป็นต้น กินแล้วเป็นบาป ตายไปตกนรกทุกข์ทรมานเป็นเวลานานตั้งกัปตั้งกัลป์ กว่าจะหมดกรรมขึ้นจากนรกแม้พ้นนรกขึ้นมาแล้ว ยังมีเศษกรรมชั่วติดตัวขึ้นมาอีก มาเสวยชาติเป็นเปรตเป็นผี เป็นสัตว์เดรัจฉานทรมานตามวิบากของตนที่เคยทำมา กว่าจะได้มาเกิดเป็นคนจึงแสนลำบาก เพราะกรรมชั่วกดถ่วงไว้
ถ้าเรารักษาศีล๕ คืองดเว้นจากโทษ๕ประการ ดังกล่าวนี้แล้ว เมื่อจุติกายทำลายขันธ์ไป ก็จะมีสวรรค์เป็นที่ไปสู่สุคติ อันเป็นความหวังหลังจากได้สร้างบุญกรรมเอาไว้
เมื่อถึงคราวจุติจากสวรรค์ ก็จะได้มาเกิดเป็นมนุษย์ รูปสวยรวยทรัพย์ แล้วก็ได้สร้างบารมีใหม่อีกต่อไปจนได้มรรคได้ผล เข้าสู่นิพพาน
เผชิญช้างที่ป่าแม่ปาง
หลวงปู่ขาวกับหลวงปู่แหวน ได้ไปพักภาวนาในป่าแห่งหนึ่ง เรียกว่าบ้านแม่ปาง อยู่ในเขตจังหวัดลำปาง ก็มีเหตุผจญภัยกับช้างใหญ่อีกครั้งหนึ่ง
หลวงปู่เล่าว่าพอผ่านเรื่องช้างจากคราวนั้นแล้วไม่นานก็ไปเจอช้างใหญ่อีกครั้งหนึ่งที่แม่ปาง จังหวัดลำปาง คราวนี้เป็นช้างป่าจริงๆ ไม่ใช่ช้างบ้านที่เขาเลี้ยงไว้เหมือนกับคราวก่อน
เหตุการณ์เกิดในตอนกลางคืน ขณะที่หลวงปู่กำลังเดินจงกรมอยู่ ได้ยินเสียงสัตว์ใหญ่คือช้างบุกเข้ามา เสียงไม้หักปึงปังมาตลอดทาง เมื่อพิจารณาดูแล้วเห็นว่ามันจะต้องมุ่งโฉมหน้ามาทางที่ท่านอยู่อย่างแน่นอน
เสียงช้างใกล้เข้ามาทุกที ยามกลางคืนดึกดื่นเช่นนั้นไม่รู้ว่าจะหลบหลีกไปทางไหนได้ทัน พลันได้คิดว่าช้างป่าทั้งหลายกลัวแสงไฟ จะก่อกองไฟก็ทำไม่ได้ เพราะผิดพระวินัย ( อาจทำให้สัตว์เล็กสัตว์น้อยตายได้ แม้แต่ขุดดิน ถางหญ้า เด็ดใบไม้ ดอกไม้ เก็บผลไม้ ตัดต้นไม้ ก็ทำไม่ได้เช่นกัน)
เผอิญช่วงนั้นมีคณะทหารมากราบหลวงปู่ แล้วได้ถวายเทียนไขท่านไว้จำนวนหนึ่ง หลวงปู่รีบออกจากทางเดินจงกรม ไปเอาเทียนไขที่อยู่ในกุฏิ ที่พักมาทั้งหมด มาจุดแล้วเอาไปปักเรียงรายตามทางเดินจงกรม สายตาคนเรามองดูแล้วสว่างไสว แต่ช้างจะมองเห็นในแง่ไหนเราไม่ทราบได้
ช้างมาประชิดตัว
พอหลวงปู่จุดเทียนปักไว้เสร็จเท่านั้น ช้างก็มาถึงพอดี ท่านไม่มีทางหลบหลีกปลีกตัว ได้แต่ตั้งจิตอธิษฐานขอบารมีคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ จงช่วยคุ้มครองป้องกันอย่าให้ช้างใหญ่ตัวนี้ทำอันตรายแก่ข้าพระพุทธเจ้าได้
พออธิษฐานจบช้างก็เข้าประชิดทางจงกรมพอดี มันหยุดยืนกางหูผึ่งอยู่ ไม่กระดุกกระดิกอวัยวะส่วนใดๆ อยู่ข้างทางเดินจงกรม ห่างจากหลวงปู่เพียงวาเศษ ท่ามกลางแสงเทียนไฟสว่างไสว ตามแนวทางเดิน ทำให้มองเห็นช้างได้ถนัดชัดเจน
หลวงปู่ท่านว่า ความรู้สึกบอกว่าช้างนั้นตัวใหญ่เท่าภูเขา ลูกย่อมๆนี่เอง ท่านเพียงชำเรืองหางตาดูมัน แล้วข่มใจเดินจงกรมไปมาไม่แสดงท่าทางสนใจมันเลย ทั้งที่ใจจริงแล้วนึกกลัวมันเต็มที่ ท่านบอกว่าใจเหมือนกับจะขาดลมหายใจไปแล้วตั้งแต่เห็นช้างตัวใหญ่เดินรี่เข้ามาหาอย่างผึ่งผายตั้งแต่ทีแรก
หลวงปู่เดินจงกรมไปมา กำหนดคำบริกรรมว่าพุท-โธ อย่างถี่ยิบ ไม่กล้าส่งใจไปนอกตัว มีความรู้สึกที่เกี่ยวพันกับองค์พุทโธอย่างเหนียวแน่น ที่น้อมระลึกมาเป็นองค์ประกันชีวิตเท่านั้น นอกจากนั้นไม่ได้นึกถึงอะไรเลย
แม้ช้างตัวที่ใหญ่โตเท่าภูเขาทั้งลูกมายืนอยู่ข้างทางเดินจงกรม ท่านก็ไม่ยอมส่งจิตออกไปหามัน กลัวจิตจะพรากจากพุทโธซึ่งเป็นองค์สรณะคือที่พึ่งอันประเสริฐสุดในเวลานั้น
เกิดความกล้าอย่าประหลาด
หลวงปู่เดินจงกรมไปมา พุทโธกับจิตกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จนใจหายกลัว เหลือแต่ความรู้กับคำบริกรรมพุทโธ ซึ่งกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ช้างยังคงยืนคุมเชิงหลวงปู่อยู่ราวกับภูเขาไม่ยอมกระดุกกระดิกตัว ท่านชำเรืองหางตาดูเห็นหูมันกางผึ่งราวกับจะแผ่เมตตาให้ก็ไม่ยอมรับ เท่าที่เห็นมันเดินเข้ามาหาท่านทีแรก เหมือนดังจะเข้ามาขยี้ขยำท่าน อย่างไม่รีรอแม้ชั่ววินาทีหนึ่งเลย
แต่ขณะนั้นมันกลับยืนตัวแข็งทื่อราวกับสัตว์ไม่มีหัวใจ พอจิตกับพุทโธเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว ท่านก็หายกลัวแถมเกิดความกล้าหาญขึ้นมาอย่างประหลาด สามารถเดินไปหามันอย่างไม่สะทกสะท้านใดๆทั้งสิ้น
แต่ท่านมาคิดอีกแง่หนึ่งว่า การเดินเข้าไปหาช้างป่าซึ่งเป็นสัตว์ดุร้าย อาจเป็นฐานะแห่งความประมาทอวดดีก็ได้ เป็นสิ่งไม่ควรทำ
หลวงปู่จึงยังเดินจงกรมไปตามปกติ แข่งกับการยืนของช้างอย่างองอาจกล้าหาญ ราวกับไม่มีภัยอันตรายใดๆเกิดขึ้น ณ ที่นั้น
นับแต่ขณะช้างป่าตัวนั้นเดินเข้ามายืนอยู่ที่นั่นเป็นเวลาชั่วโมงเศษๆ ไฟเทียนไขชนิดยาวๆที่จุดไว้บางเล่ม ก็เหลือสั้นจวนจะหมด ยังมีเปลวเทียนแสงริบรี่เท่านั้น
พลันช้างหันหลังกลับไปทางเดิมที่มันมา และเที่ยวหากินแถบบริเวณนั้น เสียงหักกิ่งไม้กินเป็นอาหารดังสนั่นป่าทีเดียว
เชื่อมั่นในจิตกับพุทโธ
หลวงปู่ขาวได้เห็นความอัศจรรย์ของจิต และความอัศจรรย์ของพุทโธ อย่างประจักษ์ใจในคราวนั้น
เพราะเป็นคราวขับขันจริงๆ ไม่สามารถหลบหลีกปลีกตัวไปที่ไหนให้พ้นได้ นอกจากต้องสู้ด้วยวิธีนั้นเท่านั้น แม้ตายก็ยอมเพราะไม่มีทางเลือกอื่น
นับแต่เหตุการณ์นั้นมา ทำให้เกิดความมั่นใจว่า ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าจิตกับพุทโธได้เข้ามาสนิทสนมกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยหลักธรรมชาติแล้ว ไม่มีอะไรสามารถทำอันตรายได้อย่างแน่นอน นี่เป็นความเชื่ออย่างสนิทใจของหลวงปู่ตลอดมา
หลวงปู่บอกว่าช้างตัวนั้นก็เป็นช้างที่แปลกอยู่มาก เวลาเข้ามาถึงที่นั่นแล้ว แทนที่จะแสดงอาการอย่างไรก็ไม่แสดง คงยืนนิ่งหูกางอย่างสงบ เฝ้าดูท่านเดินจงกรมกลับไปกลับมาอย่างไม่แสดงอาการเบื่อหน่าย พอดูเต็มตาและเต็มที่แล้วก็หันหลังกลับทางเก่า แล้วเที่ยวหากินไปตามประสาของมัน และหายเงียบไปเลย มันเป็นสัตว์ที่น่ารักอีกตัวสำหรับท่าน
หลวงปู่บอกอีกว่าช้างตัวนี้น่ารักไม่แพ้ตัวที่มากินมะขามเปรี้ยว ตัวนั้นเป็นสัตว์บ้านที่รู้ภาษาคนได้ดี
ส่วนตัวหลังนี้เป็นสัตว์ป่ามาแต่กำเนิด อายุคงไม่ต่ำกว่าร้อยปี ไม่อาจรู้ภาษาคนได้ ท่านจึงไม่ได้พูดอะไรกับมัน เป็นแต่เดินจงกรมเฉยอยู่อย่างนั้น
Issara
22-09-2005, 10:29 PM
เนื้อเรื่องดีมากเลยฮับ..:cool:
แต่ อ้า...คุณนุ้ยกลายเป็นดอกทานตะวันไปซะแล้ว :'(:'(:'(
WebSnow
23-09-2005, 09:09 AM
http://www.palungjit.com/board/attachment.php?attachmentid=25240
บทเพลงประกอบ หลวงปู่ พจญพญาช้าง
เรื่องน่าสนใจดี ขอบคุณมากครับคุณ NUI
boonta
23-09-2005, 11:04 AM
ดีคับ ให้นำเรื่องราวของแต่ละท่านมาลงได้ทุกวันได้ยิ่งดีคับ เพราะว่าเรื่องแบบนี้หาอ่านได้ยากมากครับ อนุโมทนาครับ
pentiumfree
26-09-2005, 09:13 AM
ขอบคุณครับ ผมอยากได้จะโหลดยังงัย
Jirang
27-09-2005, 12:56 PM
ฟังเพลงเพลินดีครับ
ขอบคุณครับ ผมอยากได้จะโหลดยังงัย
เพลงที่ 27 ผจญพญาช้าง
http://www.palungjit.com/board/showthread.php?t=11351
ขอขอบคุณคุณเว็ปฯและคุณMBNY ด้วยค่ะที่นำเพลงมาประกอบเรื่องราว ธุดงค์ของหลวงปู่ขาว
ขอให้เจริญในธรรมทุกๆท่านนะคะ
อาสาไปเจรจากับช้าง
หลวงปู่ขาวออกเดินทางไปสมทบกับพระอาจารย์ใหญ่มั่นในที่อีกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลเท่าใดนัก เพื่อร่วมเดินทางไปวิเวกยังสถานที่แห่งหนึ่งชื่อบ้านแม่กะตำ
เมื่อคณะพระธุดงค์เดินไปถึงช่องเขาแห่งหนึ่ง ก็เจอช้างใหญ่ตัวหนึ่งยืนกินใบไผ่ขวางทางอยู่ตรงช่องเขานั้นพอดี และเป็นทางเดียวที่จะเดินผ่านไปได้ ถ้าไปทางอื่นต้องปีนเขาสูง ใช้เวลาเดินทางหลายวัน ทางนี้จึงเป็นทางลัดที่สุดที่จะไปบ้านแม่กะตำได้
หลวงปู่มั่นจึงปรึกษากับศิษย์ว่าจะทำอย่างไร พระรูปหนึ่งอาสาไปตามชาวเขาที่อยู่แถวนั้นให้มาช่วยไล่ช้างให้หลีกทางให้
ชาวเขาเหล่านั้นปฏิเสธว่า ฮึฮึ ขะเจ้าก็กลัวตายเหมือนกัน นิมนต์ตุ๊เจ้าไล่เองเถิด
หลวงปู่ขาวจึงอาสาไปขอเจรจากับช้าง เพราะท่านเคยผจญกับช้างมาหลายครั้งแล้ว น่าจะพูดกันรู้เรื่อง
หลวงปู่มั่น จึงบอกว่า เอ้อ ยังนั้นก็ลองไปดู
ช้างกำลังกินใบไผ่และหันหลังให้พระ หลวงปู่ขาวได้เพ่งจิตแผ่เมตตาให้ช้าง แล้วพูดกับช้างว่า
ดูก่อนพี่ชาย พ่อมหาจำเริญ ผู้มีกำลังมหาศาล ทั้งสังขารร่างกายก็อ้วนพีดีงาม ส่วนตัวข้าพเจ้านั้นเป็นผู้มีกำลังวังชาเพียงเล็กน้อย ทั้งอยู่ในศีลในธรรมไม่ได้คิดมุ่งร้ายหมายขวัญต่อใครทั้งหมด ขอพี่ชายผู้มีกำลังมหาศาล จงได้หลีกทางให้พวกข้าพเจ้าผู้น้อยเดินทางไปด้วยเถิด
ช้างหันหน้ามาทางหลวงปู่ขาวขยับหูดังพึบพับ แล้วเดินหลบไปข้างทาง เอางาซุกไว้กับกอไผ่สงบนิ่งอยู่ ราวกับจะร้องบอกนิมนต์ว่า ตุ๊เจ้าไปเถิด
หลวงปู่มั่นเห็นเช่นก็บอกพระลูกศิษย์ว่า ไปได้ ไปได้ ไปได้แล้ว
พระทุกองค์จึงเดินเรียงแถวผ่านช้างไปได้อย่างปลอดภัย
พระอาจารย์มนู เดินรั้งท้ายสุด ปกติท่านกลัวช้างมากอยู่แล้ว บังเอิญตะขอกลดของท่านเกิดไปเกี่ยวอยู่กับกิ่งไผ่ข้างทาง ท่านคิดว่าช้างมันดึงเอาไว้ ไม่กล้าเหลียวหลังไปมอง
อาจารย์มนูออกแรงกระชากติดๆกันหลายครั้ง ตะขอก็ไม่หลุด ท่านยิ่งกลัวหนัก จะร้องให้พระองค์อื่นช่วยก็กลัวจะถูกหลวงปู่มั่นตำหนิเอา เพราะพระอาจารย์ท่านไม่ชอบพระธุดงค์ขี้ขลาด ท่านจะว่าเอาแรงๆ
หลวงปู่บอกว่า พระอาจารย์มนูกลัวช้างถึงกับปัสสาวะราดโดยไม่รู้ตัว ท่านจึงตัดสินใจกระชากกลดเต็มที่ ตะขอหลุด ท่านถึงกับล้มคะมำไปข้างหน้า ท่านหันไปมองข้างหลังเห็นช้างใหญ่ยังยืนสงบนิ่งอยู่ที่เดิม ตะขอไปเกี่ยวกับกิ่งไผ่ต่างหาก
พระอาจารย์มนูถึงกับละอายใจตัวเอง รีบลุกขึ้นแล้วเดินตามคณะพระธุดงค์ไป ภายหลังได้เล่าให้หมู่พวกที่ร่วมเดินทางได้ฟังกันอย่างขบขันยิ่ง
ช้างปู่หลุบภูพาน
ในประวัติของหลวงปู่ขาว อนาลโย มีเหตุการณ์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับบรรดาช้างเสืออยู่เสมอ ตั้งแต่ครั้งที่ท่านอยู่เชียงใหม่จนถึงขณะอยู่ถ้ำกลองเพล
หลวงปู่เล่าว่า ตอนมาอยู่ถ้ำกลองเพลใหม่ๆนั้น สถานที่นี้เต็มไปด้วยป่าดงดิบหนาทึบเลยทีเดียว
ในเวลากลางดึกสงัด จะมีช้างเป็นฝูงๆ มาเดินเพ่นพ่านอยู่บริเวณวัด ฝูงละ๑๑ตัว ๗ตัว ๕ตัว ๓ตัว
โดยไม่เกรงกลัวผู้ใด
หลวงปู่เล่าว่าในคืนวันพระขึ้น๑๕ค่ำ คืนหนึ่งมีช้างใหญ่เชือกหนึ่งมาไหว้พระอยู่หลังถ้ำทางด้านทิศเหนือ หลังจากพระท่านทำวัตรเสร็จแล้ว ช้างเชือกนั้นก็กลับออกไปทางทางทิศตะวันออกของถ้ำ เพื่อหากินตามประสาของมัน
ช้างเชือกนั้นเดินออกจากวัดไปถึงบ้านนายอ้อง-นางกี่ เป็นบ้านที่สร้างในลักษณะเพิงหมาแหงน ตั้งอยู่หลังเดียวในป่าบริเวณนั้น
ปรากฏว่า หมาของนายอ้องวิ่งออกจากบ้านมาเห่าช้างเสียงดังไม่ยอมหยุด จนนายอ้องเกิดรำคราญ จึงหยิบปืนแก๊ปเดินออกจากบ้าน มองไปตามเสียงหมาเห่า มองเห็นช้างตัวใหญ่มาแถวนั้นโดยลำพังตัวเดียว จึงยกปืนขึ้นยิงออกไป พร้อมตะโกนออกไปว่า
มึงมาทางนี้ทำไม เดี๋ยวก็ถูกปืนยิงหรอก อ้ายใจน้อยตาน้อยหูใหญ่ หนีไปอย่าเข้ามาในเขตนั้น
ช้างก็หนีไป ซึ่งหลวงปู่บอกว่ามันคงเจ็บใจและผูกอาฆาต
หลังจากนั้นสองสามวัน นางกี่ภรรยานายอ้องแกไปธุระที่บ้านโนนทัน ขากลับได้หาบข้าวเปลือกมาด้วย พร้อมกับลูกสาวตัวเล็กเดินมาด้วยหนึ่งคน
ในระหว่างทางนางกี่ก็พบช้างใหญ่ตัวนั้น มันแผดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว งวงถอนเอาต้นกล้วยบริเวณนั้นแล้ววิ่งใส่เอาต้นกล้วยไล่ตีนางกี่
นางกี่ทิ้งหาบข้าวเปลือก รีบกระชากมือลูกสาววิ่งหนีสุดฤทธิ์ ช้างก็วิ่งไล่ตามไม่ลดละ นางไปพบขอนไม้ใหญ่ล้มอยู่ จึงพาลูกสาวไปหลบอยู่ข้างขอนไม้นั้น
ทีแรกช้างวิ่งเลยไป พอมองเห็นมันก็วิ่งกลับมา นางกี่และลูกน้อยสุดที่จะหนีได้ทัน ช้างใช้งวงฟาดกระหน่ำไปที่ขอนไม้ พร้อมทั้งใช้เท้ากระทืบจนหนำใจ แล้วจึงหนีไป
ชาวบ้านได้ออกมาช่วยเหลือ พบว่านางกี่นอนหายใจระรวยอยู่ใต้ขอนไม้ แกไม่ตายแต่ลูกน้อยแบนอยู่ ณ ที่นั้น ยังความสลดสังเวชแก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก
หลวงปู่เล่าถึงช้างเชือกนั้นว่า มันสำคัญเป็นช้างของพี่ปู่หลุบพาน ( เจ้าพ่อปู่หลุบ แห่งเทือกเขาภูพาน ) มันสามารถฟังรู้สำเนียงคนพูดได้เข้าใจ หากใครไปด่าว่าท้าทาย หรือพูดว่ามันให้เสียๆหายๆ มันจะคอยทำอันตรายเอาจนสมใจแค้นเลยทีเดียว
ตรงกันข้าม ถ้าใครพูดดี พูดไพเราะเสนาะโสต มันก็ไม่เข้ามารบกวน เช่นพูดว่า พ่อตู้พ่อตา (ปู่หรือตา) อย่ามาทำอันตรายหรือรบกวนบรรดาลูกหลานเลย ลูกหลานขอทำไร่ทำสวนเพื่อยังชีพลูกพร้อมทั้งเอาไปทำบุญทำทาน จะกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้ชาติหน้าจะได้ไปเกิดในชั้นสวรรค์ต่อไป
ถ้าพูดอย่างนี้ ช้างเชือกนั้นจะไม่มาทำอันตรายแต่ประการใดพร้อมทั้งหลบหลีกเปิดทางให้หรือเดินจากไปโดยไม่มายุ่งเกี่ยวเลย
กระต่ายน้อยร่วมเดินจงกรม
หลวงปู่ขาว อนาลโย ได้เล่าเรื่องที่ท่านบำเพ็ญเพียรอยู่ที่บ้านปู่พระยา ดอยมูเซอร์ ว่า
วันหนึ่ง หลวงปู่ลงไปเดินจงกรมในเวลาพลบค่ำ ไม่ได้จุดโคมไฟแต่อย่างใด พอเดินไปสักครู่ ก็รู้สึกว่ามีสัตว์อะไรอย่างหนึ่ง มากระทบเข้ากับเท้าของท่าน ท่านไม่ได้ให้ความสนใจ ยังเดินจงกรมตามปกติ
ต่อมาอีกประเดี๋ยว สัตว์นั้นก็มากระทบเท้าของท่านอีก ท่านก็บอกด้วยความเมตตาว่า ระวังหนา ระวังหนา เดี๋ยวเรามองไม่เห็น เราจะเหยียบเจ้าหนา จะหาว่าเราไม่เตือน
เมื่อสัตว์นั้นมากระทบเท้าท่านหลายครั้งเข้า จึงเอะใจว่า เอ๊ะ! มันอะไรกันแน่นะ
หลวงปู่จึงเดินไปจุดโคมไฟขึ้น จึงเห็นเป็น เจ้าเชี่ยงเมี่ยง (กระต่ายน้อย)
หลวงปู่ถามด้วยความเมตตาว่า เจ้ามาเดินจงกรมกับเราหรือ ดูท่าทางมันน่ารักน่าเอ็นดู แสดงอาการตอบรับด้วยการยกเท้าหน้าทั้งสองขึ้น คล้ายกับประนมมือไหว้ หูทั้งสองข้างลู่ไปตามลำตัวอย่างน่าสงสาร มันไม่กลัวหลวงปู่เลย
หลวงปู่พูดกับเจ้าเชียงเมี่ยงน้อยว่า เจ้านี่ก็ดูดีกว่ามนุษย์บางคนอีกหนอ มาหัดเดินจงกรมกับเรา มนุษย์เขาว่าใจสูง เขาว่าเขาเก่งแล้ว แต่เขาก็สู้เจ้าไม่ได้ เพราะบางคนเป็นแต่เดินจงกรมภาวนาไม่เป็น
หลังจากฟังหลวงปู่พูดแล้ว กระต่ายน้อยก็กระโดดออกจากทางเดินจงกรม ไปเล็มหญ้าหากินตามประสาของมัน
คืนต่อๆมา เจ้ากระต่ายน้อยก็กระโดดออกจากทางเดินจงกรม กับหลวงปู่เป็นประจำ ดูมันมีความสุขที่ได้อยู่ใกล้กับหลวงปู่
สมณานัญจะ ทัสสะนัง การได้เห็นสมณผู้สงบ ผู้สะอาด ผู้มีศีลอันบริสุทธิ์ ผู้ทรงไว้ด้วยเมตตาธรรม นับเป็นมงคลอย่างยิ่ง เอตัมมัง คะละมุตตะมังฯ
พิจารณาธรรมจากนกแซงแซว
เรื่องนี้อาจมีคำไม่สุภาพนักต้องขออภัยท่านผู้อ่านด้วยค่ะ เพราะคัดมาจากหนังสือที่เขาพิมพ์ตามที่หลวงปู่ท่านเล่า....
เมื่อออกพรรษา ปี พ.ศ.๒๔๗๙ พระภิกษุแต่ละรูปต่างแยกย้ายกันวิเวกไปคนละทิศละทาง ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นท่านวิเวกไปทางเมืองพร้าว ส่วนหลวงปู่ขาวเองก็มุ่งเข้าป่าดงพงไพรในเขตอำเภอพร้าวนั้น แต่ไม่ได้ระบุชัดว่าเป็นที่ใด
เมื่อหลวงปู่ขาวไปถึงป่าที่กว้างใหญ่แห่งหนึ่ง ท่านได้นั่งภาวนาอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ข้างบนมีรังนกแซงแซวอยู่รังหนึ่ง มีแม่นกเฝ้ารังอยู่ พร้อมด้วยลูกน้อย๒ตัว
สักพักหนึ่งพ่อนกก็บินกลับมาจากหาอาหาร เพื่อเลี้ยงดูลูกเมียของมัน ดูไปแล้วก็เหมือนมนุษย์เรา
หลวงปู่เล่าว่า นกตัวเมียเกิดระแวง สงสัยว่านกตัวผู้ไม่ซื่อสัตย์เพราะกลับมาช้าผิดปกติ คงแอบไปเชยชมกับนกตัวใหม่
พอนกตัวผู้มาถึงรัง นกตัวเมียทำท่าโกรธ รีบกระโดดออกจากรัง ขยับปีกเสียงดังเฟี้ยวๆ ดูคล้ายผู้หญิงที่หึงสามีจนตัวสั่น แล้วก็ด่าว่านกตัวผู้ด้วยเสียงดังว่า ห่ากินมึง ผีกินมึง พูดซ้ำๆ ซากๆ อยู่อย่างนั้น
นกตัวผู้พยายามส่งเสียงอธิบายว่า พี่กลับมาช้า เพราะวันนี้หาอาหารได้ยากเหลือเกิน
นกตัวตัวเมียไม่ยอมฟัง ส่งเสียงดังว่า อย่า อย่ามาแก้ตัวนะ แล้วก็ด่าว่า ห่ากินมึง ผีกินมึง ห่ากินตับกินปอดมึง ด่าซ้ำซากอยู่อย่างนั้น
นกตัวผู้สุดจะอดทน ขยับปีกเข้าใกล้ แล้วด่ากลับคืนว่า อีจองหอง อีจองหอง
ต่างตัวต่างด่ากันถี่ยิบ ไม่มีใครฟังใคร
หลังจากนั้นนกทั้งสองตัวก็จิกตีกันถึงขั้นตะลุมบอน ทั้งส่งเสียงจากปาก และขยับปีกตีกัน จิกกันดูวุ่นวายไปหมด
หลวงปู่เห็นเหตุการณ์เช่นนั้นก็รู้สึกขบขันทั้งปลงสังเวช นี่แหละหนอกิเลส ไม่ว่าคนไม่ว่าสัตว์
เมื่อสงครามเกิดขึ้นสักพัก ตัวเมียสู้กำลังนกตัวผู้ไม่ได้ ก็บินหนีทิ้งรังไป ปล่อยให้ลูกน้อยทั้งสองส่งเสียงร้องด้วยความหิว
ฝ่ายนกตัวผู้ดูท่าจะโมโหจนลืมตัว ตรงเข้าจิกตีลูกน้อยทั้งสองจนร่วงตกลงมาใกล้กับที่หลวงปู่นั่งอยู่ ทั้งพ่อนกแม่นกต่างก็บินหนีไปคนละทิศละทาง ปล่อยให้ลูกน้อยที่ยังไม่มีปีกมีขนหล่นตกลงมาที่พื้นดิน
หลวงปู่ก็เหตุการณ์เกี่ยวกับนกแซงแซวที่ท่านพบเห็นมาเพียงแค่นี้ ในบันทึกก็ไม่ได้พูดต่อว่าเป็นอย่างไร
ผู้เขียน(หมายถึงคนที่เขียนหนังสือนี้) เอง ก็ไม่มีบทสรุปในเรื่องนี้ แต่เชื่อมั่นว่าหลวงปู่ขาว ฟังเสียงสัตว์ชนิดต่างๆรู้เรื่อง เช่นเดียวกับครูบาอาจารย์องค์อื่นๆเหมือนกัน
เรื่องนกอีกคู่หนึ่ง
หลวงปู่ขาวยังคงบำเพ็ญเพียรอยู่ที่เดิม หลังจากนั้นอีกสามสี่วัน ก็มีนกอีกคู่หนึ่งบินมาจับกิ่งที่ต้นไม้เดิม ดูท่าทางมันคุยกันอย่างมีความสุขตามประสาหนุ่มสาว ไม่เหมือนกับนกแซงแซวคู่แรกที่มีลูกด้วยกันแล้ว
นกคู่หลังนี้ต่างตัวต่างก็พูดคำหวานให้กัน นกตัวผู้พูดว่า รีรอ ริร่อ รักพี่ตัวเดียวนะน้อง
หลวงปู่เล่าแค่นี้แล้วท่านก็หัวเราะ แล้วท่านก็พูดกับลูกศิษย์ฆารวาสว่า เจ้านกสองตัวนี้ คงจะแต่งงานกันใหม่ๆ เพิ่งไปเข้าพิธีวิวาห์มา แล้วแยกจากหมู่พวกมาอยู่กันสองตัว
หลวงปู่เล่าอย่างอารมณ์ดี แล้วท่านก็พูดว่า ไม่ว่าคนหรือสัตว์ วัฏฏะเหมือนกันทั้งนั้น
ท้ายสุดหลวงปู่ก็ให้โอวาทว่า เป็นผัวเมียกัน คำว่ากูมึงอย่านำมาพูดกัน อย่านำมาใช้เรียกกัน พูดกันด้วยความไพเราะเพราะพริ้ง จะได้อยู่กันได้ชั่วชีวัน
สาธุขอโมทนากับหลวงพ่อทั้งหลายด้วย
ATHENA
09-11-2005, 10:59 AM
ข้าพเจ้าคิดว่าการพูดจาดีเป็นส่วนหนึ่งของการถนอมชีวิตคู่ให้ยาวนาน เคยได้ยินพวกคนงานที่เป็นผัวเมียกันพูดจากูๆมึงๆแล้วรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ อืม...เรื่องนี้ก็เป็นข้อคิดดีมากเรื่องหนึ่งเหมือนกันนะ
varanyo
18-11-2005, 10:36 AM
ขออนุโมทนาธรรมทานครับ
-------------------------
มีกำลังใจที่จะฝึกปฏิบัติมากขึ้นไปอีก
singkaew_k
01-12-2005, 06:59 PM
ขออนุโมทนากับกุศลกรรมในครั้งนี้ สาธุ.. สาธุ..ฟังแล้วมีปีติ
sudasuda
01-12-2005, 07:37 PM
..............สุดยอดครับ.............
คนบุญ
22-12-2005, 08:59 PM
น่านับถือ
ซากุระ
25-12-2005, 05:57 AM
สาธุครับ ผมมีเหรียญของหลวงปู่ขาว ปี2518
vacharaphol
10-01-2006, 01:40 AM
http://www.siamamulet.net/phpboard/boardimages/007839.jpgหลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัด หนองบัวลำภู
ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย
หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัด หนองบัวลำภู นามเดิมชื่อ ขาว โคระถา เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม 2431 ที่บ้านชะเนง ตำบลหนองแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ โยมบิดาชื่อ พั่ว โยมมารดาชื่อ รอด โคระถา มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 7 คน ท่านเป็นคนที่ 4 อาชีพหลักของครอบครัว คือ ทำนาและค้าขาย เมื่อท่านอายุได้ 20 ปี บิดามารดาได้จัดให้มีครอบครัว ภรรยาของท่านชื่อ นางมี และได้มีบุตรด้วยกัน 3 คน ซึ่งต่อมาได้แยกทางกัน ท่านเป็นผู้มีนิสัยเด็ดเดี่ยวเอาจริงเอาจังมาก ประกอบกบความมีศรัทธาต่อหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา ซึ่งสอนให้คนทำจริง ในสิ่งที่ควรทำ เมื่อท่านได้บวชในพระพุทธศาสนา ท่านจึงรู้สึกซาบซึ้งในหลักธรรมมากยิ่งขึ้นโดยลำดับ
ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา
ชีวิตสมณะของท่าน เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2462 เมื่อท่านอายุได้ 31 ปี โดยอุปสมบทที่วัดโพธิ์ศรี บ้านบ่อชะเนง ตำบลหนองแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ โดยมีท่านพระครูพุฒิศักดิ์เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระอาจารย์บุญจันทร์ เป็นพระกรราวาจาจารย์
เมื่ออุปสมบทแลัว ท่านได้จำพรรษาที่วัดโพธิ์ศรี เป็นเวลา 6 พรรษา เนื่องจากท่านได้บังเกิดศรัทธาในปฏิปทาของพระอาจารย์มั่น หลวงปู่จึงได้ญัตติเป็นพระธรรมยุติ เมื่อปี พ.ศ.2468 อายุได้ 37 ปี ณ พันธสีมา วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี โดยมีพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วได้จำพรรษาอยู่ที่จังหวัดอุดรธานีเป็นเวลา 8 ปี
จากนั้นได้เดินธุดงค์ตาม ท่านพระอาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ไปปฏิบัติธรรมในสถานที่ต่างๆ ท่านออกเดินทางทุกปี และได้สมบุกสมบันไปแทบทุกภาคของประเทศ
นอกจากนี้ ท่านยังได้เคยเดินธุดงค์ร่วมกับ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เป็นเวลารวมกันหลายปีอีกด้วย
ท่านได้สร้างบารมีอยู่ในป่าเขาเป็นเวลายาวนาน มีประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับสัตว์ป่าทั้งหลาย เช่น สิง ค่าง ช้าง เสือ เวลาท่านนึกถึงอะไร สิ่งนั้นมักจะมาตามความรำพึงนึกคิดเสมอ เช่น นึกถึงช้าง ว่าหายหน้าไปไหนนานไม่ผ่านมาทางนี้เลย พอตกกลางคืนดึกๆ ช้างก็จะมาหาจริงๆ และ เดินตรงมายังกุฏิที่ท่านพักอยู่ พอให้ท่านทราบว่าเขามาหาแล้ว ช้างก็จะกลับเข้าป่าไป เวลาที่ท่านนึกถึงเสือ ก็เช่นกัน นึกถึงตอนกลางวันตกกลางคืนเสือก็มาเพ่นพ่านภายในวัดบริเวณที่ท่านพักอยู่
คุณหมออวย เกตุสิงห์ เขียนไว้ในประวัติอาพาธ ซึ่งเป็นภาคผนวกของหนังสือ อนาลโยวาท ว่า เวลาท่านไม่สบายอยู่ในป่าเขา มักจะไม่ใช้หยูกยาอะไรเลย จะใช้แต่ธรรมโอสถ ซึ่งได้ผลทั้งทางร่างกายและจิตใจไปพร้อมๆ กัน ท่านเคยระงับไข้ด้วยวิธีภาวนามาหลายครั้ง จนเป็นที่มั่นใจต่อการพิจารณาเวลาไม่สบาย
ท่านพระอาจารย์หลวงตามหาบัว เล่าถึง หลวงปู่ขาว ในหนังสือ "ปฏิปทาของพระธุดงค์กรรมฐานสายพระอาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต" ว่าหลวงปู่ขาว ได้บรรลุธรรมชั้นสุดยอดในราวพรรษาที่ 16-17 ในสถานที่ซึ่งมีนามว่าโรงขอด แห่งอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้เขียนเล่าไว้ว่า
"เย็นวันหนึ่ง เมื่อปัดกวาดเสร็จ หลวงปู่ขาว ออกจากที่พักไปสรงน้ำ ได้เห็นข้าวในไร่ชาวเขา กำลังสุกเหลืองอร่าม ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาในขณะนั้นว่า ข้าวมันงอกขึ้นมาเพราะมีอะไรเป็นเชื้อพาให้เกิด ใจที่พาให้เกิดตายอยู่ไม่หยุด ก็น่าจะมีอะไรเป็นเชื้ออยู่ภายในเช่นเดียวกันกับเมล็ดข้าว เชื้อนั้น ถ้าไม่ถูกทำลายเสียที่ใจให้สิ้นไป จะต้องพาให้เกิดตายอยู่ไม่หยุด ก็แล้วอะไรเป็นเชื้อของใจเล่า ถ้าไม่ใช่กิเลสอวิชชา ตัณหาอุปาทาน ท่านคิดทบทวนไปมา โดยถืออวิชชาเป็นเป้าหมายแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ พิจารณาย้อนหน้าถอยหลัง อนุโลมปฏิโลมด้วยความสนใจอยากรู้ตัวจริงแห่งอวิชชา นับแต่หัวค่ำจนดึกไม่ลดละการพิจารณาระหว่าง อวิชชา กับ ใจ จวนสว่างจึงตัดสินใจกันลงได้ด้วยปัญญา อวิชชาขาดกระเด็นออกจากใจไม่มีอะไรเหลือ
การพิจารณาข้าว ก็มายุติกันที่ข้าวสุก หมดการงอกอีกต่อไป การพิจารณาจิต ก็มาหยุดกันที่ อวิชชาดับ กลายเป็นจิตสุกขึ้นมา เช่นเดียวกับ ข้าวสุก จิตหมดการก่อกำเนิดเกิดในภพต่างๆ อย่างประจักษ์ใจ สิ่งที่เหลือให้ชมอย่างสมใจ คือ ความบริสุทธิ์แห่งจิตล้วน ๆ ในกระท่อมกลางเขา มีชาวป่าเป็นอุปัฏฐากดูแล
ขณะที่จิตผ่านดงหนาป่ากิเลสวัฏฏ์ไปได้ แล้วเกิดความอัศจรรย์อยู่คนเดียวตอนสว่าง พระอาทิตย์ก็เริ่มสว่างบนฟ้า ใจก็เริ่มสว่างจากอวิชชาขึ้นสู่ธรรมอัศจรรย์ถึงวิมุตติหลุดพ้นในเวลาเดียวกันกับพระอาทิตย์อุทัย ช่างเป็นฤกษ์งามยามวิเศษเสียจริง
ท่านได้ธุดงค์จาริกไปตามถิ่นต่าง ๆ จนในที่สุดก็มาพำนักจำพรรษาอยู่ที่ วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู เมื่อ พ.ศ.2501 จวบจนมรณภาพ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมพ.ศ.2526
คุณหมออวย เกตุสิงห์ ได้เล่าเกี่ยวับปัจฉิมกาลของท่านไว้ในหนังสือ อนาลโยวาท ว่า ท่านทุพพลภาพอยู่ถึง 9 ปี แต่สุขภาพจิตยังดีมีนิสัยรื่นเริงติดตลกในระยะสามปีสุดท้าย นัยน์ตาของท่านมืดสนิทเพราะต้อแก้วตา หรือ ต้อกระจก หูก็ตึงมาก เพราะหินปูนจับกระดูก แต่ท่านก็มิได้เดือดร้อนใจ และสามารถบอกกำหนดอายุขัยของตนเองได้ว่า จะมรณภาพอายุ 96 ปี ซึ่งก็เป็นจริงดังที่ท่านได้กล่าวไว้
ในวันพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ขาว เมื่อวันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2527 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธาน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นั้น ปรากฏว่า วัดถ้ำกลองเพล ซึ่งมีอาณาบริเวณหลายพันไร่กลับคับแคบไปถนัดใจ ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลกันมาถวายสักการะสรีระร่างของท่านนับเป็นจำนวนแสนคน นับเป็นประวัติการณ์สูงสุดของประเทศทีเดียว
ธรรมโอวาท
ต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาของท่าน ที่ได้เทศน์โปรดพระเณรและญาติโยม ณ บ้านย่อชะเนง (บ้านเกิดของท่าน)
"คนเกิดมาไม่เหมือนกัน เพราะมีความประพฤติที่ต่างกัน ผู้ที่เขาประพฤติดี รักษาศีลมีการให้ทาน มีการสดับรับฟังพระธรรม เขาจึงมีปัญญาดี มีการศึกษาเล่าเรียนดี
การจำแนกสัตว์ให้ดีให้ชั่วต่าง ๆ กัน มันเป็นเพราะกรรม ถ้ามันยังทำกรรมอยู่ ก็ต้องได้รับผลกรรมทั้งกรรมดีกรรมชั่ว มันต้องได้รับผลตอบแทน เหตุนี้ เราจึงควรทำกุศล รักษาศีลให้บริสุทธิ์สมบูรณ์ แล้วทำสมาธิจะมีความสงบสงัด จิตรวมลงได้ง่าย เพราะมันเย็น มันราบรื่นดี ไม่มีลุ่มไม่มีดอน
จงพากันทำไปใน อิริยาบถทั้งสี่ นั่ง นอน ยืน เดิน อะไรก็ได้ แล้วแต่ความถนัด แล้วแต่จริต อันใดมันสะดวกสบายใจ หายใจดี ไม่ขัดข้องฝืดเคือง อันนั้นควรเอาเป็นอารมณ์ของใจ
พุทโธ พุทโธ หมายความว่า ให้ใจยึดเอาพุทโธเป็นอารมณ์ เพื่อป้องกันไม่ให้จิตออกไปสู่อารมณ์ภายนอก เพราะอารมณ์ภายนอกมันชอบไปจดจ่ออยู่กับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ความถูกต้องทางกาย หากทุกสิ่งทุกอย่างมันไปจดจ่ออยู่ที่นั่น จิตมันจะไม่รวมลง นี่แหละ เรียกว่า มาร คือ ไม่มีสติ อย่าให้จิตไปจดจ่ออย่างนั้น ให้มาอยู่กับผู้รู้ ให้น้อมเอา พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นอารมณ์ จะอยู่ในอิริยาบถใด ก็ให้มีความเพียร
ผู้ที่ภาวนาจิตสงบลงชั่วช้างพับหู งูแลบสิ้น ชั่วไก่ดินน้ำ นี่ อานิสงส์อักโข ให้ตั้งใจทำไป การที่จิตรวมลงไปบางครั้ง มี 3 ขั้นสมาธิ คือ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ
หากรวมลง ขณิกสมาธิ เราบริกรรมไป พุทโธ หรืออะไรก็ตาม จิตสงบไปสบายไปสักหน่อย มันก็ถอนขี้นมา ก็คิดไปอารมณ์เก่าของมันนี่
ส่วนหากรวมลงไปเป็น อุปจารสมาธิ ก็นานหน่อยกว่าจะถอนขึ้นไปสู่อารมณ์อีกให้ภาวนาไป อย่าหยุดอย่าหย่อน ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องไปนึกคาดหวังอะไร อย่าให้มีความอยาก เพราะมันเป็นตัณหา ตัวขวางกั้นไม่ให้จิตรวม ไม่ต้องไปกำกับว่า อยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ การอยากให้จิตรวมลง เหล่านี้แหละเ ป็นนิวรณ์ตัวร้าย
ให้ปฏิบัติความเพียรไม่หยุดหย่อน เอาเนื้อและเลือด ตลอดจนชีวิตถวายบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม และ พระสงฆ์ เราจะเอาชีวิตจิตใจ ถวายบูชาพระรัตนตรัย ตลอดจนวันตาย นี่ก็เป็นมัชฌิมาปฏิปทา แล้วจิตจะรวมลงอย่างไร เมื่อไร ก็จะเป็นไปเองเมื่อใจเป็นกลาง ปล่อยวาง สงบถูกส่วน"
ปัจฉิมบท
ท่านพระอาจารย์หลวงตามหาบัว ได้พรรณนาถึงเมตตาธรรม และ ตปธรรม ของ หลวงปู่ขาว ไว้ในหนังสือ ปฏิปทาของพระธุดงค์กรรมฐาน สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต มีข้อความตอนหนึ่งว่า
"ท่านอาจารย์องค์นี้มีความเด็ดเดี่ยวมาก การนั่งภาวนาตลอดสว่างท่านทำได้สบายมาก ถ้าไม่เป็นผู้มีใจกล้าหาญกัดเหล็กกัดเพชรจริง ๆ จะทำไม่ได้ จึงขอชมเชยอนุโมทนากับท่านอย่างถึงใจ เพราะเป็นที่แน่ใจในองค์ท่านร้อยเปอร์เซนต์ว่า เป็นผู้สิ้นภพสิ้นชาติอย่างประจักษ์ใจ ทั้งที่ยังครองขันธ์อยู่"
ในบทความภาคผนวกตอนหนึ่งของหนังสือ อนาลโยวาท ได้เล่าถึงเหตุการณ์ในครั้งหนึ่งว่า "วันหนึ่ง มีชายแปลกหน้าวัยฉกรรจ์ผู้หนึ่ง ปรากฏกายขึ้นที่วัด ขอเข้านมัสการท่านอาจารย์ พอได้พบก็ตรงเข้าไปกราบถึงที่เท้า แล้วเอ่ยปากขอบพระคุณที่ท่านช่วยเขาให้พ้นจากโทษมหันต์ พร้อมเล่าว่า เขาเป็นทหารไปรบที่ประเทศลาวเป็นเวลานาน พอกลับมาบ้าน ก็ได้รู้ว่าภรรยานอกใจ จึงโกรธแค้น เตรียมปืนจะไปยิงทิ้งทั้งคู่ แต่ยังไม่ทันได้กระทำเช่นนั้น เพราะกินเหล้าเมา แล้วหลับฝันไปว่า มีพระแก่องค์หนึ่งมาขอบิณฑบาตความอาฆาตโกรธแค้น และเทศน์ให้ฟังถึงบาปกรรมของการฆ่า จนเขายอมยกโทษ ให้อภัย ละความพยาบาท ได้ถามในฝัน ได้ความว่า พระภิกษุองค์นั้น ชื่อ ขาว มาแต่เมืองอุดรฯ พอตื่นขี้นจึงออกเดินทางมาเสาะหาท่าน จนได้พบที่วัด เช่นนี้"
หลวงปู่ขาว ท่านกล่าวอนุโมทนา แล้วอบรมต่อไปให้เข้าใจหลักธรรม ตลอดจนผลของการงดเว้นจากการฆ่า ทำให้ชายผู้นั้นซาบซึ้งในรสพระธรรม จนตัดสินใจที่จะอุปสมบทต่อไป
เรื่องนี้ เป็นหลักฐานว่า ความเมตตาของท่านเปี่ยมล้น และครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างขวางเพียงใด
อนุสรณ์สถานที่ถือว่าสำคัญที่สุดของ หลวงปู่ขาว ก็คือ วัดถ้ำกลองเพล อันเป็นสถานที่ท่านพำนักจำพรรษามาตั้งแต่ พ.ศ.2501 จนกระทั่งมรณภาพ เมื่อ พ.ศ.2526 ท่านดูแลบริเวณวัดซึ่งมีเนื้อที่กว่าพันไร่ ให้เป็นป่าร่มรื่นบนลากสันเขา มีโขดหินขนาดใหญ่มากมาย เป็นเพิงผาธรรมชาติที่งดงาม ด้านหลังเป็นอ่างเก็บน้ำ ชื่อ อ่างอาราม ซึ่งเป็นโครงการชลประทานพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ
จุดเด่นของ วัดถ้ำกลองเพล คือ พิพิธภัณฑ์อัฐบริขาร หลวงปู่ขาว อนาลโย ซึ่งสร้างเสร็จตั้งแต่ พ.ศ.2531 เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะสวยงามควรแก่การศึกษาและเคารพบูชาเป็นอย่างยิ่ง "ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ"
yaem4u
20-02-2006, 12:54 PM
อนุโมทนา สาธุด้วยนะครับ ขอให้ผู้ที่นำบทความมาโพส จงเจริญทั้งโลกียะ และโลกุตตระ....สาธุ
ขอให้เจริญในธรรมทุกๆคนค่ะ
พุทธันดร
23-02-2006, 08:40 PM
กราบพ่อแม่ครูอาจารย์ด้วยความเคารพอย่างสูงสุด
แดนโลกธาตุ
25-05-2007, 12:30 PM
สาธุ...
แดนโลกธาตุ
25-05-2007, 12:38 PM
http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/a/a4/หลวงปู่ขาว_อนาลโย.jpg/180px-หลวงปู่ขาว_อนาลโย.jpg
หลวงปู่ขาว อนาลโย (เทพเจ้าอริยบุคคลผู้เมตตา)
แห่งวัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู
http://www.dhammajak.net/gallery/albums/userpics/normal_a_kao.jpg
http://www.kmitl.ac.th/buddhist/tumma/M04.jpg
หลวงปู่ขาว กับหลวงปู่ดูลย์ (วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์)
http://www.dlt.go.th/nblp/Images/pic-jedee.JPG
เจดีย์บรรจุอัฐบริ และประวัติ บรรจุอัฐิธาตุ
http://www.geocities.com/thaniyo/images2/luangpukow2.jpg
http://www.geocities.com/thaniyo/images2/luangpukow3.jpg
ในหลวงเสด็จมากราบนมัสการองค์หลวงปู่ขาว
vBulletin® v3.8.0 Beta 3, Copyright ©2000-2008, Jelsoft Enterprises Ltd.