jackie
18-09-2005, 04:00 PM
คำนำสำนักพิมพ์<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต นับเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากัมมัฏฐานแห่งกองทัพธรรมของภาคอีสาน ท่านได้ธุดงควัตรแสวงหาความวิเวกไปทางภาคเหนือ<o:p></o:p>
โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย เพื่อพิจารณาถึงพระธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัม-พุทธเจ้า จนรับผลเป็นที่น่าพอใจ<o:p></o:p>
ว่ากันว่า...บนเส้นทางธุดงค์ของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้ทำสงครามเพื่อเอาชนะ กิน กาม เกียรติ เอาชนะลิ้น ตา หู จมูก กาย ใจ และมุ่งสู่ศานติธรรม การสู้รบทำลายกิเลศนั้นยากยิ่งกว่าสิ่งใดๆในโลก<o:p></o:p>
เพราะนั่นคือ การเอาชนะตนเองเพื่อผลสำเร็จทางใจ<o:p></o:p>
ตลอดชีวิตสมณเพศของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติธรรม ปฏิบัติชอบ ยึดมั่นในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่าไว้...<o:p></o:p>
ให้พิจารณาถึงความตายแล้วไม่ประมาท<o:p></o:p>
ในปีสุดท้ายของชีวิต ท่านอาพาธอยู่บ่อย ไม่ค่อยฉันยา แม้ว่าลูกศิษย์จะถวายเท่าไรท่านก็ไม่ฉัน กลับบอกทุกคนว่า<o:p></o:p>
ต้นไม้ที่มันตายยืนต้นอยู่แล้ว จะเอาน้ำไปรดเท่าไร จะให้มันเกิดใบอีกไม่ได้หรอก อายุของเรามันถึงแล้ว <o:p></o:p>
ตามรอยธุดงควัตร ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เป็นผลงานเรียบเรียงของ สุริยา บุณยศิริชัย ผู้มีความรู้ด้านปรัชญาธรรมดียี่ยมอีกผู้หนึ่ง ได้ค้นคว้าเรื่องธรรมะของท่านพระอาจารย์มั่นอย่างลึกซึ้ง และนำเสนอได้อย่างชัดเจนเรียบง่าย<o:p></o:p>
ขอเชิญรับทราบชีวิตและความดีเด่นในปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้แล้วครับ<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
ปรารถนาดี<o:p></o:p>
บรรณาธิการ<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
คำนำ <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต นับเป็นอาจารย์ใหญ่ทางวิปัสสนา ที่มีภิกษุและประชาชนศรัทธาอย่างสนิทใจในวัติปฏิบัติของท่าน<o:p></o:p>
โดยเฉพาะการนับถือพระพุทธเจ้าเป็นแบบฉบับ ด้วยการปฏิบัติธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ด้วยถือว่าพระวินัยน้อยใหญ่เป็นข้อสำคัญยิ่ง หากปฏิบัติพระวินัยบกพร่องทำให้อาบัติเพียงน้อยนิด จะทำให้จิตละเอียดไม่ได้เลย<o:p></o:p>
ข้อวัตรปฏิบัติเช่น การบิณฑบาต การฉันในบาตร ฉันหนเดียว ซึ่งเป็นการขัดเกลากิเลศหยาบๆ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงกระทำเป็นแบบอย่างมาแล้ว...<o:p></o:p>
ผู้ที่ต้องการความสงบ ความก้าวหน้าแห่งการบำเพ็ญจิต จะละเลยมิได้เด็ดขาด<o:p></o:p>
ตามรอยธุดงควัตร พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เป็นแบบอย่างที่สาธุชนควรศึกษาและเอาแบบอย่างในการกำราบกิเลศที่อยู่ในจิตใจให้ลดน้อยถอยลง <o:p></o:p>
การได้เสียสละ ละเลิกโลภ โกรธ หลง... ย่อมบังเกิดผลให้ได้พบความสงบถ้วนทั่วทุกตัวคน<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
สุริยา บุณยศิริชัย<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
1. ปุพฺเพ จกต ปุญฺญตา <o:p></o:p>
ผู้มีบุญทำไว้แล้วแต่ปางก่อน
<o:p> </o:p>
ท่านพระอาจารย์<?xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:smarttags" /><st1:PersonName w:st="on" ProductID="มั่น ภูริทัตฺตเถระ">มั่น ภูริทัตฺตเถระ</st1:PersonName> ในวัยเยาว์เป็นผู้มีปัญญาเจริญในทางดีงามต่อไป นั่นคือไม่นิยมทำบาปเบียดเบียนผู้อื่น มีคุณลักษณะของความเมตตา อ่อนโยนสม่ำเสมอ ชอบดำริตริตรองต่อข้อปัญหาสงสัยจนกว่าจะได้ความกระจ่าง และที่เห็นเด่นชัดคือมีความฉลาด สุขุม และมีปฎิภาณฉับไว ประกอบทั้งขยันขันแข็งในการงาน ไม่เกียจคร้านให้เป็นความหม่นหมองขุ่นมัวแก่บิดามารดา อีกทั้งยังแสดงความรับผิดชอบต่อภารกิจของตนอย่างเอาใจใส่ ดังนั้นท่านพระอาจารย์มั่นในวัยเด็กจึงเป็นที่รักใคร่เอ็นดูของบิดามารดาอย่างยิ่ง<o:p></o:p>
ครั้นมีวัยอันควร ได้ไปศึกษาเล่าเรียนวิชาหนังสือไทย-ไทยน้อย ขอม กับอาของท่าน และเป็นที่ชื่อชมจากอาว่าเป็นเด็กฉลาด เรียนรู้เข้าใจรวดเร็ว และมีความจำแม่นยำ เมื่ออ่านเขียนหนังสือแตกฉานพอควร ท่านอาจารย์มั่นได้ให้ความสนใจต่อการอ่านอย่างยิ่ง ท่านชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ที่พอหาได้ ตลอดจนนวนิยายทางภาคอีสาน เรียกว่า ลำพื้นลำแผ่น ซึ่งสอดแทรกคติธรรมเอาไว้อย่างแยบยล<o:p></o:p>
ดังได้กล่าวไว้แล้วว่า ปุพฺเพ จกต ปุญฺญตา ผู้มีบุญทำไว้แล้วแต่ชาติปางก่อน เป็นเหตุปัจจัยน้อมนำจิตใจของท่านพระอาจารย์มั่นให้ฝักใฝ่ในสมณะเพศตั้งแต่วัยเยาว์ เหตุนี้ เมื่ออายุได้ 15 ปี ท่านจึงรบเร้าขอบรรพชาเป็นสามเณรในกาลต่อมา มีโอกาสศึกษาปฏิบัติธรรมเป็นพื้นฐานเบื้องต้น และรู้สึกเป็นสุขสงบ มีความพอใจในสมณะเพศนี้อย่างยิ่ง กระทั่งอายุได้ 17 ปี บิดาได้ขอร้องให้ลาสิกขามาช่วยการงานนาไร่ก่อน เพราะไม่มีใครแบ่งเบาภาระได้ เนื่องจากบิดามารดาไม่แข็งแรงเช่นวัยฉกรรจ์ ท่านพระอาจารย์มั่นจึงจำใจลาสิกขาออกมาสู่โลกฆราวาสอีกครั้ง<o:p></o:p>
พ้นวัยเด็กกลายเป็นชายหนุ่มเต็มตัวอายุ 17 ปี ท่านพระอาจารย์มั่นก็ดำเนินชีวิตไปตามปกติวิสัยของปุถุชนคนธรรมดา หมดงานไร่นาก็เที่ยวเตร่เฮฮากับมิตรสหายพอสมควร แต่ไม่ถึงกับเตลิดโลดเถลิงเข้าหาทางอบายซึ่งมีสุรายาเมาเป็นพื้นฐานเบื้องต้น<o:p></o:p>
ขณะที่ท่านพระอาจารย์มั่นเป็นหนุ่มรุ่นอยู่นั้น ท่านมีมิตรสนิทซึ่งมีอายุแก่กว่าไม่มากนัก คือท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโทจันทร์) (เป็นฆราวาสเช่นกัน) ทั้งสองหนุ่มมีอุปนิสัยต้องตรงกันจึงคบหาสมาคมสนิทสนมเป็นที่ยิ่งกว่าใครอื่น และขณะนั้นท่านพระอาจารย์มั่นขึ้นชื่อว่า เป็นหมอลำหมอเพลงตัวกลั่นของหมู่บ้านทีเดียว<o:p></o:p>
มาคราวหนึ่ง...ที่หมู่บ้านอีกหมู่บ้านหนึ่งมีงานบุญงานรื่นเริง สองหนุ่ม คือท่านพระอาจารย์มั่นกับท่านเจ้าคุณอุปาลีฯ ก็ไปเที่ยวที่งานนั้นด้วย ผู้คนชาวบ้านนับพันคนซึ่งอยู่ในละแวกใกล้เคียงต่างพากันมาร่วมงานคับคั่ง<o:p></o:p>
งานใหญ่เช่นนี้ การละเล่นที่สนุกสนานเพลิดเพลินใจของคนท้องถิ่นก็คือ การเล่นลำเพลิน<o:p></o:p>
เวลานั้น มีสาวสวยคนหนึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหมอลำเก่งกาจ มีปฏิภาณไหวพริบยากจะหาใครเทียบฝีปากได้ เธอขึ้นเวทีท้าให้ใครก็ได้มาประชันขันแข่งกัน ท่านพระอาจารย์มั่นกำลังวัยหนุ่มรุ่นคะนองฮึกเหิมลำพองเป็นกำลัง ก็ขึ้นเวทีรับคำท้า พอว่ากลอนเพลงกันไปคนละลำ ปรากฏว่าท่านพระอาจารย์มั่นสู้คารมไม่ได้ ท่านพ่ายแพ้ไปชนิดฝีปากคนละชั้น แต่ท่านยังฮึดสู้ไม่มีถอย และก็พ่ายแพ้ไม่เป็นกระบวนอีกตามเคย<o:p></o:p>
ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ซึ่งยืนดูอยู่พลอยอกสั่นหวั่นไหว มองไม่เห็นทางที่ท่านพระอาจารย์มั่นจะแก้ลำแก้อายว่ากลอนเอาชนะได้เลย จึงรีบกระโดดขึ้นเวที แสร้งตีหน้าตื่นตระหนกบอกแก่ท่านพระอาจารย์มั่นว่า มารดาของท่านตกจากเรือนสูงลงมากองกับพื้น จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้ ให้รีบกลับบ้านโดยด่วน<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นตกใจและแม้สาวเจ้าคารมจัดจ้านก็พานตื่นตระหนกไปด้วย ท่านรีบผละจากเวทีประชันลำเพลง กระหืดกระหอบตามเจ้าคุณอุบาลีฯ ออกจากงานไปทันที ดุ่มดิ่งแทบวิ่งกันไปได้ไกลโข ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ถึงได้หยุดหัวเราะลั่นด้วยความขบขัน บอกความจริงว่ามารดาของท่านพระอาจารย์มั่นยังอยู่ดีที่บ้าน ไม่มีเรื่องอันตรายใดๆกล้ำกลายดังที่กล่าวไปอย่างไรเลย เหตุที่ต้องแต่งเรื่องร้ายขึ้นมาก็เพื่อว่าต้องการให้ท่านพระอาจารย์มั่นรีบลงจากเวทีประชัน ก่อนจะถึงขั้นอับอายพ่ายแพ้หมดประตูสู้<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่น พอรู้ความจริงก็ฮึดฮัด บอกว่าท่านว่าลำเพลินตกเป็นรองสู้ไม่ได้ มิใช่จะสู้เขาไม่ได้จริงๆ เพียงแต่เสแสร้งแกล้งทำเพื่อรักษาน้ำใจฝ่ายหญิงให้เกิดไมตรีก่อนเท่านั้น หากสู้กันต่อไปอีกสักหน่อย จึงจะแสดงคารมตอบโต้ให้รู้ดำรู้แดง ว่าผู้ใดจะฉกาจเหนือกว่ากัน เลยเป็นอันว่าคืนนั้น สองหนุ่มต้องกลับบ้าน เลิกประชันขันแข่งเชิงหมอลำหมอเพลงอีกต่อไป<o:p></o:p>
นี่เป็นเรื่องที่ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺตเถระ ข้องแวะกับอิสตรีตามประสาหนุ่มเพียงครั้งเดียวที่ปรากฏ อีกทั้งเรื่องนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความรักความเป็นห่วงระหว่างท่านพระอาจารย์มั่นกับท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ ตั้งแต่ยังอยู่ในเพศฆราวาส และสายสัมพันธ์ดังกล่าวนี้สืบทอดยืนยาวมาตลอดชั่วชีวิตสมณะเพศของท่านทั้งสองด้วย<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
2. วิริยะพากเพียร<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺตเถระ อายุได้ 22 ปี เบื้องลึกในจิตใจของท่านนั้นฝักใฝ่ในเพศบรรพชิตเสมอมา มีความกระหายใคร่รู้ในสมณธรรมอย่างแรงกล้า ดังนั้นจึงขออนุญาตบิดามารดาขอลาอุปสมบท บิดามารดาท่านก็อนุญาตตามประสงค์ จากนั้นท่านพระอาจารย์มั่นได้เข้าไปเรียนธรรมก่อนที่สำนักท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถระ วัดเลียบ จ.อุบลราชธานี<o:p></o:p>
ต่อมาท่านได้อุปสมบทเป็นภิกษุที่วัดศรีทอง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี มีพระอริยกวี (อ่อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสีเทา ชยเสโน เป็นกรรมวาจาจารย์ พระครูประจักษ์ อุบลคุณ (สุ่ย) เป็นอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2434 นามมคธที่พระอุปัชฌาย์ตั้งให้คือ ภูริทัตฺโต เมื่ออุปสมบทแล้ว ได้มาอยู่สำนักวิปัสสนากับท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล วัดเลียบ จ.อุบลราชธานี<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นวิริยะพากเพียรเป็นที่ยิ่งในการปฏิบัติภาวนาและเคร่งครัดในวัตรปฏิบัติไม่เคยบกพร่อง จึงเป็นที่รักเอ็นดูของท่านพระอาจารย์เสาร์ เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์ออกธุดงค์เพื่อบำเพ็ญสมณธรรม ท่านได้พาท่านพระอาจารย์มั่นติดตามไปด้วยทุกหนทุกแห่ง สถานอันวิเวกที่คณะของท่านพระอาจารย์เสาร์หยุดยั้งบำเพ็ญเพียร คือป่าเขาลำเนาไพรห่างไกลชุมชนที่วุ่นวายพอสมควรจากฝั่งไทย<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ธุดงค์ข้ามไปฝั่งลาวจนถึงเมืองหลวงพระบางแล้วย้อนลงมาทาง เมืองท่าแขก ภูมิประเทศของแถบถิ่นนี้เป็นป่าดิบเขาสูง ส่ำสัตว์นานาพันธุ์มีอยู่มากมาย ด้วยยังไม่มีมนุษย์เข้าไปไล่ล่ารังควานมากนัก เห็นถ้ำแห่งหนึ่งไม่ไกลจากบ้านถ้ำ เป็นสัปปายะ สงบสงัดเหมาะแก่การบำเพ็ญเพียร จึงได้พักจำพรรษาอยู่ ณ ถ้ำนั้น<o:p></o:p>
ฟากฝั่งโขงทางแถบท่าแขกนี้เป็นป่าเขาสลับซับซ้อนและมีสัตว์ป่าอุดม ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเสือชุกชุมเป็นอันมาก ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺโต เล่าว่า เสือฝั่งลาวรู้สึกจะดุร้ายกว่าเสือฝั่งไทยมาก เนื่องจากเสือทางฝั่งโน้นชอบดักซุ่มคอยกัดกินชาวบ้าน ซึ่งส่วนมากเป็นคนญวนบ่อยๆ แต่คนญวนดูจะไม่ค่อยกลัวเสือเอาเสียเลย แม้จะเห็นเสือโดดกัดหมู่พวกร่วมคณะต่อหน้าต่อตา พวกเขาก็ไม่กลัวถึงขนาดเข็ดหลาบ วันนี้เพื่อนถูกเสือลากเอาไปกิน วันหน้าพวกเขาก็ยังพากันเข้าป่าไปที่เดิม หาอยู่หากินถือเป็นเรื่องธรรมดา<o:p></o:p>
พวกคนญวนเหล่านี้มีแปลกอีกอย่าง คือเวลามีเสือใหญ่เข้ามาขบกัดใครคนหนึ่งในหมู่พวกเดียวกัน แทนที่จะคิดหาวิธีต่อสู้หรือช่วยเหลือเพื่อนผู้เคราะห์ร้าย กลับพากันวิ่งหนีเอาตัวรอดไปคนละทาง ปล่อยให้เพื่อนเป็นอาหารให้เสือขบเคี้ยวสบายไป เวลาพวกคนญวนไปหลับนอนอยู่กลางป่าแล้วมีเสือย่องเข้ามาลากคนหนึ่งไปกิน ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์จะพากันเผ่นหนีไปหมด จากนั้นก็มารวมกลุ่มกันใหม่ หาที่หลับนอนใหม่ แต่ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุนั่นเอง ทำราวกับว่าเสือใหญ่ที่เพิ่งกัดกินพวกเขาไปหยกๆ ไม่มีหูมีตา ไม่รู้จักดมกลิ่นตามมากินตัวเองหรือหมู่พวกคนใดคนหนึ่งอีก <o:p></o:p>
แม้ว่าเสือฝั่งท่าแขกออกจะดุร้ายและติดใจรสอร่อยของเนื้อมนุษย์ ถึงขนาดคอยจ้องรังควานจับคนกินอยู่บ่อยๆ แต่เสือใหญ่ดุร้ายเหล่านี้ไม่เคยรบกวนท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์เสาร์ และสามเณรผู้ติดตามไปปรนนิบัติรับใช้ อย่างมากที่เสือแสดงให้พระธุดงค์กรรมฐานได้เห็นได้ฟังก็คือรอยของมันที่ผ่านไปมา และเสียงครางไปตามประสา มิใช่เสียงขู่คำรามอย่างมุ่งร้ายหมายชีวิต<o:p></o:p>
สำหรับท่านพระอาจารย์มั่น มิได้สนใจหรือหวั่นกลัวเสือแม้แต่น้อย ความกลัวของท่านมีอยู่ประการเดียว คือกลัวจะไม่หลุดจากกองทุกข์ถึงพระนิพพานในชาตินี้เท่านั้น<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p></o:p>
3. อำนาจธรรมรักษา<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ยังมีเรื่องหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นที่บ้านถ้ำ ท่าแขก แสดงให้เห็นถึงอัศจรรย์แห่งธรรม ผู้เรียบเรียงจะขอนำมาถ่ายทอดให้สาธุชนทั้งหลายได้สดับดังต่อไปนี้<o:p></o:p>
ก่อนที่ท่านพระอาจารย์มั่น และท่านพระอาจารย์เสาร์ จาริกธุดงค์ไปถึงบ้านถ้ำ หมู่บ้านนี้กำลังเผชิญกับทุกข์ภัยแสนสาหัสอันเนื่องมาจากโรคฝีดาษระบาด ชาวบ้านเป็นโรคนี้กันแทบหมดหมู่บ้าน คนที่มีอาการหนักล้มตายไม่เว้นแต่ละวัน ตัวยาซึ่งจะนำมารักษาก็หาที่ไหนไม่ได้ ผู้ยังมีชีวิตอยู่ต่างทอดอาลัยหมดที่พึ่งที่หมายใดๆ อีทั้งเพราะชาวบ้านถ้ำแห่งนี้นับถือผีเป็นสรณะ <o:p></o:p>
ยามที่เกิดโรคระบาดเจ็บไข้ร้ายแรง จะพากันเซ่นไหว้บูชาผีเป็นการใหญ่ หวังให้ภูตผีประจำหมู่บ้านช่วยขจัดปัดเป่าทุกข์ภัยจนมลายหายสูญ แต่ครั้งนี้กระทำการเซ่นไหว้อย่างไร โรคร้ายก็ไม่ทุเลาเบาบางลง ดูทีท่าว่าคงได้ล้มหายตายจากกันหมดทั้งหมู่บ้านแน่ เหตุนี้ชาวบ้านถ้ำจึงหมดสิ้นที่พึ่งที่หมายดังกล่าว <o:p></o:p>
เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นและท่านพระอาจารย์เสาร์ได้มาถึงบ้านถ้ำ ชาวบ้านถ้ำต่างปีติยินดีมีความหวังขึ้นมาอีก พากันมากราบไหว้วิงวอนขอให้ท่านช่วยคลายความทุกข์เมื่อครั้งนี้ด้วยเถิด ท่านทั้งสองก็ให้พวกเขามารับไตรสรณคมน์ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ แทนการนับถือผี แนะนำให้รู้วิธีปฏิบัติ ไหว้พระสวดมนต์ ตอนเช้า ตอนเย็น และก่อนเข้านอน สอนให้รักษาศีล 5 เป็นปกติ และให้ร่วมกันทำวัตรสวดมนต์ทุกเช้าทุกเย็น ชาวบ้านถ้ำก็กระทำตามอย่างเคร่งครัด ส่วนท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์เสาร์ ก็ทำพิธีอะไรๆเป็นการภายในช่วยเขา <o:p></o:p>
เป็นที่น่าอัศจรรย์ทันตาเห็น นับแต่ท่านอาจารย์ทั้งสองเมตตาชาวบ้านถ้ำซึ่งเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคฝีดาษ ตายวันละคนสองคนอย่างอเน็จอนาจ ก็ไม่มีใครตายอีกเลย ผู้ที่ยังป่วยอยู่ก็ค่อยๆหายจากโรคร้าย และไม่มีใครเจ็บไข้อีก ชาวบ้านถ้ำบังเกิดความเคารพเลื่อมใสต่อท่านอาจารย์ทั้งสองอย่างสูงสุด <o:p></o:p>
แม้กาลเวลาจะผ่านไปยาวนานแค่ไหน จนตกมาถึงชั้นลูกหลานของชาวบ้านถ้ำ ตลอดไปถึงท่านสมภารวัดบ้านถ้ำ เวลาจะกล่าวถึงท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์เสาร์ ก็ยกมือพนมไหว้ทุกครั้งไป แสดงให้เห็นถึงความเคารพศรัทธาไม่เสื่อมคลาย<o:p></o:p>
เหตุที่โรคร้ายมลายสิ้นไปนั้น ท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี กล่าวโดยพิสดารพอสังเขปไว้ในหนังสือ ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺตเถระ <o:p></o:p>
ความว่า........ <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
ที่เป็นทั้งนี้ เป็นเพราะอำนาจธรรมในใจท่านแผ่กระจายออกไปให้เป็นสุขเย็นใจแก่โลก ท่าน<o:p></o:p>
( ท่านพระอาจารย์มั่น) เล่าว่าท่านแผ่เมตตาใหญ่ในรอบ 24 ชั่วโมงต่อ 3 ครั้ง คือกลางวันตอนบ่ายขณะนั่งภาวนา 1 ครั้ง ตอนก่อนนอน 1 ครั้ง ตอนตื่นนอน 1 ครั้ง ส่วนการแผ่เมตตาปลีกย่อยประจำนิสัยนั้น มิได้นับว่าวันหนึ่งกี่สิบครั้ง ท่านแผ่เมตตาใหญ่ ท่านว่ากำหนดจิตให้ดำรงตัวอยู่เฉพาะ แล้วกำหนดกระแสจิตให้แผ่ซ่านไปทั่วโลกธาตุเบื้องบน เบื้องล่าง ทั่วทุกทิศทุกทาง ไม่มีว่างเว้น<o:p></o:p>
ปรากฏว่าจิตใจขณะนั้นมีอำนาจแผ่รัศมีและแสงสว่างออกไปทั้งพิภพไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีอะไรมาปิดบังได้เลย ยิ่งกว่าแสงพระอาทิตย์กี่ร้อยกี่พันดวงเป็นไหนๆ ไม่มีอะไรจะส่องแสงสว่างเสมอด้วยใจที่ชำระอย่างเต็มภูมิแล้ว<o:p></o:p>
คุณสมบัติซึ่งแสดงออกจากที่บริสุทธิ์สิ้นเชิงแล้ว ย่อมทำให้โลกสว่างและมีความร่มเย็นอย่างอัศจรรย์บอกไม่ถูกเพราะไม่มีพิษสงแม้แต่น้อยเจือปนอยู่ มีแต่คุณธรรมคือความเย็นล้วนๆดำรงอยู่ในใจ ท่านผู้มีจิตเมตตาและมีใจบริสุทธิ์สะอาด ไปอยู่ ณ ที่ใด มนุษย์ เทวดา อารักษ์ ย่อมเคารพเลื่อมใส ตลอดจนสัตว์เดียรัจฉานก็ไม่ระแวงระวังว่าจะเป็นภัยต่อเขา<o:p></o:p>
เพราะจิตท่านอ่อนนิ่มไปทั้งดวงด้วยเมตตาที่มีอยู่ประจำตลอดเวลา ไม่นิยมสถานที่ บุคคล กำเนิดต่ำสูง เหมือนฝนตกลงสู่พื้นพิภพ ไม่นิยมว่าสถานที่สูงต่ำประการใด<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
4. ระงับอาพาธด้วยธรรมโอสถ<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ระหว่างจำพรรษาที่ถ้ำแห่งนี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์และเณรที่ติดตามร่วมคณะเป็นไข้มาลาเรีย เวลาจับไข้จะนอนซมสั่นสะท้าน พออาการไข้สร่างทุเลาลงถึงจะลุกขึ้นทำวัตรปฏิบัติต่อ กระนั้นสังขารร่างกายของท่านพระอาจารย์เสาร์และเณรน้อยก็อ่อนเพลียก็มิได้ปกติเหมือนเดิม มีแต่ท่านพระอาจารย์มั่นรูปเดียวที่ยังแข็งแรงอยู่<o:p></o:p>
วันหนึ่ง มีอุบาสกอุบาสิกาได้นำผ้าบังสุกุลมาถวาย ท่านพระอาจารย์เสาร์ต้องการตัดจีวร แต่อาการอาพาธยังรุมเร้าอยู่มิได้ขาดสาย แม้จะไม่ถึงขั้นร้ายแรงแต่ก็บั่นทอนกำลังกายให้ถดถอยลงไปมิใช่น้อย ท่านพระอาจารย์มั่นจะรับภาระตัดเย็บจีวรเสียเอง ใช้เวลาในการนี้ถึง 7 วัน เพราะต้องเย็บด้วยมือ แต่ก็ยังไม่แล้วเสร็จดี ตัวท่านเองก็เกิดเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นมาลาเรียไปอีกคน<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นเกิดความวิตกกังวลสุดจะห้ามได้ เนื่องจากเวลานั้นเป็นเวลาเข้าพรรษาในต่างถิ่นต่างแดน นอกพระราชอาณาเขต อีกทั้งยารักษาไข้ก็ไม่มี หากตัวท่านป่วยหนักลุกไม่ขึ้นเสียอีกคน จะไม่มีผู้ใดดูแลท่านพระอาจารย์เสาร์และสามเณรซึ่งยังนอนซมอยู่เล่า และหากการณ์เป็นไปถึงขั้นนั้น พระภิกษุ 2 เณร 1 ย่อมเห็นทีจะเอาชีวิตมาทิ้งในเถื่อนถ้ำโดดเดี่ยวแห่งนี้โดยมิต้องสงสัย<o:p></o:p>
เมื่อคิดเช่นนี้ท่านพระอาจารย์มั่นก็เกิดมานะแน่วแน่ขึ้นในใจ เมื่อไม่มียามาระงับเวทนาครั้งนี้ได้ อีกทั้งไม่มีทางออกใดให้เลือก ท่านจึงเลิกคิดแส่ส่ายไปในทางอื่น นอกจากยึดเอาบารมีธรรมเป็นที่พึ่งจนถึงที่สุด เพราะการฟันฝ่าเดินทางมาจนถึงที่นี่ เพื่อค้นหาโมกขธรรมอบรมตนด้วยการเจริญกัมมัฏฐานภาวนา แม้จะถึงการเวลาต้องตายก็ขอภาวนาจนตาย ไม่อ่อนแอท้อถอย<o:p></o:p>
มุ่งมั่นได้เช่นนี้ท่านก็เข้าที่ภาวนากำหนดจิตแน่วแน่ดิ่งสู่ความสงบ ไม่ส่ายแส่ออกนอกเป็นอารมณ์ได้เลย เพราะขณะนั้นกำลังทุกขเวทนาอย่างสาหัสจากพิษไข้ ครั้นจิตแน่วนิ่งเป็นหนึ่ง ไม่สั่นไหวได้ ขณะหนึ่งก็ปรากฏตรงศีรษะเกิดสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เหงื่อไหลออกมาชุ่มโชกประหนึ่งถูกสาดซัดด้วยน้ำ เนิ่นนานต่อมาเมื่อท่านพระอาจารย์มั่นคลายจิตถอนออกจากสมาธิ ทุกขเวทนาจากอาการเจ็บไข้ได้หายไปเป็นปลิดทิ้งอย่างอัศจรรย์<o:p></o:p>
เป็นครั้งแรกที่ท่านระงับอาพาธด้วยธรรมโอสถ<o:p></o:p>
จากนั้นท่านพระอาจารย์มั่นก็ได้ดูแลพยาบาลท่านพระอาจารย์เสาร์และสามเณร กระทั่งอาการไข้ผ่อนเพลาลงเรื่อยๆ จนหายเป็นปกติ<o:p></o:p>
จากประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺตเถระ ฉบับสมบูรณ์ และใต้สามัญสำนึก เรียบเรียงโดยพระธรรมเจติยาจารย์ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธฺโร)<o:p></o:p>
การระงับอาพาธด้วยธรรมโอสถป็นครั้งที่ 2 ของท่านพระอาจารย์มั่น เกิดขึ้นก่อนกลับเมื่อไทย ขณะนั้นท่านบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ฝั่งลาว ท่านมีโรคประจำตัวมานานแล้วคือ ริดสีดวงจมูก โรคนี้มักจะกำเริบบ่อยๆ คราวนั้นโรคก็กำเริบเช่นเคย ท่านจึงกำหนดเวทนาเป็นอารมณ์ กระทำความเพียรมิได้ท้อถอย<o:p></o:p>
วันหนึ่งจิตของท่านได้รวมเป็นอัปปนาสมาธิ ขณะที่จิตถอนออกจากอัปปนาสมาธิ ได้ปรากฏความรู้ที่น่าอัศจรรย์ขึ้นมาว่าโรคนี้เป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจากกรรมในปัจจุบัน เนื่องจากได้กระทำไว้ และเมื่อพิจารณาตามรูปเรื่องจนเห็นสมจริงตามความรู้นั้นทุกประการแล้ว จิตก็รวมลงเป็นอัปปนาสมาธิอีก คราวนี้ปรากฏมีอีกาอีกตัวหนึ่งมาจับอยู่บนศีรษะ แล้วมันก็เอาจะงอยปากจิกกินจมูกของท่านจนหมดไป ตั้งแต่นั้นโรคริดสีดวงจมูกของท่านก็หายเป็นปกติ<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
5. ความอัศจรรย์...พระธาตุนครพนม<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
เมื่อถึงกาลออกพรรษา ท่านพระอาจารย์เสาร์และท่านพระอาจารย์มั่นได้ตกลงกันว่าสมควรกลับคืนสู่แผ่นดินไทยเสียที เหตุนี้คณะของท่านจึงออกจาริกธุดงค์จากถ้ำที่บ้านถ้ำ เลาะเรื่อยมาตามแนวฝั่งแม่น้ำโขง ที่ใดสงัดวิเวกและเป็นสัปปายะก็หยุดยั้งบำเพ็ญเพียรภาวนา ได้เวลาอันเหมาะสมแล้วก็จะจาริกต่อไปอีก ระหว่างทางได้ผ่านหมู่บ้านเล็กๆของชาวภูไท ไทยดำ ลาวโซ่ง พวกเขาเหล่านั้นแม้จะจนยากค่อนข้างอัตคัดขัดสน แต่จิตใจก็เปี่ยมล้นด้วยกุศลศรัทธา ต่างพากันมาใส่บาตรทำบุญตามมีตามได้ ต่อชีวิตให้พระธุดงค์กรรมฐานดำเนินต่อไปอีก<o:p></o:p>
ตราบกระทั่งมาถึงท่าข้าม ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่นและสามเณร ก็ข้ามแม่น้ำโขงกลับสู่ฝั่งไทย ซึ่งตรงกับที่ตั้งพระธาตุนครพนม <o:p></o:p>
ขณะนั้นพระธาตุนครพนมปราศจากผู้ดูแลรักษา ต้นไม้ใบหญ้าขึ้นปรากฏรกชัฏ องค์พระธาตุมีเถาวัลย์ไม้เลื้อยเกาะเกี่ยวกระหวัดคลุมไปถึงยอด ความงามสง่าเจริญตาเจริญใจหาแทบไม่ได้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น และสามเณร ไปถึงพระธาตุพนมแล้ว ก็พำนักพักกันที่นั่นเพื่อบำเพ็ญสมณธรรมกระทำความเพียรสืบไป <o:p></o:p>
คืนแรกที่ปักกลดบำเพ็ญภาวนา ท่านอาจารย์และศิษย์ 3 รูปก็ได้เห็นปรากฏการณ์อัศจรรย์ นั่นคือเวลา 4-5 ทุ่ม มีดวงไฟสุกสว่างสีเขียวใส ใหญ่ประมาณลูกมะพร้าวผุดขึ้นมาจากยอดพระธาตุพนม แล้วลอยห่างออกไปไกลสุดสายตา ครั้นเวลาล่วงไปประมาณตี 3 ตี 4 ดวงแสงนั้นได้ลอยกลับมาที่พระธาตุ แล้วหายวับเข้าไปในองค์พระเจดีย์<o:p></o:p>
ปรากฏการณ์อัศจรรย์เช่นนี้ แสดงให้เห็นเป็นประจักษ์ทุกวัน ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ได้กล่าวโดยปีติว่า พระธาตุพนมนี้ ต้องมีพระบรมสารีริกธาตุแน่นอน <o:p></o:p>
จากนั้นท่านพระอาจารย์เสาร์และท่านพระอาจารย์มั่น ก็ได้ชักชวนชาวบ้านละแวกนั้นซึ่งมีอาชีพทำนาและอยู่กันไม่กี่หลังคาเรือน มาช่วยกันถากถางพงรกและเถาวัลย์ไม้เลื้อยออกจากองค์พระธาตุ ตลอดจนอาณาบริเวณโดยรอบ ใช้เวลาถึง 3 เดือน พระธาตุพนมที่ดูหม่นหมองมานานก็ดูสะอาดตาน่าเบิกบานใจขึ้นมาอีกครั้ง<o:p></o:p>
ครั้นถึงวันมาฆบูชา ท่านพระอาจารย์ทั้งสองได้นำชาวบ้านมาร่วมถวายพุทธบูชาสักการะต่อพระพุทธองค์ ประกาศตนเป็นพุทธมามกะผู้ยึดมั่นในไตรสรณคมน์ ชาวบ้านเหล่านั้นไม่เพียงแต่ห่างไกลความเจริญ ยังห่างไกลจากพระภิกษุผู้ครองธรรม ไม่รู้แม้กระทั่งวันสำคัญต่างๆในพระพุทธศาสนา ก็เกิดศรัทธาเลื่อมใสชักชวนกันมารักษาอุโบสถ ฝึกหัดกัมมัฏฐานทำสมาธิกับท่านอาจารย์ทั้งสอง จนกล่าวได้ว่าประสบผลพอสมควร<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์เสาร์ และท่านพระอาจารย์มั่น บำเพ็ญสมณธรรมที่พระธาตุพนมเป็นเวลาอันควร แล้วก็ออกจาริกธุดงค์ต่อไป<o:p></o:p>
กระทั่งใกล้กาลเข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์เสาร์ก็พากลับอุบลราชธานี <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
6. จาริกดงดิบแดนเถื่อน<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นมุ่งมั่นเพื่อจะพ้นแดนทุกข์อย่างแน่วแน่ เหตุนี้ท่านจึงพากเพียรบำเพ็ญธรรมอย่างถึงที่สุด การจาริกธุดงค์ไปสู่สถานอันวิเวกตามป่าเขาลำเนาไพร อาศัยเถื่อนถ้ำเงื้อมผาเพื่ออบรมตนค้นหาธรรมเบื้องสูง เป็นภาวะที่ท่านยึดถือปฏิบัติไม่ท้อถอย<o:p></o:p>
ครั้งนั้น ท่านพระอาจารย์มั่นพบเพื่อนสหธรรมิกชื่อ มั่น เหมือนกันกับท่าน (ต่อมาท่านมั่นผู้นี้เป็นเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม อำเภอปทุมวัน กรุงเทพมหานคร มีสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ คือพระเทพมงคลปัญญาจารย์) ท่านพระอาจารย์มั่นกับท่านเจ้าคุณฯ เทพมงคลปัญญาจารย์ มีจุดมุ่งหมายเป้าประสงค์ต้องตรงกัน คือปรารถนาพากเพียรบำเพ็ญธรรมตามป่าเขาลำเนาไพร โดยไม่พะวักพะวงต่อความเป็นความตายใดๆทั้งสิ้น<o:p></o:p>
ท่านทั้งสองตกลงร่วมเป็นร่วมตายกันได้เช่นนี้แล้ว ก็ออกจาริกธุดงค์ไปด้วยกัน ถือเอาป่าเป็นสำคัญ สถานที่ใดสัปปายะท่านจะหยุดยั้งปักกลด แยกกันทำความเพียรทุกอิริยาบถ ไม่มีลดละทั้งกลางวันและกลางคืน ครั้นพอจะเกิดความเคยชินต่อสถานที่ก็จะเดินทางต่อไปอีก<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นและท่านเจ้าคุณฯ เทพมงคลปัญญาจารย์ จาริกกันไปเรื่อยๆ เส้นทางที่ท่านธุดงค์ดั้นด้นกันไปนั้น คือดงดิบแดนเถื่อน ต้องข้ามเขาภูดอยน้อยใหญ่เหลือคณา<o:p></o:p>
ในป่ากว้างและบนดอยสูงที่ท่านทั้งสองจาริกผ่านไปนั้นมีผู้คนอยู่อาศัยเพียงประปราย เป็นพวกชาวเขาชาวดอย ต่างเผ่าต่างภาษาพูดจากันไม่รู้เรื่อง แต่ผู้คนเหล่านี้ก็มีใจเป็นบุญกุศล ได้แบ่งปันอาหารนำมาถวายให้แก่พระธุดงค์กัมมัฏฐาน 2 รูปนี้พอได้ประทังชีวิตตลอดรายทาง แต่ก็มีหลายครั้งหลายคราที่ท่านทั้งสองไม่พบปะผู้คนเอาเสียเลย หรือหลงทางวนเวียนอยู่ในป่าหาทางออกไม่ได้ หากแต่ความทุกข์ยากลำเค็ญเช่นนี้ก็มิได้กระทบกระเทือนดวงจิตอันมั่นคงแน่วแน่แม้แต่น้อย ดวงจิตของท่านทั้งสองยังคงสว่างเบิกบานในธรรมทุกขณะ<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นและท่านเจ้าคุณฯ เทพมงคลปัญญาจารย์ ข้ามแดนไทยไปยังเขตพม่า แล้วก็พากันจาริกธุดงค์ลึกเข้าไปเรื่อยๆ กระทั่วถึงเมืองหาง ชาวบ้านชาวเมืองเป็นชาวไทยใหญ่ พูดภาษาไทยพอรู้เรื่องกันได้ไม่กี่คำ ชาวบ้านไทยใหญ่เห็นท่านทั้งสองสงบสำรวมน่าเลื่อมใส ก็นิมนต์ให้พักชั่วคราวที่เมืองนี้ ท่านก็รับนิมนต์<o:p></o:p>
ระหว่างอยู่ที่นี่ท่านสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่า ชาวไทยใหญ่ชุมชนนี้เป็นคนดีมีศีลธรรมน่ายกย่อง ไม่มีการลักขโมยช่วงชิงทรัพย์สินเงินทองของผู้อื่น ดูได้จากร้านค้าขายทั้งหลายแทบจะไม่มีใครเฝ้าดูแลสินค้าเสียด้วยซ้ำ สินค้าที่วางจำหน่ายจะมีป้ายบอกราคาติดไว้ ผู้ซื้อต้องการซื้อสินค้าอย่างไหนก็จะวางเงินไว้ตามราคาก่อนหยิบสินค้านั้นๆไป ไม่มีใครฉกฉวยโอกาสหยิบเอาสินค้าติดมือไปเฉยๆ และที่น่าสนใจยิ่งก็คือพวกเขาไม่ว่าชายหญิงต่างมีรูปร่างหน้าตาสะอาดผ่องใส หาผู้หนึ่งผู้ใดมีลักษณะหม่นหมองครองเศร้าอมทุกข์ไม่ได้เลย<o:p></o:p>
ท่านทั้งสองใคร่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาเหล่านี้มีธรรมอันใดหนอกำกับกายใจ จึงได้มีศีลธรรมงดงามปานนั้น หากแต่ขัดข้องเรื่องสื่อภาษาประกอบกับท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเจ้าคุณฯ เทพมงคลปัญญาจารย์ มีความปรารถนาบำเพ็ญเพียรเป็นสำคัญ ท่านจึงไม่ยึดติดอยากรู้และไม่สนิทสนมผูกพันกับผู้หนึ่งผู้ใดเป็นพิเศษ<o:p></o:p>
พักอยู่ที่เมืองหางเป็นเวลาอันสมควรแล้ว ท่านก็เดินทางกันต่อไป คราวนี้บ่ายหน้าไปกราบนมัสการพระมหาเจดีย์ชเวดากอง พุทธสถานอันยิ่งใหญ่ที่สุดของชนชาวพม่า และเป็นที่สุดแห่งความเคารพบูชาของชาวพม่าอีกเช่นกัน<o:p></o:p>
ท่านทั้งสองจาริกธุดงค์ผ่านป่าเขาลำเนาไพรไปเรื่อยๆ ด้วยความสงบสำรวม ที่ใดสงัดวิเวกก็จะหยุดยั้งบำเพ็ญเพียรอบรมตน เพื่อหาทางหลุดพ้นจากกิเลศทั้งหลายทั้งปวง ระหว่างทางนั้น ส่ำสัตว์ป่ามีชุกชุมตลอดรายทาง สัตว์ร้ายเช่น เสือ ช้าง งูจงอาง กระทิง หมี ก็มีให้เห็นและสวนทางกันเสมอ<o:p></o:p>
แต่ไม่มีสัตว์ป่าตัวใดแสดงอำนาจดุร้ายกระหายชีวิตต่อท่านทั้งสองเลย ประหนึ่งพวกมันหยั่งรู้ว่า พระธุดงค์กัมมัฏฐาน 2 รูปนี้ไม่มีอันตรายต่อพวกมัน อีกทั้งบารมีธรรมซึ่งท่านปฏิบัติเคร่งครัดทุกลมหายใจเข้าออก ประหนึ่งเป็นความร่มเย็นที่โทสะ โมหะ ของสัตว์ร้ายทั้งหลายมิอาจผุดขึ้นมาได้ <o:p></o:p>
การธุดงค์อยู่ในประเทศพม่านี้ ท่านพระอาจารย์มั่นได้พบปะอาจารย์ซึ่งเล่าลือกันว่าเก่งในการสอนและปฏิบัติกัมมัฏฐานหลายรูป และท่านได้เข้าไปขอความรู้ในแนวทางการปฏิบัติ เพื่อให้ได้ความกระจ่างในอรรถปัญหากับการปฏิบัติทางจิตมิได้เว้น แต่อรรถกถาซึ่งได้รับมาก็ไม่ได้ทำให้ท่านกระจ่างแจ้ง อีกทั้งยังไม่มีคณาจารย์รูปใดทรงภูมิชี้ช่องแนะทางให้เกิดความรู้เบื้องสูงขึ้นไปอีกได้<o:p></o:p>
ดังนั้นหลังการกราบนมัสการพระมหาเจดีย์ชเวดากองแล้ว ท่านจึงตัดสินใจกลับประเทศไทย ทว่าปีนั้นใกล้ถึงกาลเข้าพรรษาเต็มทีแล้ว ประมาณว่าคงข้ามชายแดนไทยไม่ทันแน่ ท่านจึงเลือกจำพรรษาอยู่ที่สำนักสงฆ์บนเขาแห่งหนึ่งของเมืองมะละแหม่ง สำนักสงฆ์แห่งนี้มีพระภิกษุชาวพม่าเพียงรูปเดียว เมื่อมีกุฎิกำบังแดดฝนถูกต้องตามพระวินัย ท่านทั้งสองก็เร่งทำความเพียรอย่างอุกฤษฎ์ตลอดพรรษานั้น <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
7. ธรรมบันดาล<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
หลังออกพรรษาแล้ว ท่านเจ้าคุณ ฯ เทพมงคลปัญญาจารย์ตัดสินใจเดินทางกลับกรุงเทพ ฯ<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นก็เดินทางมาส่งจนถึงวัดสระปทุม ฯ และพักแรมอยู่ด้วยระยะหนึ่ง<o:p></o:p>
ที่วัดสระปทุม ฯ นี้ มีชาวเยอรมัน 2 คน ศรัทธาเลื่อมใสท่านเจ้าคุณ ฯ เทพมงคลปัญญาจารย์ ถึงกับสร้างกุฏิถวายและรู้จักคุ้นเคยกับท่านพระอาจารย์มั่น ชาวเยอรมัน 2 คนดังกล่าวเดินทางมาทำบุญ ที่ประเทศไทยสม่ำเสมอ มีศีลเป็นนิสัยและรู้จักบาปบุญ มีความสะดุ้งกลัวต่อการทำชั่ว นับเป็นชาวต่างชาติที่น่ายกย่อง<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นพักอยู่ที่วัดสระปทุม ฯ เป็นเวลาพอสมควรแก่เวลาท่านก็อำลาเพื่อนสหธรรมิก เดินทางธุดงค์โดดเดียวไปยังจังหวัดเลยต่อไป ขณะนั้นจังหวัดเลยยังอุดมไปด้วยป่าเขาอันสมบูรณ์ มีถ้ำเล็กใหญ่เป็นสัปปายะต่อการปฏิบัติสมณธรรมอย่างยิ่ง ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺโต พอใจภูมิประเทศของจังหวัดเลย เนื่องจากเหมาะสมกับการกระทำความเพียรของท่าน แต่ท่านไม่ค่อยชอบถ้ำใหญ่ ท่านชอบถ้ำเล็กๆบนภูเขาที่ไม่สูงนัก พอจะขึ้นลงโดยสะดวก นพระอาจารย์มั่นค้นหาถ้ำที่เหมาะสมกับจริตนิสัยของท่านจนกระทั่งเจาถ้ำผาบิ้ง จึงได้พักอาศัยบำเพ็ญเพียรต่อไป<o:p></o:p>
ขณะที่ท่านปฏิบัติสมณธรรมบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่ ณ ถ้ำผาบิ้งเพียงรูปเดียว นับว่าได้ผลก้าวหน้าพอสมควร แม้กระนั้นปัญญาก็ยังไม่รู้แจ้งแทงตลอด จนสามารถถอดถอนตัวกิเลศให้หลุดออกไปได้หมดทั้งรากทั้งโคน ในที่สุดท่านก็เดินทางกลับมาวัดเลียบ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อมาพบท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล อีกครั้ง <o:p></o:p>
วัดเลียบในสมัยนั้นยังสงัดวิเวก ไม่พลุกพล่านเช่นปัจจุบัน ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺโต ก็เร่งกระทำความเพียรอย่างต่อเนื่องเต็มกำลัง<o:p></o:p>
ณ วัดเลียบนี้ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺโต ได้สุบินนิมิตซึ่งแสดงให้เห็นถึงอนาคตบนเส้นทางธรรมของท่าน หลวงพ่อท่านอาจารย์วิริยังค์ สิรินฺธโร (พระราชธรรมเจติยาจารย์) ซึ่งเป็นพระอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺโต นานนับ 4 ปี ได้รจนาเอาไว้ในหนังสือ ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺตเถระ (ฉบับสมบูรณ์) และใต้สามัญสำนึก ได้ชัดเจนยิ่ง ผู้เรียบเรียงกราบนมัสการขออนุญาตนำข้อความเหตุการณ์ตอนนี้มาเรียงลำดับให้ท่านสาธุชนทั้งหลาย ได้สดับเป็นอัศจรรย์ดังต่อไปนี้<o:p></o:p>
...เหมือนธรรมบันดาล โดยความที่ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ประโยคพยายามอย่างจรดเหนือจรดใต้ รอบฟ้าแดนดินก็ว่าได้ และยังไม่ได้สมดังความมุ่งหมาย ถ้าเป็นอย่างเราๆท่านๆ เห็นท่าจะต้องล้มเลิกการปฏิบัติเสียแล้ว เพราะลำบากแสนสาหัสจริงๆ ท่านยังพูดกับผู้เขียนเสมอๆ ขณะที่ผู้เขียนตำหมากถวายท่านตอนกลางวันว่า<o:p></o:p>
วิริยังค์เอ๋ย มันแสนสาหัสสากรรจ์จริงๆหนา เราได้ตรากตรำทำมาเกือบเอาชีวิตไปทิ้งเสียที่ในป่าดงพงไพร โดยไม่รู้ไม่เห็นอะไร มันสาหัสก็แสนสาหัส แต่มันก็มีอะไรอยู่อย่างหนึ่งที่ทำให้เราต่อสู้ไม่เคยกลัว และก็ไม่ถอยให้แก่มันแม้แต่ก้าวเดียว<o:p></o:p>
ก็เป็นเหมือนกับธรรมบันดาล คือค่ำคืนหนึ่งขณะที่เราได้หลับไปแล้ว แต่การหลับของเราในขณะนั้นก็เหมือนจะตื่น เพราะต้องกำหนดจิตให้มีสติไว้เสมอๆ ท่านเล่าว่า เราก็ฝันไปว่าเราเดินออกจากบ้านไปตามหนทาง แล้วก็เข้าสู่ป่ารกชัฏ มีทั้งหนามและไม้รกรุงรัง<o:p></o:p>
ท่านก็เดินผ่านป่านั้นเรื่อยไป ก็ได้พบกับต้นชาดต้นหนึ่งที่ล้มตาย มีกิ่งก้านผุไปหมด ท่านก็ขึ้นไปบนขอนไม้ชาดที่ล้มนั้น ปรากฏว่าเป็นขอนไม้ที่ใหญ่โตมากทีเดียว <o:p></o:p>
แม้ท่านขึ้นไปบนขอนไม้ชาดแล้ว จึงสังเกตดูก็รู้ว่าเป็นต้นชาดที่ตายสนิท ไม่มีทางที่จะงอกงามขึ้นมาได้อีก มองไปข้างหน้าเป็นท้องทุ่งเวิ้งว้างปลอดโปร่งกว่าทางที่ผ่านมา ขณะนั้นปรากฏว่ามีม้าสีขาวตัวหนึ่งวิ่งมาจากทางไหนไม่ทราบ แล้วก็เข้ามาเทียบข้างขอนไม้ชาดที่ท่านกำลังยืนอยู่นั้น ท่านก็ขึ้นบนหลังม้าขาวนั้นทันที ม้าก็พาท่านวิ่งห้อเต็มเหยียดไปกลางทุ่ง พอสุดทุ่งก็พอดีพบตู้พระไตรปิฎกตั้งตระหง่านอยู่ข้างหน้า ม้าก็ได้หยุดลงตรงนั้นพอดี แต่ท่านมิได้เปิดตู้พระไตรปิฎกนั้น ก็พอดีรู้สึกตัวตื่นขึ้นเสียก่อน<o:p></o:p>
ครั้นเมื่อท่านตื่นขึ้นมาก็ได้ทบทวนตามเหตุการณ์ต่างๆที่ได้สุบินนิมิตนี้ เกิดความมั่นใจและทำนายนิมิตนั้นตามลำดับว่า เราออกจากบ้านไปนั้น คือเราได้ออกจากความเป็นฆราวาส แต่ไปพบป่ารกชัฏแสดงว่าเราได้เดินทางไปแต่ยังไม่ถูกทางจริง จึงต้องลำบากอย่างหนัก แต่การที่เราได้ขึ้นบนขอนไม้ชาดที่งอกอีกไม่ได้นั้น แสดงว่าเราอาจจะเกิดเป็นชาติสุดท้ายด้วยการแสวงหาธรรมในทางที่ถูกต้องต่อไป ทุ่งว่าเป็นทางที่ปลอดโปร่งในการที่จะดำเนินการปฎิบัติที่ไม่มีความลำบากมากนัก การที่เราได้ขี่ม้าขาวหมายถึง การเดินไปสู่ความบริสุทธิ์อย่างรวดเร็ว<o:p></o:p>
การไปพบตู้พระไตรปิฎกแต่ไม่ได้เปิดดูตู้นั้น คือเราไม่ได้ถึงปฏิสัมภิทาญาณ ถ้าได้เปิดตู้นั้นดูก็คงแตกฉานกว่านี้ นี่เป็นพียงพบตู้ก็ได้เพียงปฏิสัมภิทานุศาสน์ มีการสอนผู้อื่นได้บ้างเท่านั้น <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p></o:p>
8. รู้จริง เห็นจริง ในกายและจิต<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
เมื่อเหมือนบุญบันดาลเช่นนี้ ก็ทำให้ท่านเกิดความมั่นใจขึ้นมาอีกมากในการที่จะดำเนินการปฏิบัติต่อไป ท่านเล่าว่า จากนั้นท่านได้พยายามอยู่อย่างเดียว คือเมื่อจิตได้พลัง เกิดความสงบและความแกร่งขึ้นในจิตนั้นแล้ว ท่านก็ไม่ให้มันสงบเหมือนแต่ก่อน เพราะแต่ก่อนนั้นท่านถือเอาความสงบเป็นใหญ่<o:p></o:p>
แต่ตอนนี้ท่านพยายามที่จะกำหนดจิตพิจารณากายคตาอย่างหนัก ท่านได้ใช้กระแสจิตกำหนดเข้าสู่กายทุกส่วน ทั้งยืน เดิน นั่ง นอน ให้จิตนี้จดจ่ออยู่ที่กายตลอดเวลา ทั้งนี้เพื่อพิจารณาให้เกิดความเบื่อหน่าย<o:p></o:p>
บางครั้งท่านเดินจงกรมอยู่ ปรากฏว่าท่านได้เดินลุยเหยียบไปบนร่างกายของคนตายซึ่งนอนเรียงรายอยู่ทั่วไป การกระทำเช่นนี้ใช้เวลานานหลายเดือน ทั้งก็รู้สึกว่าเกิดปัญญาขึ้นมาบ้าง ซึ่งก็ไม่เหมือนเมื่อคราวทำจิตให้สงบ ไม่เกิดปัญญาเลย มีแต่อยู่เฉยๆ สบายๆ สบายก็จริงแต่ก็ได้แค่สบาย ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ยังเกิดความหวั่นไหวไปตามกิเลศอยู่ ครั้งนี้รู้สึกว่าความหวั่นไหวไปตามอารมณ์ชักจะชะงักลง จึงปลงใจว่าน่าจะถูกหนทางแล้วกระมัง <o:p></o:p>
วันหนึ่ง ท่านนิมิตเป็นอุคหะขึ้น (หมายความว่านิมิตในสมาธิ) เห็นคนตายอยู่ตรงหน้าห่างจากตัวท่านราว 1 ศอก หันหน้าเข้าหาท่าน ขณะนั้นมีสุนัขตัวหนึ่งเข้ามากัดซากศพนั้น ดึงเอาไส้ออกมาเคี้ยวกินอยู่ เมื่อเห็นนิมิตปรากฏอย่างนั้น ท่านก็กำหนดพิจารณาให้เกิดความเบื่อหน่าย สลดสังเวชมิได้ท้อถอย ทำให้เห็นอยู่ทุกอิริยาบถแล้วก็กำหนดขยายส่วนต่างๆออกไปได้ตามความปรารถนา<o:p></o:p>
จะกำหนดอย่างนั้นให้เต็มทั่วทั้งวัดและทั้งโลกก็ได้ หรือจะกำหนดให้ย่อยยับดับสูญไม่มีอะไรเหลือก็ทำได้ เรียกว่ากำหนดให้เป็นไปตามปรารถนาทุกอย่าง ท่านได้พิจารณาซากศพนี้เป็นเวลานาน และยิ่งกำหนดยิ่งพิจารณาไปเท่าไหร่ จิตก็ยิ่งปรากฏสว่างไสวขึ้นมาก จึงได้ปรากฏเป็นดวงแก้วขึ้น แล้วทิ้งการกำหนดอสุภะ โดยกำหนดเอาเฉพาะดวงแก้วนั้นเป็นอารมณ์<o:p></o:p>
วาระต่อไปจึงปรากฏเห็นเป็นนิมิตอันหนึ่ง คล้ายกับภูเขาอยู่ข้างหน้า คิดอยากจะไปดู บางทีอาจจะเป็นหนทางที่อาจจะปฏิบัติได้ดีบ้างกระมัง ปรากฏในนิมิตสมาธิต่อไปอีกว่า ได้เดินเข้าไปมองเห็นเป็นชั้นๆ มีถึง 5 ชั้น จึงก้าวขึ้นไปจากชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 5 เป็นบันไดแก้ว แล้วหยุดอยู่บนชั้นนั้น แต่แล้วก็กลับคืน และในขณะนั้นปรากฏว่า ได้สะพายดาบอันคมกล้าไปด้วยเล่มหนึ่ง พร้อมทั้งสวมรองเท้าวิเศษอีกด้วย <o:p></o:p>
ในคืนต่อไปท่านทำสมาธิเข้าไปถึงชั้นเดิมอีก แต่คราวนี้ปรากฏเป็นกำแพงแก้วอยู่ข้างหน้า ที่กำแพงแก้วนั้นมีประตูเข้า- ออกได้ จึงคิดอยากจะเข้าไปดูว่ามีอะไรอยู่ข้างในนั้น จึงยกมือผลักบานประตูเดินเข้าไป เห็นมีทางอยู่ทางหนึ่งเป็นสายตรง ได้เดินไปตามทางสายนั้น ข้างทางด้านขวามีที่สำหรับนั่ง และมีพระกำลังทำสมาธิอยู่ประมาณ 2 - 3 รูป ที่อยู่ของพระนั้นคล้ายกับประทุนเกวียน แต่ท่านไม่ค่อยจะเอาใจใส่เท่าไรนัก จึงเดินต่อไป ข้างทางทั้งสองมีถ้ำเงื้อมอยู่มาก และได้เห็น ดาบสตนหนึ่ง แต่ก็ไม่เอาใจใส่อีก แล้วก็เดินทางต่อไปจนถึงหน้าผาซึ่งสูงชันมาก คิดจะเดินต่อไปอีกก็ไม่ได้ จึงหยุดเพียงแค่นั้นแล้วกลับมาตามทางเดิม <o:p></o:p>
ในคืนต่อมาท่านก็ได้กำหนดจิตเข้าสมาธิดำเนินไปตามทางเดิมทุกประการ เมื่อไปถึงหน้าผานั้นปรากฏว่ามียนต์อยู่อันหนึ่งคล้ายๆกับอู่ มีสายหย่อนลงมาจากหน้าผานั้น ท่านจึงได้ขึ้นยนต์ พอท่านนั่งเรียบร้อยแล้ว ยนต์ก็ชักพาขึ้นไปบนยอดเขาลูกนั้น แต่บนเขานั้นยังมีสำเภาใหญ่อยู่ลำหนึ่ง ท่านได้ขึ้นไปบนสำเภาลำนั้นอีก ข้างในสำเภามีโต๊ะสี่เหลี่ยมอยู่ตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีผ้าสีขาวละเอียดปูไว้<o:p></o:p>
เมื่อมองไปมองมาทั้งสี่ทิศ เห็นมีแสงประทีปตั้งไว้รุ่งโรจน์ชัชวาล ประทีปนั้นคล้ายกับติดเชื้อด้วยน้ำมัน จึงได้ขึ้นนั่งบนโต๊ะนั้น และได้ฉันจังหัน (ฉันเช้า) ที่นั่นด้วย ของฉันก็มีข้าวและแกงกับอีกหลายอย่าง เวลาฉันเสร็จแล้วมองไปข้างหน้าเห็นฝั่งโน้นไกลลิบ จะไปต่ออีกก็ไม่ได้เพราะมีเหวลึกขวางหน้าอยู่ และสะพานที่จะข้ามก็ไม่มี ท่านจึงต้องกลับสู่ทางเดิม<o:p></o:p>
คืนต่อมาท่านก็ได้เข้าสมาธิจิตไปตามเดิมนั่นเอง แต่พอถึงสำเภาลำนั้น ท่านก็ยังคิดอยากจะข้ามเหวต่อไป ปรากฏว่ามีสะพานเล็กๆพอข้ามไปได้ เมื่อข้ามไปถึงฝั่งด้านโน้นแล้ว เห็นเป็นกำแพวใหญ่สูงมาก และประกอบไปด้วยค่ายคูประตูและหอรบครบบริบูรณ์ ด้านหน้ากำแพงมีถนนสายใหญ่อยู่สายหนึ่งจากทิศใต้ไปทิศเหนือ จึงคิดอยากไปแต่ผลักประตูไม่ออก ท่านจึงต้องกลับทางเดิม<o:p></o:p>
คืนหลังต่อมาอีก ท่านก็ได้เข้าสมาธิจิตไปตามทางเดิมนั้น ในคืนนั้นเมื่อท่านไปถึงระหว่างตอนที่จะข้ามสะพานตรงเหวลึกนั้น ปรากฏว่ามีสะพานใหญ่กว่าวันก่อนมาก ขณะที่ท่านเดินไปตามสะพานถึงระหว่างกลางนั้น ท่านก็ได้พบกับท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) ซึ่งเดินสวนทางมาแล้วกล่าวว่า อฏฐงฺคิโก มคฺโค แล้วก็เดินต่อไป<o:p></o:p>
ครั้นท่านไปถึงประตูแล้วมองเห็นประตูเล็ก จึงผลักประตูเล็กออกไปได้ เข้าไปผลักประตูใหญ่ก็ได้อีก เมื่อเดินเข้าไปก็เห็นมีกำแพงและมีเสาธงตั้งอยู่กลางเวียง กำแพงนั้นตั้งสูงตระหง่านดูเบิกบานใจยิ่งนัก ที่ข้างหน้ามีถนนสะอาดเตียนราบรื่นและมีหลังคามุงไว้ มีประทีปโคมไฟติดไว้ตามเพดานสว่างไสว<o:p></o:p>
ข้างหลังถนนเห็นมีโบสถ์หลังหนึ่ง ท่านจึงเดินเข้าไปในโบสถ์นั้น ภายในโบสถ์มีทางสำหรับเดินจงกรมและมีประทีปตั้งไว้สว่างไสวอยู่ 2 ข้างทางเดิน ท่านคิดอยากจะเดินจงกรม จึงได้เดินกลับไปกลับมาอยู่ ณ ที่นั้น และเห็นธรรมาสน์อันวิจิตรไปด้วยเงินตั้งอยู่ ท่านจึงได้ขึ้นไปนั่งบนธรรมาสน์นั้น ข้างบนธรรมาสน์นี้มีบาตรอยู่ใบหนึ่ง เมื่อเปิดดูก็พบมีดโกนอยู่เล่มหนึ่ง <o:p></o:p>
พอมาถึงตอนนี้ไม่ปรากฏมีนิมิตอะไรอีกต่อไป คงหยุดอยู่เพียงแค่นี้ทุกวันทุกคืน ท่านได้เข้าจิตทำนองนี้จนเกิดความชำนาญ และเข้าออกเวลาไหนก็ได้ตามใจชอบ พอถึงที่ของมันแล้วจะสงัดจากอารมณ์ทั้งหลาย แม้เสียงก็ไม่ได้ยิน ทุกขเวทนาก็ไม่ปรากฏ เป็นเช่นนี้อยู่ถึง 3 เดือน และทุกครั้งที่เข้าจิตไปนั้น ดาบและรองเท้าก็ต้องมีทุกคราวไป จนสำคัญตนว่าตนของตนถึงความบริสุทธิ์แท้แน่จริง หมดจดจากกิเลศแล้ว <o:p></o:p>
การเกิดนิมิตที่ท่านเล่ามานี้ ผู้เขียนได้เขียนจากปากคำของท่านเอง ขณะที่ท่านพระอาจารย์มั่นนั่งอยู่ที่ศาลาเวลาบ่าย 2 โมงเศษ ผู้เขียนสนใจเป็นพิเศษจึงขอจดลงในบันทึกเลย ท่านก็บอกผู้เขียนว่าระวังอย่าได้ไปหลงนิมิตเช่นนี้เพราะมันวิเศษจริงๆ ผู้ปฏิบัติทางจิตชอบจะมาติดอยู่พียงแค่นี้แล้วสำคัญตนผิด เราเองก็สำคัญตัวเรามาแล้ว และมันก็น่าจะหลง เพราะเป็นสิ่งอัศจรรย์มากที่วิปัสนูปกิเลศก็คือความเป็นเช่นนี้ <o:p></o:p>
ท่านเล่าต่อไปว่า ถึงแม้จะสำคัญตนว่าบริสุทธิ์แล้วก็ตาม แต่ยังมีความสงสัยอยู่เหมือนกัน จึงได้มีการกำหนดรู้เมื่อเวลาจิตออกจากความสงบแล้ว ปรากฏว่ายังมีวี่แววแสดงอาการกระทบกระเทือน ในเมื่ออารมณ์มากระทบย่อมอ่อนไหวไปตาม เมื่อคิดค้นดูเหตุการณ์ด้วยตนเองแล้ว เห็นว่าลักษณะจิตที่ดำเนินไปอย่างนั้น คงจะไม่ตรงต่ออริยมรรคและอริยผลแน่ ท่านจึงพยายามไม่ให้จิตมันลงไปเหมือนเดิม ถึงมันจะลงก็ไม่ยอมให้มันลง แล้งกำหนดกายคตาเป็นอารมณ์ พยายามแก้ไขอยู่เดือนเศษ<o:p></o:p>
ในวันหนึ่ง หลังจากที่มิให้จิตมันหลงไปตามนิมิตต่างๆนั้นได้แล้ว กำหนดเฉพาะกายคตา จิตได้เข้าถึงฐาน ปรากฏว่าท่านได้เลิกหนังของตัวเองออกหมด แล้วแหวะภายในกาย ได้พิจารณาทบทวนอยู่ในร่างกายอย่างละเอียด แต่ก็ใช้เวลาพักจิต มิได้พิจารณาไปโดยมิได้หยุดพัก แต่เมื่อพักจิตก็รู้ว่าปัญญาได้เกิดขึ้นพอสมควร มีอาการไม่ตื่นเต้นและไม่หวั่นไหว ท่านจึงได้เปล่งอุทานว่า <o:p></o:p>
นี่แหละจึงจัดว่ารวมถูก เพราะไม่ใช่จิตรวมสงบก็อยู่เฉย ที่สงบนั้น ต้องสงบแล้วพิจารณาอยู่ในกัมมัฏฐาน คืออยู่ในการพิจารณาดูตัวทุกข์ คือกายนี้เป็นตัวทุกข์ และให้เห็นตัวทุกข์อยู่ จึงจะเรียกได้ว่าดำเนินจิตอยู่ในองค์มรรค <o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นได้เล่าถึงตอนนี้ จึงพูดขยายความต่อไปอีกว่า เราจะต้องตรวจค้นให้รู้จริง เห็นจริง อยู่ที่กายกับจิตเท่านั้นจึงจะถูกอริยมรรคปฏิปทา จนปรากฏว่าครั้งหนึ่งร่างกายของท่านแตกออกเป็น 2 ภาค และก็ได้กำหนดจิตให้นิ่ง จนเกิดความสังเวชสลดใจ จึงถือเอาหลักนั้นเป็นการเริ่มต้น เพราะเห็นว่าถูกต้อง แล้วปฏิปทาดำเนินต่อไป <o:p></o:p>
9. ไม่ยี่หระกับความตาย<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นพิจารณาในตัวท่าน เห็นว่าการบำเพ็ญเพียรที่ผ่านมานั้น มีทั้งถูกทางและไม่ถูกทาง กระนั้นก็พอจะรู้วิธีแก้ไขได้บ้างแล้ว การอยู่ที่วัดเลียบนี้แม้จะเงียบสงบ แต่ก็ยังมีบางสิ่งบางอย่างเป็นเครื่องกังวลอยู่ ไม่สามารถปฏิบัติถึงขั้นอุกฤษฏ์ได้ ดังนั้นท่านจึงตัดสินใจออกธุดงค์เดี่ยวอีกครั้ง <o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นออกจากอุบลราชธานี เดินด้วยเท้าเปล่าไปเรื่อยๆ รอนแรมผ่านดงพญาเย็นซึ่งยังอุดมไปด้วยสัตว์ป่า ฝ่าดงดิบป่าทึบไปตลอดทาง ระหว่างนั้นท่านยังไม่พบสถานที่วิเวกอันควรกระทำความเพียรอย่างยาวนานแม้แต่แห่งเดียว ตราบกระทั่งทะลุเข้าเขตจังหวัดนครนายก <o:p></o:p>
อาณาเจตป่าเขานครนายกขณะนั้นยังเป็นป่าดงดิบทึบ มีความสงัดเงียบวังเวงอันเย็นเยียบ เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรของท่านพระอาจารย์มั่นอย่างยิ่ง <o:p></o:p>
ขณะที่ท่านมุ่งตรงไปยังบริเวณถ้ำไผ่ขวาง ใกล้นำตกสาลิกาบนภูเขา ต้องผ่านหมู่บ้านไม่ก็หลังคาเรือน ซึ่งเป็นบ้านอยู่อาศัยของชาวไร่ ชาวบ้านและชาวไร่เห็นพระธุดงค์กัมมัฏฐานกำลังบ่ายหน้าจะขึ้นเขา ก็มานมัสการกราบไหว้ ไถ่ถามท่านว่า หลวงพ่อจะขึ้นไปบำเพ็ญสมณธรรมบนภูเขาลูกนี้หรือขอรับ <o:p></o:p>
ท่านตอบว่า ถูกแล้ว <o:p></o:p>
ชาวบ้านพอได้ยินคำยืนยันว่าท่านจะขึ้นเขาจริงๆ ต่างมีสีหน้าวิตกกังวล ห่วงใยอย่างเห็นได้ชัด คนหนึ่งในกลุ่มกล่าวห้ามด้วยเจตนาดี ว่า อย่าขึ้นไปเลยขอรับหลวงพ่อ มีพระขึ้นไปอยู่ในถ้ำบนเขาน้ำตกสาลิกา 6 รูปมาแล้ว ที่มรณภาพที่นั่น อยู่กับพะวกกระผมข้างล่างนี้เถิด <o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นก็ตอบเขาไปว่า ขอบใจนะโยมที่ห่วงใย ขอให้อาตมาเป็นรูปที่ 7 ก็แล้วกัน <o:p></o:p>
แม้ชาวบ้านและชาวไร่ผู้มีความปรารถนาอันดียิ่งจะกล่าวทัดทานเช่นไร ก็ไม่อาจยับยั้งท่านไว้ได้ แล้วท่านก็ขึ้นไปยังยังถ้ำไผ่ขวางดังกล่าว<o:p></o:p>
ไปถึงบริเวณถ้ำปรากฏว่า เป็นถ้ำไม่ใหญ่โตนัก อาณาบริเวณโดยรอบมีต้นไม้ใหญ่เล็กขึ้นแน่นขนัด ทำให้ร่มครึ้มเยือกเย็น ท่านพระอาจารย์มั่นพิจารณาดูสถานที่บำเพ็ญเพียรแล้ว ออกจะแปลกใจสงสัยว่ามีเหตุอันใดหรือ จึงทำให้พระธุดงค์กัมมัฏฐานต้องเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่ถึง 6 รูป กระทั่งชาวบ้านต้องเป็นภาระนำศพไปฝังไปเผาตามมีตามเกิด<o:p></o:p>
ท่านครุ่นคิดเพียงเท่านี้ ก็สลัดเรื่องดังกล่าวทิ้งไปไม่ใส่ใจอีก วางบริขารลงที่ปากถ้ำ แล้วจัดที่นั่งสมาธิภาวนาและที่เดินจงกรม ทำความสะอาดถ้ำที่พักให้เรียบร้อยเท่าที่จะทำได้<o:p></o:p>
เวลานั้นเย็นย่ำสนธยาแล้ว ความมืดสลัวหม่นมัวครอบคลุมเข้ามาอย่างรวดเร็วกว่าปกติ เพราะเป็นป่าเขาดงทึบ อาณาบริเวณโดยรอบถ้ำสงัดวังเวงตามสภาพธรรมชาติที่ห่างไกลผู้คนอยู่อาศัย มีแต่เสียงนกเล็กๆ ส่งเสียงเพรียกขานจากยอดไม้ จักจั่นลองไนก็เริ่มส่งเสียงให้ได้ยินบ้างแล้ว<o:p></o:p>
หากเป็นคนธรรมดาซึ่งไม่เคยผ่านการอบรมจิตจนกล้าแข็งเด็ดเดี่ยว และไม่เคยผ่านประสบการณ์ธุดงค์มาอย่างโชกโชนเคี่ยวกรำ คงอยู่เพียงโดดเดี่ยวท่ามกลางสิ่งแวดล้อมซึ่งน่าหวาดกลัวเช่นนี้ไม่ได้ หรือหากปล่อยให้ความกลัวครอบงำจนขาดสติ เห็นทีจะเตลิดกระเจิดกระเจิง ลงเขาไปก่อนดวงตะวันจะลับฟ้าเป็นแม่นมั่น<o:p></o:p>
สำหรับท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว ท่านเคยชินกับความเปลี่ยวสงัดวังเวงมาแล้วอย่างโชกโชน ไม่มีอะไรจะทำให้จิตใจของท่านหวั่นไหวได้เลย<o:p></o:p>
ถึงเวลาวิกาลมืดสนิท ท่านพระอาจารย์มั่นก็เริ่มบำเพ็ญความเพียรด้วยการนั่งสมาธิตลอดทั้งคืน ปรากฏจิตสว่างไสวไปทั่ว นับเป็นนิมิตอันดีของการปฏิบัติในค่ำคืนนั้น<o:p></o:p>
เช้าวันรุ่งขึ้น ท่านโคจรบิณฑบาตไปที่บ้านไร่ แล้วขึ้นเขากลับมายังถ้ำ ฉันเสร็จแล้วก็กลับมาพักผ่อนประมาณ 1 ชั่วโมง เนื่องจากปฏิบัติมาตลอดทั้งคืน ครั้นครบกำหนดพักผ่อนแล้วก็ลุกขึ้น รู้สึกร่างกายผิดปกติขึ้นมาอย่างน่าแปลกใจ นั่นคือเนื้อตัวดูหนักๆไม่เหมือนเดิม เมื่อท่านไปอุจจาระจึงได้รู้ว่าท้องร่วง สังเกตดูจากอุจจาระก็พบว่า อาหารที่ฉันเข้าไปไม่ย่อยเอาเสียเลย ฉันเข้าไปอย่างไรก็ถ่ายออกมาอย่างนั้น ข้าวสุกยังเป็นเมล็ด แตงโมก็ยังเป็นชิ้นๆ สภาพเหมือนเดิมทุกอย่าง เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านก็หวนไปถึงพระธุดงค์ทั้ง 6 รูป ซึ่งมรณภาพไปแล้ว ก็คงมรณภาพไปด้วยเหตุนี้เป็นแน่ และตัวของท่านเองก็คงจะถึงแก่ชีวิตด้วยเหตุเดียวกันเสียละกระมัง<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต มีความองอาจแกร่งกล้า ยากจะหาผู้ใดเทียบได้ ความสะดุ้งกลัวมิอาจกล้ำกราย สร้างความหวั่นไหวให้แก่ท่านได้เลย เมื่อรู้เหตุแห่งมรณภาพเป็นเช่นนี้ ท่านจึงเตรียมปฏิบัติให้ถึงที่สุด จะเป็นจะตายอย่างไรไม่ใส่ใจมากังวล จากนั้นท่านก็เดินหาสถานที่อันเหมาะสมเพื่อจะปฏิบัติความเพียร<o:p></o:p>
มาพบที่แห่งหนึ่งตรงปากเหวลึก เป็นก้อนหินใหญ่ยื่นออกไปจากขอบเหว และหุบเหวแห่งนี้ลึกล้ำสุดประมาณ ท่านทดลองโยนก้อนหินลงไปนานถึงชั่วอึดใจ จึงได้ยินเสียงก้อนหินตกกระทบก้นเหว ท่านพระอาจารย์มั่นตัดสินใจที่จะนั่งปฏิบัติบนหินก้อนนี้ เมื่อถึงคราวจะตายก็ขอตายเสียที่นี่ ให้ศพท่านหล่นลงไปในเหวลึกเสียเลย ไม่ต้องเป็นภาระเดือดร้อนของชาวบ้าน ที่จะมาจัดการกับศพของท่าน<o:p></o:p>
ค่ำคืนนั้น ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้ตั้งปณิธานไว้ว่า ถ้าเราไม่รู้แจ้งเห็นจริงก็จะไม่ลุกจากที่นั่งนี้เด็ดขาด <o:p></o:p>
10. เห็นทางพ้นทุกข์<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
บนก้อนหินใหญ่ที่ชะโงกเงื้อมออกไปจากปากเหวลึก ท่านพระอาจารย์นั่งปฏิบัติสมาธิอยู่บนนั้น เมื่อท่านพิจารณาจิตจนกระทั่งจิตรวมสงบลงถึงที่ บังเกิดโอภาสสว่างออกไปภายนอกดุจกลางวัน<o:p></o:p>
ความผ่องใสแห่งจิตครั้งนี้ ทำให้พิจารณาที่ผ่านมาทุกอย่างแจ้งประจักษ์ชัดเจนหมดสิ้นในปัจจุบัน การพิจารณากายคตาตลอดจนอรรถธรรมข้อต่างๆซึ่งยังเป็นที่เคลือบแคลงก็คลี่คลายใสกระจ่างไปทีละข้อ ขณะที่พิจารณาธรรมทั้งหลายอย่างได้ผลอยู่นั้น เกิดมีนิมิตบางอย่างปรากฏขึ้น เห็นเป็นลูกสุนัขกินนมแม่อยู่ นิมิตที่เกิดขึ้นนี้จะต้องมีเหตุที่มา เพราะขณะจิตขั้นนี้จะไม่มีนิมิตเจือปนเข้ามาได้ ( คือเลยชั้นที่จะมีนิมิต )<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นกำหนดพิจารณาที่มาของนิมิตโดยกำลังของกระแสจิต ก็เกิดญาณคือความรู้จริงขึ้นว่า ลูกสุนัขก็คือตัวของท่านเองในอดีตชาติ และเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในชาติของสุนัขมานับครั้งไม่ถ้วน <o:p></o:p>
ท่านพิจารณาใคร่ครวญลึกลงไปอีกว่าเหตุใดจึงต้องเป็นสุนัขเช่นนั้น ก็ได้คำตอบกลับมาว่า ภพ คือความยินดีในอัตภาพของตน สุนัขยินดีในภพของมัน สุนัขก็ต้องอยู่ในภพของมันตลอดไป<o:p></o:p>
เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นทราบว่าอดีตชาติของท่านเคยเกิดเป็นสุนัข อีกทั้งยังยึดติดวนเวียนอยู่ในภพในชาติของสุนัขเช่นนั้นนานแสนนาน ความสลดสังเวชก็บังเกิดแก่ท่าน ขณะเดียวกันจิตของท่านก็ยังสว่างโอภาสอยู่เช่นเดิม<o:p></o:p>
ท่านพิจารณาค้าหาความจริงในจิตของท่านต่อไปอีกด้วยความพิศวงสงสัยว่า ในภพชาติปัจจุบัน เหตุใดท่านจึงคล้ายกับพะว้าพะวังไม่อาจรู้แจ้งแทงตลอดอย่างรวดเร็วฉับพลัน และแม้ได้รับความสลดสังเวชถึงปานนี้ กลับพิจารณาให้ยิ่งขึ้นไปอีกไม่ได้ ทั้งๆที่จิตละเอียดสว่างไสว<o:p></o:p>
ความจริงอีกประการหนึ่งที่ท่านไม่เคยรู้มาก่อนก็ทำให้รู้ขึ้นมาว่า ท่านปรารถนาพระสัมมาสัมโพธิญาณ ฉะนั้นต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกหลายภพหลายชาติ บางชาติตกเป็นทาสของกิเลศ ถึงกับเกิดเป็นสุนัขอย่างน่าสังเวช เหตุนี้ท่านจึงไม่ต้องการ พุทธภูมิ อีกต่อไปแล้ว<o:p></o:p>
เพราะท่านต้องการหลุดพ้นจากแดนทุกข์ บรรลุสู่พระนิพพานในชาติ<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่น น้อมรำลึกถึงธรรมะ ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และนำธรรมะนั้นมาชี้ทางพ้นทุกข์ในปฐมเทศนา คือ อริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค<o:p></o:p>
ทุกข์ ควรกำหนดรู้<o:p></o:p>
สมุทัย ควรละ<o:p></o:p>
นิโรธ ควรทำให้แจ้ง<o:p></o:p>
มรรค ควรเจริญให้มาก <o:p></o:p>
ทุกข์ ในปฐมเทศนา แสดงว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นทุกข์ แล้วใครล่ะเกิด แก่ เจ็บ ตาย แท้จริงก็คืออัตภาพของเรานี่เอง<o:p></o:p>
ฉะนั้น ร่างกายนี้จึงถือเป็นอริยสัจธรรม<o:p></o:p>
และการพิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริงในกายนี้ ก็เท่ากับรู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจนั่นเอง<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นพิจารณาละเอียดลงไปอีกว่า ปฏิปทาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตอนจะตรัสรู้ ทรงนั่งสมาธิในวันวิสาขะ วันเพ็ญเดือน 6 .... ตอนปฐมยาม พระองค์ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือญาณที่ระลึกชาติในหนหลังได้<o:p></o:p>
แต่ละภพชาตินับไม่ถ้วนของพระองค์นั้นก็คือ อัตภาพ แต่ละอัตภาพ ซึ่งต้องมีทุกข์ครบถ้วน คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นนำเอาการระลึกชาติในการเกิดเป็นสุนัข มาเป็นเหตุพิจารณาให้เกิดความแจ่มแจ้งในจิต เพื่อให้เพียงพอแก่ความต้องการในสัจธรรม<o:p></o:p>
การดำเนินให้เป็นไป ตามความเป็นจริง นี้ เรียกว่า ญาณ คือการ หยั่งรู้ <o:p></o:p>
และท่านก็ได้ความรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจากความเพียงพอ (อิ่มตัว) ของญาณแต่ละครั้ง มิใช่เป็นสิ่งที่จะนึกคิด คาดเดาเอา หรือน้อมเพื่อให้เป็นไป<o:p></o:p>
แต่...ต้องเกิดจากความเป็นจริงที่ว่า ต้องพอเพียงแห่งความต้องการจริงๆ (อิ่มตัว) นี้ เปรียบได้ดังเช่น....<o:p></o:p>
ผลไม้ มันต้องพอควรแก่ความต้องการของมัน มันถึงจะสุก<o:p></o:p>
ข้าว ที่หุงด้วยไฟ มันต้องการไฟให้เพียงพอกับความต้องการของมัน จึงจะสุก<o:p></o:p>
แม้การพิจารณา กาย ที่เรียกว่า ตัวทุกข์ นี้ก็เช่นกัน ต้องอาศัยการพิจารณาจนเพียงพอแก่ความต้องการ (จุดอิ่มตัว) จึงจะเกิดเป็น ญาณ ขึ้นมาได้<o:p></o:p>
และเวลาของการพิจารณาดังกล่าว อาจมีกำลังทรงอยู่ชั่วขณะหนึ่ง หรือเวลาหนึ่ง แล้วแต่กำลังของญาณ<o:p></o:p>
เช่น นิพพิทาญาณ หรือความเบื่อหน่าย จะตั้งอยู่ในจิตนานเท่าไร สุดแล้วแต่การพิจารณากายให้เห็นชัดแจ้งโดยความสามารถของพลังจิต<o:p></o:p>
การพิจารณาทุกข์เป็นเหตุให้เกิดญาณนี้ ถ้าเกิดกำลังเพียงพอ (จุดอิ่มตัว) เข้าเมื่อใด ญาณนั้นจึงจะเป็นกำลังตัดกิเลศได้โดยเด็ดขาด ไม่อาจย้อนกลับไปกลับมาได้อีก<o:p></o:p>
เฉกเช่นผลไม้สุกแล้ว ไม่สามารถย้อนกลับมาดิบใหม่ ข้าวถูกไฟเผาสุกแล้ว ย่อมย้อนกลับมาดิบไม่ได้อีก<o:p></o:p>
11. อมนุษย์ทดสอบญาณ<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ขณะที่ท่านพระอาจารย์มั่นนั่งสมาธิดำเนินจิตพิจารณา มีกำลังสว่างไสวอยู่นั้น พลันก็บังเกิดเหตุไม่คาดฝัน มีอาการสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งภูเขา ประหนึ่งจะถล่มทลายในพริบตา ความมืดทะมึนถาโถมเข้ามารอบทิศ มีเสียงต้นไม้ใหญ่น้อยหักโค่นดังสนั่นหวั่นไหว ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสมาธิจิตเกือบทำให้ท่านลืมตาขึ้นดู หากมี สติ มั่นคงยับยั้งไว้<o:p></o:p>
เหตุน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงที่อุบัติขึ้นมิได้เกิดขึ้นชั่ววูบแล้วสลายไป หากยังดำเนินต่อเนื่องมิได้หยุดยั้ง ท่านพระอาจารย์มั่นยังคงรักษาระดับการพิจารณาเป็นอนุโลมิกญาณในอริยสัจธรรมโดยปกติ<o:p></o:p>
มีสติควบคุมไม่สั่นคลอน การที่สติจะมีกำลังแค่ไหนเพียงไรนั้น ต้องทดสอบด้วยการเผชิญหน้าต่อสู้กับภัยอันตรายทั้งภายนอกและภายใน จะเกิดหวั่นไหวหรือไม่ จะยังคงพิจารณาอยู่กับร่องกับรอย ไม่เตลิดเปิดเปิงไปตามอารมณ์หวาดกลัวหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับบุคคลผู้นั้น ว่าอบรมฝึกฝนจิตมาอย่างกร้างแกร่งอาจหาญแค่ไหน<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นได้พิสูจน์แล้วว่า ภาวะน่าสะพรึงกลัวที่จู่โจมเข้ามาสู่ท่านขณะนี้มิได้มีอำนาจกระทบกระเทือน สติ ให้สั่นไหวได้เลย การพิจารณาอันเป็นอนุโลมิกญาณยังคงดำเนินไปเป็นปกติ<o:p></o:p>
ขณะนั้นรูปของอสูรกายร้ายร่างมหึมาก็ได้ผุดขึ้นมาเบื้องหน้าท่านพระอาจารย์มั่น ความสูงของอมนุษย์ตนนี้ตระหง่านเกินยอดต้นยางใหญ่ ในมือกระชับกระบองเหล็ก มีเปลวไฟลุกท่วมกระบองตลอดเวลา ดูน่าพรั่นพรึงอย่างที่สุด อมนุษย์ก้าวย่างเข้ามาหาท่าน เงือดเงื้อกระบองเหล็กเต็มเหยียดอย่างหมายชีวิต ร้องคำรามขู่ตะคอกว่า จงลุกจากที่นี่เดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นต้องตายอยู่ที่นี่ <o:p></o:p>
ท่านพรอาจารย์มั่นไม่เคยประสบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจิตถึงขนาดนี้ และนี่คืออันตรายเป็นที่สุดต่อการบำเพ็ญจิตขั้นละเอียด เพราะถ้าตื่นตกใจหรือสติหวั่นไหวจะผ่านขั้นนี้ไปไม่ได้เลย หรืออาจเกิดผลร้ายอื่นๆตามมาจนยากจะคาดเดา แต่ท่านได้อบรมสติของท่านจนเป็นมหาสติ ความสะทกสะท้านใดๆไม่อาจมากระทบได้ ท่านพระอาจารย์มั่นตอบกลับไปสั้นๆ ว่า เราไม่ลุก <o:p></o:p>
ฉับพลันทันทีนั้น อมนุษย์ได้หวดกระบองใหญ่เข้าใส่ร่างของท่านพระอาจารย์มั่น เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ท่านรู้สึกว่าร่างของท่านจมดิ่งลงไปในดินไม่ต่ำกว่า 10 วา แต่แล้วก็ลอยกลับขึ้นมานั่งขัดสมาธิ ณ ที่เดิม และไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น ท่านพระอาจารย์มั่นก็ยังกำหนดจิตแน่วแน่เป็นอนุโลมิกญาณต่อไป ซึ่งเป็นการพิจารณาจุดสุดยอดของญาณ ในขณะนั้นการมีชีวิตหรือความตายไม่มีความหมายอะไรเลย<o:p></o:p>
ภาวการณ์เลวร้ายยังมิได้ยุติลง อมนุษย์ตนนั้นหันไปถอนต้นตะเคียนใหญ่ที่อยู่ด้านหลังของท่านพระอาจารย์มั่นอย่างง่ายดายประหนึ่งถอนต้นหญ้า แล้วฟาดต้นตะเคียนใหญ่เข้าใส่ท่านพระอาจารย์มั่นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ร่างของท่านพระอาจารย์มั่นบี้แบนแหลกละเอียดไปพร้อมกับก้อนหินใหญ่ที่ท่านนั่งอยู่ แม้เหตุการณ์จะน่าพรั่นพรึงถึงขั้นนี้ ดวงจิตของท่านก็ยังมั่นคงส่องสว่างดุจเดิม ไม่มีสิ่งใดทำให้ระคายเคืองได้เลย <o:p></o:p>
ร่างกายของท่านพระอาจารย์มั่นที่แหลกละเอียด พลันประมวลรวมเป็นรูปบริบูรณ์ขึ้นมาอีก นั่งอยู่ตรงไหน เช่นไร ก็ปรากฏเป็นไปเช่นเดิม<o:p></o:p>
อมนุษย์สูงใหญ่มหึมาหมดฤทธิ์ร้ายจะแสดงอีกต่อไป ร่างกายตระหง่านเงื้อมค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นมนุษย์ธรรมดา ยอบตัวยกมือไหว้นมัสการขอขมาลาโทษที่ล่วงเกินท่านก่อนจะหายวับไป<o:p></o:p>
เวลานั้น...ใกล้รุ่งแจ้ง แสงทองส่องฟ้าแล้ว ไก่ป่าส่งเสียงขันมาจากพุ่มไม้ใบบังที่มันอยู่อาศัย เวลาประมาณตี 3 - ตี 4 เห็นจะได้ ท่านพระอาจารย์มั่นยังคงดำเนินสมาธิจิตไม่ลดละ ท่านคำนึงถึงญาณ 3 ในอริยมรรค คือสัจญาณ กิจญาณ และกตญาณ โดยเกิดความรู้อย่างแท้จริงว่า จิตที่บำเพ็ญจนกระทั่งถึงจุดอิ่มตัวแล้วนั้นเป็น ญาณ <o:p></o:p>
อุปมาได้ดั่งการกินอาหาร ไม่จำเป็นว่าต้องใช้อาหารจำนวนเท่านั้นเท่านี้กินเข้าไปถึงจะอิ่ม ขอให้มีอาหารกินเข้าไปเถอะ เมื่อร่างกายเพียงพอแก่ความต้องการแล้วก็จะถึงจุดอิ่มเอง ซึ่งคนกินอาหารย่อมรู้เองว่าอิ่มเมื่อไหร่<o:p></o:p>
ญาณ ก็เช่นเดียวกัน ขอเพียงบำเพ็ญให้ถูกต้อง เช่น การพิจารณา กาย คือ ตัวทุกข์ พอรู้แจ้งเห็นจริงในกาย เกิดความสลดสังเวชแล้วเกิดความเบื่อหน่าย (จุดอิ่มตัว) ความเบื่อหน่ายคือ ญาณ ซึ่งญาณนี้เกิดขึ้นเอง จะสมมุติให้เกิดขึ้นไม่ได้ เช่นเดียวกับการกินอาหาร จะสมมุติว่า อิ่ม ไม่ได้<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
12. รู้แจ้งในวิปัสสนาญาณ<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
การดำเนิน ญาณ ของท่านพระอาจารย์มั่น เป็นไปตามลำดับขั้นตอนของ สัจจะ คือความจริง<o:p></o:p>
กล่าวคือ พิจารณา ตัวทุกข์ เห็น ตัวทุกข์ แล้วจริงๆ มิใช่เดาเอา สมมุติเอา เช่นเห็นเส้นผมเป็นธาตุดินจริง ดังนี้เรียกว่าเป็นสัจญาณ<o:p></o:p>
การดำเนินญาณต่อไป คือกระทำ ความจริง นั้นให้ปรากฏอยู่เสมอ เรียกว่าเป็น กิจญาณ<o:p></o:p>
การถึงจุดละวาง ประหนึ่งคนอิ่มอาหาร ซึ่งละไปแล้วต่อความหิวไปแล้วโดยอัตโนมัติ เรียกว่าเป็น กตญาณ<o:p></o:p>
เมื่อถึงวาระหนึ่งท่านพระอาจารย์มั่นได้เข้าถึงวิปัสสนาญาณแล้ว<o:p></o:p>
วิปัสสนา คือความรู้แจ้งเห็นแจ้ง ธรรมดาความรู้แจ้งเห็นแจ้งเฉยๆ เห็นว่าเป็นธาตุขันธ์ เกิดจากการพิจารณาด้วยตาใน ยังไม่ใช่ ญาณ<o:p></o:p>
เมื่อรู้แจ้งเห็นจริงในขันธ์ทั้งหลายแล้ว เร่งบำเพ็ญพิจารณาไม่หยุดยั้ง กระทั่งถึงจุดอิ่มตัวเกิดความเบื่อหน่ายเป็นญาณ นั่นเองจึงจะได้ชื่อว่า วิปัสสนาญาณ<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต บำเพ็ญเพียรพิจารณาอย่างลืมวันลืมคืนจนหมดสิ้นความสงสัย และรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมที่ควรรู้ควรเห็น ได้รับผลตามความเป็นจริงในพระพุทธศาสนาแล้ว โดยกาลเวลาผ่านไปถึง 3 วัน 3 คืนเต็มๆ<o:p></o:p>
ก่อนรุ่งแจ้งท่านลุกขึ้นเดินจงกรม รู้สึกตัวเบาสบายอย่างไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน ครั้งได้เวลาบิณฑบาต ท่านก็นุ่งห่มสบงจีวร ช้อนสังฆาฏิเป็นปริมณฑล สะพายบาตรไว้ข้างประดุจอุ้ม ลงจากหน้าถ้ำบนเขาน้ำตกสาริกา บ่ายหน้าสู่หมู่บ้านชาวไร่เชิงเขา ณ บัดนั้น<o:p></o:p>
ชาวบ้านเชิงเขาน้ำตกสาริกา เห็นท่านพระอาจารย์มั่นลงมาบิณฑบาตเพียงวันเดียว เช้าวันต่อมาก็ไม่เห็นท่านมาปรากฏกายอีก บางคนสนใจท่านเป็นพิเศษ ชักชวนหมู่พวกตามขึ้นไปบนเขาจนถึงถ้ำ แต่ไม่พบเห็นท่านอยู่บริเวณนั้น ทั้งนี้เนื่องจากท่านพระอาจารย์มั่นเลือกสถานที่กระทำความเพียรยากแก่การค้นหา ชาวบ้านที่ขึ้นไปก็ไม่กล้าบุ่มบ่ามซอกแซกตามหาให้วุ่นวายเป็นการรบกวน เพราะไม่รู้ว่าท่านกำลังเข้าสมาธิอยู่หรือไม่ จึงพากันกลับลงมา<o:p></o:p>
สามวันผ่านไป ชาวบ้านไม่เห็นท่านพระอาจารย์มั่นลงจากเขามาบิณฑบาต ก็คิดว่าท่านคงมรณภาพไปแล้วเช่นเดียวกับพระธุดงค์รูปอื่นๆ บ้างก็ว่าท่านอาจนั่งสมาธิข้ามวันข้ามคืน แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่คาดเดาเอาว่าท่านต้องมรณภาพไปแล้วอย่างแน่นอน และหากท่านมรณภาพไปแล้วหลายวัน ศพก็คงเน่าเฟะดูไม่ได้ คราวนี้จะทำอย่างไรกันดีในการหาวิธีนำศพของท่านลงมาบำเพ็ญกุศลตามประเพณี ชาวบ้านต่างก็โจษขานกันไปตามประสา<o:p></o:p>
เช้าวันนั้น ชาวบ้านเห็นท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ลงจากเขามาบิณฑบาตด้วยอาการสำรวมเช่นที่เห็นคราวแรก ก็ปีติดีใจกันถ้วนหน้า ใส่บาตรแล้วคนใจกล้าก็ถามท่านตรงๆว่า <o:p></o:p>
ท่านอาจารย์ครับ 3 วันที่แล้วมาทำไมจึงไม่มาบิณฑบาตครับ<o:p></o:p>
ท่านตอบว่า อาตมาต่อสู้กับความโง่ของตัวเองนั่นแหละโยม เห็นจิตสงบดีจึงไม่ลงมา <o:p></o:p>
แม้ชาวบ้านจะเห็นท่านลงมาบิณฑบาตแล้วก็ตาม แต่ไม่มีใครมั่นใจว่าท่านจะมีชีวิตอยู่รอดไปยาวนานสักเท่าไร เพราะการมรณภาพของพระธุดงค์กัมมัฏฐานทั้ง 6 รูปก่อนหน้านี้นั้น เป็นความประหวั่นที่น่าพรั่นพรึงจริงๆ<o:p></o:p>
ในความเชื่อของชาวบ้านเชิงเขาน้ำตกสาริกา พวกเขาเชื่อว่าถ้ำไผ่ขวางคือแดนมรณะของพระธุดงค์กัมมัฏฐาน ซึ่งบังอาจเข้าไปบำเพ็ญเพียรทุกรูป มัจจุราชที่แอบแฝงอยู่บนเทือกภู หรือซ่อนเร้นอยู่ในถ้ำนั้น ต้องเป็นภูตผีปิศาจทรงฤทธิ์อำนาจเหนือกว่าอำนาจธรรมที่พระธุดงค์กัมมัฏฐานคุ้มครองตัวเองอย่างแน่นอน <o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นบิณฑบาตแล้ว ก็กลับขึ้นสู่ถ้ำไผ่ขวาง เสร็จภัตกิจ ท่านก็ปฏิบัติบำเพ็ญเพียรมิได้ขาดตอน คือนั่งสมาธิและเดินจงกรมเป็นปกติ ระหว่างนี้ท่านได้พิจารณามูลเหตุที่พระธุดงค์กัมมัฏฐาน 6 รูปมาปฏิบัติความเพียร ณ ถ้ำแห่งนี้แล้วมรณภาพทุกรูป ก็ทราบว่าประพฤติศีลวิบัติโดยลักษณะต่างๆกัน<o:p></o:p>
รูปที่ 1 มาอยู่ 2 เดือน 29 วันก็มรณภาพ รูปนี้ผิดพระธรรมวินัยข้อที่เก็บอาหารเป็นสันนิธิ เป็นอาบัติปาจิตตีย์ในโภชนวรรค สิขาบทที่ 7 เวลาไปบิณฑบาตแล้วมีอาหารบางสิ่งที่ไม่บูดเสียแล้วเก็บไว้ฉันในวันต่อไป<o:p></o:p>
รูปที่ 2 อยู่ได้ 3 เดือนกับ 29 วันก็มรณภาพ รูปนี้ได้ไปตัดไม่ในป่าด้วยตนเอง แล้วนำมาทำร้านเพื่อเป็นที่สำหรับนั่งและนอนนอกถ้ำ เพราะพื้นดินพื้นหินชุ่มชื้น ผิดพระธรรมวินับเป็นอาบัติปาจิตตีย์ ในสิขาบทที่ 1 แห่งภูตคามวรรค<o:p></o:p>
รูปที่ 3 มาอยู่ 4 เดือน 22 วันก็มรณภาพ รูปนี้ทำผิดพระธรรมวินัย ไปขุดดินขุดมันป่าเอามาเก็บไว้และต้มฉันเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่สมณะไม่สมควรทำ ผิดพระวินัยตามพุทธบัญญัติข้อที่ 1 ของภูตคามวรรค และข้อที่ 10 ของมุสาวาทวรรค<o:p></o:p>
รูปที่ 4 อยู่ได้ 5 เดือน 20 วันก็มรณภาพในถ้ำนี้ ชาวบ้านนำศพไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณี รูปนี้กระทำผิดพระวินัยโดยเก็บอาหารซึ่งบิณฑบาตมาได้เอามาฉันต่อ และยังเก็บผลไม่ต่างๆในป่าด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นการผิดพระธรรมวินัยข้อ 8 ของโภชนวรรคปาจิตตีย์ข้อ 1 ภูตคามวรรคปาจิตตีย์<o:p></o:p>
รูปที่ 5 อยู่ได้ 6 เดือน 18 วันก็มรณภาพ รูปนี้ได้ไปเก็บผลไม้จากต้นไม้ เพราะในป่ามีผลไม้ต่างๆ เช่น ผลไม้เค็ง ผลไม้พอง ผลนมวัว เป็นอาทิ ท่านได้ไปเก็บจากต้นมาฉันเอง นี่เป็นอาบัติปาจิตตีย์ข้อที่ 1 ของภูตคามวรรค และข้อที่ 10 ของโภชนวรรค<o:p></o:p>
รูปที่ 6 อยู่ได้ 7 เดือน 12 วันก็อาพาธ ขอให้ญาติโยมพาไปส่งที่วัดเดิมของท่านที่ขอนแก่น เมื่อกลับไปอยู่วัดเดิมได้ 1 เดือนก็มรณภาพ องค์นี้กระทำผิดพระวินัยอีกเช่นกัน คือเก็บอาหารต่างๆที่เป็นสันนิธิ เป็นอาบัติที่ได้กระทำอยู่เป็นอาจิณ<o:p></o:p>
ซึ่งตัวท่านเองก็มิได้รู้ถึงสมุฏฐานแห่งการเป็นอาบัติ จึงต้องศีลวิบัติอันเป็นเหตุให้ต้องถึงแก่ชีวิต<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
13. สำเนียกจากสรรพสัตว์<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
นับแต่ท่านพรอาจารย์มั่นพบแสงสว่างแห่งธรรม การปฏิบัติของท่านได้ผลสงบทั้งวันทั้งคืน อีกทั้งยังได้แจ้งชัดถึงการแนะนำสั่งสอนธรรมะในกาลต่อไปภายหน้า ว่าควรจะอบรมสั่งสอนพระภิกษุ สามเณรเป็นประการสำคัญ<o:p></o:p>
พระภิกษุ สามเณรที่รู้ธรรมแน่ชัดแจ่มกระจ่างแล้วเพียงรูปเดียว ย่อมนำไปสั่งสอนอุบาสกอุบาสิกา และประชาชนได้มากมาย เพราะฉะนั้นท่านจึงตั้งใจสั่งสอนพระภิกษุและสามเณรเป็นอันดับแรก แต่ก่อนจะสอนผู้หนึ่งผู้ใด จะต้องรู้เสียก่อนว่าผู้นั้นมีอุปนิสัยวาสนาและบุพเพสันนิวาสแต่กาลก่อนเป็นอย่างไร ผู้ใดควรได้รับธรรมกัมมัฏฐานอะไรถึงจะรู้ธรรมลึกซึ้ง<o:p></o:p>
ด้วยเหตุนี้ ศิษย์ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่านจึงบังเกิดผลในการปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐานอย่างรู้แจ้งเห็นจริง จะเห็นได้ว่าพระอาจารย์กัมมัฏฐานรูปสำคัญๆที่สร้างประโยชน์แก่พระพุทธศาสนามากมายจะเป็นศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโตแทบทั้งสิ้น อาทิ ท่านอาจารย์สุวรรณ สุจิณฺโน ท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ท่านอาจารย์เทสก์ เทสรงฺสี ท่านอาจารย์ชา ท่านอาจารย์ฟั่น อาจาโร ท่านอาจารย์ขาว ท่านอาจารย์วิริยังค์ สิรินฺธโร ท่านอาจารย์มหา-บัว ญาณสมฺปณฺโน ฯลฯ<o:p></o:p>
ณ ที่ถ้ำไผ่ขวางแห่งนี้ เป็นป่าสมบูรณ์มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล และเป็นที่อาศัยของสัตว์ป่าใหญ่น้อยมากมาย คนเข้าไปไล่ล่าเข่นฆ่าสัตว์มีน้อย และมีปืนอานุภาพไม่สูงนัก ส่วนมากจะเป็นพรานซึ่งเป็นชาวไร่ชาวบ้านป่า พวกเขาล่าสัตว์ก็เพื่อต้องการเนื้อมาเป็นอาหารเสียส่วนใหญ่ จะมีบ้างที่ต้องการเนื้อ หนัง งา เขา นอของสัตว์นำไปขาย แต่ก็มีน้อยเต็มที<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นบำเพ็ญสมณะธรรมที่ถ้ำไผ่ขวางด้วยความสงบสบาย และท่านสามารถรู้ภาษาสัตว์ได้ ณ ที่นี่ ท่านอธิบายย่อๆว่า ภาษาสัตว์ก็เหมือนภาษามนุษย์นั่นเอง คือเวลามนุษย์เปล่งเสียงพูดออกไปตามที่กระแสจิตบ่งบอกความมุ่งหมายต่างๆ ภาษาสัตว์ก็เช่นกัน กระแสจิตของมันบ่งบอกความมุ่งหมายอะไรออกไป มันก็จะเปล่งเสียงเป็นภาษาที่รู้กันในระหว่างหมู่พวก<o:p></o:p>
ใกล้ๆกับถ้ำที่ท่านบำเพ็ญสมณะธรรม มีลิงฝูงใหญ่ฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ ครั้งแรกที่พวกมันเห็นท่าน ฝูงลิงพากันแตกตื่นชุลมุนวุ่นวายด้วยความหวาดกลัว เพราะลิงเล็กๆเหล่านี้เคยถูกมนุษย์ใจบาปหยาบช้าบุกเข้ามาไล่ล่ารังควานพวกมันมาแล้ว ลิงบางตัวถูกมนุษย์ยิงตาย ร่างไร้ชีวิตร่วงหล่นลงมาจากยอดไม้ แล้วมนุษย์ก็จัดการผ่าท้องถลกหนัง ปิ้งย่างกินเป็นอาหารอย่างเอร็ดอร่อย พวกลิงที่เห็นการกระทำของมนุษย์ต่างเกิดความหวาดกลัวฝังใจ เห็นมนุษย์ที่ใดจะพากันหลบหนีให้ห่างไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้<o:p></o:p>
ดังนั้น เมื่อฝูงลิงเห็นท่านพระอาจารย์มั่นมาปรากฏที่ถ้ำ พวกมันจึงพากันแตกตื่นหนีชุลมุนดังกล่าว มีลิงชั้นหัวหน้า 4 - 5 ตัวใจกล้าองอาจกว่าเพื่อน เข้ามาใกล้ๆเมียงๆมองๆ แสดงความสนใจ ขณะเดียวกันก็ยังมีอากัปกิริยาระแวงระวังภัย พร้อมจะเผ่นหนีเอาตัวรอดได้ทุกเมื่อ มันร้องบอกแก่กันว่า ฤาษีตนนี้ดูท่านผ่องใส ตั้งหน้ากระทำความเพียรดี ไม่เหมือนฤาษีตนก่อนๆ ไม่ค่อยกระทำความเพียร บางทียังขว้างปาเราเสียอีกเหมือนไม่ใช่ฤาษี <o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นได้ยินลิงบอกกล่าวแก่กัน ก็รู้เรื่องเข้าใจทุกถ้อยคำสำเนียง ซึ่งเปล่งออกมาเป็นภาษาสัตว์ ฟังแล้วท่านก็มาคำนึงว่า สัตว์เดียรัจฉานแท้ๆ แม้มันจะมีปัญญาและความรอบรู้เทียบเคียงกับมนุษย์ไม่ได้ แต่มันก็ยังสามารถแยกแยะอะไรดีอะไรไม่ดีได้ น่าสังเวชที่ถูกมนุษย์ผู้ซึ่งขาดเมตตาธรรมจ้องมุ่งร้ายหมายทำลายชีวิต เพราะคิดเห็นแก่ตัว มุ่งสนองความอิ่มของตัวเองจากเลือดเนื้อของพวกมันประการเดียว<o:p></o:p>
ไม่เพียงแต่ลิงเท่านั้นที่ถูกมนุษย์รังควานรังแก แม้แต่นกตัวน้อยๆก็ยังหนีไม่พ้นมือมนุษย์ซึ่งจ้องจะฆ่าจ้องจะล่าดักจับเอาไปขาย ทำให้พ่อแม่พลัดพรากจากลูก ผัวพรากจากเมีย เป็นที่สลดหดหู่เหลือจะกล่าว <o:p></o:p>
หลังจากพวกลิงเชื่อมั่นวางใจได้ว่า ฤาษีหรือท่านพระอาจารย์มั่นไม่เป็นอันตรายต่อพวกมัน อีกทั้งยังได้สัมผัสกระแสเมตตาอันร่มเย็นจากท่าน พวกมันก็ดำเนินวิถีชีวิตไปตามปกติ แต่ละวันพอรุ่งแจ้งแสงทองส่องฟ้า ฝูงลิงก็จะตระเวนไปหากินในที่ใกล้บ้างไกลบ้าง มีทะเลาะวิวาทกันบ้าง มีชอบพอกันบ้าง และเล่นหัวเป็นที่สนุกสนาน บางคู่บางตัวเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันดี และก็มีที่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน ถึงขั้นมีการต่อว่าต่อขานได้ยินแล้วน่าขัน บางตัวมันว่า มึงได้อะไรมาไม่แบ่งกู กูได้มายังแบ่งมึง <o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นอยู่ที่ถ้ำไผ่ขวาง บนเขาน้ำตกสาริกา ด้วยจิตผ่องใสเบิกบานเต็มที่ การเข้าถึงโมกขธรรม คือธรรมอันเป็นเครื่องหลุดพ้นจากการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทำให้เบาสบายตลอดทิวาราตรี<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
14. สงบตรึกตรอง<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ขณะนั้นใกล้จะเข้าพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นเก็บบริขารอันมีอยู่น้อยนิดจาริกธุดงค์ต่อไปอีก ลงจากเขาสาริกา จังหวัดนครนายก ผ่านจังหวัดสระบุรีไปถึงจังหวัดลพบุรี และหยุดพักที่ถ้ำสิงโต เขาช่องลม (ปัจจุบันคือเขาพระงาม) ปฏิบัติบำเพ็ญสมณธรรมเป็นระยะเวลาหนึ่ง<o:p></o:p>
ที่ถ้ำสิงโตนี้ ท่านพระอาจารย์มั่นได้ความรู้สำคัญขึ้นในสมาธิว่า สาวกของพระพุทธเจ้าต้องถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นมูลเหตุ ถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นแบบฉบับ และถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งอาศัย <o:p></o:p>
คำว่า ถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นมูลเหตุ นั้น ได้แก่การที่จะปฏิบัติให้ถูกต้อง หรือต้องการความจริงแท้ ควรพิจารณาความจริงอันเป็นมูลเหตุสำคัญยิ่ง ที่พระพุทธเจ้าตัดสินพระทัยออกบรรพชาในเบื้องต้น <o:p></o:p>
ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จออกบรรพชา พระองค์ทรงอยู่ท่ามกลางความสุขสำราญ สะดวกสบายอย่างที่เปรียบมิได้แล้ว ไม่ว่าจะกิน จะนอน นั่ง เดิน แหนห้อมอยู่ในกามสุข ซึ่งปุถุชนทั่วไปปรารถนาอย่างที่สุด <o:p></o:p>
แต่มูลเหตุใดเล่าที่พระพุทธเจ้าทรงสละกามสุขทั้งหลายทั้งปวงมิได้เสียดาย เพื่อจะออกไปอยู่กับดินกินกับทราย อาศัยเพียงร่มไม้ใบบังเป็นที่พำนักอาศัย ต้องอยู่ท่ามกลางความวิปริตแปรปรวนของภาวะอากาศซึ่งไม่คงที่<o:p></o:p>
ยามร้อนก็ไม่มีผู้ปรนนิบัติพัดวีผ่อนคลาย<o:p></o:p>
ยามหนาวก็ต้องอดทนอดกลั้นอยู่กับความเย็นเยียบโดยปราศจากอาภรณ์นุ่มหนาห่มกาย ไม่มีแม้แต่ไออุ่นจากกองไฟช่วยบรรเทา <o:p></o:p>
ครั้นถึงวาระที่สายฝนสาดกระหน่ำ ก็ต้องยอมให้สายน้ำกรรโชกซัดใส่จนเปียกโชกทรมานอยู่เช่นนั้น<o:p></o:p>
และแม้แต่ครั้งสุดท้าย พระองค์ถึงกับยอมอดอาหาร ยอมอดกลั้นต่อความหิวโหย แทบว่าเลือดเนื้อในกายแห้งหายไปจนเหลือแต่โครงกระดูก<o:p></o:p>
การเสียสละอย่างแรงกล้า อดทนต่อความทุกข์เวทนาถึงขนาดนี้ของพระองค์ ก็เพื่อจะค้นหาโมกขธรรม คือ ธรรมอันเป็นเครื่องหลุดพ้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้ได้นั่นเอง นี่คือมูลเหตุเบื้องแรกของพระองค์<o:p></o:p>
สาวกผู้เจริญรอยตามพระยุคลบาท จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรำลึกถึงมูลเหตุสำคัญนี้ของพระองค์ แล้วนำเอามาพิสูจน์ปฏิปทาของตนที่ดำเนินอยู่ว่าเป็นอย่างไร<o:p></o:p>
เสียสละจนถึงที่สุดแล้วหรือไม่ ?<o:p></o:p>
เสียสละโดยความเป็นจริงหรือไม่ ?<o:p></o:p>
ภิกษุบางรูปกล่าวได้ว่ามิได้ยึดถือมูลเหตุของพระพุทธเจ้าแม้แต่น้อย การครองเพศบรรพชิตก็เป็นบรรพชิตเสแสร้งแกล้งทำปฏิบัติตนเป็นพระกัมมัฏฐานจอมปลอม เพราะตัวเองยังโลภหลงอยู่ใน กิเลศตัณหาชนิดไม่มีพร่อง<o:p></o:p>
ไม่สละแม้แต่อารมณ์ ถือยศศักดิ์ว่าข้าเหนือกว่าเจ้า เจ้าต่ำกว่าข้า ยึดติดอย่างเหนียวแน่น ชนิดมีคนมาช่วยแกะยังไม่ยอมปล่อย<o:p></o:p>
บางคนโกนหัวห่มผ้าเหลืองเป็นเปลือก วางท่าสงบเงียบขรึมน่าเคารพเลื่อมใส ถ้อยวาจาคำพูดเลือกสรรแต่ถ้อยคำสำคัญมาประกอบให้ดูขลัง แต่จิตใจจริงๆแล้วยังหนาแน่นด้วยความโลภโมโทสัน มีความหื่นกระหายในลาภยศเปี่ยมแปล้ คนประเภทนี้มองเห็นเกลื่อนกล่นได้ในเพศบรรพชิต สามารถหลอกล่ออุบาสกอุบาสิกาให้งมงายได้ไม่ยาก <o:p></o:p>
บางคนแสดงตนเป็นพระธุดงค์กัมมัฏฐาน ทำทีเป็นว่าตัวเรานี้อยู่ป่าอยู่เขา ปลีกวิเวกเพื่อบำเพ็ญความสงบ แต่ทว่ามีเครื่องรางของขลังอัดเต็มบาตรเต็มย่าม เตรียมไว้จำหน่ายให้เช่า เวลากลับวัดตัวเบาสบาย เพราะได้ลาภอามิสมาเต็มย่าม แต่ใจหนักหนาด้วยกิเลศพอกพูนแทบแบกไม่ไหว<o:p></o:p>
บางคนบางรูปอยู่ป่าอยู่วัดก็หาความสงบไม่ได้ เพราะจิตใจพอกพูนด้วยเครื่องกังวลนานัปการ เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความห่วงใยอาลัยอาวรณ์ด้วยการก่อสร้าง จะอยู่ที่ใดจะอยู่ที่ไหนก็ยากจะสงบได้ เพราะคอยแต่ครุ่นคิดวิตกแต่ว่าศาลาการเปรียญ โบสถ์วิหาร ไปจนกระทั่งกุฏิน้อยใหญ่ที่ก่อสร้างครึ่งๆกลางๆเอาไว้ จะแล้วเสร็จสมบูรณ์เมื่อใด จะหาเงินทองมาจ่ายให้แก่รับเหมา ช่างก่อสร้างได้ที่ไหน หรือเตลอดเปิดเปิงไปถึงขั้นโบสถ์วิหารของวัดตนจะโอ่อ่างามวิจิตรตระการตาสู้วัดอื่นๆเขาได้หรือไม่<o:p></o:p>
เรื่องที่จะครุ่นคิดพากเพียรบำเพ็ญสมณธรรม เพื่อความหลุดพ้นของตัวเองไม่มีเอาเสียเลย ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ให้เอาเราเป็นเนติแบบฉบับ <o:p></o:p>
<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
15. พระพุทธเจ้าเป็นแบบฉบับ<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
พระพุทธเจ้านับตั้งแต่ตรัสรู้ รู้แจ้งเห็นจริงในโมกขธรรม หลุดพ้นจากความทุกข์มิรู้จบมิรู้สิ้น คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างสำเร็จเด็ดขาด พระองค์ได้ทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่าง มิใช่เพียงแต่ทรงสั่งสอนเท่านั้น พระองค์ยังทรงปฏิบัติตนของพระองค์เอง มิเคยพร่องแม้แต่น้อยนิด ตราบจนดับขันธปรินิพพาน<o:p></o:p>
หลังจากทรงตรัสรู้แล้ว ก่อนจะรับข้าวมธุปายาสจากปุสสะและพัลสิลกะ ก็ทรงหาบาตรเพื่อรับและทรงกระทำพุทธกิจเป็นวัตร คือรุ่งเช้าพระองค์เสด็จไปบิณฑบาต ตอนบ่ายพระองค์ทรงแสดงธรรมโปรดพุทธบริษัท คือ อุบาสก อุบาสิกา พลบค่ำพระองค์ทรงประทานโอวาทแก่ภิกษุสามเณร กลางคืนทรงแก้ปัญหาแก่เทวดาทั้งหลาย ในเวลาใกล้รุ่งพระพุทธองค์ก็ทรงตรวจดูว่าสัตว์โลกผู้ใดบ้างมีวาสนาบารมีอันจะพึงรับพระธรรมเทศนา พระองค์ทรงใคร่ครวญแล้วและทรงทราบว่าผู้ใดสมควรจะได้รับผลแห่งธรรม พระองค์ก็จะเสด็จไปโปรดให้เขาเหล่านั้นได้รับผลแห่งธรรม<o:p></o:p>
นอกจากนี้ พระองค์ทรงปฏิบัติตามธรรมวินัยที่พระองค์ทรงบัญญัตขึ้น เช่น การทรงจีวร การฉันเฉพาะในบาตร แม้กระทั่งจวนจะดับขันธปรินิพพาน พระองค์ก็ทรงอุ้มบาตรไว้ตลอดเวลา<o:p></o:p>
ความเมตตาของพระพุทธองค์หาประมาณมิได้ พระองค์ทรงเมตตาต่อมวลมนุษย์โลกโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่เลือกฐานะและชาติพันธุ์ มุ่งหวังแต่จะให้ผลประโยชน์แก่พวกเขาทั้งหลาย โดยมิได้ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆทั้งสิ้น ทรงเสียสละอย่างจริงใจจริงแท้ แม้บางครั้งพระองค์จะทรงเหน็ดเหนื่อยด้วยการบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น พระองค์ก็ทรงกระทำโดยมิได้เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยของพระองค์เอง<o:p></o:p>
พระอาจารย์มั่นคำนึงต่อไปอีกว่า การให้ถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นแบบฉบับ นี้เป็นประการสำคัญยิ่ง เพราะถ้าพุทธสาวกไม่ถือเอาพระพุทธองค์เป็นแบบอย่างเสียแล้ว การบวชเข้ามาเป็นภิกษุก็จะป็นเพียงการบวชเข้ามาเพื่อประโยชน์สุขของตนเองเป็นสำคัญ หรืออาศัยพระพุทธศาสนาหาความสุขไม่ถูกทาง คือไม่มีความเมตตา ไม่มีความเสียสละ<o:p></o:p>
แม้จะปฏิบัติธรรมเคร่งครัดและเป็นภิกษุสงฆ์ แต่ถ้าไม่มีการเสียสละ ละเลิก โกรธ โลภ หลง เอาแต่เพลินในกามคุณ ผู้นั้นก็จะหลงอยู่ในกิเลศนั่นเอง เฝ้าแต่คิดหาอุบายถ่ายเทเข้ามาเสนอสนองความโกรธ โลภ หลง อันมีอยู่เต็มเปี่ยม<o:p></o:p>
บรรพชิตบางรูปถึงกับละเมิดแบบฉบับของพระพุทธเจ้า เช่น เห็นว่าการเดินบิณฑบาตเป็นการเสียเกียรติ คอยแต่ให้ญาติโยมนำภัตตาหารหวานคาวมาถวายถึงที่กุฏิ ซ้ำยังสรรหาจะฉันโน่นฉันนี่ที่เอร็ดอร่อยถูกปากและลิ้นของตัวเอง จะบำเพ็ญศาสนกิจก็คำนึงถึงลาภปัจจัยเป็นสำคัญ ได้น้อยก็ไม่พอใจ อยากได้มากๆ การแสดงธรรมก็ต้องมีกัณฑ์เทศน์เป็นเครื่องตอบแทน ในที่สุดก็ลืมความเป็นสมณะเสียสิ้น <o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นพิจารณาใคร่ครวญในข้อนี้มากที่สุด เพราะท่านรู้เห็นมามากต่อมากแล้วว่า การปฏิบัติกัมมัฏฐานสมัยนี้เสื่อมลงเรื่อยๆ และไม่ใคร่ตรงกับความจริงทั้งภายนอกและภายใน เพราะการปฏิบัติจิตนี้จะต้องพร้อมทั้งภายนอกและภายใน การรักษาพระวินัยน้อยใหญ่เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะการปฏิบัติพระธรรมวินัยพร่องทำให้อาบัติเพียงน้อยนิดจะทำจิตละเอียดไม่ได้เลย ข้อวัตรปฏิบัติ เช่น การบิณฑบาต การฉันในบาตร การฉันหนเดียว ซึ่งเป็นการขัดเกลากิเลศหยาบๆ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงกระทำเป็นแบบอย่างมาแล้ว ผู้ที่ต้องการความสงบ ความก้าวหน้าแห่งการบำเพ็ญจิตจะละเลยมิได้เด็ดขาด<o:p></o:p>
อีกประการหนึ่ง การรักษาวัตรต่างๆ จากข้อวัตรหลายประการ เช่น อุปัชฌายวัตร อาจริยวัตร อาคันตุกวัตร เวจจกุฏวัตร เสนาสวัตร ภัตตาวัตร และเสขิยวัตร เหล่านี้ย่อมเป็นปัจจัยแก่การปฏิบัติจิตทั้งสิ้น ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติจิตเพื่อศีลวิสุทธิ์ จิตวิสุทธิ์<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นปรารภในใจต่อไปว่า พระพุทธองค์ได้ทรงปฏิบัติตนเป็นแบบฉบับเอาไว้เช่นนี้ หากบุคคลผู้เป็นสาวกของพระองค์มิได้ยึดถือเป็นแบบอย่างอีกแล้ว จะนำหมู่คณะเจริญรุ่งเรืองในทางธรรมได้อย่างไร แม้จะมียศมีศักดิ์ มีศิษยานุศิษย์ หากมิได้ประพฤติปฏิบัติตามแบบฉบับขององค์สงเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียแล้ว ก็รังแต่จะพาลูกศิษย์ผู้เลื่อมใสศรัทธา เตลิดเปิดเปิงออกนอกลู่นอกทาง เห็นผิดเป็นชอบได้ง่ายๆ<o:p></o:p>
อีกประการหนึ่งที่ว่า ถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่อาศัย นั้น มีภิกษุจำนวนไม่น้อยพากันหลงทิศหลงทางเพราะมึนเมาในลาภสักการะ มิได้ยึดมั่นต่อพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่อาศัยเสียแล้ว บางรูปถึงกับปัญญามืดบอด หลงงมงายไปกับ ความไม่รู้จริง <o:p></o:p>
พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงเอาไว้ว่า มนุษย์ทั้งหลายนั้น เมื่อถูกภัยอันตรายคุกคาม ต่างก็หาที่พึ่งที่ยึด ด้วยความหวังว่าจะช่วยขจัดปัดเป่า หรือผ่อนคลายทุกข์ภัยทั้งหลายให้ทุเลาเบาบางลงกระทั่งหมดสิ้นไป แล้วก็ไปนับถือภูเขา ป่า อาราม และต้นไม้เป็นที่พึ่งที่อาศัย ความเชื่อความนับถือดังกล่าวมิใช่ที่พึ่งอันเกษม ที่พึ่งอันอุดม เพราะสิ่งเหล่านี้มิได้ช่วยให้พ้นทุกข์ทั้งปวงได้เลย<o:p></o:p>
ส่วนผู้ใดมานับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่ง มาเห็นอริยสัจ 4 ด้วยปัญญาอันชอบ ก้าวล่วงทุกข์ด้วยมรรค 8 นี่แหละที่พึ่งอันเกษม นี่แหละที่พึ่งอันอุดม หากผู้ใดอาศัยที่พึ่งนี้ ย่อมพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวงได้<o:p></o:p>
การที่พระพุทธเจ้ามิได้ถือเอาสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง นอกจากพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ก็เพราะสิ่งอื่นนั้นเป็นเรื่องงมงายไร้ประโยชน์ เช่น ไปนับถือต้นไม่ใหญ่ว่ามีผีมีเทพสถิต แล้วเชื่อว่าจะช่วยให้พ้นทุกข์ไปได้ หรือนับถือศาลพระภูมิ นับถือผีเข้าเจ้าทรง เหล่านี้เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะไม่อาจสามารถดำเนินจุดหมายแห่งความจริงในพระพุทธสาสนาได้<o:p></o:p>
แม้ในการบำเพ็ญจิตเบื้องต้นก็ทำให้ไขว้เขว เพราะขาดองค์คุณคือ ศรัทธา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นพระภิกษุสงฆ์ หากไม่ถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งเสียแล้ว ก็ไม่ผิดกับทรยศต่อพระพุทธศาสนา การบวชเข้ามาอยู่ในเพศบรรพชิตจึงเท่ากับอาศัยผ้ากาสาวพัสตร์แสวงหาปัจจัยบริโภคไปวันๆเท่านั้น <o:p></o:p>
<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
16. แก้ไขขัดข้อง<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺโต บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ ณ ถ้ำสิงโตด้วยความปลอดโปร่งแจ่มใสเป็นอย่างยิ่ง กระทั่งวันหนึ่งขณะที่ท่านกำหนอพิจารณาความละเอียดอยู่ในถ้ำ ได้ระลึกถึงท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) ณ วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ ว่าท่านกำลังทำอะไรอยู่ ก็รู้ว่าท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ กำลังนั่งสมาธิหันหน้าไปทางทิศตะวันออก อยู่ที่ศาลาเหลืองบนธรรมาสน์ เวลานั้นเป็นเวลา 23.00 น. เศษ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ กำลังพิจารณาถึงปฏิจฺจสมุทปบาท และเกิดขัดข้องสงสัยว่า<o:p></o:p>
ถอนจากรูปนามยังมีวิญญาณและสังขาร แล้วจึงขึ้นต้นด้วยอวิชชาและวิญญาณ สังขารนี้ก็มีแล้วในนามรูป เหตุไฉนจึงมามีสังขารและวิญญาณโดยเฉพาะของตัวมันอีก เมื่อท่านสงสัยแล้วก็ได้เลิกพิจารณาในวันนั้น<o:p></o:p>
ต่อมาท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้ไปที่เขาพระงาม จังหวัดลพบุรี โดยปกติแล้วท่านเจ้าคุณจะไปที่เขาพระงามบ่อยๆ เนื่องจากท่านชอบสถานที่นี้มาก ( ภายหลังท่านได้สร้างพระพุทธรูปใหญ่ หน้าตักกว้างถึง 12 วา ณ ที่นี้ )<o:p></o:p>
ขณะนั้นท่านพระอาจารย์มั่นได้พักบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ที่ถ้ำสิงโต เขาพระงามเช่นกัน เมื่อท่านทราบว่าท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ มาที่นี่ ท่านก็ไปนมัสการและได้สนทนากันตามปกติ เมื่อสนทนาเรื่องอื่นผ่านไปพอสมควรแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นก็ได้ถามขึ้นว่า<o:p></o:p>
เมื่อคืนวันที่ 10 ค่ำที่แล้ว คือเดือน 8 นั้น ท่านเจ้าคุณนั่งสมาธิอยู่ที่ศาลาเหลือง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เวลาประมาณ 23.00 น. เศษ ได้พิจารณาถึงปฏิจฺจสมุปบาท หวนกลับไปกลับมาแล้วเกิดความสงสัยขึ้นมาตอนหนึ่งใช่ไหมครับ <o:p></o:p>
ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เมื่อได้ฟังคำถามเช่นนั้นถึงกับตกตะลึง ไม่นึกเลยว่าท่านพระอาจารย์มั่นจะมาล่วงรู้ถึงการพิจารณาของตน ที่ได้พิจารณาด้วยตัวเอง โดยมิได้บอกให้ใครรู้เลย ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ จึงถามพระอาจารย์มั่นว่า<o:p></o:p>
ก็ท่านว่าอย่างไรเล่าที่ผมสงสัย อธิบายให้ผมฟังบ้างไหม ท่านพระอาจารย์มั่นจึงตอบว่า ได้ แล้วท่านก็ได้อธิบายถวายท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ว่า ปฏิจฺจสมุปบาท ข้อที่ว่า วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูปนั้นแล ในนามรูปก็มีทั้งวิญญาณและสังขาร ซึ่งมันจะมีการแตกต่างกันดังนี้ คือ สังขาร วิญญาณที่ต่อจากอวิชชานั้น เรียกว่า สังขารกรรม วิญญาณกรรม <o:p></o:p>
แตกต่างกับสังขาร วิญญาณ นามรูป สังขารวิญญาณของนามรูปนั้น เป็นสังขารวิญญาณวิบาก เนื่องจากเป็นการปรุงแต่งที่สำเร็จรูปแล้ว สังขารกรรม วิญญาณกรรม เป็นการปรุงแต่งที่กำลังทำอยู่ คือว่าสังขารกรรม วิญญาณกรรม เป็นภาวะที่ไม่เป็นอิสระ อยู่ภายใต้อำนาจของกรรม มีอวิชชาเป็นหางเสือใหญ่ อาศัยสังขารการปรุงแต่ง อาศัยวิญญาณความรู้สึกที่กำลังปรับปรุงภพอันจะเป็นแนวทางแห่งการก่อให้เกิด ซึ่งในขณะนั้นจิตเป็นประธาน อาศัยสังขารปรุงแต่ง อาศัยวิญญาณความรู้สึกในขณะที่กำลังปรับปรุงภพอันจะต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของสังขารกรรม วิญญาณกรรม <o:p></o:p>
ทั้งสองนั้นสืบเนื่องมาจากจิต ณ ที่นี้ จึงแล้วแต่กรรมจะจำแนกไป คือให้สังขารและวิญญาณนี้เห็นดีไป เมื่อเห็นดีไปอย่างไรจิตก็จะไปตั้ง ก่อให้เกิดไปตามนั้น เพราะที่นี้จึงเป็นสถานที่ปรุงแต่งภพ ถ้าพิจารณาแล้วจะรู้สึกว่ามันละเอียดและพึงจะรู้จริงได้ คือเมื่อจิตได้ดำเนินตามอริยสัจ และเป็นวิปัสสนาอันแก่กล้าแล้วนั้นทีเดียว ที่กระผมได้อธิบายมานี้สักแต่เป็นแนวทางเท่านั้น ตามความเป็นจริงต้องมีตาภายใน คือกระแสจิตกระแสธรรมเท่านั้น ที่จะเข้าไปรู้จริงได้ <o:p></o:p>
เมื่อท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้ฟังดังนั้นถึงกับอุทานขึ้นว่า อ้อ เราเข้าใจแล้ว ท่านอาจารย์รู้ใจผมได้ดีมากและถูกต้องทุกประการ และแก้สงสัยให้ผมได้ราวปลิดทิ้ง ผมพยายามพิจารณาเรื่องนี้มานาน แต่ยังไม่แจ่มแจ้ง พึ่งจะแจ่มแจ้งในเวลานี้เอง <o:p></o:p>
หลังจากนั้นท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็ได้เดินทางกลับกรุงเทพฯ อยู่ที่วัดบรมนิวาสนั้น ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯก็ได้ประกาศความดีของท่านพระอาจารย์มั่นให้แก่พระภิกษุและสามเณรทั้งหลายฟังว่า<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นเป็นพระกัมมัฏฐานที่มีความสามารถที่สุดในยุคนี้ ถ้าใครต้องการจะศึกษาธรรมปฏิบัติ จงไปศึกษากับท่านเถิด เธอทั้งหลายจะได้ความรู้จากธรรมปฏิบัติอันลึกซึ้งจากท่านพระอาจารย์มั่น <o:p></o:p>
ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯได้กล่าวเช่นนี้กับพระภิกษุสงฆ์ สามเณรทั้งหลายอยู่เสมอๆ ทำให้พระภิกษุและสามเณรผู้ใคร่การปฏิบัติธรรมสนใจท่านพระอาจารย์มั่นมากขึ้น ต่างก็ต้องการจะไปศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่าน<o:p></o:p>
ปีนี้เป็นปี พ.ศ. 2457 ท่านก็ได้รับการขอร้องจากท่านเจ้าคุณอุบาลีฯให้จำพรรษาที่กรุงเทพฯ ท่านได้เลือกเอาวัดสระปทุมเป็นที่จำพรรษา เพราะเป็นวัดที่สงบสงัดดี ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดสระปทุม ท่านก็พยายามมาที่วัดบรมนิวาสทุกๆวันธรรมสวนะ ฟังท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เทศน์ พอหลังจากฟังเทศน์แล้วท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็จะให้เขาไปหาท่านอยู่สองต่อสอง และขอศึกษาธรรมปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์มั่นตลอดระยะเวลาจำพรรษา<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
17. พิจารณาอสุภะจนแก่กล้า<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
ระหว่างจำพรรษาอยู่ที่วัดสระปทุมฯ ท่านพระอาจารย์มั่นจะเดินไปวัดบรมนิวาสทุกวันธรรมสวนะ เส้นทางเดินขณะนั้นร่มรื่นด้วยต้นไม้ 2 ข้างทาง และมีระยะทางไกลมิใช่น้อย แต่สำหรับท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว ทางไกลก็เหมือนใกล้ เพราะขณะที่เดินท่านภาวนาไปด้วย<o:p></o:p>
วันหนึ่งเป็นวันธรรมสวนะ เวลากลางวันท่านพระอาจารย์มั่นเดินไปวัดสระปทุมฯ ตามปกติ ขณะเดินท่านกำหนดจิตสงบลง ปรากฏว่าเหมือนแผ่นดินจะยุบลงไป มองดูทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรเลยจะยึดถือเป็นตัวเป็นตน จิตของท่านกำลังดูดดื่มในอรรถปฏิบัติอย่างลึกซึ้ง ขณะที่ย่างเท้าก้าวเดินไปนั้น ท่านได้เจริญอสุภกัมมัฏฐานไปด้วย<o:p></o:p>
เวลานั้นมีผู้หญิงแขกคนหนึ่งเดินนำอยู่ข้างหน้า ท่านมองไปที่ผู้หญิงแขกคนนั้น ปรากฏร่างของเธออ้วนขึ้นเรื่อยๆจนท่านอดแปลกใจไม่ได้ ว่าทำไมร่างของหญิงแขกคนดังกล่าวจึงอ้วนเอาๆ ครั้นอ้วนเต็มที่ กลับมิใช่อ้วนธรรมดาทั่วไป หากร่างกายนั้นเป็นลักษณะบวมพองขึ้นอืด ต่อมาก็เน่าเปื่อยมีน้ำหนองน้ำเหลืองไหลเยิ้มไปทั้งตัว มีหมู่หนอนนับไม่ถ้วนชอนไชยุบยับ และแมลงวันก็ไต่ตอมเป็นฝูงใหญ่ น่ารังเกียจน่าสะอิดสะเอียนสุดประมาณ<o:p></o:p>
จากนั้นเนื้อหนังเส้นเอ็นก็ค่อยๆเน่าละลายหายไปหมด เหลือเพียงโครงกระดูกขาวๆซึ่งยังติดต่อกันเป็นโครงร่างมนุษย์ก้าวเดินไปเรื่อยๆ ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นหญิงหรือชาย เพราะเป็นเพียงโครงกระดูกเท่านั้น<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นบังเกิดความอัศจรรย์ใจยิ่ง เพราะท่านมิได้ตั้งใจกำหนดพิจารณาร่างกายเป็นอสุภะแต่ประการใด ขณะมองหญิงแขกนั้นก็ลืมตามองธรรมดาๆ แล้วก็เห็นความอนิจจังของธาตุขันธ์มนุษย์อย่างน่าสลดสังเวชเช่นนั้นเป็นขั้นเป็นตอน เมื่อเป็นไปอย่างแก่กล้าแล้ว ก็สามารถเห็นเป็นอสุภะได้ทั้งภายนอกและภายใน หมดสิ้นความสงสัยนับแต่นั้น<o:p></o:p>
ขณะจำพรรษาอยู่ที่กรุงเทพฯ ท่านพระอาจารย์มั่นได้พิจารณาภายในพรรษานั้นว่า เราอุตส่าห์พยายามมาเป็นเวลานับสิบๆปี กว่าจะรู้ธรรมที่อยากรู้ได้แจ่มแจ้ง ควรที่จะแนะนำยรรดาผู้ที่ควรแก่การปฏิบัติเพื่อให้รู้แจ้ง แต่ใครเล่าคือผู้ที่เหมาะสม<o:p></o:p>
ท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาโคดม เป็นครูสอนวิชาสามัญแก่นักเรียนระดับประถมศึกษาภาคบังคับเป็นเวลาหลายปี ซึ่งในสมัยนั้นบางคนกว่าจะเรียนจบประถมปีที่ 4 อายุถึง 18 ปีก็ยังมี<o:p></o:p>
เวลานั้นอยู่ในระหว่างจำพรรษา ซึ่งท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต จำพรรษาอยู่ที่กรุงเทพฯ กิตติศัพท์ของท่านพระอาจารย์มั่นว่าเป็นนักปฏิบัติที่เคร่งครัด มีภูมิจิตภูมิธรรมสูงยิ่งเป็นที่ร่ำลือ ท่านอาจารย์สิงห์ได้ยินได้ฟังก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา ปรารถนาจะได้ศึกษาธรรมปฏิบัติกับท่านบ้าง<o:p></o:p>
วันหนึ่ง หลังจากสอนนักเรียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ไปที่วัดบูรพาเพื่อนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 1 ทุ่มเข้าไปแล้ว เห็นท่านพระอาจารย์มั่นกำลังเดินจงกรมอยู่ จึงยอบนั่งอยู่ตรงโคนต้นมะม่วงรอคอย กระทั่งท่านเลิกเดินจงกรมและเห็นท่านอาจารย์สิงห์ จึงได้เรียกให้เข้าไปหาแล้วพาขึ้นไปบนกุฏิ หลังจากท่านอาจารย์สิงห์กราบนมัสการแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นได้เอ่ยขึ้นว่า เราได้รอเธอมานานแล้ว ที่อยากจะพบและต้องการชักชวนให้ปฏิบัติธรรมด้วยกัน <o:p></o:p>
ท่านอาจารย์สิงห์ได้ยินดังนั้นถึงกับตะลึง ไม่คาดคิดมาก่อนว่าท่านพระอาจารย์มั่นจะล่วงรู้จิตใจความนึกคิดของท่านขนาดนี้ เพราะเป็นเวลาหลายวันมาแล้วที่ท่านครุ่นคิดตั้งใจจะมาพบกับท่าน เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ปฏิบัติธรรมด้วย ดังนั้นท่านอาจารย์สิงห์จึงกล่าวตอบว่า<o:p></o:p>
กระผมอยากปฏิบัติธรรมกับท่านมานานแล้ว <o:p></o:p>
ต่อจากนั้นท่านพระอาจารย์มั่นได้อธิบายให้ฟังเป็นเบื้องต้นว่า การบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์นั้น จักต้องปฏิบัติกัมมัฏฐาน คือ พิจารณาตะจะปัญจกัมมัฏฐานเป็นเบื้องแรก เพราะเป็นหนทางพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงตรัสรู้ธรรมด้วยการปฏิบัติอริยสัจธรรม 4 คือ ทุกข์ สมุทัย วิโรธ มรรค แล้วท่านพระอาจารย์มั่นได้อธิบายให้ได้ความชัดเจนพอสมควร <o:p></o:p>
จากนั้นท่านพระอาจารย์มั่นก็แนะนำวิธีนั่งสมาธิ โดยท่านเป็นผู้นำปฏิบัติเอง ท่านอาจารย์สิงห์จึงปฏิบัติตาม ปรากฏบังเกิดความสงบอย่างไม่เคยประสบมาก่อน จิตสว่างไสวเป็นอัศจรรย์ ปฏิบัติสมาธิเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถอนจิตออกมา ท่านพระอาจารย์มั่นได้อธิบายถึงวิธีพิจารณากายโดยใช้กระแสจิต พิจารณาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว ท่านอาจารย์สิงห์จึงได้ลากลับไป<o:p></o:p>
นับตั้งแต่วันนั้น พระอาจารย์สิงห์ได้นั่งสมาธิปฏิบัติจิตกัมมัฏฐานมิได้เว้น บังเกิดความเย็นใจมากขึ้นเป็นลำดับ ตราบกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่ท่านอาจารย์สิงห์กำลังสอนนักเรียนในชั้นเรียนอยู่ ซึ่งนักเรียนในชั้นเรียนมี 34 คน ทั้งเด็กชายและเด็กหญิงคละกันไป เมื่อท่านมองไปยังนักเรียนทั้งหมดก็แทบเชื่อสายตาตัวท่านเอง เพราะที่เห็นอยู่นั้นเป็นเพียงโครวกระดูกขาวโพลนนั่งอยู่เต็มห้อง เนื้อหนังซึ่งประกอบขึ้นเป็นร่างกายไม่มีเหลืออยู่เลย และไม่สามารถจำแนกแยกออกเป็นเพศชายเพศหญิงได้ ท่านอาจารย์สิงห์หลับตาแล้วลืมตาดูก็ยังเห็นเป็นโครงกระดูกอยู่เช่นนั้น ขยี้ตาก็แล้ว สภาพที่เห็นก็มิได้แปรเปลี่ยนไป ที่สุดก็เกิดความสังเวชใจอย่างสุดประมาณ แล้วก็บังเกิดความเบื่อหน่ายต่อสังขารเป็นอย่างยิ่ง<o:p></o:p>
นี่เป็นปรากฏการณ์สำคัญจริงๆ เพราะธรรมดาปฏิภาคนิมิตต้องเกิดในขณะหลับตาและกำลังอยู่ในฌานเท่านั้น แต่ท่านอาจารย์สิงห์กลับเห็นทั้งลืมตาและขณะที่จิตอยู่ในภาวะปกติ คือรู้สึกตัวพร้อม<o:p></o:p>
ขณะที่ท่านอาจารย์สิงห์เกิดปฏิภาคนิมิตทั้งๆที่ลืมตาอยู่นั้น พวกนักเรียนต่างพากันแปลกใจที่จู่ๆคุณครูนั่งนิ่งอยู่เฉยๆ ทุกคนจึงนั่งกันเงียบกริบ จ้องมองครูด้วยความสงสัยว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เวลาผ่านไปนานทีเดียว ท่านอาจารย์สิงห์ถึงได้เห็นร่างกายของนักเรียนทุกคนกลับมีเนื้อหนังขึ้นมาเต็มสัดส่วนตามปกติ<o:p></o:p>
เมื่อถึงตรงนี้ ท่านอาจารย์สิงห์ก็รู้ว่าตัวท่านควรจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร และท่านได้กล่าวคำอำลาต่อลูกศิษย์ทุกคนในวันนั้นว่า <o:p></o:p>
นักเรียนทั้งหลาย บัดนี้ครูจะได้ขอลาออกจากความเป็นครูตั้งแต่บัดนี้แล้ว เนื่องจากครูได้บังเกิดความรู้ในพระพุทธศาสนา ได้เห็นความจริงเสียแล้ว <o:p></o:p>
เมื่ออำลาลูกศิษย์เป็นครั้งสุดท้าย ท่านก็กลับกุฏิจัดกลดอัฐบริขารของพระธุดงค์ แล้วไปนมัสการกราบลาท่านเจ้าอาวาสวัดที่ท่านอยู่ตามระเบียบ จากนั้นก็ออกจากวัดติดตามท่านพระอาจารย์มั่นไปทุกที่ทุกทิศ เพื่อบำเพ็ญสมณธรรมให้ยิ่ง จนกระทั่งได้เห็นอรรถธรรมที่ควรรู้ควรเห็น<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
18. ชี้ทางสว่างแก่โยมมารดา<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
พระครูสีทา ชยเสโน พระกรรมวาจาของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เมื่ออุปสมบท เป็นพระภิกษุสงฆ์รูปต่อไปที่ท่านพระอาจารย์มั่น เดินทางไปให้แสงสว่างแห่งธรรมในวันหนึ่งถึงที่วัดของท่าน<o:p></o:p>
หลังจากที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้เล่าความจริงในการบำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรมที่ถ้ำไผ่ขวางบนเขาน้ำตกสาริกา จังหวัดนครนายก ซึ่งท่านประสบมาถวายแก่พระครูสีทาแล้ว ท่านก็ได้แนะนำแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องถูกทาง พร้อมกันนั้นท่านยังได้กล่าวย้ำว่า<o:p></o:p>
การบำเพ็ญจิตให้สงบจนเกิดกำลังแล้วนั้น ไม่ควรจะทำความสงบเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าทำแต่ความสงบ ไม่พิจารณาทุกขสัจจ์ก็จะเป็นเพียงฌาน และเป็นมิจฉาสมาธิ เป็นสมาธิที่ไม่พาพ้นทุกข์ได้ ต้องพิจารณาทุกข์จึงจะพ้นทุกข์ได้ สำหรับกระแสจิตที่ได้อบรมแล้วเป็นกำลังมหาศาล ควรใช้พิจารณาตัวทุกข์คือร่างกายนี้ให้ชัดเจน กระทั่งเกิดนิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่าย เจริญให้มาก กระทำให้มาก ญาณก็จะเกิดขึ้นเอง <o:p></o:p>
พระครูสีทา ชยเสโน ได้ยินได้ฟังแล้วบังเกิดความเลื่อมใส คำนึงว่าธรรมเช่นนี้แม้จะเรียนมาแล้วก็เป็นปริยัติ คือพอรู้พอเข้าใจ แต่ไม่รู้การปฏิบัติ เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นมาแนะนำให้เช่นนี้ จึงเท่ากับจุดแสงสว่างให้ท่านมองเห็นช่องทางโดยตลอด<o:p></o:p>
นับตั้งแต่นั้น พระครูสีทาก็บำเพ็ญกัมมัฏฐานอย่างคร่ำเคร่งตามแนวทางที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้อธิบายมิได้ลดละเป็นเวลานาน<o:p></o:p>
กระทั่งวันหนึ่ง พระครูสีทาก็ได้พบความอัศจรรย์ในธรรม สามารถพิจารณาเห็นกาย เกิดนิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่าย ครั้นทวนกระแสจิตก็เห็นตัวผู้รู้ ผู้เห็น ตามความเป็นจริง สิ้นความขัดข้องสงสัยในใจซึ่งสัตถุศาสนา<o:p></o:p>
ท่านพระครูสีทารำพึงถึงท่านพระอาจารย์มั่นว่าเป็นศิษย์ประเสริฐผู้กตัญญูยิ่ง เมื่อรู้เห็นอรรถธรรมอันวิเศษแล้วก็ไม่ลืมครูบาอาจารย์ อุตส่าห์กลับมาแนะนำให้เห็นแสงสว่างแห่งธรรมอย่างถูกต้อง ท่านพระครูจึงได้ให้พระไปนิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่นมาหา แล้วเล่าผลของการปฏิบัติให้ฟัง ท่านพระอาจารย์มั่นกล่าวว่า ทำถูกต้องแล้ว ต่อไปขอให้เจริญให้มาก เมื่อพอเพียงแล้วก็จะพึงรู้เอง<o:p></o:p>
ในปีนั้น ท่านพระอาจารย์มั่นได้เดินทางไปที่ตำบลบ้านบง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อพบโยมมารดา ท่านต้องการโปรดโยมมารดาด้วยธรรมทั้งหลายที่ได้รู้มา เมื่อโยมมารดาได้พบพระอาจารย์มั่นก็มีความปีติยินดีอย่างยิ่ง เพราะนานเหลือเกินที่ท่านจากไป จนคิดว่าจะไม่เห็นหน้ากันอีกแล้วในชาตินี้ ท่านพระอาจารย์มั่นได้เล่าถึงการธุดงค์แก่โยมมารดาโดยตลอด ไม่ว่าจะอยู่ในแผ่นดินไทยหรือข้ามโขงไปถึงฝั่งลาว ฝั่งพม่า ตราบกระทั่งได้เห็นธรรมผ่องใสแจ่มกระจ่าง<o:p></o:p>
ท่านก็ย้อนมาพูดถึงการปฏิบัติ โดยขอร้องให้โยมมารดาพยายามปฏิบัติจิตอันเป็นแนวทางแห่งการพ้นทุกข์ ทางโยมมารดาก็ตกลงที่จะปฏิบัติตามที่ท่านได้แนะนำให้<o:p></o:p>
นับตั้งแต่ที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้แนะนำให้แล้ว โยมมารดาก็ได้มีความสนใจเป็นกรณีพิเศษ ได้ทำตามคำแนะนำทุกประการ และจิตก็เป็นไปได้ตามจริงที่เกิดขึ้น ได้รับความเย็นใจ มีศรัทธาแก่กล้า ลาลูกหลานออกบวชเป็นชีโดยมีท่านอาจารย์เสาร์บวชให้ ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเล่าว่า<o:p></o:p>
โยมแม่มีความเพียรมาก แม้ว่าจะแก่แล้วก็ตาม อธิษฐานนอนตะแคงข้างขวาตลอดชีวิต มีการเดินธุดงค์ไปในที่กันดารเช่นเดียวกับพระสงฆ์ กินอาหารมื้อเดียวไปตลอดชีวิต มีความเพียร มั่นคง ไม่ท้อถอย แม้แต่ท่านพระอาจารย์มั่นเองก็ชมว่า มารดาของท่านมีความเพียรแก่กล้า หลังจากที่โยมมารดาได้บำเพ็ญกัมมัฏฐานตามคำแนะนำของท่านพระอาจารย์มั่นมาหลายปี ท่านพระอาจารย์มั่นก็ทราบว่า อินทรีย์ของการอบรมจิตได้แก่กล้าแล้ว ท่านได้ให้คำแนะนำวิธีสุดท้ายคือ การบำเพ็ญวิปัสสนาญาณให้เกิดความแก่กล้าของญาณ โดยอุบายซึ่งท่านได้ยกตัวอย่างของปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 เมื่ออินทรีย์แก่กล้าแล้ว พระพุทธองค์ได้ทรงให้ปัญจวัคคีย์พิจารณารูปเวทนาเป็นต้น โดยใช้ปัญญาตามความเป็นจริง ปัญญาในที่นี้ได้แก่ญาณ หรือความรู้อันเกิดจากกระแสธรรมอันยิ่งใหญ่ โยมมารดาของท่านได้รับการอบรมมาแล้วก็พิจารณาตามนั้น จนเป็นที่พอแก่ความต้องการ โดยการเจริญให้มาก กระทำให้มาก มีความรู้ความสามารถทวนกระแสจิตเข้าถึงซึ่งฐิติภูตัง บังเกิดความรู้แจ่มแจ้ง ตัดความสงสัยแล้วโดยสิ้นเชิง แล้วโยมมารดาก็ได้ออกอุทานต่อหน้าพระอาจารย์มั่นว่า<o:p></o:p>
เราหายสงสัยแล้ว เราจะไม่มาเกิดอีกแล้ว <o:p></o:p>
จึงนับเป็นที่พอใจของท่านพระอาจารย์มั่นเป็นอย่างยิ่ง แล้วท่านพระอาจารย์มั่นก็ได้บอกแก่โยมมารดรของท่านว่า<o:p></o:p>
บัดนี้อาตมภาพได้ทดแทนบุญคุณของโยมหมดแล้ว เป็นการทดแทนที่ได้สิ้นสุดลงเป็นการสุดท้าย<o:p></o:p>
จากนั้นพระอาจารย์มั่นก็ได้พยากรณ์โยมมารดาของท่านกับพระบางรูปว่า มารดาของท่านได้เป็นอริยบุคคลชั้นที่ 3 (ตามคำบอกเล่าของท่านอาจารย์กงมา จิรปญฺโญ) หลังจากนั้นเมื่อสังขารของโยมมารดาแก่หง่อมแล้ว ความชราเข้าครอบงำ ลูกหลานขอให้กินอาหารในตอนเย็นก็ไม่ยอม โยมมารดาของท่านพูดว่า<o:p></o:p>
เราต้องมีศีล 8 เป็นวิรัติตลอดชีวิตของเรา <o:p></o:p>
เมื่อถึงการเวลาที่โยมมารดาของท่านสิ้นชีวิต ท่านก็ได้บอกถึงวัน เดือน ปี และเวลาที่ท่านจะจากไป คือเวลาบ่าย 3 โมง ว่าจะถึงแก่กรรม เมื่อถึงกาลนั้นก็ได้ถึงแก่กรรมตามที่พูดไว้ด้วยความสงบจริงๆ ในตอนสุดท้ายเมื่อท่านพระอาจารย์มั่นได้ทราบวันเวลาแล้ว ท่านก็ได้ไปทำการฌาปนกิจศพมารดาของท่านด้วยตัวของท่านเอง<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
19. สู่ถ้ำผากูด<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
ท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโมลาออกจากการเป็นครูเพื่อบำเพ็ญเพียรสมณธรรมอย่างแน่วแน่ ได้มาพำนักที่วัดสุทัศนาราม จังหวัดอุบลราชธานี<o:p></o:p>
ที่วัดนี้ พระปิ่น ปญฺญาพโล น้องชายร่วมสายโลหิตของท่านอาจารย์สิงห์ได้พำนักอยู่ด้วยกัน และได้ศึกษาการปฏิบัติกัมมัฏฐานด้วยกับท่าน และเกิดความเลื่อมใสในอุบายทางด้านปฏิบัติพอสมควรทีเดียว<o:p></o:p>
ท่านอาจารย์ได้ตกลงปลงใจเปลี่ยนพระปริยัติเป็นพระธุดงค์ ติดตามท่านพระอาจารย์มั่นต่อไป ส่วนพระปิ่น น้องชายขอลาไปศึกษาเล่าเรียนต่อที่กรุงเทพฯ โดยปฏิญาณว่าจะขอศึกษาเป็นเวลา 5 - 6 ปี จากนั้นก็จะออกปฏิบัติตามในภายหลัง<o:p></o:p>
พระปิ่นเดินทางเข้ากรุงเทพฯ พักอยู่ที่วัดบวรนิเวศฯ เพื่อศึกษาหาความรู้เป็นเวลา 5 ปี สอบได้เปรียญ 5 ประโยค เมื่อครบกำหนดตามที่ท่านกำหนดไว้แล้ว ก็ออกปฏิบัติกัมมัฏฐานเช่นที่ท่านปฏิญาณไว้จริงๆ พระมหาปิ่นติดตามท่านพระอาจารย์มั่นจาริกธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรทุกหนทุกแห่ง และได้ผลทางการปฏิบัติเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ<o:p></o:p>
ในสมัยนั้นพระมหาเปรียญที่ออกเที่ยววิเวกธุดงค์กัมมัฏฐานไม่มีเลย พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล จึงเป็นพระเปรียญรูปแรกที่ออกธุดงค์กัมมัฏฐานเพื่อศึกษาธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น วาระเดียวกันนั้นมีพระที่ออกธุดงค์พร้อมกับพระอาจารย์มหาปิ่น คือ พระอาจารย์เทสก์ เทสรํสี พระอาจารย์คำพวย พระอาจารย์ทอน บ้านหัววัว อ.ลุมผุก จ.อุบลราชธานี<o:p></o:p>
ออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นกราบลาท่านพระครูสีทา พระกรรมวาจาจารย์ วัดบูรพา เพื่อติดตามหาท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พระอาจารย์สอนกัมมัฏฐานรูปแรกของท่าน โดยในช่วงเวลาที่ท่านพระอาจารย์มั่นจำพรรษาอยู่ที่ถ้ำไผ่ขวาง บนเขาสาริกา และได้พบโมกขธรรมอันวิเศษ ขณะนั้นท่านทราบโดยญาณว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์ อาจารย์ของท่านปรารถนาปัจเจกโพธิ์ หากพระอาจารย์เสาร์ยังมีจิตกังวลในความปรารถนาเช่นนั้น การทำความเพียรเพื่อการพ้นทุกข์ก็จะสำเร็จไปไม่ได้เช่นเดียวกับท่านเช่นกัน เมื่อยังมีความปรารถนาพระโพธิญาณฝังอยู่ในจิต ท่านก็ไม่สามารถดำเนินจิตลุล่วง เข้าสู่อริยสัจเพื่อให้หมดจดจากกิเลศได้<o:p></o:p>
เหตุนี้ท่านพระอาจารย์มั่นจึงได้ตั้งเจตนาเอาไว้ว่า เมื่อพบพระอาจารย์ของท่านแล้ว ก็จะแนะนำให้ท่านละเลิกจากความปรารถนานั้นเสีย จะได้พ้นทุกข์ในชาตินี้ แต่จะสำเร็จหรือไม่นั้น มิอาจกำหนดลงไปได้<o:p></o:p>
เส้นทางที่มุ่งสู่ถ้ำผากูด จังหวัดนครพนม ในขณะนั้นเป็นป่าดิบดงไม้ทั้งสิ้น ต้นไม้ซึ่งดารดาษไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นตะเคียน ประดู่ ยาง ตะแบก และไม้ใหญ่ทั่วไป มีลำต้นขนาน 9 - 10 คนโอบ และเสียดยอดสูงลิบลิ่ว ทางรถยนต์ก็พอมีอยู่บ้าง แต่ไม่มีรถยนต์แล่นผ่านนานนับเดือน และผู้คนก็ไม่มีสัญจรแม้แต่คนเดียว<o:p></o:p>
แต่ความเปลี่ยวเช่นนี้มิได้มีความสำคัญต่อพระอาจารย์มั่นแม้แต่น้อย ท่านคงจาริกธุดงค์เดินเท้าไปเรื่อยๆ ที่ใดสงัดวิเวกเป็นที่พอใจ ก็จะหยุดพักปักกลด บำเพ็ญสมณธรรมเป็นเวลา 5 วันบ้าง 10 วันบ้าง ครั้นเริ่มเคยชินต่อสถานที่ท่านก็เดินทางต่อไปอีก<o:p></o:p>
กระทั่งมาถึงบริเวณภูเขา ซึ่งเป็นที่ตั้งของถ้ำผากูด ท่านพระอาจารย์มั่นสังเกตภูมิประเทศแถบนี้ เห็นว่าสมควรแก่การปฏิบัติสมณธรรมอย่างยิ่ง พื้นที่ทั่วไปเป็นป่าอันอุดมสมบูรณ์ครบถ้วน มีไม้เต็ง ไม้รัง ไม้มะค่า และไม้แดงขนัดแน่น แต่ไม่ถึงกับเป็นดงทึบจนแสงตะวันสาดส่องลงมสถึงพื้นไม่ได้ อากาศรอบภูเขาปลอดโปร่งดีทีเดียว ทำให้ถ้ำอยู่บนภูเขาไม่อับชื้น หากภายในถ้ำอับชื้น อากาศไม่ปลอดโปร่ง ย่อมทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมหากอยู่นานๆ<o:p></o:p>
เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นใกล้จะถึงถ้ำผากูด ก็พบลำธารเล็กๆสายหนึ่งไหลผ่านตัดเส้นทางที่จะขึ้นสู่ถ้ำพอดี นับเป็นสถานที่สัปปายะอีกแห่งหนึ่ง เหตุนี้เองท่านพระอาจารย์เสาร์จึงเลือกเอาสถานที่แห่งนี้จำพรรษาต่อเนื่องนานถึง 5 พรรษา และการที่ท่านมีสุขภาพร่างกายเป็นปกติดีดุจจำพรรษาอยู่ในวัดวาอาราม นั่นเพราะท่านชำนาญการอยู่ป่าเป็นอย่างยิ่ง<o:p></o:p>
สำหรับถ้ำ๙งมีชื่อเรียกขานว่า ถ้ำผากูด คงเนื่องมาจากมีผักกูดขึ้นตาม 2 ฟากตลิ่งลำธารแน่นขนัด นอกจากผักกูดแล้ว ก็มีผักหนาม ผักเต่าเกียด ขึ้นแซมอยู่ไม่น้อยทีเดียว<o:p></o:p>
ระหว่างที่ท่านพระอาจารย์มั่นออกจากวัดบูรพา จาริกธุดงค์มุ่งสู่ถ้ำผากูด จังหวัดนครพนม ท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ทราบข่าวว่าท่านพระอาจารย์มั่นธุดงค์ล่วงหน้าไปแล้ว ก็รีบเก็บอัฐบริขารติดตามไปติดๆ แต่ก่อนจะถึงถ้ำผากูดก็เกิดเป็นไข้ล้มป่วยลงเสียก่อน ต้องเดินทางกลับจังหวัดอุบลราชธานีเพื่อรักษาตัว ครั้นหายดีแล้วจึงออกตามท่านพระอาจารย์มั่นอีกครั้งอย่างไม่ย่อท้อ เพื่อหวังศึกษาธรรมปฏิบัติให้สูงยิ่งขึ้นไป<o:p></o:p>
ฝ่ายท่านพระอาจารย์มั่นเมื่อขึ้นเขาไปถึงถ้ำผากูด ได้พบท่านอาจารย์เสาร์รอคอยอยู่ก่อนแล้ว และท่านอาจารย์เสาร์ก็ รู้ ล่วงหน้าว่าศิษย์ผู้นี้จะมาพบ ท่านจึงเตรียมสถานที่ไว้ต้อนรับ<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นวางบริขารไว้แล้ว ก็เข้าไปนมัสการพระอาจารย์ของท่านซึ่งไม่ได้พบกันมานาน สนทนาปราศรัยพอสมควรแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นก็แยกไปพัก ณ บริเวณแห่งหนึ่งตามอัธยาศัย ท่านพระอาจารย์มั่นตั้งใจว่าพรรษานี้จะจำพรรษาอยู่กับท่านพระอาจารย์เสาร์บนถ้ำผากูดแห่งนี้ <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
20. ละปัจเจกโพธิ์<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
ในระหว่างพรรษา ทั้งศิษย์และอาจารย์ได้ปรึกษาสนทนาในเรื่องธรรมปฏิบัติแทบทุกวัน อยู่มาวันหนึ่ง ท่านพระอาจารย์มั่นได้พูดขึ้นว่า<o:p></o:p>
ท่านอาจารย์ได้พิจารณาอริยสัจธรรมหรือไม่ <o:p></o:p>
เราก็ได้พิจารณาเหมือนกัน ท่านอาจารย์เสาร์ตอบ<o:p></o:p>
ได้ผลเป็นอย่างไรบ้าง ? ท่านพระอาจารย์มั่นถาม<o:p></o:p>
ได้ผลเหมือนกัน แต่ไม่ชัดเจน ท่านอาจารย์เสาร์ตอบ<o:p></o:p>
เพราะเหตุไรบ้างครับ ? พระอาจารย์มั่นถาม<o:p></o:p>
เราได้พยายามอยู่ คือพยายามคิดถึงความแก่ ความตาย แต่บางคราวมันก็ไม่แจ่มแจ้ง ท่านอาจารย์เสาร์ตอบ<o:p></o:p>
ถ้าเช่นนั้นคงมีอะไรเป็นเครื่องห่วงหรือกระมัง ท่านพระอาจารย์มั่นถาม<o:p></o:p>
เราก็พยายามพิจารณาเหมือนกัน แต่ก็หาสิ่งขัดข้องไม่ได้ ท่านอาจารย์เสาร์ตอบ และถามต่อไปว่า<o:p></o:p>
ความจริงความสว่างของดวงจิตนั้นก็เป็นปกติดีอยู่ แม้มันจะดีบ้างไม่ดีบ้าง มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของสมาธิ แต่ว่าเมื่อพิจารณาทีไรก็รู้สึกว่าไม่ก้าวไป <o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นจึงกล่าวว่า<o:p></o:p>
กระผมคิดว่าคงมีอะไรสักอย่างเป็นเครื่องห่วง <o:p></o:p>
ท่านอาจารย์เสาร์ก็เอ่ยถามว่า<o:p></o:p>
และเธอรู้ไหมว่า เรามีอะไรเป็นเครื่องห่วง ? <o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นเห็นเป็นโอกาสที่จะได้ถวายความรู้ในครั้งอยู่ในถ้ำสาริกาโน้น จึงได้ตอบทันทีว่า<o:p></o:p>
ท่านอาจารย์ห่วงเรื่องการปรารถนาพระปัจเจกโพธิ์กระมังครับ <o:p></o:p>
ท่านอาจารย์เสาร์ตอบว่า<o:p></o:p>
แน่ทีเดียว ในจิตใจเราตั้งอยู่ว่าจะขอให้รู้ธรรมเองโดยมิต้องให้ใครมาแนะนำหรือบอกให้ และมันก็ตั้งอยู่ในใจเรามาตลอด <o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นจึงขอความกรุณา แล้วบอกท่านพระอาจารย์เสาร์ว่า ขอให้ท่านอาจารย์อย่าห่วงไปเลย ขอให้พิจารณาอริยสัจเพื่อความพ้นทุกข์เสียแต่ชาตินี้เถิด เพราะกระผมเองก็ปรารถนาพระโพธิญาณ และกระผมก็ได้ละความปรารถนานั้นแล้ว เนื่องด้วยว่าการท่องเที่ยวในสังสารวัฏนี้มันนานเหลือเกิน<o:p></o:p>
ในวันนั้น ท่านพระอาจารย์เสาร์ต้องประหลาดใจที่ศิษย์ของท่านได้ล่วงรู้ถึงความจริงอันปรากฏอยู่ในใจของท่าน ซึ่งท่านไม่เคยปริปากปากบอกใครเลย ฉะนั้นจึงทำให้ท่านรู้ว่าท่านพระอาจารย์มั่นนี้ ต้องมีความดีความจริงชัดเจนในใจอย่างแน่นอน ในวันนั้นก็ได้คุยกันเพียงเท่านี้แล้วก็เลิกกันไป<o:p></o:p>
อยู่มาวันหนึ่ง ท่านอาจารย์เสาร์ได้ไปนั่งอยู่ที่สงัดเฉพาะรูปเดียว เริ่มด้วยการพิจารณาถึงอริยสัจโดยอุบายอย่างหนึ่งคือ การพิจารณากายจนชัดแจ้งประจักษ์ เกิดนิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่ายขึ้น และท่านก็เริ่มดำเนินจิต เจริญให้มาก กระทำให้มากจนเกิดเป็นญาณ สามารถทวนกระแสมาถึงที่ตั้งของจิตได้ และวันนั้นท่านก็ตัดเสียซึ่งความสงสัยได้อย่างเด็ดขาด เมื่อได้รับการอธิบายจากท่านพระอาจารย์มั่นซ้ำอีกว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ควรจะเจริญให้มากจนกว่าจะพอแก่ความต้องการ<o:p></o:p>
เมื่อจวนถึงกาลปวารณาออกพรรษา ท่านก็ทราบชัดถึงความเป็นจริงทุกประการ และท่านกฎบอกแก่ท่านอาจารย์มั่นว่า<o:p></o:p>
เราได้เลิกการปรารถนาพระปัจเจกโพธิ์แล้ว และเราก็ได้เห็นธรรมจริงแล้ว <o:p></o:p>
เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นได้ฟังก็ได้พูดให้ความแน่ใจว่า เป็นจริงเช่นนั้นแล้ว ต่างก็มีความอิ่มเอิบในธรรม ระยะเวลานั้นท่านพระอาจารย์มั่นท่านมีพรรษา 26 พรรษา ท่านได้ปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์เสาร์เหมือนกับท่านเป็นพระใหม่ คือปฏิบัติตั้งแต่การล้างบาตร ซักจีวร ปูที่นอน ตักน้ำถวายสรง ถูหลังทุกประการ ซึ่งแม้ท่านพระอาจารย์เสาร์จะห้ามไม่ให้ทำ แต่ท่านก็ปฏิบัติให้โดยมิได้มีการแข็งกระด้างแต่ประการใด<o:p></o:p>
ก่อนเข้าพรรษานี้ปรากฏว่ามารดาของท่านพระอาจารย์มั่นซึ่งยังกระหายต่อการปฏิบัติศึกษาธรรมอยู่มิวาย จึงอุตส่าห์ล้มลุกคลุกคลานตามวิบากของคนแก่ติดตามไปที่ถ้ำผากูด เพื่อศึกษาอบรมตนให้รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมปฏิบัติ ท่านพระอาจารย์เสาร์จึงได้บวชชีให้อยู่ปฏิบัติ ณ ถ้ำแห่ง โดยจองเอาที่เงื้อมแห่งหนึ่งเป็นที่ปฏิบัติธรรม เร่งความเพียรทั้งกลางวันกลางคืนอยู่ที่ถ้ำนั้น<o:p></o:p>
ท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม หลังจากหายป่วยแล้ว ก็ติดตามไปปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์มั่นต่อไปทุกหนทุกแห่ง ซึ่งเริ่มติดตามพบที่ถ้ำนี้เอง<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p></o:p>
21. ทราบวาระจิต<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
เมื่อถึงกาลเข่าพรรษา ท่านพระอาจารย์มั่นได้นำลูกศิษย์มาปฏิบัติสมณธรรมที่บริเวณป่าอันสงบสงัดของบ้านดงปอ ต.ห้วยหลวง อ.เพ็ง<o:p></o:p>
ก่อนที่จะมาจำพรรษาที่ป่าแห่งนี้ มีพระภิกษุและสามเณรที่เคยได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่าน และได้ยินกิตติศัพท์ของท่านมาขอรับรสพระธรรมก็มากหลาย ท่านได้พิจารณาตรวจดูภิกษุและสามเณรเหล่านั้นก่อนที่จะอนุญาตให้ธุดงค์ติดตามท่านไป ว่ามีผู้ใดบ้างจะได้รับผลแน่นอนขณะจำพรรษาอยู่กับท่าน ท่านก็จะอนุญาต สำหรับผู้ซึ่งกำลังอบรมตนเพื่อให้แก่กล้าในสมาธิยิ่งขึ้น ท่านก็จะแนะนำให้ไปปลีกวิเวกแห่งละรูปสองรูป เมื่อใดที่มีปัญหาขัดข้อง ก็ให้ไปหาท่าน เพื่อจะได้ชี้แนะแก้ไขให้ถูกต้องเป็นรายๆ<o:p></o:p>
ส่วนผู้ที่ติดตามไปปฏิบัติธรรมใกล้ชิดท่าน ย่อมได้รับการแนะนำตลอดเวลา เพื่อความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ส่วนบรรดาศิษย์ซึ่งแยกย้ายกันออกไปบำเพ็ญเพียรห่างไกล ก็ใช่ว่าท่านพระอาจารย์มั่นจะทอดทิ้งละเลยก็หาไม่ ท่านได้ใช้ญาณในตรวจตราสม่ำเสมอ ผู้ใดสมควรได้รับการแนะนำสั่งสอนเพิ่มเติม ท่านก็จะให้พระหรือโยมไปตามมาพบท่านทันที<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นควบคุมการปฏิบัติของศิษย์อย่างละเอียดพิถีพิถันเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะศิษย์รูปใดมีนิสัยวาสนา และปฏิบัติเข้มแข็ง จะพึงเห็นอรรถธรรมอยู่เบื้องหน้าแล้ว ท่านจะยิ่งติดตามกำกับดูแล คอยแนะนำการปฏิบัติให้ถูกทางถูกต้องตามความเป็นจริงตลอดเวลา และจะกล่าวว่าทุกขณะจิตก็ไม่ผิด<o:p></o:p>
ดังเช่น ท่านอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ผู้เป็นน้องชายของท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ผู้ซึ่งไปเรียนเปรียญธรรมที่กรุงเทพฯ ถึง 5 ปี สอบได้เปรียญ 5 ประโยคกลับมา แล้วมอบตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ออกธุดงค์ติดตามท่านไปปฏิบัติธรรมอย่างกล้าแข็งตลอดมา<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นพิจารณาเห็นว่า ท่านอาจารย์มหาปิ่นนี้มีบุญวาสนา ได้บำเพ็ญมาพอสมควรที่จะเห็นอรรถธรรมชำระทุกข์ให้หมดสิ้นไป ท่านจึงพยายามแนะนำธรรมปฏิบัติให้อย่างละเอียดลึกซึ้ง<o:p></o:p>
ครั้งนั้น ท่านอาจารย์มหาปิ่นปฏิบัติอยู่ที่กุฏิหลังน้อย มุงบังด้วยใบหญ้าใบไม้ในเสนาสนะป่า ส่วนกุฏิของท่านพระอาจารย์มั่นอยู่ห่างไกลไปอีกด้านหนึ่ง ขณะนั้นท่านอาจารย์มหาปิ่นถอนจิตออกจากสมาธิหลังจากนั่งมา 2 ชั่วโมง เวลานั้นประมาณ 23.00 น.เศษ ท่านอาจารย์มหาปิ่นก็เกิดความคิดนึกประหวัดไปถึงท่านพระอาจารย์มั่นว่า ท่านพระอาจารย์มั่นมิได้เล่าเรียนศึกษาพระปริยัติธรรมมาเหมือนเรา ท่านจะมีความรู้แตกฉานกว้างขวางด้านปริยัติธรรมเท่าเราได้หรือ เราเรียนสำเร็จมาถึง 5 ประโยค จะต้องมีความรู้มากกว่าท่านแน่ ที่ท่านแนะนำสั่งสอนเราอยู่เดี๋ยวนี้ จะถูกผิดประการใดหนอ<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นอยู่ที่กุฏิของท่าน ทราบวาระจิตที่ท่านอาจารย์ปิ่นกำลังคิดดูถูกท่าน การคิดเช่นนี้เป็นภัยอย่างยิ่งต่อการบำเพ็ญสมณธรรม ท่านจึงคว้าไม้เท้าลงจากกุฏิเดินไปยังกุฏิของท่านพระมหาปิ่น พอไปถึงท่านก็ใช้ไม้เท้าเคาะข้างฝาซึ่งทำด้วยไม้ แล้วส่งเสียงขึ้นว่า<o:p></o:p>
ท่านมหาปิ่น ที่ท่านจะมานั่งดูถูกเราด้วยเหตุไร การคิดเช่นนี้เป็นภัยต่อการปฏิบัติ สมณธรรมจริงๆหนา <o:p></o:p>
ท่านอาจารย์มหาปิ่นได้ยินเสียงท่านพระอาจารย์มั่นว่ากล่าวเช่นนั้นก็ตกใจสุดขีด เพราะท่านคิดเพ้อเจ้ออยู่ในใจคนเดียวในเวลาดึกสงัดแล้ว เหตุใดท่านพระอาจารย์มั่นจึงได้ล่วงรู้วาระจิตของท่านชัดเจนถึงขนาดนี้ พอตั้งสติได้ท่านอาจารย์มหาปิ่นก็รีบลุกขึ้นแล้วออกมานอกกุฏิ ยอบกายก้มกราบแทบเท้าท่านด้วยความสำนึกผิดแล้วกราบเรียนว่า<o:p></o:p>
กระผมกำลังนึกถึงท่านอาจารย์ในด้านอกุศลจิต กระผมขอกราบแทบเท้า โปรดอโหสิกรรมแก่กระผมด้วย ตั้งแต่วันนี้ต่อไป กระผมจะบังคับจิต มิให้นึกคิดถึงสิ่งอกุศลเช่นนี้อีกโดยเด็ดขาด <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
22. ไม่ยินดีกับ ญาณ <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
พรรษาต่อมา ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ไปจำพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านค้อ อำเภอผือ จังหวัดอุดรธานี มีท่านอาจารย์สุวรรณ สุจินฺโณ ท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านอาจารย์ตื้อ ท่านอาจารย์แหวน สุจินฺโณ ท่านอาจารย์หนูใหญ่ ติดตามมาปฏิบัติธรรมกับท่าน<o:p></o:p>
พรรษานี้ท่านได้ให้คำแนะนำในข้อปฏิบัติแก่ศิษย์เพื่อความก้าวหน้าแห่งการดำเนินจิตเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากท่านทุกรูปเหล่านนั้นบำเพ็ญเพียรได้ผลทางปฏิบัติมาแล้ว ขั้นต่อไปก็คืออบรมให้มีความแก่กล้ามากขึ้น ข้อสำคัญคือ ความหลงในญาณ ผู่ที่ต้องการพ้นทุกข์จริงๆจะต้องไม่หลงอยู่ในความเป็นไปเหล่านั้น<o:p></o:p>
ท่านได้อธิบายว่า ญาณ คือความรู้พิเศษที่เกดขึ้นในระหว่างแห่งความสงบ เป็นต้นว่าญาณระลึกชาติได้ ญาณรู้จักเหตุการณ์ในอดีต ญาณรู้จักเหตุการณ์ในอนาคต รู้จักวาระจิต ความนึกคิดของบุคคลอื่นเป็นต้น เหล่านี้ล้วนแต่เป็นวิชาน่าอัศจรรย์ทีเดียว<o:p></o:p>
แต่ถ้าหากว่าหลงและติดอยู่ในญาณเหล่านี้แล้ว จะทำให้เกิดความเนิ่นช้าในการปฏิบัติในการเข้าสู่อริยสัจธรรม<o:p></o:p>
แต่ญาณเหล่านี้ ที่เป็นอุปกรณ์อย่างดีพิเศษ ในอันที่จะดำเนินจิตเข้าสู่อริยสัจ หรือการทรมานบุคคลบางคน แต่ว่าจะว่ามันเป็น ญาณ อย่ายินดีหรือติดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะเท่ากับว่ามันเป็นผลพลอยได้ที่เกิดจากการบำเพ็ญจิตเข้าสู่อริยสัจนั่นเอง หากว่าเราไปยินดีหรือไปติดอยู่เพียงเท่านี้แล้ว ก็จะก้าวไปสู่ความพ้นทุกข์ไม่ได้<o:p></o:p>
แม้แต่พระเทวทัตในสมันครั้งพุทธกาลก็สำเร็จญาณถึง 5 ประการ แสดงฤทธิ์ต่างๆได้สมกับความประสงค์ แต่หลงอยู่ในญาณของตน เกิดทิฐิมานะว่าตนเก่งตนดี ถึงกับต้องการจะเป็นพระพุทธเจ้าแทนเอาเลยทีเดียว แต่ที่ไหนได้ ในที่สุดโดยอาศัยความหลงญาณ กลับต้องเสื่อมหมดทุกอย่าง ไม่พ้นทุกข์ ไม่เข้าถึงอริยสัจ แต่กลับตกนรกไปเลย<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเน้นว่า ญาณเหล่านี้มันน่าติดจริงๆ เพราะมันวิเศษแท้ ทั้งเยือกเย็น ทั้งสว่างผ่องใส ทั้งรู้อะไรที่เป็นอดีต อนาคต ตามความประสงค์ ผู้ที่ไม่เข้าใจความจริงที่ไปติด ณ ที่นี้ เราจะสังเกตเห็นได้ตรงที่เกิดทิฐิขึ้นมาอย่างหนึ่ง คือการถือตัวว่าดีกว่าใครๆ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็น ครูบาอาจารย์ เพื่อนสหธรรมิก หรือศิษย์<o:p></o:p>
หาว่าศิษย์สู้เราไม่ได้ ใครก็สู้เราไม่ได้ ทิฐิเช่นนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะไม่รู้ตัว ซึ่งท่านพระอาจารย์มั่นท่านเปรียบว่า มีจระเข้ตัวหนึ่งใหญ่เหลือเกินอยู่ในท้องทะเล มันไม่รู้ว่าหางของมันอยู่ที่ไหน เมื่อมันไม่รู้มัน ไม่เห็นหางของมัน กินไปๆจนเหลือแต่หัวเลยขม้ำซ้ำหมดเลย<o:p></o:p>
และท่านก็อธิบายว่า การหลงตัวด้วยญาณนี้มันละเอียดนัก เราจะสังเกตได้อีกอย่างหนึ่งคือ การขาดจากความรอบคอบบางสิ่งบางประการ เพราะเหตุแห่งการถือตัวเช่น กล่าวคำดูถูกดูหมิ่นต่อเพื่อนสหธรรมิกด้วยกัน ต่อครูบาอาจารย์ของตน หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ซึ่งตนไม่เห็นด้วยกับการดำเนินญาณทุกญาณ<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นกล่าวว่า มันต้องเสื่อม มันจะคงตัวอยู่ได้ตลอดไปหาไม่ได้ แต่ต่อไปก็เลือนเข้าๆ กลับกลายเป็นความนึกคิดโดยอาศัยสัญญาเก่า นี่คือความเสื่อมแห่งญาณ<o:p></o:p>
ลูกศิษย์ก็มีหลายรูป ที่ต้องเสื่อมลงจากญาณเหล่านี้อย่างน่าเสียดาย ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสื่อม จึงต้องรีบดำเนินจิตเข้าสู่อริยสัจเสียเลย เพราะความที่จิตเข้าสู่อริยสัจได้แล้ว มันก็ห่างจากความเสื่อมไปทุกทีๆ ท่านยกตัวอย่างว่าท่าหนูใหญ่ อายุคราวเดียวกับท่านอาจารย์ฝั้น อาจาโร ไม่พยายามดำเนินจิตเข้าสู่อริยสัจ แต่ว่ามีญาณแหลมคมดี เอาแต่ญาณภายนอกอย่างเดียวจึงเสื่อมไปได้<o:p></o:p>
ท่านอาจารย์หนูใหญ่รูปนี้มีวาสนาบำเพ็ญจิตได้ผลดียิ่ง ปฏิบัติสมาธิแล้วก็เกิดญาณรู้ความจริงบางอย่างได้คล่องแคล่ว จึงเป็นที่ปรึกษาหารือในหมู่คณะได้เป็นอย่างดี อีกทั้งมีความรู้พิเศษเป็นที่น่าอัศจรรย์ เป็นที่เกรงขามแก่สหธรรมิกและหมู่คณะที่ร่วมสำนักเดียวกับท่าน และแม้จะเป็นความผิดเล็กๆน้อยๆ ท่านอาจารย์หนูใหญ่ก็จะรู้ทันทีด้วยญาณของท่าน<o:p></o:p>
เช่นคราวหนึ่ง สามเณรจัดน้ำปานา (อัฐบาน) ถวายพระ เวลานั้นท่านอาจารย์หนูใหญ่กำลังนั่งสมาธิอยู่ ปรากฏในญาณของท่านเห็นพระภิกษุและสามเณรซึ่งกำลังฉันน้ำปานะอยู่ ท่านได้บอกพระทุกรูปว่ากำลังฉันสิ่งของที่เจือด้วยอามิสแน่ๆ เพราะมันไม่บริสุทธิ์ สามเณรผู้ทำน้ำปานะมากับมือยืนยันเสียงแข็งว่า ไม่มีสิ่งใดเจือปนเด็ดขาดเพราะว่าได้ระมัดระวังอย่างดีโดยตลอด แต่ท่านอาจารย์หนูใหญ่ก็ยืนยันเช่นเดิม จึงมีการสำรวจตรวจตรากันอย่างละเอียดอีกครั้ง ในที่สุดก็พบเมล็ดข้าวสุกติดอยู่กับภาชนะที่ใช้ทำน้ำปานะจริงๆ<o:p></o:p>
ความเฉียบคมในกำลังญาณของท่านอาจารย์หนูใหญ่เกิดประโยชน์แก่หมู่คณะไม่น้อย เพราะเมื่ออยู่ใกล้ท่าน ต้องระมัดระวังตัว ระวังความประพฤติและความนึกคิด จะออกนอกลู่นอกทางไม่ได้ เพราะท่านรู้เห็นตลอด ทำให้เกิดสติสัมปชัญญะควบคุมมาก ไม่กล้ามีความเผลอไผลพลั้งพลาดง่ายๆ แต่ท่านอาจารย์หนูใหญ่ออกไปไกลท่านพระอาจารย์มั่นเกินไป ไม่พยายามเข้าหาท่านให้อบรมแนะนำบ่อยๆ (ตรงนี้จะกล่าวว่าท่านอาจารย์หนูใหญ่ลืมตัว เพราะหลงอยู่ในญาณหรือไม่มิอาจทราบได้) ภายหลังญาณก็เสื่อมถอยจากคุณธรรมส่วนนี้โดยไม่รู้ตัว ปักหลักยืนหยัดสู้กับกิเลศต่อไปไม่ไหว ในที่สุดจำต้องลาสิกขาบท กลับคืนไปอยู่ในฆราวาสวิสัย เป็นทาสกิเลศต่อไปอีกอย่างน่าเสียดาย<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นกล่าวว่า บุคคลผู้ซึ่งได้ปฏิบัติจนได้ญาณขั้นนี้แล้ว แต่ทำให้เสื่อมไป เปรียบได้กับมีสมบัติอันล้ำค่ามหาศาลอยู่กับตัว แต่รักษาเอาไว้ไม่ได้ หรือไม่รู้จักใช้สอยให้เกิดประโยชน์ขึ้นมา จึงนับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
23. ธรรมอันชุ่มเย็น<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นไม่ยึดติดกับเสนาสนะใดนานๆจนเกิดความคุ้นชิน การจำพรรษาของท่านกล่าวได้ว่าเปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆ บางที่บางแห่งอาจอยู่เพียงพรรษาเดียว บางแห่งอาจอยู่หลายพรรษาตามแต่เห็นสมควร<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นมักกล่าวให้ศิษย์ของท่านตระหนักอยู่เสมอ ว่าการยึดติดมักคุ้นต่อเสนาสนะใดนานๆเพราะเห็นแก่ความสะดวกสบาย มีญาติโยมพลุกพล่าน มีลาภสักการะมิขาดสาย ซึ่งเป็นอันตรายยิ่งต่อพระปฏิบัติผู้ซึ่งมุ่งหมายพระสัทธรรม จงอยู่ประหนึ่งนกเสรี พักจับคอนแล้วโบยบินต่อไปเพียงปีกและหาง<o:p></o:p>
จากเสนาสนะป่าบ้านค้อ ท่านพระอาจารย์มั่นได้จาริกต่อไปหลังกาลออกพรรษาแล้ว มีศิษย์ติดตามท่านไปเพื่อศึกษาปฏิบัติสมณธรรมพอสมควร ขณะนั้นการบำเพ็ญสมณธรรมกลายเป็นสิ่งลึกลับ ชาวบ้านคิดว่ากระทำได้ยายแสนยาก หรืออาจกระทำไม่ได้เลยหากมิใช่เป็นผู้มีภูมิธรรมวิเศษเหนือมนุษย์ นอกจากนี้ มีผู้คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่ามรรคผลทางธรรมหมดสิ้นมลายสูญไปแล้ว ดังนั้นการปล่อยปะละเลยในศีลในธรรมจึงมีให้เห็นทั่วไป หลายหมู่หลายเหล่าหันไปเคารพนับถือภูตผี เจ้าป่าเจ้าเขา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นจึงเป็นประหนึ่งผู้เปิดศักราชการปฏิบัติธรรมขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยท่านกำหนดวิธีการปฏิบัติง่ายๆ ไม่ต้องมีพิธีการยกครู ดังที่ชาวบ้านทั่วไปเข้าใจผิดคิดว่าต้องเป็นเช่นนั้น ครั้นทุกคนมาปฏิบัติธรรมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นภิกษุ สามเณร หรือฆราวาส ต่างก็เห็นผลเป็นที่เย็นใจในเวลาไม่นานหลังจากปฏิบัติอย่างจริงจัง<o:p></o:p>
กิตติศัพท์และกิตติคุณของท่านพระอาจารย์มั่นก็แพร่ขยายกว้างไกลออกไปอย่างรวดเร็ว ภิกษุสงฆ์ที่ฝักใฝ่ใคร่ในการปฏิบัติธรรมต่างมุ่งหน้ามาฝากตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นไม่ขาดสาย ตลอดไปจนถึงชาวบ้านฆราวาสซึ่งเคยนัยถืองมงายในสิ่งไม่เป็นความจริง ต่างก็หันมารับ ไตรสรณคมณ์ ยึดมั่นในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง<o:p></o:p>
พรรษานี้ท่านจำพรรษาที่เสนาสนะป่าอำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย และที่ท่าบ่อนี้ ต่อมาได้กลายเป็น วัดป่าอรัญญวสี เป็นสถานบำเพ็ญกัมมัฏฐานของพระเถระผู้เป็นศิษย์เอกของท่านพระอาจารย์มั่นหลายต่อหลายองค์ อาทิเช่น พระอาจารย์เทสก์ เทสรํสี พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม พระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล พระอาจารย์อ่อน ญาณศิริ พระอาจารย์ฟั่น อาจาโร พระอาจารย์สุวรรณ สุจิณฺโน และยังมีอีกหลายองค์ พระอาจารย์ทุกรูปซึ่งมาบำเพ็ญสมณธรรมปฏิบัติกัมมัฏฐาน ณ ที่นี้ ยอมรับว่าเป็นสถานที่บำเพ็ญสมณธรรมที่ดี บำเพ็ญแล้วได้ผลทางใจอย่างสูงทีเดียว<o:p></o:p>
ออกพรรษาแล้ว จากเสนาสนะป่าอำเภอท่าบ่อ ท่านพระอาจารย์มั่นและคณะศิษย์ จาริกธุดงค์ไปยังจังหวัดนครพนม ตลอดทางท่านได้หยุดพักบำเพ็ญสมณธรรมเป็นระยะๆ ชุมชนชาวบ้านที่รวมกันเป็นหมู่บ้านเล็กบ้างใหญ่บ้าง แม้จะนับถือภูตผีปิศาจ แต่พวกเขาก็มีใจเป็นบุญเป็นกุศล เห็นพระธุดงค์กัมมัฏฐานมาปฏิบัติสมณธรรม ก็จะพากันใส่บาตรเต็มกำลัง บางหมู่ก็จะมาปรนนิบัติรับใช้ด้วยความศรัทธาเลื่อมใส บางพวกก็มาเพื่อขอของดีของขลังตามความเชื่ออันงมงายที่ฝังแน่นอยู่<o:p></o:p>
แต่สิ่งที่ชาวบ้านไม่ว่าจะอยู่หมู่ใดพวกใดได้รับไปจากท่านพระอาจารย์มั่นก็คือ ข้อธรรมอันชุ่มเย็นอันเป็นของจริงของแท้ อีกทั้งยังได้รับการชี้แจงแสดงเหตุผลให้ละความเชื่อความหลงผิดอันงมงายนั้นๆเสีย แล้วมารับพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งต่อไป พร้อมกันนั้น ท่านได้ปลูกศรัทธาในการเจริญกัมมัฏฐานภาวนาไปด้วย<o:p></o:p>
การปฏิบัติกัมมัฏฐานภาวนาซึ่งแต่ก่อนนี้เข้าใจกันว่าเป็นของสูง เป็นสิ่งลึกลับ ปฏิบัติยาก กระทำยาก หากมิใช่ผู้มีบุญ ได้รับการเปิดเผยอย่างกระจ่างแจ้งจากท่านพระอาจารย์แล้วว่า ผู้ใดก็มาปฏิบัติกัมมัฏฐานภาวนาได้ทั้งสิ้น ขอเพียงมีความตั้งใจจริง มุ่งมั่น และปฏิบัติจริง ย่อมบังเกิดผลให้ได้พบกับความสงบเย็นถ้วนทั่วทุกตัวคน ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุสงฆ์ สามเณร และฆราวาสทุกเพศทุกวัย <o:p></o:p>
การธุดงค์ของท่านพระอาจารย์มั่นและคณะศิษย์ จึงเป็นการเผยแพร่พระธรรมปฏิบัติไปด้วย<o:p></o:p>
ครั้งนั้น พระภิกษุทั้งหลายเกิดการตื่นตัว เดินทางมาหาท่านพระอาจารย์มั่นเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ มีทั้งพระผู้ใหญ่อันเป็นพระเถระและพระผู้น้อย ทุกรูปต่างมุ่งมั่นในการปฏิบัติสมณธรรมกันอย่างแน่วแน่ เวลานั้น พระอุปัชฌาย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก ท่านอาจารย์ดี วัดม่วงไข่พรรณนา ก็ได้มาขอเรียนกัมมัฏฐานภาวนากับท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อปฏิบัติภาวนาอย่างจริงจังก็ปรากฏผลอัศจรรย์ ท่านจึงได้นำคณะศิษย์มาศึกษาธรรมปฏิบัติอีก<o:p></o:p>
ระยะนี้มีผู้คนท้องถิ่นและเขตละแวกใกล้เคียงหลั่งไหลมาศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่นมากมายจนเป็นคณะใหญ่ นอกจากพระภิกษุ สามเณร และฆราวาสแล้ว ยังมีผู้ศรัทธามาขอบรรพชา แต่ท่านพระอาจารย์มั่นยังไม่ได้เป็นอุปัชฌาย์ จึงได้นิมนต์พระครูอดิสัย คุณาธาร (อากโร คำ) วัดศรีสะอาด เจ้าคณะจังหวัดเลย มาบรรพชาและอุปสมบทให้<o:p></o:p>
แต่การจะอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์สายท่านพระอาจารย์มั่นสมัยนั้น มิใช่ใครอยากอุปสมบทเมื่อไรก็ได้บวช ท่านพระอาจารย์มั่นได้วางกำหนดกฎเกณฑ์เอาไว้อย่างเคร่งครัดว่า เมื่อผู้ใดมีจิตศรัทธาจะเข้ามาอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ จะต้องพิสูจน์ตัวเองว่าแน่วแน่มั่นคงเพียงไรที่จะสละเพศฆราวาสมาสู่เพศบรรพชิต นั่นคือให้บวชเป็นตาผ้าขาวก่อน คือ นุ่งขาวห่มขาว ยังไม่โกนผม รักษาศีล 8 กินอาหารมื้อเดียว ระหว่างที่ประพฤติตนอยู่ในสายตาของพระภิกษุสงฆ์ ผู้รับการพิจารณาจะทำเหลวไหลหน้าไหว้หลังหลอกไม่ได้ อีกทั้งยังต้องฝึกสมาธิปฏิบัติกัมมัฏฐานภาวนาเช่นเดียวกับพระภิกษุสงฆ์และสามเณร หากดัดนิสัยไม่ได้ก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้อุปสมบท จะต้องฝึกอบรมตนเช่นนี้ก่อนเป็นเวลานานพอสมควร บางคนใช้เวลานานหลายเดือน และบางคนอาจใช้เวลานานนับหลายปี กว่าจะได้รับอนุญาตให้ครองเพศบรรพชิต ดังนั้นจะเห็นได้ชัดเจนว่า พระภิกษุและสามเณรสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต จะเรียบร้อย สงบสำรวม น่าเคารพเลื่อมใสทุกรูป และระเบียบนี้จึงได้มีขึ้นในพระภิกษุกัมมัฏฐานตราบจนทุกวันนี้<o:p></o:p>
ระหว่างที่ท่านพระอาจารย์มั่นนำศิษย์ปฏิบัติสมณธรรมในเขตบ้านโพยเซียงหวาย ได้มีพระภิกษุผู้มีบุญวาสนาปวารณาตนมาขอเป็นศิษย์ท่าน เพื่อปฏิบัติสมณธรรมกัมมัฏฐานจำนานไม่น้อย ท่านเหล่านี้เจริญสมณธรรมอย่างเข้มแข็งยิ่งจนปรากฏเป็นอัศจรรย์ ต่อมาภายหลัง ท่านผู้เป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นคณะนี้ ได้เป็นกำลังสำคัญในการอบรมสั่งสอนกัมมัฏฐานให้แก่ผู้ใคร่ในธรรมอย่างกว้างขวางในพื้นที่แถบนั้น<o:p></o:p>
ในปีนี้ ท่านพระอาจารย์มั่นได้เริ่มธุดงค์ ซึ่งให้ประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น นั่นคือ ท่านกำหนดให้คณะธุดงค์แบ่งออกเป็นกลุ่มเล็กๆ กลุ่มละ 3 - 4 รูป แล้วแต่ละกลุ่มจะมีท่านผู้ทรงคุณธรรมภายใน มีปฏิภาณเฉลียวฉลาดในการแสดงธรรม แล้วท่านพระอาจารย์มั่นจะจาริกธุดงค์ล่วงหน้าไปก่อน ไปถึงเขตหมู่บ้านใด ชุมชนใดที่เหมาะสม ท่านก็จะพำนักบำเพ็ญสมณธรรม 7 วันบ้าง 10 วันบ้าง หรือ 1 เดือนบ้าง คณะธุดงค์ก็จะตามไปสมทบกับท่าน แสดงธรรมสั่งสอนให้อุบาสก อุบาสิกา ปฏิบัติกัมมัฏฐานภาวนาทุกแห่งที่ท่านพระอาจารย์มั่นหยุดยั้งแสดงสมณธรรม<o:p></o:p>
การมุ่งหน้าไปยังบ้านใดตำบลใดของท่านพระอาจารย์มั่น มิใช่เป็นการจาริกธุดงค์โดยมิได้มีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน ก่อนท่านจะไปยังแห่งหนตำบลใด ท่านจะ พิจารณา โดยละเอียดก่อนทุกครั้งว่า ณ ที่นั่น ชาวบ้านและกุลบุตรจะมีวาสนาพอเพียงจะรับธรรมปฏิบัติจากท่านได้หรือไม่ หลังจากแน่ใจแล้วท่านจึงจะไป<o:p></o:p>
การเผยแผ่แนะนำธรรมปฏิบัติ แทบตลอดทั่งภาคอีสานของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต<o:p></o:p>
ปรากฏผลเป็นดีเต็มที่ ผู้ซึ่งมาปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐานภาวนากับท่าน ได้รับรสพระสัทธรรมโดยความเป็นจริง โดยความถูกต้องบังเกิดผลอัศจรรย์ให้ได้รับรู้ ทำให้มีศรัทธาความมานะเพิ่มพูนเป็นทวีคูณ อยากรู้ธรรมขั้นสูงยิ่งขึ้นไปอีก<o:p></o:p>
วิธีการแนะนำสั่งสอนธรรมปฏิบัติของท่านพระอาจารย์มั่นนั้น มิใช่การขึ้นธรรมาสน์เทศนาโดยมีพระสงฆ์องค์เณร และอุบาสกอุบาสิกา มาชุมนุมรับฟังกันอย่างคับคั่งพลุกพล่าน เพราะการมาชุมนุมเพื่อรับการสั่งสอนเช่นนี้ ย่อมมีผู้คนจำนวนมากซึ่งมีจริตนิสัยแตกต่างกันออกไป<o:p></o:p>
บ้างมีศรัทธาสูงแต่มีปัญญาตื้นเขิน คือรับได้แต่ธรรมขั้นต้น ไม่มีความมานะแน่วแน่ในการปฏิบัติ พอได้รับความลำบากมาก ศรัทธาก็เสื่อมถอย ถอดใจไม่ยอมสู้กับกองกิเลศอีกต่อไป<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นจึงไม่แนะนำกระทำการสั่งสอนเช่นนี้เลย ท่านจะเลือกสอนแก่บุคคลแบบเจาะจงตรงตัว ทั้งนี้เนื่องจากท่านมีญาณหยั่งรู้อุปนิสัยของบุคคลแต่ละคนอย่างจ่มชัด ดังนั้นท่านจึงเลือกสอนให้แก่บุคคลที่ควรสอน สำหรับบุคคลใดที่มีนิสัยจะพึงปฏิบัติไม่ได้ผล ท่านก็ไม่สอนให้เสียเวลา โดยเฉพาะท่านจะเลือกสอนแก่ภิกษุ สามเณร ผู้มีบุญวาสนาจะได้เห็นธรรมในการต่อไปเป็นส่วนใหญ่ <o:p></o:p>
เพราะท่านมีอุดมคติในใจว่า พระภิกษุ สามเณร ซึ่งได้รับการสอนจนได้ดีแล้วเพียงรูปเดียว ย่อมสามารถไปอบรมสั่งสอนอุบาสก อุบาสิกา และพุทธบริษัทนับร้อยนับพันคนต่อไป ด้วยเหตุนี้พระภิกษุสงฆ์และสามเณรที่ได้รับการแนะนำสั่งสอนธรรมปฏิบัติจากท่าน จึงบังเกิดผลเป็นอัศจรรย์ทุกรูปทุกองค์ <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
24. ผีตีนเดียว<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
เสนาสนะป่าบ้านค้อ อำเภอผือ จังหวัดอุดรธานี เคยเป็นที่จำพรรษาของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต มาแล้ว ปี พ.ศ. 2467 ท่านก็ย้อนกลับมาจำพรรษาอีกครั้งแต่มิได้อยู่ที่เดิม (ปัจจุบันนี้ สถานที่จำพรรษาของท่านได้กลายเป็นวัดไปแล้ว) <o:p></o:p>
พรรษานี้มีพระภิกษุ สามเณร หลั่งไหลมาขอปฏิบัติธรรมกับท่านเป็นอันมาก ท่านก็ได้ให้คำแนะนำข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ ผู้ที่ตั้งใจมุ่งมั่นก็มองเห็นทางพ้นทุกข์ได้จริง ต่างเร่งกระทำความเพียรกันอย่างอุกฤษฏ์<o:p></o:p>
ออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นก็พาออกธุดงค์ แสวงหาที่สงัดวิเวกเพื่อบำเพ็ญสมณ-ธรรม การจาริกธุดงค์ของท่านพระอาจารย์มั่น มิใช่ยกขบวนกันไปทั้งหมดนับเป็นสิบเป็นร้อย เวลาหยุดยั้งอยู่ที่ใดก็ปักกลดแน่นขนัด มีความเป็นอยู่โกลาหลอลหม่านยิ่ง ธุดงค์เช่นนี้จะหาไม่ได้เลยสำหรับพระภิกษุและสามเณร ศิษย์ที่ติดตามท่านพระอาจารย์มั่น<o:p></o:p>
การจาริกธุดงค์ของท่าน ท่านให้แบ่งออกเป็นกลุ่มเล็กๆ ผู้เริ่มต้นปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐานให้ติดตามรุ่นพี่ที่เอาตัวรอดแล้ว คือบำเพ็ญสมณธรรมขั้นสูง จะได้อาศัยรุ่นพี่เป็นพี่เลี้ยงคอยประคับประคองช่วยแนะนำข้อวัตรปฏิบัติต่างๆหากเกิดปัญหาขัดข้อง แต่ละกลุ่มซึ่งมีจำนวน 2 - 3 รูปนี้ ให้แยกย้ายกันไปปฏิบัติเพื่อมิให้เป็นปลิโพธในหมู่มาก<o:p></o:p>
ส่วนท่านพระอาจารย์มั่นมีคณะศิษย์ติดตามเดินธุดงค์ไปด้วยจำนวนหนึ่ง ศิษย์กลุ่มนี้จำเป็นต้องใกล้ชิดกับท่านเพราะบำเพ็ญธรรมเข้าขั้นละเอียดแล้ว เพราะเมื่อใดที่เกิดติดขัดคับข้อง ท่านจะได้แนะนำแนวทางได้ทันกาลทันที<o:p></o:p>
ธุดงควัตรปีนี้ ท่านพระอาจารย์มั่นมุ่งหน้าไปทางบ้านนาหมี บ้านนกยูง และบ้านผาแดง - แก้งไก่ ตลอดอาณาบริเวณนี้เป็นเนื้อที่ป่าทึบสลับกับป่าโปร่ง มีภูเขา เถื่อนถ้ำ และเงื้อมผา เป็นเสนาสนะเหมาะแก่การบำเพ็ญสมณธรรม<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นและคณะของท่าน หยุดยั้งตามสถานที่วิเวกอันสงบเพื่อบำเพ็ญเพียรธรรมปฏิบัติตามแต่เห็นสมควร กระทั่งท่านพาคณะเข้าไปพักกลางหุบเขาแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นดงลึกในเขตบ้านผาแดง - แก้งไก่ และในดงลึกแห่งนี้มีหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ไม่ไกลจากสถานที่ซึ่งท่านปักกลดบำเพ็ญ สมณธรรม พอจะโคจรบิณฑบาตได้<o:p></o:p>
เทือกทิวแห่งภูเขาซึ่งอยู่ใกล้กับหมู่บ้านเล็กๆดังกล่าว มีเขาลูกหนึ่งลักษณะค่อนข้างประหลาด คือมีลักษณะคล้ายตึกหลายๆชั้นซ้อนกันอยู่ และที่ประหลาดยิ่งกว่าก็คือ ตรงเขาลูกนี้มีผีตนหนึ่งสิงสถิตอยู่ ผีตนนี้ชาวบ้านเรียกว่า ผีตีนเดียว และผีตีนเดียวตนนี้ ประหนึ่งมีความอาคาตแค้นต่อชาวบ้านผูกพันกันมาเป็นเวลานานแสนนาน พอมีโอกาสมันก็จะเข้ามาอาละวาดถึงในหมู่บ้านเลยทีเดียว <o:p></o:p>
ชาวบ้านในหมู่บ้านพากันหวาดกลัวผีตีนเดียวนี้อย่างที่สุด เพราะเวลามันเข้ามาอาละวาดคราใด จะมีชาวบ้านเจ็บไข้ได้ป่วย บางคนถึงตายไปก็มี บางครั้งมันเอาไฟไปเผาบ้านเขา เล่นเอาแตกตื่นช่วยกันดับไฟเป็นโกลาหล บางคราวก็เอาก้อนหิน ท่อนไม้ ขว้างปาใส่บ้านโครมคราม หลักฐานพยานมีให้เห็นปรากฏ คือท่อนไม้เป็นกองๆซึ่งมันขว้างไม่หมด ใครเอาวัวเอาควายไปเลี้ยงกลางทุ่งกลางนา มักจะเจอมันขว้างปาขับไล่ เล่นเอาเผ่นหนีกระเจิดกระเจิงทั้งคนทั้งสัตว์<o:p></o:p>
ผีตีนเดียวนี้ เวลาเข้ามาอาละวาดในหมู่บ้าน มันจะมาเหมือนลักษณะอาการคนกระโดดเข้ามา คือมีเสียงฝ่าเท้ากระทืบพื้นดังตุ้บๆแต่ไม่เห็นร่างของมัน บนพื้นดินจะปรากฏรอยเท้าย่ำเหยียบไว้เห็นได้ชัดเจน รอยเท้าของผีตนนี้มีขนาดใหญ่ยาวผิดมนุษย์ธรรมดา<o:p></o:p>
ชาวบ้านผาแดง - แก้งไก่แห่งนี้อยู่กันด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร จะอพยพหลบหนีไปเสียจากที่นี่ก็ไม่อาจกระทำได้ เพราะแต่ละครอบครัวหักร้างถางพง ทำนาทำไร่กันมานานแล้ว กระทั่งเกิดผลิตผลพออาศัยเลี้ยงชีพได้ หากโยกย้ายไปอยู่ที่อื่นย่อมพบกับความอดอยากเดือดร้อนแน่นอน <o:p></o:p>
แต่การเผชิญกับผีตีนเดียวตนนี้ก็สาหัสสากรรจ์เหลือประมาณ เพราะบางคืนไม่เป็นอันหลับอันนอนกันเลย เนื่องจากผีอันธพาลตนนี้ขว้างปาท่อนไม้หรือก้อนหินเข้าใส่ตัวบ้านดังปึงปัง ชาวบ้านขณะนั้นเคารพนับถือภูตผีและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นสรณะ เขาจึงพากันนำเครื่องเซ่นไหว้ เช่น ไก่ต้ม ไข่ต้ม บุหรี่ เหล้าขาว มาเซ่นผีตีนเดียว พอได้เครื่องเซ่นไหว้เป็นที่พอใจ เจ้าผีร้ายก็จะเพลาการอาละวาดลงไปชั่วพักชั่วครู่ มิช้ามินานมันก็เริ่มแผลงฤทธิ์ใหม่อีก<o:p></o:p>
เมื่อชาวบ้านผจญกับการอาละวาดของผีตีนเดียวซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็เกิดฮึดสู้ขึ้นมาบ้าง จึงรวมตัวกันเตรียมมีดพร้า หอกดาบ เอาไว้พร้อม พอได้ยินเสียงกระโดดตุ้บตั้บของเจ้าผีตีนเดียวเข้ามาในเขตของหมู่บ้าน พวกชาวบ้านใจกล้าต่างคว้าอาวุธกรูกันเข้าไปตรงที่ได้ยินเสียงฝีเท้า ตั้งใจกันว่า แม้ไม่เห็นตัวก็จะฟันแทงเข้าใส่ไปตามเรื่อง ผลปรากฏว่าผีตีนเดียวไม่แน่จริงเหมือนกัน พอชาวบ้านเอาจริง เจ้าผีอันธพาลก็กระโดดตุ้บๆออกจากหมู่บ้านไปแทบไม่ทัน คราวนี้มันก็คอยจ้องกลั่นแกล้งหนักกว่าเดิมเข้าไปอีก<o:p></o:p>
เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นและศิษย์มาพักอยู่ที่เสนาสนะป่าบ้านผาแดง - แก้งไก่ ชาวบ้านรู้ว่ามีพระธุดงค์กัมมัฏฐานมาปักกลดอยู่ในป่าเปลี่ยว ก็มีกำลังใจฟูขึ้น เพราะชาวบ้านเชื่อกันว่าพระธุดงค์ต้องมีวิชาอาคมปราบภูตผีปิศาจได้ ไม่เช่นนั้นท่านจะกล้าเดินดั้นด้นผ่านป่าเขาลำเนาไพรเพียงลำพังได้อย่างไร ดังนั้นจึงตกลงกันว่าจะไปขอความช่วยเหลือจากท่าน<o:p></o:p>
ตอนเช้า ท่านพระอาจารย์มั่นและศิษย์มาบิณฑบาตที่หมู่บ้าน รับบาตรแล้วก็กลับที่พักกลางป่า ชาวบ้านต่างพากันไปพบท่าน นมัสการกราบไหว้แล้วก็เล่าเรื่องผีร้ายตีนเดียวซึ่งมาอาละวาดรังแกพวกเขา แล้วขอความเมตตาจากท่านให้ช่วยเปลื้องทุกข์ให้ด้วย<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นรับรู้ความทุกข์ของชาวบ้านทั้งหลายแล้ว ท่านก็แนะนำให้ชาวบ้านทุกคนมาปฏิญาณตนต่อพระไตรสรณคมน์ เป็นอุบาสก อุบาสิกา และให้รักษาศีล 5 กรรมบถ 10 ทั้งยังสอนให้ไหว้พระสวดมนต์ ปฏิบัติกัมมัฏฐาน เจริญเมตตาภาวนาทุกวัน หลังจากนั้นท่านก็ได้เจริญเมตตาญาณอย่างมาก พร้อมกับแนะนำให้พระสงฆ์ศิษย์ของท่านซึ่งติดตามมาด้วย เจริญเมตตาญาณช่วยอีกกำลังหนึ่ง <o:p></o:p>
เป็นที่อัศจรรย์ นับจากวันนั้นซึ่งท่านพระอาจารย์มั่นเมตตาต่อชาวบ้านผาแดง - แก้งไก่ ผีตีนเดียวก็ไม่ปรากฏรังควานอาละวาดอีกเลย ประหนึ่งว่ามันได้หายสาบสูญ
<o:p> </o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต นับเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากัมมัฏฐานแห่งกองทัพธรรมของภาคอีสาน ท่านได้ธุดงควัตรแสวงหาความวิเวกไปทางภาคเหนือ<o:p></o:p>
โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย เพื่อพิจารณาถึงพระธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัม-พุทธเจ้า จนรับผลเป็นที่น่าพอใจ<o:p></o:p>
ว่ากันว่า...บนเส้นทางธุดงค์ของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้ทำสงครามเพื่อเอาชนะ กิน กาม เกียรติ เอาชนะลิ้น ตา หู จมูก กาย ใจ และมุ่งสู่ศานติธรรม การสู้รบทำลายกิเลศนั้นยากยิ่งกว่าสิ่งใดๆในโลก<o:p></o:p>
เพราะนั่นคือ การเอาชนะตนเองเพื่อผลสำเร็จทางใจ<o:p></o:p>
ตลอดชีวิตสมณเพศของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติธรรม ปฏิบัติชอบ ยึดมั่นในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่าไว้...<o:p></o:p>
ให้พิจารณาถึงความตายแล้วไม่ประมาท<o:p></o:p>
ในปีสุดท้ายของชีวิต ท่านอาพาธอยู่บ่อย ไม่ค่อยฉันยา แม้ว่าลูกศิษย์จะถวายเท่าไรท่านก็ไม่ฉัน กลับบอกทุกคนว่า<o:p></o:p>
ต้นไม้ที่มันตายยืนต้นอยู่แล้ว จะเอาน้ำไปรดเท่าไร จะให้มันเกิดใบอีกไม่ได้หรอก อายุของเรามันถึงแล้ว <o:p></o:p>
ตามรอยธุดงควัตร ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เป็นผลงานเรียบเรียงของ สุริยา บุณยศิริชัย ผู้มีความรู้ด้านปรัชญาธรรมดียี่ยมอีกผู้หนึ่ง ได้ค้นคว้าเรื่องธรรมะของท่านพระอาจารย์มั่นอย่างลึกซึ้ง และนำเสนอได้อย่างชัดเจนเรียบง่าย<o:p></o:p>
ขอเชิญรับทราบชีวิตและความดีเด่นในปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้แล้วครับ<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
ปรารถนาดี<o:p></o:p>
บรรณาธิการ<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
คำนำ <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต นับเป็นอาจารย์ใหญ่ทางวิปัสสนา ที่มีภิกษุและประชาชนศรัทธาอย่างสนิทใจในวัติปฏิบัติของท่าน<o:p></o:p>
โดยเฉพาะการนับถือพระพุทธเจ้าเป็นแบบฉบับ ด้วยการปฏิบัติธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ด้วยถือว่าพระวินัยน้อยใหญ่เป็นข้อสำคัญยิ่ง หากปฏิบัติพระวินัยบกพร่องทำให้อาบัติเพียงน้อยนิด จะทำให้จิตละเอียดไม่ได้เลย<o:p></o:p>
ข้อวัตรปฏิบัติเช่น การบิณฑบาต การฉันในบาตร ฉันหนเดียว ซึ่งเป็นการขัดเกลากิเลศหยาบๆ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงกระทำเป็นแบบอย่างมาแล้ว...<o:p></o:p>
ผู้ที่ต้องการความสงบ ความก้าวหน้าแห่งการบำเพ็ญจิต จะละเลยมิได้เด็ดขาด<o:p></o:p>
ตามรอยธุดงควัตร พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เป็นแบบอย่างที่สาธุชนควรศึกษาและเอาแบบอย่างในการกำราบกิเลศที่อยู่ในจิตใจให้ลดน้อยถอยลง <o:p></o:p>
การได้เสียสละ ละเลิกโลภ โกรธ หลง... ย่อมบังเกิดผลให้ได้พบความสงบถ้วนทั่วทุกตัวคน<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
สุริยา บุณยศิริชัย<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
1. ปุพฺเพ จกต ปุญฺญตา <o:p></o:p>
ผู้มีบุญทำไว้แล้วแต่ปางก่อน
<o:p> </o:p>
ท่านพระอาจารย์<?xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:smarttags" /><st1:PersonName w:st="on" ProductID="มั่น ภูริทัตฺตเถระ">มั่น ภูริทัตฺตเถระ</st1:PersonName> ในวัยเยาว์เป็นผู้มีปัญญาเจริญในทางดีงามต่อไป นั่นคือไม่นิยมทำบาปเบียดเบียนผู้อื่น มีคุณลักษณะของความเมตตา อ่อนโยนสม่ำเสมอ ชอบดำริตริตรองต่อข้อปัญหาสงสัยจนกว่าจะได้ความกระจ่าง และที่เห็นเด่นชัดคือมีความฉลาด สุขุม และมีปฎิภาณฉับไว ประกอบทั้งขยันขันแข็งในการงาน ไม่เกียจคร้านให้เป็นความหม่นหมองขุ่นมัวแก่บิดามารดา อีกทั้งยังแสดงความรับผิดชอบต่อภารกิจของตนอย่างเอาใจใส่ ดังนั้นท่านพระอาจารย์มั่นในวัยเด็กจึงเป็นที่รักใคร่เอ็นดูของบิดามารดาอย่างยิ่ง<o:p></o:p>
ครั้นมีวัยอันควร ได้ไปศึกษาเล่าเรียนวิชาหนังสือไทย-ไทยน้อย ขอม กับอาของท่าน และเป็นที่ชื่อชมจากอาว่าเป็นเด็กฉลาด เรียนรู้เข้าใจรวดเร็ว และมีความจำแม่นยำ เมื่ออ่านเขียนหนังสือแตกฉานพอควร ท่านอาจารย์มั่นได้ให้ความสนใจต่อการอ่านอย่างยิ่ง ท่านชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ที่พอหาได้ ตลอดจนนวนิยายทางภาคอีสาน เรียกว่า ลำพื้นลำแผ่น ซึ่งสอดแทรกคติธรรมเอาไว้อย่างแยบยล<o:p></o:p>
ดังได้กล่าวไว้แล้วว่า ปุพฺเพ จกต ปุญฺญตา ผู้มีบุญทำไว้แล้วแต่ชาติปางก่อน เป็นเหตุปัจจัยน้อมนำจิตใจของท่านพระอาจารย์มั่นให้ฝักใฝ่ในสมณะเพศตั้งแต่วัยเยาว์ เหตุนี้ เมื่ออายุได้ 15 ปี ท่านจึงรบเร้าขอบรรพชาเป็นสามเณรในกาลต่อมา มีโอกาสศึกษาปฏิบัติธรรมเป็นพื้นฐานเบื้องต้น และรู้สึกเป็นสุขสงบ มีความพอใจในสมณะเพศนี้อย่างยิ่ง กระทั่งอายุได้ 17 ปี บิดาได้ขอร้องให้ลาสิกขามาช่วยการงานนาไร่ก่อน เพราะไม่มีใครแบ่งเบาภาระได้ เนื่องจากบิดามารดาไม่แข็งแรงเช่นวัยฉกรรจ์ ท่านพระอาจารย์มั่นจึงจำใจลาสิกขาออกมาสู่โลกฆราวาสอีกครั้ง<o:p></o:p>
พ้นวัยเด็กกลายเป็นชายหนุ่มเต็มตัวอายุ 17 ปี ท่านพระอาจารย์มั่นก็ดำเนินชีวิตไปตามปกติวิสัยของปุถุชนคนธรรมดา หมดงานไร่นาก็เที่ยวเตร่เฮฮากับมิตรสหายพอสมควร แต่ไม่ถึงกับเตลิดโลดเถลิงเข้าหาทางอบายซึ่งมีสุรายาเมาเป็นพื้นฐานเบื้องต้น<o:p></o:p>
ขณะที่ท่านพระอาจารย์มั่นเป็นหนุ่มรุ่นอยู่นั้น ท่านมีมิตรสนิทซึ่งมีอายุแก่กว่าไม่มากนัก คือท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโทจันทร์) (เป็นฆราวาสเช่นกัน) ทั้งสองหนุ่มมีอุปนิสัยต้องตรงกันจึงคบหาสมาคมสนิทสนมเป็นที่ยิ่งกว่าใครอื่น และขณะนั้นท่านพระอาจารย์มั่นขึ้นชื่อว่า เป็นหมอลำหมอเพลงตัวกลั่นของหมู่บ้านทีเดียว<o:p></o:p>
มาคราวหนึ่ง...ที่หมู่บ้านอีกหมู่บ้านหนึ่งมีงานบุญงานรื่นเริง สองหนุ่ม คือท่านพระอาจารย์มั่นกับท่านเจ้าคุณอุปาลีฯ ก็ไปเที่ยวที่งานนั้นด้วย ผู้คนชาวบ้านนับพันคนซึ่งอยู่ในละแวกใกล้เคียงต่างพากันมาร่วมงานคับคั่ง<o:p></o:p>
งานใหญ่เช่นนี้ การละเล่นที่สนุกสนานเพลิดเพลินใจของคนท้องถิ่นก็คือ การเล่นลำเพลิน<o:p></o:p>
เวลานั้น มีสาวสวยคนหนึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหมอลำเก่งกาจ มีปฏิภาณไหวพริบยากจะหาใครเทียบฝีปากได้ เธอขึ้นเวทีท้าให้ใครก็ได้มาประชันขันแข่งกัน ท่านพระอาจารย์มั่นกำลังวัยหนุ่มรุ่นคะนองฮึกเหิมลำพองเป็นกำลัง ก็ขึ้นเวทีรับคำท้า พอว่ากลอนเพลงกันไปคนละลำ ปรากฏว่าท่านพระอาจารย์มั่นสู้คารมไม่ได้ ท่านพ่ายแพ้ไปชนิดฝีปากคนละชั้น แต่ท่านยังฮึดสู้ไม่มีถอย และก็พ่ายแพ้ไม่เป็นกระบวนอีกตามเคย<o:p></o:p>
ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ซึ่งยืนดูอยู่พลอยอกสั่นหวั่นไหว มองไม่เห็นทางที่ท่านพระอาจารย์มั่นจะแก้ลำแก้อายว่ากลอนเอาชนะได้เลย จึงรีบกระโดดขึ้นเวที แสร้งตีหน้าตื่นตระหนกบอกแก่ท่านพระอาจารย์มั่นว่า มารดาของท่านตกจากเรือนสูงลงมากองกับพื้น จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้ ให้รีบกลับบ้านโดยด่วน<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นตกใจและแม้สาวเจ้าคารมจัดจ้านก็พานตื่นตระหนกไปด้วย ท่านรีบผละจากเวทีประชันลำเพลง กระหืดกระหอบตามเจ้าคุณอุบาลีฯ ออกจากงานไปทันที ดุ่มดิ่งแทบวิ่งกันไปได้ไกลโข ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ถึงได้หยุดหัวเราะลั่นด้วยความขบขัน บอกความจริงว่ามารดาของท่านพระอาจารย์มั่นยังอยู่ดีที่บ้าน ไม่มีเรื่องอันตรายใดๆกล้ำกลายดังที่กล่าวไปอย่างไรเลย เหตุที่ต้องแต่งเรื่องร้ายขึ้นมาก็เพื่อว่าต้องการให้ท่านพระอาจารย์มั่นรีบลงจากเวทีประชัน ก่อนจะถึงขั้นอับอายพ่ายแพ้หมดประตูสู้<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่น พอรู้ความจริงก็ฮึดฮัด บอกว่าท่านว่าลำเพลินตกเป็นรองสู้ไม่ได้ มิใช่จะสู้เขาไม่ได้จริงๆ เพียงแต่เสแสร้งแกล้งทำเพื่อรักษาน้ำใจฝ่ายหญิงให้เกิดไมตรีก่อนเท่านั้น หากสู้กันต่อไปอีกสักหน่อย จึงจะแสดงคารมตอบโต้ให้รู้ดำรู้แดง ว่าผู้ใดจะฉกาจเหนือกว่ากัน เลยเป็นอันว่าคืนนั้น สองหนุ่มต้องกลับบ้าน เลิกประชันขันแข่งเชิงหมอลำหมอเพลงอีกต่อไป<o:p></o:p>
นี่เป็นเรื่องที่ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺตเถระ ข้องแวะกับอิสตรีตามประสาหนุ่มเพียงครั้งเดียวที่ปรากฏ อีกทั้งเรื่องนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความรักความเป็นห่วงระหว่างท่านพระอาจารย์มั่นกับท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ ตั้งแต่ยังอยู่ในเพศฆราวาส และสายสัมพันธ์ดังกล่าวนี้สืบทอดยืนยาวมาตลอดชั่วชีวิตสมณะเพศของท่านทั้งสองด้วย<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
2. วิริยะพากเพียร<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺตเถระ อายุได้ 22 ปี เบื้องลึกในจิตใจของท่านนั้นฝักใฝ่ในเพศบรรพชิตเสมอมา มีความกระหายใคร่รู้ในสมณธรรมอย่างแรงกล้า ดังนั้นจึงขออนุญาตบิดามารดาขอลาอุปสมบท บิดามารดาท่านก็อนุญาตตามประสงค์ จากนั้นท่านพระอาจารย์มั่นได้เข้าไปเรียนธรรมก่อนที่สำนักท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถระ วัดเลียบ จ.อุบลราชธานี<o:p></o:p>
ต่อมาท่านได้อุปสมบทเป็นภิกษุที่วัดศรีทอง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี มีพระอริยกวี (อ่อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสีเทา ชยเสโน เป็นกรรมวาจาจารย์ พระครูประจักษ์ อุบลคุณ (สุ่ย) เป็นอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2434 นามมคธที่พระอุปัชฌาย์ตั้งให้คือ ภูริทัตฺโต เมื่ออุปสมบทแล้ว ได้มาอยู่สำนักวิปัสสนากับท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล วัดเลียบ จ.อุบลราชธานี<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นวิริยะพากเพียรเป็นที่ยิ่งในการปฏิบัติภาวนาและเคร่งครัดในวัตรปฏิบัติไม่เคยบกพร่อง จึงเป็นที่รักเอ็นดูของท่านพระอาจารย์เสาร์ เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์ออกธุดงค์เพื่อบำเพ็ญสมณธรรม ท่านได้พาท่านพระอาจารย์มั่นติดตามไปด้วยทุกหนทุกแห่ง สถานอันวิเวกที่คณะของท่านพระอาจารย์เสาร์หยุดยั้งบำเพ็ญเพียร คือป่าเขาลำเนาไพรห่างไกลชุมชนที่วุ่นวายพอสมควรจากฝั่งไทย<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ธุดงค์ข้ามไปฝั่งลาวจนถึงเมืองหลวงพระบางแล้วย้อนลงมาทาง เมืองท่าแขก ภูมิประเทศของแถบถิ่นนี้เป็นป่าดิบเขาสูง ส่ำสัตว์นานาพันธุ์มีอยู่มากมาย ด้วยยังไม่มีมนุษย์เข้าไปไล่ล่ารังควานมากนัก เห็นถ้ำแห่งหนึ่งไม่ไกลจากบ้านถ้ำ เป็นสัปปายะ สงบสงัดเหมาะแก่การบำเพ็ญเพียร จึงได้พักจำพรรษาอยู่ ณ ถ้ำนั้น<o:p></o:p>
ฟากฝั่งโขงทางแถบท่าแขกนี้เป็นป่าเขาสลับซับซ้อนและมีสัตว์ป่าอุดม ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเสือชุกชุมเป็นอันมาก ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺโต เล่าว่า เสือฝั่งลาวรู้สึกจะดุร้ายกว่าเสือฝั่งไทยมาก เนื่องจากเสือทางฝั่งโน้นชอบดักซุ่มคอยกัดกินชาวบ้าน ซึ่งส่วนมากเป็นคนญวนบ่อยๆ แต่คนญวนดูจะไม่ค่อยกลัวเสือเอาเสียเลย แม้จะเห็นเสือโดดกัดหมู่พวกร่วมคณะต่อหน้าต่อตา พวกเขาก็ไม่กลัวถึงขนาดเข็ดหลาบ วันนี้เพื่อนถูกเสือลากเอาไปกิน วันหน้าพวกเขาก็ยังพากันเข้าป่าไปที่เดิม หาอยู่หากินถือเป็นเรื่องธรรมดา<o:p></o:p>
พวกคนญวนเหล่านี้มีแปลกอีกอย่าง คือเวลามีเสือใหญ่เข้ามาขบกัดใครคนหนึ่งในหมู่พวกเดียวกัน แทนที่จะคิดหาวิธีต่อสู้หรือช่วยเหลือเพื่อนผู้เคราะห์ร้าย กลับพากันวิ่งหนีเอาตัวรอดไปคนละทาง ปล่อยให้เพื่อนเป็นอาหารให้เสือขบเคี้ยวสบายไป เวลาพวกคนญวนไปหลับนอนอยู่กลางป่าแล้วมีเสือย่องเข้ามาลากคนหนึ่งไปกิน ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์จะพากันเผ่นหนีไปหมด จากนั้นก็มารวมกลุ่มกันใหม่ หาที่หลับนอนใหม่ แต่ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุนั่นเอง ทำราวกับว่าเสือใหญ่ที่เพิ่งกัดกินพวกเขาไปหยกๆ ไม่มีหูมีตา ไม่รู้จักดมกลิ่นตามมากินตัวเองหรือหมู่พวกคนใดคนหนึ่งอีก <o:p></o:p>
แม้ว่าเสือฝั่งท่าแขกออกจะดุร้ายและติดใจรสอร่อยของเนื้อมนุษย์ ถึงขนาดคอยจ้องรังควานจับคนกินอยู่บ่อยๆ แต่เสือใหญ่ดุร้ายเหล่านี้ไม่เคยรบกวนท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์เสาร์ และสามเณรผู้ติดตามไปปรนนิบัติรับใช้ อย่างมากที่เสือแสดงให้พระธุดงค์กรรมฐานได้เห็นได้ฟังก็คือรอยของมันที่ผ่านไปมา และเสียงครางไปตามประสา มิใช่เสียงขู่คำรามอย่างมุ่งร้ายหมายชีวิต<o:p></o:p>
สำหรับท่านพระอาจารย์มั่น มิได้สนใจหรือหวั่นกลัวเสือแม้แต่น้อย ความกลัวของท่านมีอยู่ประการเดียว คือกลัวจะไม่หลุดจากกองทุกข์ถึงพระนิพพานในชาตินี้เท่านั้น<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p></o:p>
3. อำนาจธรรมรักษา<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ยังมีเรื่องหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นที่บ้านถ้ำ ท่าแขก แสดงให้เห็นถึงอัศจรรย์แห่งธรรม ผู้เรียบเรียงจะขอนำมาถ่ายทอดให้สาธุชนทั้งหลายได้สดับดังต่อไปนี้<o:p></o:p>
ก่อนที่ท่านพระอาจารย์มั่น และท่านพระอาจารย์เสาร์ จาริกธุดงค์ไปถึงบ้านถ้ำ หมู่บ้านนี้กำลังเผชิญกับทุกข์ภัยแสนสาหัสอันเนื่องมาจากโรคฝีดาษระบาด ชาวบ้านเป็นโรคนี้กันแทบหมดหมู่บ้าน คนที่มีอาการหนักล้มตายไม่เว้นแต่ละวัน ตัวยาซึ่งจะนำมารักษาก็หาที่ไหนไม่ได้ ผู้ยังมีชีวิตอยู่ต่างทอดอาลัยหมดที่พึ่งที่หมายใดๆ อีทั้งเพราะชาวบ้านถ้ำแห่งนี้นับถือผีเป็นสรณะ <o:p></o:p>
ยามที่เกิดโรคระบาดเจ็บไข้ร้ายแรง จะพากันเซ่นไหว้บูชาผีเป็นการใหญ่ หวังให้ภูตผีประจำหมู่บ้านช่วยขจัดปัดเป่าทุกข์ภัยจนมลายหายสูญ แต่ครั้งนี้กระทำการเซ่นไหว้อย่างไร โรคร้ายก็ไม่ทุเลาเบาบางลง ดูทีท่าว่าคงได้ล้มหายตายจากกันหมดทั้งหมู่บ้านแน่ เหตุนี้ชาวบ้านถ้ำจึงหมดสิ้นที่พึ่งที่หมายดังกล่าว <o:p></o:p>
เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นและท่านพระอาจารย์เสาร์ได้มาถึงบ้านถ้ำ ชาวบ้านถ้ำต่างปีติยินดีมีความหวังขึ้นมาอีก พากันมากราบไหว้วิงวอนขอให้ท่านช่วยคลายความทุกข์เมื่อครั้งนี้ด้วยเถิด ท่านทั้งสองก็ให้พวกเขามารับไตรสรณคมน์ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ แทนการนับถือผี แนะนำให้รู้วิธีปฏิบัติ ไหว้พระสวดมนต์ ตอนเช้า ตอนเย็น และก่อนเข้านอน สอนให้รักษาศีล 5 เป็นปกติ และให้ร่วมกันทำวัตรสวดมนต์ทุกเช้าทุกเย็น ชาวบ้านถ้ำก็กระทำตามอย่างเคร่งครัด ส่วนท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์เสาร์ ก็ทำพิธีอะไรๆเป็นการภายในช่วยเขา <o:p></o:p>
เป็นที่น่าอัศจรรย์ทันตาเห็น นับแต่ท่านอาจารย์ทั้งสองเมตตาชาวบ้านถ้ำซึ่งเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคฝีดาษ ตายวันละคนสองคนอย่างอเน็จอนาจ ก็ไม่มีใครตายอีกเลย ผู้ที่ยังป่วยอยู่ก็ค่อยๆหายจากโรคร้าย และไม่มีใครเจ็บไข้อีก ชาวบ้านถ้ำบังเกิดความเคารพเลื่อมใสต่อท่านอาจารย์ทั้งสองอย่างสูงสุด <o:p></o:p>
แม้กาลเวลาจะผ่านไปยาวนานแค่ไหน จนตกมาถึงชั้นลูกหลานของชาวบ้านถ้ำ ตลอดไปถึงท่านสมภารวัดบ้านถ้ำ เวลาจะกล่าวถึงท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์เสาร์ ก็ยกมือพนมไหว้ทุกครั้งไป แสดงให้เห็นถึงความเคารพศรัทธาไม่เสื่อมคลาย<o:p></o:p>
เหตุที่โรคร้ายมลายสิ้นไปนั้น ท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี กล่าวโดยพิสดารพอสังเขปไว้ในหนังสือ ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺตเถระ <o:p></o:p>
ความว่า........ <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
ที่เป็นทั้งนี้ เป็นเพราะอำนาจธรรมในใจท่านแผ่กระจายออกไปให้เป็นสุขเย็นใจแก่โลก ท่าน<o:p></o:p>
( ท่านพระอาจารย์มั่น) เล่าว่าท่านแผ่เมตตาใหญ่ในรอบ 24 ชั่วโมงต่อ 3 ครั้ง คือกลางวันตอนบ่ายขณะนั่งภาวนา 1 ครั้ง ตอนก่อนนอน 1 ครั้ง ตอนตื่นนอน 1 ครั้ง ส่วนการแผ่เมตตาปลีกย่อยประจำนิสัยนั้น มิได้นับว่าวันหนึ่งกี่สิบครั้ง ท่านแผ่เมตตาใหญ่ ท่านว่ากำหนดจิตให้ดำรงตัวอยู่เฉพาะ แล้วกำหนดกระแสจิตให้แผ่ซ่านไปทั่วโลกธาตุเบื้องบน เบื้องล่าง ทั่วทุกทิศทุกทาง ไม่มีว่างเว้น<o:p></o:p>
ปรากฏว่าจิตใจขณะนั้นมีอำนาจแผ่รัศมีและแสงสว่างออกไปทั้งพิภพไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีอะไรมาปิดบังได้เลย ยิ่งกว่าแสงพระอาทิตย์กี่ร้อยกี่พันดวงเป็นไหนๆ ไม่มีอะไรจะส่องแสงสว่างเสมอด้วยใจที่ชำระอย่างเต็มภูมิแล้ว<o:p></o:p>
คุณสมบัติซึ่งแสดงออกจากที่บริสุทธิ์สิ้นเชิงแล้ว ย่อมทำให้โลกสว่างและมีความร่มเย็นอย่างอัศจรรย์บอกไม่ถูกเพราะไม่มีพิษสงแม้แต่น้อยเจือปนอยู่ มีแต่คุณธรรมคือความเย็นล้วนๆดำรงอยู่ในใจ ท่านผู้มีจิตเมตตาและมีใจบริสุทธิ์สะอาด ไปอยู่ ณ ที่ใด มนุษย์ เทวดา อารักษ์ ย่อมเคารพเลื่อมใส ตลอดจนสัตว์เดียรัจฉานก็ไม่ระแวงระวังว่าจะเป็นภัยต่อเขา<o:p></o:p>
เพราะจิตท่านอ่อนนิ่มไปทั้งดวงด้วยเมตตาที่มีอยู่ประจำตลอดเวลา ไม่นิยมสถานที่ บุคคล กำเนิดต่ำสูง เหมือนฝนตกลงสู่พื้นพิภพ ไม่นิยมว่าสถานที่สูงต่ำประการใด<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
4. ระงับอาพาธด้วยธรรมโอสถ<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ระหว่างจำพรรษาที่ถ้ำแห่งนี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์และเณรที่ติดตามร่วมคณะเป็นไข้มาลาเรีย เวลาจับไข้จะนอนซมสั่นสะท้าน พออาการไข้สร่างทุเลาลงถึงจะลุกขึ้นทำวัตรปฏิบัติต่อ กระนั้นสังขารร่างกายของท่านพระอาจารย์เสาร์และเณรน้อยก็อ่อนเพลียก็มิได้ปกติเหมือนเดิม มีแต่ท่านพระอาจารย์มั่นรูปเดียวที่ยังแข็งแรงอยู่<o:p></o:p>
วันหนึ่ง มีอุบาสกอุบาสิกาได้นำผ้าบังสุกุลมาถวาย ท่านพระอาจารย์เสาร์ต้องการตัดจีวร แต่อาการอาพาธยังรุมเร้าอยู่มิได้ขาดสาย แม้จะไม่ถึงขั้นร้ายแรงแต่ก็บั่นทอนกำลังกายให้ถดถอยลงไปมิใช่น้อย ท่านพระอาจารย์มั่นจะรับภาระตัดเย็บจีวรเสียเอง ใช้เวลาในการนี้ถึง 7 วัน เพราะต้องเย็บด้วยมือ แต่ก็ยังไม่แล้วเสร็จดี ตัวท่านเองก็เกิดเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นมาลาเรียไปอีกคน<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นเกิดความวิตกกังวลสุดจะห้ามได้ เนื่องจากเวลานั้นเป็นเวลาเข้าพรรษาในต่างถิ่นต่างแดน นอกพระราชอาณาเขต อีกทั้งยารักษาไข้ก็ไม่มี หากตัวท่านป่วยหนักลุกไม่ขึ้นเสียอีกคน จะไม่มีผู้ใดดูแลท่านพระอาจารย์เสาร์และสามเณรซึ่งยังนอนซมอยู่เล่า และหากการณ์เป็นไปถึงขั้นนั้น พระภิกษุ 2 เณร 1 ย่อมเห็นทีจะเอาชีวิตมาทิ้งในเถื่อนถ้ำโดดเดี่ยวแห่งนี้โดยมิต้องสงสัย<o:p></o:p>
เมื่อคิดเช่นนี้ท่านพระอาจารย์มั่นก็เกิดมานะแน่วแน่ขึ้นในใจ เมื่อไม่มียามาระงับเวทนาครั้งนี้ได้ อีกทั้งไม่มีทางออกใดให้เลือก ท่านจึงเลิกคิดแส่ส่ายไปในทางอื่น นอกจากยึดเอาบารมีธรรมเป็นที่พึ่งจนถึงที่สุด เพราะการฟันฝ่าเดินทางมาจนถึงที่นี่ เพื่อค้นหาโมกขธรรมอบรมตนด้วยการเจริญกัมมัฏฐานภาวนา แม้จะถึงการเวลาต้องตายก็ขอภาวนาจนตาย ไม่อ่อนแอท้อถอย<o:p></o:p>
มุ่งมั่นได้เช่นนี้ท่านก็เข้าที่ภาวนากำหนดจิตแน่วแน่ดิ่งสู่ความสงบ ไม่ส่ายแส่ออกนอกเป็นอารมณ์ได้เลย เพราะขณะนั้นกำลังทุกขเวทนาอย่างสาหัสจากพิษไข้ ครั้นจิตแน่วนิ่งเป็นหนึ่ง ไม่สั่นไหวได้ ขณะหนึ่งก็ปรากฏตรงศีรษะเกิดสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เหงื่อไหลออกมาชุ่มโชกประหนึ่งถูกสาดซัดด้วยน้ำ เนิ่นนานต่อมาเมื่อท่านพระอาจารย์มั่นคลายจิตถอนออกจากสมาธิ ทุกขเวทนาจากอาการเจ็บไข้ได้หายไปเป็นปลิดทิ้งอย่างอัศจรรย์<o:p></o:p>
เป็นครั้งแรกที่ท่านระงับอาพาธด้วยธรรมโอสถ<o:p></o:p>
จากนั้นท่านพระอาจารย์มั่นก็ได้ดูแลพยาบาลท่านพระอาจารย์เสาร์และสามเณร กระทั่งอาการไข้ผ่อนเพลาลงเรื่อยๆ จนหายเป็นปกติ<o:p></o:p>
จากประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺตเถระ ฉบับสมบูรณ์ และใต้สามัญสำนึก เรียบเรียงโดยพระธรรมเจติยาจารย์ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธฺโร)<o:p></o:p>
การระงับอาพาธด้วยธรรมโอสถป็นครั้งที่ 2 ของท่านพระอาจารย์มั่น เกิดขึ้นก่อนกลับเมื่อไทย ขณะนั้นท่านบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ฝั่งลาว ท่านมีโรคประจำตัวมานานแล้วคือ ริดสีดวงจมูก โรคนี้มักจะกำเริบบ่อยๆ คราวนั้นโรคก็กำเริบเช่นเคย ท่านจึงกำหนดเวทนาเป็นอารมณ์ กระทำความเพียรมิได้ท้อถอย<o:p></o:p>
วันหนึ่งจิตของท่านได้รวมเป็นอัปปนาสมาธิ ขณะที่จิตถอนออกจากอัปปนาสมาธิ ได้ปรากฏความรู้ที่น่าอัศจรรย์ขึ้นมาว่าโรคนี้เป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจากกรรมในปัจจุบัน เนื่องจากได้กระทำไว้ และเมื่อพิจารณาตามรูปเรื่องจนเห็นสมจริงตามความรู้นั้นทุกประการแล้ว จิตก็รวมลงเป็นอัปปนาสมาธิอีก คราวนี้ปรากฏมีอีกาอีกตัวหนึ่งมาจับอยู่บนศีรษะ แล้วมันก็เอาจะงอยปากจิกกินจมูกของท่านจนหมดไป ตั้งแต่นั้นโรคริดสีดวงจมูกของท่านก็หายเป็นปกติ<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
5. ความอัศจรรย์...พระธาตุนครพนม<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
เมื่อถึงกาลออกพรรษา ท่านพระอาจารย์เสาร์และท่านพระอาจารย์มั่นได้ตกลงกันว่าสมควรกลับคืนสู่แผ่นดินไทยเสียที เหตุนี้คณะของท่านจึงออกจาริกธุดงค์จากถ้ำที่บ้านถ้ำ เลาะเรื่อยมาตามแนวฝั่งแม่น้ำโขง ที่ใดสงัดวิเวกและเป็นสัปปายะก็หยุดยั้งบำเพ็ญเพียรภาวนา ได้เวลาอันเหมาะสมแล้วก็จะจาริกต่อไปอีก ระหว่างทางได้ผ่านหมู่บ้านเล็กๆของชาวภูไท ไทยดำ ลาวโซ่ง พวกเขาเหล่านั้นแม้จะจนยากค่อนข้างอัตคัดขัดสน แต่จิตใจก็เปี่ยมล้นด้วยกุศลศรัทธา ต่างพากันมาใส่บาตรทำบุญตามมีตามได้ ต่อชีวิตให้พระธุดงค์กรรมฐานดำเนินต่อไปอีก<o:p></o:p>
ตราบกระทั่งมาถึงท่าข้าม ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่นและสามเณร ก็ข้ามแม่น้ำโขงกลับสู่ฝั่งไทย ซึ่งตรงกับที่ตั้งพระธาตุนครพนม <o:p></o:p>
ขณะนั้นพระธาตุนครพนมปราศจากผู้ดูแลรักษา ต้นไม้ใบหญ้าขึ้นปรากฏรกชัฏ องค์พระธาตุมีเถาวัลย์ไม้เลื้อยเกาะเกี่ยวกระหวัดคลุมไปถึงยอด ความงามสง่าเจริญตาเจริญใจหาแทบไม่ได้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น และสามเณร ไปถึงพระธาตุพนมแล้ว ก็พำนักพักกันที่นั่นเพื่อบำเพ็ญสมณธรรมกระทำความเพียรสืบไป <o:p></o:p>
คืนแรกที่ปักกลดบำเพ็ญภาวนา ท่านอาจารย์และศิษย์ 3 รูปก็ได้เห็นปรากฏการณ์อัศจรรย์ นั่นคือเวลา 4-5 ทุ่ม มีดวงไฟสุกสว่างสีเขียวใส ใหญ่ประมาณลูกมะพร้าวผุดขึ้นมาจากยอดพระธาตุพนม แล้วลอยห่างออกไปไกลสุดสายตา ครั้นเวลาล่วงไปประมาณตี 3 ตี 4 ดวงแสงนั้นได้ลอยกลับมาที่พระธาตุ แล้วหายวับเข้าไปในองค์พระเจดีย์<o:p></o:p>
ปรากฏการณ์อัศจรรย์เช่นนี้ แสดงให้เห็นเป็นประจักษ์ทุกวัน ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ได้กล่าวโดยปีติว่า พระธาตุพนมนี้ ต้องมีพระบรมสารีริกธาตุแน่นอน <o:p></o:p>
จากนั้นท่านพระอาจารย์เสาร์และท่านพระอาจารย์มั่น ก็ได้ชักชวนชาวบ้านละแวกนั้นซึ่งมีอาชีพทำนาและอยู่กันไม่กี่หลังคาเรือน มาช่วยกันถากถางพงรกและเถาวัลย์ไม้เลื้อยออกจากองค์พระธาตุ ตลอดจนอาณาบริเวณโดยรอบ ใช้เวลาถึง 3 เดือน พระธาตุพนมที่ดูหม่นหมองมานานก็ดูสะอาดตาน่าเบิกบานใจขึ้นมาอีกครั้ง<o:p></o:p>
ครั้นถึงวันมาฆบูชา ท่านพระอาจารย์ทั้งสองได้นำชาวบ้านมาร่วมถวายพุทธบูชาสักการะต่อพระพุทธองค์ ประกาศตนเป็นพุทธมามกะผู้ยึดมั่นในไตรสรณคมน์ ชาวบ้านเหล่านั้นไม่เพียงแต่ห่างไกลความเจริญ ยังห่างไกลจากพระภิกษุผู้ครองธรรม ไม่รู้แม้กระทั่งวันสำคัญต่างๆในพระพุทธศาสนา ก็เกิดศรัทธาเลื่อมใสชักชวนกันมารักษาอุโบสถ ฝึกหัดกัมมัฏฐานทำสมาธิกับท่านอาจารย์ทั้งสอง จนกล่าวได้ว่าประสบผลพอสมควร<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์เสาร์ และท่านพระอาจารย์มั่น บำเพ็ญสมณธรรมที่พระธาตุพนมเป็นเวลาอันควร แล้วก็ออกจาริกธุดงค์ต่อไป<o:p></o:p>
กระทั่งใกล้กาลเข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์เสาร์ก็พากลับอุบลราชธานี <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
6. จาริกดงดิบแดนเถื่อน<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นมุ่งมั่นเพื่อจะพ้นแดนทุกข์อย่างแน่วแน่ เหตุนี้ท่านจึงพากเพียรบำเพ็ญธรรมอย่างถึงที่สุด การจาริกธุดงค์ไปสู่สถานอันวิเวกตามป่าเขาลำเนาไพร อาศัยเถื่อนถ้ำเงื้อมผาเพื่ออบรมตนค้นหาธรรมเบื้องสูง เป็นภาวะที่ท่านยึดถือปฏิบัติไม่ท้อถอย<o:p></o:p>
ครั้งนั้น ท่านพระอาจารย์มั่นพบเพื่อนสหธรรมิกชื่อ มั่น เหมือนกันกับท่าน (ต่อมาท่านมั่นผู้นี้เป็นเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม อำเภอปทุมวัน กรุงเทพมหานคร มีสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ คือพระเทพมงคลปัญญาจารย์) ท่านพระอาจารย์มั่นกับท่านเจ้าคุณฯ เทพมงคลปัญญาจารย์ มีจุดมุ่งหมายเป้าประสงค์ต้องตรงกัน คือปรารถนาพากเพียรบำเพ็ญธรรมตามป่าเขาลำเนาไพร โดยไม่พะวักพะวงต่อความเป็นความตายใดๆทั้งสิ้น<o:p></o:p>
ท่านทั้งสองตกลงร่วมเป็นร่วมตายกันได้เช่นนี้แล้ว ก็ออกจาริกธุดงค์ไปด้วยกัน ถือเอาป่าเป็นสำคัญ สถานที่ใดสัปปายะท่านจะหยุดยั้งปักกลด แยกกันทำความเพียรทุกอิริยาบถ ไม่มีลดละทั้งกลางวันและกลางคืน ครั้นพอจะเกิดความเคยชินต่อสถานที่ก็จะเดินทางต่อไปอีก<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นและท่านเจ้าคุณฯ เทพมงคลปัญญาจารย์ จาริกกันไปเรื่อยๆ เส้นทางที่ท่านธุดงค์ดั้นด้นกันไปนั้น คือดงดิบแดนเถื่อน ต้องข้ามเขาภูดอยน้อยใหญ่เหลือคณา<o:p></o:p>
ในป่ากว้างและบนดอยสูงที่ท่านทั้งสองจาริกผ่านไปนั้นมีผู้คนอยู่อาศัยเพียงประปราย เป็นพวกชาวเขาชาวดอย ต่างเผ่าต่างภาษาพูดจากันไม่รู้เรื่อง แต่ผู้คนเหล่านี้ก็มีใจเป็นบุญกุศล ได้แบ่งปันอาหารนำมาถวายให้แก่พระธุดงค์กัมมัฏฐาน 2 รูปนี้พอได้ประทังชีวิตตลอดรายทาง แต่ก็มีหลายครั้งหลายคราที่ท่านทั้งสองไม่พบปะผู้คนเอาเสียเลย หรือหลงทางวนเวียนอยู่ในป่าหาทางออกไม่ได้ หากแต่ความทุกข์ยากลำเค็ญเช่นนี้ก็มิได้กระทบกระเทือนดวงจิตอันมั่นคงแน่วแน่แม้แต่น้อย ดวงจิตของท่านทั้งสองยังคงสว่างเบิกบานในธรรมทุกขณะ<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นและท่านเจ้าคุณฯ เทพมงคลปัญญาจารย์ ข้ามแดนไทยไปยังเขตพม่า แล้วก็พากันจาริกธุดงค์ลึกเข้าไปเรื่อยๆ กระทั่วถึงเมืองหาง ชาวบ้านชาวเมืองเป็นชาวไทยใหญ่ พูดภาษาไทยพอรู้เรื่องกันได้ไม่กี่คำ ชาวบ้านไทยใหญ่เห็นท่านทั้งสองสงบสำรวมน่าเลื่อมใส ก็นิมนต์ให้พักชั่วคราวที่เมืองนี้ ท่านก็รับนิมนต์<o:p></o:p>
ระหว่างอยู่ที่นี่ท่านสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่า ชาวไทยใหญ่ชุมชนนี้เป็นคนดีมีศีลธรรมน่ายกย่อง ไม่มีการลักขโมยช่วงชิงทรัพย์สินเงินทองของผู้อื่น ดูได้จากร้านค้าขายทั้งหลายแทบจะไม่มีใครเฝ้าดูแลสินค้าเสียด้วยซ้ำ สินค้าที่วางจำหน่ายจะมีป้ายบอกราคาติดไว้ ผู้ซื้อต้องการซื้อสินค้าอย่างไหนก็จะวางเงินไว้ตามราคาก่อนหยิบสินค้านั้นๆไป ไม่มีใครฉกฉวยโอกาสหยิบเอาสินค้าติดมือไปเฉยๆ และที่น่าสนใจยิ่งก็คือพวกเขาไม่ว่าชายหญิงต่างมีรูปร่างหน้าตาสะอาดผ่องใส หาผู้หนึ่งผู้ใดมีลักษณะหม่นหมองครองเศร้าอมทุกข์ไม่ได้เลย<o:p></o:p>
ท่านทั้งสองใคร่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาเหล่านี้มีธรรมอันใดหนอกำกับกายใจ จึงได้มีศีลธรรมงดงามปานนั้น หากแต่ขัดข้องเรื่องสื่อภาษาประกอบกับท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเจ้าคุณฯ เทพมงคลปัญญาจารย์ มีความปรารถนาบำเพ็ญเพียรเป็นสำคัญ ท่านจึงไม่ยึดติดอยากรู้และไม่สนิทสนมผูกพันกับผู้หนึ่งผู้ใดเป็นพิเศษ<o:p></o:p>
พักอยู่ที่เมืองหางเป็นเวลาอันสมควรแล้ว ท่านก็เดินทางกันต่อไป คราวนี้บ่ายหน้าไปกราบนมัสการพระมหาเจดีย์ชเวดากอง พุทธสถานอันยิ่งใหญ่ที่สุดของชนชาวพม่า และเป็นที่สุดแห่งความเคารพบูชาของชาวพม่าอีกเช่นกัน<o:p></o:p>
ท่านทั้งสองจาริกธุดงค์ผ่านป่าเขาลำเนาไพรไปเรื่อยๆ ด้วยความสงบสำรวม ที่ใดสงัดวิเวกก็จะหยุดยั้งบำเพ็ญเพียรอบรมตน เพื่อหาทางหลุดพ้นจากกิเลศทั้งหลายทั้งปวง ระหว่างทางนั้น ส่ำสัตว์ป่ามีชุกชุมตลอดรายทาง สัตว์ร้ายเช่น เสือ ช้าง งูจงอาง กระทิง หมี ก็มีให้เห็นและสวนทางกันเสมอ<o:p></o:p>
แต่ไม่มีสัตว์ป่าตัวใดแสดงอำนาจดุร้ายกระหายชีวิตต่อท่านทั้งสองเลย ประหนึ่งพวกมันหยั่งรู้ว่า พระธุดงค์กัมมัฏฐาน 2 รูปนี้ไม่มีอันตรายต่อพวกมัน อีกทั้งบารมีธรรมซึ่งท่านปฏิบัติเคร่งครัดทุกลมหายใจเข้าออก ประหนึ่งเป็นความร่มเย็นที่โทสะ โมหะ ของสัตว์ร้ายทั้งหลายมิอาจผุดขึ้นมาได้ <o:p></o:p>
การธุดงค์อยู่ในประเทศพม่านี้ ท่านพระอาจารย์มั่นได้พบปะอาจารย์ซึ่งเล่าลือกันว่าเก่งในการสอนและปฏิบัติกัมมัฏฐานหลายรูป และท่านได้เข้าไปขอความรู้ในแนวทางการปฏิบัติ เพื่อให้ได้ความกระจ่างในอรรถปัญหากับการปฏิบัติทางจิตมิได้เว้น แต่อรรถกถาซึ่งได้รับมาก็ไม่ได้ทำให้ท่านกระจ่างแจ้ง อีกทั้งยังไม่มีคณาจารย์รูปใดทรงภูมิชี้ช่องแนะทางให้เกิดความรู้เบื้องสูงขึ้นไปอีกได้<o:p></o:p>
ดังนั้นหลังการกราบนมัสการพระมหาเจดีย์ชเวดากองแล้ว ท่านจึงตัดสินใจกลับประเทศไทย ทว่าปีนั้นใกล้ถึงกาลเข้าพรรษาเต็มทีแล้ว ประมาณว่าคงข้ามชายแดนไทยไม่ทันแน่ ท่านจึงเลือกจำพรรษาอยู่ที่สำนักสงฆ์บนเขาแห่งหนึ่งของเมืองมะละแหม่ง สำนักสงฆ์แห่งนี้มีพระภิกษุชาวพม่าเพียงรูปเดียว เมื่อมีกุฎิกำบังแดดฝนถูกต้องตามพระวินัย ท่านทั้งสองก็เร่งทำความเพียรอย่างอุกฤษฎ์ตลอดพรรษานั้น <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
7. ธรรมบันดาล<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
หลังออกพรรษาแล้ว ท่านเจ้าคุณ ฯ เทพมงคลปัญญาจารย์ตัดสินใจเดินทางกลับกรุงเทพ ฯ<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นก็เดินทางมาส่งจนถึงวัดสระปทุม ฯ และพักแรมอยู่ด้วยระยะหนึ่ง<o:p></o:p>
ที่วัดสระปทุม ฯ นี้ มีชาวเยอรมัน 2 คน ศรัทธาเลื่อมใสท่านเจ้าคุณ ฯ เทพมงคลปัญญาจารย์ ถึงกับสร้างกุฏิถวายและรู้จักคุ้นเคยกับท่านพระอาจารย์มั่น ชาวเยอรมัน 2 คนดังกล่าวเดินทางมาทำบุญ ที่ประเทศไทยสม่ำเสมอ มีศีลเป็นนิสัยและรู้จักบาปบุญ มีความสะดุ้งกลัวต่อการทำชั่ว นับเป็นชาวต่างชาติที่น่ายกย่อง<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นพักอยู่ที่วัดสระปทุม ฯ เป็นเวลาพอสมควรแก่เวลาท่านก็อำลาเพื่อนสหธรรมิก เดินทางธุดงค์โดดเดียวไปยังจังหวัดเลยต่อไป ขณะนั้นจังหวัดเลยยังอุดมไปด้วยป่าเขาอันสมบูรณ์ มีถ้ำเล็กใหญ่เป็นสัปปายะต่อการปฏิบัติสมณธรรมอย่างยิ่ง ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺโต พอใจภูมิประเทศของจังหวัดเลย เนื่องจากเหมาะสมกับการกระทำความเพียรของท่าน แต่ท่านไม่ค่อยชอบถ้ำใหญ่ ท่านชอบถ้ำเล็กๆบนภูเขาที่ไม่สูงนัก พอจะขึ้นลงโดยสะดวก นพระอาจารย์มั่นค้นหาถ้ำที่เหมาะสมกับจริตนิสัยของท่านจนกระทั่งเจาถ้ำผาบิ้ง จึงได้พักอาศัยบำเพ็ญเพียรต่อไป<o:p></o:p>
ขณะที่ท่านปฏิบัติสมณธรรมบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่ ณ ถ้ำผาบิ้งเพียงรูปเดียว นับว่าได้ผลก้าวหน้าพอสมควร แม้กระนั้นปัญญาก็ยังไม่รู้แจ้งแทงตลอด จนสามารถถอดถอนตัวกิเลศให้หลุดออกไปได้หมดทั้งรากทั้งโคน ในที่สุดท่านก็เดินทางกลับมาวัดเลียบ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อมาพบท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล อีกครั้ง <o:p></o:p>
วัดเลียบในสมัยนั้นยังสงัดวิเวก ไม่พลุกพล่านเช่นปัจจุบัน ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺโต ก็เร่งกระทำความเพียรอย่างต่อเนื่องเต็มกำลัง<o:p></o:p>
ณ วัดเลียบนี้ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺโต ได้สุบินนิมิตซึ่งแสดงให้เห็นถึงอนาคตบนเส้นทางธรรมของท่าน หลวงพ่อท่านอาจารย์วิริยังค์ สิรินฺธโร (พระราชธรรมเจติยาจารย์) ซึ่งเป็นพระอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺโต นานนับ 4 ปี ได้รจนาเอาไว้ในหนังสือ ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺตเถระ (ฉบับสมบูรณ์) และใต้สามัญสำนึก ได้ชัดเจนยิ่ง ผู้เรียบเรียงกราบนมัสการขออนุญาตนำข้อความเหตุการณ์ตอนนี้มาเรียงลำดับให้ท่านสาธุชนทั้งหลาย ได้สดับเป็นอัศจรรย์ดังต่อไปนี้<o:p></o:p>
...เหมือนธรรมบันดาล โดยความที่ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ประโยคพยายามอย่างจรดเหนือจรดใต้ รอบฟ้าแดนดินก็ว่าได้ และยังไม่ได้สมดังความมุ่งหมาย ถ้าเป็นอย่างเราๆท่านๆ เห็นท่าจะต้องล้มเลิกการปฏิบัติเสียแล้ว เพราะลำบากแสนสาหัสจริงๆ ท่านยังพูดกับผู้เขียนเสมอๆ ขณะที่ผู้เขียนตำหมากถวายท่านตอนกลางวันว่า<o:p></o:p>
วิริยังค์เอ๋ย มันแสนสาหัสสากรรจ์จริงๆหนา เราได้ตรากตรำทำมาเกือบเอาชีวิตไปทิ้งเสียที่ในป่าดงพงไพร โดยไม่รู้ไม่เห็นอะไร มันสาหัสก็แสนสาหัส แต่มันก็มีอะไรอยู่อย่างหนึ่งที่ทำให้เราต่อสู้ไม่เคยกลัว และก็ไม่ถอยให้แก่มันแม้แต่ก้าวเดียว<o:p></o:p>
ก็เป็นเหมือนกับธรรมบันดาล คือค่ำคืนหนึ่งขณะที่เราได้หลับไปแล้ว แต่การหลับของเราในขณะนั้นก็เหมือนจะตื่น เพราะต้องกำหนดจิตให้มีสติไว้เสมอๆ ท่านเล่าว่า เราก็ฝันไปว่าเราเดินออกจากบ้านไปตามหนทาง แล้วก็เข้าสู่ป่ารกชัฏ มีทั้งหนามและไม้รกรุงรัง<o:p></o:p>
ท่านก็เดินผ่านป่านั้นเรื่อยไป ก็ได้พบกับต้นชาดต้นหนึ่งที่ล้มตาย มีกิ่งก้านผุไปหมด ท่านก็ขึ้นไปบนขอนไม้ชาดที่ล้มนั้น ปรากฏว่าเป็นขอนไม้ที่ใหญ่โตมากทีเดียว <o:p></o:p>
แม้ท่านขึ้นไปบนขอนไม้ชาดแล้ว จึงสังเกตดูก็รู้ว่าเป็นต้นชาดที่ตายสนิท ไม่มีทางที่จะงอกงามขึ้นมาได้อีก มองไปข้างหน้าเป็นท้องทุ่งเวิ้งว้างปลอดโปร่งกว่าทางที่ผ่านมา ขณะนั้นปรากฏว่ามีม้าสีขาวตัวหนึ่งวิ่งมาจากทางไหนไม่ทราบ แล้วก็เข้ามาเทียบข้างขอนไม้ชาดที่ท่านกำลังยืนอยู่นั้น ท่านก็ขึ้นบนหลังม้าขาวนั้นทันที ม้าก็พาท่านวิ่งห้อเต็มเหยียดไปกลางทุ่ง พอสุดทุ่งก็พอดีพบตู้พระไตรปิฎกตั้งตระหง่านอยู่ข้างหน้า ม้าก็ได้หยุดลงตรงนั้นพอดี แต่ท่านมิได้เปิดตู้พระไตรปิฎกนั้น ก็พอดีรู้สึกตัวตื่นขึ้นเสียก่อน<o:p></o:p>
ครั้นเมื่อท่านตื่นขึ้นมาก็ได้ทบทวนตามเหตุการณ์ต่างๆที่ได้สุบินนิมิตนี้ เกิดความมั่นใจและทำนายนิมิตนั้นตามลำดับว่า เราออกจากบ้านไปนั้น คือเราได้ออกจากความเป็นฆราวาส แต่ไปพบป่ารกชัฏแสดงว่าเราได้เดินทางไปแต่ยังไม่ถูกทางจริง จึงต้องลำบากอย่างหนัก แต่การที่เราได้ขึ้นบนขอนไม้ชาดที่งอกอีกไม่ได้นั้น แสดงว่าเราอาจจะเกิดเป็นชาติสุดท้ายด้วยการแสวงหาธรรมในทางที่ถูกต้องต่อไป ทุ่งว่าเป็นทางที่ปลอดโปร่งในการที่จะดำเนินการปฎิบัติที่ไม่มีความลำบากมากนัก การที่เราได้ขี่ม้าขาวหมายถึง การเดินไปสู่ความบริสุทธิ์อย่างรวดเร็ว<o:p></o:p>
การไปพบตู้พระไตรปิฎกแต่ไม่ได้เปิดดูตู้นั้น คือเราไม่ได้ถึงปฏิสัมภิทาญาณ ถ้าได้เปิดตู้นั้นดูก็คงแตกฉานกว่านี้ นี่เป็นพียงพบตู้ก็ได้เพียงปฏิสัมภิทานุศาสน์ มีการสอนผู้อื่นได้บ้างเท่านั้น <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p></o:p>
8. รู้จริง เห็นจริง ในกายและจิต<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
เมื่อเหมือนบุญบันดาลเช่นนี้ ก็ทำให้ท่านเกิดความมั่นใจขึ้นมาอีกมากในการที่จะดำเนินการปฏิบัติต่อไป ท่านเล่าว่า จากนั้นท่านได้พยายามอยู่อย่างเดียว คือเมื่อจิตได้พลัง เกิดความสงบและความแกร่งขึ้นในจิตนั้นแล้ว ท่านก็ไม่ให้มันสงบเหมือนแต่ก่อน เพราะแต่ก่อนนั้นท่านถือเอาความสงบเป็นใหญ่<o:p></o:p>
แต่ตอนนี้ท่านพยายามที่จะกำหนดจิตพิจารณากายคตาอย่างหนัก ท่านได้ใช้กระแสจิตกำหนดเข้าสู่กายทุกส่วน ทั้งยืน เดิน นั่ง นอน ให้จิตนี้จดจ่ออยู่ที่กายตลอดเวลา ทั้งนี้เพื่อพิจารณาให้เกิดความเบื่อหน่าย<o:p></o:p>
บางครั้งท่านเดินจงกรมอยู่ ปรากฏว่าท่านได้เดินลุยเหยียบไปบนร่างกายของคนตายซึ่งนอนเรียงรายอยู่ทั่วไป การกระทำเช่นนี้ใช้เวลานานหลายเดือน ทั้งก็รู้สึกว่าเกิดปัญญาขึ้นมาบ้าง ซึ่งก็ไม่เหมือนเมื่อคราวทำจิตให้สงบ ไม่เกิดปัญญาเลย มีแต่อยู่เฉยๆ สบายๆ สบายก็จริงแต่ก็ได้แค่สบาย ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ยังเกิดความหวั่นไหวไปตามกิเลศอยู่ ครั้งนี้รู้สึกว่าความหวั่นไหวไปตามอารมณ์ชักจะชะงักลง จึงปลงใจว่าน่าจะถูกหนทางแล้วกระมัง <o:p></o:p>
วันหนึ่ง ท่านนิมิตเป็นอุคหะขึ้น (หมายความว่านิมิตในสมาธิ) เห็นคนตายอยู่ตรงหน้าห่างจากตัวท่านราว 1 ศอก หันหน้าเข้าหาท่าน ขณะนั้นมีสุนัขตัวหนึ่งเข้ามากัดซากศพนั้น ดึงเอาไส้ออกมาเคี้ยวกินอยู่ เมื่อเห็นนิมิตปรากฏอย่างนั้น ท่านก็กำหนดพิจารณาให้เกิดความเบื่อหน่าย สลดสังเวชมิได้ท้อถอย ทำให้เห็นอยู่ทุกอิริยาบถแล้วก็กำหนดขยายส่วนต่างๆออกไปได้ตามความปรารถนา<o:p></o:p>
จะกำหนดอย่างนั้นให้เต็มทั่วทั้งวัดและทั้งโลกก็ได้ หรือจะกำหนดให้ย่อยยับดับสูญไม่มีอะไรเหลือก็ทำได้ เรียกว่ากำหนดให้เป็นไปตามปรารถนาทุกอย่าง ท่านได้พิจารณาซากศพนี้เป็นเวลานาน และยิ่งกำหนดยิ่งพิจารณาไปเท่าไหร่ จิตก็ยิ่งปรากฏสว่างไสวขึ้นมาก จึงได้ปรากฏเป็นดวงแก้วขึ้น แล้วทิ้งการกำหนดอสุภะ โดยกำหนดเอาเฉพาะดวงแก้วนั้นเป็นอารมณ์<o:p></o:p>
วาระต่อไปจึงปรากฏเห็นเป็นนิมิตอันหนึ่ง คล้ายกับภูเขาอยู่ข้างหน้า คิดอยากจะไปดู บางทีอาจจะเป็นหนทางที่อาจจะปฏิบัติได้ดีบ้างกระมัง ปรากฏในนิมิตสมาธิต่อไปอีกว่า ได้เดินเข้าไปมองเห็นเป็นชั้นๆ มีถึง 5 ชั้น จึงก้าวขึ้นไปจากชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 5 เป็นบันไดแก้ว แล้วหยุดอยู่บนชั้นนั้น แต่แล้วก็กลับคืน และในขณะนั้นปรากฏว่า ได้สะพายดาบอันคมกล้าไปด้วยเล่มหนึ่ง พร้อมทั้งสวมรองเท้าวิเศษอีกด้วย <o:p></o:p>
ในคืนต่อไปท่านทำสมาธิเข้าไปถึงชั้นเดิมอีก แต่คราวนี้ปรากฏเป็นกำแพงแก้วอยู่ข้างหน้า ที่กำแพงแก้วนั้นมีประตูเข้า- ออกได้ จึงคิดอยากจะเข้าไปดูว่ามีอะไรอยู่ข้างในนั้น จึงยกมือผลักบานประตูเดินเข้าไป เห็นมีทางอยู่ทางหนึ่งเป็นสายตรง ได้เดินไปตามทางสายนั้น ข้างทางด้านขวามีที่สำหรับนั่ง และมีพระกำลังทำสมาธิอยู่ประมาณ 2 - 3 รูป ที่อยู่ของพระนั้นคล้ายกับประทุนเกวียน แต่ท่านไม่ค่อยจะเอาใจใส่เท่าไรนัก จึงเดินต่อไป ข้างทางทั้งสองมีถ้ำเงื้อมอยู่มาก และได้เห็น ดาบสตนหนึ่ง แต่ก็ไม่เอาใจใส่อีก แล้วก็เดินทางต่อไปจนถึงหน้าผาซึ่งสูงชันมาก คิดจะเดินต่อไปอีกก็ไม่ได้ จึงหยุดเพียงแค่นั้นแล้วกลับมาตามทางเดิม <o:p></o:p>
ในคืนต่อมาท่านก็ได้กำหนดจิตเข้าสมาธิดำเนินไปตามทางเดิมทุกประการ เมื่อไปถึงหน้าผานั้นปรากฏว่ามียนต์อยู่อันหนึ่งคล้ายๆกับอู่ มีสายหย่อนลงมาจากหน้าผานั้น ท่านจึงได้ขึ้นยนต์ พอท่านนั่งเรียบร้อยแล้ว ยนต์ก็ชักพาขึ้นไปบนยอดเขาลูกนั้น แต่บนเขานั้นยังมีสำเภาใหญ่อยู่ลำหนึ่ง ท่านได้ขึ้นไปบนสำเภาลำนั้นอีก ข้างในสำเภามีโต๊ะสี่เหลี่ยมอยู่ตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีผ้าสีขาวละเอียดปูไว้<o:p></o:p>
เมื่อมองไปมองมาทั้งสี่ทิศ เห็นมีแสงประทีปตั้งไว้รุ่งโรจน์ชัชวาล ประทีปนั้นคล้ายกับติดเชื้อด้วยน้ำมัน จึงได้ขึ้นนั่งบนโต๊ะนั้น และได้ฉันจังหัน (ฉันเช้า) ที่นั่นด้วย ของฉันก็มีข้าวและแกงกับอีกหลายอย่าง เวลาฉันเสร็จแล้วมองไปข้างหน้าเห็นฝั่งโน้นไกลลิบ จะไปต่ออีกก็ไม่ได้เพราะมีเหวลึกขวางหน้าอยู่ และสะพานที่จะข้ามก็ไม่มี ท่านจึงต้องกลับสู่ทางเดิม<o:p></o:p>
คืนต่อมาท่านก็ได้เข้าสมาธิจิตไปตามเดิมนั่นเอง แต่พอถึงสำเภาลำนั้น ท่านก็ยังคิดอยากจะข้ามเหวต่อไป ปรากฏว่ามีสะพานเล็กๆพอข้ามไปได้ เมื่อข้ามไปถึงฝั่งด้านโน้นแล้ว เห็นเป็นกำแพวใหญ่สูงมาก และประกอบไปด้วยค่ายคูประตูและหอรบครบบริบูรณ์ ด้านหน้ากำแพงมีถนนสายใหญ่อยู่สายหนึ่งจากทิศใต้ไปทิศเหนือ จึงคิดอยากไปแต่ผลักประตูไม่ออก ท่านจึงต้องกลับทางเดิม<o:p></o:p>
คืนหลังต่อมาอีก ท่านก็ได้เข้าสมาธิจิตไปตามทางเดิมนั้น ในคืนนั้นเมื่อท่านไปถึงระหว่างตอนที่จะข้ามสะพานตรงเหวลึกนั้น ปรากฏว่ามีสะพานใหญ่กว่าวันก่อนมาก ขณะที่ท่านเดินไปตามสะพานถึงระหว่างกลางนั้น ท่านก็ได้พบกับท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) ซึ่งเดินสวนทางมาแล้วกล่าวว่า อฏฐงฺคิโก มคฺโค แล้วก็เดินต่อไป<o:p></o:p>
ครั้นท่านไปถึงประตูแล้วมองเห็นประตูเล็ก จึงผลักประตูเล็กออกไปได้ เข้าไปผลักประตูใหญ่ก็ได้อีก เมื่อเดินเข้าไปก็เห็นมีกำแพงและมีเสาธงตั้งอยู่กลางเวียง กำแพงนั้นตั้งสูงตระหง่านดูเบิกบานใจยิ่งนัก ที่ข้างหน้ามีถนนสะอาดเตียนราบรื่นและมีหลังคามุงไว้ มีประทีปโคมไฟติดไว้ตามเพดานสว่างไสว<o:p></o:p>
ข้างหลังถนนเห็นมีโบสถ์หลังหนึ่ง ท่านจึงเดินเข้าไปในโบสถ์นั้น ภายในโบสถ์มีทางสำหรับเดินจงกรมและมีประทีปตั้งไว้สว่างไสวอยู่ 2 ข้างทางเดิน ท่านคิดอยากจะเดินจงกรม จึงได้เดินกลับไปกลับมาอยู่ ณ ที่นั้น และเห็นธรรมาสน์อันวิจิตรไปด้วยเงินตั้งอยู่ ท่านจึงได้ขึ้นไปนั่งบนธรรมาสน์นั้น ข้างบนธรรมาสน์นี้มีบาตรอยู่ใบหนึ่ง เมื่อเปิดดูก็พบมีดโกนอยู่เล่มหนึ่ง <o:p></o:p>
พอมาถึงตอนนี้ไม่ปรากฏมีนิมิตอะไรอีกต่อไป คงหยุดอยู่เพียงแค่นี้ทุกวันทุกคืน ท่านได้เข้าจิตทำนองนี้จนเกิดความชำนาญ และเข้าออกเวลาไหนก็ได้ตามใจชอบ พอถึงที่ของมันแล้วจะสงัดจากอารมณ์ทั้งหลาย แม้เสียงก็ไม่ได้ยิน ทุกขเวทนาก็ไม่ปรากฏ เป็นเช่นนี้อยู่ถึง 3 เดือน และทุกครั้งที่เข้าจิตไปนั้น ดาบและรองเท้าก็ต้องมีทุกคราวไป จนสำคัญตนว่าตนของตนถึงความบริสุทธิ์แท้แน่จริง หมดจดจากกิเลศแล้ว <o:p></o:p>
การเกิดนิมิตที่ท่านเล่ามานี้ ผู้เขียนได้เขียนจากปากคำของท่านเอง ขณะที่ท่านพระอาจารย์มั่นนั่งอยู่ที่ศาลาเวลาบ่าย 2 โมงเศษ ผู้เขียนสนใจเป็นพิเศษจึงขอจดลงในบันทึกเลย ท่านก็บอกผู้เขียนว่าระวังอย่าได้ไปหลงนิมิตเช่นนี้เพราะมันวิเศษจริงๆ ผู้ปฏิบัติทางจิตชอบจะมาติดอยู่พียงแค่นี้แล้วสำคัญตนผิด เราเองก็สำคัญตัวเรามาแล้ว และมันก็น่าจะหลง เพราะเป็นสิ่งอัศจรรย์มากที่วิปัสนูปกิเลศก็คือความเป็นเช่นนี้ <o:p></o:p>
ท่านเล่าต่อไปว่า ถึงแม้จะสำคัญตนว่าบริสุทธิ์แล้วก็ตาม แต่ยังมีความสงสัยอยู่เหมือนกัน จึงได้มีการกำหนดรู้เมื่อเวลาจิตออกจากความสงบแล้ว ปรากฏว่ายังมีวี่แววแสดงอาการกระทบกระเทือน ในเมื่ออารมณ์มากระทบย่อมอ่อนไหวไปตาม เมื่อคิดค้นดูเหตุการณ์ด้วยตนเองแล้ว เห็นว่าลักษณะจิตที่ดำเนินไปอย่างนั้น คงจะไม่ตรงต่ออริยมรรคและอริยผลแน่ ท่านจึงพยายามไม่ให้จิตมันลงไปเหมือนเดิม ถึงมันจะลงก็ไม่ยอมให้มันลง แล้งกำหนดกายคตาเป็นอารมณ์ พยายามแก้ไขอยู่เดือนเศษ<o:p></o:p>
ในวันหนึ่ง หลังจากที่มิให้จิตมันหลงไปตามนิมิตต่างๆนั้นได้แล้ว กำหนดเฉพาะกายคตา จิตได้เข้าถึงฐาน ปรากฏว่าท่านได้เลิกหนังของตัวเองออกหมด แล้วแหวะภายในกาย ได้พิจารณาทบทวนอยู่ในร่างกายอย่างละเอียด แต่ก็ใช้เวลาพักจิต มิได้พิจารณาไปโดยมิได้หยุดพัก แต่เมื่อพักจิตก็รู้ว่าปัญญาได้เกิดขึ้นพอสมควร มีอาการไม่ตื่นเต้นและไม่หวั่นไหว ท่านจึงได้เปล่งอุทานว่า <o:p></o:p>
นี่แหละจึงจัดว่ารวมถูก เพราะไม่ใช่จิตรวมสงบก็อยู่เฉย ที่สงบนั้น ต้องสงบแล้วพิจารณาอยู่ในกัมมัฏฐาน คืออยู่ในการพิจารณาดูตัวทุกข์ คือกายนี้เป็นตัวทุกข์ และให้เห็นตัวทุกข์อยู่ จึงจะเรียกได้ว่าดำเนินจิตอยู่ในองค์มรรค <o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นได้เล่าถึงตอนนี้ จึงพูดขยายความต่อไปอีกว่า เราจะต้องตรวจค้นให้รู้จริง เห็นจริง อยู่ที่กายกับจิตเท่านั้นจึงจะถูกอริยมรรคปฏิปทา จนปรากฏว่าครั้งหนึ่งร่างกายของท่านแตกออกเป็น 2 ภาค และก็ได้กำหนดจิตให้นิ่ง จนเกิดความสังเวชสลดใจ จึงถือเอาหลักนั้นเป็นการเริ่มต้น เพราะเห็นว่าถูกต้อง แล้วปฏิปทาดำเนินต่อไป <o:p></o:p>
9. ไม่ยี่หระกับความตาย<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นพิจารณาในตัวท่าน เห็นว่าการบำเพ็ญเพียรที่ผ่านมานั้น มีทั้งถูกทางและไม่ถูกทาง กระนั้นก็พอจะรู้วิธีแก้ไขได้บ้างแล้ว การอยู่ที่วัดเลียบนี้แม้จะเงียบสงบ แต่ก็ยังมีบางสิ่งบางอย่างเป็นเครื่องกังวลอยู่ ไม่สามารถปฏิบัติถึงขั้นอุกฤษฏ์ได้ ดังนั้นท่านจึงตัดสินใจออกธุดงค์เดี่ยวอีกครั้ง <o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นออกจากอุบลราชธานี เดินด้วยเท้าเปล่าไปเรื่อยๆ รอนแรมผ่านดงพญาเย็นซึ่งยังอุดมไปด้วยสัตว์ป่า ฝ่าดงดิบป่าทึบไปตลอดทาง ระหว่างนั้นท่านยังไม่พบสถานที่วิเวกอันควรกระทำความเพียรอย่างยาวนานแม้แต่แห่งเดียว ตราบกระทั่งทะลุเข้าเขตจังหวัดนครนายก <o:p></o:p>
อาณาเจตป่าเขานครนายกขณะนั้นยังเป็นป่าดงดิบทึบ มีความสงัดเงียบวังเวงอันเย็นเยียบ เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรของท่านพระอาจารย์มั่นอย่างยิ่ง <o:p></o:p>
ขณะที่ท่านมุ่งตรงไปยังบริเวณถ้ำไผ่ขวาง ใกล้นำตกสาลิกาบนภูเขา ต้องผ่านหมู่บ้านไม่ก็หลังคาเรือน ซึ่งเป็นบ้านอยู่อาศัยของชาวไร่ ชาวบ้านและชาวไร่เห็นพระธุดงค์กัมมัฏฐานกำลังบ่ายหน้าจะขึ้นเขา ก็มานมัสการกราบไหว้ ไถ่ถามท่านว่า หลวงพ่อจะขึ้นไปบำเพ็ญสมณธรรมบนภูเขาลูกนี้หรือขอรับ <o:p></o:p>
ท่านตอบว่า ถูกแล้ว <o:p></o:p>
ชาวบ้านพอได้ยินคำยืนยันว่าท่านจะขึ้นเขาจริงๆ ต่างมีสีหน้าวิตกกังวล ห่วงใยอย่างเห็นได้ชัด คนหนึ่งในกลุ่มกล่าวห้ามด้วยเจตนาดี ว่า อย่าขึ้นไปเลยขอรับหลวงพ่อ มีพระขึ้นไปอยู่ในถ้ำบนเขาน้ำตกสาลิกา 6 รูปมาแล้ว ที่มรณภาพที่นั่น อยู่กับพะวกกระผมข้างล่างนี้เถิด <o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นก็ตอบเขาไปว่า ขอบใจนะโยมที่ห่วงใย ขอให้อาตมาเป็นรูปที่ 7 ก็แล้วกัน <o:p></o:p>
แม้ชาวบ้านและชาวไร่ผู้มีความปรารถนาอันดียิ่งจะกล่าวทัดทานเช่นไร ก็ไม่อาจยับยั้งท่านไว้ได้ แล้วท่านก็ขึ้นไปยังยังถ้ำไผ่ขวางดังกล่าว<o:p></o:p>
ไปถึงบริเวณถ้ำปรากฏว่า เป็นถ้ำไม่ใหญ่โตนัก อาณาบริเวณโดยรอบมีต้นไม้ใหญ่เล็กขึ้นแน่นขนัด ทำให้ร่มครึ้มเยือกเย็น ท่านพระอาจารย์มั่นพิจารณาดูสถานที่บำเพ็ญเพียรแล้ว ออกจะแปลกใจสงสัยว่ามีเหตุอันใดหรือ จึงทำให้พระธุดงค์กัมมัฏฐานต้องเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่ถึง 6 รูป กระทั่งชาวบ้านต้องเป็นภาระนำศพไปฝังไปเผาตามมีตามเกิด<o:p></o:p>
ท่านครุ่นคิดเพียงเท่านี้ ก็สลัดเรื่องดังกล่าวทิ้งไปไม่ใส่ใจอีก วางบริขารลงที่ปากถ้ำ แล้วจัดที่นั่งสมาธิภาวนาและที่เดินจงกรม ทำความสะอาดถ้ำที่พักให้เรียบร้อยเท่าที่จะทำได้<o:p></o:p>
เวลานั้นเย็นย่ำสนธยาแล้ว ความมืดสลัวหม่นมัวครอบคลุมเข้ามาอย่างรวดเร็วกว่าปกติ เพราะเป็นป่าเขาดงทึบ อาณาบริเวณโดยรอบถ้ำสงัดวังเวงตามสภาพธรรมชาติที่ห่างไกลผู้คนอยู่อาศัย มีแต่เสียงนกเล็กๆ ส่งเสียงเพรียกขานจากยอดไม้ จักจั่นลองไนก็เริ่มส่งเสียงให้ได้ยินบ้างแล้ว<o:p></o:p>
หากเป็นคนธรรมดาซึ่งไม่เคยผ่านการอบรมจิตจนกล้าแข็งเด็ดเดี่ยว และไม่เคยผ่านประสบการณ์ธุดงค์มาอย่างโชกโชนเคี่ยวกรำ คงอยู่เพียงโดดเดี่ยวท่ามกลางสิ่งแวดล้อมซึ่งน่าหวาดกลัวเช่นนี้ไม่ได้ หรือหากปล่อยให้ความกลัวครอบงำจนขาดสติ เห็นทีจะเตลิดกระเจิดกระเจิง ลงเขาไปก่อนดวงตะวันจะลับฟ้าเป็นแม่นมั่น<o:p></o:p>
สำหรับท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว ท่านเคยชินกับความเปลี่ยวสงัดวังเวงมาแล้วอย่างโชกโชน ไม่มีอะไรจะทำให้จิตใจของท่านหวั่นไหวได้เลย<o:p></o:p>
ถึงเวลาวิกาลมืดสนิท ท่านพระอาจารย์มั่นก็เริ่มบำเพ็ญความเพียรด้วยการนั่งสมาธิตลอดทั้งคืน ปรากฏจิตสว่างไสวไปทั่ว นับเป็นนิมิตอันดีของการปฏิบัติในค่ำคืนนั้น<o:p></o:p>
เช้าวันรุ่งขึ้น ท่านโคจรบิณฑบาตไปที่บ้านไร่ แล้วขึ้นเขากลับมายังถ้ำ ฉันเสร็จแล้วก็กลับมาพักผ่อนประมาณ 1 ชั่วโมง เนื่องจากปฏิบัติมาตลอดทั้งคืน ครั้นครบกำหนดพักผ่อนแล้วก็ลุกขึ้น รู้สึกร่างกายผิดปกติขึ้นมาอย่างน่าแปลกใจ นั่นคือเนื้อตัวดูหนักๆไม่เหมือนเดิม เมื่อท่านไปอุจจาระจึงได้รู้ว่าท้องร่วง สังเกตดูจากอุจจาระก็พบว่า อาหารที่ฉันเข้าไปไม่ย่อยเอาเสียเลย ฉันเข้าไปอย่างไรก็ถ่ายออกมาอย่างนั้น ข้าวสุกยังเป็นเมล็ด แตงโมก็ยังเป็นชิ้นๆ สภาพเหมือนเดิมทุกอย่าง เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านก็หวนไปถึงพระธุดงค์ทั้ง 6 รูป ซึ่งมรณภาพไปแล้ว ก็คงมรณภาพไปด้วยเหตุนี้เป็นแน่ และตัวของท่านเองก็คงจะถึงแก่ชีวิตด้วยเหตุเดียวกันเสียละกระมัง<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต มีความองอาจแกร่งกล้า ยากจะหาผู้ใดเทียบได้ ความสะดุ้งกลัวมิอาจกล้ำกราย สร้างความหวั่นไหวให้แก่ท่านได้เลย เมื่อรู้เหตุแห่งมรณภาพเป็นเช่นนี้ ท่านจึงเตรียมปฏิบัติให้ถึงที่สุด จะเป็นจะตายอย่างไรไม่ใส่ใจมากังวล จากนั้นท่านก็เดินหาสถานที่อันเหมาะสมเพื่อจะปฏิบัติความเพียร<o:p></o:p>
มาพบที่แห่งหนึ่งตรงปากเหวลึก เป็นก้อนหินใหญ่ยื่นออกไปจากขอบเหว และหุบเหวแห่งนี้ลึกล้ำสุดประมาณ ท่านทดลองโยนก้อนหินลงไปนานถึงชั่วอึดใจ จึงได้ยินเสียงก้อนหินตกกระทบก้นเหว ท่านพระอาจารย์มั่นตัดสินใจที่จะนั่งปฏิบัติบนหินก้อนนี้ เมื่อถึงคราวจะตายก็ขอตายเสียที่นี่ ให้ศพท่านหล่นลงไปในเหวลึกเสียเลย ไม่ต้องเป็นภาระเดือดร้อนของชาวบ้าน ที่จะมาจัดการกับศพของท่าน<o:p></o:p>
ค่ำคืนนั้น ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้ตั้งปณิธานไว้ว่า ถ้าเราไม่รู้แจ้งเห็นจริงก็จะไม่ลุกจากที่นั่งนี้เด็ดขาด <o:p></o:p>
10. เห็นทางพ้นทุกข์<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
บนก้อนหินใหญ่ที่ชะโงกเงื้อมออกไปจากปากเหวลึก ท่านพระอาจารย์นั่งปฏิบัติสมาธิอยู่บนนั้น เมื่อท่านพิจารณาจิตจนกระทั่งจิตรวมสงบลงถึงที่ บังเกิดโอภาสสว่างออกไปภายนอกดุจกลางวัน<o:p></o:p>
ความผ่องใสแห่งจิตครั้งนี้ ทำให้พิจารณาที่ผ่านมาทุกอย่างแจ้งประจักษ์ชัดเจนหมดสิ้นในปัจจุบัน การพิจารณากายคตาตลอดจนอรรถธรรมข้อต่างๆซึ่งยังเป็นที่เคลือบแคลงก็คลี่คลายใสกระจ่างไปทีละข้อ ขณะที่พิจารณาธรรมทั้งหลายอย่างได้ผลอยู่นั้น เกิดมีนิมิตบางอย่างปรากฏขึ้น เห็นเป็นลูกสุนัขกินนมแม่อยู่ นิมิตที่เกิดขึ้นนี้จะต้องมีเหตุที่มา เพราะขณะจิตขั้นนี้จะไม่มีนิมิตเจือปนเข้ามาได้ ( คือเลยชั้นที่จะมีนิมิต )<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นกำหนดพิจารณาที่มาของนิมิตโดยกำลังของกระแสจิต ก็เกิดญาณคือความรู้จริงขึ้นว่า ลูกสุนัขก็คือตัวของท่านเองในอดีตชาติ และเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในชาติของสุนัขมานับครั้งไม่ถ้วน <o:p></o:p>
ท่านพิจารณาใคร่ครวญลึกลงไปอีกว่าเหตุใดจึงต้องเป็นสุนัขเช่นนั้น ก็ได้คำตอบกลับมาว่า ภพ คือความยินดีในอัตภาพของตน สุนัขยินดีในภพของมัน สุนัขก็ต้องอยู่ในภพของมันตลอดไป<o:p></o:p>
เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นทราบว่าอดีตชาติของท่านเคยเกิดเป็นสุนัข อีกทั้งยังยึดติดวนเวียนอยู่ในภพในชาติของสุนัขเช่นนั้นนานแสนนาน ความสลดสังเวชก็บังเกิดแก่ท่าน ขณะเดียวกันจิตของท่านก็ยังสว่างโอภาสอยู่เช่นเดิม<o:p></o:p>
ท่านพิจารณาค้าหาความจริงในจิตของท่านต่อไปอีกด้วยความพิศวงสงสัยว่า ในภพชาติปัจจุบัน เหตุใดท่านจึงคล้ายกับพะว้าพะวังไม่อาจรู้แจ้งแทงตลอดอย่างรวดเร็วฉับพลัน และแม้ได้รับความสลดสังเวชถึงปานนี้ กลับพิจารณาให้ยิ่งขึ้นไปอีกไม่ได้ ทั้งๆที่จิตละเอียดสว่างไสว<o:p></o:p>
ความจริงอีกประการหนึ่งที่ท่านไม่เคยรู้มาก่อนก็ทำให้รู้ขึ้นมาว่า ท่านปรารถนาพระสัมมาสัมโพธิญาณ ฉะนั้นต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกหลายภพหลายชาติ บางชาติตกเป็นทาสของกิเลศ ถึงกับเกิดเป็นสุนัขอย่างน่าสังเวช เหตุนี้ท่านจึงไม่ต้องการ พุทธภูมิ อีกต่อไปแล้ว<o:p></o:p>
เพราะท่านต้องการหลุดพ้นจากแดนทุกข์ บรรลุสู่พระนิพพานในชาติ<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่น น้อมรำลึกถึงธรรมะ ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และนำธรรมะนั้นมาชี้ทางพ้นทุกข์ในปฐมเทศนา คือ อริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค<o:p></o:p>
ทุกข์ ควรกำหนดรู้<o:p></o:p>
สมุทัย ควรละ<o:p></o:p>
นิโรธ ควรทำให้แจ้ง<o:p></o:p>
มรรค ควรเจริญให้มาก <o:p></o:p>
ทุกข์ ในปฐมเทศนา แสดงว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นทุกข์ แล้วใครล่ะเกิด แก่ เจ็บ ตาย แท้จริงก็คืออัตภาพของเรานี่เอง<o:p></o:p>
ฉะนั้น ร่างกายนี้จึงถือเป็นอริยสัจธรรม<o:p></o:p>
และการพิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริงในกายนี้ ก็เท่ากับรู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจนั่นเอง<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นพิจารณาละเอียดลงไปอีกว่า ปฏิปทาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตอนจะตรัสรู้ ทรงนั่งสมาธิในวันวิสาขะ วันเพ็ญเดือน 6 .... ตอนปฐมยาม พระองค์ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือญาณที่ระลึกชาติในหนหลังได้<o:p></o:p>
แต่ละภพชาตินับไม่ถ้วนของพระองค์นั้นก็คือ อัตภาพ แต่ละอัตภาพ ซึ่งต้องมีทุกข์ครบถ้วน คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นนำเอาการระลึกชาติในการเกิดเป็นสุนัข มาเป็นเหตุพิจารณาให้เกิดความแจ่มแจ้งในจิต เพื่อให้เพียงพอแก่ความต้องการในสัจธรรม<o:p></o:p>
การดำเนินให้เป็นไป ตามความเป็นจริง นี้ เรียกว่า ญาณ คือการ หยั่งรู้ <o:p></o:p>
และท่านก็ได้ความรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจากความเพียงพอ (อิ่มตัว) ของญาณแต่ละครั้ง มิใช่เป็นสิ่งที่จะนึกคิด คาดเดาเอา หรือน้อมเพื่อให้เป็นไป<o:p></o:p>
แต่...ต้องเกิดจากความเป็นจริงที่ว่า ต้องพอเพียงแห่งความต้องการจริงๆ (อิ่มตัว) นี้ เปรียบได้ดังเช่น....<o:p></o:p>
ผลไม้ มันต้องพอควรแก่ความต้องการของมัน มันถึงจะสุก<o:p></o:p>
ข้าว ที่หุงด้วยไฟ มันต้องการไฟให้เพียงพอกับความต้องการของมัน จึงจะสุก<o:p></o:p>
แม้การพิจารณา กาย ที่เรียกว่า ตัวทุกข์ นี้ก็เช่นกัน ต้องอาศัยการพิจารณาจนเพียงพอแก่ความต้องการ (จุดอิ่มตัว) จึงจะเกิดเป็น ญาณ ขึ้นมาได้<o:p></o:p>
และเวลาของการพิจารณาดังกล่าว อาจมีกำลังทรงอยู่ชั่วขณะหนึ่ง หรือเวลาหนึ่ง แล้วแต่กำลังของญาณ<o:p></o:p>
เช่น นิพพิทาญาณ หรือความเบื่อหน่าย จะตั้งอยู่ในจิตนานเท่าไร สุดแล้วแต่การพิจารณากายให้เห็นชัดแจ้งโดยความสามารถของพลังจิต<o:p></o:p>
การพิจารณาทุกข์เป็นเหตุให้เกิดญาณนี้ ถ้าเกิดกำลังเพียงพอ (จุดอิ่มตัว) เข้าเมื่อใด ญาณนั้นจึงจะเป็นกำลังตัดกิเลศได้โดยเด็ดขาด ไม่อาจย้อนกลับไปกลับมาได้อีก<o:p></o:p>
เฉกเช่นผลไม้สุกแล้ว ไม่สามารถย้อนกลับมาดิบใหม่ ข้าวถูกไฟเผาสุกแล้ว ย่อมย้อนกลับมาดิบไม่ได้อีก<o:p></o:p>
11. อมนุษย์ทดสอบญาณ<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ขณะที่ท่านพระอาจารย์มั่นนั่งสมาธิดำเนินจิตพิจารณา มีกำลังสว่างไสวอยู่นั้น พลันก็บังเกิดเหตุไม่คาดฝัน มีอาการสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งภูเขา ประหนึ่งจะถล่มทลายในพริบตา ความมืดทะมึนถาโถมเข้ามารอบทิศ มีเสียงต้นไม้ใหญ่น้อยหักโค่นดังสนั่นหวั่นไหว ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสมาธิจิตเกือบทำให้ท่านลืมตาขึ้นดู หากมี สติ มั่นคงยับยั้งไว้<o:p></o:p>
เหตุน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงที่อุบัติขึ้นมิได้เกิดขึ้นชั่ววูบแล้วสลายไป หากยังดำเนินต่อเนื่องมิได้หยุดยั้ง ท่านพระอาจารย์มั่นยังคงรักษาระดับการพิจารณาเป็นอนุโลมิกญาณในอริยสัจธรรมโดยปกติ<o:p></o:p>
มีสติควบคุมไม่สั่นคลอน การที่สติจะมีกำลังแค่ไหนเพียงไรนั้น ต้องทดสอบด้วยการเผชิญหน้าต่อสู้กับภัยอันตรายทั้งภายนอกและภายใน จะเกิดหวั่นไหวหรือไม่ จะยังคงพิจารณาอยู่กับร่องกับรอย ไม่เตลิดเปิดเปิงไปตามอารมณ์หวาดกลัวหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับบุคคลผู้นั้น ว่าอบรมฝึกฝนจิตมาอย่างกร้างแกร่งอาจหาญแค่ไหน<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นได้พิสูจน์แล้วว่า ภาวะน่าสะพรึงกลัวที่จู่โจมเข้ามาสู่ท่านขณะนี้มิได้มีอำนาจกระทบกระเทือน สติ ให้สั่นไหวได้เลย การพิจารณาอันเป็นอนุโลมิกญาณยังคงดำเนินไปเป็นปกติ<o:p></o:p>
ขณะนั้นรูปของอสูรกายร้ายร่างมหึมาก็ได้ผุดขึ้นมาเบื้องหน้าท่านพระอาจารย์มั่น ความสูงของอมนุษย์ตนนี้ตระหง่านเกินยอดต้นยางใหญ่ ในมือกระชับกระบองเหล็ก มีเปลวไฟลุกท่วมกระบองตลอดเวลา ดูน่าพรั่นพรึงอย่างที่สุด อมนุษย์ก้าวย่างเข้ามาหาท่าน เงือดเงื้อกระบองเหล็กเต็มเหยียดอย่างหมายชีวิต ร้องคำรามขู่ตะคอกว่า จงลุกจากที่นี่เดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นต้องตายอยู่ที่นี่ <o:p></o:p>
ท่านพรอาจารย์มั่นไม่เคยประสบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจิตถึงขนาดนี้ และนี่คืออันตรายเป็นที่สุดต่อการบำเพ็ญจิตขั้นละเอียด เพราะถ้าตื่นตกใจหรือสติหวั่นไหวจะผ่านขั้นนี้ไปไม่ได้เลย หรืออาจเกิดผลร้ายอื่นๆตามมาจนยากจะคาดเดา แต่ท่านได้อบรมสติของท่านจนเป็นมหาสติ ความสะทกสะท้านใดๆไม่อาจมากระทบได้ ท่านพระอาจารย์มั่นตอบกลับไปสั้นๆ ว่า เราไม่ลุก <o:p></o:p>
ฉับพลันทันทีนั้น อมนุษย์ได้หวดกระบองใหญ่เข้าใส่ร่างของท่านพระอาจารย์มั่น เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ท่านรู้สึกว่าร่างของท่านจมดิ่งลงไปในดินไม่ต่ำกว่า 10 วา แต่แล้วก็ลอยกลับขึ้นมานั่งขัดสมาธิ ณ ที่เดิม และไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น ท่านพระอาจารย์มั่นก็ยังกำหนดจิตแน่วแน่เป็นอนุโลมิกญาณต่อไป ซึ่งเป็นการพิจารณาจุดสุดยอดของญาณ ในขณะนั้นการมีชีวิตหรือความตายไม่มีความหมายอะไรเลย<o:p></o:p>
ภาวการณ์เลวร้ายยังมิได้ยุติลง อมนุษย์ตนนั้นหันไปถอนต้นตะเคียนใหญ่ที่อยู่ด้านหลังของท่านพระอาจารย์มั่นอย่างง่ายดายประหนึ่งถอนต้นหญ้า แล้วฟาดต้นตะเคียนใหญ่เข้าใส่ท่านพระอาจารย์มั่นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ร่างของท่านพระอาจารย์มั่นบี้แบนแหลกละเอียดไปพร้อมกับก้อนหินใหญ่ที่ท่านนั่งอยู่ แม้เหตุการณ์จะน่าพรั่นพรึงถึงขั้นนี้ ดวงจิตของท่านก็ยังมั่นคงส่องสว่างดุจเดิม ไม่มีสิ่งใดทำให้ระคายเคืองได้เลย <o:p></o:p>
ร่างกายของท่านพระอาจารย์มั่นที่แหลกละเอียด พลันประมวลรวมเป็นรูปบริบูรณ์ขึ้นมาอีก นั่งอยู่ตรงไหน เช่นไร ก็ปรากฏเป็นไปเช่นเดิม<o:p></o:p>
อมนุษย์สูงใหญ่มหึมาหมดฤทธิ์ร้ายจะแสดงอีกต่อไป ร่างกายตระหง่านเงื้อมค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นมนุษย์ธรรมดา ยอบตัวยกมือไหว้นมัสการขอขมาลาโทษที่ล่วงเกินท่านก่อนจะหายวับไป<o:p></o:p>
เวลานั้น...ใกล้รุ่งแจ้ง แสงทองส่องฟ้าแล้ว ไก่ป่าส่งเสียงขันมาจากพุ่มไม้ใบบังที่มันอยู่อาศัย เวลาประมาณตี 3 - ตี 4 เห็นจะได้ ท่านพระอาจารย์มั่นยังคงดำเนินสมาธิจิตไม่ลดละ ท่านคำนึงถึงญาณ 3 ในอริยมรรค คือสัจญาณ กิจญาณ และกตญาณ โดยเกิดความรู้อย่างแท้จริงว่า จิตที่บำเพ็ญจนกระทั่งถึงจุดอิ่มตัวแล้วนั้นเป็น ญาณ <o:p></o:p>
อุปมาได้ดั่งการกินอาหาร ไม่จำเป็นว่าต้องใช้อาหารจำนวนเท่านั้นเท่านี้กินเข้าไปถึงจะอิ่ม ขอให้มีอาหารกินเข้าไปเถอะ เมื่อร่างกายเพียงพอแก่ความต้องการแล้วก็จะถึงจุดอิ่มเอง ซึ่งคนกินอาหารย่อมรู้เองว่าอิ่มเมื่อไหร่<o:p></o:p>
ญาณ ก็เช่นเดียวกัน ขอเพียงบำเพ็ญให้ถูกต้อง เช่น การพิจารณา กาย คือ ตัวทุกข์ พอรู้แจ้งเห็นจริงในกาย เกิดความสลดสังเวชแล้วเกิดความเบื่อหน่าย (จุดอิ่มตัว) ความเบื่อหน่ายคือ ญาณ ซึ่งญาณนี้เกิดขึ้นเอง จะสมมุติให้เกิดขึ้นไม่ได้ เช่นเดียวกับการกินอาหาร จะสมมุติว่า อิ่ม ไม่ได้<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
12. รู้แจ้งในวิปัสสนาญาณ<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
การดำเนิน ญาณ ของท่านพระอาจารย์มั่น เป็นไปตามลำดับขั้นตอนของ สัจจะ คือความจริง<o:p></o:p>
กล่าวคือ พิจารณา ตัวทุกข์ เห็น ตัวทุกข์ แล้วจริงๆ มิใช่เดาเอา สมมุติเอา เช่นเห็นเส้นผมเป็นธาตุดินจริง ดังนี้เรียกว่าเป็นสัจญาณ<o:p></o:p>
การดำเนินญาณต่อไป คือกระทำ ความจริง นั้นให้ปรากฏอยู่เสมอ เรียกว่าเป็น กิจญาณ<o:p></o:p>
การถึงจุดละวาง ประหนึ่งคนอิ่มอาหาร ซึ่งละไปแล้วต่อความหิวไปแล้วโดยอัตโนมัติ เรียกว่าเป็น กตญาณ<o:p></o:p>
เมื่อถึงวาระหนึ่งท่านพระอาจารย์มั่นได้เข้าถึงวิปัสสนาญาณแล้ว<o:p></o:p>
วิปัสสนา คือความรู้แจ้งเห็นแจ้ง ธรรมดาความรู้แจ้งเห็นแจ้งเฉยๆ เห็นว่าเป็นธาตุขันธ์ เกิดจากการพิจารณาด้วยตาใน ยังไม่ใช่ ญาณ<o:p></o:p>
เมื่อรู้แจ้งเห็นจริงในขันธ์ทั้งหลายแล้ว เร่งบำเพ็ญพิจารณาไม่หยุดยั้ง กระทั่งถึงจุดอิ่มตัวเกิดความเบื่อหน่ายเป็นญาณ นั่นเองจึงจะได้ชื่อว่า วิปัสสนาญาณ<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต บำเพ็ญเพียรพิจารณาอย่างลืมวันลืมคืนจนหมดสิ้นความสงสัย และรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมที่ควรรู้ควรเห็น ได้รับผลตามความเป็นจริงในพระพุทธศาสนาแล้ว โดยกาลเวลาผ่านไปถึง 3 วัน 3 คืนเต็มๆ<o:p></o:p>
ก่อนรุ่งแจ้งท่านลุกขึ้นเดินจงกรม รู้สึกตัวเบาสบายอย่างไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน ครั้งได้เวลาบิณฑบาต ท่านก็นุ่งห่มสบงจีวร ช้อนสังฆาฏิเป็นปริมณฑล สะพายบาตรไว้ข้างประดุจอุ้ม ลงจากหน้าถ้ำบนเขาน้ำตกสาริกา บ่ายหน้าสู่หมู่บ้านชาวไร่เชิงเขา ณ บัดนั้น<o:p></o:p>
ชาวบ้านเชิงเขาน้ำตกสาริกา เห็นท่านพระอาจารย์มั่นลงมาบิณฑบาตเพียงวันเดียว เช้าวันต่อมาก็ไม่เห็นท่านมาปรากฏกายอีก บางคนสนใจท่านเป็นพิเศษ ชักชวนหมู่พวกตามขึ้นไปบนเขาจนถึงถ้ำ แต่ไม่พบเห็นท่านอยู่บริเวณนั้น ทั้งนี้เนื่องจากท่านพระอาจารย์มั่นเลือกสถานที่กระทำความเพียรยากแก่การค้นหา ชาวบ้านที่ขึ้นไปก็ไม่กล้าบุ่มบ่ามซอกแซกตามหาให้วุ่นวายเป็นการรบกวน เพราะไม่รู้ว่าท่านกำลังเข้าสมาธิอยู่หรือไม่ จึงพากันกลับลงมา<o:p></o:p>
สามวันผ่านไป ชาวบ้านไม่เห็นท่านพระอาจารย์มั่นลงจากเขามาบิณฑบาต ก็คิดว่าท่านคงมรณภาพไปแล้วเช่นเดียวกับพระธุดงค์รูปอื่นๆ บ้างก็ว่าท่านอาจนั่งสมาธิข้ามวันข้ามคืน แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่คาดเดาเอาว่าท่านต้องมรณภาพไปแล้วอย่างแน่นอน และหากท่านมรณภาพไปแล้วหลายวัน ศพก็คงเน่าเฟะดูไม่ได้ คราวนี้จะทำอย่างไรกันดีในการหาวิธีนำศพของท่านลงมาบำเพ็ญกุศลตามประเพณี ชาวบ้านต่างก็โจษขานกันไปตามประสา<o:p></o:p>
เช้าวันนั้น ชาวบ้านเห็นท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ลงจากเขามาบิณฑบาตด้วยอาการสำรวมเช่นที่เห็นคราวแรก ก็ปีติดีใจกันถ้วนหน้า ใส่บาตรแล้วคนใจกล้าก็ถามท่านตรงๆว่า <o:p></o:p>
ท่านอาจารย์ครับ 3 วันที่แล้วมาทำไมจึงไม่มาบิณฑบาตครับ<o:p></o:p>
ท่านตอบว่า อาตมาต่อสู้กับความโง่ของตัวเองนั่นแหละโยม เห็นจิตสงบดีจึงไม่ลงมา <o:p></o:p>
แม้ชาวบ้านจะเห็นท่านลงมาบิณฑบาตแล้วก็ตาม แต่ไม่มีใครมั่นใจว่าท่านจะมีชีวิตอยู่รอดไปยาวนานสักเท่าไร เพราะการมรณภาพของพระธุดงค์กัมมัฏฐานทั้ง 6 รูปก่อนหน้านี้นั้น เป็นความประหวั่นที่น่าพรั่นพรึงจริงๆ<o:p></o:p>
ในความเชื่อของชาวบ้านเชิงเขาน้ำตกสาริกา พวกเขาเชื่อว่าถ้ำไผ่ขวางคือแดนมรณะของพระธุดงค์กัมมัฏฐาน ซึ่งบังอาจเข้าไปบำเพ็ญเพียรทุกรูป มัจจุราชที่แอบแฝงอยู่บนเทือกภู หรือซ่อนเร้นอยู่ในถ้ำนั้น ต้องเป็นภูตผีปิศาจทรงฤทธิ์อำนาจเหนือกว่าอำนาจธรรมที่พระธุดงค์กัมมัฏฐานคุ้มครองตัวเองอย่างแน่นอน <o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นบิณฑบาตแล้ว ก็กลับขึ้นสู่ถ้ำไผ่ขวาง เสร็จภัตกิจ ท่านก็ปฏิบัติบำเพ็ญเพียรมิได้ขาดตอน คือนั่งสมาธิและเดินจงกรมเป็นปกติ ระหว่างนี้ท่านได้พิจารณามูลเหตุที่พระธุดงค์กัมมัฏฐาน 6 รูปมาปฏิบัติความเพียร ณ ถ้ำแห่งนี้แล้วมรณภาพทุกรูป ก็ทราบว่าประพฤติศีลวิบัติโดยลักษณะต่างๆกัน<o:p></o:p>
รูปที่ 1 มาอยู่ 2 เดือน 29 วันก็มรณภาพ รูปนี้ผิดพระธรรมวินัยข้อที่เก็บอาหารเป็นสันนิธิ เป็นอาบัติปาจิตตีย์ในโภชนวรรค สิขาบทที่ 7 เวลาไปบิณฑบาตแล้วมีอาหารบางสิ่งที่ไม่บูดเสียแล้วเก็บไว้ฉันในวันต่อไป<o:p></o:p>
รูปที่ 2 อยู่ได้ 3 เดือนกับ 29 วันก็มรณภาพ รูปนี้ได้ไปตัดไม่ในป่าด้วยตนเอง แล้วนำมาทำร้านเพื่อเป็นที่สำหรับนั่งและนอนนอกถ้ำ เพราะพื้นดินพื้นหินชุ่มชื้น ผิดพระธรรมวินับเป็นอาบัติปาจิตตีย์ ในสิขาบทที่ 1 แห่งภูตคามวรรค<o:p></o:p>
รูปที่ 3 มาอยู่ 4 เดือน 22 วันก็มรณภาพ รูปนี้ทำผิดพระธรรมวินัย ไปขุดดินขุดมันป่าเอามาเก็บไว้และต้มฉันเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่สมณะไม่สมควรทำ ผิดพระวินัยตามพุทธบัญญัติข้อที่ 1 ของภูตคามวรรค และข้อที่ 10 ของมุสาวาทวรรค<o:p></o:p>
รูปที่ 4 อยู่ได้ 5 เดือน 20 วันก็มรณภาพในถ้ำนี้ ชาวบ้านนำศพไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณี รูปนี้กระทำผิดพระวินัยโดยเก็บอาหารซึ่งบิณฑบาตมาได้เอามาฉันต่อ และยังเก็บผลไม่ต่างๆในป่าด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นการผิดพระธรรมวินัยข้อ 8 ของโภชนวรรคปาจิตตีย์ข้อ 1 ภูตคามวรรคปาจิตตีย์<o:p></o:p>
รูปที่ 5 อยู่ได้ 6 เดือน 18 วันก็มรณภาพ รูปนี้ได้ไปเก็บผลไม้จากต้นไม้ เพราะในป่ามีผลไม้ต่างๆ เช่น ผลไม้เค็ง ผลไม้พอง ผลนมวัว เป็นอาทิ ท่านได้ไปเก็บจากต้นมาฉันเอง นี่เป็นอาบัติปาจิตตีย์ข้อที่ 1 ของภูตคามวรรค และข้อที่ 10 ของโภชนวรรค<o:p></o:p>
รูปที่ 6 อยู่ได้ 7 เดือน 12 วันก็อาพาธ ขอให้ญาติโยมพาไปส่งที่วัดเดิมของท่านที่ขอนแก่น เมื่อกลับไปอยู่วัดเดิมได้ 1 เดือนก็มรณภาพ องค์นี้กระทำผิดพระวินัยอีกเช่นกัน คือเก็บอาหารต่างๆที่เป็นสันนิธิ เป็นอาบัติที่ได้กระทำอยู่เป็นอาจิณ<o:p></o:p>
ซึ่งตัวท่านเองก็มิได้รู้ถึงสมุฏฐานแห่งการเป็นอาบัติ จึงต้องศีลวิบัติอันเป็นเหตุให้ต้องถึงแก่ชีวิต<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
13. สำเนียกจากสรรพสัตว์<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
นับแต่ท่านพรอาจารย์มั่นพบแสงสว่างแห่งธรรม การปฏิบัติของท่านได้ผลสงบทั้งวันทั้งคืน อีกทั้งยังได้แจ้งชัดถึงการแนะนำสั่งสอนธรรมะในกาลต่อไปภายหน้า ว่าควรจะอบรมสั่งสอนพระภิกษุ สามเณรเป็นประการสำคัญ<o:p></o:p>
พระภิกษุ สามเณรที่รู้ธรรมแน่ชัดแจ่มกระจ่างแล้วเพียงรูปเดียว ย่อมนำไปสั่งสอนอุบาสกอุบาสิกา และประชาชนได้มากมาย เพราะฉะนั้นท่านจึงตั้งใจสั่งสอนพระภิกษุและสามเณรเป็นอันดับแรก แต่ก่อนจะสอนผู้หนึ่งผู้ใด จะต้องรู้เสียก่อนว่าผู้นั้นมีอุปนิสัยวาสนาและบุพเพสันนิวาสแต่กาลก่อนเป็นอย่างไร ผู้ใดควรได้รับธรรมกัมมัฏฐานอะไรถึงจะรู้ธรรมลึกซึ้ง<o:p></o:p>
ด้วยเหตุนี้ ศิษย์ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่านจึงบังเกิดผลในการปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐานอย่างรู้แจ้งเห็นจริง จะเห็นได้ว่าพระอาจารย์กัมมัฏฐานรูปสำคัญๆที่สร้างประโยชน์แก่พระพุทธศาสนามากมายจะเป็นศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโตแทบทั้งสิ้น อาทิ ท่านอาจารย์สุวรรณ สุจิณฺโน ท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ท่านอาจารย์เทสก์ เทสรงฺสี ท่านอาจารย์ชา ท่านอาจารย์ฟั่น อาจาโร ท่านอาจารย์ขาว ท่านอาจารย์วิริยังค์ สิรินฺธโร ท่านอาจารย์มหา-บัว ญาณสมฺปณฺโน ฯลฯ<o:p></o:p>
ณ ที่ถ้ำไผ่ขวางแห่งนี้ เป็นป่าสมบูรณ์มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล และเป็นที่อาศัยของสัตว์ป่าใหญ่น้อยมากมาย คนเข้าไปไล่ล่าเข่นฆ่าสัตว์มีน้อย และมีปืนอานุภาพไม่สูงนัก ส่วนมากจะเป็นพรานซึ่งเป็นชาวไร่ชาวบ้านป่า พวกเขาล่าสัตว์ก็เพื่อต้องการเนื้อมาเป็นอาหารเสียส่วนใหญ่ จะมีบ้างที่ต้องการเนื้อ หนัง งา เขา นอของสัตว์นำไปขาย แต่ก็มีน้อยเต็มที<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นบำเพ็ญสมณะธรรมที่ถ้ำไผ่ขวางด้วยความสงบสบาย และท่านสามารถรู้ภาษาสัตว์ได้ ณ ที่นี่ ท่านอธิบายย่อๆว่า ภาษาสัตว์ก็เหมือนภาษามนุษย์นั่นเอง คือเวลามนุษย์เปล่งเสียงพูดออกไปตามที่กระแสจิตบ่งบอกความมุ่งหมายต่างๆ ภาษาสัตว์ก็เช่นกัน กระแสจิตของมันบ่งบอกความมุ่งหมายอะไรออกไป มันก็จะเปล่งเสียงเป็นภาษาที่รู้กันในระหว่างหมู่พวก<o:p></o:p>
ใกล้ๆกับถ้ำที่ท่านบำเพ็ญสมณะธรรม มีลิงฝูงใหญ่ฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ ครั้งแรกที่พวกมันเห็นท่าน ฝูงลิงพากันแตกตื่นชุลมุนวุ่นวายด้วยความหวาดกลัว เพราะลิงเล็กๆเหล่านี้เคยถูกมนุษย์ใจบาปหยาบช้าบุกเข้ามาไล่ล่ารังควานพวกมันมาแล้ว ลิงบางตัวถูกมนุษย์ยิงตาย ร่างไร้ชีวิตร่วงหล่นลงมาจากยอดไม้ แล้วมนุษย์ก็จัดการผ่าท้องถลกหนัง ปิ้งย่างกินเป็นอาหารอย่างเอร็ดอร่อย พวกลิงที่เห็นการกระทำของมนุษย์ต่างเกิดความหวาดกลัวฝังใจ เห็นมนุษย์ที่ใดจะพากันหลบหนีให้ห่างไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้<o:p></o:p>
ดังนั้น เมื่อฝูงลิงเห็นท่านพระอาจารย์มั่นมาปรากฏที่ถ้ำ พวกมันจึงพากันแตกตื่นหนีชุลมุนดังกล่าว มีลิงชั้นหัวหน้า 4 - 5 ตัวใจกล้าองอาจกว่าเพื่อน เข้ามาใกล้ๆเมียงๆมองๆ แสดงความสนใจ ขณะเดียวกันก็ยังมีอากัปกิริยาระแวงระวังภัย พร้อมจะเผ่นหนีเอาตัวรอดได้ทุกเมื่อ มันร้องบอกแก่กันว่า ฤาษีตนนี้ดูท่านผ่องใส ตั้งหน้ากระทำความเพียรดี ไม่เหมือนฤาษีตนก่อนๆ ไม่ค่อยกระทำความเพียร บางทียังขว้างปาเราเสียอีกเหมือนไม่ใช่ฤาษี <o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นได้ยินลิงบอกกล่าวแก่กัน ก็รู้เรื่องเข้าใจทุกถ้อยคำสำเนียง ซึ่งเปล่งออกมาเป็นภาษาสัตว์ ฟังแล้วท่านก็มาคำนึงว่า สัตว์เดียรัจฉานแท้ๆ แม้มันจะมีปัญญาและความรอบรู้เทียบเคียงกับมนุษย์ไม่ได้ แต่มันก็ยังสามารถแยกแยะอะไรดีอะไรไม่ดีได้ น่าสังเวชที่ถูกมนุษย์ผู้ซึ่งขาดเมตตาธรรมจ้องมุ่งร้ายหมายทำลายชีวิต เพราะคิดเห็นแก่ตัว มุ่งสนองความอิ่มของตัวเองจากเลือดเนื้อของพวกมันประการเดียว<o:p></o:p>
ไม่เพียงแต่ลิงเท่านั้นที่ถูกมนุษย์รังควานรังแก แม้แต่นกตัวน้อยๆก็ยังหนีไม่พ้นมือมนุษย์ซึ่งจ้องจะฆ่าจ้องจะล่าดักจับเอาไปขาย ทำให้พ่อแม่พลัดพรากจากลูก ผัวพรากจากเมีย เป็นที่สลดหดหู่เหลือจะกล่าว <o:p></o:p>
หลังจากพวกลิงเชื่อมั่นวางใจได้ว่า ฤาษีหรือท่านพระอาจารย์มั่นไม่เป็นอันตรายต่อพวกมัน อีกทั้งยังได้สัมผัสกระแสเมตตาอันร่มเย็นจากท่าน พวกมันก็ดำเนินวิถีชีวิตไปตามปกติ แต่ละวันพอรุ่งแจ้งแสงทองส่องฟ้า ฝูงลิงก็จะตระเวนไปหากินในที่ใกล้บ้างไกลบ้าง มีทะเลาะวิวาทกันบ้าง มีชอบพอกันบ้าง และเล่นหัวเป็นที่สนุกสนาน บางคู่บางตัวเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันดี และก็มีที่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน ถึงขั้นมีการต่อว่าต่อขานได้ยินแล้วน่าขัน บางตัวมันว่า มึงได้อะไรมาไม่แบ่งกู กูได้มายังแบ่งมึง <o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นอยู่ที่ถ้ำไผ่ขวาง บนเขาน้ำตกสาริกา ด้วยจิตผ่องใสเบิกบานเต็มที่ การเข้าถึงโมกขธรรม คือธรรมอันเป็นเครื่องหลุดพ้นจากการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทำให้เบาสบายตลอดทิวาราตรี<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
14. สงบตรึกตรอง<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ขณะนั้นใกล้จะเข้าพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นเก็บบริขารอันมีอยู่น้อยนิดจาริกธุดงค์ต่อไปอีก ลงจากเขาสาริกา จังหวัดนครนายก ผ่านจังหวัดสระบุรีไปถึงจังหวัดลพบุรี และหยุดพักที่ถ้ำสิงโต เขาช่องลม (ปัจจุบันคือเขาพระงาม) ปฏิบัติบำเพ็ญสมณธรรมเป็นระยะเวลาหนึ่ง<o:p></o:p>
ที่ถ้ำสิงโตนี้ ท่านพระอาจารย์มั่นได้ความรู้สำคัญขึ้นในสมาธิว่า สาวกของพระพุทธเจ้าต้องถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นมูลเหตุ ถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นแบบฉบับ และถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งอาศัย <o:p></o:p>
คำว่า ถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นมูลเหตุ นั้น ได้แก่การที่จะปฏิบัติให้ถูกต้อง หรือต้องการความจริงแท้ ควรพิจารณาความจริงอันเป็นมูลเหตุสำคัญยิ่ง ที่พระพุทธเจ้าตัดสินพระทัยออกบรรพชาในเบื้องต้น <o:p></o:p>
ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จออกบรรพชา พระองค์ทรงอยู่ท่ามกลางความสุขสำราญ สะดวกสบายอย่างที่เปรียบมิได้แล้ว ไม่ว่าจะกิน จะนอน นั่ง เดิน แหนห้อมอยู่ในกามสุข ซึ่งปุถุชนทั่วไปปรารถนาอย่างที่สุด <o:p></o:p>
แต่มูลเหตุใดเล่าที่พระพุทธเจ้าทรงสละกามสุขทั้งหลายทั้งปวงมิได้เสียดาย เพื่อจะออกไปอยู่กับดินกินกับทราย อาศัยเพียงร่มไม้ใบบังเป็นที่พำนักอาศัย ต้องอยู่ท่ามกลางความวิปริตแปรปรวนของภาวะอากาศซึ่งไม่คงที่<o:p></o:p>
ยามร้อนก็ไม่มีผู้ปรนนิบัติพัดวีผ่อนคลาย<o:p></o:p>
ยามหนาวก็ต้องอดทนอดกลั้นอยู่กับความเย็นเยียบโดยปราศจากอาภรณ์นุ่มหนาห่มกาย ไม่มีแม้แต่ไออุ่นจากกองไฟช่วยบรรเทา <o:p></o:p>
ครั้นถึงวาระที่สายฝนสาดกระหน่ำ ก็ต้องยอมให้สายน้ำกรรโชกซัดใส่จนเปียกโชกทรมานอยู่เช่นนั้น<o:p></o:p>
และแม้แต่ครั้งสุดท้าย พระองค์ถึงกับยอมอดอาหาร ยอมอดกลั้นต่อความหิวโหย แทบว่าเลือดเนื้อในกายแห้งหายไปจนเหลือแต่โครงกระดูก<o:p></o:p>
การเสียสละอย่างแรงกล้า อดทนต่อความทุกข์เวทนาถึงขนาดนี้ของพระองค์ ก็เพื่อจะค้นหาโมกขธรรม คือ ธรรมอันเป็นเครื่องหลุดพ้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้ได้นั่นเอง นี่คือมูลเหตุเบื้องแรกของพระองค์<o:p></o:p>
สาวกผู้เจริญรอยตามพระยุคลบาท จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรำลึกถึงมูลเหตุสำคัญนี้ของพระองค์ แล้วนำเอามาพิสูจน์ปฏิปทาของตนที่ดำเนินอยู่ว่าเป็นอย่างไร<o:p></o:p>
เสียสละจนถึงที่สุดแล้วหรือไม่ ?<o:p></o:p>
เสียสละโดยความเป็นจริงหรือไม่ ?<o:p></o:p>
ภิกษุบางรูปกล่าวได้ว่ามิได้ยึดถือมูลเหตุของพระพุทธเจ้าแม้แต่น้อย การครองเพศบรรพชิตก็เป็นบรรพชิตเสแสร้งแกล้งทำปฏิบัติตนเป็นพระกัมมัฏฐานจอมปลอม เพราะตัวเองยังโลภหลงอยู่ใน กิเลศตัณหาชนิดไม่มีพร่อง<o:p></o:p>
ไม่สละแม้แต่อารมณ์ ถือยศศักดิ์ว่าข้าเหนือกว่าเจ้า เจ้าต่ำกว่าข้า ยึดติดอย่างเหนียวแน่น ชนิดมีคนมาช่วยแกะยังไม่ยอมปล่อย<o:p></o:p>
บางคนโกนหัวห่มผ้าเหลืองเป็นเปลือก วางท่าสงบเงียบขรึมน่าเคารพเลื่อมใส ถ้อยวาจาคำพูดเลือกสรรแต่ถ้อยคำสำคัญมาประกอบให้ดูขลัง แต่จิตใจจริงๆแล้วยังหนาแน่นด้วยความโลภโมโทสัน มีความหื่นกระหายในลาภยศเปี่ยมแปล้ คนประเภทนี้มองเห็นเกลื่อนกล่นได้ในเพศบรรพชิต สามารถหลอกล่ออุบาสกอุบาสิกาให้งมงายได้ไม่ยาก <o:p></o:p>
บางคนแสดงตนเป็นพระธุดงค์กัมมัฏฐาน ทำทีเป็นว่าตัวเรานี้อยู่ป่าอยู่เขา ปลีกวิเวกเพื่อบำเพ็ญความสงบ แต่ทว่ามีเครื่องรางของขลังอัดเต็มบาตรเต็มย่าม เตรียมไว้จำหน่ายให้เช่า เวลากลับวัดตัวเบาสบาย เพราะได้ลาภอามิสมาเต็มย่าม แต่ใจหนักหนาด้วยกิเลศพอกพูนแทบแบกไม่ไหว<o:p></o:p>
บางคนบางรูปอยู่ป่าอยู่วัดก็หาความสงบไม่ได้ เพราะจิตใจพอกพูนด้วยเครื่องกังวลนานัปการ เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความห่วงใยอาลัยอาวรณ์ด้วยการก่อสร้าง จะอยู่ที่ใดจะอยู่ที่ไหนก็ยากจะสงบได้ เพราะคอยแต่ครุ่นคิดวิตกแต่ว่าศาลาการเปรียญ โบสถ์วิหาร ไปจนกระทั่งกุฏิน้อยใหญ่ที่ก่อสร้างครึ่งๆกลางๆเอาไว้ จะแล้วเสร็จสมบูรณ์เมื่อใด จะหาเงินทองมาจ่ายให้แก่รับเหมา ช่างก่อสร้างได้ที่ไหน หรือเตลอดเปิดเปิงไปถึงขั้นโบสถ์วิหารของวัดตนจะโอ่อ่างามวิจิตรตระการตาสู้วัดอื่นๆเขาได้หรือไม่<o:p></o:p>
เรื่องที่จะครุ่นคิดพากเพียรบำเพ็ญสมณธรรม เพื่อความหลุดพ้นของตัวเองไม่มีเอาเสียเลย ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ให้เอาเราเป็นเนติแบบฉบับ <o:p></o:p>
<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
15. พระพุทธเจ้าเป็นแบบฉบับ<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
พระพุทธเจ้านับตั้งแต่ตรัสรู้ รู้แจ้งเห็นจริงในโมกขธรรม หลุดพ้นจากความทุกข์มิรู้จบมิรู้สิ้น คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างสำเร็จเด็ดขาด พระองค์ได้ทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่าง มิใช่เพียงแต่ทรงสั่งสอนเท่านั้น พระองค์ยังทรงปฏิบัติตนของพระองค์เอง มิเคยพร่องแม้แต่น้อยนิด ตราบจนดับขันธปรินิพพาน<o:p></o:p>
หลังจากทรงตรัสรู้แล้ว ก่อนจะรับข้าวมธุปายาสจากปุสสะและพัลสิลกะ ก็ทรงหาบาตรเพื่อรับและทรงกระทำพุทธกิจเป็นวัตร คือรุ่งเช้าพระองค์เสด็จไปบิณฑบาต ตอนบ่ายพระองค์ทรงแสดงธรรมโปรดพุทธบริษัท คือ อุบาสก อุบาสิกา พลบค่ำพระองค์ทรงประทานโอวาทแก่ภิกษุสามเณร กลางคืนทรงแก้ปัญหาแก่เทวดาทั้งหลาย ในเวลาใกล้รุ่งพระพุทธองค์ก็ทรงตรวจดูว่าสัตว์โลกผู้ใดบ้างมีวาสนาบารมีอันจะพึงรับพระธรรมเทศนา พระองค์ทรงใคร่ครวญแล้วและทรงทราบว่าผู้ใดสมควรจะได้รับผลแห่งธรรม พระองค์ก็จะเสด็จไปโปรดให้เขาเหล่านั้นได้รับผลแห่งธรรม<o:p></o:p>
นอกจากนี้ พระองค์ทรงปฏิบัติตามธรรมวินัยที่พระองค์ทรงบัญญัตขึ้น เช่น การทรงจีวร การฉันเฉพาะในบาตร แม้กระทั่งจวนจะดับขันธปรินิพพาน พระองค์ก็ทรงอุ้มบาตรไว้ตลอดเวลา<o:p></o:p>
ความเมตตาของพระพุทธองค์หาประมาณมิได้ พระองค์ทรงเมตตาต่อมวลมนุษย์โลกโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่เลือกฐานะและชาติพันธุ์ มุ่งหวังแต่จะให้ผลประโยชน์แก่พวกเขาทั้งหลาย โดยมิได้ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆทั้งสิ้น ทรงเสียสละอย่างจริงใจจริงแท้ แม้บางครั้งพระองค์จะทรงเหน็ดเหนื่อยด้วยการบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น พระองค์ก็ทรงกระทำโดยมิได้เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยของพระองค์เอง<o:p></o:p>
พระอาจารย์มั่นคำนึงต่อไปอีกว่า การให้ถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นแบบฉบับ นี้เป็นประการสำคัญยิ่ง เพราะถ้าพุทธสาวกไม่ถือเอาพระพุทธองค์เป็นแบบอย่างเสียแล้ว การบวชเข้ามาเป็นภิกษุก็จะป็นเพียงการบวชเข้ามาเพื่อประโยชน์สุขของตนเองเป็นสำคัญ หรืออาศัยพระพุทธศาสนาหาความสุขไม่ถูกทาง คือไม่มีความเมตตา ไม่มีความเสียสละ<o:p></o:p>
แม้จะปฏิบัติธรรมเคร่งครัดและเป็นภิกษุสงฆ์ แต่ถ้าไม่มีการเสียสละ ละเลิก โกรธ โลภ หลง เอาแต่เพลินในกามคุณ ผู้นั้นก็จะหลงอยู่ในกิเลศนั่นเอง เฝ้าแต่คิดหาอุบายถ่ายเทเข้ามาเสนอสนองความโกรธ โลภ หลง อันมีอยู่เต็มเปี่ยม<o:p></o:p>
บรรพชิตบางรูปถึงกับละเมิดแบบฉบับของพระพุทธเจ้า เช่น เห็นว่าการเดินบิณฑบาตเป็นการเสียเกียรติ คอยแต่ให้ญาติโยมนำภัตตาหารหวานคาวมาถวายถึงที่กุฏิ ซ้ำยังสรรหาจะฉันโน่นฉันนี่ที่เอร็ดอร่อยถูกปากและลิ้นของตัวเอง จะบำเพ็ญศาสนกิจก็คำนึงถึงลาภปัจจัยเป็นสำคัญ ได้น้อยก็ไม่พอใจ อยากได้มากๆ การแสดงธรรมก็ต้องมีกัณฑ์เทศน์เป็นเครื่องตอบแทน ในที่สุดก็ลืมความเป็นสมณะเสียสิ้น <o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นพิจารณาใคร่ครวญในข้อนี้มากที่สุด เพราะท่านรู้เห็นมามากต่อมากแล้วว่า การปฏิบัติกัมมัฏฐานสมัยนี้เสื่อมลงเรื่อยๆ และไม่ใคร่ตรงกับความจริงทั้งภายนอกและภายใน เพราะการปฏิบัติจิตนี้จะต้องพร้อมทั้งภายนอกและภายใน การรักษาพระวินัยน้อยใหญ่เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะการปฏิบัติพระธรรมวินัยพร่องทำให้อาบัติเพียงน้อยนิดจะทำจิตละเอียดไม่ได้เลย ข้อวัตรปฏิบัติ เช่น การบิณฑบาต การฉันในบาตร การฉันหนเดียว ซึ่งเป็นการขัดเกลากิเลศหยาบๆ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงกระทำเป็นแบบอย่างมาแล้ว ผู้ที่ต้องการความสงบ ความก้าวหน้าแห่งการบำเพ็ญจิตจะละเลยมิได้เด็ดขาด<o:p></o:p>
อีกประการหนึ่ง การรักษาวัตรต่างๆ จากข้อวัตรหลายประการ เช่น อุปัชฌายวัตร อาจริยวัตร อาคันตุกวัตร เวจจกุฏวัตร เสนาสวัตร ภัตตาวัตร และเสขิยวัตร เหล่านี้ย่อมเป็นปัจจัยแก่การปฏิบัติจิตทั้งสิ้น ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติจิตเพื่อศีลวิสุทธิ์ จิตวิสุทธิ์<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นปรารภในใจต่อไปว่า พระพุทธองค์ได้ทรงปฏิบัติตนเป็นแบบฉบับเอาไว้เช่นนี้ หากบุคคลผู้เป็นสาวกของพระองค์มิได้ยึดถือเป็นแบบอย่างอีกแล้ว จะนำหมู่คณะเจริญรุ่งเรืองในทางธรรมได้อย่างไร แม้จะมียศมีศักดิ์ มีศิษยานุศิษย์ หากมิได้ประพฤติปฏิบัติตามแบบฉบับขององค์สงเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียแล้ว ก็รังแต่จะพาลูกศิษย์ผู้เลื่อมใสศรัทธา เตลิดเปิดเปิงออกนอกลู่นอกทาง เห็นผิดเป็นชอบได้ง่ายๆ<o:p></o:p>
อีกประการหนึ่งที่ว่า ถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่อาศัย นั้น มีภิกษุจำนวนไม่น้อยพากันหลงทิศหลงทางเพราะมึนเมาในลาภสักการะ มิได้ยึดมั่นต่อพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่อาศัยเสียแล้ว บางรูปถึงกับปัญญามืดบอด หลงงมงายไปกับ ความไม่รู้จริง <o:p></o:p>
พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงเอาไว้ว่า มนุษย์ทั้งหลายนั้น เมื่อถูกภัยอันตรายคุกคาม ต่างก็หาที่พึ่งที่ยึด ด้วยความหวังว่าจะช่วยขจัดปัดเป่า หรือผ่อนคลายทุกข์ภัยทั้งหลายให้ทุเลาเบาบางลงกระทั่งหมดสิ้นไป แล้วก็ไปนับถือภูเขา ป่า อาราม และต้นไม้เป็นที่พึ่งที่อาศัย ความเชื่อความนับถือดังกล่าวมิใช่ที่พึ่งอันเกษม ที่พึ่งอันอุดม เพราะสิ่งเหล่านี้มิได้ช่วยให้พ้นทุกข์ทั้งปวงได้เลย<o:p></o:p>
ส่วนผู้ใดมานับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่ง มาเห็นอริยสัจ 4 ด้วยปัญญาอันชอบ ก้าวล่วงทุกข์ด้วยมรรค 8 นี่แหละที่พึ่งอันเกษม นี่แหละที่พึ่งอันอุดม หากผู้ใดอาศัยที่พึ่งนี้ ย่อมพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวงได้<o:p></o:p>
การที่พระพุทธเจ้ามิได้ถือเอาสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง นอกจากพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ก็เพราะสิ่งอื่นนั้นเป็นเรื่องงมงายไร้ประโยชน์ เช่น ไปนับถือต้นไม่ใหญ่ว่ามีผีมีเทพสถิต แล้วเชื่อว่าจะช่วยให้พ้นทุกข์ไปได้ หรือนับถือศาลพระภูมิ นับถือผีเข้าเจ้าทรง เหล่านี้เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะไม่อาจสามารถดำเนินจุดหมายแห่งความจริงในพระพุทธสาสนาได้<o:p></o:p>
แม้ในการบำเพ็ญจิตเบื้องต้นก็ทำให้ไขว้เขว เพราะขาดองค์คุณคือ ศรัทธา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นพระภิกษุสงฆ์ หากไม่ถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งเสียแล้ว ก็ไม่ผิดกับทรยศต่อพระพุทธศาสนา การบวชเข้ามาอยู่ในเพศบรรพชิตจึงเท่ากับอาศัยผ้ากาสาวพัสตร์แสวงหาปัจจัยบริโภคไปวันๆเท่านั้น <o:p></o:p>
<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
16. แก้ไขขัดข้อง<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺโต บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ ณ ถ้ำสิงโตด้วยความปลอดโปร่งแจ่มใสเป็นอย่างยิ่ง กระทั่งวันหนึ่งขณะที่ท่านกำหนอพิจารณาความละเอียดอยู่ในถ้ำ ได้ระลึกถึงท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) ณ วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ ว่าท่านกำลังทำอะไรอยู่ ก็รู้ว่าท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ กำลังนั่งสมาธิหันหน้าไปทางทิศตะวันออก อยู่ที่ศาลาเหลืองบนธรรมาสน์ เวลานั้นเป็นเวลา 23.00 น. เศษ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ กำลังพิจารณาถึงปฏิจฺจสมุทปบาท และเกิดขัดข้องสงสัยว่า<o:p></o:p>
ถอนจากรูปนามยังมีวิญญาณและสังขาร แล้วจึงขึ้นต้นด้วยอวิชชาและวิญญาณ สังขารนี้ก็มีแล้วในนามรูป เหตุไฉนจึงมามีสังขารและวิญญาณโดยเฉพาะของตัวมันอีก เมื่อท่านสงสัยแล้วก็ได้เลิกพิจารณาในวันนั้น<o:p></o:p>
ต่อมาท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้ไปที่เขาพระงาม จังหวัดลพบุรี โดยปกติแล้วท่านเจ้าคุณจะไปที่เขาพระงามบ่อยๆ เนื่องจากท่านชอบสถานที่นี้มาก ( ภายหลังท่านได้สร้างพระพุทธรูปใหญ่ หน้าตักกว้างถึง 12 วา ณ ที่นี้ )<o:p></o:p>
ขณะนั้นท่านพระอาจารย์มั่นได้พักบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ที่ถ้ำสิงโต เขาพระงามเช่นกัน เมื่อท่านทราบว่าท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ มาที่นี่ ท่านก็ไปนมัสการและได้สนทนากันตามปกติ เมื่อสนทนาเรื่องอื่นผ่านไปพอสมควรแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นก็ได้ถามขึ้นว่า<o:p></o:p>
เมื่อคืนวันที่ 10 ค่ำที่แล้ว คือเดือน 8 นั้น ท่านเจ้าคุณนั่งสมาธิอยู่ที่ศาลาเหลือง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เวลาประมาณ 23.00 น. เศษ ได้พิจารณาถึงปฏิจฺจสมุปบาท หวนกลับไปกลับมาแล้วเกิดความสงสัยขึ้นมาตอนหนึ่งใช่ไหมครับ <o:p></o:p>
ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เมื่อได้ฟังคำถามเช่นนั้นถึงกับตกตะลึง ไม่นึกเลยว่าท่านพระอาจารย์มั่นจะมาล่วงรู้ถึงการพิจารณาของตน ที่ได้พิจารณาด้วยตัวเอง โดยมิได้บอกให้ใครรู้เลย ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ จึงถามพระอาจารย์มั่นว่า<o:p></o:p>
ก็ท่านว่าอย่างไรเล่าที่ผมสงสัย อธิบายให้ผมฟังบ้างไหม ท่านพระอาจารย์มั่นจึงตอบว่า ได้ แล้วท่านก็ได้อธิบายถวายท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ว่า ปฏิจฺจสมุปบาท ข้อที่ว่า วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูปนั้นแล ในนามรูปก็มีทั้งวิญญาณและสังขาร ซึ่งมันจะมีการแตกต่างกันดังนี้ คือ สังขาร วิญญาณที่ต่อจากอวิชชานั้น เรียกว่า สังขารกรรม วิญญาณกรรม <o:p></o:p>
แตกต่างกับสังขาร วิญญาณ นามรูป สังขารวิญญาณของนามรูปนั้น เป็นสังขารวิญญาณวิบาก เนื่องจากเป็นการปรุงแต่งที่สำเร็จรูปแล้ว สังขารกรรม วิญญาณกรรม เป็นการปรุงแต่งที่กำลังทำอยู่ คือว่าสังขารกรรม วิญญาณกรรม เป็นภาวะที่ไม่เป็นอิสระ อยู่ภายใต้อำนาจของกรรม มีอวิชชาเป็นหางเสือใหญ่ อาศัยสังขารการปรุงแต่ง อาศัยวิญญาณความรู้สึกที่กำลังปรับปรุงภพอันจะเป็นแนวทางแห่งการก่อให้เกิด ซึ่งในขณะนั้นจิตเป็นประธาน อาศัยสังขารปรุงแต่ง อาศัยวิญญาณความรู้สึกในขณะที่กำลังปรับปรุงภพอันจะต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของสังขารกรรม วิญญาณกรรม <o:p></o:p>
ทั้งสองนั้นสืบเนื่องมาจากจิต ณ ที่นี้ จึงแล้วแต่กรรมจะจำแนกไป คือให้สังขารและวิญญาณนี้เห็นดีไป เมื่อเห็นดีไปอย่างไรจิตก็จะไปตั้ง ก่อให้เกิดไปตามนั้น เพราะที่นี้จึงเป็นสถานที่ปรุงแต่งภพ ถ้าพิจารณาแล้วจะรู้สึกว่ามันละเอียดและพึงจะรู้จริงได้ คือเมื่อจิตได้ดำเนินตามอริยสัจ และเป็นวิปัสสนาอันแก่กล้าแล้วนั้นทีเดียว ที่กระผมได้อธิบายมานี้สักแต่เป็นแนวทางเท่านั้น ตามความเป็นจริงต้องมีตาภายใน คือกระแสจิตกระแสธรรมเท่านั้น ที่จะเข้าไปรู้จริงได้ <o:p></o:p>
เมื่อท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้ฟังดังนั้นถึงกับอุทานขึ้นว่า อ้อ เราเข้าใจแล้ว ท่านอาจารย์รู้ใจผมได้ดีมากและถูกต้องทุกประการ และแก้สงสัยให้ผมได้ราวปลิดทิ้ง ผมพยายามพิจารณาเรื่องนี้มานาน แต่ยังไม่แจ่มแจ้ง พึ่งจะแจ่มแจ้งในเวลานี้เอง <o:p></o:p>
หลังจากนั้นท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็ได้เดินทางกลับกรุงเทพฯ อยู่ที่วัดบรมนิวาสนั้น ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯก็ได้ประกาศความดีของท่านพระอาจารย์มั่นให้แก่พระภิกษุและสามเณรทั้งหลายฟังว่า<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นเป็นพระกัมมัฏฐานที่มีความสามารถที่สุดในยุคนี้ ถ้าใครต้องการจะศึกษาธรรมปฏิบัติ จงไปศึกษากับท่านเถิด เธอทั้งหลายจะได้ความรู้จากธรรมปฏิบัติอันลึกซึ้งจากท่านพระอาจารย์มั่น <o:p></o:p>
ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯได้กล่าวเช่นนี้กับพระภิกษุสงฆ์ สามเณรทั้งหลายอยู่เสมอๆ ทำให้พระภิกษุและสามเณรผู้ใคร่การปฏิบัติธรรมสนใจท่านพระอาจารย์มั่นมากขึ้น ต่างก็ต้องการจะไปศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่าน<o:p></o:p>
ปีนี้เป็นปี พ.ศ. 2457 ท่านก็ได้รับการขอร้องจากท่านเจ้าคุณอุบาลีฯให้จำพรรษาที่กรุงเทพฯ ท่านได้เลือกเอาวัดสระปทุมเป็นที่จำพรรษา เพราะเป็นวัดที่สงบสงัดดี ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดสระปทุม ท่านก็พยายามมาที่วัดบรมนิวาสทุกๆวันธรรมสวนะ ฟังท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เทศน์ พอหลังจากฟังเทศน์แล้วท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็จะให้เขาไปหาท่านอยู่สองต่อสอง และขอศึกษาธรรมปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์มั่นตลอดระยะเวลาจำพรรษา<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
17. พิจารณาอสุภะจนแก่กล้า<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
ระหว่างจำพรรษาอยู่ที่วัดสระปทุมฯ ท่านพระอาจารย์มั่นจะเดินไปวัดบรมนิวาสทุกวันธรรมสวนะ เส้นทางเดินขณะนั้นร่มรื่นด้วยต้นไม้ 2 ข้างทาง และมีระยะทางไกลมิใช่น้อย แต่สำหรับท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว ทางไกลก็เหมือนใกล้ เพราะขณะที่เดินท่านภาวนาไปด้วย<o:p></o:p>
วันหนึ่งเป็นวันธรรมสวนะ เวลากลางวันท่านพระอาจารย์มั่นเดินไปวัดสระปทุมฯ ตามปกติ ขณะเดินท่านกำหนดจิตสงบลง ปรากฏว่าเหมือนแผ่นดินจะยุบลงไป มองดูทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรเลยจะยึดถือเป็นตัวเป็นตน จิตของท่านกำลังดูดดื่มในอรรถปฏิบัติอย่างลึกซึ้ง ขณะที่ย่างเท้าก้าวเดินไปนั้น ท่านได้เจริญอสุภกัมมัฏฐานไปด้วย<o:p></o:p>
เวลานั้นมีผู้หญิงแขกคนหนึ่งเดินนำอยู่ข้างหน้า ท่านมองไปที่ผู้หญิงแขกคนนั้น ปรากฏร่างของเธออ้วนขึ้นเรื่อยๆจนท่านอดแปลกใจไม่ได้ ว่าทำไมร่างของหญิงแขกคนดังกล่าวจึงอ้วนเอาๆ ครั้นอ้วนเต็มที่ กลับมิใช่อ้วนธรรมดาทั่วไป หากร่างกายนั้นเป็นลักษณะบวมพองขึ้นอืด ต่อมาก็เน่าเปื่อยมีน้ำหนองน้ำเหลืองไหลเยิ้มไปทั้งตัว มีหมู่หนอนนับไม่ถ้วนชอนไชยุบยับ และแมลงวันก็ไต่ตอมเป็นฝูงใหญ่ น่ารังเกียจน่าสะอิดสะเอียนสุดประมาณ<o:p></o:p>
จากนั้นเนื้อหนังเส้นเอ็นก็ค่อยๆเน่าละลายหายไปหมด เหลือเพียงโครงกระดูกขาวๆซึ่งยังติดต่อกันเป็นโครงร่างมนุษย์ก้าวเดินไปเรื่อยๆ ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นหญิงหรือชาย เพราะเป็นเพียงโครงกระดูกเท่านั้น<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นบังเกิดความอัศจรรย์ใจยิ่ง เพราะท่านมิได้ตั้งใจกำหนดพิจารณาร่างกายเป็นอสุภะแต่ประการใด ขณะมองหญิงแขกนั้นก็ลืมตามองธรรมดาๆ แล้วก็เห็นความอนิจจังของธาตุขันธ์มนุษย์อย่างน่าสลดสังเวชเช่นนั้นเป็นขั้นเป็นตอน เมื่อเป็นไปอย่างแก่กล้าแล้ว ก็สามารถเห็นเป็นอสุภะได้ทั้งภายนอกและภายใน หมดสิ้นความสงสัยนับแต่นั้น<o:p></o:p>
ขณะจำพรรษาอยู่ที่กรุงเทพฯ ท่านพระอาจารย์มั่นได้พิจารณาภายในพรรษานั้นว่า เราอุตส่าห์พยายามมาเป็นเวลานับสิบๆปี กว่าจะรู้ธรรมที่อยากรู้ได้แจ่มแจ้ง ควรที่จะแนะนำยรรดาผู้ที่ควรแก่การปฏิบัติเพื่อให้รู้แจ้ง แต่ใครเล่าคือผู้ที่เหมาะสม<o:p></o:p>
ท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาโคดม เป็นครูสอนวิชาสามัญแก่นักเรียนระดับประถมศึกษาภาคบังคับเป็นเวลาหลายปี ซึ่งในสมัยนั้นบางคนกว่าจะเรียนจบประถมปีที่ 4 อายุถึง 18 ปีก็ยังมี<o:p></o:p>
เวลานั้นอยู่ในระหว่างจำพรรษา ซึ่งท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต จำพรรษาอยู่ที่กรุงเทพฯ กิตติศัพท์ของท่านพระอาจารย์มั่นว่าเป็นนักปฏิบัติที่เคร่งครัด มีภูมิจิตภูมิธรรมสูงยิ่งเป็นที่ร่ำลือ ท่านอาจารย์สิงห์ได้ยินได้ฟังก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา ปรารถนาจะได้ศึกษาธรรมปฏิบัติกับท่านบ้าง<o:p></o:p>
วันหนึ่ง หลังจากสอนนักเรียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ไปที่วัดบูรพาเพื่อนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 1 ทุ่มเข้าไปแล้ว เห็นท่านพระอาจารย์มั่นกำลังเดินจงกรมอยู่ จึงยอบนั่งอยู่ตรงโคนต้นมะม่วงรอคอย กระทั่งท่านเลิกเดินจงกรมและเห็นท่านอาจารย์สิงห์ จึงได้เรียกให้เข้าไปหาแล้วพาขึ้นไปบนกุฏิ หลังจากท่านอาจารย์สิงห์กราบนมัสการแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นได้เอ่ยขึ้นว่า เราได้รอเธอมานานแล้ว ที่อยากจะพบและต้องการชักชวนให้ปฏิบัติธรรมด้วยกัน <o:p></o:p>
ท่านอาจารย์สิงห์ได้ยินดังนั้นถึงกับตะลึง ไม่คาดคิดมาก่อนว่าท่านพระอาจารย์มั่นจะล่วงรู้จิตใจความนึกคิดของท่านขนาดนี้ เพราะเป็นเวลาหลายวันมาแล้วที่ท่านครุ่นคิดตั้งใจจะมาพบกับท่าน เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ปฏิบัติธรรมด้วย ดังนั้นท่านอาจารย์สิงห์จึงกล่าวตอบว่า<o:p></o:p>
กระผมอยากปฏิบัติธรรมกับท่านมานานแล้ว <o:p></o:p>
ต่อจากนั้นท่านพระอาจารย์มั่นได้อธิบายให้ฟังเป็นเบื้องต้นว่า การบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์นั้น จักต้องปฏิบัติกัมมัฏฐาน คือ พิจารณาตะจะปัญจกัมมัฏฐานเป็นเบื้องแรก เพราะเป็นหนทางพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงตรัสรู้ธรรมด้วยการปฏิบัติอริยสัจธรรม 4 คือ ทุกข์ สมุทัย วิโรธ มรรค แล้วท่านพระอาจารย์มั่นได้อธิบายให้ได้ความชัดเจนพอสมควร <o:p></o:p>
จากนั้นท่านพระอาจารย์มั่นก็แนะนำวิธีนั่งสมาธิ โดยท่านเป็นผู้นำปฏิบัติเอง ท่านอาจารย์สิงห์จึงปฏิบัติตาม ปรากฏบังเกิดความสงบอย่างไม่เคยประสบมาก่อน จิตสว่างไสวเป็นอัศจรรย์ ปฏิบัติสมาธิเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถอนจิตออกมา ท่านพระอาจารย์มั่นได้อธิบายถึงวิธีพิจารณากายโดยใช้กระแสจิต พิจารณาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว ท่านอาจารย์สิงห์จึงได้ลากลับไป<o:p></o:p>
นับตั้งแต่วันนั้น พระอาจารย์สิงห์ได้นั่งสมาธิปฏิบัติจิตกัมมัฏฐานมิได้เว้น บังเกิดความเย็นใจมากขึ้นเป็นลำดับ ตราบกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่ท่านอาจารย์สิงห์กำลังสอนนักเรียนในชั้นเรียนอยู่ ซึ่งนักเรียนในชั้นเรียนมี 34 คน ทั้งเด็กชายและเด็กหญิงคละกันไป เมื่อท่านมองไปยังนักเรียนทั้งหมดก็แทบเชื่อสายตาตัวท่านเอง เพราะที่เห็นอยู่นั้นเป็นเพียงโครวกระดูกขาวโพลนนั่งอยู่เต็มห้อง เนื้อหนังซึ่งประกอบขึ้นเป็นร่างกายไม่มีเหลืออยู่เลย และไม่สามารถจำแนกแยกออกเป็นเพศชายเพศหญิงได้ ท่านอาจารย์สิงห์หลับตาแล้วลืมตาดูก็ยังเห็นเป็นโครงกระดูกอยู่เช่นนั้น ขยี้ตาก็แล้ว สภาพที่เห็นก็มิได้แปรเปลี่ยนไป ที่สุดก็เกิดความสังเวชใจอย่างสุดประมาณ แล้วก็บังเกิดความเบื่อหน่ายต่อสังขารเป็นอย่างยิ่ง<o:p></o:p>
นี่เป็นปรากฏการณ์สำคัญจริงๆ เพราะธรรมดาปฏิภาคนิมิตต้องเกิดในขณะหลับตาและกำลังอยู่ในฌานเท่านั้น แต่ท่านอาจารย์สิงห์กลับเห็นทั้งลืมตาและขณะที่จิตอยู่ในภาวะปกติ คือรู้สึกตัวพร้อม<o:p></o:p>
ขณะที่ท่านอาจารย์สิงห์เกิดปฏิภาคนิมิตทั้งๆที่ลืมตาอยู่นั้น พวกนักเรียนต่างพากันแปลกใจที่จู่ๆคุณครูนั่งนิ่งอยู่เฉยๆ ทุกคนจึงนั่งกันเงียบกริบ จ้องมองครูด้วยความสงสัยว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เวลาผ่านไปนานทีเดียว ท่านอาจารย์สิงห์ถึงได้เห็นร่างกายของนักเรียนทุกคนกลับมีเนื้อหนังขึ้นมาเต็มสัดส่วนตามปกติ<o:p></o:p>
เมื่อถึงตรงนี้ ท่านอาจารย์สิงห์ก็รู้ว่าตัวท่านควรจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร และท่านได้กล่าวคำอำลาต่อลูกศิษย์ทุกคนในวันนั้นว่า <o:p></o:p>
นักเรียนทั้งหลาย บัดนี้ครูจะได้ขอลาออกจากความเป็นครูตั้งแต่บัดนี้แล้ว เนื่องจากครูได้บังเกิดความรู้ในพระพุทธศาสนา ได้เห็นความจริงเสียแล้ว <o:p></o:p>
เมื่ออำลาลูกศิษย์เป็นครั้งสุดท้าย ท่านก็กลับกุฏิจัดกลดอัฐบริขารของพระธุดงค์ แล้วไปนมัสการกราบลาท่านเจ้าอาวาสวัดที่ท่านอยู่ตามระเบียบ จากนั้นก็ออกจากวัดติดตามท่านพระอาจารย์มั่นไปทุกที่ทุกทิศ เพื่อบำเพ็ญสมณธรรมให้ยิ่ง จนกระทั่งได้เห็นอรรถธรรมที่ควรรู้ควรเห็น<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
18. ชี้ทางสว่างแก่โยมมารดา<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
พระครูสีทา ชยเสโน พระกรรมวาจาของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เมื่ออุปสมบท เป็นพระภิกษุสงฆ์รูปต่อไปที่ท่านพระอาจารย์มั่น เดินทางไปให้แสงสว่างแห่งธรรมในวันหนึ่งถึงที่วัดของท่าน<o:p></o:p>
หลังจากที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้เล่าความจริงในการบำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรมที่ถ้ำไผ่ขวางบนเขาน้ำตกสาริกา จังหวัดนครนายก ซึ่งท่านประสบมาถวายแก่พระครูสีทาแล้ว ท่านก็ได้แนะนำแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องถูกทาง พร้อมกันนั้นท่านยังได้กล่าวย้ำว่า<o:p></o:p>
การบำเพ็ญจิตให้สงบจนเกิดกำลังแล้วนั้น ไม่ควรจะทำความสงบเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าทำแต่ความสงบ ไม่พิจารณาทุกขสัจจ์ก็จะเป็นเพียงฌาน และเป็นมิจฉาสมาธิ เป็นสมาธิที่ไม่พาพ้นทุกข์ได้ ต้องพิจารณาทุกข์จึงจะพ้นทุกข์ได้ สำหรับกระแสจิตที่ได้อบรมแล้วเป็นกำลังมหาศาล ควรใช้พิจารณาตัวทุกข์คือร่างกายนี้ให้ชัดเจน กระทั่งเกิดนิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่าย เจริญให้มาก กระทำให้มาก ญาณก็จะเกิดขึ้นเอง <o:p></o:p>
พระครูสีทา ชยเสโน ได้ยินได้ฟังแล้วบังเกิดความเลื่อมใส คำนึงว่าธรรมเช่นนี้แม้จะเรียนมาแล้วก็เป็นปริยัติ คือพอรู้พอเข้าใจ แต่ไม่รู้การปฏิบัติ เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นมาแนะนำให้เช่นนี้ จึงเท่ากับจุดแสงสว่างให้ท่านมองเห็นช่องทางโดยตลอด<o:p></o:p>
นับตั้งแต่นั้น พระครูสีทาก็บำเพ็ญกัมมัฏฐานอย่างคร่ำเคร่งตามแนวทางที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้อธิบายมิได้ลดละเป็นเวลานาน<o:p></o:p>
กระทั่งวันหนึ่ง พระครูสีทาก็ได้พบความอัศจรรย์ในธรรม สามารถพิจารณาเห็นกาย เกิดนิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่าย ครั้นทวนกระแสจิตก็เห็นตัวผู้รู้ ผู้เห็น ตามความเป็นจริง สิ้นความขัดข้องสงสัยในใจซึ่งสัตถุศาสนา<o:p></o:p>
ท่านพระครูสีทารำพึงถึงท่านพระอาจารย์มั่นว่าเป็นศิษย์ประเสริฐผู้กตัญญูยิ่ง เมื่อรู้เห็นอรรถธรรมอันวิเศษแล้วก็ไม่ลืมครูบาอาจารย์ อุตส่าห์กลับมาแนะนำให้เห็นแสงสว่างแห่งธรรมอย่างถูกต้อง ท่านพระครูจึงได้ให้พระไปนิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่นมาหา แล้วเล่าผลของการปฏิบัติให้ฟัง ท่านพระอาจารย์มั่นกล่าวว่า ทำถูกต้องแล้ว ต่อไปขอให้เจริญให้มาก เมื่อพอเพียงแล้วก็จะพึงรู้เอง<o:p></o:p>
ในปีนั้น ท่านพระอาจารย์มั่นได้เดินทางไปที่ตำบลบ้านบง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อพบโยมมารดา ท่านต้องการโปรดโยมมารดาด้วยธรรมทั้งหลายที่ได้รู้มา เมื่อโยมมารดาได้พบพระอาจารย์มั่นก็มีความปีติยินดีอย่างยิ่ง เพราะนานเหลือเกินที่ท่านจากไป จนคิดว่าจะไม่เห็นหน้ากันอีกแล้วในชาตินี้ ท่านพระอาจารย์มั่นได้เล่าถึงการธุดงค์แก่โยมมารดาโดยตลอด ไม่ว่าจะอยู่ในแผ่นดินไทยหรือข้ามโขงไปถึงฝั่งลาว ฝั่งพม่า ตราบกระทั่งได้เห็นธรรมผ่องใสแจ่มกระจ่าง<o:p></o:p>
ท่านก็ย้อนมาพูดถึงการปฏิบัติ โดยขอร้องให้โยมมารดาพยายามปฏิบัติจิตอันเป็นแนวทางแห่งการพ้นทุกข์ ทางโยมมารดาก็ตกลงที่จะปฏิบัติตามที่ท่านได้แนะนำให้<o:p></o:p>
นับตั้งแต่ที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้แนะนำให้แล้ว โยมมารดาก็ได้มีความสนใจเป็นกรณีพิเศษ ได้ทำตามคำแนะนำทุกประการ และจิตก็เป็นไปได้ตามจริงที่เกิดขึ้น ได้รับความเย็นใจ มีศรัทธาแก่กล้า ลาลูกหลานออกบวชเป็นชีโดยมีท่านอาจารย์เสาร์บวชให้ ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเล่าว่า<o:p></o:p>
โยมแม่มีความเพียรมาก แม้ว่าจะแก่แล้วก็ตาม อธิษฐานนอนตะแคงข้างขวาตลอดชีวิต มีการเดินธุดงค์ไปในที่กันดารเช่นเดียวกับพระสงฆ์ กินอาหารมื้อเดียวไปตลอดชีวิต มีความเพียร มั่นคง ไม่ท้อถอย แม้แต่ท่านพระอาจารย์มั่นเองก็ชมว่า มารดาของท่านมีความเพียรแก่กล้า หลังจากที่โยมมารดาได้บำเพ็ญกัมมัฏฐานตามคำแนะนำของท่านพระอาจารย์มั่นมาหลายปี ท่านพระอาจารย์มั่นก็ทราบว่า อินทรีย์ของการอบรมจิตได้แก่กล้าแล้ว ท่านได้ให้คำแนะนำวิธีสุดท้ายคือ การบำเพ็ญวิปัสสนาญาณให้เกิดความแก่กล้าของญาณ โดยอุบายซึ่งท่านได้ยกตัวอย่างของปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 เมื่ออินทรีย์แก่กล้าแล้ว พระพุทธองค์ได้ทรงให้ปัญจวัคคีย์พิจารณารูปเวทนาเป็นต้น โดยใช้ปัญญาตามความเป็นจริง ปัญญาในที่นี้ได้แก่ญาณ หรือความรู้อันเกิดจากกระแสธรรมอันยิ่งใหญ่ โยมมารดาของท่านได้รับการอบรมมาแล้วก็พิจารณาตามนั้น จนเป็นที่พอแก่ความต้องการ โดยการเจริญให้มาก กระทำให้มาก มีความรู้ความสามารถทวนกระแสจิตเข้าถึงซึ่งฐิติภูตัง บังเกิดความรู้แจ่มแจ้ง ตัดความสงสัยแล้วโดยสิ้นเชิง แล้วโยมมารดาก็ได้ออกอุทานต่อหน้าพระอาจารย์มั่นว่า<o:p></o:p>
เราหายสงสัยแล้ว เราจะไม่มาเกิดอีกแล้ว <o:p></o:p>
จึงนับเป็นที่พอใจของท่านพระอาจารย์มั่นเป็นอย่างยิ่ง แล้วท่านพระอาจารย์มั่นก็ได้บอกแก่โยมมารดรของท่านว่า<o:p></o:p>
บัดนี้อาตมภาพได้ทดแทนบุญคุณของโยมหมดแล้ว เป็นการทดแทนที่ได้สิ้นสุดลงเป็นการสุดท้าย<o:p></o:p>
จากนั้นพระอาจารย์มั่นก็ได้พยากรณ์โยมมารดาของท่านกับพระบางรูปว่า มารดาของท่านได้เป็นอริยบุคคลชั้นที่ 3 (ตามคำบอกเล่าของท่านอาจารย์กงมา จิรปญฺโญ) หลังจากนั้นเมื่อสังขารของโยมมารดาแก่หง่อมแล้ว ความชราเข้าครอบงำ ลูกหลานขอให้กินอาหารในตอนเย็นก็ไม่ยอม โยมมารดาของท่านพูดว่า<o:p></o:p>
เราต้องมีศีล 8 เป็นวิรัติตลอดชีวิตของเรา <o:p></o:p>
เมื่อถึงการเวลาที่โยมมารดาของท่านสิ้นชีวิต ท่านก็ได้บอกถึงวัน เดือน ปี และเวลาที่ท่านจะจากไป คือเวลาบ่าย 3 โมง ว่าจะถึงแก่กรรม เมื่อถึงกาลนั้นก็ได้ถึงแก่กรรมตามที่พูดไว้ด้วยความสงบจริงๆ ในตอนสุดท้ายเมื่อท่านพระอาจารย์มั่นได้ทราบวันเวลาแล้ว ท่านก็ได้ไปทำการฌาปนกิจศพมารดาของท่านด้วยตัวของท่านเอง<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
19. สู่ถ้ำผากูด<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
ท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโมลาออกจากการเป็นครูเพื่อบำเพ็ญเพียรสมณธรรมอย่างแน่วแน่ ได้มาพำนักที่วัดสุทัศนาราม จังหวัดอุบลราชธานี<o:p></o:p>
ที่วัดนี้ พระปิ่น ปญฺญาพโล น้องชายร่วมสายโลหิตของท่านอาจารย์สิงห์ได้พำนักอยู่ด้วยกัน และได้ศึกษาการปฏิบัติกัมมัฏฐานด้วยกับท่าน และเกิดความเลื่อมใสในอุบายทางด้านปฏิบัติพอสมควรทีเดียว<o:p></o:p>
ท่านอาจารย์ได้ตกลงปลงใจเปลี่ยนพระปริยัติเป็นพระธุดงค์ ติดตามท่านพระอาจารย์มั่นต่อไป ส่วนพระปิ่น น้องชายขอลาไปศึกษาเล่าเรียนต่อที่กรุงเทพฯ โดยปฏิญาณว่าจะขอศึกษาเป็นเวลา 5 - 6 ปี จากนั้นก็จะออกปฏิบัติตามในภายหลัง<o:p></o:p>
พระปิ่นเดินทางเข้ากรุงเทพฯ พักอยู่ที่วัดบวรนิเวศฯ เพื่อศึกษาหาความรู้เป็นเวลา 5 ปี สอบได้เปรียญ 5 ประโยค เมื่อครบกำหนดตามที่ท่านกำหนดไว้แล้ว ก็ออกปฏิบัติกัมมัฏฐานเช่นที่ท่านปฏิญาณไว้จริงๆ พระมหาปิ่นติดตามท่านพระอาจารย์มั่นจาริกธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรทุกหนทุกแห่ง และได้ผลทางการปฏิบัติเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ<o:p></o:p>
ในสมัยนั้นพระมหาเปรียญที่ออกเที่ยววิเวกธุดงค์กัมมัฏฐานไม่มีเลย พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล จึงเป็นพระเปรียญรูปแรกที่ออกธุดงค์กัมมัฏฐานเพื่อศึกษาธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น วาระเดียวกันนั้นมีพระที่ออกธุดงค์พร้อมกับพระอาจารย์มหาปิ่น คือ พระอาจารย์เทสก์ เทสรํสี พระอาจารย์คำพวย พระอาจารย์ทอน บ้านหัววัว อ.ลุมผุก จ.อุบลราชธานี<o:p></o:p>
ออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นกราบลาท่านพระครูสีทา พระกรรมวาจาจารย์ วัดบูรพา เพื่อติดตามหาท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พระอาจารย์สอนกัมมัฏฐานรูปแรกของท่าน โดยในช่วงเวลาที่ท่านพระอาจารย์มั่นจำพรรษาอยู่ที่ถ้ำไผ่ขวาง บนเขาสาริกา และได้พบโมกขธรรมอันวิเศษ ขณะนั้นท่านทราบโดยญาณว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์ อาจารย์ของท่านปรารถนาปัจเจกโพธิ์ หากพระอาจารย์เสาร์ยังมีจิตกังวลในความปรารถนาเช่นนั้น การทำความเพียรเพื่อการพ้นทุกข์ก็จะสำเร็จไปไม่ได้เช่นเดียวกับท่านเช่นกัน เมื่อยังมีความปรารถนาพระโพธิญาณฝังอยู่ในจิต ท่านก็ไม่สามารถดำเนินจิตลุล่วง เข้าสู่อริยสัจเพื่อให้หมดจดจากกิเลศได้<o:p></o:p>
เหตุนี้ท่านพระอาจารย์มั่นจึงได้ตั้งเจตนาเอาไว้ว่า เมื่อพบพระอาจารย์ของท่านแล้ว ก็จะแนะนำให้ท่านละเลิกจากความปรารถนานั้นเสีย จะได้พ้นทุกข์ในชาตินี้ แต่จะสำเร็จหรือไม่นั้น มิอาจกำหนดลงไปได้<o:p></o:p>
เส้นทางที่มุ่งสู่ถ้ำผากูด จังหวัดนครพนม ในขณะนั้นเป็นป่าดิบดงไม้ทั้งสิ้น ต้นไม้ซึ่งดารดาษไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นตะเคียน ประดู่ ยาง ตะแบก และไม้ใหญ่ทั่วไป มีลำต้นขนาน 9 - 10 คนโอบ และเสียดยอดสูงลิบลิ่ว ทางรถยนต์ก็พอมีอยู่บ้าง แต่ไม่มีรถยนต์แล่นผ่านนานนับเดือน และผู้คนก็ไม่มีสัญจรแม้แต่คนเดียว<o:p></o:p>
แต่ความเปลี่ยวเช่นนี้มิได้มีความสำคัญต่อพระอาจารย์มั่นแม้แต่น้อย ท่านคงจาริกธุดงค์เดินเท้าไปเรื่อยๆ ที่ใดสงัดวิเวกเป็นที่พอใจ ก็จะหยุดพักปักกลด บำเพ็ญสมณธรรมเป็นเวลา 5 วันบ้าง 10 วันบ้าง ครั้นเริ่มเคยชินต่อสถานที่ท่านก็เดินทางต่อไปอีก<o:p></o:p>
กระทั่งมาถึงบริเวณภูเขา ซึ่งเป็นที่ตั้งของถ้ำผากูด ท่านพระอาจารย์มั่นสังเกตภูมิประเทศแถบนี้ เห็นว่าสมควรแก่การปฏิบัติสมณธรรมอย่างยิ่ง พื้นที่ทั่วไปเป็นป่าอันอุดมสมบูรณ์ครบถ้วน มีไม้เต็ง ไม้รัง ไม้มะค่า และไม้แดงขนัดแน่น แต่ไม่ถึงกับเป็นดงทึบจนแสงตะวันสาดส่องลงมสถึงพื้นไม่ได้ อากาศรอบภูเขาปลอดโปร่งดีทีเดียว ทำให้ถ้ำอยู่บนภูเขาไม่อับชื้น หากภายในถ้ำอับชื้น อากาศไม่ปลอดโปร่ง ย่อมทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมหากอยู่นานๆ<o:p></o:p>
เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นใกล้จะถึงถ้ำผากูด ก็พบลำธารเล็กๆสายหนึ่งไหลผ่านตัดเส้นทางที่จะขึ้นสู่ถ้ำพอดี นับเป็นสถานที่สัปปายะอีกแห่งหนึ่ง เหตุนี้เองท่านพระอาจารย์เสาร์จึงเลือกเอาสถานที่แห่งนี้จำพรรษาต่อเนื่องนานถึง 5 พรรษา และการที่ท่านมีสุขภาพร่างกายเป็นปกติดีดุจจำพรรษาอยู่ในวัดวาอาราม นั่นเพราะท่านชำนาญการอยู่ป่าเป็นอย่างยิ่ง<o:p></o:p>
สำหรับถ้ำ๙งมีชื่อเรียกขานว่า ถ้ำผากูด คงเนื่องมาจากมีผักกูดขึ้นตาม 2 ฟากตลิ่งลำธารแน่นขนัด นอกจากผักกูดแล้ว ก็มีผักหนาม ผักเต่าเกียด ขึ้นแซมอยู่ไม่น้อยทีเดียว<o:p></o:p>
ระหว่างที่ท่านพระอาจารย์มั่นออกจากวัดบูรพา จาริกธุดงค์มุ่งสู่ถ้ำผากูด จังหวัดนครพนม ท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ทราบข่าวว่าท่านพระอาจารย์มั่นธุดงค์ล่วงหน้าไปแล้ว ก็รีบเก็บอัฐบริขารติดตามไปติดๆ แต่ก่อนจะถึงถ้ำผากูดก็เกิดเป็นไข้ล้มป่วยลงเสียก่อน ต้องเดินทางกลับจังหวัดอุบลราชธานีเพื่อรักษาตัว ครั้นหายดีแล้วจึงออกตามท่านพระอาจารย์มั่นอีกครั้งอย่างไม่ย่อท้อ เพื่อหวังศึกษาธรรมปฏิบัติให้สูงยิ่งขึ้นไป<o:p></o:p>
ฝ่ายท่านพระอาจารย์มั่นเมื่อขึ้นเขาไปถึงถ้ำผากูด ได้พบท่านอาจารย์เสาร์รอคอยอยู่ก่อนแล้ว และท่านอาจารย์เสาร์ก็ รู้ ล่วงหน้าว่าศิษย์ผู้นี้จะมาพบ ท่านจึงเตรียมสถานที่ไว้ต้อนรับ<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นวางบริขารไว้แล้ว ก็เข้าไปนมัสการพระอาจารย์ของท่านซึ่งไม่ได้พบกันมานาน สนทนาปราศรัยพอสมควรแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นก็แยกไปพัก ณ บริเวณแห่งหนึ่งตามอัธยาศัย ท่านพระอาจารย์มั่นตั้งใจว่าพรรษานี้จะจำพรรษาอยู่กับท่านพระอาจารย์เสาร์บนถ้ำผากูดแห่งนี้ <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
20. ละปัจเจกโพธิ์<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
ในระหว่างพรรษา ทั้งศิษย์และอาจารย์ได้ปรึกษาสนทนาในเรื่องธรรมปฏิบัติแทบทุกวัน อยู่มาวันหนึ่ง ท่านพระอาจารย์มั่นได้พูดขึ้นว่า<o:p></o:p>
ท่านอาจารย์ได้พิจารณาอริยสัจธรรมหรือไม่ <o:p></o:p>
เราก็ได้พิจารณาเหมือนกัน ท่านอาจารย์เสาร์ตอบ<o:p></o:p>
ได้ผลเป็นอย่างไรบ้าง ? ท่านพระอาจารย์มั่นถาม<o:p></o:p>
ได้ผลเหมือนกัน แต่ไม่ชัดเจน ท่านอาจารย์เสาร์ตอบ<o:p></o:p>
เพราะเหตุไรบ้างครับ ? พระอาจารย์มั่นถาม<o:p></o:p>
เราได้พยายามอยู่ คือพยายามคิดถึงความแก่ ความตาย แต่บางคราวมันก็ไม่แจ่มแจ้ง ท่านอาจารย์เสาร์ตอบ<o:p></o:p>
ถ้าเช่นนั้นคงมีอะไรเป็นเครื่องห่วงหรือกระมัง ท่านพระอาจารย์มั่นถาม<o:p></o:p>
เราก็พยายามพิจารณาเหมือนกัน แต่ก็หาสิ่งขัดข้องไม่ได้ ท่านอาจารย์เสาร์ตอบ และถามต่อไปว่า<o:p></o:p>
ความจริงความสว่างของดวงจิตนั้นก็เป็นปกติดีอยู่ แม้มันจะดีบ้างไม่ดีบ้าง มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของสมาธิ แต่ว่าเมื่อพิจารณาทีไรก็รู้สึกว่าไม่ก้าวไป <o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นจึงกล่าวว่า<o:p></o:p>
กระผมคิดว่าคงมีอะไรสักอย่างเป็นเครื่องห่วง <o:p></o:p>
ท่านอาจารย์เสาร์ก็เอ่ยถามว่า<o:p></o:p>
และเธอรู้ไหมว่า เรามีอะไรเป็นเครื่องห่วง ? <o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นเห็นเป็นโอกาสที่จะได้ถวายความรู้ในครั้งอยู่ในถ้ำสาริกาโน้น จึงได้ตอบทันทีว่า<o:p></o:p>
ท่านอาจารย์ห่วงเรื่องการปรารถนาพระปัจเจกโพธิ์กระมังครับ <o:p></o:p>
ท่านอาจารย์เสาร์ตอบว่า<o:p></o:p>
แน่ทีเดียว ในจิตใจเราตั้งอยู่ว่าจะขอให้รู้ธรรมเองโดยมิต้องให้ใครมาแนะนำหรือบอกให้ และมันก็ตั้งอยู่ในใจเรามาตลอด <o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นจึงขอความกรุณา แล้วบอกท่านพระอาจารย์เสาร์ว่า ขอให้ท่านอาจารย์อย่าห่วงไปเลย ขอให้พิจารณาอริยสัจเพื่อความพ้นทุกข์เสียแต่ชาตินี้เถิด เพราะกระผมเองก็ปรารถนาพระโพธิญาณ และกระผมก็ได้ละความปรารถนานั้นแล้ว เนื่องด้วยว่าการท่องเที่ยวในสังสารวัฏนี้มันนานเหลือเกิน<o:p></o:p>
ในวันนั้น ท่านพระอาจารย์เสาร์ต้องประหลาดใจที่ศิษย์ของท่านได้ล่วงรู้ถึงความจริงอันปรากฏอยู่ในใจของท่าน ซึ่งท่านไม่เคยปริปากปากบอกใครเลย ฉะนั้นจึงทำให้ท่านรู้ว่าท่านพระอาจารย์มั่นนี้ ต้องมีความดีความจริงชัดเจนในใจอย่างแน่นอน ในวันนั้นก็ได้คุยกันเพียงเท่านี้แล้วก็เลิกกันไป<o:p></o:p>
อยู่มาวันหนึ่ง ท่านอาจารย์เสาร์ได้ไปนั่งอยู่ที่สงัดเฉพาะรูปเดียว เริ่มด้วยการพิจารณาถึงอริยสัจโดยอุบายอย่างหนึ่งคือ การพิจารณากายจนชัดแจ้งประจักษ์ เกิดนิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่ายขึ้น และท่านก็เริ่มดำเนินจิต เจริญให้มาก กระทำให้มากจนเกิดเป็นญาณ สามารถทวนกระแสมาถึงที่ตั้งของจิตได้ และวันนั้นท่านก็ตัดเสียซึ่งความสงสัยได้อย่างเด็ดขาด เมื่อได้รับการอธิบายจากท่านพระอาจารย์มั่นซ้ำอีกว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ควรจะเจริญให้มากจนกว่าจะพอแก่ความต้องการ<o:p></o:p>
เมื่อจวนถึงกาลปวารณาออกพรรษา ท่านก็ทราบชัดถึงความเป็นจริงทุกประการ และท่านกฎบอกแก่ท่านอาจารย์มั่นว่า<o:p></o:p>
เราได้เลิกการปรารถนาพระปัจเจกโพธิ์แล้ว และเราก็ได้เห็นธรรมจริงแล้ว <o:p></o:p>
เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นได้ฟังก็ได้พูดให้ความแน่ใจว่า เป็นจริงเช่นนั้นแล้ว ต่างก็มีความอิ่มเอิบในธรรม ระยะเวลานั้นท่านพระอาจารย์มั่นท่านมีพรรษา 26 พรรษา ท่านได้ปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์เสาร์เหมือนกับท่านเป็นพระใหม่ คือปฏิบัติตั้งแต่การล้างบาตร ซักจีวร ปูที่นอน ตักน้ำถวายสรง ถูหลังทุกประการ ซึ่งแม้ท่านพระอาจารย์เสาร์จะห้ามไม่ให้ทำ แต่ท่านก็ปฏิบัติให้โดยมิได้มีการแข็งกระด้างแต่ประการใด<o:p></o:p>
ก่อนเข้าพรรษานี้ปรากฏว่ามารดาของท่านพระอาจารย์มั่นซึ่งยังกระหายต่อการปฏิบัติศึกษาธรรมอยู่มิวาย จึงอุตส่าห์ล้มลุกคลุกคลานตามวิบากของคนแก่ติดตามไปที่ถ้ำผากูด เพื่อศึกษาอบรมตนให้รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมปฏิบัติ ท่านพระอาจารย์เสาร์จึงได้บวชชีให้อยู่ปฏิบัติ ณ ถ้ำแห่ง โดยจองเอาที่เงื้อมแห่งหนึ่งเป็นที่ปฏิบัติธรรม เร่งความเพียรทั้งกลางวันกลางคืนอยู่ที่ถ้ำนั้น<o:p></o:p>
ท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม หลังจากหายป่วยแล้ว ก็ติดตามไปปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์มั่นต่อไปทุกหนทุกแห่ง ซึ่งเริ่มติดตามพบที่ถ้ำนี้เอง<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p></o:p>
21. ทราบวาระจิต<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
เมื่อถึงกาลเข่าพรรษา ท่านพระอาจารย์มั่นได้นำลูกศิษย์มาปฏิบัติสมณธรรมที่บริเวณป่าอันสงบสงัดของบ้านดงปอ ต.ห้วยหลวง อ.เพ็ง<o:p></o:p>
ก่อนที่จะมาจำพรรษาที่ป่าแห่งนี้ มีพระภิกษุและสามเณรที่เคยได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่าน และได้ยินกิตติศัพท์ของท่านมาขอรับรสพระธรรมก็มากหลาย ท่านได้พิจารณาตรวจดูภิกษุและสามเณรเหล่านั้นก่อนที่จะอนุญาตให้ธุดงค์ติดตามท่านไป ว่ามีผู้ใดบ้างจะได้รับผลแน่นอนขณะจำพรรษาอยู่กับท่าน ท่านก็จะอนุญาต สำหรับผู้ซึ่งกำลังอบรมตนเพื่อให้แก่กล้าในสมาธิยิ่งขึ้น ท่านก็จะแนะนำให้ไปปลีกวิเวกแห่งละรูปสองรูป เมื่อใดที่มีปัญหาขัดข้อง ก็ให้ไปหาท่าน เพื่อจะได้ชี้แนะแก้ไขให้ถูกต้องเป็นรายๆ<o:p></o:p>
ส่วนผู้ที่ติดตามไปปฏิบัติธรรมใกล้ชิดท่าน ย่อมได้รับการแนะนำตลอดเวลา เพื่อความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ส่วนบรรดาศิษย์ซึ่งแยกย้ายกันออกไปบำเพ็ญเพียรห่างไกล ก็ใช่ว่าท่านพระอาจารย์มั่นจะทอดทิ้งละเลยก็หาไม่ ท่านได้ใช้ญาณในตรวจตราสม่ำเสมอ ผู้ใดสมควรได้รับการแนะนำสั่งสอนเพิ่มเติม ท่านก็จะให้พระหรือโยมไปตามมาพบท่านทันที<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นควบคุมการปฏิบัติของศิษย์อย่างละเอียดพิถีพิถันเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะศิษย์รูปใดมีนิสัยวาสนา และปฏิบัติเข้มแข็ง จะพึงเห็นอรรถธรรมอยู่เบื้องหน้าแล้ว ท่านจะยิ่งติดตามกำกับดูแล คอยแนะนำการปฏิบัติให้ถูกทางถูกต้องตามความเป็นจริงตลอดเวลา และจะกล่าวว่าทุกขณะจิตก็ไม่ผิด<o:p></o:p>
ดังเช่น ท่านอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ผู้เป็นน้องชายของท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ผู้ซึ่งไปเรียนเปรียญธรรมที่กรุงเทพฯ ถึง 5 ปี สอบได้เปรียญ 5 ประโยคกลับมา แล้วมอบตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ออกธุดงค์ติดตามท่านไปปฏิบัติธรรมอย่างกล้าแข็งตลอดมา<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นพิจารณาเห็นว่า ท่านอาจารย์มหาปิ่นนี้มีบุญวาสนา ได้บำเพ็ญมาพอสมควรที่จะเห็นอรรถธรรมชำระทุกข์ให้หมดสิ้นไป ท่านจึงพยายามแนะนำธรรมปฏิบัติให้อย่างละเอียดลึกซึ้ง<o:p></o:p>
ครั้งนั้น ท่านอาจารย์มหาปิ่นปฏิบัติอยู่ที่กุฏิหลังน้อย มุงบังด้วยใบหญ้าใบไม้ในเสนาสนะป่า ส่วนกุฏิของท่านพระอาจารย์มั่นอยู่ห่างไกลไปอีกด้านหนึ่ง ขณะนั้นท่านอาจารย์มหาปิ่นถอนจิตออกจากสมาธิหลังจากนั่งมา 2 ชั่วโมง เวลานั้นประมาณ 23.00 น.เศษ ท่านอาจารย์มหาปิ่นก็เกิดความคิดนึกประหวัดไปถึงท่านพระอาจารย์มั่นว่า ท่านพระอาจารย์มั่นมิได้เล่าเรียนศึกษาพระปริยัติธรรมมาเหมือนเรา ท่านจะมีความรู้แตกฉานกว้างขวางด้านปริยัติธรรมเท่าเราได้หรือ เราเรียนสำเร็จมาถึง 5 ประโยค จะต้องมีความรู้มากกว่าท่านแน่ ที่ท่านแนะนำสั่งสอนเราอยู่เดี๋ยวนี้ จะถูกผิดประการใดหนอ<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นอยู่ที่กุฏิของท่าน ทราบวาระจิตที่ท่านอาจารย์ปิ่นกำลังคิดดูถูกท่าน การคิดเช่นนี้เป็นภัยอย่างยิ่งต่อการบำเพ็ญสมณธรรม ท่านจึงคว้าไม้เท้าลงจากกุฏิเดินไปยังกุฏิของท่านพระมหาปิ่น พอไปถึงท่านก็ใช้ไม้เท้าเคาะข้างฝาซึ่งทำด้วยไม้ แล้วส่งเสียงขึ้นว่า<o:p></o:p>
ท่านมหาปิ่น ที่ท่านจะมานั่งดูถูกเราด้วยเหตุไร การคิดเช่นนี้เป็นภัยต่อการปฏิบัติ สมณธรรมจริงๆหนา <o:p></o:p>
ท่านอาจารย์มหาปิ่นได้ยินเสียงท่านพระอาจารย์มั่นว่ากล่าวเช่นนั้นก็ตกใจสุดขีด เพราะท่านคิดเพ้อเจ้ออยู่ในใจคนเดียวในเวลาดึกสงัดแล้ว เหตุใดท่านพระอาจารย์มั่นจึงได้ล่วงรู้วาระจิตของท่านชัดเจนถึงขนาดนี้ พอตั้งสติได้ท่านอาจารย์มหาปิ่นก็รีบลุกขึ้นแล้วออกมานอกกุฏิ ยอบกายก้มกราบแทบเท้าท่านด้วยความสำนึกผิดแล้วกราบเรียนว่า<o:p></o:p>
กระผมกำลังนึกถึงท่านอาจารย์ในด้านอกุศลจิต กระผมขอกราบแทบเท้า โปรดอโหสิกรรมแก่กระผมด้วย ตั้งแต่วันนี้ต่อไป กระผมจะบังคับจิต มิให้นึกคิดถึงสิ่งอกุศลเช่นนี้อีกโดยเด็ดขาด <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
22. ไม่ยินดีกับ ญาณ <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
พรรษาต่อมา ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ไปจำพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านค้อ อำเภอผือ จังหวัดอุดรธานี มีท่านอาจารย์สุวรรณ สุจินฺโณ ท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านอาจารย์ตื้อ ท่านอาจารย์แหวน สุจินฺโณ ท่านอาจารย์หนูใหญ่ ติดตามมาปฏิบัติธรรมกับท่าน<o:p></o:p>
พรรษานี้ท่านได้ให้คำแนะนำในข้อปฏิบัติแก่ศิษย์เพื่อความก้าวหน้าแห่งการดำเนินจิตเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากท่านทุกรูปเหล่านนั้นบำเพ็ญเพียรได้ผลทางปฏิบัติมาแล้ว ขั้นต่อไปก็คืออบรมให้มีความแก่กล้ามากขึ้น ข้อสำคัญคือ ความหลงในญาณ ผู่ที่ต้องการพ้นทุกข์จริงๆจะต้องไม่หลงอยู่ในความเป็นไปเหล่านั้น<o:p></o:p>
ท่านได้อธิบายว่า ญาณ คือความรู้พิเศษที่เกดขึ้นในระหว่างแห่งความสงบ เป็นต้นว่าญาณระลึกชาติได้ ญาณรู้จักเหตุการณ์ในอดีต ญาณรู้จักเหตุการณ์ในอนาคต รู้จักวาระจิต ความนึกคิดของบุคคลอื่นเป็นต้น เหล่านี้ล้วนแต่เป็นวิชาน่าอัศจรรย์ทีเดียว<o:p></o:p>
แต่ถ้าหากว่าหลงและติดอยู่ในญาณเหล่านี้แล้ว จะทำให้เกิดความเนิ่นช้าในการปฏิบัติในการเข้าสู่อริยสัจธรรม<o:p></o:p>
แต่ญาณเหล่านี้ ที่เป็นอุปกรณ์อย่างดีพิเศษ ในอันที่จะดำเนินจิตเข้าสู่อริยสัจ หรือการทรมานบุคคลบางคน แต่ว่าจะว่ามันเป็น ญาณ อย่ายินดีหรือติดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะเท่ากับว่ามันเป็นผลพลอยได้ที่เกิดจากการบำเพ็ญจิตเข้าสู่อริยสัจนั่นเอง หากว่าเราไปยินดีหรือไปติดอยู่เพียงเท่านี้แล้ว ก็จะก้าวไปสู่ความพ้นทุกข์ไม่ได้<o:p></o:p>
แม้แต่พระเทวทัตในสมันครั้งพุทธกาลก็สำเร็จญาณถึง 5 ประการ แสดงฤทธิ์ต่างๆได้สมกับความประสงค์ แต่หลงอยู่ในญาณของตน เกิดทิฐิมานะว่าตนเก่งตนดี ถึงกับต้องการจะเป็นพระพุทธเจ้าแทนเอาเลยทีเดียว แต่ที่ไหนได้ ในที่สุดโดยอาศัยความหลงญาณ กลับต้องเสื่อมหมดทุกอย่าง ไม่พ้นทุกข์ ไม่เข้าถึงอริยสัจ แต่กลับตกนรกไปเลย<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเน้นว่า ญาณเหล่านี้มันน่าติดจริงๆ เพราะมันวิเศษแท้ ทั้งเยือกเย็น ทั้งสว่างผ่องใส ทั้งรู้อะไรที่เป็นอดีต อนาคต ตามความประสงค์ ผู้ที่ไม่เข้าใจความจริงที่ไปติด ณ ที่นี้ เราจะสังเกตเห็นได้ตรงที่เกิดทิฐิขึ้นมาอย่างหนึ่ง คือการถือตัวว่าดีกว่าใครๆ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็น ครูบาอาจารย์ เพื่อนสหธรรมิก หรือศิษย์<o:p></o:p>
หาว่าศิษย์สู้เราไม่ได้ ใครก็สู้เราไม่ได้ ทิฐิเช่นนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะไม่รู้ตัว ซึ่งท่านพระอาจารย์มั่นท่านเปรียบว่า มีจระเข้ตัวหนึ่งใหญ่เหลือเกินอยู่ในท้องทะเล มันไม่รู้ว่าหางของมันอยู่ที่ไหน เมื่อมันไม่รู้มัน ไม่เห็นหางของมัน กินไปๆจนเหลือแต่หัวเลยขม้ำซ้ำหมดเลย<o:p></o:p>
และท่านก็อธิบายว่า การหลงตัวด้วยญาณนี้มันละเอียดนัก เราจะสังเกตได้อีกอย่างหนึ่งคือ การขาดจากความรอบคอบบางสิ่งบางประการ เพราะเหตุแห่งการถือตัวเช่น กล่าวคำดูถูกดูหมิ่นต่อเพื่อนสหธรรมิกด้วยกัน ต่อครูบาอาจารย์ของตน หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ซึ่งตนไม่เห็นด้วยกับการดำเนินญาณทุกญาณ<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นกล่าวว่า มันต้องเสื่อม มันจะคงตัวอยู่ได้ตลอดไปหาไม่ได้ แต่ต่อไปก็เลือนเข้าๆ กลับกลายเป็นความนึกคิดโดยอาศัยสัญญาเก่า นี่คือความเสื่อมแห่งญาณ<o:p></o:p>
ลูกศิษย์ก็มีหลายรูป ที่ต้องเสื่อมลงจากญาณเหล่านี้อย่างน่าเสียดาย ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสื่อม จึงต้องรีบดำเนินจิตเข้าสู่อริยสัจเสียเลย เพราะความที่จิตเข้าสู่อริยสัจได้แล้ว มันก็ห่างจากความเสื่อมไปทุกทีๆ ท่านยกตัวอย่างว่าท่าหนูใหญ่ อายุคราวเดียวกับท่านอาจารย์ฝั้น อาจาโร ไม่พยายามดำเนินจิตเข้าสู่อริยสัจ แต่ว่ามีญาณแหลมคมดี เอาแต่ญาณภายนอกอย่างเดียวจึงเสื่อมไปได้<o:p></o:p>
ท่านอาจารย์หนูใหญ่รูปนี้มีวาสนาบำเพ็ญจิตได้ผลดียิ่ง ปฏิบัติสมาธิแล้วก็เกิดญาณรู้ความจริงบางอย่างได้คล่องแคล่ว จึงเป็นที่ปรึกษาหารือในหมู่คณะได้เป็นอย่างดี อีกทั้งมีความรู้พิเศษเป็นที่น่าอัศจรรย์ เป็นที่เกรงขามแก่สหธรรมิกและหมู่คณะที่ร่วมสำนักเดียวกับท่าน และแม้จะเป็นความผิดเล็กๆน้อยๆ ท่านอาจารย์หนูใหญ่ก็จะรู้ทันทีด้วยญาณของท่าน<o:p></o:p>
เช่นคราวหนึ่ง สามเณรจัดน้ำปานา (อัฐบาน) ถวายพระ เวลานั้นท่านอาจารย์หนูใหญ่กำลังนั่งสมาธิอยู่ ปรากฏในญาณของท่านเห็นพระภิกษุและสามเณรซึ่งกำลังฉันน้ำปานะอยู่ ท่านได้บอกพระทุกรูปว่ากำลังฉันสิ่งของที่เจือด้วยอามิสแน่ๆ เพราะมันไม่บริสุทธิ์ สามเณรผู้ทำน้ำปานะมากับมือยืนยันเสียงแข็งว่า ไม่มีสิ่งใดเจือปนเด็ดขาดเพราะว่าได้ระมัดระวังอย่างดีโดยตลอด แต่ท่านอาจารย์หนูใหญ่ก็ยืนยันเช่นเดิม จึงมีการสำรวจตรวจตรากันอย่างละเอียดอีกครั้ง ในที่สุดก็พบเมล็ดข้าวสุกติดอยู่กับภาชนะที่ใช้ทำน้ำปานะจริงๆ<o:p></o:p>
ความเฉียบคมในกำลังญาณของท่านอาจารย์หนูใหญ่เกิดประโยชน์แก่หมู่คณะไม่น้อย เพราะเมื่ออยู่ใกล้ท่าน ต้องระมัดระวังตัว ระวังความประพฤติและความนึกคิด จะออกนอกลู่นอกทางไม่ได้ เพราะท่านรู้เห็นตลอด ทำให้เกิดสติสัมปชัญญะควบคุมมาก ไม่กล้ามีความเผลอไผลพลั้งพลาดง่ายๆ แต่ท่านอาจารย์หนูใหญ่ออกไปไกลท่านพระอาจารย์มั่นเกินไป ไม่พยายามเข้าหาท่านให้อบรมแนะนำบ่อยๆ (ตรงนี้จะกล่าวว่าท่านอาจารย์หนูใหญ่ลืมตัว เพราะหลงอยู่ในญาณหรือไม่มิอาจทราบได้) ภายหลังญาณก็เสื่อมถอยจากคุณธรรมส่วนนี้โดยไม่รู้ตัว ปักหลักยืนหยัดสู้กับกิเลศต่อไปไม่ไหว ในที่สุดจำต้องลาสิกขาบท กลับคืนไปอยู่ในฆราวาสวิสัย เป็นทาสกิเลศต่อไปอีกอย่างน่าเสียดาย<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นกล่าวว่า บุคคลผู้ซึ่งได้ปฏิบัติจนได้ญาณขั้นนี้แล้ว แต่ทำให้เสื่อมไป เปรียบได้กับมีสมบัติอันล้ำค่ามหาศาลอยู่กับตัว แต่รักษาเอาไว้ไม่ได้ หรือไม่รู้จักใช้สอยให้เกิดประโยชน์ขึ้นมา จึงนับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
23. ธรรมอันชุ่มเย็น<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นไม่ยึดติดกับเสนาสนะใดนานๆจนเกิดความคุ้นชิน การจำพรรษาของท่านกล่าวได้ว่าเปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆ บางที่บางแห่งอาจอยู่เพียงพรรษาเดียว บางแห่งอาจอยู่หลายพรรษาตามแต่เห็นสมควร<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นมักกล่าวให้ศิษย์ของท่านตระหนักอยู่เสมอ ว่าการยึดติดมักคุ้นต่อเสนาสนะใดนานๆเพราะเห็นแก่ความสะดวกสบาย มีญาติโยมพลุกพล่าน มีลาภสักการะมิขาดสาย ซึ่งเป็นอันตรายยิ่งต่อพระปฏิบัติผู้ซึ่งมุ่งหมายพระสัทธรรม จงอยู่ประหนึ่งนกเสรี พักจับคอนแล้วโบยบินต่อไปเพียงปีกและหาง<o:p></o:p>
จากเสนาสนะป่าบ้านค้อ ท่านพระอาจารย์มั่นได้จาริกต่อไปหลังกาลออกพรรษาแล้ว มีศิษย์ติดตามท่านไปเพื่อศึกษาปฏิบัติสมณธรรมพอสมควร ขณะนั้นการบำเพ็ญสมณธรรมกลายเป็นสิ่งลึกลับ ชาวบ้านคิดว่ากระทำได้ยายแสนยาก หรืออาจกระทำไม่ได้เลยหากมิใช่เป็นผู้มีภูมิธรรมวิเศษเหนือมนุษย์ นอกจากนี้ มีผู้คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่ามรรคผลทางธรรมหมดสิ้นมลายสูญไปแล้ว ดังนั้นการปล่อยปะละเลยในศีลในธรรมจึงมีให้เห็นทั่วไป หลายหมู่หลายเหล่าหันไปเคารพนับถือภูตผี เจ้าป่าเจ้าเขา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นจึงเป็นประหนึ่งผู้เปิดศักราชการปฏิบัติธรรมขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยท่านกำหนดวิธีการปฏิบัติง่ายๆ ไม่ต้องมีพิธีการยกครู ดังที่ชาวบ้านทั่วไปเข้าใจผิดคิดว่าต้องเป็นเช่นนั้น ครั้นทุกคนมาปฏิบัติธรรมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นภิกษุ สามเณร หรือฆราวาส ต่างก็เห็นผลเป็นที่เย็นใจในเวลาไม่นานหลังจากปฏิบัติอย่างจริงจัง<o:p></o:p>
กิตติศัพท์และกิตติคุณของท่านพระอาจารย์มั่นก็แพร่ขยายกว้างไกลออกไปอย่างรวดเร็ว ภิกษุสงฆ์ที่ฝักใฝ่ใคร่ในการปฏิบัติธรรมต่างมุ่งหน้ามาฝากตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นไม่ขาดสาย ตลอดไปจนถึงชาวบ้านฆราวาสซึ่งเคยนัยถืองมงายในสิ่งไม่เป็นความจริง ต่างก็หันมารับ ไตรสรณคมณ์ ยึดมั่นในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง<o:p></o:p>
พรรษานี้ท่านจำพรรษาที่เสนาสนะป่าอำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย และที่ท่าบ่อนี้ ต่อมาได้กลายเป็น วัดป่าอรัญญวสี เป็นสถานบำเพ็ญกัมมัฏฐานของพระเถระผู้เป็นศิษย์เอกของท่านพระอาจารย์มั่นหลายต่อหลายองค์ อาทิเช่น พระอาจารย์เทสก์ เทสรํสี พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม พระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล พระอาจารย์อ่อน ญาณศิริ พระอาจารย์ฟั่น อาจาโร พระอาจารย์สุวรรณ สุจิณฺโน และยังมีอีกหลายองค์ พระอาจารย์ทุกรูปซึ่งมาบำเพ็ญสมณธรรมปฏิบัติกัมมัฏฐาน ณ ที่นี้ ยอมรับว่าเป็นสถานที่บำเพ็ญสมณธรรมที่ดี บำเพ็ญแล้วได้ผลทางใจอย่างสูงทีเดียว<o:p></o:p>
ออกพรรษาแล้ว จากเสนาสนะป่าอำเภอท่าบ่อ ท่านพระอาจารย์มั่นและคณะศิษย์ จาริกธุดงค์ไปยังจังหวัดนครพนม ตลอดทางท่านได้หยุดพักบำเพ็ญสมณธรรมเป็นระยะๆ ชุมชนชาวบ้านที่รวมกันเป็นหมู่บ้านเล็กบ้างใหญ่บ้าง แม้จะนับถือภูตผีปิศาจ แต่พวกเขาก็มีใจเป็นบุญเป็นกุศล เห็นพระธุดงค์กัมมัฏฐานมาปฏิบัติสมณธรรม ก็จะพากันใส่บาตรเต็มกำลัง บางหมู่ก็จะมาปรนนิบัติรับใช้ด้วยความศรัทธาเลื่อมใส บางพวกก็มาเพื่อขอของดีของขลังตามความเชื่ออันงมงายที่ฝังแน่นอยู่<o:p></o:p>
แต่สิ่งที่ชาวบ้านไม่ว่าจะอยู่หมู่ใดพวกใดได้รับไปจากท่านพระอาจารย์มั่นก็คือ ข้อธรรมอันชุ่มเย็นอันเป็นของจริงของแท้ อีกทั้งยังได้รับการชี้แจงแสดงเหตุผลให้ละความเชื่อความหลงผิดอันงมงายนั้นๆเสีย แล้วมารับพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งต่อไป พร้อมกันนั้น ท่านได้ปลูกศรัทธาในการเจริญกัมมัฏฐานภาวนาไปด้วย<o:p></o:p>
การปฏิบัติกัมมัฏฐานภาวนาซึ่งแต่ก่อนนี้เข้าใจกันว่าเป็นของสูง เป็นสิ่งลึกลับ ปฏิบัติยาก กระทำยาก หากมิใช่ผู้มีบุญ ได้รับการเปิดเผยอย่างกระจ่างแจ้งจากท่านพระอาจารย์แล้วว่า ผู้ใดก็มาปฏิบัติกัมมัฏฐานภาวนาได้ทั้งสิ้น ขอเพียงมีความตั้งใจจริง มุ่งมั่น และปฏิบัติจริง ย่อมบังเกิดผลให้ได้พบกับความสงบเย็นถ้วนทั่วทุกตัวคน ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุสงฆ์ สามเณร และฆราวาสทุกเพศทุกวัย <o:p></o:p>
การธุดงค์ของท่านพระอาจารย์มั่นและคณะศิษย์ จึงเป็นการเผยแพร่พระธรรมปฏิบัติไปด้วย<o:p></o:p>
ครั้งนั้น พระภิกษุทั้งหลายเกิดการตื่นตัว เดินทางมาหาท่านพระอาจารย์มั่นเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ มีทั้งพระผู้ใหญ่อันเป็นพระเถระและพระผู้น้อย ทุกรูปต่างมุ่งมั่นในการปฏิบัติสมณธรรมกันอย่างแน่วแน่ เวลานั้น พระอุปัชฌาย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก ท่านอาจารย์ดี วัดม่วงไข่พรรณนา ก็ได้มาขอเรียนกัมมัฏฐานภาวนากับท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อปฏิบัติภาวนาอย่างจริงจังก็ปรากฏผลอัศจรรย์ ท่านจึงได้นำคณะศิษย์มาศึกษาธรรมปฏิบัติอีก<o:p></o:p>
ระยะนี้มีผู้คนท้องถิ่นและเขตละแวกใกล้เคียงหลั่งไหลมาศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่นมากมายจนเป็นคณะใหญ่ นอกจากพระภิกษุ สามเณร และฆราวาสแล้ว ยังมีผู้ศรัทธามาขอบรรพชา แต่ท่านพระอาจารย์มั่นยังไม่ได้เป็นอุปัชฌาย์ จึงได้นิมนต์พระครูอดิสัย คุณาธาร (อากโร คำ) วัดศรีสะอาด เจ้าคณะจังหวัดเลย มาบรรพชาและอุปสมบทให้<o:p></o:p>
แต่การจะอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์สายท่านพระอาจารย์มั่นสมัยนั้น มิใช่ใครอยากอุปสมบทเมื่อไรก็ได้บวช ท่านพระอาจารย์มั่นได้วางกำหนดกฎเกณฑ์เอาไว้อย่างเคร่งครัดว่า เมื่อผู้ใดมีจิตศรัทธาจะเข้ามาอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ จะต้องพิสูจน์ตัวเองว่าแน่วแน่มั่นคงเพียงไรที่จะสละเพศฆราวาสมาสู่เพศบรรพชิต นั่นคือให้บวชเป็นตาผ้าขาวก่อน คือ นุ่งขาวห่มขาว ยังไม่โกนผม รักษาศีล 8 กินอาหารมื้อเดียว ระหว่างที่ประพฤติตนอยู่ในสายตาของพระภิกษุสงฆ์ ผู้รับการพิจารณาจะทำเหลวไหลหน้าไหว้หลังหลอกไม่ได้ อีกทั้งยังต้องฝึกสมาธิปฏิบัติกัมมัฏฐานภาวนาเช่นเดียวกับพระภิกษุสงฆ์และสามเณร หากดัดนิสัยไม่ได้ก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้อุปสมบท จะต้องฝึกอบรมตนเช่นนี้ก่อนเป็นเวลานานพอสมควร บางคนใช้เวลานานหลายเดือน และบางคนอาจใช้เวลานานนับหลายปี กว่าจะได้รับอนุญาตให้ครองเพศบรรพชิต ดังนั้นจะเห็นได้ชัดเจนว่า พระภิกษุและสามเณรสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต จะเรียบร้อย สงบสำรวม น่าเคารพเลื่อมใสทุกรูป และระเบียบนี้จึงได้มีขึ้นในพระภิกษุกัมมัฏฐานตราบจนทุกวันนี้<o:p></o:p>
ระหว่างที่ท่านพระอาจารย์มั่นนำศิษย์ปฏิบัติสมณธรรมในเขตบ้านโพยเซียงหวาย ได้มีพระภิกษุผู้มีบุญวาสนาปวารณาตนมาขอเป็นศิษย์ท่าน เพื่อปฏิบัติสมณธรรมกัมมัฏฐานจำนานไม่น้อย ท่านเหล่านี้เจริญสมณธรรมอย่างเข้มแข็งยิ่งจนปรากฏเป็นอัศจรรย์ ต่อมาภายหลัง ท่านผู้เป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นคณะนี้ ได้เป็นกำลังสำคัญในการอบรมสั่งสอนกัมมัฏฐานให้แก่ผู้ใคร่ในธรรมอย่างกว้างขวางในพื้นที่แถบนั้น<o:p></o:p>
ในปีนี้ ท่านพระอาจารย์มั่นได้เริ่มธุดงค์ ซึ่งให้ประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น นั่นคือ ท่านกำหนดให้คณะธุดงค์แบ่งออกเป็นกลุ่มเล็กๆ กลุ่มละ 3 - 4 รูป แล้วแต่ละกลุ่มจะมีท่านผู้ทรงคุณธรรมภายใน มีปฏิภาณเฉลียวฉลาดในการแสดงธรรม แล้วท่านพระอาจารย์มั่นจะจาริกธุดงค์ล่วงหน้าไปก่อน ไปถึงเขตหมู่บ้านใด ชุมชนใดที่เหมาะสม ท่านก็จะพำนักบำเพ็ญสมณธรรม 7 วันบ้าง 10 วันบ้าง หรือ 1 เดือนบ้าง คณะธุดงค์ก็จะตามไปสมทบกับท่าน แสดงธรรมสั่งสอนให้อุบาสก อุบาสิกา ปฏิบัติกัมมัฏฐานภาวนาทุกแห่งที่ท่านพระอาจารย์มั่นหยุดยั้งแสดงสมณธรรม<o:p></o:p>
การมุ่งหน้าไปยังบ้านใดตำบลใดของท่านพระอาจารย์มั่น มิใช่เป็นการจาริกธุดงค์โดยมิได้มีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน ก่อนท่านจะไปยังแห่งหนตำบลใด ท่านจะ พิจารณา โดยละเอียดก่อนทุกครั้งว่า ณ ที่นั่น ชาวบ้านและกุลบุตรจะมีวาสนาพอเพียงจะรับธรรมปฏิบัติจากท่านได้หรือไม่ หลังจากแน่ใจแล้วท่านจึงจะไป<o:p></o:p>
การเผยแผ่แนะนำธรรมปฏิบัติ แทบตลอดทั่งภาคอีสานของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต<o:p></o:p>
ปรากฏผลเป็นดีเต็มที่ ผู้ซึ่งมาปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐานภาวนากับท่าน ได้รับรสพระสัทธรรมโดยความเป็นจริง โดยความถูกต้องบังเกิดผลอัศจรรย์ให้ได้รับรู้ ทำให้มีศรัทธาความมานะเพิ่มพูนเป็นทวีคูณ อยากรู้ธรรมขั้นสูงยิ่งขึ้นไปอีก<o:p></o:p>
วิธีการแนะนำสั่งสอนธรรมปฏิบัติของท่านพระอาจารย์มั่นนั้น มิใช่การขึ้นธรรมาสน์เทศนาโดยมีพระสงฆ์องค์เณร และอุบาสกอุบาสิกา มาชุมนุมรับฟังกันอย่างคับคั่งพลุกพล่าน เพราะการมาชุมนุมเพื่อรับการสั่งสอนเช่นนี้ ย่อมมีผู้คนจำนวนมากซึ่งมีจริตนิสัยแตกต่างกันออกไป<o:p></o:p>
บ้างมีศรัทธาสูงแต่มีปัญญาตื้นเขิน คือรับได้แต่ธรรมขั้นต้น ไม่มีความมานะแน่วแน่ในการปฏิบัติ พอได้รับความลำบากมาก ศรัทธาก็เสื่อมถอย ถอดใจไม่ยอมสู้กับกองกิเลศอีกต่อไป<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นจึงไม่แนะนำกระทำการสั่งสอนเช่นนี้เลย ท่านจะเลือกสอนแก่บุคคลแบบเจาะจงตรงตัว ทั้งนี้เนื่องจากท่านมีญาณหยั่งรู้อุปนิสัยของบุคคลแต่ละคนอย่างจ่มชัด ดังนั้นท่านจึงเลือกสอนให้แก่บุคคลที่ควรสอน สำหรับบุคคลใดที่มีนิสัยจะพึงปฏิบัติไม่ได้ผล ท่านก็ไม่สอนให้เสียเวลา โดยเฉพาะท่านจะเลือกสอนแก่ภิกษุ สามเณร ผู้มีบุญวาสนาจะได้เห็นธรรมในการต่อไปเป็นส่วนใหญ่ <o:p></o:p>
เพราะท่านมีอุดมคติในใจว่า พระภิกษุ สามเณร ซึ่งได้รับการสอนจนได้ดีแล้วเพียงรูปเดียว ย่อมสามารถไปอบรมสั่งสอนอุบาสก อุบาสิกา และพุทธบริษัทนับร้อยนับพันคนต่อไป ด้วยเหตุนี้พระภิกษุสงฆ์และสามเณรที่ได้รับการแนะนำสั่งสอนธรรมปฏิบัติจากท่าน จึงบังเกิดผลเป็นอัศจรรย์ทุกรูปทุกองค์ <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
24. ผีตีนเดียว<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
เสนาสนะป่าบ้านค้อ อำเภอผือ จังหวัดอุดรธานี เคยเป็นที่จำพรรษาของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต มาแล้ว ปี พ.ศ. 2467 ท่านก็ย้อนกลับมาจำพรรษาอีกครั้งแต่มิได้อยู่ที่เดิม (ปัจจุบันนี้ สถานที่จำพรรษาของท่านได้กลายเป็นวัดไปแล้ว) <o:p></o:p>
พรรษานี้มีพระภิกษุ สามเณร หลั่งไหลมาขอปฏิบัติธรรมกับท่านเป็นอันมาก ท่านก็ได้ให้คำแนะนำข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ ผู้ที่ตั้งใจมุ่งมั่นก็มองเห็นทางพ้นทุกข์ได้จริง ต่างเร่งกระทำความเพียรกันอย่างอุกฤษฏ์<o:p></o:p>
ออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นก็พาออกธุดงค์ แสวงหาที่สงัดวิเวกเพื่อบำเพ็ญสมณ-ธรรม การจาริกธุดงค์ของท่านพระอาจารย์มั่น มิใช่ยกขบวนกันไปทั้งหมดนับเป็นสิบเป็นร้อย เวลาหยุดยั้งอยู่ที่ใดก็ปักกลดแน่นขนัด มีความเป็นอยู่โกลาหลอลหม่านยิ่ง ธุดงค์เช่นนี้จะหาไม่ได้เลยสำหรับพระภิกษุและสามเณร ศิษย์ที่ติดตามท่านพระอาจารย์มั่น<o:p></o:p>
การจาริกธุดงค์ของท่าน ท่านให้แบ่งออกเป็นกลุ่มเล็กๆ ผู้เริ่มต้นปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐานให้ติดตามรุ่นพี่ที่เอาตัวรอดแล้ว คือบำเพ็ญสมณธรรมขั้นสูง จะได้อาศัยรุ่นพี่เป็นพี่เลี้ยงคอยประคับประคองช่วยแนะนำข้อวัตรปฏิบัติต่างๆหากเกิดปัญหาขัดข้อง แต่ละกลุ่มซึ่งมีจำนวน 2 - 3 รูปนี้ ให้แยกย้ายกันไปปฏิบัติเพื่อมิให้เป็นปลิโพธในหมู่มาก<o:p></o:p>
ส่วนท่านพระอาจารย์มั่นมีคณะศิษย์ติดตามเดินธุดงค์ไปด้วยจำนวนหนึ่ง ศิษย์กลุ่มนี้จำเป็นต้องใกล้ชิดกับท่านเพราะบำเพ็ญธรรมเข้าขั้นละเอียดแล้ว เพราะเมื่อใดที่เกิดติดขัดคับข้อง ท่านจะได้แนะนำแนวทางได้ทันกาลทันที<o:p></o:p>
ธุดงควัตรปีนี้ ท่านพระอาจารย์มั่นมุ่งหน้าไปทางบ้านนาหมี บ้านนกยูง และบ้านผาแดง - แก้งไก่ ตลอดอาณาบริเวณนี้เป็นเนื้อที่ป่าทึบสลับกับป่าโปร่ง มีภูเขา เถื่อนถ้ำ และเงื้อมผา เป็นเสนาสนะเหมาะแก่การบำเพ็ญสมณธรรม<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นและคณะของท่าน หยุดยั้งตามสถานที่วิเวกอันสงบเพื่อบำเพ็ญเพียรธรรมปฏิบัติตามแต่เห็นสมควร กระทั่งท่านพาคณะเข้าไปพักกลางหุบเขาแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นดงลึกในเขตบ้านผาแดง - แก้งไก่ และในดงลึกแห่งนี้มีหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ไม่ไกลจากสถานที่ซึ่งท่านปักกลดบำเพ็ญ สมณธรรม พอจะโคจรบิณฑบาตได้<o:p></o:p>
เทือกทิวแห่งภูเขาซึ่งอยู่ใกล้กับหมู่บ้านเล็กๆดังกล่าว มีเขาลูกหนึ่งลักษณะค่อนข้างประหลาด คือมีลักษณะคล้ายตึกหลายๆชั้นซ้อนกันอยู่ และที่ประหลาดยิ่งกว่าก็คือ ตรงเขาลูกนี้มีผีตนหนึ่งสิงสถิตอยู่ ผีตนนี้ชาวบ้านเรียกว่า ผีตีนเดียว และผีตีนเดียวตนนี้ ประหนึ่งมีความอาคาตแค้นต่อชาวบ้านผูกพันกันมาเป็นเวลานานแสนนาน พอมีโอกาสมันก็จะเข้ามาอาละวาดถึงในหมู่บ้านเลยทีเดียว <o:p></o:p>
ชาวบ้านในหมู่บ้านพากันหวาดกลัวผีตีนเดียวนี้อย่างที่สุด เพราะเวลามันเข้ามาอาละวาดคราใด จะมีชาวบ้านเจ็บไข้ได้ป่วย บางคนถึงตายไปก็มี บางครั้งมันเอาไฟไปเผาบ้านเขา เล่นเอาแตกตื่นช่วยกันดับไฟเป็นโกลาหล บางคราวก็เอาก้อนหิน ท่อนไม้ ขว้างปาใส่บ้านโครมคราม หลักฐานพยานมีให้เห็นปรากฏ คือท่อนไม้เป็นกองๆซึ่งมันขว้างไม่หมด ใครเอาวัวเอาควายไปเลี้ยงกลางทุ่งกลางนา มักจะเจอมันขว้างปาขับไล่ เล่นเอาเผ่นหนีกระเจิดกระเจิงทั้งคนทั้งสัตว์<o:p></o:p>
ผีตีนเดียวนี้ เวลาเข้ามาอาละวาดในหมู่บ้าน มันจะมาเหมือนลักษณะอาการคนกระโดดเข้ามา คือมีเสียงฝ่าเท้ากระทืบพื้นดังตุ้บๆแต่ไม่เห็นร่างของมัน บนพื้นดินจะปรากฏรอยเท้าย่ำเหยียบไว้เห็นได้ชัดเจน รอยเท้าของผีตนนี้มีขนาดใหญ่ยาวผิดมนุษย์ธรรมดา<o:p></o:p>
ชาวบ้านผาแดง - แก้งไก่แห่งนี้อยู่กันด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร จะอพยพหลบหนีไปเสียจากที่นี่ก็ไม่อาจกระทำได้ เพราะแต่ละครอบครัวหักร้างถางพง ทำนาทำไร่กันมานานแล้ว กระทั่งเกิดผลิตผลพออาศัยเลี้ยงชีพได้ หากโยกย้ายไปอยู่ที่อื่นย่อมพบกับความอดอยากเดือดร้อนแน่นอน <o:p></o:p>
แต่การเผชิญกับผีตีนเดียวตนนี้ก็สาหัสสากรรจ์เหลือประมาณ เพราะบางคืนไม่เป็นอันหลับอันนอนกันเลย เนื่องจากผีอันธพาลตนนี้ขว้างปาท่อนไม้หรือก้อนหินเข้าใส่ตัวบ้านดังปึงปัง ชาวบ้านขณะนั้นเคารพนับถือภูตผีและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นสรณะ เขาจึงพากันนำเครื่องเซ่นไหว้ เช่น ไก่ต้ม ไข่ต้ม บุหรี่ เหล้าขาว มาเซ่นผีตีนเดียว พอได้เครื่องเซ่นไหว้เป็นที่พอใจ เจ้าผีร้ายก็จะเพลาการอาละวาดลงไปชั่วพักชั่วครู่ มิช้ามินานมันก็เริ่มแผลงฤทธิ์ใหม่อีก<o:p></o:p>
เมื่อชาวบ้านผจญกับการอาละวาดของผีตีนเดียวซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็เกิดฮึดสู้ขึ้นมาบ้าง จึงรวมตัวกันเตรียมมีดพร้า หอกดาบ เอาไว้พร้อม พอได้ยินเสียงกระโดดตุ้บตั้บของเจ้าผีตีนเดียวเข้ามาในเขตของหมู่บ้าน พวกชาวบ้านใจกล้าต่างคว้าอาวุธกรูกันเข้าไปตรงที่ได้ยินเสียงฝีเท้า ตั้งใจกันว่า แม้ไม่เห็นตัวก็จะฟันแทงเข้าใส่ไปตามเรื่อง ผลปรากฏว่าผีตีนเดียวไม่แน่จริงเหมือนกัน พอชาวบ้านเอาจริง เจ้าผีอันธพาลก็กระโดดตุ้บๆออกจากหมู่บ้านไปแทบไม่ทัน คราวนี้มันก็คอยจ้องกลั่นแกล้งหนักกว่าเดิมเข้าไปอีก<o:p></o:p>
เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นและศิษย์มาพักอยู่ที่เสนาสนะป่าบ้านผาแดง - แก้งไก่ ชาวบ้านรู้ว่ามีพระธุดงค์กัมมัฏฐานมาปักกลดอยู่ในป่าเปลี่ยว ก็มีกำลังใจฟูขึ้น เพราะชาวบ้านเชื่อกันว่าพระธุดงค์ต้องมีวิชาอาคมปราบภูตผีปิศาจได้ ไม่เช่นนั้นท่านจะกล้าเดินดั้นด้นผ่านป่าเขาลำเนาไพรเพียงลำพังได้อย่างไร ดังนั้นจึงตกลงกันว่าจะไปขอความช่วยเหลือจากท่าน<o:p></o:p>
ตอนเช้า ท่านพระอาจารย์มั่นและศิษย์มาบิณฑบาตที่หมู่บ้าน รับบาตรแล้วก็กลับที่พักกลางป่า ชาวบ้านต่างพากันไปพบท่าน นมัสการกราบไหว้แล้วก็เล่าเรื่องผีร้ายตีนเดียวซึ่งมาอาละวาดรังแกพวกเขา แล้วขอความเมตตาจากท่านให้ช่วยเปลื้องทุกข์ให้ด้วย<o:p></o:p>
ท่านพระอาจารย์มั่นรับรู้ความทุกข์ของชาวบ้านทั้งหลายแล้ว ท่านก็แนะนำให้ชาวบ้านทุกคนมาปฏิญาณตนต่อพระไตรสรณคมน์ เป็นอุบาสก อุบาสิกา และให้รักษาศีล 5 กรรมบถ 10 ทั้งยังสอนให้ไหว้พระสวดมนต์ ปฏิบัติกัมมัฏฐาน เจริญเมตตาภาวนาทุกวัน หลังจากนั้นท่านก็ได้เจริญเมตตาญาณอย่างมาก พร้อมกับแนะนำให้พระสงฆ์ศิษย์ของท่านซึ่งติดตามมาด้วย เจริญเมตตาญาณช่วยอีกกำลังหนึ่ง <o:p></o:p>
เป็นที่อัศจรรย์ นับจากวันนั้นซึ่งท่านพระอาจารย์มั่นเมตตาต่อชาวบ้านผาแดง - แก้งไก่ ผีตีนเดียวก็ไม่ปรากฏรังควานอาละวาดอีกเลย ประหนึ่งว่ามันได้หายสาบสูญ