View Full Version : งมงายจังเลย คนไทย
เฮ้ออออ
15-11-2004, 10:12 PM
ดักดาน
Star Platinum
15-11-2004, 10:22 PM
งมงายเรื่องอะไรกันครับ?
zipper
16-11-2004, 10:33 AM
What's up?
ผู้รู้น้อย
16-11-2004, 09:52 PM
ไม่เห็นลงรายละเอียดเลย เออ! งง
ส่วนเรื่องจิต อันนี้ คุณต้องเจอเอง สัมผัสเอง
ส่วนเรื่องกฎแห่งกรรม คุณก็ต้องเจอเอง สัมผัสเอง ตอนนี้อาจยังไม่เจอก็ใช่ว่า สักวันจะไม่เจอ กรรมดีย่อมสนองผู้ทำดี กรรมชั่วย่อมสนองผู้ทำชั่ว ไม่ว่าช้าหรือเร็ว
สิ่งไหนจะจริงหรืองมงาย ควรใช้หลักกามาลสูตรด้วย
คือ อ่านเป็นเรื่องสนุก ๆ เพลิน ๆ ไป ไม่ต้องถึงขนาดใส่บ่าแบกหามไปหรอก เอาแค่ติดไม้ติดมือไปบ้าง หากฉุกเฉินยามใด อาจมีโอกาสใช้ ใครจะไปรู้อนาคตได้
กฎแห่งกรรม คือกฎแห่งการกระทำ ไม่ว่าอดีตหรือปัจจุบัน ไม่ต้องพูดถึงภพชาติที่แล้วหรือชาติหน้าหรอก ปัจจุบันชาตินี่แหละ พวกประเภทตายแล้วไม่เกิดอีก เกิดชาติเดียวตายหนเดียวนี่แหละ เด๊ยว! สักพักก็ส่งผล เช่นหากเป็นนักเรียน ลองโดดเรียนซิ ผลเป็นไง เกรดอาจตก แต่หากเป็นบุคคลที่เก่งมากอาจสอบผ่าน คะแนนดีได้ แต่นั่น ย่อมอาจไม่มีโอกาสครั้งที่สองที่สามก็ได้ เพราะหากโดดบ่อย โดดจนไม่มีชั่วโมงเรียนครบซิ แถมติดยาด้วย ถึงเก่งมากๆ ก็....(หาคำตอบเอาเอง) แต่..อาจมีข้อยกเว้นประเภทแบบ พ่อแม่รวยๆ ที่ชอบทำให้ลูกหลงผิด ประมาณลูกข้าต้องไม่น้อยหน้าใคร เอาเงินยัดสถานศึกษาเข้าไป
ฯลฯ แล้วลองพ่อแม่ไม่มีเงินให้ซิเป็นตาสีตาสาแก่ๆจนสักคน หรือเจอประเภทสถานศึกษาที่ไม่สนใจหรอกว่าคุณเป็นใคร มีอุปการะคุณต่อสถานศึกษาหรือประเทศชาติอย่างไร นามสกุลดังทะลุฟ้า ทะลุโลกแค่ไหน เค้ามีเกณฑ์มาตราฐานที่ดี ต้องการผลิตเยาวชนที่เป็นคนเก่งและดีออกสู่สังคมจริงๆ ก็คงจะรู้แล้วผล คำตอบสุดท้ายคืออะไร
คนไหนเชื่อเหตุผล คนนั่นย่อมเชื่อกฎแห่งกรรม
ผู้รู้น้อย
16-11-2004, 10:05 PM
ไม่ว่าจะผู้พูดเป็นใครก็ตาม มีผู้มีองค์ความรู้ที่น่ายกย่อง เป็นครูบาอาจารย์ พูดต่อๆกันมา ปฎิบัติต่อๆกันมา มีหลักฐานเป็นหนังสือ ตำรามาก็ตาม
หลักกามาลสูตร คือ ให้ทำความเข้าใจ แล้วไตร่ตรองจากปั__าของตัวเองเป็นหลักก่อนแล้ว จะเชื่อ จะกลาง ๆ หรือจะแย้งนั่นอีกเรื่องค่ะ
เช่น เวลาเราปิดไฟ วงจรมันเปิด เวลาเราเปิดไฟ วงจรมันปิด ทำไหมเราถึงเรียกสับสนกับวงจรไฟฟ้าล่ะ ทำไหมคุณถึงเชื่อว่า 1+1ต้องเป็น 2 แล้วทำไหม 4+10 ต้องเป็น สิบสี่ เป็นอย่างอื่นไม่ได้เหรอ แล้วทำไหม ต้องเรียกตัวเลข 1 ว่า หนึ่งด้วยล่ะ ประเภทปั_หาโลกแตก ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันประมาณนั่นแหละ อิอิ
ตรงที่เราเขียนว่า
คือ อ่านเป็นเรื่องสนุก ๆ เพลิน ๆ ไป ไม่ต้องถึงขนาดใส่บ่าแบกหามไปหรอก เอาแค่ติดไม้ติดมือไปบ้าง หากฉุกเฉินยามใด อาจมีโอกาสใช้ ใครจะไปรู้อนาคตได้ เพราะถือว่าเป็นองค์ความรู้อีกด้านหนึ่งได้เช่นกัน
ถึงแม้คุณอาจคิดว่า โค-ตระ งมงายก็ตามเหอะ
สวมรอย เอออวย
17-11-2004, 06:54 AM
พุทธทาส Said:-พระพุทธเจ้า ท่านก็เลย "สวมรอย เอออวย"
บางสูตรต้องเอาออกราวสัก ๔๐% บางสูตรเอาออกทั้งสูตร บางสูตรเอาออกบางตอน
ผู้รู้น้อย
18-11-2004, 07:39 AM
เหอๆ
WebSnow
18-11-2004, 07:44 AM
ชอบรูปไหม
โทษทีตอนแรกผมใส่รูปลิงเขียว ตอนแรกผมนึกว่าคุณเป็นผู้ชาย
WebSnow
18-11-2004, 07:47 AM
Originally posted by ผู้รู้น้อย
ไม่เห็นลงรายละเอียดเลย เออ! งง
ส่วนเรื่องจิต อันนี้ คุณต้องเจอเอง สัมผัสเอง
ส่วนเรื่องกฎแห่งกรรม คุณก็ต้องเจอเอง สัมผัสเอง ตอนนี้อาจยังไม่เจอก็ใช่ว่า สักวันจะไม่เจอ กรรมดีย่อมสนองผู้ทำดี กรรมชั่วย่อมสนองผู้ทำชั่ว ไม่ว่าช้าหรือเร็ว
สิ่งไหนจะจริงหรืองมงาย ควรใช้หลักกามาลสูตรด้วย
คือ อ่านเป็นเรื่องสนุก ๆ เพลิน ๆ ไป ไม่ต้องถึงขนาดใส่บ่าแบกหามไปหรอก เอาแค่ติดไม้ติดมือไปบ้าง หากฉุกเฉินยามใด อาจมีโอกาสใช้ ใครจะไปรู้อนาคตได้
กฎแห่งกรรม คือกฎแห่งการกระทำ ไม่ว่าอดีตหรือปัจจุบัน ไม่ต้องพูดถึงภพชาติที่แล้วหรือชาติหน้าหรอก ปัจจุบันชาตินี่แหละ พวกประเภทตายแล้วไม่เกิดอีก เกิดชาติเดียวตายหนเดียวนี่แหละ เด๊ยว! สักพักก็ส่งผล เช่นหากเป็นนักเรียน ลองโดดเรียนซิ ผลเป็นไง เกรดอาจตก แต่หากเป็นบุคคลที่เก่งมากอาจสอบผ่าน คะแนนดีได้ แต่นั่น ย่อมอาจไม่มีโอกาสครั้งที่สองที่สามก็ได้ เพราะหากโดดบ่อย โดดจนไม่มีชั่วโมงเรียนครบซิ แถมติดยาด้วย ถึงเก่งมากๆ ก็....(หาคำตอบเอาเอง) แต่..อาจมีข้อยกเว้นประเภทแบบ พ่อแม่รวยๆ ที่ชอบทำให้ลูกหลงผิด ประมาณลูกข้าต้องไม่น้อยหน้าใคร เอาเงินยัดสถานศึกษาเข้าไป
ฯลฯ แล้วลองพ่อแม่ไม่มีเงินให้ซิเป็นตาสีตาสาแก่ๆจนสักคน หรือเจอประเภทสถานศึกษาที่ไม่สนใจหรอกว่าคุณเป็นใคร มีอุปการะคุณต่อสถานศึกษาหรือประเทศชาติอย่างไร นามสกุลดังทะลุฟ้า ทะลุโลกแค่ไหน เค้ามีเกณฑ์มาตราฐานที่ดี ต้องการผลิตเยาวชนที่เป็นคนเก่งและดีออกสู่สังคมจริงๆ ก็คงจะรู้แล้วผล คำตอบสุดท้ายคืออะไร
คนไหนเชื่อเหตุผล คนนั่นย่อมเชื่อกฎแห่งกรรม
ตอบได้ดี:cool: :cool: :cool:
แบบนี้ไม่ใช่ผู้รู้น้อยแล้ว
ผู้รู้น้อย
18-11-2004, 08:49 AM
ซนดีด้วยค่ะ มีเขี้ยวเล็กๆด้วย ไว้คอยงับคน อิอิ
แต่จะมาเอาวิชาการอะไรมากกับเราไม่ค่อยได้นะ
ต้องยกความดีให้พ่อแม่
ให้หลวงพ่อธัมมะ หลวงพ่อทัตตะ และคุณยายอาจารย์ ท่านมีคติสอนใจเสมอ อันไหนบางอย่างเราคิดไม่ถึง ท่านก็สอนแหะ! อย่างเช่น
คุณยายอาจารย์รัตนมหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ท่านสอนว่า "ของหยาบหยาบยังไม่ละเอียด และของละเอียดจะละเอียดไปละเอียดได้อย่างไร" ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องพื้นๆเนี่ยะแหละ แต่เราคาดไม่ถึง เพราะมั่ว
เต้นไปตามสิ่งที่มากระทบตลอด เช่น เวลาโมโหก็เตะกระโถน ถังกะลังคว่ำไปหมด อย่างเช่น ล้างจาน วางจาน วางข้าววางของ ท่านสอนให้วางเบาๆ วางแรงก็อาจเสียหาย หากทำเช่นนี้บ่อยๆ แล้วจะไปวางให้ใจเบาๆ สบายๆ ได้ไง เออ! ใช่เนอะ เราก็คิดตาม เรารู้สึกว่าท่านละเอียดแม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ ท่านชอบเอาเรื่องแปลกมาเล่าให้ฟังเสมอ ๆ ซึ่งบางท่านรู้หมดแล้ว รู้มาก่อนหน้านี้แล้ว ประมาณว่าเรื่องเด็กๆ ใครๆ ก็รู้ แต่สำหรับผู้เพิ่งเพิ่งเข้าวัดไม่ถึง 10 ปีเยย และแบบยังไม่เต็มตัว ก็ได้แค่นี้ล่ะค่ะ Y-Y ^^แต่ก็ดีใจที่ได้มีโอกาสนะ แม้มันยังไม่เป็นไปได้อย่างใจที่หวังไว้ แต่ก็ต้องพยามยิ่งๆต่อไป
ผู้รู้จริงท่านมีอยู่อีกเยอะแยะมากมาย แต่ท่านไม่ค่อยจะพูดนะซิ จึงเรียนไปถึงท่านผู้รู้จริงทุกท่าน กรุณามาชี้แนะชาวโลก สังเคราะห์ชาวโลกด้วยวิธีใช้สื่อ IT ให้คุ้มค่าหน่อยเถอะค่ะ จะใช้วิธีการเดิมๆผสมผสานกันไปก็ได้นะค่ะ
กระเจียว
19-11-2004, 08:26 AM
ดีจังเลยที่คุณผู้รู้น้อยตอบ แหมอยากจะเปลี่ยนชื่อ ไม่กล้าเรียกคุณว่าผู้รู้น้อย คุณไม่ได้รู้น้อยเลยอ้ะค่ะ
นี่จริงๆเลยนะ คนสมัยนี้นี่แค่เราเชื่อว่ามีผีก็หาว่างมงายแล้ว ผีมันก็คือดวงจิต มันก็เป็นสิ่งที่ก้าวผ่านไปในภพชาติ ทำให้เชื่อว่าภพชาติมีจริง พระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิเสธสักหน่อย
ยิ่งถ้าเชื่อว่ากฏแห่งกรรมมีจริงก็ต้องยิ่งเชื่อว่ามีภพชาติ มีภพชาติก็ต้องมีผีมีวิญญาณ ไม่งั้นจะเอาอะไรไปเกิด เอาแต่กรรมไปเกิด แต่ไม่มีผู้ใช้กรรม ก็ไม่ได้ โอ้ย ปัจจัตตังจริงๆ ต้องไปฝึกภูมิธรรมให้มากกว่านี้แล้วเรา จะได้อธิบายให้คนได้เข้าใจครบทุกเหล่า
หากว่าผู้ใดจะมาตัดคอเรา ถ้าเป็นเพราะเชื่อพระพุทธเจ้าว่า บาปบุญ นรกสวรรค์ พรหมโลกนิพพาน..มีจริง เรายอมให้ตัดเลย แต่ความเชื่อที่ประจักษ์หัวใจนี้..ไม่ยอมตัด..เราจะตายทั้งๆที่คอขาด ก็ไม่เสียดาย..นี่แหละ ศาสนาเปิดเผยมากี่กัปกี่กัลป์แล้ว
หลวงตามหาบัว วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
ผู้รู้น้อย
19-11-2004, 09:20 AM
(||) (y)
กระเจียว
19-11-2004, 10:36 AM
ฮิฮิ ชอบพี่ผู้จัง (เรียกพี่ผู้นะไม่กล้าเรียกชื่อเต็ม ) (kiss) (kiss)
poysian
20-11-2004, 03:48 PM
แหม๋..อุตส่าห์ให้เรา.งม.งาย....ค่อยยังชั่ว นึกว่าให้ไปงมเข็มซะอีก..ขอบคุณนะครับที่บอก
poysian
20-11-2004, 03:52 PM
(kiss) (kiss) (kiss)
น่านฟ้า
20-11-2004, 10:57 PM
งมกับศาสนายังไงก็เจอค่ะ
แต่งมกับโลก ยิ่งหายิ่งไม่เจอ
mikky
22-11-2004, 09:08 PM
ของมด้วยคน
I totally agree with the original poster..
The year is 2004 and these people still blindly believe in things that cannot be scientifically proved.
How sad, but of course, once you believe something you dont question your own belief.
It's Men who created religions, becase it is useful but religions are not the facts!!
เกจิหนุ่ม
29-11-2004, 02:05 AM
งมงายอยู่กับกิเลส. . .หรอครับ
แหะๆ. . .ยังตัดไม่หมดนี่หน่า. . . .(f)
รสชาดกิเลสมันอร่อย จนทำให้เราลืมสิ่งที่ดีกว่าไปเลย:'(
ขุนศรี1972
29-11-2004, 08:03 AM
แล้วคุณคิดว่าอะไรคือความเจริ_ และความจริง....
การมีความรู้ทาง ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ อวกาศ ดวงจันทร์ ฯลฯ มากๆ หรือ เวลาไปคุยกับใครให้เขาอ้าปากค้าง คิดว่าทึ่งในความรู้ที่ได้แสดง แต่จริงๆ เขาไม่รู้เรื่อง อย่างนั้นหรือ หรือความจริงที่ว่าการชิงลงมือก่อนในทุกเรืองนั้นได้เปรียบ ( เบียดเบียนผู้อื่นก่อน ) ไม่ใช่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติตามที่ทุกศาสนาสั่งสอน
ประเทศชาติไหนๆ ก็มีศาสนา และความเชื่อเป็นของประจำชาติ แม้ชนเผ่ามนุษย์กินคนในป่าอะเมซอน ยังมีความเชื่อที่สืบต่อกันมาเลย แม้ประเทศชาติที่เจริ_อย่างอเมริกา จริงๆ ผู้คนของเขาก็มีศาสนาน่ะ แต่ว่าหลากหลายเท่านั้น อังกฤษเมืองผู้ดีก็มีนะ
สงสัยคุณ # ข้อ1 และ 18 มีศาสนาหรือความเชื่อไหมค่ะ และได้ศึกษามากน้อยแค่ไหน ถ้ายัง ไม่เป็นไรค่ะ web นี้เขาใจกว้างเปิดโอกาสให้ทุกคน ทั้งที่รู้มาก รู้น้อย หรือไม่รู้อะไรเลย เข้ามาสนทนากัน และหวังว่าจะได้อะไรดีๆ กลับไปอย่างน้อยก็ความสบายใจ หรืออย่างมากก็ปั__าที่หาซื้อไม่ได้ค่ะ
ดีใจค่ะที่คุณเข้ามาใน web นี้ และจะดีใจมากหากคุณอยู่กับพวกเราที่คุณคิดว่างมงายไปจนกว่าจะเข้าใจในความคิดของพวกเรา ไม่เห็นด้วยก็ไม่ว่าค่ะ แต่อยากให้เข้าใจ บ้างทีเมื่อคุณรู้ตัวอีกที คุณก็เข้ามาเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว
คนอย่าคุณน่ะ พวกเราชอบ... มาม๊ะ...
zipper
29-11-2004, 10:58 AM
สิ่งที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้มี 2 กรณี
1. มันไม่สามารถพิสูจน์ได้จริงหรือไม่มีจริง
2. วิทยาศาสตร์ยังไม่ก้าวหน้าพอที่จะพิสูจน์สิ่งนั้นได้
I think you missed my point.
"สงสัยคุณ # ข้อ1 และ 18 มีศาสนาหรือความเชื่อไหมค่ะ และได้ศึกษามากน้อยแค่ไหน"
Now I don't have religion.
I used to be buddhist until one day I realised that religions are NOT the truth. I asked myself, "why am I buddhist?"
the answer was that I was born and raised in a buddhist family and I was buddhist since I could remember. Then I grew up and became more interlectually educated and began to analyse what is the truth and what is not.
Do you think a baby is born to have any religion at birth??
the answer is NO..
you all have been conditioned by the surrounding, you were born in thailand, thats why you are originally buddhist. If you were born in a Christian country, then you would be raised to be Christian.
My point is that most people did NOT choose their religion when they were small, but they were conditioned to be.
All religions are creation of men, I'm not saying that religions are bad, but you have to realize that it is Men who create religion because it is useful to us.
All religions teach you to be good person and give you spiritual support which is a good thing.
But that's the purpose of it, you have the right to believe in something, but you cannot justify your belief to others!! and cannot claim that it is the absolute truth.
Now let's see.
In Buddhism, you have reincarnation.
It means that when you die, you ll be reborn in the "next life"..
If you are buddhist, you certainly will believe that this is true.
In Christianism, you believe that when you die, your spirit will be there waiting for the "Judgement day".
Now you see that a buddhist person and christian person have different belief about what is after death.
Obviously both cases cannot be true at the same time.
The fact is that we don't know whats going to happen after death. That's why we need religion/belief to comfort us and to ensure us.
Men only need God when they are in danger or in need. ญFor example people think of God when they are dying, or when they are about to die.
Thats because they do not have the control over the situation they are in, therefore they are hoping or praying that there might be some "Greater force" that could help them.
It's not even certain that God, Heaven and Hell exist.
The absolute question you should ask yourself is
"How do you know what you know?"
is it because you have been told by people?
then how trustworthy are those people?
is it because you have read somewhere?
then how creditble are those sources?
is it because you have seen it?
then how much can you really trust your senses( halucination, illution)?
Now you see, I trust science the most even though ít cannot provide answers to everything because at least it is well-proven and supported by empirical evidence.
I just hope that you will get something out of my post. I'm not here to provoke people but i'm always ready for educated and well-argumented discussion.
wanted
02-12-2004, 10:46 AM
ใครว่าพุทธธรรมงมงายคำว่างมงายกับคำว่าไม่เจริ_มันมาเป็นของคู่กันแต่พระพุทธศาสนาสอนให้คนรู้จักเหตุและผลไม่ได้สอนให้คนทำตัวเหมือนไม่ไช่คน
pre-regi5tered
03-12-2004, 04:56 AM
Originally posted by wanted
ใครว่าพุทธธรรมงมงายคำว่างมงายกับคำว่าไม่เจริญมันมาเป็นของคู่กันแต่พระพุทธศาสนาสอนให้คนรู้จักเหตุและผลไม่ได้สอนให้คนทำตัวเหมือนไม่ไช่คน
So it is correct if you call Buddhism a "tool" to help you live a good life?
if so, then we have it Religion = Tool, not the truth
agree?
นายฉิม
11-12-2004, 02:11 PM
งมงาย หมายถึง ไม่รู้เท่า, ไม่เข้าใจ, เซ่อเซอะ, หลงเชื่อโดยไม่มีเหตุผล หรือโดยไม่ยอมรับฟังผู้อื่น
pong1999
12-12-2004, 11:18 PM
หากยังไม่เคยทานแกงส้มปักษ์ใต้แล้วจะบอกว่าไม่อร่อยได้ไง ก็เหมือนกับคนตาบอดบอกว่านางสาวไทยปีนี้ไม่สวย....ยังไงยังง้าน ..ละเลงตัวเองทามไมอายเค้าอ่ะ
ปักษ์ใต้
นาคราช
13-12-2004, 09:20 AM
เขางมอะไร เอ้า ผมงมด้วยคน เก็บเวลาอันน้อยนิดของคุณ ไปกินเหล้า ไปเล่น ป๊อกเด้งเหอะครับ เหอๆๆ ผมจะงมอยู่นี่ละ
NiZaNisA
13-12-2004, 05:45 PM
หากไม่เคยเห็น ไม่สมควรพูด
หากไม่เคยสัมผัส ไม่สมควรวิจารย์
คุณเชื่อในสิ่งที่คุณเชื่อ เขาเชื่อในสิ่งที่เขาเห็น
นิว่าอย่าพูดอย่างนี้เลยดีกว่านะ มันกำลังบ่งบอกปัญญาของตัวคุณเองอยู่แหละ
คนเรามีสิทธิคิด แต่เลือกได้ที่จะพูดหรือไม่พูด
ไม่ว่ากัน...หากมีความคิดแตกต่างกันไป แต่คนเราเลือกที่จะพูดอย่างมีปัญญาได้
ท้ายนี้ นิก็ยังไม่เชื่อในสิ่งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้เหมือนคุณนั่นแหละ แต่ไม่เคยดูถูก ลบหลู่ ดูหมิ่น เพราะวันหนึ่งวันใด นิหรือคุณ อาจจะได้มีโอกาสสัมผัสกับสิ่งๆนั้นก็เป็นได้
Mr.Nobody
14-12-2004, 07:02 AM
ความเชื่อก็คือความเชื่อ ความจริงก็คือความจริง ความเชื่อไม่อาจจะไปลบล้างความจริงที่มันยังคงตัวอยู่เสมอได้ ไม่ว่าจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้นหรือไม่ ความเป็นจริงตามธรรมชาติก็มีอยู่แล้ว เพียงแต่เราอาจจะไม่มีปัญญามากพอที่จะพิสูจน์ได้ เหมือนเมื่อก่อนที่ไม่มีใครเชื่อว่ามีสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เรียกว่าเชื้อโรคอยู่ จนกระทั่งมีกล้องจุลทรรศน์ องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง เห็นไปตามความเป็นจริง แล้วนำเอาความจริงเหล่านั้นมาสอน พวกเราซึ่งยังมีปัญญาหยาบอยู่ให้ได้รู้ความจริง
ใครจะเชื่ออย่างไรก็เชื่อไปเถอะครับ เพราะความจริงจะต้องถูกพิสูจน์กันให้เห็นทุกคนอยู่แล้ว ตอนที่พวกเราตายยังไงล่ะครับ ไม่ว่ากฎแห่งกรรม นรก สวรรค์ แต่เวลาเราตายไปแล้วนี่แก้ไขอะไรไม่ได้แล้วนะครับ
จะเชื่อตอนเป็น หรือ จะไปเห็นตอนตาย เลือกเอาละกันครับ!
casy99
25-12-2004, 12:55 PM
"อะโห มหัณณะโว ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ" มัวแต่ว่างมงายไม่ศึกษา ก็แสดงว่า งมโข่งอยู่น่ะสิ
ปุถุชน
25-12-2004, 10:40 PM
You said " I think you missed my point. "
I believed that I clearly understood your point.
คนที่คิดอย่างคุณ มีประสบการณ์ชีวิตอย่างคุณ เกิดมาในสภาวะแวดล้อมอย่างคุณ
มีอยู่ทั่วชมภูทวีปในสมัยที่พระพุทธเจ้าโคตมศากยมุนีและคณาจารย์ร่วมสมัยระดับ " บิ๊ก " ยังมีชีวิตอยู่เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้ว
แนวคิด logic ของคุณเป็นของโบราณเต็มทีครับ
เรื่องที่คุณพูดคุณอ้างไว้นั้นเขาพูดกัน วิเคราะห์กัน สัมมนาเชิงปฎิบัติการกัน ทะเลาะกัน ตีรันฟันแทงกัน ซูเอี๋ยกัน ... มาตั้งแต่ก่อนเจ้าชายสิทธัตถะจะเกิดเสียด้วยซ้ำ และมา " บูม " กันอย่างมากในสมัยที่พระพุทธเจ้าโคตมศากยมุนีท่านประกาศคำสอน ซึ่งแน่นอนย่อมมีการขัดผลประโยชน์กับคณาจารย์ใหญ่ทั้งหกอย่างรุนแรง ที่ผมขอแจ้งให้คุณทราบก็คือ คุณไม่ใช่คนแรก หรือคนกลุ่มแรกที่มีความคิดเห็นอย่างนี้ครับ
You do not have to make any statement at all
เขารู้กันมาตั้งนานแล้วครับลองไปถามนักบวช โยคี ในอินเดียดูเดี๋ยวนี้ก็ได้ครับ
เป็นแต่ว่า คุณคิดอย่างไร แน่ใจในอะไร ก็ขอให้คุณมีความสุขไปกับสิ่งที่คิดคุณแน่ใจเถิดครับ
ไม่จำเป็นต้องมาเที่ยวตำหนิ สมเพช เวทนา คนไทย คนลาว คนเขมร คนแขก คนฝรั่ง คนจีน คนรวย คนจน คน ? ทั่วทั้งโลกดอกครับ
เออพูดก็พูด ตามแนวคิดของคุณ ทั้งคุณและผมหรือคนอื่นๆอยากทำตัวดี เลว อย่างไรก็คงทำได้กระมัง เพราะไม่เห็นขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ตรงไหนเลย
ผมว่าดีเหมือนกันควรลองทำความเลวเช่นกระทืบคุณ เพื่อช่วยคุณยืนยัน Laws of Physics ที่ว่ามีแรงกระทำจากเท้าของผมไปทำปฎิกริยากับร่างของคุณซึ่งมี Momentum อยู่ที่ฝ่าเท้าของผม แล้วเกิดแรงปะทะที่ใบหน้าคุณเพื่อสลาย Momentum ยังผลให้คุณเกิดความเจ็บปวดที่ใบหน้าอย่างสูง ซึ่งเมื่อทดลองยืนยันกันแล้วคุณต้องขอบคุณผมด้วยที่ต้องเปลืองแรงช่วยคุณยืนยันความเชื่อของคุณด้วนนะครับ
คุณคงไม่รู้ว่าอาการของคุณเขาเรียกว่านับถือศาสนาวิทยาศาสตร์ หรือศาสนาวัตถุนิยม นั่นเอง เป็นอย่างนี้แล้วคุณจะเรียกตัวเองว่าไม่มีศาสนาคงไม่ได้เสียแล้วนะครับเพราะคุณก็เชื่อหัวปักหัวปำกับศาสนาวัตถุนิยมนี้
In response to Khun Kobe...by the way..your name reminds me of kobe tai the asian porn queen..hehe
basically you are quoting straight from the text books...buddhism is all about spiritual realization of oneself..and to be able to obtain this, one must experience it ...its not my intention to flame other religion..i'm just stating the facts..
Because judging from your post, you appeared to assume that Buddhism is on the same path as Christianity and other religions. Buddha taught us not to believe in his teaching blindly..he left us methods and teachings for us to discover the truth ourself..Without religious practices, we cant just be " good"..human are born selfish and greedy.
there are many subjects which cant be approached with science< but does it mean that they are invalid?>> could it be that the scientific method of the presence is not advance enough?>>> its a shame>>you dont know what u have missed>
mikky
05-01-2005, 11:23 PM
วิทยาศาสตร์นะมันเกิดที่หลังนะ แล้วสังเกตุหรือไม่ว่าวิทยาศาสตร์ได้แต่ไล่พิสูจน์สิ่งที่มันมีอยู่แล้วทั้งนั้น แรงดึงดูดโลกมันมีมาก่อนกาลิเลโอเกิดและก่อนนิวตันไปนั่งใต้ต้น apple เชื่อโรคก็มีมาก่อนคนคิดกล้องจุลทรรศน์ โลกมันกลมมาก่อนที่อริสโตเติ้ลจะอกว่าแบนเสียอีก
แล้วสิ่งที่มีจริง แต่วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถหาวิธีพิสูจน์ได้ล่ะ เรียกว่า "งมงาย" มันจะถูกเหรอ จนวันหนึ่งถ้าวิทยาศาสตร์ไล่ทันแล้วมันจะหาย "'งมงาย" อย่างนั้นเหรอ
ตอนที่กาลิเลโออกว่าโลกกลม ผลก็คือกาลิเลโอถูกกล่าวหาว่าเป็น "ลัทธิปิศาจ" โดนขับไล่ออกนอกประเทศ ทฤษฏีโลกกลมถูกยอมรับว่า "ไม่งมงาย" เมื่อกาลิเลโอ ตายไปนานแล้ว
ทุกวันนี้ทฤษฏีสัมพันธภาพยังไม่สามารถทำได้ ยังเป็นแค่ทฤษฏี แต่ไม่มีใครบอกว่างมงาย เพราะมันถูกคิดมาจากนักวิทยาศาสตร์
สรุป
===
มนุษย์ให้คำจำกัดความของคำว่างมงายตามความรู้สึกชองตัวเอง เข้าใจว่าศาสตร์ที่ตนเองรู้นั้นครอบคลุมได้ทุกอ่างบนโลก หารู้ไม่ว่าเรียนวิชาทางโลกอีก 100 ชาติก็ไปนิพพานไม่ได้ มีมนุษย์โง่ ๆ แต่อวดฉลาดเปรียบว่าพระพุทธเจ้านั้นเก่งเหมือนด็อคเตอร์ 16 สาขารวมกัน แต่ผมว่าเอาด็อคเตอร์ ทุกสาขาที่มีในโลกมาช่วยกันแต่งตำรา ก็ไม่สามารถหยุดวงจรของการเวียนว่าตายเกิดได้ เอาแค่พิสูจน์ว่าการเวียนว่ายตายเกิดมีจริงยังทำไม่ได้เลย พุทธศาสตร์ คือวิทยาศาสตร์อีกแขนงหนึ่ง เพราะปฏิติได้ พิสูจน์ได้ แต่ไม่มีใครมาร่วมตั้งเป็นกฏ เป็นทฤษฏี เพราะคนเหล่านั้นทำไม่ได้เท่านั้นเอง แต่การที่จะบอกว่าสิ่งที่เราพิสูจน์ไม่ได้นั้นไม่มี นี่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์หรอกครับ พิสูจน์ให้เห็นจริงก่อนแล้วค่อยอกว่างมงายครับ
คนต่าง
07-01-2005, 01:56 PM
ทำไมเจ้าของกระทู้ถึงไปเชื่อข้อมูลอย่างที่อ้างมาอย่างง่ายๆ ทำไมไม่ลองศึกษาด้วยตัวเองก่อน
หรือศึกษาว่า พระสายปฏิบัติทั่วประเทศไทย ทั่วโลก เขาว่าอย่างไร หรือคนพุทธทั่วโลกเขาว่าอย่างไร
เพราะสิ่งที่คุณกำลังคิด กำลังเชื่อนั้น มันเหมือนคุณเจตนาให้ตัวเองเป็นคนหูหนวก ตาบอด ถ้าคุณจะอ้างความคิดเห็นจากบุคคลคนเดียว เพื่อบอกว่าบุคคลอีกร้อยอีกพันผิด ผมว่าจะต้องพิจารณาการใช้เหตุผลแล้วครับ
ส่วนคุณ kobe คุณอย่าศึกษาอย่างผิวเผินครับ และไม่ต้องเอามาเทียบกันเลยระหว่างศาสนาเทวนิยมกับศาสนาพุทธ เพราะที่มามันต่างกันมาก
หากคุณศึกษาในรายละเอียดของศาสนาพุทธแล้ว คุณคงไม่กล่าวอย่างนี้ ขอแนะนำว่าคุณต้องศึกษาให้มากกว่านี้
และคงไม่ต้องอ้างวิทยาศาสตร์หรอกครับ เพราะทุกคนที่อยู่ที่นี่ล้วนผ่านการศึกษาวิทยาศาสตร์มาทั้งนั้น
ตอบเจ้าของกระทู้ และคุณ Kobe
Catwater
07-01-2005, 03:30 PM
เพราะสิ่งที่คุณกำลังคิด กำลังเชื่อนั้น มันเหมือนคุณเจตนาให้ตัวเองเป็นคนหูหนวก ตาบอด ถ้าคุณจะอ้างความคิดเห็นจากบุคคลคนเดียว เพื่อบอกว่าบุคคลอีกร้อยอีกพันผิด ผมว่าจะต้องพิจารณาการใช้เหตุผลแล้วครับ
อืมมม นั่นเป็นจุดบกพร่องจุดหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย
ถ้าคุณบอกว่าพวกคนที่ไม่เชื่อศาสนาทำไมไม่ฟังคนเป็นร้อยเป็นพันที่เชื่อดูบ้าง แบบนี้มันจะเหมือนอ้างอำนาจอ่ะนะ คือดูเหมือนว่าคุณจะบอกว่าความเห็นของคนเป็นร้อยเป็นพันถูกกว่าความเห็นของคนๆเดียว ถ้าแบบนั้น คนที่ไม่เชื่อก็จะย้อนมาว่า ทำไมคุณถึงไม่ฟังความเห็นของคนที่ไม่เชื่อเป็นแสนเป็นล้านดูบ้างล่ะ แล้วแบบนี้จะเป็นยังไง ต่างคนต่างอ้างอำนาจกันไปๆมาๆ จะทำให้เกิดแรงกระตุ้นในการสะสมอำนาจ นั่งคือคุณก็จะต้องไปหาพรรคพวกมาอีกเป็นสิบล้านร้อยล้านเพื่อให้มีพลังในการต่อรอง ซึ่ง ทั้งหมดทั้งมวลนี้อยู่ภายใต้ฐานความคิดที่ว่า เสียงของคนส่วนมากย่อมถูกต้อง ( ไม่ใช่ว่าหลักการที่กล่าวถูกต้อง หรือมีเหตุผลหลักฐานยืนยัน ซึ่งเป็นระบบพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย )
แต่ถ้าเราเลือกปฏิบัติตามหลักการ หรือความต้องการของผู้ที่มีอำนาจสูงสุดแล้วล่ะก็ ถ้าหากว่าไอ่กลุ่มเสียงข้างมากน่ะมันเหี้ยยยยยยยยยยยย หมดทุกตัวเลยล่ะ ก็จะทำให้หลักการหรือความต้องการของคนกลุ่มใหญ่เป็นหลักการที่เหี้ย เมื่อเราเลือกที่จะปฏิบัติตามหลักการของเสียงข้างมาก เราก็จะเลือกปฏิบัติตามหลักการเหี้ยๆ โดยที่ไม่สนใจว่ามันถูกหรือมันผิด ใครจะเป็นจะตายยังไงก็ช่าง แค่เรามีพวกพ้องหรือความสนับสนุนที่ทรงพลัง ใครก็ทำอะไรเราไม่ได้แล้วทำเรื่องเหี้ยๆแล้วใครจะเป็นยังไงก็ไม่สนใจ
คนต่าง
07-01-2005, 05:51 PM
ถ้างั้นก็เอาประเด็นมาว่ากันเลยว่าตรงไหนมันงมงาย และอย่างไรถึงจะไม่งมงาย
การกล่าวลอยๆ มันก็พูดกันไปพูดกันมา เป็นการกล่าวหากัน
การที่บอกให้ฟังความคิดเห็นคนอื่นๆ เพราะเห็นไปอ้าง ไปเชื่อ ความคิดบุคคลเพียงคนเดียว แสดงว่ายังมีแต่ความเชื่อ ทางที่ดีต้องศึกษามาแล้วเอาประเด็นมาถกดู ไม่จำเเป็นต้องไปอ้างใคร
ขอให้ลงในประเด็นไปเลยว่าอะไรบ้างที่เห็นว่างมงาย และทำอย่างไรจะไม่งมงาย
Heapman
08-01-2005, 06:49 PM
คนที่บอกว่างมงายนี่เคยปฎิบัติธรรมจริงๆ มั้ยครับ
ถ้าคุณไม่เคย คุณเป็นฝ่ายเสียเปรียบแล้วนะ
เพราะคนที่ปฎิบัติธรรมเนี่ย เค้าก็เคยใช้ชีวิตทางโลกเหมือนๆ กับคุณ
และเค้าก็ศึกษาปฎิบัติธรรม และได้นำมาเปรียบเทียบว่าทางไหนดีกว่ากัน
แต่คุณ ถ้าคุณไม่เคยปฎิบัติธรรม คุณจะเอาอะไรมาเปรียบเทียบหล่ะครับ
ว่าด้านไหนเป็นทางที่ถูก ที่ควร
หรือหากคุณเคยปฏิบัติธรรมจริง
คุณทราบหรือไม่ว่า แค่การรักษาศีลแค่ 5 ข้อเนี่ย
(น้อยกว่าชื่อหนังที่คุณจำได้ซะอีก)
เป็นการรักษาความเป็นมนุษย์ ไม่ให้ตกลงสู่ที่ต่ำ ไม่ให้เป็นคนเลว
ผมว่าผมกลัวคุณจะเป็นบาปตรงที่ดูถูกคนอื่นโดยไม่ใช้เหตุผลนะครับ
แต่ถ้าคุณคิดว่าคุณรู้เยอะ เข้าใจถูกต้อง และต้องการจะบอกว่าคนหลายๆ คน งมงายเนี่ย
คนอื่นๆ ก็คงไม่ว่าคุณหรอก เพราะบัวมีหลายระดับ จริงๆ ด้วย
Kamen rider
08-01-2005, 09:48 PM
<EMBED src="http://www.suttaworld.org/scripture/kgin/kgin12/kgin12.swf" loop=false menu=false quality=high bgcolor=#FEFEDA WIDTH=710 HEIGHT=484 TYPE="application/x-shockwave-flash" PLUGINSPAGE="http://www.macromedia.com/shockwave/download/index.cgi?P1_Prod_Version=ShockwaveFlash"></EMBED>
tha99
22-01-2005, 09:48 AM
เราเด็ก Computer Science ... เราไม่เคยเชื่อเรื่องนี้หรอก แต่แม่เรานี่ดิ ชอบเข้าวัดมากๆๆๆ มีวันนึง เราเลยอยากรู้ว่ามันมีจริงรึเปล่า เราก็เลยต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง
บางสิ่งบางอย่างจะให้คนอื่นเค้าหาหลักฐานมาให้ดู มันเป็นไปไม่ได้หรอก นายต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง ถ้าไม่มีปัญญาทำก็เงียบๆไป
ถ้าไปบอกกับคนที่ไม่เชื่อ ไม่เคยทำ ไม่เคยเห็น ก็หาว่าบ้าอีกอ่ะ
ตามหลักวิทยาศาสตร์ มันต้องหาหลักฐานใช่มะ เราหาเจอแล้วในบางอย่าง .... ถ้านายอยากรู้ว่ามันดักดาน หรือ งมงาย นายก็ต้องพิสูจน์ก่อนดิ
นายพิมมาเหมือนจะเป็นเด็กวิทย์เต็มที่นะ แต่ผิดเต็มประตู ทำอะไรโดยไม่หาหลักฐานให้ดี อ่อนวะ
ถ้าจะว่าคนไทยงมงายนะ ไปดูไป ขนาด USA มันยังต้องให้คนมีพลังจิตไปหาคนที่ถูกลักพาตัวไปเลย ตอนสงครามโลกอ่ะ
ป.ล. อย่ามาอวดโง่แถวนี้ ไม่ชอบ
Jackey
26-01-2005, 06:32 AM
ผมอ่านข้อความของคุณที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษมา
อยากจะตอบให้เป็นบุญว่า
ผมเป็นคนที่เกิดในศาสนาพุทธและไม่เคยเข้าวัด ตอนนี้ผมศึกษาอยู่ในประเทศที่ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาหลัก
ตอนผมกลับไปกรุงเทพครั้งแรก มีคนชวนผมไปปฏิบัติธรรมที่ยุวพุฒิกสมาคม
ด้วยความที่ผมอยากพิสูจน์ว่า มันมีอะไรดีนักหนา ถึงแม้เป็นของฟรี
แต่ถ้าไปแล้วให้นั่งเฉยๆทั้งวัน แค่ฟรีอย่างเดียวมันคงไม่มีคนไปหรอกครับ
ความคิดของผมหลังจากกลับมาจากที่นั่น ได้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
ผมเชื่อมั่นว่าพุทธศาสนา(พุทธศาสนา จริงๆก็ไม่ใช่ศาสนาแหละ) อธิบายทุกอย่างเป็นธรรมชาติ
ทุกอย่างพิสูจน์ได้ ขึ้นอยู่กับว่า"จะลงมือทำหรือไม่" เท่านั้นเอง
แค่คิดว่า ศาสนามันไม่มีอยู่จริง เป็นของที่คนคิดขึ้น ก็ถูกของคุณครับ
แต่ว่าพุทธศาสนานั้น เดิมทีก็ไม่ได้เรียกว่าศาสนาอยู่แล้ว แต่จะเรียกว่า"ธรรมชาติของชีวิตมากกว่า"
ลองไปดูศาสนาคริสต์ก็ได้ครับ Google ดูเกี่ยวกับพระเยซู จะมีหลาย"Article"มากๆ
ที่เขียนความยาวเป็นสิบหน้ากระดาษว่า"พระเยซู"อาจจะเป็นตัวละครที่คนเขียนขึ้น
เหมือนกับ"อาคีลิส" เทพเจ้าของกรีซ ที่เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเหมือนกัน
(http://www.nobeliefs.com/exist.htm)
น่าเสียดายนะครับ ที่เกิดมาในศาสนาพุทธ ยังไม่ทันลงมือพิสูจน์ความจริง
แล้วก็หนีจากมันไปซะแล้ว เพรชมันอยู่ในมือ แต่ดันไปคิดว่ามันเป็นหินได้
ไอสไตล์เคยพูดว่า If there is any religion that would cope with modern scientific needs it would be Buddhism. ขนาดไอสไตล์ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์แท้ๆ
ฉลาดกว่ามนุษย์ธรรมดาเป็นร้อยเท่าตัว ยังพูดเข้าข้างศาสนาพุทธ
แล้วชาวพุทธแท้ๆอย่างเรา ที่โง่กว่าไอสไตล์เป็นร้อยๆเท่า
ดันคิดว่าตัวเองเป็นบุคคลที่ทันสมัยทันโลก เป็นนักเทคโนโลยีตัวจริง
แล้วเมินหน้าหนี"ธรรมชาติ" ที่เป็น"วิทยาศาตร์ที่แท้จริง" ไปได้...
ขอให้ทบทวน
Jackey
26-01-2005, 06:36 AM
ปล.
คนศาสนาคริสต์อีกตั้งเท่าไหร่ที่ทำโยคะ หรือนั่งสมาธิเดินจงกรม
มันไม่เกี่ยวกับศาสนาหรอกครับ ของพวกนี้
คำพูดของคุณเกี่ยวกับศาสนามันถูกต้องชัดเจน
แต่ว่าพุทธนั้นไม่ใช่ศาสนา แต่เป็น"ธรรมชาติของชีวิต" แยกแยะให้ออก
พงศกร
28-01-2005, 12:15 PM
คุณ Kobe ครับ ในสมัยพุทธกาลมีความเชื่อหลักที่ผิดอยู่สองแนว คือเกิดมาชาตินี้ชาติเดียวตายแล้วสูญ กับชีวิตนี้เป็นวิญญาณขึ้นอยู่กับพระเจ้าต้องทรมานตัวทำยัญกรรมเพื่อไปสู่พระเจ้า ผมจะไม่พูดถึงหลักธรรมมากนัก แต่จะพูดเรื่องวิทยาศาสตร์เพียวๆ
คุณ Kobe คงทราบแล้วนะครับว่า ยุคหลังไอน์สไตน์นี้เรามีวิธีการอธิบายจักรวาลอยู่ ๒๖ มิติ สรุปง่ายๆว่า มีความเป็นไปได้ว่ามีจักรวาลซ้อนจักรวาล ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ถ้าเราสามารถเข้าไปในมิติอื่นได้ เราก็จะมีชีวิตของเราเองต่างออกไป แปลว่าอะไรครับ แปลว่า ไม่ได้มีเพียงสิ่งที่มองเห็นเท่านั้นที่วิทยาศาสตร์รับรอง แนวคิดว่า วิทยาศาสตร์จะรับรองเฉพาะสิ่งที่สัมผัสได้ หรือ empiricalism นั้นเกิดมาจากเดส์การ์ดในศตวรรษที่ ๑๘ แต่ในยุคไอน์สไตน์ความคิดนั้นไม่มีใครเชื่อครับ ยกตัวอย่างทฤษฎีสัมพันธภาพ รถสองคันวิ่งความเร็วเท่ากัน ทำไมจากที่เราเป็นจุดสังเกตจึงเห็นวัตถุในรถอีกคันอยู่นิ่ง อันนี้เป็นตัวอย่างพื้นๆครับ ฝรั่งเขาก็ไม่เชื่อเรื่องสัมผัสทั้ง ๕ เท่านั้นอีกต่อไปแล้ว แต่เขาจะใช้เครื่องมือในการวัดมากขึ้น ในรูปของพลังงานคลื่นครับ ไม่ว่าจะเป็นแสง แม่เหล็ก ก็เป็นคลื่นเหมือนกัน
เอาละทีนี้มาที่ศาสนา เอาเฉพาะศาสนาพุทธนะครับ ความจริงมีฮินดู หน่อยๆ เรื่อง reincarnation หรือตายแล้วเกิด มีนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำชื่อ Prof. Ian Stevenson M.D. เป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์ และ เป็นหมอด้วยของมหาวิทยาลัย เวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐ(โปรดเข้าใจว่าเป็นประเทศเจ้าแห่งวิทยาศาสตร์) ศึกษาปรากฎการณ์การระลึกชาติ โดยมีกระบวนการควบคุมทางวิทยาศาสตร์อย่างเข้างวด ที่คุณเรียกว่า Scientific method นั่นแหละ คืออย่างน้อย คนที่ระลึกชาติไม่ได้ไปที่ๆเป็นชาติก่อนมาก่อน มีการปลอมตัวคนในชาติที่แล้วไม่ให้จำได้ ฯลฯ มีการบันทึกอย่างละเอียด พบว่ามนุษย์ตายแล้วเกิดใหม่ และ บางคนมีสัญลักษณ์จากชาติเก่าติดมาด้วย เช่นถูกยิ่ง ถูกแทง จะมีรอบปานติดมา นอกจากนั้น ยังมีการพบว่า สัตว์มาเกิดเป็นมนุษย์ ก็มีต้องเดินทางไปดูที่จริงๆ อะไรอย่างนี้เป็นต้น ที่น่าสนใจคือ มีคนต่างศาสนาเกิดไปข้ามประเทศ ข้ามศาสนา เช่นมีคนเลบานอนศาสนาอิสลาม มาเกิดเป็นศาสนาอื่น ที่ปรากฎเป็นสารคดีในรายการ Discovery ก็คือคนยิวถูกนาซีทรมานตายในเยอรมนี แล้ว มาเกิดเป็นคนอเมริกัน ตอนนี้แกไปช่วยคนยิวในอเมริกาทอดขนมปังแบบยิวอยู่ มีตัวมีตน ฝรั่งไปทำการทดสอบกัน จนแน่ใจจึงทำเป็นรายการสารคดีฝรั่ง ให้ฝรั่งดู แล้วมาให้คนไทยดูจะได้เชื่อต่อไป
ปัญหาของคนไทยนี่ก็คือ ในบางกลุ่ม บางพวก แม้ในปัจจุบัน ไปเรียนบ้าง ไปเป็นคนใช้บ้าง ให้ฝรั่งแล้วเชื่อว่าฝรั่งดีเลิศ ก็หยิบความคิดเขามา งูๆ ปลาๆ
ฝรั่งเขาไม่ชอบมีศาสนา เพราะ เขาไม่เชื่อคริสตศาสนา ถามว่า คริสตศาสนาผิดหรือเปล่า ตอบว่าไม่ใช่ โมเสส หรือ พระเยซู อาจมีความเชื่อมโยงกับพระเจ้าของเขา แต่เมื่อโรมันครองอำนาจ จึงใช้ศาสนจักรทำการปกครอง ตรงนี้ที่ฝรั่งเขาไม่ชอย และคุณ Kobe ก็พลอยไม่ชอบศาสนาตามฝรั่ง ลองศึกษาประวัติศาสตร์ยุโรปครับ สมัยกลาง นักบวชฝรั่งฆ่าคนไปเป็นล้านที่ไม่เชื่อฟังคริสตจักร แม้แต่กาลิเลโอ ที่มีผู้อ้างไปก็เพิ่งได้รับการยกโทษการประณามเมื่อปี 2004 นี้เอง แล้วทำไมฝรั่งกลายเป็นไท ได้ ก็เพราะเทคโนโลยีการพิมพ์ที่แพร่หลายจากจีน ไป อาหรับ เข้ายุโรป เกิดโรงพิมพ์ของกูเต็นเบิร์ก เลยพิมพ์ไบเบิลออกมามากมาย ราคาถูก ศาสนาไม่ได้ถูกทำเป็นสิ่งลี้ลับเพื่อผลประโยชน์ของพระอีกต่อไป คนยุโรปเลยเห็นว่า การตีความศาสนาว่าโลกแบนพระอาทิตย์ ดวงดาว หมุนรอบโลก ตามความเชื่อของนักบุญในสมัยจักรวรรดิ์โรมันตะวันออกนั้นผิด
แล้ว ทราบหรือไม่ครับ พระพุทธเจ้า แม้ว่าจะไม่โปรดที่จะพูดเรื่องโลก เรื่องจีกรวาลเพราะไร้สาระ แต่ก็มีที่ทราบตรัสไว้ว่า "....โลกนี้กลมนะ ไม่ใช่แบน..." โลกแบบนี้มีอีกมาก มีคนอยู่อาศัยเช่นเดียวกันอีกมาก ฯลฯ เมื่อกว่า ๒๕๐๐ ปีมาแล้ว เทียบดูได้กับ ยุคมืดทางปัญญาที่โรมันใช้ศาสนาปกครองคน บรูตัสที่ประกาศก่อนหน้ากาลิเลโอว่า น่าจะมีคนอยู่ในดาวดวงอื่น ถูกไฟเผาทั้งเป็น
ผมคิดว่า ผมเข้าใจฝรั่งนะครับ ที่เขาจะไม่ยอมรับศาสนา แต่จะเรียนให้ทราบว่า ฝรั่งกำลังศึกษาปรากฎการณ์ทางจิตอย่างมโหฬาร เช่น ในมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน (สหรัฐอีกแล้ว) ใช้เครื่องแสกนสมอง พระธิเบตชาวฝรั่งเศส(เป็นดอกเตอร์ทางวิทยาศาสตร์ครับ บวชมา ยี่สิบปี เก่งทางสมถะด้านการแผ่เมตตา) พบว่าเมื่อแผ่เมตตานั้น สมองส่วนหน้าจะทำงาน และ มีความสุข จึงคิดจะเสนอให้มีการฝึกสมาธิเพื่อการสร้างสุขภาพจิต และ สุขภาพกายที่ดี เป็นต้น
ประการสุดท้ายที่ผมได้กล่าวไว้ในหัวข้อคือ การที่เราบังเอิญสมาทาน หมายถึงรับ ที่จะเป็นพุทธศาสนิกชน แล้ว เปลี่ยนศาสนา เป็นกรรมหนัก เรียกว่าครุกรรม เป็นรองแต่การ ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ (ซึ่งฝรั่งไม่สนใจ) การทำสงฆ์ให้แตกกัน และ การทำร้ายพระพุทธเจ้าให้ห้อเลือด นิดเดียวเท่านั้น บวกกับที่มีจิตประทุษร้าย ก่อวจีกรรมทุจริตคือการเขียนเอกสาร จาบจ้วงพุทธศาสนา ก็เป็นกรรมมากอีกเช่นกัน ดังนั้น จึงขออนุญาตที่จะมีกรุณาอยากให้ท่าน Kobe พ้นทุกข์ได้จริงๆ ขอให้มีโอกาสกลับใจ วิการกลับใจไม่ให้คุณ Kobe และ คห.๑ เสียหน้า คือ พยายามศึกษาวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมครับ พยายามให้เป้นคนมีเหตุมีผล จากนั้น ศึกษาประวัติศาสตร์หรืออารยธรรมตะวันตกครับ จะได้ทราบว่า รากเหง้าของฝรั่งที่เขาคิด เขาเชื่อเรื่องต่างๆนั้น เกิดจากอะไร ศึกษาการวิจัยเรื่อง reincarnation ที่คุณยกขึ้นมานั้นแหละครับ ใช้search ทาง internet นี่แหละครับไม่ต้องไปเสียเงินซื้อหนังสืออะไร แล้วจะตกใจว่า ความรู้ของท่าน คห.๑ และ คุณ Kobe อยู่ประมาณปลายศตวรรษที่ ๑๙ เองครับ เราอยู่สมัย ศตวรรษที่ ๒๑ แล้วครับ กรุณาทราบด้วย
อ้อ เผื่อท่านหาข้อมูลไม่เจอ จะว่าคนในเว๊บ นี้ไร้สาระอีก ปกติกายทิพย์ที่เขาถอดเดินทางไปไหนต่อไหนกันนี้นะครับ มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของฝรั่งครับว่า มีความหนาแน่นน้อยกว่า วัตถุ จึงเดินทะลุกำแพงได้ แต่ มีมวลหนาแน่นกว่า ไฟฟ้า ครับ ถ้าสร้างสนามไฟฟ้าล้อมรอบคนถอดจิตได้จะติดครับ และ คนถอดจิตได้ที่ว่าไม่ใช่คนในกลุ่มของ เว๊ปนี้ครับ เป้นฝรั่งและทดลองกันมานานแล้วตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตัวจริง บันทึกต่างๆมีสมบูรณ์ ลองหาเพิ่มเติมดูครับ
ขอความสวัสดี ความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ได้มีกับท่านผู้อ่านด้วยครับ
ในไร่
02-02-2005, 11:27 AM
โอ้ น่าสงสารจริงๆ ขาดอธิษฐานบารมี กรรมเลยมาบัง
nay_ohho
08-02-2005, 09:38 PM
ผมได้ปริญญา สาขาฟิสิกส์ แต่ผมเชื่อเรื่องพวกนี้ ตั้งแต่เด็กๆ ถ้ามี จิตศาสตร์ หรือไสยศาสตร์
ผมคงจะได้ในสาขานั้น คงไม่ใช่ ฟิสิกส์หรอกนะ
คุณเอาอะไรมาวัดว่างมงายหรือดักดาน สิ่งที่เห็นนั้นอาจจะไม่เป็นความจริง แต่เรื่องของสัจธรรมหรืออะไรก็แล้วแต่เป็นเรื่องที่สามารถจับต้องได้มีที่มาที่ไป มีหลักของเหตุผล
คุณอาจจะเข้าไปไม่ถึงพระธรรมก็ได้นะคะ
ปราณยาม
09-02-2005, 01:07 PM
มนุษย์กลัวตาย ทั้งๆที่มนุษย์ต้องรับหน้าที่สำคัญยิ่งมาทุกคน คือ หน้าที่ตาย! อันเป็นหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มนุษย์พิสูจน์กฏไตรลักษณ์ว่าด้วย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้ด้วยตนเอง แต่ไม่ยอมพิสูจน์
มนุษย์แปลเปลี่ยนอนิจจังตั้งแต่สังขารตน
มนุษย์มีทุกข์เพราะสังขารตน
ท้ายสุดก็ต้องวางสังขารไว้ในโลก
ไม่มีสิ่งใดที่มนุษย์ไม่ "วาง " ไว้
PalmPalmnaraks
09-02-2005, 02:53 PM
ความเห็นกับความเป็นจริงช่างแตกต่างกันมากๆ ทำความเห็นให้ตรงกับความเป็นจริงโดยศึกษาความเป็นจริงให้กระจ่างเถิด ขอบคุณที่มีพี่ๆที่เก่งๆ ตอบกระทู้ให้คนได้พิจารณาตาม ขอบคุณคนตั้งกระทู้ ขอบคุณคนไม่รู้ที่มาถาม จะได้เข้าใจกันมากๆ ธรรมดาสัตว์ทำกรรมมาต่างกันย่อมมีสภาพจิตใจที่แตกต่างกันแม้มนุษย์พี่น้องท้องเดียวกันยังไม่เหมือนกันเหตุใดเล่าคนทั้งโลกจะเหมือนกัน
ขอฝากนะ ท่านมีความเห็นความคิดเป็นแบบใดก็ทำตามเถิด ท่านเชื่อท่านทำไป ทำอะไรก็ทำไป ถ้าท่านพอใจ แต่อย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อน และอย่าเอาความไม่จริงมาบอกให้คนอื่นๆเชื่อตามมันเป็นบาปหนัก
คนที่มีความรู้ทางโลกและสิ่งภายนอกมาก เขาย่อมมีความโง่มากในเรื่องจิตใจของเขาเอง เพราะเขามีแต่เรียนรู้สิ่งที่เป็นของภายนอก แต่เขาไม่เคยเรียนรู้สิ่งที่มันอยู่ภายในใจตนเองเลย มัวแต่วิ่งตามค้นหา
undeath13
14-02-2005, 11:00 PM
วิทยาศาสไม่สามารถตาม พุทศาสตร์ได้ทันห่างกันหลายขุมเลยครับ^^
เช่น
การกล่าวการกำเนิดจักวาลและโลก
การบอกว่าโลกกลมมิใช่แบน
การบอกลักษณะ ทารกในครร ตั้งแต่ปฏิสนธิถึงคลอด
พิสูจเรื่อง เชื้อโรคแบคทีเรียๆลๆ
เรื่องจักวาล หรือโลกธาตุ มีหลายแสนหลาย้ลานๆ วิทยาศาส ยังงมดข่งกะ "โลกแบนอยู่เล้ย" พุทศาสไปถึงขอบ จักวาลแล้วครับเพ่
และอีกหลายอย่างมากมาย ^_^
ผู้ไม่รู้
17-02-2005, 04:22 PM
น่าสงสารคนตั้งกระทู้จังค่ะ
ไวไว ควิก รสต้มโคล้ง
24-02-2005, 05:45 AM
ทุกอย่างพิสูจน์ได้ ขึ้นอยู่กับว่า"จะลงมือทำหรือไม่" เท่านั้นเอง
แค่คิดว่า ศาสนามันไม่มีอยู่จริง เป็นของที่คนคิดขึ้น ก็ถูกของคุณครับ
แต่ว่าพุทธศาสนานั้น เดิมทีก็ไม่ได้เรียกว่าศาสนาอยู่แล้ว แต่จะเรียกว่า"ธรรมชาติของชีวิตมากกว่า"
ลองไปดูศาสนาคริสต์ก็ได้ครับ Google ดูเกี่ยวกับพระเยซู จะมีหลาย"Article"มากๆ
ที่เขียนความยาวเป็นสิบหน้ากระดาษว่า"พระเยซู"อาจจะเป็นตัวละครที่คนเขียนขึ้น
เหมือนกับ"อาคีลิส" เทพเจ้าของกรีซ ที่เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเหมือนกัน
(http://www.nobeliefs.com/exist.htm)
ถึงคุณ Jacky #42
ข้อความและลิงค์ข้างบน กล่าวพาดพิงถึงศาสนาคริสต์โดยไม่มีการพิสูจน์ให้รู้จริง....ขอความกรุณาพิสูจน์ให้เห็นจริงด้วย...
เพราะการที่คุณมีส่วนร่วมเผยแพร่ทั้งบทความหรือแม้แต่คำพูดเล็กน้อยที่ส่อให้เชื่อว่า "พระเยซู นั้นไม่มีจริง" โดยเฉพาะ 3 บรรทัดสุดท้าย... คำพูดของคุณ...และการช่วยนำเสนอบทความกระแทกศาสนา...มันออกอินเตอร์เนต...มีคนเป็นล้านๆได้อ่าน...หากคนเป็นล้านๆเหล่านั้นเกิดความรู้สึกคล้อยตามว่า "พระเยซูคงจะเป็นตัวละครที่แต่งขึ้นเหมือนกับอาร์คีลิสอ่ะดิ" คุณซึ่งเปรียบดั่งสะพานให้คนเหล่านั้นที่หลงเชื่อเดินข้ามไป....จะพบเจอกับวิบากกรรมอะไรในศาสนาพุทธบ้าง....ผู้มีพระธรรมแก่กล้ารู้ดี...ใช่ไหม?
แม้พระเยซูจะยกโทษให้...และกรรมที่ทำให้ที่สูงถูกเข้าใจผิดก็จะไม่ติดตัวคุณไป แต่คนคริสต์มากมายเมื่อรู้คงไม่อยากจะยกโทษให้คุณ....และถึงแม้เค้าจะอโหสิให้คุณ...กรรมที่ทำให้คนจำนวนหนึ่งโกรธเคืองกับกรรมที่ทำให้คนมากมายหลงผิดนั้น...มันติดตัวคุณไปแน่ๆใช่หรือเปล่า
คนที่มีญาณแก่กล้ามากๆในศาสนาพุทธยังรู้เลยว่าพระองค์มีจริง...
ศาสนาพุทธพิสูจน์ได้ด้วยญาณ..สมาธิและปฏิบัติ... คุณเองก็ยอมรับ ส่วนคริสต์ไม่รู้เรื่องญาณสมาธิ..จะเชื่อพระองค์หรือไม่..อยู่ที่ใจกับพระจิต และหากจะนำญาณสมาธิ มาพิสูจน์การมีตัวตนของพระเยซูกับปาฏิหารย์ว่าจริงหรือไม่...ก็ย่อมทำได้..
ไม่รู้..ไม่เชื่อ..เพราะไม่เห็น เช่นคุณ kobe ยังไงเสียบาปกรรมก็ยังน้อยกว่าคุณที่รู้วิธีพิสูจน์แต่เพิกเฉย บอกซะอย่างเดียวว่าศาสนาคุณดีกว่า แล้วก๊อปลิ้งค์ของคนที่ยังไม่รู้ว่าจะหาพระเจ้าเจอได้ยังไงมาเผยแพร่ ชวนให้เขาพากันเข้าไปอ่าน แต่ไม่มีการชี้นำทางพิสูจน์ให้กับศาสนาคริสต์ที่ตกเป็นเหยื่อ ...ทั้งที่คุณซึ่งอยู่ในเว็ปปฎิบัติธรรมรู้เสียยิ่งกว่ารู้ซะอีก... คุณมีส่วนให้ร้ายคริสตศาสนาโดยคุณรู้แต่เพิกเฉย ซ้ำยังเอามาป่าวประกาศซะอีก ก็คิดเอา...
การกระทำของคุณส่อให้เห็นชัดว่า..เฮ้ ! ทางนี้ก็มีกระทู้งมงายอีกอันหนึ่งด้วย ฉันรู้นะว่าจริงเท็จยังไง แต่ไม่บอก บอกแต่ว่าของฉันน่ะจริงแท้แน่นอน ให้คนอ่านคิดว่า "อ้าว คริสต์ก็งมงายเหมือนกันนี่" นี่หรือการกระทำของชาวพุทธ "โกรธเคืองที่ใครว่าตัวเองงมงาย...แล้วมาพาลใส่พระเยซูว่าไม่มีจริงอีก" ...จะเป็นลม
รู้หนทางแต่ไม่คิดพิสูจน์ให้รู้แน่ว่าคริสต์นั้นจริงเท็จอย่างไร...ก็อย่ามาเสนอหน้าเอาบทความของคนตาบอดฝ่ายวิญญาณจิตมาเผยแพร่ให้คริสต์ได้เสื่อมเสีย
ด้วยคุณจะไม่พิสูจน์มันก็เรื่องของคุณ...แต่รอใช้เอาเองก็แล้วกัน... ไม่อยากใช้ก็ช่วยพิสูจน์ด้วยตัวเองให้เห็นซึ้งกับตา...มันไม่ได้ยากเย็นอะไรสำหรับคนที่มีญาณสมาธิแก่กล้า...เชื่อ..แล้วขอโทษพระองค์ซะ... บาปกรรมไม่รู้เท่าไหร่...เฮ้อ...
ดาวประกาย
07-03-2005, 02:00 PM
อ่านแล้วรู้สึกว่า ต่างคนต่างมีความคิดเป็นของตนเองดี แต่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งเหตุผล ไม่มีการบังคับว่าเมื่อเกิดมาเป็นชาวพุทธแล้วต้องนับถือศาสนาพุทธตลอดชีวิต ถ้าเราไม่ศรัทธา ไม่เห็นประโยชน์ ก็เป็นสิทธิ์ของผู้นั้น ถ้าเรามั่นใจว่าสิ่งที่เรานับถือและศรัทธานั้นจะสามารถทำให้เรามีความสุขได้จริง ก็สุดแล้วแต่
ศาสนาพุทธนี้เกิดขึ้นเพื่อให้คนหันมาสนใจเรื่อง เหตุ-ผล
เพราะเหตุนี้มี เหตุนี้จึงเกิด
เพราะเหตุนี้ไม่มี เหตุนี้จึงไม่เกิด
และให้ความสนใจในเรื่องกรรม ซึ่งเป็นการกระทำ ต้องการให้มนุษย์ลดการกระทำที่ไม่ดี และหมั่นทำความดี คิดดี พูดดี และมีสติปัญญาดี
***อื่นๆอีกมากมาย***
ที่สำคัญเราชาวพุทธต้องละอารมณ์ให้มากขึ้นหน่อยนะ ทำใจให้เป็นอุเบกขา มีเมตตา และให้อภัยผู้ที่มีความเข้าใจไม่ตรง
ศาสนาทุกศาสนา เปรียบเสมือนสิ่งที่เรานับถือเป็นของสูง ฉะนั้น เราไม่ควรนำมาถกเถียงกัน เป็นประเด็นให้เสียความรู้สึก
นับถือทุกความคิดเห็น(rose)
นิรทุกข์
11-03-2005, 06:47 AM
ใครมีความเห็นไม่ตรงหรือขัดแย้งต้องกลายเป็นคนเลว คนขวางโลก คนไม่เอาไหน แปลกมากอัตตายังมีกันสูง แต่กลับหลงว่าสำเร็จในวิชชาต่างๆ รู้ซึ่งในธรรมะของพระพุทธองค์
ใครจะว่าคนไทยว่างมงายก็ชั่งเขา เพราะเราไม่ได้ไปเผาบ้านใคร หรื่อไม่ไปทำให้ใครเดือดร้อนก็พอแล้ว ดีกว่าไม่งมอะไรเลยมีแต่วิจารณ์คนอื่น อิอิอิ
ถามนิดเดียว ตอบกันเยอะจังครับ คนถามเลยสบายไปเลย
ขอบคุณครับ
เลิศ
ไอ้ใบ้
11-05-2005, 08:45 AM
ผมเคยตอบในกระทู้ ลักษณะแบบนี้ไปแล้ว ไม่มีอะไรหรอกครับ เค้ามาลองภูมิเท่านั้นแหละ ฮ่าๆๆๆๆๆ
vBulletin® v3.8.0 Beta 3, Copyright ©2000-2008, Jelsoft Enterprises Ltd.